ชุมนุม

All posts tagged ชุมนุม

ครม.คลอดมาตรการภาษีช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากม็อบ

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

9 พฤศจิกายน 2553, 21:28 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/125671.

Pic_125671

รมว.คลัง เผย ครม.ไฟเขียวมาตรการภาษีช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง รับกระทบรายได้รัฐ แต่ต้องการให้ประชาชนมีเงินหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอีกครั้ง

เมื่อ วันที่ 9 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวง การคลังเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ทางการเมือง ทั้งมาตรการในด้านเงินช่วยเหลือ ด้านประกันภัย และด้านทรัพย์สินและสินค้าที่ถูกเพลิงไหม้ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1. มาตรการภาษีด้านเงินช่วยเหลือ มี 2 มาตรการย่อยคือผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่ต้องนำเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลและหรือกรุงเทพมหานคร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี และนิติบุคคลที่ได้รับเงินช่วยเหลือในส่วนของเงินเดือนประจำที่ได้จ่ายให้ ลูกจ้างไปแล้วตามบัญชี ไม่ต้องนำเงินช่วยเหลือ มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี

2.มาตรการ ภาษีด้านประกันภัย มี 3 มาตรการย่อยคือ บริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัย สามารถหักรายจ่ายที่เป็นเงินช่วยเหลือซึ่งจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่ได้ รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง, ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่ต้องนำเงินช่วยเหลือที่ได้รับจาก บริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัย มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี และผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่ต้องนำค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจาก บริษัทที่ประกอบกิจการประกันภัย เฉพาะส่วนที่เกินมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลือจากการหักค่าสึกหรอและค่า เสื่อมราคา มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี

และ 3.มาตรการภาษีด้านทรัพย์สินและสินค้าที่ถูกเพลิงไหม้ มีมาตรการย่อย ประกอบด้วย 1. ด้านทรัพย์สินกรณีทรัพย์สินที่เสียหายเป็นอสังหาริมทรัพย์ ให้หักรายจ่ายได้เพิ่มอีก 1 เท่า ของมูลค่าอาคารที่เหลืออยู่หลังจากถูกเพลิงไหม้ หรือหักรายจ่ายได้เพิ่มอีก 50% ของมูลค่าอาคารในวันแรกที่สร้าง เสร็จ แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า กรณีทรัพย์สินเสียหายที่เป็นสังหาริมทรัพย์ และไม่สามารถซ่อมแซมได้ให้หักรายจ่ายได้เพิ่มอีก 1 เท่าของมูลค่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่หลังจากถูกเพลิงไหม้ และกรณีทรัพย์สินเสียหายที่เป็นสังหาริมทรัพย์ และได้มีการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ให้หักรายจ่าย 2 เท่าของมูลค่าการซ่อมแซม

2. ด้านสิทธิการเช่า ให้ผู้เช่าที่มีสิทธิการเช่าในอาคารที่ถูกเพลิงไหม้ และได้ก่อสร้างหรือจัดหาทรัพย์สินใหม่ทดแทน หักรายจ่ายดังกล่าวได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกิน 2 เท่าของมูลค่าสิทธิการเช่าที่เหลืออยู่ในวันที่ถูกเพลิงไหม้ โดยต้องไม่นำไปหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาอีก 3.ด้านสินค้าที่เสียหายจนนำไปขายต่อไม่ได้และได้มีการทำลายสินค้านั้น กรณีผู้ขายและผู้ฝากขายรับรู้รายได้และเสียภาษีจากมูลค่าการขายแล้วแต่ยัง ไม่ได้รับชำระเงิน ให้หักรายจ่ายได้เพิ่มอีก 1 เท่าของต้นทุนสินค้าที่เสียหาย หากผู้ขายและผู้ฝากขายได้ปลดหนี้ค่าสินค้าให้แก่ลูกหนี้ให้สามารถนำไป จำหน่ายเป็นหนี้สูญได้ ส่วนลูกหนี้ที่ได้รับการปลดหนี้ ไม่ต้องนำเงินได้จากการปลดหนี้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีและกรณีเจ้าของ สินค้า/หรือผู้ซื้อสินค้าได้ซื้อสินค้ามาขายต่อโดยได้ชำระราคาค่าสินค้าแล้ว ให้หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของมูลค่าต้นทุนสินค้าที่เสียหาย และ4. ด้านค่าใช้พื้นที่ ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่ต้องนำประโยชน์ที่คำนวณได้จากมูลค่าการได้ใช้พื้นที่เพื่อขายสินค้าหรือ ให้บริการโดยไม่เสียค่าตอบแทน มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเสียภาษี

“มาตรการ ภาษีที่นำเสนอ คาดว่า จะมีผลกระทบต่อรายได้ภาษีบ้าง แต่จะเป็นการช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องและการขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนใน การประกอบกิจการของ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองดังกล่าว” นายกรณ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 พฤศจิกายน 2553, 21:28 น.

UMS ยัน ผลกระทบม็อบปิดโรงงานปิดชั่วคราวแต่ ไม่กระทบการผลิต-ส่งสินค้า

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 16:38 น.

UMS ยัน ผลกระทบม็อบปิดโรงงานปิดชั่วคราวแต่ ไม่กระทบการผลิต-ส่งสินค้า.

Pic_186351

ยูนิค ไมนิ่งฯ แจงไร้ปัญหาการผลิตและจัดส่งสินค้า แม้โรงงานที่สมุทรสาคร ต้องหยุดชั่วคราว จากม็อบต่อต้านถ่านหิน ยันบริษัทดำเนินธุรกิจพร้อมกับดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างดีมาตลอด

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายชัยวัฒน์ เครือชะเอม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) (UMS) เปิดเผยว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ขอให้บริษัทชี้แจง เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านถ่านหิน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตสมุทรสาคร และทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งให้แก่ผู้ชุมนุมรับทราบว่าจะสั่งให้ผู้ประกอบ การถ่านหินทุกรายในจังหวัดสมุทรสาครหยุดดำเนินการทันที เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น บริษัท ฯขอแจ้งถึงการดำเนินงานและผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้ 1.UMS ในฐานะหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจถ่านหินในพื้นที่ดังกล่าว ยินดีให้ความร่วมมือแก่หน่วยงานราชการและชาวบ้านในท้องถิ่น โดยบริษัทได้หยุดการประกอบกิจการของโรงงานที่สมุทรสาครชั่วคราวตามคำ สั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

2.แม้จะหยุดดำเนินงานที่ โรงงานสมุทรสาคร แต่บริษัทยังมีโรงงานและคลังสินค้าที่จังหวัดอยุธยา ซึ่ง สามารถรองรับสายการผลิตจากสมุทรสาครเป็นการชั่วคราวเพื่อชดเชยกำลังผลิตที่ ขาดหายไปจึงสามารถจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้ตามปกติ 3.บริษัทได้ประกอบธุรกิจนำเข้าถ่านหินที่มีคุณภาพดีจากอินโดนีเซีย เพื่อมาจัดจำหน่ายทั้งในสมุทรสาครและจังหวัดอื่นๆ ซึ่งบริษัทได้ทำการขนถ่าย ถ่านหินทั้งทางน้ำและทางบก โดยใช้ท่าเทียบเรือที่เป็นจุดเชื่อมต่อของการขนส่งซึ่งบริษัทได้รับใบ อนุญาตในการก่อสร้างท่าเทียบเรือ ใบอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือและใบอนุญาตคัดขนาดถ่านหิน รวมทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทุกอย่างพร้อมกับได้ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐ ในการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและป้องกันการฟุ้งกระจายของถ่านหินในการขนส่งทั้ง ทางบกและทางน้ำ อย่างเคร่งครัดเสมอมา

4.UMS เป็นบริษัทที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001 และอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่อง ISO 14001 ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญโดยได้ตรวจวัดคุณภาพน้ำและอากาศเป็นประจำทุก เดือนซึ่งผลจากการตรวจวัดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและยังให้ความร่วมมือแก่คณะ กรรมการไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานราชการ อบต. ผู้แทนชุมชนเครือ ข่ายชุมชน ในการตรวจและติดตามแก้ไขปัญหาโรงงานตลอดมา ดังนั้นถือว่า UMSเป็น บริษัทที่มีความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจพร้อมกับดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยดีเสมอ มา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 16:38 น.

ผู้ค้าราชประสงค์เซ็งเป็ด

Published พฤษภาคม 21, 2011 by SoClaimon

21 พฤษภาคม 2554, 05:45 น.
ผู้ค้าราชประสงค์เซ็งเป็ด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_172971

ผู้ค้าราชประสงค์เซ็งเป็ด ผู้ชุมนุมปิดถนนแยกชุมนุมใหญ่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ปิดกิจการหนีหวั่นซ้ำรอยเดิม จี้ ตร. จัดการเด็ดขาด ไม่ว่าจะชุมนุมที่ใด ให้เป็นไปอย่างสงบและเรียบร้อย …

นาย​ชาย ศรี​วิก​รม์ ตัวแทน​เครือ​ข่าย​ประชาธิปไตย​ไม่​ละเมิด เปิดเผย​ว่า การ​ชุมนุม​ปิด​ถนน​และ​เส้นทาง​จราจร​ของ​กลุ่ม​ผู้​ชุมนุม ที่​บริเวณ​สี่​แยก​ราชประสงค์ เมื่อ​วัน​ที่ 19 พ.ค.​ที่​ผ่าน​มา สร้าง​ความ​เดือดร้อน​กับ​ประชาชน​ทั่วไป บริษัท ห้างฯ ร้าน​ใน​บริเวณ​โดย​รอบ​เป็น​จำนวน​มาก เพราะ​ต้อง​ปิด​ร้าน ประกาศ​เลิก​งาน​ก่อน​เวลา เนื่องจาก​กลัว​เกิด​เหตุการณ์​ซ้ำ​รอย​กับ​ปี​ที่​แล้ว จึง​อยาก​เรียก​ร้อง​ให้​กอง​บัญชาการ​ตำรวจนครบาล (บช.น.) มี​การบริหาร​จัดการ​การ​ชุมนุม ไม่​ว่า​จะ​ใน​สถาน​ที่​ใดๆ ให้​เป็น​ไป​อย่าง​สงบ​เรียบร้อย​ด้วย

“ข้อ​เรียก​ร้อง​ที่​อยาก​ให้​ตำรวจ​และ​กลุ่ม​ผู้​ชุมนุม​ปฏิบัติ คือ 1.แจ้ง​วัน เวลา สถาน​ที่​ชุมนุม เพื่อ​ให้​ผู้​ประกอบ​การ​เตรียม​รับมือ 2.ขอ​ไม่​ให้​มี​การ​ปิด​แยก​ราช​ประสงค์ 3.ไม่​สร้าง​ความ​เดือดร้อน​กีดขวาง​การ​จราจร 4.ขอ​ทาง​เข้า-ออก​บริเวณ​บิ๊ก​ซี และ​โรงแรม​อโนมา เนื่องจาก​มี​พนักงาน​กว่า 2,000 คน ซึ่ง​ยัง​คง​ต้อง​ทำ​งาน​และ​เข้า​ออก​บริเวณ​นั้น​อยู่ ทั้งนี้​ รายงาน​ล่า​สุด​พบ​ว่า​โรงแรม​ที่​อยู่​บริเวณ​รอบๆราช​ประสงค์​ได้​รับ​ผล​กระทบ​รุนแรง​มาก เนื่องจาก​ลูกค้า​ยกเลิก​การ​เข้า​พัก​รวม 1,500 ห้อง และ​ยกเลิก​งาน​สัมมนา งาน​เลี้ยง​กว่า 3,000 หัว ขอ​ยืนยัน​ว่า​กลุ่มฯ​ไม่ได้​คัดค้าน​การ​ชุมนุม​ใดๆ เพียง​แต่​ต้องการ​รณรงค์​ให้​บ้านเมือง​มี​การ​จัด​ระเบียบการ​ชุมนุม​ที่​ดี หาก​ทำได้​ถือ​เป็น​จุด​เริ่ม​ต้น​ที่​ดี​ของ​การ​แก้​ปัญหา​การ​ชุมนุม”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 พฤษภาคม 2554, 05:45 น.

คำขาดสุดโต่ง กระแสแผ่ว

Published มกราคม 31, 2011 by SoClaimon

30 มกราคม 2554, 05:01 น.

ผ่านทางคำขาดสุดโต่ง กระแสแผ่ว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

EyWwB5WU57MYnKOvIY2EReV2JYgl2rYemZ0mrTMeJnmz7DU4dIXV9X

 

ภาพ AP

จับตาม็อบเสื้อเหลืองปักหลัก “ปิดถนน” ยืดเยื้อรอบใหม่

ในที่สุดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ร่าง 2 ประเด็น ที่รัฐบาล เป็นเจ้าภาพเสนอแก้ไข ก็ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในวาระที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก

โดยเฉพาะร่างแก้ไขมาตรา 93 เรื่องที่มาและจำนวน ส.ส. สูตร 375+125 ที่พรรคร่วมรัฐบาลออกมาโหวกเหวกโวยวาย

ต้องการเปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมให้ไปใช้สูตร 400+100

แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาโหวตวาระที่ 2 พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็พลิกกลับมาโหวตให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขสูตร 375+125 กันแบบพรึบพรับ

สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต เขตละคน 375 เขต และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 125 คน

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่ามีการเจรจาต่อรองจัดสำรับกับข้าว ของคาวของหวานกันได้ลงตัว สมประโยชน์กันทุกฝ่าย

ขั้นตอนต่อไป ก็เหลือแค่รอให้ครบ 15 วัน ตามกติการัฐธรรมนูญ โดยประธานรัฐสภาได้นัดหมายกำหนดวันประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติวาระที่ 3 ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้

ทั้งนี้ เมื่อดูจากสถานการณ์ที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว.บางส่วน ชนะโหวตให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสูตร 375+125 ในวาระที่ 2

ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 298 ต่อ 211 งดออกเสียง 35

ในขณะที่การลงมติในวาระที่ 3 ที่จะต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรืออย่างน้อย 313 เสียง ในการให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้

จากเงื่อนไขนี้ถ้าประเมินกันตามตัวเลขจากฐานเดิมที่มี เสียงสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 จำนวน 298 เสียง

นั่นก็หมายความว่าทางซีกรัฐบาลจะต้องหาเสียง ส.ส.และ ส.ว.มาสนับสนุนให้ได้อีกอย่างน้อย 15 เสียง

เพื่อให้ได้เสียงโหวต 313 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3

ซึ่งประเมินแล้วไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลที่จะระดมสรรพกำลังในการดึงเสียง มาสนับสนุน

เพราะต้องไม่ลืมว่า ยังมี ส.ส.ประเภทฝากเลี้ยงแฝงอยู่ในซีกฝ่ายค้านหลายคน ที่อาจถึงเวลาจะต้องแสดงตัวแสดงตน

เป็น “ส.ส.งูเห่า” โหวตหนุนร่างแก้ไขของรัฐบาล

รวมถึงต้องมีการต่อสายล็อบบี้ ส.ว.ทั้งระบบสรรหาและระบบเลือกตั้งที่อยู่ในเครือข่ายให้โหวตหนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3

เพื่อเดินไปสู่สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการ คือ การเลือกตั้ง แบบแบ่งเขต เขตละคน

เปิดช่องในการเจาะเก้าอี้ ส.ส.ระบบเขตสู้กับพรรคใหญ่

เมื่อประเมินจากยุทธศาสตร์ตรงนี้ จึงฟันธงได้ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สูตร 375+125 จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในวาระที่ 3 ออกมาประกาศบังคับใช้ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเดินไปถึงวันลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ยังมีศึกใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ นั่นก็คือ

การชุมนุมของม็อบนอกสภา โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มา ปักหลักชุมนุมรายล้อมทำเนียบรัฐบาลอยู่ในขณะนี้

สำหรับม็อบเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ที่นำขบวนโดยสมณะโพธิรักษ์ และชาวคณะกองทัพธรรมจากสำนักสันติอโศก

เคลื่อนขบวนมาปักหลักที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก ข้างทำเนียบรัฐบาล หลังจากเกิดกรณีกัมพูชาจับ 7 คนไทยที่เข้าไปตรวจสอบหลักเขตแดน ที่บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

กดดันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ 7 คนไทย โดยอ้างว่าไม่ได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชา พร้อมขับไล่รัฐบาลฐานไม่ปกป้องคนไทยและดินแดนไทย

แม้ล่าสุด 5 คนไทยได้รับการปล่อยตัวกลับมาแล้ว แต่นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ยังรอการชี้ชะตาตัดสินคดีจากศาลกัมพูชา

ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้ การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เจ้าเก่า เจ้าเดิม

ก็ระดมพลคนเสื้อเหลืองมาตามนัด ปักหลักชุมนุมตั้งแต่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งเต็นท์ชุมนุมตลอดแนวถนนราชดำเนินนอก ต่อเนื่องถึงแยกมิสกวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนพิษณุโลก

ประกาศชุมนุมยืดเยื้อ กดดันให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

1. ให้ประเทศไทยถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก

2. ให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลัก เขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ปี 2543 หรือเอ็มโอยู 43

3. ผลักดันทหารและชาวกัมพูชาออกไปจากผืนแผ่นดินไทย

ขู่เสียงเข้มถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องม็อบพันธมิตรฯ จะปิดถนนชุมนุมยืดเยื้อ แบบไม่ชนะไม่เลิก

ขณะเดียวกัน นายกฯอภิสิทธิ์ก็ได้ออกมาประกาศปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯทั้ง 3 ข้อ

โดยชี้ว่าถ้ารัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเสียหาย อาจถึงขั้นต้องเสียดินแดน และอาจนำประเทศเข้าสู่สภาวะการสู้รบ ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ แต่ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯมีเหตุผลข้อมูลที่อยากจะแลกเปลี่ยน ก็ยินดีรับฟัง

พร้อมยกตัวอย่าง ถ้าทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯที่ให้ถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก ทางกัมพูชาจะสามารถเดินหน้าแผนบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกประสาทพระวิหารได้ทันที ไม่มีใครไปคัดค้านเพราะไทยถอนตัว

นอกจากนี้ หากเอ็มโอยู 43 ถูกยกเลิกไป สภาพที่ตกลงกันไว้ที่เป็นตัวยันว่าเขตแดนต่างๆยังไม่ได้ตกลงกัน ก็อาจจะถูกลบล้างด้วยปัญหาเรื่องพฤตินัย เรื่องการครอบครอง ทุกอย่างจะวุ่นไปหมด

ขณะที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เคยแนบแน่นกับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาสำทับว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43 และให้ถอนตัวออกจากการเป็นคณะกรรมการมรดกโลก

พร้อมทั้งเตือนว่า อย่าเอาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมายุ่งกับการเมืองภายใน อย่าเอาประเทศที่ 3 มาสร้างเรื่องให้เกิดความแตกแยกในสังคมแล้วทำให้ทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน

เสียงแข็งโต้กลับ ไม่ยอมรับข้อเรียกร้อง “สุดโต่ง” ของกลุ่มพันธมิตรฯ

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่า การชุมนุม ของม็อบเสื้อเหลืองจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่

จะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวหนักหน่วงรุนแรงไปถึงขั้นไหน และจะมีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลอีกหรือไม่

ต่างๆเหล่านี้กลายเป็นปมที่ทำให้ผู้คนในสังคมวิตกกังวล

ภาพเก่าๆ ม็อบบุกยึดทำเนียบฯ บุกยึดสนามบิน กำลังตามมาหลอน

ยิ่งก่อนหน้านี้มีการจับกุมคนร้ายที่เตรียมลอบวางระเบิดป่วนม็อบพันธมิตรฯ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูเขม็งเกลียว

เหมือนว่าจะมีเหตุการณ์วิกฤติความรุนแรงตามมา

แม้วันนี้ยังไม่มีวิกฤติความรุนแรงใดๆเกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆจากการที่ม็อบพันธมิตรฯชุมนุมปิดถนนยืดเยื้อ

ก็ได้ส่งผลกระทบด้านการจราจร สร้างความเดือดร้อนต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัย ทำมาหากิน และสัญจรผ่านไปมาในละแวกนั้น

เหนืออื่นใด ในห้วงที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม เตรียมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศที่จะมีรายได้เข้ามา

แต่เมื่อม็อบเสื้อเหลืองยกพลมาล้อมทำเนียบรัฐบาล นักท่องเที่ยวก็เกิดอาการลังเลที่จะเดินทางเข้ามา

เพราะไม่มั่นใจว่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤติรุนแรงในเมืองไทย อีกหรือไม่

จะมีการยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน หรือจะเกิดเหตุการณ์ จลาจลวุ่นวายขึ้นในเมืองไทยอีกหรือเปล่า

ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดอาการฝ่อ กระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวเต็มๆ

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า แม้ทางฝ่ายม็อบพันธมิตรฯมีเจตนาดีในการรักษาปกป้องดินแดน

เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุอ้างผลความถูกต้องชอบธรรมในการทำหน้าที่ของตัวเอง

แต่เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯยื่นข้อเรียกร้องที่สุดโต่ง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลต้องทำหน้าที่ภายใต้กรอบกติกากฎหมายและหลักเกณฑ์ ที่เป็นสากล

ก็คงเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายม็อบจะได้ดั่งใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และทุกฝ่ายในสังคมรู้กันอยู่แล้วว่า

รัฐบาลชุดนี้จะอยู่อีกไม่นาน ไม่ลากยาวไปจนครบวาระ 4 ปี ตามเทอมของสภาฯ

ภายในปีนี้จะต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน

เมื่อกลุ่มม็อบเสื้อเหลืองก็มีพรรคการเมืองใหม่ กลุ่มม็อบเสื้อแดงก็มีพรรคเพื่อไทย

สิ่งที่แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายต้องการ ข้อเรียกร้องทั้งแนวทางการเมือง และแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆของประเทศ ที่ชูขึ้นมาในการเคลื่อนไหวก่อม็อบ

เมื่อทุกฝ่ายบอกว่ายึดมั่นแนวทางประชาธิปไตย ก็สมควรที่จะให้ประชาชนเจ้าของประเทศเป็นผู้ตัดสิน

ด้วยการส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง นำเสนอข้อเรียกร้องเป็นนโยบายพรรค

เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นผู้ให้ตำตอบว่าจะเอาแบบไหน

ไม่ใช่ว่าเอาคนแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากดดันให้ได้ดั่งใจ

เพราะต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยเป็นของคนไทย 63 ล้านคน.
“ทีมการเมือง”

 

“ชาย ศรีวิกรม์” ลั่น ราชประสงค์เป็นแหล่งค้าขายที่ดีที่สุด

Published มกราคม 27, 2011 by SoClaimon

27 มกราคม 2554, 05:30 น.

ผ่านทาง\”ชาย ศรีวิกรม์\” ลั่น ราชประสงค์เป็นแหล่งค้าขายที่ดีที่สุด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_144356

 

“ชาย ศรีวิกรม์” มั่นใจ ผู้ค้าราชประสงค์ไม่ย้ายร้านหนี หลังม็อบบุกรอบ 2 ระบุ พื้นที่ราชประสงค์เป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับการค้า ลั่นไม่ขัดขวางการชุมนุม แต่ห่วงเรื่องความปลอดภัยที่ยังหละหลวม…

 

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ กรณีผู้ค้าย่านราชประสงค์เริ่มหาพื้นที่โดยรอบเพื่อทำการค้าว่า ผู้ค้ามองหาพื้นที่เพื่อขยายร้านมากขึ้น แต่ยังไงก็ไม่ทิ้งพื้นที่ราชประสงค์แน่นอน เพราะยังไงพื้นที่ราชประสงค์ก็เป็นพื้นที่ๆ ดีที่สุดในแง่ของการค้าขาย เพียงแต่ผู้ค้าอาจจะไม่เสี่ยงทุกอย่างอยู่ที่เดียว จึงอาจจะกระจายความเสี่ยงโดยการที่มีพื้นที่ๆ อื่นมากขึ้น

นายชาย กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางสมาคมฯได้ประชุมกับกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงเป็นระยะ ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นวิธีที่ช่วยกันแก้ปัญหาได้ง่ายที่สุด เพราะทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน ซึ่งการชุมนุมที่เกิดขึ้นก็ต้องค่อยๆ ศึกษาวิธีของผู้ชุมนุมว่า อะไรที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม  อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯก็ไม่ได้ต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของการชุมนุมคือ มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ยังหละหลวม

“ตอนนี้เราก็ประชุมร่วมกันเลย เราไม่รอให้โผล่มาเอง เราขอทราบเลยว่าจะทำอะไรกันบ้าง แล้วเราก็บอกความเดือดร้อนว่ามันคืออะไร แล้วเราก็ให้ตำรวจเข้ามาช่วยปรับปรุงวิธีการชุมนุม และสิ่งที่ผมเป็นห่วงคือเรื่องมาตรการความปลอดภัยที่ยังหละหลวม ใครที่วิ่งมา เอารถเข้ามา ถ้าเกิดอยากจะเอาระเบิดใส่รถ โดยการนำมาจอดไว้กลางถนน พวกเสื้อแดงก็ชุมนุมไปแล้วหากเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่มีคนรับผิดชอบ ไม่มีการตรวจอะไรเลยขณะนี้” นายกสมาคมผู้ประกอบการราชประสงค์ กล่าว

นายชาย กล่าวอีกว่า สิ่งที่สมาคมฯเสนอกับกลุ่มผู้ชุมนุมคือ หากมีการเดินทางมาชุมนุม ก็ขอให้ปิดการจราจรเหมือนช่วงเคาน์ดาวน์ คือแยกให้ทำงานได้ ทางเดินสกายวอล์คให้เดินได้ เพราะประชาชนจะได้สะดวก แล้วก็ให้ปิดด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ขอ 2 เลนคือ บัสเลนจากประตูน้ำมาราชประสงค์ให้วิ่งได้ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ค้าก็ไม่มากนัก

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 27 มกราคม 2554, 05:30 น.

 

เปิดใจมือปราบม็อบ ใช้ ‘โมเดลรัสเซีย’ สกัดเสื้อแดงชุมนุม

Published ตุลาคม 11, 2010 by SoClaimon

08 ตุลาคม 2553 เวลา 18:13 น.

ผ่านทางเปิดใจมือปราบม็อบ ใช้ ‘โมเดลรัสเซีย’ สกัดเสื้อแดงชุมนุม.

เกิดเหตุม็อบแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองฝั่งไหนก็แล้วแต่ ล้วนแต่นำพาความยุ่งยากลำบากมาสู่สังคมโดยตลอด ทั้งเรื่องปัญหาการจราจร การสร้างความหวาดผวา เลวร้ายที่สุดคือการเผาบ้านเผาเมืองจนกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่ในแง่ผู้ชุมนุมแล้วถือว่าเป็นการใช้สิทธิในการแสดงทางการเมือง

โดย …กันติพิชญ์ ใจบุญ

วันที่ 10 ต.ค.นี้ กลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดง จะชุมนุมกันทำกิจกรรมครั้งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ จึงเป็นหน้าที่ตำรวจนครบาล ตำรวจกองปราบปราม และตำรวจสันติบาล ที่ต้องร่วมกันซักซ้อมแผนรับมือเป็นพิเศษกันตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 8 ต.ค. เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระดับสูงที่สุดต่อประชาชน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์จริงที่อาจจะเกิดขึ้น

ด.ต.เอนก อารีประชา ตำรวจสน.มักกะสัน ประจำการ บก.น.1 ซึ่งร่วมซักซ้อมแผนรับมือครั้งนี้ด้วย เปิดเผยว่า การเรียนรู้ควบคุมฝูงชน ต้องมีการฝึกฝนอย่างถูกต้องตามหลักการ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจนายไหนจะเข้ามาปฏิบัติก็ได้ ต้องรู้ถึงมูลเหตุ และระดับที่สมควรปฏิบัติ เรียกง่ายๆ ว่า ต้องรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถทำอะไรได้บ้าง โดยจะที่ผ่านมาไปฝึกกันที่กองกำกับการควบคุมฝูงชน ที่ถนนวิภาวดีรังสิต แต่ในการฝึกซ้อมรับมือการชุมนุมของกลุ่มนปช.ในครั้งนี้ มีการเพิ่มมาตรการควบคุมจากเดิม คือ เป็นการฝึกจับกุมด้วยมือเปล่า การบุกรุกเข้ามาในเขตที่ไม่อนุญาตต้องผลักดันออกไป เป็นต้น ซึ่งการปฏิบัติทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับหลักสากล

“ผมว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่น่ามีอะไรรุนแรง ทางเสื้อแดงก็แจ้งว่าต้องการทำกิจกรรมในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่น่ากังวลอะไร แต่หากมีการตั้งเวที หรือคนเข้ามาร่วมชุมนุมจำนวนมาก ก็ยากที่จะควบคุม แต่ทางพวกผมก็พร้อมเต็มที่หากเกิดเหตุร้ายขึ้น” นายดาบเอนก ระบุ

ด.ต.เอนก ยังฉายภาพการปราบม็อบที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นเมื่อช่วงมี.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมาให้ ฟังว่า เหตุการณ์ครั้งนั้น จากประสบการณ์ของผมในช่วงที่ชุมนุมคนเสื้อแดงช่วงที่ผ่านมา ยอมรับว่าการทำงานตรงนั้นช่วยได้เยอะ ทั้งการเตรียมใจรับมือ ความพร้อมในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่การควบคุมครั้งนี้ตำรวจก็ไม่ได้ใช้อาวุธ มีเพียงแค่โล่ และกระบองไว้ใช้งานเท่านั้น ในส่วนตัวไม่กลัว แต่ก็ระวังมือที่สามที่อาจจะเข้ามาสร้างสถานการณ์

ด้านร้อยตำรวจโทนายหนึ่งจากกองปราบฯ  ไม่ขอเปิดเผยนาม ระบุว่า ไม่รู้สึกกังวลกับการชุมนุมเพื่อทำกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้แต่ ในเมื่อผู้ใหญ่อยากให้ซักซ้อมก็ต้องปฏิบัติตาม แต่ที่พูดเช่นนี้ก็ไม่ได้ประมาท เพียงแต่โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร แการประเมินคนมาชุมนุมของผู้ใหญ่ก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังเช่นครั้งก่อน ที่มีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่คิดว่าคนจะมาชุมนุมน้อย สรุปก็มากันจนล้นออกมาบนผิวจราจร แกนนำก็ควบคุมคนของตนเองไม่ได้

ดังนั้น ในการซ้อมครั้งนี้จึงต้องรอบคอบ และวางแผนกันอย่างชัดเจน การซ้อมครั้งนี้ก็เป็นรูปแบบใหม่ตามหลักสากล ทั้งการฝึกฉีดน้ำไล่ผู้ไม่หวังดี หรือการใช้โล่ดันกลุ่มผู้ชุมนุม ทราบมาว่าการฝึกครั้งนี้เป็นรูปแบบของประเทศรัสเซียที่ใช้ปฏิบัติกัน

“ประสบการณ์ของตำรวจแต่ละนายที่เคยดูแลม็อบมาแล้ว ไม่ว่าจะเหลือง หรือแดง หรืออะไรก็แล้วแต่ เชื่อว่าพวกเราดูแลได้แน่นอน” ผู้หมวด กล่าวอย่างมั่นใจ

แม้สายฝนจะโปรยปรายลงมาตลอดบ่าย  แต่การฝึกซ้อมของเจ้าหน้าที่ตำวจปราบม็อบก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ ด้วยจิตใจมุ่งมั่นที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข

อนุมัติไม่เก็บค่าไฟโรงแรมที่ถูกปิดช่วงชุมนุม

Published สิงหาคม 31, 2010 by SoClaimon

31 สิงหาคม 2553, 04:04 น.

ผ่านทางอนุมัติไม่เก็บค่าไฟโรงแรมที่ถูกปิดช่วงชุมนุม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_107491 ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบ ผ่อนผันเก็บค่าไฟฟ้าขั้นต่ำแก่ผู้ประกอบการที่หยุดกิจการ ช่วง การชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะโรงแรม คิดเป็นวงเงิน 10 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) เห็นชอบหลักการผ่อนผันการเรียกเก็บค่าใช้ไฟฟ้าขั้นต่ำแก่ผู้ที่หยุดประกอบ กิจการในช่วงเดือน.เม.ย.-พ.ค.ซึ่งเกิดวิกฤตปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมโดยมอบให้คณะกรรมการกำกับ กิจการพลังงานไปพิจารณารายละเอียดตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยมีผู้ประกอบการที่จะได้รับการช่วยเหลือจากกรณีนี้ประมาณ 10 ราย วงเงินประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอให้พิจารณาตามความเป็นจริง

ขณะ เดียวกันได้เห็นชอบช่วยเหลือลูกจ้างนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ โดยการฝึกอาชีพให้ ประมาณ 3,000 ราย จากเดิมที่เสนอมา 5,000 ราย แต่เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมาหลายเดือนจนบางคนมีงานทำแล้ว ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงแรงงานใช้รูปแบบเหมือนโครงการต้นกล้าอาชีพมา ปรับดำเนินการ ในวงเงินงบประมาณ 22 ล้านบาท

ม็อบเกษตรกรบุกทำเนียบจี้รัฐแก้ปัญหาหนี้สิน

Published สิงหาคม 7, 2010 by SoClaimon

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553

ผ่านทางม็อบเกษตรกรบุกทำเนียบจี้รัฐแก้ปัญหาหนี้สิน คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก :ม็อบ เกษตรกรบุกทำเนียบจี้รัฐแก้ปัญหาหนี้สิน ด้าน”สาทิตย์” ยอมรับปัญหาหนี้สินเกษตรกรเปรียบเหมือนโซ่ตรวนของเกษตรกร อ้าง พยายามแก้ไขหลายครั้ง และตั้ง “งบ” การแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟูจากปีนี้ไปจนถึง 3 ปี ข้างหน้า อีกประมาณ 12,000 ล้านบาท

(19ก.ค.) ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกร แห่งประเทศไทย กว่า 500 คน นำโดยนายประยุทธ์ วีระกิตติ เป็นแกนนำ ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ไม่ให้ถูกยึดที่นาทำกินและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร จากกรณีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เม.ย.53 ให้คุ้มครองเกษตรกรไม่ให้สถาบันการเงินมายึดทรัพย์หรือฟ้องร้อง แต่ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขใด ๆ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรฯ ได้ส่งตัวแทน 20 คน เข้าเจรจากับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยนายสันติ ทบทวนน้อย ตัวแทนแกนนำเกษตรกร กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรี เคยรับปากจะให้ความช่วยเหลือเกษตรกร แต่ในทางปฏิบัติยังคงเกิดความล่าช้าในกระบวนการทางราชการทำให้ภาระการชำระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรบางส่วนกำลังจะถูกยึดที่ดินทำกินดังกล่าว พร้อมระบุว่า จะปักหลักชุมนุมจนกว่าจะเกิดความชัดเจนในการแก้ปัญหานี้ หลังจากเกษตรกรเคลื่อนไหวเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2546

นายสาทิตย์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาของเกษตรกร ที่มีคนลงทะเบียนหนี้สินเป็นจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเกือบ 2,000 ล้าน เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และเลขากองทุนฟื้นฟู ก็ตั้งงบผูกพันปีนี้จนถึงปีหน้าจำนวนเงิน 12,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ยังได้จำแนกปัญหาของเกษตรกรไว้ 3 เรื่อง คือ ปัญหาเร่งด่วน

กรณีกรอบแนวทางปฏิบัติของกองทุนฟื้นฟูฯ และ ธกส. ซึ่งจะทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐให้ผ่อนปรนระเบียบต่าง ๆ เพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ได้ง่ายขึ้น ส่วนปัญหาที่ค้างคาในอดีต ทั้งหนี้ที่เกิดจากโครงการส่งเสริมของรัฐ หรือ ครป. กรณีอะควาสตาร์ ที่จัดตั้งในปี พ.ศ.2531 ให้มีการตรวจสอบภายใน 1 เดือน กรณีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การผลักดันปัญหาภาคเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ เป็นต้น

นิคมเกษตรกรเพื่อการส่งออกเขาดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีนักการเมืองได้รับผลประโยชน์จากโครงการของรัฐ ทำให้เกษตรกร มีหนี้สินจำนวนมาก ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาโดยจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในทุกกรณี และปัญหาที่เป็นแนวนโยบายของรัฐ เช่น การปรับลดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และหนี้นอกระบบรัฐบาลจะหาแนวทางการแก้ไขต่อไป

กฎหมายกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ได้เกิดขึ้นสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลครั้งแรก และเป็นปัญหาค้างคาหลายปี โดยปัญหาหนี้สินเกษตรกรเป็นเสมือนโซ่ตรวนของเกษตรกร เราได้พยายามแก้ไขกันมาหลายครั้ง โดยขณะนี้ได้มีการตั้งงบประมาณในการแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟูจากปีนี้ไปจนถึง 3 ปี ข้างหน้า อีกประมาณ 12,000 ล้านบาท จากข้อเรียกร้องทั้งหมดแยกออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.ปัญหาเร่งด่วนฉพาะหน้า ซึ่งเป็นเรื่องแนวปฏิบัติ อาทิ กรณีกองทุนฟื้นฟู ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นบางทีเจ้าหน้าที่ยึดตัวหลักกฎหมายเกินไป ทำให้ชาวบ้านไม่เข้าใจ และคิดว่าเอากฎหมายมาอ้าง ซึ่งต้องนำข้อเท็จจริงมาคุยกัน

2.ปัญหาค้างคา อาทิ คปร. อะควาสตาร์ โดยจะจัดชุดคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ 3.ปัญหานโยบาย อาทิหนี้นอกระบบ การผลักดันปัญหาภาคเกษตรเป็น วาระแห่งชาติ ในส่วนนี้จะรับไว้พิจารณา แต่เรื่องหนี้นอกระบบนั้นสอดคล้องกับโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดที่เป็นปัญหาถูกร้องเรียนเข้ามามาก โดยเรื่องนี้กระทรวงการคลังได้รับไปพิจารณาแล้ว” นายสาทิตย์กล่าว

ชุมนุมการเมืองทำบริษัทจดทะเบียนก.ค.หด 3%

Published สิงหาคม 6, 2010 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2553, 17:35 น.

ผ่านทางชุมนุมการเมืองทำบริษัทจดทะเบียนก.ค.หด 3% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_101769

นายอลงกรณ์ พลบุตร

“อลงกรณ์” โยนอาฟเตอร์ช็อกชุมนุมการเมือง-ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน ทำยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ก.ค.ลดลง 3% มูลค่าหาย 10% เหลือแค่ 1 หมื่นล้านบาท

เมื่อ วันที่ 6 ส.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจดทะเบียนธุรกิจในเดือนก.ค.53 ว่า มีผู้ประกอบการขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ 3,825 ราย ลดลง 3% เทียบกับเดือนก.ค.52 ที่มีจำนวน 3,961 ราย แต่เมื่อเทียบกับการยอดจดทะเบียนเดือนมิ.ย.52 ลดลง 11% หรือมียอดจัดตั้ง 4,321 ราย ขณะที่มูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลงด้วยเช่นกัน โดยเดือนก.ค.53 มีมูลค่า 10,116 ล้านบาท ลดลง 10% จากเดือนก.ค. 52 ที่มียอดทุนจดทะเบียน 11,200 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.52 จะลดลง 69% หรือมียอดทุนจดทะเบียนเดือนก่อน 33,100 ล้านบาท

“สาเหตุที่ยอด การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนก.ค.53 ลดลงทั้งปริมาณและมูลค่าคาดว่ามาจาก 3 ปัจจัย คือ ผู้ประกอบการไม่แน่ใจสถานการณ์ หลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือนพ.ค. ทำให้บรรยากาศยังไม่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจในไทย ประกอบกับ ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤติการการเงินในยุโรป ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และแนวโน้มการจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลังมีทิศทางลดลง ซึ่งเป็นวัฏจักรทุกปีที่การจดทะเบียนช่วงครึ่งปีแรกจะมียอดการจัดตั้ง มากกว่า” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับประเภทธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 5 อันดับแรกเดือนก.ค. ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 391 ราย อสังหาริมทรัพย์ 169 ราย บริการด้านธุรกิจอื่น 160 ราย บริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ 133 ราย และตัวแทนธุรกิจการท่องเที่ยวและผู้จัดนำเที่ยว 97 ราย อย่างไรก็ตาม หากดูในแง่ทุนจดทะเบียน พบว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 1,232 ล้านบาท รองลงมาธุรกิจโรงพยาบาล 1,006 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารทั่วไป 642 ล้านบาท การติดตั้งสาธารณูปโภค 582 ล้านบาท และการขนส่งสินค้าทางถนน 329 ล้านบาท

ขณะ ที่ยอดการจดทะเบียนเลิกในเดือนก.ค.53 มีปริมาณ 1,244 ราย ลดลง 14% เทียบกับก.ค.52 ที่เลิก 1,453 ราย แต่เมื่อเทียบกับมิ.ย.52 มีปริมาณเพิ่มขึ้น 11% หรือมียอดการจดทะเบียนเลิก 1,119 ราย ส่วนทุนจดทะเบียนเลิกเดือนก.ค.53 มีมูลค่า 11,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 116% เทียบกับเดือนก.ค.52 ที่มี 5,481 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 89% เมื่อเทียบกับมิ.ย.52 ที่มี 6,280 ล้านบาท โดยธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกสูงสุดเดือนก.ค.53 ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป 141 ราย อสังหาริมทรัพย์ 59 ราย บริการด้านธุรกิจอื่น 53 ราย ขายส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน 26 ราย และภัตตาคาร ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม 22 ราย

ไทยกับแบบอย่างการลุกฮืออาเซียนตั้งการ์ดหวั่นระบาดเข้าตัว

Published กรกฎาคม 21, 2010 by SoClaimon

25 พฤษภาคม 2553 เวลา 11:56 น.

ผ่านทางไทยกับแบบอย่างการลุกฮืออาเซียนตั้งการ์ดหวั่นระบาดเข้าตัว.

ขณะนี้ความกังวลอย่างใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในหลายประเทศที่รายรอบ ไทยที่เริ่มกังวลว่าการลุกฮือของกลุ่มคนเสื้อแดงอาจกลายเป็นตัวอย่างให้ ประชาชนในประเทศพากันลุกฮือต่อต้านรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

แม้ว่าม่านควันของความรุนแรงในกรุงเทพฯ จะเริ่มสลายลงไป และการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยืดเยื้อมานานถึงกว่า 2 เดือนจะจบสิ้นลงในที่สุด แต่ขณะนี้ความกังวลอย่างใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในหลายประเทศที่รายรอบเรา

เพราะบางประเทศเริ่มกังวลว่า การลุกฮือของกลุ่มคนเสื้อแดงอาจกลายเป็นตัวอย่างให้ประชาชนในประเทศตนพากัน ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลขึ้นมาบ้าง

สถานการณ์เช่นนี้ง่ายที่จะเกิดอารมณ์ร่วมสำหรับผู้ที่เห็นใจฝ่ายต่อต้าน รัฐ และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็พร้อมที่จะกระโจนเข้า ข้างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลไทยในทันที ในฐานที่มีเป้าหมายร่วมกัน แม้จะต่างกันในจุดประสงค์และอุดมการณ์ก็ตาม

ดังเช่นบทความหนึ่งที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ links.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของกลุ่มนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย ที่ระบุว่า การต่อสู้ของคนเสื้อแดงไม่ใช่การต่อสู้เพื่อคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้เพื่อฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียด้วย

น้ำเสียงเช่นนี้สะท้อนความพยายามที่จะผลักดันให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดง เป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นสากลแห่งชนชั้นที่ถูกกดขี่ทั่วโลก หรือนัยหนึ่งก็คือ เป็นการทำให้คนเสื้อแดงเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย

นอกจากนี้ ยังจะเห็นได้จากบรรดาความเห็นของนักวิเคราะห์และทัศนะต่างๆ ที่โพสต์ไว้ตามเว็บไซต์สื่อชั้นนำของโลก ซึ่งบางข้อความมี|น้ำเสียงปลุกเร้า ดังเช่นความเห็นของผู้อ่านบทความเรื่อง The battle of Bangkok ที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ที่ชื่อว่า BIN SAFI ระบุว่า “นักต่อต้านแห่งสยามโบราณเหล่านี้ ได้กระทำตนเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะจุด|ประกายไปทั่วโลก”

แต่ไม่เฉพาะฝ่ายซ้ายเท่านั้น นักเคลื่อนไหวฝ่ายใดก็ตามที่เชิดชูการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่างมองการ ต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นตัวอย่างของการต่อสู้ของตนเช่นกัน ดังที่บทความของ Rizal Sukma ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Jakarta Post ที่ระบุว่า

“ภาวะคับขันทางการเมืองของไทยถูกบางฝ่ายนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พัฒนาการของประชาธิปไตยของไทยมักเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักเคลื่อนไหวเพื่อ ประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยในภูมิภาคนี้ รวมถึงอินโดนีเซีย”

สำหรับประเด็นนี้ รูปธรรมที่สุดคือ สมาชิกบางส่วนของ BNP พรรคฝ่ายค้านในบังกลาเทศ ที่เรียกให้หัวหน้าพรรคใช้ยุทธวิธีปิดล้อมในเมือง และใช้กองกำลังติดอาวุธต่อสู้ไปตามท้องถนน เช่นเดียวกับพลพรรคเสื้อแดง เพื่อขับไล่รัฐบาลพรรคสันนิบาตอาวามี

สมาชิกพรรค BNP รายหนึ่งถึงกับยืนยันกับหัวหน้าพรรคว่า “เราสามารถเปลี่ยนกรุงธากาให้เป็นเหมือนกรุงเทพฯ หากเราต้องการ”

แน่นอนว่า ข้อเสนอที่จะนำไปสู่ภาวะมิคสัญญีเช่นนี้ย่อมได้รับการต่อต้าน แม้กระทั่งสมาชิกพรรคเดียวกันเอง และยังแน่นอนว่า หลายฝ่ายที่เชิดชูการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริงย่อมไม่ต้องการ เลียนแบบหายนะที่กรุงเทพฯ ประสบเช่นกัน

และที่สำคัญก็คือ แม้แต่นักสังเกตการณ์ต่างชาติยังไม่แน่ใจว่า กลุ่มเสื้อแดงที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ต่อสู้เพื่อหลักการอื่นๆ ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับรากหญ้าอย่างแท้จริงหรือไม่

ประเด็นนี้นี่เองที่อาจคลายความกังวลของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้โดยเฉพาะในแถบอินโดจีน อันได้แก่ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่กังวลว่าไทยอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในประเทศตน

เพราะแนวโน้มที่ไทยจะกลายเป็นตัวอย่างให้กับการลุกฮือของประชาชนในอินโด จีนมีน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยังไม่ชัดเจนว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มราก หญ้าอย่างแท้จริงหรือไม่

เหตุผลแรกก็คือ ขบวนการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลในอินโดจีนมีขนาดเล็ก และส่วนใหญ่มีฐานการเคลื่อนไหวอยู่ในต่างแดน

เหตุผลประการที่สอง คือ รัฐบาลประเทศเหล่านี้จะพยายามประโคมข่าวเหตุวุ่นวายในไทยเพื่อย้ำเตือนให้ ประชาชนตระหนักถึงราคาที่จะต้องจ่าย หากปรารถนาประชาธิปไตยแบบครึ่งๆ กลางๆ เหมือนกับไทย และราคานั้นคือความโกลาหลที่จะตามมาจากการปล่อยให้ประชาชนแสดงความเห็นอย่าง เสรี

กล่าวโดยย่อก็คือ จงภักดีต่อระบอบเผด็จการพรรคเดียวเข้าไว้ หาไม่แล้วบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟเหมือนบางกอก

น่าสนใจก็คือ รัฐบาลจีนได้นำวิธีการนี้มาใช้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากความเห็นของอดีตผู้สื่อข่าวในสังกัดรัฐบาลจีนที่ให้สัมภาษณ์ กับสื่อต่างชาติสำนักหนึ่งว่า รัฐบาลจีนจะพยายามประโคมข่าวความวุ่นวายในไทยเพื่อย้ำเตือนให้ชาวจีนได้ซาบ ซึ้งถึงผลพวงที่จะตามมาหากจีนเป็นประชาธิปไตยมากเกินไป

หากจะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของวิกฤตการเมืองไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ หากไทยคว่ำคะมำจากวิกฤตการเมือง จะยังผลให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในแถบอินโดจีนต้องสะดุดลงด้วย เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายคมนาคมขนส่งในภูมิภาคนี้

ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลแว่วมาจากนายกรัฐมนตรี บัวสอน บุบผาวัน แห่งลาว ซึ่งกังวลว่าเศรษฐกิจลาวต้องพลอยเป็นอัมพาตเพราะไม่อาจขนส่งสินค้านำ เข้า-ส่งออกผ่านไทยได้

อย่างไรก็ตาม ที่ระบุไว้ว่าประเทศในอินโดจีนมีโอกาสน้อยมากที่จะติดเชื้อการลุกฮือของภาค ประชาชนตามรอยไทยนั้น ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะคำว่าโอกาสน้อยมาก ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเสียเลย

เพราะสิ่งที่รัฐบาลลาวต้องตระหนักอย่างหนึ่งนอกเหนือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ก็คือ ประชาชนชาวลาวเสพสื่อไทยจนเป็นเรื่องสามัญประจำชีวิต ความเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นในไทย อาจทำให้ชาวลาวรู้สึกไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของตน แต่ขณะเดียวกันอาจไปจี้จุดให้บางคนรู้สึกฮึกเหิมกับการต่อสู้ในลักษณะนี้ เช่นเดียวกับที่ฝ่ายซ้ายทั่วโลกกำลังชูคนเสื้อแดงเป็นตัวอย่าง

ทั้งนี้ทั้งนั้น การลุกฮือของประชาชนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลย่อมต้องมีเงื่อนไข และต้องเป็นเงื่อนไขที่ไม่ผูกมัดเฉพาะบุคคล แต่เกี่ยวพันในเชิงหลักการ อาทิ การลุกฮือของประชาชนที่ไม่อาจทนกับภาวะแร้นแค้นท่ามกลางความเฉยเมยของรัฐบาล อีกต่อไป

การลุกฮือของคนเสื้อแดงจะกลายเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นในอินโดจีน หรือประเทศอาเซียนส่วนแผ่นดินใหญ่ หรืออาเซียนส่วนหมู่เกาะ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มคนเสื้อแดงมีจุดประสงค์ร่วมกับประชาชนที่ถูกกดขี่ใน ประเทศอื่นๆ หรือไม่ และประเทศนั้นๆ เปิดโอกาสให้กับการต่อต้านรัฐบาลด้วยกระบวนการที่ถูกกฎหมายหรือไม่

ในกรณีนี้ กลุ่มประเทศอินโดจีน ซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด ย่อมไม่อาจต่อติดกับขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทย

กระนั้นก็ตาม หากตัดทอน พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดง (ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหลากสีเสียแล้ว) ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ออกไป จะพบว่าไทยมีเงื่อนไขให้เกิดการชุมนุมใหญ่ นั่นคือปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นสำหรับบางฝ่ายที่เข้าร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ลาวและกัมพูชายังถือเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และข้อเท็จจริงอีกประการก็คือ ไทยและฟิลิปปินส์ ถือเป็นประเทศที่มีช่องว่างความมั่งคั่งที่กว้างที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย เฉพาะประเทศไทย ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนอยู่ในระดับสูงถึง 8 จากเต็ม 10

หากจะกล่าวว่า คนเสื้อแดงที่สู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นตัวอย่าง “ที่ไม่ดี” ให้กับประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมเป็นไปได้ยากจนถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย

แต่หากจะกล่าวว่า เพราะความแร้นแค้นที่บีบบังคับให้ผู้ชุมนุมกรูกันเข้ามาในเมืองหลวง ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้ ทั้งยังเคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

เพราะไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน ปัญหาความยากจนยังเป็นเชื้อไฟอย่างดีสำหรับขบวนการการโค่นล้มรัฐบาล

%d bloggers like this: