ชีวิตกับธรรมชาติ

All posts tagged ชีวิตกับธรรมชาติ

หยุดอ้วน ด้วยศาสตร์สมุนไพรแผนจีน – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/274749

 

สิ่งแวดล้อม

หยุดอ้วน ด้วยศาสตร์สมุนไพรแผนจีน – ชีวิตกับธรรมชาติ

ความอ้วนเป็นโรคชนิดหนึ่ง ตามหลักศาสตร์แพทย์แผนจีน ความอ้วนเกิดจากปัญหาภายในตัวเอง คือม้ามที่เป็นธาตุดิน เผาผลาญไม่ดีทำให้ม้ามอ่อนแอ และระบบขับถ่ายของเสียทำงานบกพร่อง

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557 เวลา 0:00 น.

ความอ้วนเป็นโรคชนิดหนึ่ง ตามหลักศาสตร์แพทย์แผนจีน ความอ้วนเกิดจากปัญหาภายในตัวเอง คือม้ามที่เป็นธาตุดิน เผาผลาญไม่ดีทำให้ม้ามอ่อนแอ และระบบขับถ่ายของเสียทำงานบกพร่อง หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในทางการแพทย์แผนจีนบ่งบอกว่า มีไขมันคอเรสเตอรอล เสมหะ ซีสต์ เนื้องอก รวมเรียกว่า “ถาน”ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า มี“เสมหะ” สะสมอยู่ข้างใน ทำให้ม้ามอ่อนแอ

หยาง เผยเซิน แพทย์แผนจีน อธิบายว่า “ถาน” หรือ “เสมหะ” เกิดจากไฟหรือธาตุหยางในกระเพาะพร่อง สาเหตุที่หยางในกระเพาะพร่องเกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารเป็นหลัก อาทิ รับประทานของเย็น ไอศรีม น้ำแข็ง น้ำเย็น อาหารที่มีฤทธิ์เย็น ของหวาน ของมันๆ เป็นประจำ

รวมถึงถูกความเย็นกระทบบริเวณท้อง ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานบกพร่อง จนอาจกระทบถึงระบบม้าม และในเมื่อกระเพาะอาหารพร่องจึงไม่มีแรงขับดันของเสียลงสู่ลำไส้ ก่อเกิดของเสียตกค้าง แปรสภาพกลายเป็นเสมหะ เมื่อเสมหะสะสมมากขึ้นก็เริ่มเคลื่อนไหวไปอุดตันในอวัยวะต่างๆ กลายเป็นโรคต่างๆ มากมายตามมาได้

“ถาน” แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.“ถาน” ที่มองเห็นสัมผัสได้ หรืออีกความหมายหนึ่ง เราสามารถมองเห็นเสมหะที่ถูกขับออกมา 2. “ถาน” ที่มองไม่เห็น หรืออีกความหมายหนึ่งเป็นเสมหะที่เกาะอยู่ในอวัยวะข้างใน ถ้าไปเกาะที่มดลูกนานๆ เสมหะจะกลายเป็นซีสต์ หรือเนื้องอก

ถ้า “ถาน” ไปเกาะที่ตับ นานๆ ไปจะเปลี่ยนเป็นไขมัน ดังนั้นถ้าจะพิชิตความอ้วนให้อยู่หมัด ต้องทำให้ระบบม้ามแข็งแรง สามารถเผาผลาญได้ดี และสามารถขับสิ่งสกปรกออกมาเป็นอุจจาระ

วิธีการรักษาโรคอ้วนตามหลักศาสตร์แพทย์แผนจีน เริ่มต้นจากการตรวจร่างกาย เพื่อตรวจดูว่าม้ามอ่อนแอ หรือพร่อง จากนั้นแพทย์จะรักษาตามอาการหนัก เบา ซึ่งขึ้นอยู่กับความอ้วนของแต่ละบุคคลที่ไม่เท่ากัน ถ้าอ้วนมาก เกิดไขมันอุดตัน ในการแพทย์จีนจะใช้วิธีฝังเข็มรักษา ควบคู่กับยาสมุนไพรเพื่อปรับความสมดุล และลดไขมัน เสริมให้ม้ามแข็งแรง เป็นต้น

ตัวยาสมุนไพรจีนที่เข้มข้น อาทิ ซานจา มีสรรพคุณช่วยย่อยขจัดอาหารตกค้าง, ปั๊วแห่ มีสรรพคุณช่วยขับชื้นละลายเสมหะ กดชี่ย้อนปรับกระเพาะให้สมดุล ระงับอาเจียน สลายเสมหะก้อน, แปะไก้จี่ มีสรรพคุณช่วยขจัดน้ำส่วนเกิน เสมหะใส และเสมหะที่คั่งใต้ผิวหนังได้ดี อีกทั้งยุบบวม,

ก๊วกเหม่งจี้ มีสรรพคุณเพิ่มความชุ่มชื้นในลำไส้ ช่วยระบบขับถ่าย ล้างไขมันในตับ บำรุงสายตา, หวยหมั่วยิ้ง มีสรรพคุณ ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ลำไส้ และโสม ช่วยบำรุงหยวนชี่ บำรุงม้าม ใช้รักษาชี่ม้ามพร่องอ่อนแอ ซึ่งการใส่โสมเป็นการเพิ่มพลังชี่ ป้องกันความอ่อนเพลียจาการขับถ่าย และเพิ่มภูมิต้านทาน

โดยเมื่อรวมสมุนไพรทั้งหมด จึงมีสรรพคุณเพิ่มประสิทธิภาพการย่อย ช่วยระบบเผาผลาญ ขจัดของเสียที่คั่งค้าง ลดคอเรสเตอรอล ช่วยระบบขับถ่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการขับพิษ เสมหะ หรือของเสียออกจากร่างกาย

ทั้งนี้ การจัดยาให้กับคนที่เป็นโรคอ้วน แพทย์จะจัดยาไม่เหมือนกันทุกคน เพราะบางคนมาพบแพทย์ด้วยอาการกรดไหลย้อน อาการอาหารไม่ย่อย การรักษาโรคอ้วนจึงต้องตรวจร่างกายก่อนเสมอ

หากผู้ใดสนใจพิชิตความอ้วน ด้วยหลักศาสตร์แพทย์แผนจีน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.guashathai.com

โฆษณา

ร่วมอนุรักษ์ชายฝั่งสากล – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/271461

 

สิ่งแวดล้อม

ร่วมอนุรักษ์ชายฝั่งสากล – ชีวิตกับธรรมชาติ

ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือแหล่งเศรษฐกิจของชุมชน เช่น ชายหาดต่างๆ ซึ่งมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2557 เวลา 0:00 น.

ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือแหล่งเศรษฐกิจของชุมชน เช่น ชายหาดต่างๆ ซึ่งมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากไม่ได้รับการจัดการที่ดีก็จะกลายเป็นปัญหา กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ได้“กิจกรรมอนุรักษ์ชายฝั่งสากล” ร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรผู้ริเริ่มโครงการนี้ คือ The Ocean Conservancy อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 หรือเป็นเวลากว่า 19 ปี และในประเทศไทย ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548

สำหรับ “กิจกรรมอนุรักษ์ชายฝั่งสากล” ในปีนี้กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทยได้จัดกิจกรรมอนุรักษ์ชายฝั่งสากลขึ้นในพื้นที่ชายหาดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญสองแห่งด้วยกัน โดยในวันที่ 17 กันยายน 2557 จัดกิจกรรมขึ้น

ณ หาดสมิหลา จ.สงขลา มีอาสาสมัครพลังบวกจากพนักงานและประชาชนทั่วไปรวมกว่า 700 คน ช่วยกันทำความสะอาดชายหาด คิดเป็นระยะทางกว่า 2.4 กิโลเมตร รวบรวมขยะ และคัดแยกขยะ ได้ 365 กิโลกรัม และเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2557 ได้จัดกิจกรรมขึ้น ณ หาดเจ้าสำราญ จังหวัดเพชรบุรี

โดยมีพนักงานจากองค์กรพันธมิตร และ อาสาสมัครจากชุมชนโดยรอบหาดเจ้าสำราญรวมกว่า 400 คน ร่วมกันทำความสะอาดชายหาด เก็บขยะ และคัดแยกขยะ คิดเป็นระยะทางรวม 4.2 กิโลเมตร และรวบรวมขยะได้ทั้งสิ้นกว่า 1,342.01 กิโลกรัม จากการร่วมแรงร่วมใจในกิจกรรมอนุรักษ์ชายฝั่งสากลในปี 2557 นี้ อาสาสมัครสามารถทำความสะอาดรวมเป็นระยะทาง 6.6 กิโลเมตร และรวบรวมขยะได้กว่า 1,707.01 กิโลกรัม

นายสมศักดิ์ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา จ.สงขลา กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่หาดสมิหลาในกิจกรรมนี้ว่า หาดสมิหลาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของชาวสงขลา เชื่อมั่นว่ากิจกรรมในวันนี้จะสามารถทำให้ชายหาดสมิหลาสะอาดมากขึ้น เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และสามารถปลูกฝังชุมชนให้อนุรักษ์ชายหาดให้สะอาดและคงอยู่คู่เมืองสงขลาสืบไป

นายบุญยอด มาคล้าย นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหาดเจ้าสำราญ จ.พชรบุรี กล่าวพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการอนุรักษ์ชายฝั่งสากล ยังช่วยสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนชนได้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงความจำเป็นในการรักษาระบบนิเวศวิทยาของชายหาด

จากการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ชายฝั่งสากลอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 10 ปี โคคา-โคลาได้ร่วมกับพันธมิตรและอาสาสมัครทั้งสิ้นกว่า 17,783 คน ทำความสะอาดชายหาดเป็นระยะทางรวมกว่า 103.30 กิโลเมตร ณ ชายหาดรวมทั้งสิ้น 15 แห่งทั่วประเทศไทย อาทิ ชายหาดบางแสน ชายหาดพัทยา และเกาะเสม็ดในภาคตะวันออก ชายหาดเจ้าสำราญ ชายหาดหัวหิน และเกาะสมุยในภาคใต้ตอนบน และชายหาดสมิหลา ชายหาดปากเมง และชาดหาดปากบาราในภาคใต้ตอนล่าง สามารถเก็บและคัดแยกขยะได้ทั้งสิ้นกว่า 31,498.56 กิโลกรัม

นอกเหนือจากการเก็บและคัดแยกขยะใน 4 ประเภท ประกอบด้วย ขยะพลาสติกและยาง ขยะชีวภาพ ขยะแก้วและโลหะ และขยะอันตรายแล้ว กิจกรรมนี้ยังครอบคลุมถึงการเก็บข้อมูลขยะ โดยนำขยะทุกประเภทมาชั่งน้ำหนักและรวบรวมส่งให้หน่วยงานอนุรักษ์ชายฝั่งสากล เพื่อนำไปรวมกับข้อมูลของประเทศอื่นๆ ในการหาแนวทางลดปริมาณขยะต่อไปเพื่อให้โลกของเราดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สำหรับในระดับประเทศ ได้จัดส่งให้หน่วยงานท้องถิ่นนำไปจัดการและรีไซเคิลอย่างเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ความสำเร็จของกิจกรรมอนุรักษ์ชายฝั่งสากลนี้ถือเป็นความสำเร็จด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ชุมชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งถือเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกัน

อบจ.ระยองเตรียมผลิตไฟฟ้าจากขยะ – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/268126

 

สิ่งแวดล้อม

อบจ.ระยองเตรียมผลิตไฟฟ้าจากขยะ – ชีวิตกับธรรมชาติ

นอกจากนั้นแล้ว คสช. ยังให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร จังหวัดระยอง ระยะที่ 2 งบประมาณ 327 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพของศูนย์กำจัดขยะฯ

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2557 เวลา 0:00 น.

ปัญหาการกำจัดขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.ระยอง ที่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมได้วางระบบของการจัดการไว้แล้ว แต่บางครั้งมีขยะอุตสาหกรรมหลุดรอดออกมาจากระบบอย่างที่เป็นข่าวอยู่หลายครั้ง

หากพักเรื่องขยะอุตสาหกรรมขยะในบ้านเรือนที่มีทั้งขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้และขยะรีไซเคิลที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ล่าสุดในพื้นที่นี้ได้เดินหน้าโครงการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจรภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ร่วมกับ กลุ่ม ปตท. โดย บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด

นายธานี สามารถกิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า โครงการนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สนับสนุนให้เป็นโครงการเร่งด่วนภายใต้แผนการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างครบวงจร รวมทั้งเห็นชอบกับหลักการของ 8 แผนงาน อาทิ การกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยมลพิษ เทคโนโลยีการเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ปลูกป่าเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวป้องกันระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับชุมชน โครงข่ายถนนเพื่อการเชื่อมโยงการขนส่งในพื้นที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดให้สามารถอพยพประชาชนได้อย่างเร็วกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและดำเนินโครงการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร โดยแปลงขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า การจัดโซนนิ่งพื้นที่อุตสาหกรรมของผังเมืองรวมมาบตาพุด

นอกจากนั้นแล้ว คสช. ยังให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร จังหวัดระยอง ระยะที่ 2 งบประมาณ 327 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพของศูนย์กำจัดขยะฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปลงขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากขยะมูลฝอยในระยะยาว

นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์กำจัดขยะฯ รับขยะมูลฝอยจาก 19 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปริมาณ 200-250 ตันต่อวัน ซึ่งยังไม่เต็มศักยภาพของศูนย์กำจัดขยะฯ ที่สามารถรองรับขยะมูลฝอยได้ถึง 500 ตันต่อวัน จึงเป็นที่มาของการขอรับการจัดสรรงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยฯ การจัดซื้อ เครื่องร่อนวัสดุอินทรีย์ ในขบวนการผลิตปุ๋ย และเพื่อใช้สำหรับการร่อนเศษขยะจากบ่อเก่าที่ปิดไปแล้ว เพื่อนำกลับมาผลิตเป็นแท่งเชื้อเพลิง ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าในอนาคต

นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า ขยะสดจะนำไปแปลงเป็นเชื้อเพลิงแห้งหรือ Refuse Derived Fuel (RDF) ในขนาดความกว้าง 5-8 เซนติเมตร ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 6-9 เมกะวัตต์ เทียบได้กับการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนได้ถึง 1,500-2,000 หลังคาเรือน

อย่างไรก็ตามแปลงขยะไปเป็นพลังงานนี้จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 240,000 ตันต่อปี.

เมืองจักรยานที่ด่านซ้าย – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/264814

 

สิ่งแวดล้อม

เมืองจักรยานที่ด่านซ้าย – ชีวิตกับธรรมชาติ

สภาพภูมิประเทศของอ.ด่านซ้าย จ.เลย รายล้อมไปด้วยภูเขาสูงชัน ทำให้ที่อากาศที่นี่ดีตลอดปี ฤดูหนาวยืนยาวกว่าทื่อื่น ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ผสมผสมกับผู้คนที่อยู่แบบเรียบง่าย

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2557 เวลา 0:00 น.

สภาพภูมิประเทศของอ.ด่านซ้าย จ.เลย รายล้อมไปด้วยภูเขาสูงชัน ทำให้ที่อากาศที่นี่ดีตลอดปี ฤดูหนาวยืนยาวกว่าทื่อื่น ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ผสมผสมกับผู้คนที่อยู่แบบเรียบง่าย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนรักสุขภาพของอ.ด่านซ้ายผลักดันให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งจักรยานโดยมีจุดเริ่มต้นมาจากโรงพยาบาล ด่านซ้ายนั้นเอง

นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย บอกเล่าถึงวิธีการสร้างกลุ่มคนให้หันมาขี่จักรยานว่า เริ่มจากเชิญชวนบุคลากรของรพ.เองทั้งหมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ใช้จักรยานภายในโรงพยาบาล จนขยายวงไปถึงคนไข้ที่มาใช้บริการ หลังจากนั้นได้ต่อยอดตั้งกองทุนจักรยานขึ้นเพื่อสนับสนุนให้คนในชุมชนขี่จักรยานมากขึ้น

เพราะสภาพพื้นที่ลักษณะเนินชันจากที่ราบเชิงเขา จักรยานคุณภาพดีราคาหลักหมื่นจะทำให้คนใช้จักรยานเพื่อออกกำลังกายและการท่องเที่ยวมากขึ้น นายแพทย์ภักดี ได้ริเริ่มตั้งกองทุนจักรยานโดยใช้เงินจากกองทุนสหกรณ์ของโรงพยาบาลมาซื้อจักรยานแล้วให้เจ้าหน้าในโรงพยาบาลผ่อน ซึ่งสามารถให้คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ผ่อนได้ แต่ใช้ชื่อของบุคลากรในรพ.ที่เป็นสมาชิกกองทุนเป็นผู้ผ่อนจักรยาน อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเพราะเมืองด่านซ้ายนั้นไม่ใหญ่ส่วนใหญ่รู้จักกันหมด จึงไม่ต้องกังวลว่ามีการเบี้ยวหนี้เกิดขึ้น หรือนำจักรยานไปขายต่อ

“ รู้สึกว่าจักรยานทำให้เรามีอิสระพยายามเริ่มจากสิ่งง่าย ๆเพื่อเราทำอะไรได้ง่ายๆแล้ว เมื่อมีความสุขแล้วจึงคิดแบ่งปันจึงตั้งกลุ่มตั้งชมรม วิธีการเพียงแค่งหาจักรยาน และต้องหากลุ่มเพราะลำพังตัวเองทำไม่ไหว เทคนิคหาจักรยานเอามาผ่อน แล้วมาใส่วิ่งหากิจกรรมที่ทำเช่นใช้ขี่มารพ.อย่างน้อยขี่ไปเยี่ยมบ้านคนไข้ ใช้ในการท่องเที่ยวแข่งขัน ตอนหลังซับซ้อนทำเพื่อการท่องเที่ยวด่านซ้าย ทำโลว์คาร์บอนจนกลายเป็นเมืองที่ใช้จักรยานขึ้นมา” นพ.ภักดีกล่าวและว่า ต้องยอมรับว่าจักรยานทำได้ 0.5 เปอร์เซนต์เราไม่สามารถสู้มอเตอร์ไซด์ได้ เพราะหน้าตา แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนคิดว่า จักรยานเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

“ด่านซ้ายเป็นเมืองที่สวย การปั่นจักรยาน ถือเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดใหญ่โดยที่ไม่ต้องลงน้ำหนักไปที่เข่า คนซื้อมือถือได้ แต่ไม่ซื้อจักรยาน มองว่าการซื้อจักรยานไม่ได้เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเชื่อว่าคนเกษียณที่นี่จะใหช้วิธีการออกกำลังกายหน้าที่ของผมคือส่งเสริมให้คนออกกำลังกายจะใช้วิธีใดก็ได้ให้สอดคล้องกับบริยทท้องถิ่น แต่ทั้งนี้ทุกคนต้องฝึกฝนตัวเองให้ปั่นจักรยานอย่างถูกวิธี”

สำหรับผู้ชื่นชอบจักรยานจะซื้อและแต่งจักรยานไปเรื่อยๆหลายคนยกของเก่าให้เด็กที่สนใจ หรือขายให้ราคาถูก เพื่อจูงใจให้เด็กในชุมชนมาขี่จักรยาน

“ปกติผมจะไม่เข้ารพ.มาที่นี่เพื่ออาศัยคุณหมอผ่อนจักรยาน ถ้าผมไม่ออกำลังกายผมต้องเฉาต้องหาหมอออกกำลังกายอีกเหมือนกัน” อดีตข้าราชการเกษียณอายุกรมทางหลวงบอกหลังร่วมโครงการผ่อนจักรยาน

เมืองด่านซ้ายไม่ค่ยอมีรถไม่มีคนเมา ไม่มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ด่านซ้ายปีที่ผ่านมาผู้ว่าจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนรอบคัดเลือกจักรยานมาแข่งที่ด่านซ้าย เพราะ ด่านซ้ายเป็นถนนที่ดีที่สุดทั้งประเภทลู่ ดาวน์ฮลล์

นพ.วีระวัฒน์ พันครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)กล่าวว่า สปสช.ให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาพหรือการปรับเปลี่ยนให้คนหันมาออกกำลังกาย เพราะคนไทยออกกำลังกายสม่ำเสมอตามเกณฑ์มาตรฐานแค่ 1 ใน 3 และ2 ใน 3 ออกบ้างไม่ออกบ้างและไม่ออกเลย เพราะฉะนั้นคนไทยจึงเป็นโรคอ้วนลงพุงเป็นโรคความดันและเป็นโรคที่ไม่ควรจะเป็นเยอะมากขึ้น อีกทั้งเด็กยังเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น

ดังนั้นการออกำลังกายด้วยการขี่จักรยานจึงมี 2 มิติคือมิติเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายและมิติที่สองเพื่อ การสร้างวัฒนธรรมใหม่ สิ่งแวดล้อมเช่นถนนให้มีช่องขี่จักรยานได้สำหรับถนนบางเส้นมีป้ายสัญญาณ ที่ดูแลเรื่องถนนหนทางเห็นคุณค่าของการขี่จักรยาน

ปั่นจักรยานที่เริ่มมาจากปั่นในโรงพยาบาล สู่ชุมชน คือแนวทางการทำงานด้านการป้องกันโรคอย่างแยบยล ภาระการรักษาพยาบาลของแพทย์พยาบาลดลลง ที่สำคัญจิตใจของผู้คนในชุมชนดีขึ้น

ชุมชนพัฒน์เพื่อการพัฒนายั่งยืน – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/261573

สิ่งแวดล้อม

ชุมชนพัฒน์เพื่อการพัฒนายั่งยืน – ชีวิตกับธรรมชาติ

โครงการนี้ว่าด้วยการที่โตโยต้าเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในแต่ละชุมชน อันเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแต่ละชุมชนของไทย

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2557 เวลา 0:00 น.

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีแนวคิดในการยกระดับการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาสังคมสู่ความยั่งยืนเนื่องในโอกาสการดำเนินงานครบ 50 ปีในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน “โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข” โดย หนึ่งในความมุ่งมั่นที่จะส่งความสุขให้คนไทยคือการริเริ่มโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” นวัตกรรมสังคมรูปแบบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าสู่ยุคของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

โครงการนี้ว่าด้วยการที่โตโยต้าเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในแต่ละชุมชน อันเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแต่ละชุมชนของไทย เพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการตลาด อัน จะช่วยกระจายรายได้แก่ประชาชนและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยให้คนไทยพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

โครงการโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ คือ การนำความรู้ที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของโตโยต้าทั่วโลก ได้แก่ “วิถีโตโยต้า” และ “ระบบการผลิตแบบโตโยต้า” มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจชุมชนของไทย โดยไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจที่อยู่ใน ห่วงโซ่ธุรกิจหลักของโตโยต้าเท่านั้น มุ่งเน้นการหาแนวทางปรับปรุงแก้ปัญหาที่มักพบในธุรกิจชุมชน ได้แก่

ความสามารถในการผลิต เพิ่มผลผลิต ช่วยเพิ่มรายได้ การส่งมอบงานตรงเวลาลดการเสียโอกาสในการขาย เพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสการส่งออก การควบคุมคุณภาพ ลดของเสียในการผลิต ลดต้นทุน สินค้ามีมาตรฐาน การบริหารสินค้าคงคลัง ลดการสูญเสียต้นทุนที่เกิดจากการบริหารสินค้าคงคลังและการจัดเตรียมวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสม การบริหารต้นทุนในกระบวนการลดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มต้นทุนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ

โดยโตโยต้าจะส่งบุคลากรเข้าไปร่วมดำเนินงานในทุกกระบวนการ เพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพธุรกิจของตนอย่างแท้จริง ตั้งแต่การไปยังแหล่งข้อมูล เพื่อศึกษาปัญหา ณ หน้างาน เพื่อให้สามารถระบุปัญหาและหาแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ จากนั้นจึงนำเอาระบบการผลิตแบบโตโยต้า มาใช้เพื่อลดต้นทุน ควบคุมคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้นำวิถีโตโยต้ามาถ่ายทอดเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการนำมาพัฒนาการทำงานเพื่อต่อยอดธุรกิจของตนต่อไป

โตโยต้าได้เริ่มดำเนินงานโครงการทดลอง โตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ ในปี 2556 โดยปัจจุบัน ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 แห่ง ได้แก่ กลุ่มโอทอปธุรกิจชุมชนเสื้อโปโลฮาร์ท สปอร์ต แวร์ จ.กาญจนบุรี หัตถกรรมพื้นบ้านเตยปาหนัน บ้านวังหิน จ.กระบี่ และแกงไตปลา แม่บ้านเกษตรกรท่าข้ามสัมพันธ์ จ.ตรัง

พร้อมกันนี้ โตโยต้ายังมีแผนที่จะขยายผลการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2557 กับธุรกิจชุมชนอีก 3 แห่ง ในภาคกลางตอนล่าง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้มีโครงการนำร่องในทุกภูมิภาค โดยคาดว่าจะดำเนินงาน แล้วเสร็จในปี 2558 และมีแผนที่จะขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2563

นายณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ นักวิชาการจากสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) กล่าวว่า “จากประสบการณ์ของ สกส. ที่ได้ร่วมงานกับชุมชนต่าง ๆ พบว่า ปัญหาที่ต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนคือปัญหาด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน

ผศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อ.ภาควิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเริ่มเห็นความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน เนื่องจากเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของแต่ละท้องที่ แต่การช่วยในปัจจุบันยังเป็นไปในลักษณะจำกัดเฉพาะประเภทธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักขององค์กรที่เข้าไปช่วยเหลือ เช่น การรับซื้อวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตสินค้าต่อไป

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยความตั้งใจในการส่งมอบสิ่งที่ ดีที่สุดสู่สังคมไทย โตโยต้าได้ศึกษาแนวทางการนำประสบการณ์ที่เรามีไปช่วยสร้างความสุขแก่ชุมชน จากการดำเนินงาน “โรงสีข้าวรัชมงคล” มากว่า 15 ปี ทำให้เราเข้าใจถึงแนวทางการร่วมงานกับชุมชน เกิดเป็นปัจจัยความสำเร็จของโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ที่ไม่ใช่เพียงแค่การนำความรู้ไปมอบให้ แต่เป็นการนำความรู้ในเชิงการจัดการมาปรับเปลี่ยนให้เข้าใจง่าย และการลงไปร่วมลงมือทำเพื่อให้ผู้ประกอบการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด.

ยูเซ็น โลจิสติกส์สร้าง ‘คาร์บอนสมดุล’ – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published สิงหาคม 16, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 10 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

789955

เดิมทีพื้นที่วนอุทยานน้ำตกเขาจ้าวบ่อทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เคยเป็นพื้นที่ป่าสงวนมาก่อน ปัจจุบันสภาพผืนป่าที่เคยหนาแน่นด้วยต้นไม้ใหญ่ หลงเหลือให้เห็นบนพื้นที่บนยอดเขาจ้าวเท่านั้น แต่ระดับพื้นราบและเนินเขาโดนบุกรุก จนกระทั่งเมื่อประกาศให้เป็นพื้นที่วนอุทยาน พื้นที่ถูกบุกรุกได้ถูกฟื้นฟูโดยการนำกล้วย พืชดึงน้ำมาเป็นพื้นที่นำร่องก่อนปลูกไม้พื้นถิ่นเข้าไปทดแทน

พื้นที่เกือบ 19,473 ไร่ของวนอุทยานฯ เป็นแหล่งป่าต้นน้ำสำคัญของชาวบ่อทองและยังเป็นพื้นที่ซับน้ำป้องกันน้ำท่วม ขณะที่ชาวบ้านยังได้ประโยชน์จากป่าเสื่อมโทรมด้วยการตัดใบตองขาย กิจกรรมปลูกป่าของ บริษัท ยูเซ็น โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) บริษัทโลจิสติกส์อันดับ 1 ของไทย เห็นความสำคัญของการเข้าไปปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม โดยได้เชิญชวนพนักงานของบริษัทราว 300 คนร่วมกับชาวบ้าน นร.ในพื้นที่ ช่วยกันปลูกป่า ในชื่อกิจกรรม “Carbon Neutral Project 2014” เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา  ปลูกป่า 80 ไร่ ใช้กล้าไม้ 16,000 ต้น ประกอบด้วย ไม้ประดู่ป่า มะค่าโมง กันเกรา ยางนา พะยูง มะฮอกกานี ตะเคียนทอง  กฤษณา เป็นต้น ภายใต้การนำของ นายอิโรชิ มานิวะ  ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูเซ็น โลจิสติกส์ฯ

ผู้บริหารบริษัท  บอกถึงที่มาของโครงการว่า การริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมาเพราะตระหนักดีว่าธุรกิจการขนส่งเป็นตัวสร้างคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก  โดยเริ่มโครงการในปี ค.ศ. 2007  ซึ่งในปีนี้จะเริ่มวัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ แม้ที่ผ่านมาจะดำเนินการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มาโดยตลอด แต่การขยายตัวของธุรกิจเพิ่มขึ้น ทั้งการขนส่งภาคทางเรือ ทางอากาศ ทำให้ยากกับการจัดทำข้อมูลจำนวนคาร์บอนที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ โดยตั้งเป้าจะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 20 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ธุรกิจโลจิสติกส์ของยูเซ็นต้องบริหารจัดการรถบรรทุกมากกว่า 1,300 คันต่อวัน และมีพื้นที่จัดเก็บสินค้าในโกดังทั้งสิ้นมากกว่า 270,000 ตารางเมตร ธุรกิจหลักของบริษัทคือบริการขนส่งทางเรือเดินสมุทร บริการขนส่งทางอากาศ ซึ่งประเทศไทยเป็นบริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์

อันดับ 1 ของไทยมีปริมาณขนส่งทางเรือมากกว่า 20,000 คอนเทเนอร์ต่อปี  และภายในสิ้นปี 2557 คาดว่าจะมีปริมาณขนส่งขึ้นมาเป็นจำนวน 25,000 คอนเทเนอร์ นอกจากนี้ยังมีบริการขนส่งทางอากาศจำนวน 16,000 ตัน

สำหรับแนววิธีการลดการปล่อยคาร์บอน ไดออกไซด์ที่การดำเนินการลดการปลดปล่อยคาร์บอนใช้วิธีลดความเร็วของเรือเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ส่วนรถบรรทุกเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่ใช้เป็นดีเซลอย่างเดียวมาเป็นก๊าซเอ็นจีวี ทั้งนี้ก๊าซเอ็นจีวีปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าตัวดีเซล

สำหรับบริษัทยูเซ็นฯในประเทศไทยได้ริเริ่มติดตั้งหลอดไฟแอลอีดีในโกดังบางส่วนและใช้กระเบื้องหลังคาแบบใสที่แสงธรรมชาติสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ในช่วงเวลากลางวัน และมีแผนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาของอาคาร เพื่อลดการใช้พลังงาน  ขณะที่ยูเซ็นฯ ในประเทศญี่ปุ่น ได้ติดตั้งระบบไฟฟ้าแอลอีดีที่ศูนย์โลจิสติกส์นาริตะ ซึ่งเป็นคลังสินค้าขนาดใหญ่มีพื้นที่ 6,864 ตารางเมตร ซึ่งการติดตั้งหลอดไฟแอลอีดีช่วยให้บริษัทลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

ส่วนโครงการปลูกป่าของบริษัทจัดอยู่ในโครงการ คาร์บอนสมดุล (Carbon Neutral Program : CNP) เป็นโครงการระยะเวลา 20 ปีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อปรับสมดุลของสภาวะอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ โดยผ่านการปลูกป่าทดแทนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของยูเซ็น โลจิสติกส์ ทั่วโลกในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ กรมป่าไม้ หน่วยราชการ ท้องถิ่น และโรงเรียนในพื้นที่ของบริษัท ยูเซ็น โลจิสติกส์ ที่มีสำนักงานอยู่

นับจากปี 2550 บริษัทได้ทำการปลูกป่าทดแทนไปแล้วมากกว่า 605 ไร่ โดยแบ่งเป็นช่วงปี 2550-2553 ที่ จ.นครราชสีมา เป็นจำนวน 325 ไร่ ปี 2554-2546 ที่ จ.ชลบุรี รวม 200 ไร่ และในปี 2557 บริษัทยูเซ็น โลจิสติกส์ วาง

เป้าหมายไว้ที่ 80 ไร่

ภายหลังการปลูกป่าบริษัทได้เข้าไปดูแลรักษาต้นไม้ และป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าในพื้นที่ด้วย.

ร่วมคิดร่วมทำแผนที่น้ำฉบับชาวบ้าน – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published สิงหาคม 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 27 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“วันก่อนเราพูดถึงปัญหาเมืองไทย อีกหน่อยจะแห้งไม่มีน้ำเหลือ จะต้องไปซื้อน้ำจากต่างประเทศ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ แต่เชื่อว่าอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าถ้าคำนวณน้ำในประเทศที่ยังไหลเวียนนั้นยังมีอยู่เพียงแต่ต้องบริหารให้ดี ถ้าบริหารดีก็มีเหลือเฟือ” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2532

แนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ตลอดจนการจัดการน้ำเสียต่าง ๆ ต้องทำอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคนในชุมชนต้องมีส่วนร่วมด้วย สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำ และอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ได้เปิดตัวโครงการสร้างเครือข่ายรักษ์น้ำ (Water Gang) และโรงเรียนต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำขึ้น

น.ส.สุปราณี รุ่งหิรัญวิโรจน์ รองเลขาธิการ สบอช. กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกระตุ้นสร้างความเข้าใจของเยาวชนและคนไทยให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ ช่วยกันดูแล บำรุงรักษา รวมทั้งจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.กิติชัย รัตนะ อาจารย์ประจำภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ มหา วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า โครงการ Water Gang เปิดให้ เยาวชน รวม 3 คน และมีอาจารย์ที่ปรึกษา 1 คนหรือครูพี่เลี้ยง ช่วยสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชนทำเป็นแผนที่น้ำ (Water Map) ซึ่งกระบวนการสำรวจข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่น้ำ จะให้กลุ่มนักเรียน เยาวชน ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลลำน้ำ โครงข่ายลำน้ำ สภาพปัญหา และทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน

โดยกลุ่มนักเรียน เยาวชน ที่นำเสนอผลงานเข้ามา จะต้องเขียนโครงงานสั้น ๆ ที่ระบุถึงวัตถุประสงค์ เจตนารมณ์ และขั้นตอนการดำเนินงาน เพื่อนำมาจัดทำเป็นแผนที่น้ำ เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้โรงเรียนได้มีส่วนสนับสนุนนักเรียน เยาวชน ได้เรียนรู้ปัญหาทรัพยากรน้ำในท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนครู อาจารย์ ได้มีโอกาสพัฒนาชุดการเรียนการสอนท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ โดยครู อาจารย์ นำความรู้ในท้องถิ่นมาจัดทำเป็นสื่อการเรียนการสอน และสามารถถ่ายทอดให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนได้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำได้มากขึ้นทั้งนี้ การดำเนินโครงการฯ ในปีแรก จะเริ่มดำเนินการในบางจังหวัด เพื่อเป็นจังหวัดนำร่อง เช่น เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา สุโขทัย ลำปาง นครสวรรค์

“แต่เท่าที่ได้สัมผัส ทำงานร่วมกับพื้นที่ สถานศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลายแห่ง ทั้งสถานศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน และเครือข่ายเยาวชน ได้มีการตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้น เหตุผลสำคัญ พื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ประสบภัย และทุก ๆ ปี จะเจอกับปัญหาอุทกภัยมาโดยตลอด เนื่องจากสภาพพื้นที่ลำน้ำมีไม่น้อยกว่า 3,000  ลำน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม จึงเป็นเวลาสมควรที่จะต้องตื่นรู้ รวมพลังในการเรียนรู้ภูมินิเวศลำน้ำของท้องถิ่นตนเอง”

สำหรับแผนการสร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์น้ำ จะต้องมีการยึดโยงกับหลักการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น และผสมผสานความรู้ หรือประสบการณ์ที่ดี หรือวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศอันเป็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น ฉะนั้น ลักษณะโครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่จะต้องเป็นโครงการที่ทำได้ง่าย มีสัมฤทธิผล อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเกิดจากปัญหา และความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

“พื้นที่ชุมชนในเขตตำบลหนองกระโดนอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทำนาปลูกข้าว มีการปล่อยน้ำลงลำคลองทำให้คลองไม่สะอาด อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำคลองให้สะอาด โดยใช้ความรู้เรื่องพืชที่เป็นประโยชน์กับลำคลองมาเป็นเครื่องมือบำบัด” น.ส.สัจจามาศ เมณกูล นร.ชั้น ม.6 รร.บางพระวิทยา บอกถึงความตั้งใจในการดูแลแหล่งน้ำของชุมชน

เชื่อว่าแต่ละท้องถิ่นมีภูมิปัญญาที่จะจัด การน้ำแตกต่างกัน ที่ผ่านมาอาจละเลย พลังเยาวชนเหล่านี้จะช่วยนำองค์ความรู้จากปราชญ์ท้องถิ่นผู้เฒ่าผู้แก่มาจัดการน้ำ น้ำท่วม น้ำแล้งที่พาเหรดมาทุกปีอาจหมดไป

สำหรับขั้นตอนการเข้าร่วมประกวด สมัครเป็นสมาชิกและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.watergang.net

รายงานโลกร้อนล่าสุด – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 14, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 13 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

โครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม ดำเนินงานโดยสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีสาธารณะ Global Warming Forum เรื่อง “รายงานโลกร้อน IPCC AR5 : ความจริงที่ทุกคนควรฟัง (IPCC AR5: A Convenient Truth)” เพื่อเผยแพร่ผลงานความรู้และข้อค้นพบสำคัญล่าสุดด้านวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและผลกระทบ การปรับตัว และความล่อแหลม สู่หน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์สำหรับขับเคลื่อนงานภาคนโยบายและต่อยอดสู่แผน

ปฏิบัติ

รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง ผู้ประสานงานชุดโครงการศูนย์ประสานงานและพัฒนางานวิจัยด้านโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สกว. กล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานด้านวิทยาศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ปีค.ศ. 2013 ของคณะทำงานกลุ่มที่ 1 ของ IPCC ว่า นับแต่เริ่มตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความรู้และวิธีการทางวิทยาศาสตร์พบว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในหลาย ๆ ลักษณะไม่เคยเกิดมาก่อนในห้วงช่วงเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา

โลกร้อนเกิดขึ้นทั้งบนภาคพื้นทวีปและในมหาสมุทร เกิดการละลายน้ำแข็งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยพบการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ หลายประการ อาทิ แนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกระหว่างปี ค.ศ. 1850-2012 เพิ่มขึ้น 0.85 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นบน (Troposphere) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะซีกโลกเหนือ

อัตรการค่าเฉลี่ยระดับน้ำทะเลโลกระหว่างปี ค.ศ. 1901-2010 เพิ่มขึ้น 0.19 เมตร และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามวลน้ำแข็งและธารน้ำแข็งทั่วโลกได้ลดลงอย่างชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการและปริมาณชนิดสารประกอบต่าง ๆ ในบรรยากาศทั้งโดยธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์

“ข้อสรุปหนึ่งที่สำคัญต่อการกำหนดแนวทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคือ การปล่อยและสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศอันเป็นปัจจัยหลักในการควบคุมการเพิ่มของอุณหภูมิในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะยังคงอยู่เป็นเวลานานหลายศตวรรษ แม้ว่าการปล่อยก๊าซจะหยุดไปแล้ว ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่องหลายศตวรรษ” รศ.ดร.อำนาจ กล่าวสรุป

ด้าน ดร.อัศมน ลิ่มสกุล ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงรายงานประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของคณะทำงานกลุ่มที่ 2 ของ IPCC ว่าด้วยผลกระทบ การปรับตัวและความล่อแหลม ปีค.ศ. 2014 ว่า ในช่วงทศวรรษเร็ว ๆ นี้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อระบบธรรมชาติและระบบมนุษย์ทั่วทุกทวีปและข้ามมหาสมุทร และการละลายของหิมะและน้ำแข็งในหลายภูมิภาค มีผลให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นำไปสู่การอพยพและจำนวนประชากร รวมทั้งส่งผลกระทบทางลบต่อผลผลิตพืชในหลายภูมิภาค ตลอดจนการตายที่เกี่ยวข้องกับความร้อนจะมีอัตราที่เพิ่มขึ้นในบางภูมิภาค

ดร.อัศมน กล่าวว่า ในด้านความเสี่ยงที่จะตามมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนับว่ามีความเสี่ยงสำคัญหลายประการ ทั้งที่มีผลกระทบต่อชีวิตและการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น เกิดน้ำท่วมเมืองขนาดใหญ่ ประ ชาชนจะมีความเสี่ยงและเจ็บป่วยจากความร้อนที่สูงขึ้น และพบมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง และระบบนิเวศบกและแหล่งน้ำจืด

“อย่างไรก็ตาม การจัดการความเสี่ยงในอนาคตและการสร้างความยืดหยุ่นต่อการลดความล่อแหลมจากความแปรปรวนของภูมิอากาศในปัจจุบันสามารถกระทำได้ อาทิ การลดความเสี่ยงที่เกิดจากมนุษย์ การประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องให้รู้เท่าทันความเสี่ยง การปรับตัวต่อกิจกรรมการบรรเทาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการเมือง เป็นต้น” ดร.อัศมน กล่าว

ทั้งนี้ รายงานโลกร้อน IPCC AR5 (The IPCC Fifth Assessment Report: AR5) ถือเป็นแหล่งข้อมูลหลักของโลกในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งล่าสุดได้เผยแพร่รายงานฉบับที่ 5 เมื่อปลายเดือนกันยายน 2556 และอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการคิดเชิงสังเคราะห์ คาดว่าจะเผยแพร่สู่สาธารณะในเดือนพฤศจิกายนศกนี้.

โรงสีข้าวรัชมงคล สร้างนวัตกรรมสังคม – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 29 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

739751 739748 739749 739750

“ชุมชน” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เป็นรากฐานของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและวิกฤติทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ปัจจุบันภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาของชุมชน

“องค์กรเอกชนมักดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หาวิธีการช่วยเหลือทางการเงินแก่ชุมชนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาอื่น ๆ เช่น บริจาคเงินหรือสิ่งของต่าง ๆ ให้แก่ชุมชน รวมทั้งระดมแรงอาสาสมัครช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชน” ผศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพของบทบาทเอกชนเข้ามาช่วยเหลือชุมชน ซึ่งต่อมาเริ่มมีการผนวกแนวคิดความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม CSR หรือ Corporate Social Responsibility เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กรทำให้เกิดมุมมองต่องานการพัฒนาสังคมที่สัมพันธ์กับงานขององค์กรในการบริหารธุรกิจมากขึ้น

อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวยังมีความท้าทายในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะยาวให้แก่ชุมชนได้ เช่น นโยบายขององค์กรเอกชนที่ดำเนินการช่วยเหลือไม่ต่อเนื่อง การช่วยเหลือมาในรูปแบบการสร้างภาพลักษณ์มากกว่าการเข้าถึงปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้องค์กรขนาดใหญ่ที่มีความมั่งคั่งจึงเริ่มหันมาสนใจการสร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชนในระยะยาวโดยผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้จากองค์กรสู่สังคม ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจชุมชนนั้น สามารถมองได้ว่าวิธีนี้เป็นอีกทางเลือกที่สามารถเรียกได้ว่า “นวัตกรรมสังคม” หรือ Corporate Social Innovation (C-SI) ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินธุรกิจให้มีรายได้อย่างยั่งยืน อันนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนนั้น ๆ”

กรณีศึกษาในประเทศไทยของธุรกิจชุมชนที่เริ่มบุกเบิกและมีความชัดเจนในการใช้นวัตกรรมสังคมเข้ามาช่วยเหลือจากองค์กรขนาดใหญ่ คือ โรงสีข้าวรัชมงคล ซึ่งเป็นโรงสีข้าวตามแนวพระราชดำริที่ดำเนินงานมาแล้วกว่า 15 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรท้องถิ่นด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาและสหกรณ์การเกษตรชุมชนในราคายุติธรรมและจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมแก่ผู้บริโภค

โรงสีข้าวรัชมงคล มีการนำระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System) มาประยุกต์ใช้ เริ่มจากการปรับวางผังของพื้นที่ในโรงสีให้ลื่นไหลอย่างมีประสิทธิภาพ และปลูกฝังให้พนักงานมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยเพื่อลดค่าเสียหายและลดการเสียโอกาสจากการเกิดอุบัติเหตุ จากนั้นจึงนำระบบการผลิตตรงตามเวลามาใช้ในการวางแผนรับข้าวเปลือกและผลิตข้าวตามความต้องการของลูกค้า โดยมุ่งเน้นเรื่องการจัดการสินค้าคงคลังรวมถึงสินค้าที่ได้จะมีความสดใหม่คงคุณภาพสูงสุดสู่ลูกค้าอยู่เสมอ

“การบริจาคเงินหรือสินค้าไม่ใช่คำตอบของการเป็นผู้ให้ที่ดี และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนกับผู้รับแต่การนำความรู้ ความชำนาญทางธุรกิจ คนและเครื่องมือที่ท่านมีมากกว่า พร้อมกว่า

มาช่วยกันพัฒนาธุรกิจชุมชนทั่วประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน น่าจะเป็นการทำกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างจับต้องได้” รศ.ดร.วิทวัส หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

ในเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรมากมาย และมีความพร้อมที่มีหลายบริษัทใหญ่เข้ามาลงทุนและมาใช้ทรัพยากรของประเทศไทย ดังนั้นประเทศไทยสมควรที่จะได้รับประโยชน์ หรือได้ผลตอบแทนจากองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามา.

สนามเด็กเล่นสีเขียว – ชีวิตกับธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 2, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 15 มิถุนายน 2557 เวลา 00:00 น.

720782 720780 720781

สนามเด็กเล่นช่วยทำให้โลกวัยเยาว์ของเด็กๆมีชีวิตชีวาขึ้น แต่ที่ยิ่งกว่ากับเด็กที่บกพร่องด้านการเรียนรู้ทั้งสนามเด็กเล่นช่วยเพิ่มพูนพัฒนาการได้ในสัปดาห์วันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิ.ย.57) ที่ผ่านมามูลนิธิพีแอนด์จี ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม มอบของขวัญเพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 8 สร้างสนามเด็กเล่นรีไซเคิลจากขวดแชมพู ให้กับเด็กๆโรงเรียน สุพรรณบุรีปัญญานุกูล จ.สุพรรณบุรี ภายใต้โครงการ “กรีนกิฟท์ออฟเลิร์นนิ่ง”

ผอ.โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล เล่าว่า โรงเรียนมีนร.ประมาณ 500 เป็นโรงเรียนประจำคนมีทั้งเด็กเล็กและเด็กโตมีสนามเด็กเล่นเพียงจุดเดียว ทำให้ไม่เพียงพอโดยเฉพาะเด็กเล่นจะเล่นไม่ทันเด็กโต สำหรับเด็กกลุ่มพิเศษการได้เล่นกับเครื่องเล่นที่ปลอดภัยมีส่วนช่วยบริหารกล้ามเนื้อ และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กพิเศษลงได้ ทำให้เด็กรู้จักการให้ ในแต่ละวันเด็กกลุ่มนี้จะมาเล่นเครื่องเล่นทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็นรวมวันละ 2 ชม. สลับกับการทำกิจกรรมดนตรีบำบัด

กรรณิการ์ จรัสอุไรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท พีแอนด์จี ประเทศไทย กล่าวว่า ขวดแชมพูที่นำมาสร้างสนามเด็กเล่นพลาสติกมาจากขวดแชมพูที่ไม่ได้คุณภาพจากโรงงาน โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักเดิมทีขวดเหล่านี้ะถูกนำไปทิ้ง แต่ครั้งนี้ได้นำขวดแชมพูที่ทำจากพลาสติกถือว่าจะช่วยสร้างคุณค่าให้กับขยะ ที่เลือกนำขวดแชมพูมาทำสนามเด็กเล่นมองว่าทักษะด้านการเรียนรู้เริ่มต้นจากการได้จับได้เห็นสีได้สัมผัส โดยเพาะเด็กพิการด้านร่างกาย และบกพร่องด้านสมองซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรงทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กินข้าวไม่ได้ แม้กระทั่งติดกระดุมเสื้อ

“สนามเด็กเล่นนอกจากให้ความบันเทิงสนุกสนานแล้วยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อของเขาด้วย”

อย่างไรก็ตามการผลิตสนามเด็กเล่นต้องใช้พลาสติกที่มีคุรสมบัติที่แตกต่างจากพลาสติกทั่วไป ต้องคำนึงด้านการใช้งานเพราะอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งและรองรับการใช้งานจึงต้องใช้พลาสติกที่มีความเหนียว ทน ซึ่งขวดแชมพูเป็นชนิดพลาสติกที่ใช้ผลิตขวดแชมพูพีแอนด์จีเป็นพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ชนิด โพลิเอทธิลีน ความหนาแน่นสูง (High density polyethylene, HDPE), ‘Food Grade’ หรือ เป็นเกรดที่ใช้สำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร มีคุณสมบัติที่สามารถรักษาสภาพได้ดี มีความปลอดภัย ไม่ไวต่อสารเคมี ซึ่งขวดแชมพูมีสัญลักษณ์ที่อยู่ใต้ขวดบ่งบอกว่าเป็นพลาสติกชนิด Food Grade

ซึ่งพลาสติกชนิดนี้เมื่อนำไปบดย่อยหลอมใหม่คุณสมบัติจะเปลี่ยน คือความคงทนจะน้อยลง เปราะง่าย จึงจำเป็นต้องใส่พลาสติกใหม่เข้าไปและสารแต่งเติมเข้าไปเช่นแอนทีออกซิแดนว์ รวมทั้งใส่สีเข้าไป ทำให้พลาสติกมีอายุใช้งานได้ยาวนาน 10-15 ปี

“ในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกก็ถือโอกาสรณณรงค์ให้ทุกคนหันมาแยกขยะเก็บขวดแชมพู เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสนามเด็กเล่นดังกล่าวใช้ขวดแชมพูประมาณ 10,000 ขวด แต่ข้อจำกัดแชมพูจากบ้านเรือนต้องแยกแชมพุแต่ละยี่ห้อ เพราะของบริษัทใช้พลาสติกที่สามารถนำมาหลอมรวมกับพลาสติกใหม่ได้มาตรฐานของสนามเด็กเล่น”

โครงการกรีนกิฟท์ออฟเลิร์นนิ่ง สืบเนื่องมาจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตของบริษัทพีแอนด์จี ที่จะจัดการขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) โดยการใช้วัตถุดิบหรือวัสดุที่สามารถกลับมาแปรรูปใช้ใหม่หรือรีไซเคิลให้ได้ 100%, ปัจจุบันพีแอนด์จีมีขยะเสียจากโรงงานทั่วโลกเพียง 0.65 % จากวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต ทั้งนี้ในวันมอบสนามเด็กเล่นมีดารา นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี และญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ในฐานะแอมบาสเดอร์จากแพนทีนมาร่วมงานด้วย พร้อมร่วมประดิษฐ์งานฝีมือจากขวดแชมพูรีไซเคิลให้เป็นกระถางต้นไม้ กล่องดินสอร่วมกับเด็กๆด้วย

%d bloggers like this: