ชีวจิต

All posts tagged ชีวจิต

“ท้อง” เรื่องเล็ก กลายเป็นเรื่องใหญ่จนได้

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/281131

5 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_281131

เรื่อง “บิด” ซึ่งกลายเป็นการติดเชื้อจากเชียงใหม่ ผมได้ทิ้งท้ายไว้จากบทความอาทิตย์ที่แล้วว่า “มีปัญหาอยู่สองเรื่อง” คือ

1. โดยเหตุที่ “บิด” เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคเป็นตัวต้นเหตุ การรักษาจำเป็นที่จะต้องใช้ยาแรงประเภทปฏิชีวนะหรือ ANTIBIOTICS เพื่อฆ่าเชื้อโรค

แต่ผมเป็นคนที่แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ชอบและไม่ถูกกับยาปฏิชีวนะ ที่ไม่ชอบนั้นก็เพราะสมัยก่อนนั้นได้ปฏิบัติตัวแบบชีวจิตมาเป็นเวลานาน เมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็มักจะใช้วิธีธรรมชาติ คือ “ใช้ยาให้น้อย แต่ปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามธรรมชาติให้มาก”

รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแข็งแรงพอสมควรในระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปี เคยเจ็บป่วยหลายครั้ง แต่ก็ใช้หลักธรรมชาติดูแลตนเองได้ดีตลอดมา

2. การป่วยคราวนี้ไม่เหมือนการป่วยคราวก่อนๆ เพราะเป็นการป่วยแบบติดเชื้อ คือ ป่วยเป็นบิดมีตัว (AMEBIC DYSENTERY)

การรักษาจำเป็นที่จะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดแรง แต่ในเมื่อเป็นยาแรง การใช้ยาจะต้องเจอพิษร้ายจากการแพ้ยาหลายประการ ได้ลองศึกษาดูแล้ว ปรึกษากับเพื่อนแพทย์หลายคน จำเป็นที่จะต้องใช้ยาประเภทยาปฏิชีวนะโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง

เมื่อไม่มีทางหลีกเลี่ยง จำเป็นต้องใช้ยา ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวให้ดี นั่นก็คือ เตรียมตัวที่จะสู้อาการแพ้ยา และอาการจากการแพ้ยานั้น บางอาการรุนแรงมาก จนเหมือนกับการเสี่ยงแบบใกล้ตายได้เลยทีเดียว

ตกลงปรึกษากันแล้ว ก็จะต้องใช้ยาตัวที่เรียกว่า METRONIDAZOLE (เป็นชื่อตัวยาแบบที่เราเรียกว่าเป็น GENERICNAME ขออนุญาตไม่บอกยี่ห้อยา จะได้ไม่ต้องถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย)

ทีนี้ลองมาดูอาการแพ้ของยาตัวนี้อย่างเบาๆก็ได้แก่ ท้องเดิน ท้องเสีย ปวดหัวเวียนหัว เฝื่อนๆในปากและลิ้น เป็นผื่นคันตามตัว เข่าอ่อน ขาอ่อน ไม่มีแรง ปัสสาวะสีขุ่นคล้ำ

อาการแพ้อื่นๆ ซึ่งอาจจะดูเหมือนหนักขึ้นก็ได้แก่ มือไม้สั่น หรือกระตุกง่าย เลือดขาวต่ำผิดปกติ และอาการที่หนักที่สุด (แม้แต่ในตำรับยาจะระบุว่ามีน้อย) ก็คือ เกิดอาการช็อก หัวใจหยุดเต้น

อาการแพ้เหล่านี้แหละครับที่ผมต้องคิดแล้วคิดอีกว่าสมควรจะตัดสินใจใช้ยาหรือไม่ ถ้าคำตอบคือตัดสินใจว่าไม่ใช้ยา ก็มีอาการขั้นสุดท้ายของการเป็นบิด ซึ่งจะร้ายแรงมาก นั่นก็คือ เชื้อบิดจะลงตับ

การที่ตับซึ่งเป็นอวัยวะตัวสำคัญของร่างกายเกิดเป็นอะไรขึ้นมา นั่นก็คืออาการหนักมากจนเกือบจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

ตกลงก็เลยต้องตัดสินใจว่า ใช้ยาตัวที่ว่านี้ดีกว่า แม้จะมีอาการแพ้ ตัวเราเองน่าจะทนได้

ใช้ยาไปได้ 3 วัน อาการปวดมวนปวดถ่ายหายไป เมือกและเลือดดำก็หายไปด้วย แสดงว่าการใช้ยาตัวนี้ถูกกับการรักษาโรค

แต่อาการแพ้ยานี่สิครับ ทำให้ตัดสินใจยากว่า เราจะทนไหว คือ กินยาไปอย่างน้อยให้ครบ 10 วันได้หรือไม่

คำตอบคือ ตัวผมเองทนไม่ได้ ที่ทนไม่ได้ก็เพราะอาการแพ้มีมาก โดยเฉพาะอาการท้องเดินและอาการหายใจไม่ออก

ตกลงก็เลยใช้ยาเพียง 5 วันเท่านั้น ก็ต้องหยุดยา อาการของบิดค่อยยังชั่วขึ้นมาก แต่ยังไม่หายสนิท

ตอนนี้ก็ถึงเวลาสำคัญที่จะต้องบอกกับท่านผู้อ่านว่า การปฏิบัติตัวหรือการรักษาตัวแบบสู้การแพ้ยาไม่ได้จนต้องหยุดยาเสียกลางคันนั้น จะเป็นตัวอย่างกับท่านผู้ป่วยรายอื่นๆได้หรือไม่

คำตอบที่คิดว่าดีที่สุดก็คือ เอา ตัวอย่างของผมไปใช้ไม่ได้หรอกครับ เพราะสภาพร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน การตอบสนองของการใช้ยาแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีกเช่นกัน

ฉะนั้น ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยท่านอื่นก็คือ ถ้าจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะแบบของผม คุณคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด จะไปใช้การตัดสินใจด้วยตัวเองเป็นหลัก คือนึกอยากจะกินต่อก็กิน หรืออยากจะหยุดกลางคันก็หยุด อย่างนี้ไม่ถูกต้องแน่ครับ

แต่ในกรณีแบบของผมก็มีข้อแก้ตัวได้หลายข้อนะครับ อย่างการที่หยุดใช้ยาก่อนกำหนดนั้น เมื่อผมเห็นว่า อาการป่วยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าจะหยุดยา เพราะทนการแพ้ยาไม่ได้ ผมก็พยายามหายาตัวอื่นมาใช้แทน แม้แต่สมุนไพรบางตัว อย่างเช่น ฟ้าทะลายโจร ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขท่านประกาศใช้ได้นั้น ก็มีตัวยาซึ่งมีคุณลักษณะคล้ายๆ ยาปฏิชีวนะรวมอยู่ด้วย และโดยเหตุที่เป็นสมุนไพร ก็ไม่มีอาการแพ้ยาแทรกอยู่ด้วยเลย

ผมเอาเรื่องของตัวเองมาเล่าให้เพื่อนๆชาวชีวจิตฟังคราวนี้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่พอเหมาะพอดีเกี่ยวกับเรื่องของ “ท้อง”

ที่สำคัญก็คือ เกิดคำถามขึ้นมาว่า ที่เอาหลักการใช้ยาให้น้อย แต่ปฏิบัติตามธรรมชาติให้มากนั้น ก็เอามาถือเป็นหลักการไม่ได้นะซี เห็นไหมเล่าเป็นบิดนิดเดียว ก็ต้องวิ่งตาลีตาเหลือกไปหายาฆ่าโรค แล้วก็เกิดแพ้ยาจนต้องหยุดยา อย่างนี้ทฤษฎีเรื่องการปฏิบัติตัวตามธรรมชาติก็ใช้ไม่ได้นะซี

ขอยืนยันว่ายังใช้ได้ครับ และใช้ได้ดีและจำเป็นต้องใช้ให้เป็นรากฐานของการดำรงชีวิตด้วยหลัก 5 หลัก คือ 1. การกินให้ถูกต้อง 2. นอนให้ถูกต้อง 3. ทำงานให้ถูกต้อง 4. พักผ่อนให้ถูกต้อง และ 5. ออกกำลังกายให้ถูกต้องนั้น ยังเป็นหลักการที่ถูกต้อง และเป็นหลักการของการสร้างสุขภาพทั้งกายและใจให้แข็งแรง เหมือนกับการสร้างบ้าน บ้านจะแข็งแรงคงทน ก็อยู่ที่การสร้างรากฐานลงหมุด ลงเข็มให้รากฐานแข็งแรง รากฐานของบ้านแข็งแรงแล้ว จะสร้างบ้านให้สวยงามอย่างไรก็สร้างได้ รากฐานแข็งแรง ก็สร้างบ้านให้สวยงามและคงทนอยู่ได้เป็นเวลานานชั่วลูกชั่วหลาน

ฉะนั้น หลักการเรื่องการปฏิบัติตัวให้แข็งแรงเป็นไปตามแนวธรรมชาติ ก็ยังคงต้องทำอยู่ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมา จำเป็นต้องใช้ยา ก็ใช้ยาแต่น้อยเท่าที่จำเป็น

หลักการทั้งสองอย่างนี้ ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี เป็นหลักการแพทย์ผสมผสานที่เหมาะกับกาลสมัยมากที่สุดด้วย คุณแฟนๆเห็นด้วยหรือไม่ครับ

เรื่องของ “ท้อง” และเรื่อง “บิด” ยังไม่จบครับ

ฉบับหน้าผมขออนุญาตนำเอาการแพทย์แบบต่างๆ และการบำบัดแบบต่างๆ มาเล่าเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การแพทย์ผสมผสานนั้นจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องของการสร้างสุขภาพกายและใจในขณะนี้ครับ

โปรดอดใจรอ.

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 5 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

ถึง “ท้องไม่ผูก” เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้อีกนั่นแหละ

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/279473

29 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.
Pic_279473

 

ต้องขออภัยแฟนๆชีวจิตล่วงหน้าอีกแล้ว เพราะผมจะต้องวนเวียนอยู่แต่เรื่องเกี่ยวกับท้องๆและเรื่องของการขับถ่ายต่อไปอีกสักพัก

คราวนี้เป็นเรื่องของตัวเอง เกิดปัญหาของการป่วยไข้และเห็นว่าวิธีวินิจฉัยและรักษาตัวเองน่าจะนำมาเล่าให้แฟนๆชีวจิตฟัง เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์จากการเรียนด้วยของจริง

เมื่อประมาณ 4 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมต้องเดินทางไปทำธุระที่เชียงใหม่ กลับมาได้สัก 10 วันก็เกิดอาการเกี่ยวแก่การปวดท้อง และปวดมวนอย่างหนักเวลาขับถ่าย

การปวดมวนนั้นค่อนข้างจะทารุณ เวลาปวดจะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดันแถวทวารหนัก ตามด้วยอาการปวดบริเวณส่วนท้องตอนล่าง ปวดจนทนไม่ได้ต้องเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย ถ่ายออกมาได้นิดเดียวก็ถ่ายต่อไปไม่ได้ ออกจากห้องน้ำได้สักพัก จะรู้สึกปวดอีก ก็ต้องเข้าห้องน้ำซ้ำ อาการเหมือนอย่างเดิม คือถ่ายออกนิดเดียว ปวดมวนมาก พอหยุดถ่ายต้องนั่งพักก็ปวดอีกหยุดๆถ่ายๆ ปวดๆสลับกันอย่างนี้ตลอดวัน

แรกๆผมก็กินยา “ขับลม” ยารักษาท้องแบบสามัญทั่วๆไป ที่ทำอย่างนี้ ก็เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เคยท้องผูกมาบ้าง ท้องเสียบ้าง ก็กินยาประเภทรักษาท้องหรือยาธาตุแบบธรรมดาๆอาการก็หายไป แต่คราวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ต่อมาอาการปวดท้องก็เป็นมากขึ้น แถมเวลาถ่ายมีเมือกปนออกมามาก บางครั้งก็มีเลือดดำๆออกมา

เลือดดำๆแสดงว่าเป็นเลือดค้าง ถ้าอย่างนั้นลำไส้คงมีแผล พิจารณาดูท่าจะไม่ใช่การปวดท้องธรรมดาเสียแล้ว

อย่ากระนั้นเลย (นั่นแน่ ขึ้นต้นบทลิเกเลยเชียวเนาะ) ต้องพิจารณาและวินิจฉัยตัวเองกันอย่างละเอียดเสียแล้วว่ามันเป็นอะไรกันแน่

แรกทีเดียวคือการปวดท้อง  การปวด ท้องนี้ไม่เหมือนการปวดท้องธรรมดาไม่เหมือนอย่างตอนเรากินอาหารแซบๆรสจัด เช่น ส้มตำปลาร้าเปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ยำปลาสลิดของโปรด แล้วแถมยังต้มยำชามใหญ่ๆ เพิ่งยกมาตั้ง ควันฉุยๆก็น้ำลายไหลแล้ว

อร่อยนะครับ กินของรสจัดอย่างนั้น แต่อร่อยแล้วเสียคน คือ เกิดอาการท้องเดิน ท้องร่วงตามติดขึ้นมา นั่นแหละคือการปวดท้องแบบธรรมดา แต่ปวดอย่างหลังแบบของผมนี่ ไม่ใช่การปวดอย่างธรรมดาเสียแล้ว เพราะปวดมวนจนน้ำตาไหล แถมมีเมือกมีเลือดปนออกมาด้วย

ก็ต้องดูกันให้ละเอียดอีกนิดว่า อาการอื่นๆมีอะไรอีกหรือไม่

มีครับ มีเยอะเสียด้วย เท่าที่จำได้ก็คือ มีอาการไข้ผสมกับการปวดท้อง การปวดท้องจะสลับกับท้องผูกก่อน แล้วจึงมีอาการท้องเดิน (เห็นไหมครับ ดึงมาเข้าเรื่อง “ท้องผูก” จนได้)

ลักษณะพิเศษของท้องขณะมีอาการปวดนี้ ท้องจะโตมาก ที่โตก็เพราะท้องมีแก๊สหรือลมแน่นไปหมด รู้ได้อย่างไร เสียงมันดังโครกคราก เหมือนตอนส้วมชักโครกเสียนั่นแหละ แถมยังมีเสียงโอ้กอ้ากเหมือนชอบเรอบ่อยๆ (ไม่ใช่เพราะแพ้ท้อง เพราะผมเป็นผู้ชายมีท้องไม่ได้)

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท้องเหมือนหดยืดได้ เวลาหดจะคล้ายๆกับท้องเป็นตะคริว ตามเนื้อตามตัวก็จะปวดเมื่อย หัวหมุนโงนเงน แถมด้วยอาการเพลีย ไม่อยากลุกนั่ง ที่ผมสังเกตอาการผิดปกติมากๆก็คือ อุจจาระมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ปกติผมกินอาหารตามสูตรชีวจิต อุจจาระไม่ค่อยมีกลิ่น แต่กลิ่นเหม็นจากการป่วยคราวนี้ เป็นกลิ่นเหม็นเหมือนขยะเน่าๆ (ขอประทานโทษ สำหรับบางท่านที่อ่านเรื่องนี้ขณะกำลังรับประทานอะไรอยู่)

จากอาการต่างๆที่เล่ามานี้ผสมกับอาการป่วยแบบนี้ เมื่อสมัยเป็นเด็กๆค่อน ข้างจะแน่ใจว่าเราป่วยเป็นโรคบิดเสียแล้ว โรคบิดแบบนี้ ภาษาแพทย์ของเราดูเหมือนจะเรียกว่าบิดมีตัว (AMEBIC DYSENTERY) หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ AMEBIASIS

ที่เรียกว่า “บิดมีตัว” ก็เพราะมันเป็นเชื้อโรคซึ่งมีตัวเป็นๆ เหมือนตัวพยาธิตัวเล็กๆ เชื้อตัวนี้เป็นเชื้อมีชื่อเสียง สำหรับนักเรียนแพทย์ต้องรู้จักกันตั้งแต่เป็นนักเรียนปี 3 ปี 4 ชื่อของตัวพยาธิคือตัว AMEBA

แล้วเชื้อตัวนี้มันมาจากไหนเล่า? คำตอบทั่วๆไปก็คือเป็นเชื้อจากความสกปรก โดยเฉพาะจากอุจจาระ ในประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศยากจนก็จะโทษว่า ประชาชนถ่ายไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง เชื้อจากอุจจาระก็แผ่ขยายไปง่ายๆ จากอุจจาระก็ยาวไปถึงมือคนและถึงอาหาร น้ำ และเครื่องดื่มที่คนกินและดื่มในที่สุด

แต่ในประเทศมั่งมี หรือประเทศร่ำรวยจะมาโทษเรื่องอุจจาระของคนที่ถ่ายไม่เป็นที่เป็นทางไม่ได้ เพราะประเทศเหล่านี้มีห้องน้ำซึ่งควบคุมการถ่ายอุจจาระแบบเรี่ยราดได้ บรรดาผู้รู้ทั้งหลายในประเทศมั่งมีก็เลยไปกล่าวโทษพวกแมลงต่างๆ เช่น แมลงวัน แมลงจากผลไม้ หรือขยะซึ่งมักจะเกิดในหน้าร้อน แล้วก็แถมไปกล่าวโทษเจ้าแมลงหรือแมงตัวใหญ่ เช่น แมลงสาบ เจ้าตัวใหญ่หนวดเครายื่นยาวพวกนี้แหละเป็นตัวการในการขยายเชื้อโรคบิด

เอาละครับ จะเป็นเจ้าแมลง แมง หรืออุจจาระเรี่ยราดที่ไหนก็ตาม สรุปได้ว่ามันมีเชื้อโรคและสัตว์บางอย่างเป็นสื่อนำเชื้อโรคเหล่านี้มาสู่คน

แล้วตัวผมเองเล่า อุตริหรือ ด.จ.ร. ไปเอาเจ้าเชื้อบิดเหล่านี้มาจากไหน ชัดแจ๋วเลยครับ ไปเชียงใหม่เมื่อไหร่ ผมชอบไปเสาะหาของชอบคือผักสด ผักสดมีมากมายที่เชียงใหม่ น่ากินทั้งนั้น ผมกินหมด ทั้งยำทั้งสลัด และก่อนจะกลับ ไปร้านซุปเปอร์มาร์เกตแห่งหนึ่ง เห็นสลัดพรมน้ำสลัดแล้วน่ากินอยู่กล่องหนึ่ง ซื้อมาตั้งใจจะกินวันนั้น แต่ไม่ได้กิน ทิ้งไว้ค้างหนึ่งคืน รุ่งขึ้นจึงได้กิน ก็เสร็จเขาสิครับ คดีอย่างนี้หลักฐานแน่ชัดแน่นอน ตัดสินลงโทษได้ทันที คือให้เป็นบิด

แล้วก็ทำอย่างไรล่ะ ยาธรรมดาสามัญใช้ไม่ได้ โรคบิดอย่างนี้ใช้ได้อย่างเดียวคือ ต้องยาประเภท ANTIBIOTICS หรือยาปฏิชีวนะอย่างแรงเลย แรงขนาดลุกไม่ขึ้นเลยเชียวล่ะ

แล้วถ้าไม่ยอมใช้ปฏิชีวนะ แล้วจะทำอย่างไร ถ้าไม่ใช้ประเดี๋ยวเจ้าเชื้อมันจะลงตับ ถ้าบิดลงตับก็ไม่ต้องมาถกเถียงกันต่อไปแล้วล่ะ ไปจองวัดล่วงหน้าได้เลย

ทำไงดี เรื่องใหญ่นะครับ ขอเล่าต่อคราวหน้า.

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 29 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

“ท้องผูก” เรื่องเล็ก กลายเป็นเรื่องใหญ่ (6) “ริดสีดวงทวาร”

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/277705

22 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.
Pic_277705

 

ครั้งที่แล้วได้พูดถึงการค้นคว้าศึกษาวิจัยของโซเวียตรัสเซีย เกี่ยวกับเรื่อง “ริด สีดวงทวาร” และสถาบันพร็อคโตโลยีของรัสเซียได้สรุปไว้ย่อๆ ตอนหนึ่งว่า “ริดสีดวงทวาร” อาจจะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ผมจึงอยากจะคุยต่อเรื่อง “ริดสีดวงทวาร” และ “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ของโซเวียตรัสเซียต่อจากครั้งที่แล้วอีกหนหนึ่งนะครับ

ภาษาการแพทย์ของรัสเซียเรียก “ริด สีดวงทวาร” ว่า “โพเช็คขูอิ” (POCHECHUI) ต้องขอประทานโทษล่วงหน้าผมไม่ถนัดเรื่องภาษารัสเซียเลย อาจจะออกเสียงผิด ท่านผู้รู้กรุณาแนะนำด้วย จะขอบพระคุณมาก

ที่น่าสนใจก็คือการเรียกชื่อ “ริดสีดวงทวาร” ตามภาษาการแพทย์สากลว่า HAEMORRHOIDS นั้น ทางรัสเซียเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะคำว่า HAEM หรือสะกดแบบอเมริกันว่า HEM นั้น หมายถึงโลหิต แต่อาการของริดสีดวงทวารนั้น ไม่ได้มีแต่เลือดไหลออกจากทวารหนักอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอาการอื่นๆ ประกอบอีกด้วย เช่นมีอาการคันอย่างหนักบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ มีอาการเจ็บปวด มีอาการเส้นเลือดดำพอง มีแผลและก็มีเลือดออก

การที่มีเลือดออกนั้นก็เป็นอาการสำคัญ และมีข้อสังเกตที่ดีมาก คือ ไม่ใช่เลือดออกตามธรรมดา แต่จะมีเลือดออกต่อเมื่อท้องผูกหรืออุจจาระมีกากมาก ขณะเดียวกัน ก็จะปวดท้องและต้องเบ่งอุจจาระอย่างแรง เลือดจึงจะออก

ทางรัสเซียจึงเห็นว่า คำว่า HAEMORR HOIDS ซึ่งหมายถึงเลือดออกอย่างเดียวนั้น ไม่น่าจะถูกต้องนัก ใช้คำว่า POCHECHUI ในภาษารัสเซียน่าจะถูกต้องกว่า (แฮะ-แฮะ การเถียงกันด้วยภาษาว่า ใครดีกว่าใคร จะเกี่ยวกับลัทธิการเมืองหรือเปล่านี่ ผมไม่รู้เรื่องด้วยนา ผมเพียงแต่เอาเรื่องเบ็ดเตล็ดทางวิชาการมาเล่าให้ฟังเท่านั้น)

ใจจริงผมชอบเหตุผลทางรัสเซียที่ว่า ริดสีดวงทวารไม่ได้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จะเกิดการกลายและอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้

นอกไปจากนั้น อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ว่าจะดูเล็กน้อยอย่างไร ก็ตาม อาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำคัญถึงกับชีวิตได้ นี่แหละครับ ข้อสุดท้ายนี้ ผมขอบใจมาก เพราะจากประสบการณ์ของผมเองที่ผ่านมาเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเรื่องเล็กๆ ไม่ว่าจะเล็กอย่างไร จะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด

เมื่อปี ค.ศ.1956 ศาสตราจารย์ริชชิค, ศาสตราจารย์คูมิสเซฟ และศาสตราจารย์แอมิเนฟ ได้สร้างสูตรการรักษาริดสีดวงทวารอย่างละเอียดขึ้น (MANUAL OF PROCTOLOGY) ขึ้น ตำราการรักษาริดสีดวงทวารชนิดเรื้อรัง (CHRONIC HAEMORRHOIDS) ของรัสเซียจึงกลายเป็นตำราการรักษาริดสีดวงทวารฉบับสมบูรณ์ และเป็นที่ยอมรับกันมาจนปัจจุบันนี้

ในตำราชุดนี้ได้กล่าวอย่างละเอียดถึงการผ่าตัด วิธีผ่าตัด วิธีให้ยา วิธีใช้การบำบัดด้วยตัวเอง รวมทั้งการเตือนให้ดูแลอย่างละเอียดว่า อาการริดสีดวงทวารนั้น อาจจะเกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยหรือไม่

ต่อไปนี้คือข้อเตือนหรือข้อแนะนำเกี่ยวแก่การรักษาและการดูแล “ริดสีดวงทวาร” ซึ่งผมได้รวบรวมมาจากหลายตำรา ทั้งของยุโรปอเมริกันและรัสเซีย และยังได้แถมเรื่องประสบการณ์ของตนเองซึ่งได้ดูแลคนไข้ริดสีดวงทวารมาหลายคนด้วย

1. ถ้าเริ่มเป็นหรือทำท่าว่าจะเป็น ให้ควบคุมเรื่องอาหารให้ได้ก่อน คือ ต้องใช้อาหารที่มีกากเยอะๆร่วมกับอาหารที่มีเมือกหล่อลื่นเยอะๆ อาหารทั้งสองพวกนี้ ได้แนะนำในคอลัมน์
ชีวจิตของเราไว้หลายครั้งแล้ว ขอแนะนำซ้ำสั้นๆว่า พืชผักผลไม้ที่มีกากมาก เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี หัวปลี ตำลึง สะเดา ใบชะพลู ฯลฯ และประเภทหล่อลื่นก็เช่น กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง มันเทศ มันฝรั่ง บวบ มะละกอสุก แก้วมังกร ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

2. ถ้าเริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย ใช้น้ำมันหล่อลื่น เช่น วาสลีน ทาที่นิ้ว ล้วงทาเข้าไปถึงก้อนเล็กๆ ถ้าหาน้ำมันหล่อลื่นไม่ได้ ใช้วิตามินประเภทเป็นแคปซูลน้ำมัน เช่น วิตามินเอ อี หรือดี เจาะรูให้ลึก บีบน้ำมันทาที่นิ้ว แล้วทาที่ตัวริดสีดวงก็ได้

3. เป็นริดสีดวงทวารก็ถ่ายอุจจาระได้ ค่อยๆถ่าย ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเบ่ง ถ่ายช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน ถ่ายเสร็จแล้วทำความสะอาดด้วยน้ำล้าง อย่าไปรังเกียจ ของๆเราเองไม่สกปรกแต่อย่างใด ข้อสำคัญ ถ้าคันอย่าไปเกาเป็นอันขาด เอาน้ำมันทาเบาๆ แล้วปล่อยเขาอย่างอ่อนหวานเสียหน่อย ว่าให้ประพฤติตัวดีๆ อย่าอาละวาดทำเป็นแผลแตกออกมา

4. ระวังอย่าเพิ่มน้ำหนักตัวเองให้มากกว่าเดิม ยิ่งลดน้ำหนักได้มากยิ่งดี

5. ระวังอย่ากินของเค็มมาก

6. ทำหมอนนั่งเป็นรูปวงกลม มีช่องว่างตรงกลาง

7. ระวังถ้าเลือดออกบ่อยๆ ต้องกินวิตามิน FOLIC ACID, B 12 และเหล็ก อย่างละเม็ดทุกวัน

8. ถ้าปวดมาก แสดงว่าที่แผลเกิดเลือดเกาะเป็นลิ่ม ถ้าล้างออกเองไม่ได้ และถึงล้างได้เลือดก็ออกไม่หยุด ต้องไปหาแพทย์ด่วน

9. ถ้าเจ็บแผลมาก ไปที่ร้านขายยา ถามหาขี้ผึ้งซิงค์ อ็อกไซด์ (ZINC OXIDE) เอามาทา แผลจะบรรเทาขึ้น

10. ถ้าต้องผ่าตัด เมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้ว ควรจะนั่งแช่น้ำอุ่นประมาณ 20 นาทีทุกวัน

11. อย่ายกของหนักเป็นอันขาด

12. วิตามิน A 10,000 I.U. 1 เม็ด, B COMPLEX 100 มก. 1 เม็ด, B6 100 มก. 1 เม็ด, วิตามิน C 500 มก. 1 เม็ด, E 400 I.U. 1 เม็ด กินวิตามินเหล่านี้วันละเม็ด และอาจจะทาริดสีดวงด้วยวุ้นว่านหางจระเข้ด้วยทุกวัน แผลจะหายเร็วขึ้นแน่นอน

13. ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งแอปเปิ้ลไซเดอร์ 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 1 ครั้ง

14. ถ้าใจแข็งพอ กินหอมแดงสดๆ วันละ 3 หัว 2 เวลา เช้า เย็น

***********

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 22 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

“ท้องผูก” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ (5)”ริดสีดวงทวาร”

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/275989

15 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.
Pic_275989

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2555) ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องการออกกำลังกายกับ I.S. (ภูมิชีวิต) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติฯ

แม้ว่าหัวข้อการประชุมจะเป็นเรื่องของการออกกำลังกาย แต่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับ “ท้องไส้”นำขึ้นมาพูดด้วย

เรื่องเกี่ยวกับท้องไส้นั้น ก็บังเอิญมีเรื่องเกี่ยวกับ “ท้องผูก” ซึ่งเป็นบทความชุดที่เรากำลังคุยกันอยู่ขณะนี้

เวลาของการบรรยายมีจำกัด และเรื่องเกี่ยวกับท้องไส้ก็มีเรื่องของ “ริดสีดวงทวาร” อยู่ในหัวข้อของการบรรยาย โดยเหตุที่เวลามีไม่พอ ผมก็เลยขอยกเอาเรื่อง “ริดสีดวงทวาร” มาพูดต่อในคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” ของสัปดาห์นี้ด้วย

“ริดสีดวงทวาร” เป็นเรื่องของโรคที่แสนจะสามัญสำหรับคนไทย เรารู้จักโรคนี้มานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย จนกระทั่งถึงบัดนี้ก็เห็นจะเป็นเวลาหลายร้อยปีได้แล้วกระมัง แต่โดยเหตุที่เป็นโรคซึ่งแสนจะธรรมดา และผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ ก็ไม่มีอาการหนักหนาสาหัสจนถึงกับเรียกว่าเป็นการป่วยหนัก ผู้ป่วยก็มักจะปล่อยชีวิตของผู้ป่วยให้เป็นไปตามสบาย อย่างเช่นเคยไปทำงานตามปกติอย่างไรก็ทำอย่างนั้น บางครั้งมีเลือดออกมาบ้างเวลาถ่ายอุจจาระก็มักจะทำเฉยๆ ไว้ ถ้าเลือดออกมากก็หยุดทำงานสัก 2-3 วัน พอเลือดหยุดแล้ว ก็กลับไปทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นต้น

คิดว่ามันคงเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เรื่องเล็กๆ นี่แหละ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดเป็นมะเร็งได้ ฉะนั้น คราวนี้ก็ต้องขออนุญาตคุยเรื่อง “ริดสีดวงทวาร” เป็นเรื่องใหญ่กันเสียตอนนี้ก่อน ตัดไฟแต่หัวลมดีกว่าปล่อยให้มันเป็นเรื่องใหญ่สาหัสจนแก้ไม่ได้ อย่างนี้ดีไหมครับ

ก่อนอื่นต้องขอเริ่มด้วย เรื่องของวิชาการกันสักนิด “ริดสีดวงทวาร” เรียกเป็นภาษาแพทย์ว่า HAEMORRHOIDS ซึ่งแปลเป็นภาษาสามัญเกี่ยวแก่อาการของโรคก็คือ “การท่ีเส้นเลือดดำขยายโป่งพองที่บริเวณตอนปลายของทวารหนัก”

ต่อไปนี้ คืออาการโดยกว้างๆ ของ “ริดสีดวงทวาร”

1. มีเลือดออกทางทวารหนัก เลือดที่ออกนี้อาจจะเป็นเลือดสีแดงสดๆ อาจจะมีเพียงเล็กน้อย เช่น ตอนเอากระดาษชำระเช็ดก็มีสีแดงจางๆ ติดกระดาษออกมา หรืออาจจะมีเลือดค่อนข้างดำเป็นบางครั้งเลือดออกแบบนี้จะออกมาพร้อมกับตอนถ่ายอุจจาระ

2. รู้สึกเจ็บปวดตอนเลือดออก

3. บางทีก็รู้สึกคันๆ แถวรูทวารเป็นการคันแบบรำคาญๆ หรือบางครั้ง ไม่มีเลือด แต่จะเหมือนมีเมือกออกมา

4. รู้สึกเหมือนมีก้อนนุ่มๆ บริเวณปากทวาร บางคนจะรู้สึกว่าก้อนนุ่มๆ นี้อยู่ภายในปากทวาร อาจจะอยู่ลึกเข้าไปสัก 2-3 นิ้ว เอานิ้วล้วงเข้าไปจะสัมผัสได้ (ขอประทานโทษ อย่านึกอะไรมาก อวัยวะของเราเอง ลองตรวจดูจะได้หายสงสัย)

5. มีความรู้สึกแปลกๆ หลังจากถ่ายอุจจาระแล้ว จะรู้สึกเหมือนยังถ่ายไม่หมด ยังรู้สึกว่าจะต้องถ่ายซ้ำอีกเรื่อยๆ

สำหรับความรู้สึกแบบนี้ จะเกิดขึ้นเพราะก้อนริดสีดวงนั้นโตผิดปกติ แสดงว่าคงจะเป็นมานานพอสมควร

6. สำหรับความรู้สึกแบบข้อ 5. ข้างบนนี้ ขอแนะนำว่าคงจะต้องให้แพทย์ตรวจโดยละเอียด เพราะก้อนริดสีดวงนั้น อาจจะเป็นก้อนเนื้อร้ายได้

เอาละครับ ทีนี้เราลองมาศึกษากันถึงสาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรทำให้เกิดมีก้อนริดสีดวงที่ลำไส้ใหญ่

ผมมีเพื่อนซึ่งเป็นริดสีดวงหลายคน มีทั้งเพื่อนต่างชาติและเพื่อนคนไทย ได้มีโอกาสศึกษากับแพทย์ทั้งฝรั่งและไทย

แพทย์หลายท่าน (สมัยก่อน) มีความเชื่อว่าเกิดจากท้องผูก และเมื่อผู้ป่วยไม่ได้ถ่ายหลายวัน พอตอนจะถ่ายก็ถ่ายไม่ออก ต้องเบ่งอุจจาระอย่างแรงมากๆ จึงเกิดเป็นก้อนริดสีดวงแบบนี้

สมัยก่อนสัก 30-40 ปีที่ผ่านมานี้ ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ยังมีไม่มาก ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยเกิดความกลัวว่า ริดสีดวงทวารอาจจะไม่ใช่ริดสีดวงทวาร แต่อาจจะเป็นก้อนมะเร็งก็ได้

ความรู้สึกกลัวยังไม่มี จึงมีแต่การสรุปง่ายๆ ว่า ริดสีดวงทวารเกิดขึ้นเพราะท้องผูก และผู้ป่วยต้องเบ่งอุจจาระอย่างแรงจนเกิดเป็นก้อนริดสีดวงขึ้นมา

เห็นหรือยังครับว่า ทำไมผมถึงเอาเรื่องริดสีดวงทวารมาเข้าชุดกับเรื่อง “ท้องผูก”

ถ้าเป็นเรื่องริดสีดวงทวารเกี่ยวกับเรื่องท้องผูกจริงๆ วิธีแก้ไขก็จะพูดกันถึงต้นเหตุแท้จริงเสียก่อน แล้วจึงจะพูดถึงวิธีแก้ไขและบรรเทาอาการของริดสีดวงทวาร

แต่ตอนนี้ขอเล่าถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวแก่มะเร็งลำไส้และริดสีดวงทวารสักนิด

ความรู้ต่างๆ เกี่ยวแก่วิชาการด้านการแพทย์และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้น ส่วนมากเป็นความรู้แบบตะวันตก

ความรู้แบบตะวันตกนั้น เนื้อหาเบื้องต้นก็เป็นเนื้อหาแบบของอเมริกาและอังกฤษ

แต่เมื่อสมัยเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ผมได้ ความรู้เพิ่มขึ้นว่า วิชาการทางการแพทย์ตะวันตกนั้นของโซเวียตรัสเซียก็มีอยู่อย่างมากมาย

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะครับขอ

บอกไว้ก่อน ความรู้ทางวิชาการเป็นของสากล ไม่เกี่ยวกับการเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ หรือกลุ่มการเมืองแบบอื่นๆ

อย่างเรื่องของริดสีดวงทวารและเรื่องอาการป่วยทางช่องท้องและลำไส้ ผมได้พบว่า การศึกษาในด้านนี้ของโซเวียตรัสเซียได้ศึกษากันอย่างละเอียดและลึกซึ้งมาก

เขาได้แบ่งสาขาการศึกษาและวิจัยเรื่องลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะ และได้ตั้งเป็นสถาบันเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่า สถาบัน PROCTOLOGY เกี่ยวแก่รูทวารหนัก และเกี่ยวกับส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ (ANUS, RECTUM และ SIGMOID) โดยเฉพาะเลย

การศึกษาเฉพาะส่วนเช่นนี้ โซเวียตรัสเซียทำได้ลึกซึ้งมาก จนมีข้อสรุปได้ว่า ริดสีดวงทวารทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ (เฉพาะบางรายเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ทุกราย)

มีข้อสรุปน่าสนใจหลายข้อ ขออนุญาตพูดถึงรายละเอียดสักนิดคราวหน้า และจะพูดถึงวิธีแก้และรักษาริดสีดวงทวารไปพร้อมกันเลย

แต่ก่อนจะถึงรายละเอียดคราวหน้า ขอให้จำต้นเรื่องคราวนี้ไว้รวมกันคราวหน้าด้วยนะครับ

อ้อ ครั้งที่แล้ว ยาแก้ปวดสะกดผิดไปนิดหนึ่งครับ คำเต็มๆคือ “ IBUPROFEN” ขาดตัว I นำหน้าไป กรุณาแก้ให้ถูกต้องด้วย.

***************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 15 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

“ท้องผูก” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ (4)”COLITIS” หรือ “IBS”

Published กรกฎาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/274162 

8 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_274162

ตอนนี้ยังเป็นตอนเล็กๆของ “ท้องผูก” อยู่ครับ

“ท้องผูก” ตอนเล็กๆตอนนี้ไม่ใช่ท้องผูกอย่างเดียว แต่ยังมีอาการรวมเรื่องท้องแบบอื่นๆมาผสมด้วย เช่น ท้องผูกสลับกับท้องเดิน และยังแถมมีอาการปวดท้องแบบแปลกๆ อยู่ๆก็ปวดขึ้นมาแล้ว อาการปวดก็หายทันที หรือพอถ่ายอุจจาระออกมาได้ก็หายปวดเป็นปลิดทิ้ง

อาการปวดแบบนี้จึงแตกต่างกว่าอาการท้องผูกทั่วๆไป จึงมีชื่อเรียกอีกแบบหนึ่งว่า IRRITABLE BOWEL SYNDROMES เรียกย่อๆว่า IBS

เมื่อครั้งที่แล้วได้อธิบายคำว่า SYND ROME ไว้แล้ว คือมันจะมีอาการหลายๆ อาการมารวมกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ จึงเรียกว่า “อาการรวม” หรือ SYNDROME

ได้ย้อนไปถึงเรื่องเก่าตอนที่แล้ว เพียงแค่นี้คงพอจะนึกออกแล้วใช่ไหมครับว่า เรากำลังพูดถึงอาการปวดท้องแบบแปลกๆของ “ท้องผูก” อีกแบบหนึ่งคือ “โคไลทิส” หรือชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “IBS”

วันนี้จะขอพูดถึงอาการของ “โคไลทิส” ว่า จะร้ายแรงมากกว่าปกติ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบปฏิบัติตัวแบบ “คนใจอ่อน” ดังต่อไปนี้

1. คุณเป็นคนที่วิตกกังวลหรือเป็นคนที่เครียดง่ายๆบ้างหรือเปล่า

2. คุณติดบุหรี่มากหรือเปล่า (มากกว่าหนึ่งซองต่อวันขึ้นไป)

ตาม “ความเป็นคนใจอ่อน ” เพียง 2 ข้อข้างบนนี้ ศาสตราจารย์ เจมส์ โรดส์ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ของแคนซัส ซิตี้ กล่าวว่า อาการ IBS ของคุณจะหนักหนาสาหัส เพราะ “อาการใจอ่อน” เพียง 2 ข้อนี่ก็เหลือเฟือเหลือเกินแล้ว สำหรับคนเป็นโรค IBS

ศาสตราจารย์เจมส์ โรดส์ ผู้นี้เป็นแพทย์ชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งศึกษาและวิจัยเรื่องอาการป่วยของท้อง- ลำไส้ว่า เกี่ยวข้องกับความเครียดอย่างมากมาย เกี่ยวข้องจนแยกไม่ออกว่าอาการ การปวดท้องทำให้เครียด หรือความ เครียดทำให้เกิดอาการทาง IBS กันแน่

ลองดูการปฏิบัติตัวเอง “แบบคนใจอ่อน” ของคุณ ข้อต่อไปนะครับว่าเข้ากับนิสัยตนเองหรือเปล่า

3. คุณเป็นคนชอบกินอาหารทะเลเฉพาะอย่างจนเป็นนิสัยหรือเปล่า

ผมเคยสังเกตเพื่อนที่สนิทบางคนที่เป็นโรค IBS แบบนี้ เขาติดรสอาหารบางอย่างเป็นประจำ เช่น กินขนมจีน เวลาเดินทางไปที่ไหนไกลๆ ลงจากรถปั๊บจะต้องเที่ยวเดินหาร้านขนมจีน

เจอะร้านขนมจีนแล้ว เขาก็จะกินเอาๆ เลือกน้ำยา-แกงเผ็ด หลายๆแกงราดขนมจีนจนน้ำยาล้นปรี่แถมด้วยใส่พริกป่นหลายช้อน

กินเสร็จไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องเข้าห้องน้ำ ถ่ายเหลวๆออกมา รุ่งขึ้นต่อมาอีก 3-4 วัน ก็ท้องผูก

ท้องเดินและท้องผูกสลับกันอย่างนี้ตลอดทั้งปี พอจะนึกออกไหมครับว่า ชีวิตของเพื่อนคนนี้จะลงเอยอย่างไร

4. คุณกินเหล้า-เบียร์ เป็นประจำหรือเปล่า

5. คุณกินยาบางอย่างเป็นประจำ เช่น ยาถ่ายสลับกับยาลดกรด

6. รู้สึกเพลียหรือหมดแรงง่ายๆ บางวันกลับจากที่ทำงานตั้งแต่บ่าย ถึงบ้านลงจากรถไม่ได้ (มีคนขับรถให้) ปรากฏว่าอยู่บนรถก็หลับปุ๋ยไปเสียแล้ว

7. ไม่เคยออกกำลังหรือเล่นกีฬาอะไรเลย

เฮ้อ! นี่คืออาการหรือรูปแบบชีวิตของคนกรุงเทพฯ หลายคน ชีวิตประจำวันเขาเป็นอย่างนี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านเหล่านั้นรู้ว่าชีวิตประจำวันแบบนั้นไม่ดีเลย แต่เขาก็แยกตัวเองออกจากชีวิตแบบนั้นไม่ได้

“เพราะความอ่อนแอ” ของตนเอง และความที่หวาดกลัวต่อปัญหาเล็กๆน้อยๆนั้นมีมากอย่างเหลือเกิน ไม่กล้าสู้หน้า ไม่กล้าแก้ไข ได้แต่ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับอาหารการกินแบบชุ่ยๆ แถมด้วยการสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ ติดยาเสพติด เครื่องดองของเมา

ที่ใช้คำว่า “เฮ้อ” กับเพื่อนๆเหล่านี้ ก็เพราะผมได้พยายามชักจูงเพื่อนเหล่านี้ ให้พยายามทำตัวให้เป็นคน “ใจแข็ง” มามากมาย พอจะสรุปสั้นๆว่า “ไม่สำเร็จ”

ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ทำให้เครียดตลอดเวลา แทน ที่จะสู้กับปัญหาก็กลับหนีหน้าไปหลบมุมเงียบๆกับการกินและยาเสพติด

เอาละครับ ผมเคยเสวนาปรึกษาหารือกับเพื่อนๆและแพทย์อาวุโสหลายคน ท่านเหล่านี้เห็นว่า ผู้ป่วยใจอ่อนเหล่านี้ปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องให้อยู่กับกลุ่มแพทย์พยาบาล เพื่อช่วยเหลือและจูงใจเป็นอันดับแรก

ต่อจากนั้นต้องควบคุมการปฏิบัติตัวเองอย่างเคร่งครัด ถ้ามีศูนย์บำบัดก็ต้องเอาตัวเข้าศูนย์บำบัดและควบคุมตัว ให้กำลังใจ และควบคุมการปฏิบัติตัวทุกฝีก้าวอย่างเข้มงวดไม่ให้คลาดสายตาได้ แล้วก็ให้ควบคุมการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

1. ให้ดื่มน้ำเยอะๆ การดื่มน้ำต้องควบคุมให้สอดคล้องกับการกินอาหารที่มีกากมากๆ

2. งดอาหาร เครื่องดื่มประเภทนม เนย งดอาหารประเภทมันมากๆ พร้อมกันไปด้วย

อาหารมันๆเหล่านี้ ตกถึงท้องคนไข้เมื่อไหร่ จะย่อยไม่ได้เลย

3. ให้คนไข้อยู่สงบและพักผ่อนมากๆ ว่างเมื่อไหร่หาสมุดประจำตัวให้สักเล่ม มีปัญหาเรื่องความเครียด-ความวิตกกังวลอะไร ให้คนไข้บันทึกลงสมุดเป็นข้อๆ

ปัญหาแต่ละข้อจะต้องให้แพทย์พยาบาลประจำตัวปรึกษาหารือและให้คำแนะนำวิธีแก้ไข ปฏิบัติตัวเคร่งครัดตลอดเวลา

4. งดของกินเล่นประเภทถั่วและอาหารกรอบๆมันๆเค็มๆ ของกินเล่นเหล่านี้จะสร้างลมหรือแก๊สในท้อง ห้ามเด็ดขาดไม่ให้กินเลย

5. เครื่องดื่มของเมาบางอย่างร้ายแรงมากกว่าสำหรับคนบางคน เช่น เบียร์รสอร่อยๆนั้นหมักมาจากพวกข้าว หรือไวน์บางตัวก็มีพวกฝาดๆ (TANNIN) มาก เป็นอันตรายต่อกระเพาะและระบบย่อยโดยตรง

จริงๆแล้วควรห้ามเหล้ายาเด็ดขาด แต่บางคนติดเหล้ายามากๆ ถ้าเลิกทันทีจะเกิดอาการ “เสี้ยน” ฉะนั้น ควบคุมค่อยลดอาหารเครื่องดื่มเสพติดเหล่านี้ ไม่ควรใช้วิธี “หักดิบ”

6. คนไข้บางคนต้องการยาแก้ปวด โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ถึง “วัยทอง” ยาแก้ปวดแบบเบาๆ ไม่มีอันตราย ขอแนะนำ (BUPROFEN) 1 เม็ด (200 มก.) เช้า-เย็น ยาแก้ปวดแบบเบาๆตัวนี้ ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป.

************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 8 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

“ท้องผูก” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ (3) “COLITIS” หรือ “IBS”

Published กรกฎาคม 4, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/272383

1 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_272383

ได้จาระไนเรื่อง “ท้องผูก ”ธรรมดาๆ มา 2 ตอนแล้ว ถือว่าความรู้เริ่มต้นเรื่อง “ท้องผูก” ที่ผ่านมาเป็นความผิดปกติซึ่งไม่ยากเย็นที่จะแก้ไข และเราก็ได้คุยกันถึงวิธีแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว

คราวนี้ขอเริ่มด้วย “ท้องผูก” แบบไม่ธรรมดา ซึ่งจะมีตัวอย่างที่เราจะคุยกันได้และจะทราบถึงวิธีแก้ไขซึ่งไม่ยากนัก

ที่ว่า “ไม่ยาก” นี่แหละสำคัญมากนะครับ เพราะถ้าเรา “จับ” สาเหตุได้ตั้งแต่แรก ก็แก้ได้ไม่ยาก

แต่ถ้าไม่ทราบสาเหตุและคิดว่าไม่สำคัญ เรื่องเล็กก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ดังที่ได้ตั้งหัวข้อไว้ตั้งแต่ต้นนั่นแหละครับ

“ท้องผูก” แบบแปลกคราวนี้ก็เริ่มด้วย ชื่อทางการแพทย์เลยครับ คือ “COLITIS” (อ่านว่า โคไลทิส)

ตามประวัติชื่อนี้เป็นชื่อแบบโบราณ ซึ่งถ้าหากจะแปลตรงๆตัว ก็หมายความว่า “ลำไส้ใหญ่อักเสบ”

แต่มาถึงสมัยนี้ อาการลำไส้ใหญ่อักเสบไม่ได้มีเพียงอาการเดียว แต่กลับมีอาการหลายๆอย่างมาผสมกัน จน กระทั่งแพทย์บางท่านหรือบางกลุ่มเรียกอาการของ “โคไลทิส” ว่า ซินโดรม ท่านก็เลยเรียกชื่ออาการผสมนี้ว่า  “IRRITABLE BOWEL SYNDROMES” หรือ IBS

คำว่า IRRITABLE แปลตรงๆตัวก็คือ ระคายเคือง BOWEL ก็หมายถึง ท้องไส้ ส่วน SYNDROME นั้น ผมเคยอธิบายไว้หลายครั้งแล้วว่า หมายถึง อาการต่างๆหลายอาการมารวมกันจนกระทั่ง แพทย์ไม่อยากจะชี้ชัดลงไปว่า คือโรคนั้นโรคนี้ ก็เลยเรียกกันง่ายๆ ว่า “อาการรวม” ซึ่งก็คือ SYNDROME นั่นแหละครับ

เพราะฉะนั้น คุณจะชอบชื่อเก่าโบราณ คือ “โคไลทิส” หรือชื่อรวมแบบใหม่ว่า “IBS” ก็แล้วแต่จะชอบก็แล้วกันนะครับ

ขอเล่าถึงอาการต่างๆ ของโคไลทิสไว้ดังนี้

1. มีอาการปวดท้องตรงด้านกลางๆท้อง หรือบางทีก็ปวดด้านข้าง ที่แปลกก็คือ บางทีมันก็ปวดด้านล่างของท้อง แปลว่าการปวดนี้จะปวดได้ทั่วบริเวณท้อง

2. อาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ถ้ายังปวดอยู่ แต่พอได้ถ่ายท้อง อาการปวดก็จะหายไปทันที

3. บางครั้งจะมีอาการคลื่นไส้เข้ามาร่วมด้วย

4. ท้องมักจะอืด และท้องโต เพราะในท้องจะมีลมหรือแก๊สมาก

5. มักจะมีอาการท้องเดินหรือท้องผูกสลับกัน

โดยเหตุที่มีอาการท้องผูกร่วมด้วยนี่แหละครับ ผมจึงได้เอาเรื่องโคไลทิสนี้มารวมกันไว้กับเรื่อง “ท้องผูก” ด้วย

6. จะมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย และเพราะอาการเบื่ออาหารนี้แหละครับ จะทำให้น้ำหนักลดและเมื่อลดแล้วก็ยากที่น้ำหนักจะขึ้น

7. บางครั้งการถ่ายอุจจาระจะมีเลือดออกมาด้วย เลือดออกนี้ไม่ได้ออกมามากมาย แต่ออกเป็นบางครั้ง และไม่ใช่จะออกทุกคนนะครับ

8. หลายท่านที่แพทย์ลงความเห็นว่าเป็น IBS เมื่อทดสอบอาการต่างๆรวมกันหมดแล้ว จะพบว่าผู้ป่วยมีอาการทางประสาทด้วยอาการประสาทนี้จะออกมาในด้านของความเครียด ความกังวล

9. อาการที่สังเกตได้ง่ายอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็คือตื่นเต้นง่าย พูดจาไม่ค่อยปะติดปะต่อ มักจะกระโดดข้ามไปเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ

10. ผู้ป่วยแบบนี้แพทย์บางท่านจะสรุปว่าเป็นคนสมาธิสั้น ถ้าให้ทำงานรับผิดชอบเรื่องยาวๆ หรือเรื่องสำคัญๆ ก็มักจะทำไม่จบหรือไม่สำเร็จเพื่อนๆแฟนชีวจิตกรุณาสังเกตอาการต่างๆเหล่านี้ให้ดีนะครับ
ที่ว่าสังเกตให้ดีนั้น ก็เพราะเราเคยพูดเคยบรรยายร่วมกับเพื่อนๆชีวจิตมาหลายครั้งหลายคราวแล้วว่า  เราต้องตรวจดูตัวเราเองอยู่เสมอ

จำได้ไหมครับว่า ผมเคยพูดมาตั้งนานแล้วว่า “หมอที่ดีที่สุดและเก่งที่สุดนั้นก็คือตัวคุณเอง”

เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าโคไลทิสหรือ IBS ก็ตามที ก็จะเห็นว่าอาการป่วยของผู้ป่วยแบบนี้นั้นเป็นอาการรวมของทั้งกายและใจ

โดยเหตุนี้ตามแนวทางของชีวจิต เมื่อป่วยเป็นอะไรก็ต้องหาต้นเหตุของการเจ็บป่วยนั้นให้ได้

ในกรณีโคไลทิส หรือ IBS นี้ อาจจะหาสาเหตุแท้ๆยาก เพราะมีสาเหตุทั้งกายและทางใจ

ทางกายนั้น เจ้าตัวจะรู้ดีว่า มันปวดอย่างไร ปวดตรงไหน ปวดตอนไหนหรือเวลาไหน ถ้าทางกายอย่างนี้เจ้าตัวพอจะหาหรือสำรวจดูตัวเองได้ไม่ยากนัก

และกุญแจสำคัญที่ทำให้ตัดสินได้ก็คือ อาการปวดนี้จะหายไปเมื่อเวลาที่คุณถ่ายอุจจาระได้แล้ว

ถ้าอาการปวดหายไปได้อย่างนี้ ผสมกับอาการอื่นๆที่ได้ระบุมาแล้ว คุณสามารถจะบอกตัวเองได้ว่า น่าจะเป็นโคไลทิสหรือ IBS

ทีนี้ก็มาถึงอาการทางใจ คุณเครียดหรือเปล่า กังวลมากหรือเปล่า หรือมีปัญหาทางใจ แบบ “พูดไม่ออก ได้แต่กลอกหน้า” หรือเปล่า

ถ้าอยู่ในสภาพอย่างนี้ อย่าเพ่อตกใจ เพราะคิดว่าเราแย่แล้ว ไม่รู้จะพูดกับใคร หรือไปปรึกษากับใครได้

ไม่เป็นไรครับ ใจเย็นๆ นั่งเงียบๆแล้วตั้งสติ จะสวดมนต์เสียหน่อยก็ได้ เพื่อให้ใจสงบ แล้วคุณพิจารณาตัวคุณหรือใจคุณให้ดี

คุณจะมองเห็นปัญหา และคิดวิธีแก้ปัญหาได้

คราวหน้าเราจะคุยกันอีกครั้งหนึ่ง เรื่องปัญหาทางใจและวิธีแก้ปัญหา.

************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 1 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

“ท้องผูก” เรื่องเล็ก กลายเป็นเรื่องใหญ่(2)

Published มิถุนายน 25, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/270573

24 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_270573

สำหรับตอนที่ 2 นี้ คงจะต้องคุยกันถึงสาเหตุที่ทำให้ท้องผูกกันเสียก่อน

อยากจะแบ่งสาเหตุที่ทำให้ท้องผูกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ การท้องผูกอย่างธรรมดาๆ สามัญ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มท้องผูกซึ่งเกิดจากต้นเหตุซึ่งค่อนข้างจะลึกซึ้งและซับซ้อน บางเคสของท้องผูกนั้น ถ้าเกิดขึ้นกับเราเอง เราจะนึกไม่ถึงและอาจจะตกใจจนคุมสติไม่อยู่ด้วยซ้ำ

ขอพูดถึงสาเหตุกลุ่มแรกก่อน

1. การดื่มน้ำ คุณดื่มน้ำไม่พอหรือน้อยเกินไปหรือเปล่า อาหารที่เรากินเข้าไปนั้น เมื่อย่อยแล้ว เราต้องการน้ำเข้าไปช่วยในการย่อย และช่วยในการเคลื่อนที่ของกากอาหารจากกระเพาะสู่ลำไส้เล็ก และจากลำไส้เล็กไปสู่ลำไส้ใหญ่

ถ้าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป การย่อยและการเคลื่อนไหวของกากอาหารจะเป็นไปด้วยความลำบาก ตามสูตรชีวจิต เราแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว ถ้าจะดื่มน้ำให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ควรจะดื่มน้ำหลังอาหารสักครึ่งชั่วโมง

ที่เคยเห็นมาบางคนกินอาหารแต่ละมื้อเร็วเหลือเกิน ใช้วิธีกินเหมือนขย้ำๆเอา ไม่สนใจเรื่องรสชาติ พอกินข้าวเสร็จก็ดื่มน้ำอั้กๆ เหมือนคนกระหายน้ำเพราะไปหลงอยู่กลางทะเลทรายมาหลายวัน

ดื่มน้ำอย่างนั้นจะทำให้อาหารไม่ย่อย ยิ่งบางคนชอบดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมหลังอาหาร ความหวานและความเย็นของเครื่องดื่ม จะทำให้โปรตีนและไขมันที่คุณรับประทานก่อนดื่มน้ำนั้นกลายเป็นไขมันแบบเข้มข้น (CURD) ทำให้อาหารย่อยไม่ได้

นอกจากนั้นการดื่มน้ำทันทีหลังอาหาร ยังทำให้น้ำย่อยอาหารเจือจาง การย่อยอาหารจึงย่อยได้ไม่หมด ทำให้อาหารเกิดบูดในท้องกลายเป็นทอกซิน

ฉะนั้นจึงควรดื่มน้ำหลังอาหารอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมง

2. อาหารที่มีกาก ลองสำรวจดูอาหารที่คุณกิน คุณกินอาหารตามแฟชั่น คือ เนื้อ นมไข่ มากเกินไปหรือเปล่า ถ้าชอบอาหารแบบนั้น คุณก็มักจะลืมอาหารที่มีกาก ซึ่งจำเป็นสำหรับการขับถ่าย ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวแดง มีทั้งกาก แร่ธาตุ และวิตามิน อย่าลืมของดีที่อยู่ใกล้ตัว

นอกจากนั้นก็อย่าลืมผัก ของสำคัญที่มีกาก เช่น ผักบุ้ง คะน้า บรอกโคลี กะหล่ำปลี ตำลึง สะเดา หัวปลี หน่อไม้ ฯลฯ ผักเหล่านี้นอกจากจะมีกากแล้ว ยังมีวิตามิน แร่ธาตุ ตามธรรมชาติเหลือเฟือ

แล้วก็อย่าลืมอาหารประเภทเหลวๆ และช่วยหล่อลื่นให้กากอาหารเคลื่อนไหวออกนอกบ้านได้สะดวก พวกหล่อลื่นก็เช่น ฟักทอง มันฝรั่ง มันเทศ บวบ กระเจี๊ยบเขียว ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

3. การเคลื่อนไหว วันทั้งวันคุณทำงานอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ไปไหนมาไหนก็ต้องขึ้นลิฟต์ นั่งรถยนต์ คุณลืมไปแล้วหรือว่า ธรรมชาติสร้างให้คุณเกิดมาเพื่อทำงาน ไม่ใช่นั่งหรือนอนเฉยๆ

ทำงานก็ต้องเคลื่อนไหว นั่นก็คือ การออกกำลังโดยธรรมชาติ จำเป็นต้องเดินก็เดิน อย่าขี้เกียจ อยากให้สนุกและออกกำลังตามธรรมชาติด้วย ก็ลองเล่นกีฬาเป็นประจำ ชีวิตคุณก็จะสดใสขึ้น แข็งแรงขึ้น และการขับถ่ายก็จะดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

แต่บางท่านโชคไม่ดี พิการหรือป่วยเรื้อรัง ต้องอยู่บนเตียงตลอดเวลา คงต้องหาคนช่วยพยุง ช่วยพลิกตัว หรือถ้าเป็นไปได้ก็ให้นั่งและเคลื่อนไหว หรือดึงตัวอยู่บนเตียง ก็ช่วยการขับถ่ายให้ดีขึ้นอีกเหมือนกันครับ

4. คุณกินยาอะไรเป็นประจำหรือเปล่า ยาหลายอย่างเป็นยาซึ่งหาซื้อได้ง่ายๆตามร้านขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ อย่างเช่น ยาแก้ปวด ยาลดกรดในกระเพาะ ยาแก้ไข้ หรือยาถ่าย ยาระบาย ฯลฯ เหล่านี้ ถ้าคุณกินเป็นประจำ จะมีผลต่อการขับถ่ายของคุณ โดยเฉพาะบางท่านไม่ถ่ายวันสองวันก็เริ่มกินยาถ่าย

ถ้ากินบ่อยๆ ยาพวกนี้จะทำให้ต่อมหรือเซลล์ในลำไส้ใหญ่ไม่ทำงาน การขับถ่ายของคุณก็เกิดผิดปกติ นั่นก็อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาทำให้เกิดท้องผูกได้

5. คุณชอบผัดผ่อนเวลาถ่ายปกติของคุณ สมมติว่าเคยถ่ายตอนเช้าเวลาหกโมงทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งมีธุระต้องออกจากบ้านแต่เช้า เลยไม่ได้ถ่าย รุ่งขึ้นก็มีธุระอีก คุณก็เลยผลัดเวลาถ่ายของคุณไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เกิดอาการ “สวยงาม” แก่ร่างกายคุณ คือ นอกจากจะต้องผูกแล้วยังพุงโตอีก เพราะลมและของหนักๆรวมตัวกันอยู่ในท้องของคุณ

ทั้ง 5 ข้อ ที่กล่าวมาข้างบนนี้ เป็นสาเหตุธรรมดาๆที่ทำให้เกิดท้องผูกแบบไม่ลึกซึ้งอะไร ถ้าคุณจะแก้ก็แก้ที่สาเหตุ ซึ่งจะช่วยให้หายจากอาการท้องผูกได้ไม่ยากนัก

แต่ถ้าคุณไม่แก้ ท้องผูกธรรมดาๆก็จะกลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง

ท้องผูกแบบเรื้อรัง ก็จะทำให้เรื่องของท้อง ซึ่งทางชีวจิตถือว่าเป็นระบบที่สำคัญที่สุดของ I.S. เกิดกบฏต่อสุขภาพของตัวเองขึ้นมา

อย่างเช่น กลิ่นปาก กลิ่นตัว ซึ่งแต่เดิมๆไม่มีกลิ่น ก็จะเกิดไม่พึงประสงค์ ลองสังเกตดูอาการประหลาดของแฟนคุณก็ได้ เดิมเขาชอบเข้าใกล้คุณ ชอบดมกลิ่นตัวของคุณ อยู่ๆเขาก็ทำหน้าเบ้ ยืนห่างจากคุณไป 3 วา นั่นก็เพราะกลิ่น “ท้องผูก” ของคุณ

อาการอื่นๆก็อย่างเช่น ปวดหัว ผายลมบ่อยๆ เหนื่อย เพลียง่าย บางคนก็แถมริดสีดวงหรือแผลที่ทวารหนักขึ้นมาอย่างโก้ๆก็มี

ตามประวัติบางคนเกิดไส้ติ่งอักเสบถึงกับต้องผ่าตัด แถมยังตามด้วยการนอนไม่หลับ และร่างกายก็อ้วนเอาๆ ที่น่องก็เกิดอาการเส้นเลือดขอดตามขึ้นมาอีกด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างบน เป็นอาการที่ปรากฏอยู่ในประวัติคนมีอาการท้องผูก ซึ่งเป็นอาการแบบธรรมดาๆ

อาการไม่ธรรมดา แต่กลายเป็นท้องผูกแบบลึกซึ้ง และกลายเป็นการเจ็บป่วยสาหัสร้ายแรงก็มีอีกเยอะ แต่กลุ่มร้ายแรงนี้ จะขอพูดถึงในคราวหลัง

ตอนนี้ขอยกตัวอย่างของอาการร้ายแรงจากโรคท้องผูกเสียสักนิด

ท้องผูกธรรมดาจะกลายเป็นท้องผูกร้ายแรง ก็จะเกิดอาการอย่างเช่น เกิดโรคไทรอยด์ ทำงานผิดปกติ (HYPOTHYROIDISM) แคลเซียมสะสมเป็นพิษ (HYPOGLYCEMIA) ไตวาย มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งลำไส้ใหญ่

อย่างนี้จะร้ายแรงมากไหมครับ โดยเฉพาะเรื่องมะเร็งลำไส้ ผมได้เห็นตัวอย่างจากหลายคน เวลาเกิดอาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น ท้องผูก มันจะ “ผูก”มาแล้วเป็นเวลานาน กว่าจะกลายเป็นมะเร็งได้ก็กินเวลาหลายปี

แล้วตลอดเวลาหลายปีนั้น คุณทำอะไรอยู่ คุณก็มักจะนึกว่ามันเป็นนิดๆหน่อยๆ กินยาถ่ายเสียหน่อย เดี๋ยวก็หาย

แต่มันก็ไม่เคยหาย จากท้องผูกเล็กน้อย กลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง จากเรื้อรังก็กลายเป็นมะเร็งได้ด้วยประการฉะนี้

คราวหน้าจะพูดถึงการแก้อาการท้องผูกเรื้อรัง

สำหรับข้อสรุปวันนี้ ขอสรุปเรื่องคอร์สสุขภาพ ซึ่งแฟนๆหลายท่านถามมา คราวนี้เอาจริงแน่นอน และเราจัดขึ้นตามคำเรียกร้องของแฟนเก่าจริงๆ

คอร์สสุขภาพชีวจิตแบบสมบูรณ์

พบกับอาจารย์สาทิสและคณะผู้เชี่ยวชาญการจัดคอร์สสุขภาพจากอัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ที่คอร์สสุขภาพและ BMU สมบูรณ์แบบ ที่รีสอร์ตเมืองกาญจน์ฯ ตั้งแต่วันพฤหัสฯที่ 28 มิถุนายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม รวม 4 วัน

ต้องตัดสินใจด่วนนะครับ โทร. 08-6340-5342 และ 09-0197-8312.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 24 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

ท้องผูก-เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ (1)

Published มิถุนายน 20, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/268739

17 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_268739

ครับ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ พูดกันเป็นกฎหรือทฤษฎีสั้นๆ ตอนนี้ ไว้ก่อนได้เลยว่าความผิดปกติทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องท้องนั้น เป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น

ฉะนั้น เรื่อง “ท้องผูก” ซึ่งใครๆก็เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กนั้น เผลอแผล็บเดียว มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดเป็นเรื่องของความเป็นความตายเกี่ยวแก่ชีวิตของคุณได้เลย

จึงขอแจ้งต่อบรรดาเพื่อนๆ โดยเฉพาะแฟนประจำของชีวจิตไว้ตั้งแต่ตอนนี้ว่า เรื่องของ “ท้องผูก” เป็นเรื่องใหญ่ จะต้องเขียนติดต่อกันหลายตอน ฉะนั้น ขอให้คุณตัดบทความแต่ละตอนเก็บไว้ตั้งแต่บัดนี้

ได้ทราบมาว่า บางท่านไม่ชอบอ่านเรื่องยาวๆ ผมเองก็ไม่ชอบเช่นกัน แต่เรื่องบางเรื่องเกี่ยวแก่สุขภาพและการแพทย์นั้น จะเขียนสั้นๆให้จบในตอนเดียวนั้นไม่ได้ หน้ากระดาษจำกัด จึงจำเป็นต้องแบ่งเขียนเป็นหลายตอน

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมก็จะพยายามเขียนแต่ละตอนให้จบในตัว และเพื่อประโยชน์โดยตรงของคุณผู้อ่าน จึงขอให้ท่านตัดแต่ละตอนเก็บไว้ เมื่อเขียนจบเรื่องแล้ว แต่ละท่านคิดว่า ยังมีปัญหาซึ่งจะหาคำตอบไม่ได้ เราก็จะได้แนะนำวิธีแก้ไขกันเป็นส่วนตัวได้ และก็จะเข้าใจวิธีแก้ไขส่วนตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาจนเกินไป เพราะคุณจะมีความรู้พื้นฐานจากแต่ละตอนที่ผมเขียนไว้ก่อนแล้ว

เอาละครับ ต่อไปนี้เราจะ “คุย”กันถึงเรื่อง “ท้องผูก” ได้แล้ว

ผมชอบใจคำว่า “ท้องผูก”ภาษาไทยของเราเหลือเกิน ไม่ทราบว่าใครเป็นคนบัญญัติศัพท์คำนี้ ถ้าทราบก็จะต้องหาโอกาสไปกราบขอบพระคุณท่านที่คิดศัพท์คำนี้ออกมาได้สวยงามและเหมาะสมกระจ่างแจ้งดีเหลือเกิน

ลองนึกถึงภาพ คำว่า “ท้องผูก” ดูซิครับ ท่านจะเข้าใจถึงสภาพความผิดปกติของท้องไส้ได้ทันทีเหมือนผมไหม?

นั่นซีครับ ลองนึกถึงภาพของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นตัวสำคัญของการถ่ายอุจจาระ คุณลองยืดลำไส้ใหญ่ของคุณให้ยาวออกมาเต็มที่ ถ้าคุณ สูงเท่าไหร่ ลำไส้ใหญ่ของคุณก็ยาวประมาณนั้น (สมมติว่าคุณสูง 160 ซม. ลำไส้ใหญ่ของคุณเมื่อยืดออกมาเต็มที่ ก็จะยาวประมาณนั้น)

เมื่อรู้ถึงความยาวลำไส้ใหญ่ของคุณแล้ว คุณเอาเชือกไปผูกมันไว้ทำไม ผูกจนกระทั่งว่า คุณถ่ายไม่ออก เบ่งจนหมดแรง หน้าแดงเหมือนกวนอูเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมออก

เห็นภาพตอน “ท้องผูก” แล้ว คำๆนี้ยังแสดงลึกซึ้งต่อไปอีกว่า “ท้องผูก” ไม่ใช่โรค หมายความว่า คุณไม่ได้ “ท้องผูก” เพราะคุณไปติดเชื้อโรคที่ไหนมา แต่คุณ “ท้องผูก” เพราะพฤติกรรมของคุณเอง

พูดอีกอย่างก็คือว่า “ท้องผูก” เพราะคุณไปผูกลำไส้ของคุณไว้เอง คุณจึงกลายเป็นกวนอูหน้าแดงถ่ายเท่าไหร่ก็ไม่ออก

เอาละครับ ต่อไปนี้เรามาสำรวจตัวเอง ลองตอบคำถามเกี่ยวแก่การถ่ายของคุณสักนิด

1. คุณเป็นคนที่ถ่ายอุจจาระวันละหนึ่งครั้ง “ทุกวัน” หรือเปล่า?!!!!!

ถ้าคำตอบของคุณว่า “ใช่” โอ้โฮ! ขอกอดคุณที (ถ้าคุณเป็นผู้ชายนะ หรือถ้าเป็นผู้หญิง อยากให้ผมกอด ผมก็จะกอดอย่างลูกหลาน) กอดเพื่อแสดงความยินดี ว่าคุณเป็นคนสุขภาพดี และในขณะเดียวกันก็แสดงว่า คุณเป็นคนมีระเบียบวินัยดี เป็นคนเคร่งครัดต่อตัวเอง ถึงเวลากินก็กินอย่างระมัดระวัง (ตามสูตรชีวจิต) และถึงเวลาถ่ายก็ถ่ายอย่างสบายโล่งโถง เบาเนื้อเบาตัว คุณเป็นคนโชคดีมากครับและถ้าเผื่อคุณเป็นคุณผู้หญิง ถ่ายได้วันละครั้งเป็นปกติ นอกจากคุณจะเป็นคนสุขภาพดีแล้ว คุณก็จะเป็นคนสวยด้วย ผิวพรรณหน้าตาเปล่งปลั่ง และถ้านอกจากจะถ่ายวันละครั้งเป็นปกติแล้ว คุณยังเป็นคนชอบเล่นกีฬาทุกวัน

วิเศษจริงๆครับ คุณเป็นคนสุขภาพดี หน้าตาผิวพรรณสวยงาม แล้วยังมีรูปร่างได้สัดได้ส่วน สวยทั้งภายนอกภายใน ส่งเข้าประกวดมิสเวิลด์ รับรองว่าได้เป็นนางงามโลกแน่นอน

2. แล้วคนอื่นเล่าครับ เป็นอย่างไร อ๋อ คุณที่นั่งข้างนางงามโลกคนนั้นยกมือหรือครับ คุณคิดว่าคุณถ่ายผิดปกติหรือครับ

ผิดปกติอย่างไร

วันละสองครั้ง บางครั้งก็ถึง 3 ครั้ง

ไม่ต้องตกใจครับ คุณยังเป็นปกติอยู่ ตามสถิติของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องลำไส้และการขับถ่าย (นายแพทย์พอล รุสโซ ผู้อำนวยการแผนกผู้ป่วยสูงอายุ และศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับลำไส้ มหาวิทยาลัยแพทย์รัฐอริโซนา) กล่าวว่า การ ขับถ่ายของบางท่านวันละ 2-3 ครั้ง ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่ เมื่อได้ตรวจร่างกายและสุขภาพประจำตัว ได้รับผลว่า สุขภาพทุกอย่างเป็นปกติดีมาก

แล้วท้องผูกขนาดไหนเล่าครับ ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ

ศาสตราจารย์รุสโซที่กล่าวถึงข้างบนนี้อีกเหมือนกัน กล่าวสั้นๆว่า ถ้าท้องผูกขนาดเกินสิบวันขึ้นไป ถือว่าผิดปกติ

และถ้าการถ่ายแต่ละครั้ง ท้องต้องผูกเป็นประจำเกินสิบวันขึ้นไปถึงจะถ่ายเสียทีอย่างนี้ ผิดปกติมากๆแล้วครับ รอไม่ได้ต้องพบแพทย์ตรวจกันอย่างละเอียดแล้วครับ

ตอนนี้ขอพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง มีคนมาปรึกษาเรื่องท้องผูกเป็นประจำเลยครับ

ส่วนมากมักจะไม่มีปัญหาเรื่องท้องผูกอย่างจริงจัง แนะนำเรื่องการกินอาหาร คุมอาหาร และดื่มน้ำก็จะแก้เรื่องท้องผูกได้ไม่ยากนัก

แต่มีหลายคนครับ มีอาการน่าตกใจ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว

ที่เจอะความผิดปกติจนน่าเป็นห่วง คือ เด็กสาวอายุ 22 ปี เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ผลของการเรียน การสอบดีมาก เรียกว่าอยู่ในกลุ่ม 4 เอ

แต่ชีวิตปกติของเธอสรุปได้ว่าคงไม่ปกตินัก โดยเฉพาะการถ่ายของเธอ กว่าจะถ่ายแต่ละครั้ง ท้องเคยผูกถึง 3 อาทิตย์ เวลาถ่ายก็มีอาการเจ็บปวด

ถ้าจะตรวจดูสภาพของร่างกาย จะเห็นว่าเธอผอมผิดปกติ น้ำหนักเพียง 36 กก. หน้าตาซีดเซียว ผิวพรรณหมองคล้ำ ที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่ง คือ เส้นผมหยาบกระด้าง ลองจับเส้นผมดูจะรู้สึกหยาบมากและร่วงตามมือออกมาเป็นกระจุก

ที่ชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องอารมณ์ กำลังสอบถามเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพดีๆ เธอก็จะเปลี่ยนเรื่องที่พูดกันอย่างกะทันหัน เป็นคนขาดสมาธิ พูดหลายเรื่องพร้อมๆกัน และไม่ปะติดปะต่อกัน ลักษณะมีอาการทางประสาทอย่างรุนแรง

ผมกำลังศึกษาดูว่าอาการทั้งทางกายและทางจิตนี้สืบเนื่องมาจาก “ท้องผูก” หรือไม่

คราวหน้าเราจะมีการทดสอบเกี่ยวกับอาการ “ท้องผูก” ต่อไปอีกครับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 17 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

SYNDROME (3) อย่าสนใจแต่เรื่อง “อาการ” อย่างเดียว

Published มิถุนายน 20, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/266961

10 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_266961

คราวนี้เป็นเรื่องจริงๆของผู้ป่วยบางคนซึ่งมีพฤติกรรมในการดูแลรักษาตนเองคล้ายกัน

ท่านเหล่านี้มีความรู้รอบตัวเกี่ยวกับสุขภาพและการใช้ยาสามัญเพื่อรักษาตนเองดีพอใช้

ยาสามัญหมายถึงยาพื้นๆซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยา โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ เช่น ยาแก้ปวดต่างๆ ปวดหัว ปวดฟัน ปวดเคล็ด ปวดยอก หรือยาแก้ ประเภทเกี่ยวกับความผิดปกติของท้อง เช่น ท้องเดิน ท้องอืด ท้องผูก เหล่านี้เป็นต้น

ยาเหล่านี้หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง หลายท่านจึงมีติดบ้าน  และเมื่อมีอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อย ก็มักจะชอบกินยาๆๆ จนกระทั่งบางคนกินยาเหมือนกับกินอาหารประจำวันเลยก็มี

แต่บางครั้ง อาการผิดปกติของท่านที่ว่าเป็นน้อยๆ มันก็มักจะไม่ใช่น้อยเสียแล้ว มันเป็นอาการประเภทเรื้อรัง และก็เป็นติดกันเป็นเวลานาน ยาที่ว่ากินประเดี๋ยวเดียว ความผิดปกติก็หายไป แต่มันไม่หาย มิหนำซ้ำ อาการเดิมนอกจากจะไม่หายแล้ว ยังมีอาการแปลกๆใหม่ๆอีกหลายอาการเพิ่มขึ้น

คุณ ป. คือผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งเดิมเป็นคนประเภทความรู้รอบตัวดีเหมือนตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น คุณ ป. อายุ 54 ปี คงจะคิดว่าตนเองเป็นคนทันสมัยและสุขภาพดี

อาหารประจำวันของคุณ ป. หนักไปในทางเนื้อ นม ไข่ และเป็นคนชอบไปหาอาหารอร่อยๆรับประทานเป็นประจำ ในขณะเดียวกันก็ชอบดื่มเบียร์พร้อมกับอาหารจานเด็ดต่างๆ เช่น ไก่ตอนน้ำจิ้มรสแซบ เนื้อย่างน้ำตก ยำคอหมูย่าง อาหารเช้าก็มักจะมีไส้กรอก ไข่ดาว กาแฟร้อนใส่ครีม เหล่านี้เป็นอาหารประจำชาติ (เอ๊ย-ไม่ใช่) อาหารประจำชีพ

คุณ ป.สูงประมาณ 160 ซม. น้ำหนัก 79 กก. ค่อนข้างตุ้ยนุ้ยไปหน่อย แต่คุณ ป.ก็บอกกับเพื่อนๆ ว่าเป็นคนแข็งแรงดีเป็นพิเศษ เพราะเที่ยวดึกๆ แฟนสาวๆตามกันเป็นพรวน แต่คุณ ป.ก็ไม่เคยถอย รู้สึกเหมือนม้าหนุ่มคึกคะนองอยู่ตลอดเวลา

แต่อยู่ๆคุณ ป.ก็หายหน้าหายตาไปจากเพื่อนฝูงเกือบสามอาทิตย์ พอกลับมาพบหน้าเพื่อนฝูงสมาชิกวงไก่ตอน-หมูย่าง ผสมเบียร์ เพื่อนๆก็ทักว่าคุณ ป.เป็นอะไรหน้าตาอิดโรย ซีดเซียว รูปร่างซูบผอม น้ำหนักลด สงสัยยางมิชลินรอบเอวคงจะหายไปหลายเส้น

คุณ ป.ตอบคำถามของเพื่อนด้วยหน้าตาเศร้าๆว่า “อั๊วเป็นหวัดว่ะ ” เพื่อนตกใจถามเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า หวัดบ้าบออะไรกัน หน้าตาถึงได้ซีดเซียว น้ำหนักลด มิชลินหายไปหลายวง ท่าทางเหมือนคนหมดบารมี ราศีสลดหดหายถึงปานนี้

คุณ ป.อธิบายต่อว่า ไปเที่ยวฮ่องกงมา ก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่พอกลับมาถึงเมืองไทยก็ป่วยไข้ขึ้นสูง ตัวสั่นขวัญหาย ต้องเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ติดมาจากฮ่องกงแน่นอน เพราะเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ เชื้อจะฟักตัวประมาณ 24-48 ชั่วโมง แล้วจึงจะอาละวาด

อาการต่อมาของคุณ ป.ก็คือ นอกจากไข้ขึ้นสูงแล้ว ยังมีน้ำมูกไหล ตามืดตามัว ตามด้วยอาการหนาวสั่น ปวดตามเนื้อตามตัวอาการปวดนี้ปวดรุนแรงมาก ปวดกระดูกกระเดี้ยวหมดทั้งตัว จนรู้สึกทนไม่ได้ ปวดจนน้ำตาไหล

หมอบอกกับคุณ ป.ว่าไม่มียาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งยาประเภทแอนตี้ ไบโอติก ไม่สามารถจะฆ่าเชื้อได้

หมอจึงให้คุณ ป.นอนพักมากๆ ห้ามกินอาหารหนัก แต่ให้กินอาหารอ่อนๆ ส่วนมากจะเป็นซุป โดยเหตุที่โรงพยาบาลที่คุณ ป.พักอยู่เป็นโรงพยาบาลสากล คุณ ป.จึงโดนอาหารอ่อน อย่างเช่น ซุปหัวหอมเกือบทุกวัน อาหารจานโปรดประเภทไก่ตอน เนื้อย่าง ห้ามเด็ดขาด คุณ ป.บอกว่าที่ผอมซีด มิชลินหาย ก็เพราะหมอไม่ยอมให้กินอาหารจานโปรดเก่าๆของคุณ ป.นี่แหละ แต่ถึงหมอจะยอมให้คุณ ป.ก็คงกินไม่ได้ เพราะระหว่างป่วยนั้น คุณ ป.รู้สึกคลื่นไส้ อยากอาเจียนตลอดเวลา

ปรากฏว่า คุณ ป.มีอาการข้างเคียงตามหลังไข้สูง นั่นก็คือ เจ็บคอจนกลืนอะไรไม่ลง การปวดหัว ปวดหน้าผาก ปวดโหนกแก้มสองข้างมีมากขึ้น

หมอบอกว่า ที่เจ็บคอมากนี้ คือ เชื้อที่เรียกว่า STREP THROAT ฉะนั้นหมอก็เลยให้ยาประเภทแอนตี้ไบโอติกผสมด้วย

คุณ ป.ก็เกิดอาการท้องปั่นป่วน ท้องเดินตามขึ้นมาอีก

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากคุณ ป.สรุปเรื่องอาการป่วยให้เพื่อนๆฟังแล้ว เพื่อนๆก็ดีใจชักชวนให้ทุกคนร่วมฉลองด้วยการสั่งไก่ตอน หมูย่าง เนื้อย่าง พร้อมด้วยเบียร์เหยือกใหญ่ๆมาอีกหลายเหยือก

ปรากฏว่า คุณ ป.บ่นว่าเบื่ออาหาร และเบียร์ของโปรดก็ไม่อยากกิน เพื่อนฝูงไม่สบายใจ แต่ก็ช่วยกันปลอบคุณ ป.ว่าไม่เป็นไรน่า อีกไม่ช้าคุณ ป.ก็ต้องกินของโปรดได้ ดื่มเบียร์เป็นโอ่งๆได้

แต่คุณ ป.ก็ยังเบื่ออาหาร กินไม่ค่อยได้ น้ำหนักลดอีก มิชลินหายไปอีกหลายวง

คุณ ป. บ่นว่าอาการเพลียจากไข้หวัดไม่หมดไปสักที และรู้สึกว่ามันจะเพลียมากขึ้นๆทุกวัน บางครั้งตื่นขึ้นมาตอนเช้า เพลียไม่อยากลุกและไม่อยากจะไปทำงาน เลยหยุดงานลาป่วยหลายครั้งแล้ว

นอกจากนั้น อาการปวดหัว ปวดเนื้อ ปวดตัวมีมากขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่หาย มือชา เท้าชา หน้ามืดตามัวเป็นประจำ เวลาเดิน ถ้ารีบๆหน่อยก็ทำท่าจะล้ม การทรงตัวไม่ดี นอนไม่หลับ การขับถ่ายหนักเบาผิดปกติ หายใจไม่เต็มปอด ความดันโลหิตสูง

คุณ ป.บอกว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ และโดยเหตุที่แน่ใจว่าตนเองพอจะรู้เรื่องเกี่ยวแก่สุขภาพและยาบำรุงต่างๆเป็นอย่างดี คุณ ป.จึงตั้งหน้าตั้งตาไปซื้อยาบำรุงกินขนานใหญ่

มีคนแนะนำให้กินยาผสมโสม จะเป็นยาบำรุงระดับฮ่องเต้ คุณ ป.ก็อุตส่าห์ไปเจียดยาหม้อและซื้อโสมมากินเป็นการใหญ่ หมดเงินไปหลายแสน ก็ไม่หายเพลีย

ในที่สุด คุณ ป.ก็ไปหาหมอคลินิกข้างบ้าน หมอให้ตรวจเลือด ปรากฏว่าน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงถึง 190 และความดันโลหิตก็ขึ้นถึง 160/90 หมอให้คุณ ป.กินยาลดน้ำตาลและกินยาลดความดันโลหิต

ต่อมาคุณ ป.วิตกเรื่องความดันโลหิต จึงไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด แพทย์ตรวจละเอียด และให้ยามาหลายขนาน เป็นยาลดคอเลสเทอรอล ยาลดความดัน และยาบำรุงหัวใจ

คุณ ป.รู้สึกปวดหัวเข่า ปวดหัวไหล่ ไปหาหมอกระดูก คุณหมอก็ให้ยาแก้ปวด ให้แคลเซียม และให้ยาประเภทกรดแอมมิโน เพื่อกล้ามเนื้อและโลหิต

คุณ ป.ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องท้อง ต้องการแก้เรื่องอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ และระบบขับถ่ายผิดปกติ คุณหมอให้ยาช่วยการย่อย ยาระบาย

นอนไม่หลับ ไปหาคุณหมอด้านประสาท คุณหมอให้ยานอนหลับมารับประทาน

ความจริงมีเรื่องย่อยและเรื่องใหญ่อีกมากมายเกี่ยวกับการรักษาตัวเองของคุณ ป.

แต่ท่านทราบไหมครับว่า คุณ ป.ได้ทำผิดอย่างมหันต์แก่ตัวเอง

ผิดก็เพราะคุณ ป.ไม่เคยหยุดคิดบ้างเลยว่า อาการต่างๆที่มันเกิดขึ้นพร้อมกันนั้น มันต้องมีสาเหตุตั้งต้น และเราก็ต้องแก้สาเหตุตั้งต้นให้ได้เสียก่อน

ฉะนั้น ถ้าเข้าใจเรื่อง SYNDROME สักนิด คุณ ป.ก็จะไม่ต้องยุ่งยากไปหายาและหาหมอหลายๆคน พร้อมๆกัน จนเกิดความยุ่งยากแก่ตัวเองเช่นนี้

เห็นหรือยังครับว่า โรคบางอย่างหรือโรคหลายๆอย่าง ถ้ารู้ต้นเหตุแล้ว แก้ได้ไม่ยากเลย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 10 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

SYNDROME (2) ค้นหาต้นเหตุให้ได้ แล้วแก้ที่ต้นเหตุ

Published มิถุนายน 20, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/265301

3 มิถุนายน 2555, 05:01 น.

Pic_265301

ต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า SYNDROME ไม่ใช่โรค แต่มีอาการของคนป่วย หลายๆอาการมารวมกัน

บทความเรื่อง SYNDROME เฉพาะอาทิตย์นี้ จึงขออนุญาตพูดถึงเรื่อง SYNDROME โดยละเอียดอีกครั้ง และขอนำเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆของผู้ป่วยหลายท่านมาเล่าให้ฟัง

นับตั้งแต่ได้พูดถึงอาการต่างๆของ SYNDROME มา ปรากฏว่ามีผู้ป่วยหลายท่านมาปรึกษา ขอคำแนะนำในการแก้ไขและการรักษาตัว

โดยเฉพาะตอนหลังๆนี้ ผมได้ไปร่วมทำบุญปฏิบัติธรรมและปฏิบัติทางจิตตามสำนักหลายแห่ง ได้พบทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่หลายท่าน มาสอบถามถึงเรื่อง SYNDROME พร้อมทั้งขอคำแนะนำในการแก้ไขรักษาตัวเอง

ผมค่อนข้างจะตกใจและประหลาดใจ ท่านที่มาถามเหล่านั้นพูดตรงกันหมดว่า ท่านป่วยเป็น SYNDROME แน่นอน ผมอธิบายแก่เพื่อนเหล่านั้นว่า ท่านไม่ได้ป่วยเป็น SYNDROME เพราะ SYNDROME ไม่ใช่โรค แต่เป็นลักษณะบ่งบอกถึงอาการต่างๆหลายๆ อาการมารวมกัน

เพราะฉะนั้นอย่าไปมุ่งยึดเอาอาการบางอาการ ซึ่งตรงกับอาการของท่าน แล้วก็เหมาเอาว่า ท่านเป็นโรค SYNDROME (ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด)

ถ้าท่านเข้าใจผิดอย่างนั้น และก็ตั้งอก ตั้งใจจะรักษาแต่อาการ โรคของท่านก็จะไม่มีวันหาย

นี่แหละครับ เมื่อผมได้พบกับเพื่อนๆหลายท่านแบบนี้ ผมจึงค่อนข้างจะตกใจและประหลาดใจ เพราะท่านเหล่านั้น แต่ละคนพื้นฐานความรู้ของท่านสูงๆแทบทุกคน แต่เพราะท่านไปกังวลกับ อาการ ป่วยของท่านมากเกินไป เลยไปเหมาเอาว่าท่านเป็นโรคอย่างนั้นอย่างนี้

ขอสรุปเป็นหัวข้อๆ ถึงวิธีแก้ไข SYNDROME ดังต่อไปนี้

1. SYNDROME ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการรวมของอาการต่างๆหลายอาการ โดยเหตุที่มีอาการรวมต่างๆมากมาย ท่านไม่ต้องทำอะไรหรอก (สมมตินะครับ) สมมติว่าท่านหลับตา เอานิ้วชี้ไปที่อาการต่างๆสักหนึ่งอาการ รับรองว่านิ้วชี้ของท่านจะไปตรงกับอาการอันหนึ่งอันใดของ H.G. หรือ CFS. เป๊ะเลย

2. เมื่อคิดว่าการป่วยของท่านเป็น SYNDROME แต่ตรงนี้ท่านรู้แล้วว่าท่านเข้าใจผิด ท่านก็ควรจะต้องเริ่มต้นใหม่

การเริ่มต้นใหม่ ผมขอให้ท่านนั่งคิดนั่งทบทวนดูให้ดีว่า อะไรแน่คือต้นเหตุของ SYNDROME แล้วท่านก็เริ่มวาง โปรแกรมการรักษาตั้งแต่ต้นว่า ต้องแก้ที่ต้นเหตุนั้น

โดยเหตุที่เราพูดถึงเรื่อง H.G.มาหลายครั้ง และเมื่อครั้งที่แล้วก็พูดถึง GERD หรือโรคกรดไหลย้อนรวมเข้าไปด้วย ฉะนั้น ต่อไปนี้จะแนะนำเรื่องการแก้ที่ต้นเหตุของ H.G. และ GERD ไปพร้อมกัน

[H.G. คือคำย่อของ HYPOGLYCEMIA และ CFS. คือคำย่อของ CHRONIC FATIGUE SYNDROME ซึ่งเป็นชื่ออันเดียวกัน หรือ SYNDROME อย่างเดียวกัน ส่วน GERD GASTRO ESOPHAGEAL REFLUX DISEASE หรือกรดไหลย้อนนั้น เมื่อรวมอาการของความเครียด หรือความผิดปกติของประสาทเข้าไปด้วย ก็จะเป็นโรคแบบ SYNDROME เหมือนกัน

จึงขออนุญาตเอาคำแนะนำวิธีแก้ H.G.หรือ CFS. และ GERD มารวมกันไว้ในที่นี้พร้อมกันเลย

และก็ขอเน้นด้วยว่า เมื่อท่านรักษาด้วยวิธีอื่นๆมาแล้ว รู้สึกว่าไม่ได้ผลหรือไม่ถูกใจ จึงควรจะลองวิธีที่จะแนะนำต่อไปนี้นะครับ]

3. ต้นเหตุของ H.G. หรือ CFS. หรือ GERD นั้น แท้ที่จริงก็คงจะหนีเรื่องอาหารไปไม่พ้น

เพราะฉะนั้นขอให้แก้ต้นเหตุของ SYNDROME เหล่านี้ด้วยการคุมอาหารก่อน

สูตรของการคุมอาหารก็คือ อย่ากินอาหารที่มี TOXIN หรือจะเป็นพิษต่อร่างกาย

อาหารที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ แป้งขาวทุกชนิด ของหวาน คือ อาหาร ขนม เครื่องดื่ม และอาหารประเภทไขมันมากๆ

ถ้าไม่รู้ว่าจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มี TOXIN มากๆได้อย่างไร มีวิธีง่ายๆ คือ เลือกอาหารตามสูตร (1) และ (2) ของชีวจิต

สูตรหนึ่งนั้น สำหรับคนไม่อ้วน ไม่ผอมจนเกินไป ปริมาณและสัดส่วน คือ แป้งไม่ขัดขาว 50% ของอาหารหนึ่งมื้อ ผัก 25% โปรตีนจากพืชและปลาทะเลรวมกัน 15% เบ็ดเตล็ด สาหร่ายทะเล เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ผลไม้ไม่หวาน 10%

นี่คือสูตร (1)

ถ้าท่านน้ำหนักมากเกินไปหรือทำท่าจะมีอาการของเบาหวาน ให้เปลี่ยนเป็นสูตร (2) ปริมาณของอาหารหนึ่งมื้อเท่าเดิม แต่สัดส่วนให้เปลี่ยนเป็นแป้งไม่ขาว 30% ผัก 35% โปรตีน 25% เบ็ดเตล็ด 10%

นี่คือสูตร (2)

4. ควรจะทำดีท็อกซ์ทั้งกลุ่ม H.G. CFS. และ GERD อย่างน้อย 5-10 ครั้ง (วันละครั้งติดกันทุกวัน)

5. ยาที่จะแนะนำจะเป็นกลุ่มวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และสมุนไพร หรืออาหารเสริมต่างๆ

ยาเหล่านี้ควรจะเริ่มรับประทานพร้อมๆกับโปรแกรมคุมอาหารและดีท็อกซ์

5.1 กลุ่ม GERD ให้ใช้ยาธาตุบรรจบ (สูตรของกระทรวงสาธารณสุข) 5 เม็ด (3 มื้อหลังอาหาร) ขมิ้นชัน 3 เม็ด (2 มื้อหลังอาหาร เช้า-เย็น) ยาช่วยขับลม 2 เม็ด 3 เวลาหลังอาหาร

ยาช่วยย่อย 1 เม็ด หลังอาหาร 3 มื้อ สำหรับยาช่วยย่อยนี้ คือ ยาช่วยย่อยอาหาร ไม่ใช่ยาถ่ายหรือยาระบายนะครับ (ผมไม่ได้บอกชื่อยา เพราะบางคนจะกล่าวหาว่า ผมได้ผลประโยชน์จากการโฆษณายา แต่ยาพวกนี้เป็นยาเบาๆ ซื้อตามร้านขายยาได้ ไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์)

5.2 กลุ่ม H.G. และ CFS. สำหรับกลุ่มที่มีอาการเกี่ยวกับการย่อยและการขับถ่าย จะใช้ยาที่ระบุไว้สำหรับ กลุ่ม GERD ข้างต้นก็ได้ แต่ให้เพิ่มวิตามิน ดังต่อไปนี้

5.3 วิตามิน AEC 1 เม็ด เช้า วิตามิน B1, B6, B12 และ B COMP อย่างละ 1 เม็ด หลังอาหารกลางวัน อาหารเสริม ST.JOHN WORT 1 เม็ด ก่อนนอน

ทั้งสองกลุ่ม คือ H.G. และ GERD ควรจะหาเวลาทำตัวเองให้ผ่อนคลาย RELAXATION หรือสมาธิ อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงก่อนนอน

สำหรับท่านที่บอกมาว่าอยากพบผมเพื่อปรึกษาหารือนั้น คงจะต้องขอให้ท่านส่ง FAX มาที่ 0-2570-8273 และใน FAX ของท่านนั้น ก็บอกโทรศัพท์ที่ผมจะติดต่อได้มาด้วย

หลายท่านส่ง FAX มา แต่ไม่ได้บอกเบอร์โทรศัพท์ ผมเลยติดต่อไม่ได้ครับ.
****************
สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 3 มิถุนายน 2555, 05:01 น.
%d bloggers like this: