ชีวจิต

All posts tagged ชีวจิต

สูญเสีย

Published พฤศจิกายน 4, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/newspaper/302308

30 ตุลาคม 2555, 09:00 น.
Pic_302308

ดร.สาทิส อินทรกำแหง ปูชนียบุคคลและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแนวธรรมชาติบำบัดหรือชีวจิต ได้ปิดฉากชีวิตแล้วด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน ในวัย 86 ปี เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังเข้ารักษาตัวใน รพ.จากอุบัติเหตุหกล้ม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้า 1
  • 30 ตุลาคม 2555, 09:00 น.
โฆษณา

อาลัยดร.สาทิส ‘ต้นตำรับชีวจิต’ รูดม่านชีวิตแล้ว เส้นเลือดสมอง ตีบ-เฉียบพลัน

Published พฤศจิกายน 4, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/newspaper/302322

30 ตุลาคม 2555, 09:00 น.

สิ้นกูรูด้านชีวจิต “ดร.สาทิส อินทรกำแหง” ผู้นำการแพทย์แบบผสมผสานและการรักษาสุขภาพในแนวธรรมชาติ จากโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หลังประสบอุบัติเหตุล้มและเข้ารักษาตัวใน รพ.เมื่อ 3 วันก่อน ทิ้งมรดกองค์ความรู้ด้านการรักษาสุขภาพแบบธรรมชาติบำบัดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อ โดยจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ เสาร์ที่ 3 พ.ย. ที่วัดสระเกศฯ

วงการสุขภาพเศร้ากับข่าวการสูญเสียปูชนียบุคคลด้านการดูแลสุขภาพในแนวธรรมชาติ โดยเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.เอื้อมพร แสงสุวรรณ บรรณาธิการนิตยสารชีวจิตว่า ดร.สาทิส อินทรกำแหง อายุ 86 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจิต และด้านธรรมชาติบำบัดคนแรก ที่นำเรื่องสุขภาพในแนวธรรมชาติ และการแพทย์แบบผสมผสาน (Integrated และ Alter–native Medicine) มาประยุกต์ใช้ในเมืองไทย เสียชีวิตลงด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน หลังจากประสบอุบัติเหตุล้ม และเข้ารักษาตัวที่ รพ.บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล  มาตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทำการรักษาร่างกายมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนเสียชีวิตในเวลา 12.26 น.เมื่อวันที่ 28 ต.ค.จากนั้นญาติๆ ได้เคลื่อนศพออกจาก รพ.บางปะกอก 9 ไปยังวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยพิธีสวดพระอภิธรรมศพจัดที่วัดสระเกศฯ ศาลาใหญ่  ไปจนถึงวันศุกร์ที่ 2 พ.ย. และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันเสาร์ที่ 3 พ.ย. เวลา 16.00 น.

สำหรับ ดร.สาทิสเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของไทย ที่นำเรื่องสุขภาพในแนวธรรมชาติ และการแพทย์แบบผสมผสาน เข้ามาดูแลให้ องค์ความรู้กับประชาชนเป็นแนวทางปฏิบัติ ในการรักษาร่างกายก่อนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนี้ เดิมที่ ดร.สาทิสเคยป่วยด้วยโรคมะเร็งในโพรงจมูก และรักษาด้วยตัวเองแบบชีวจิต ตามองค์ความรู้ที่ได้ศึกษามา กระทั่งหายขาด และได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวมาบำบัดรักษาแนวชีวจิตไว้ เพื่อประยุกต์ใช้ในไทย

น.ส.เอื้อมพรกล่าวอีกว่า หลักชีวจิตของ ดร. สาทิสคือ การแพทย์แผนปัจจุบันในเรื่องของหลักวิชา ทั้งด้านของชีววิทยา ด้านเคมี และในเรื่องของสรีรวิทยา สามารถนำมาใช้ร่วมกันตลอดเวลา จาก นั้นนำเรื่องของอาหาร และเรื่องของวิตามิน และมิเนอรัลมาผสมผสาน นอกจากนั้น ยังมีการใช้สมุนไพร การดีท็อกซ์ เป็นการบำบัด คือ ใช้การฝังเข็ม การนวดอบ ประคบ และที่สำคัญเกี่ยวกับจิตใจ ส่วนสิ่งอันสุดท้ายคือเรื่องสมาธิ ทั้งหมดนี้คือแนวทางปฏิบัติในด้านของชีวจิตของการผสานแนวแพทย์ทางเลือก การอยู่กินแบบธรรมชาติ และความเข้าใจวิถีชีวิตแบบไทย ทำให้ ดร.สาทิสสามารถสื่อสารเรื่องของชีวจิตไปสู่สังคมในวงกว้างได้โดยง่าย ผ่านสื่อต่างๆ และที่มุ่งให้ผู้เข้ารับการอบรมความรู้ความเข้าใจในแนวคิดแบบชีวจิต เพื่อจะได้นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ดร.สาทิสถือว่าเป็นปูชนียบุคคลของนักธรรมชาตินิยมก็ว่าได้ เพราะเพียรสื่อสารสู่สังคมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึงหัวใจของชีวจิต มุ่งเน้นให้มนุษย์คืนสู่วิถีแห่งธรรมชาติ และร่วมสร้างความสงบ สันติในสังคม เพื่อสุขภาวะที่ดีของทั้งระดับปัจเจกชน และระดับสังคมโดยองค์รวมทั้งหมด เป็นเกราะทางสุขภาพที่กระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องถึงสมาชิกทุกระดับในสังคมร่วมกัน” น.ส.เอื้อมพรระบุ

สำหรับประวัติของ ดร.สาทิส เป็นนักเขียน บรรณาธิการหนังสือ “กะดึงทอง” และ “สยามสมัย” รวมทั้งเขียนบทความวิจารณ์ดนตรีคลาสสิก โดยใช้นามปากกา “คีตกร จ.มงคลขจรสาทิส” บุกเบิกเส้นทางของแนวคิดแบบชีวจิต ใน “นิตยสารชีวจิต” ซึ่งมีกระแสตอบรับจากสังคมอย่างกว้างขวาง และได้รับการเชิดชูเกียรติ รางวัลนราธิป ประจำปี พ.ศ. 2549 ดร.สาทิสเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2469 ที่อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของพันเอก พระศรีพิชัยบริบูรณ์ (เหมือน อินทรกำแหง) กับนางเชย อินทรกำแหง เป็นน้องชายของอุบาสิการัญจวน อินทรกำแหง

หลังจากบิดาเกษียณอายุราชการ ได้อพยพครอบครัวกลับสู่ภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดนครราชสีมา ที่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนโบราณ โดยทำหน้าที่เป็นลูกมือของบิดาซึ่งมีความรู้ด้านยาแผนโบราณ ด้วยการเข้า ป่าเก็บพืชสมุนไพรแล้วนำมาเคี่ยว บด และปั้นยา ควบคู่กับการเป็นลูกมือของมารดา ซึ่งมีความรู้เรื่องยาพื้นบ้าน และการนวดแผนไทย ซึ่งนอกจากเพื่อบำบัดรักษาอาการป่วยไข้ของสมาชิกในครอบครัวแล้ว ยังเพื่อสาธารณกุศลแก่พระสงฆ์ที่อาพาธ และ ชาวบ้านในละแวกเดียวกันที่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วย

ดร.สาทิสจบการศึกษาด้านจิตวิทยามวลชน โภชนาการ ชีวโมเลกุล แมคโครไบโอติกส์ การฝัง เข็ม และการแพทย์ทางเลือก เคยทำงานที่โรงพยาบาล Sacred  Heart  Hospital  รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเซียะเหมิน ประเทศจีน และทำงานให้องค์การสหประชาชาติด้วย

นอกจากนี้ ดร.สาทิส ยังเขียนคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” นามปากกา สาทิส อินทรกำแหง หน้า 9 ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับทุกวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นคอลัมน์เรื่องราวเกี่ยวกับการถ่ายทอดองค์ความรู้โรคภัยไข้เจ็บ และเคล็ดลับแนะนำแนวทางการรักษาสุขภาพร่างกายให้ถูกวิธีแบบชีวจิต โดยเริ่มเขียนมาตั้งแต่ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.2541 ขณะที่งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่เขียนให้คอลัมน์นี้คือเรื่องรักกันไว้ดีกว่าแก้ (2) ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ย.2555 ซึ่งตลอดเวลาที่เขียนบทความด้านสุขภาพนี้ มีประชาชนให้กับตอบรับกันอย่างคับคั่ง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้า 1
  • 30 ตุลาคม 2555, 09:00 น.

สุขภาพจิตดี…ยังมีขาย

Published ตุลาคม 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/298224

14 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
Pic_298224

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ คอลัมน์นี้ และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของผม ที่จะนำเสนอเรื่องราวทางด้านสุขภาพจิตกันบ้าง หลังจากที่ท่านได้ติดตามเรื่องราวของการดูแลสุขภาพทางกายกันมามากพอสมควรแล้ว อย่างที่เรารู้กันหรือเคยได้ยินกันว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หากสุขภาพจิตไม่ดีย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอย่างแน่นอน และในทางกลับกันเมื่อสุขภาพกายไม่ดี ก็ย่อมส่งผลต่อความไม่สบายใจจนอาจจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพจิตต่อไปได้

บทความที่จะนำเสนอต่อไปทุกสัปดาห์ก็เพื่อให้ทุกท่านได้รับความรู้ ความเข้าใจปัญหาหรือโรคที่เกิดกับจิตใจที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่รอบๆตัวคุณ และเมื่อได้รับความรู้แล้ว ย่อมทำให้เกิดการยอมรับมากขึ้นรวมถึงการตระหนักว่าปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นนั้นเมื่อขาดการเยียวยารักษาที่ดี และปล่อยให้ ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “โรค” (Disease หรือ Disorder) นั้นย่อมไม่เป็นสิ่งที่ใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างแน่นอน

เคยมีหน่วยงานภาครัฐทำการสำรวจสุขภาพจิตของคนไทยนับหมื่นคนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบว่าเกือบร้อยละ 70 ของคนไทยมีความเครียด และยังมีการสำรวจเพิ่มเติมอีกครั้งพบว่าประมาณร้อยละ 25 มีปัญหาทางสุขภาพจิตถึงขั้นเจ็บป่วยเป็นโรคทางจิตเวช (Mental Disorder) เช่น วิตกกังวลและโรคซึมเศร้า

โดยสาเหตุของปัญหาหลักๆก็เกิดมาจาก ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเงิน การทำงาน ปัญหาสังคมและการเจ็บป่วยทางกาย นอกจากนี้ บางรายพบว่ามีปัญหาถึงขั้นป่วยเป็นโรคจิต (Psychosis) ตามสถิติของผู้ป่วยนอกที่มารักษาที่ รพ.จิตเวชของรัฐ พบว่าส่วนใหญ่มีอาการประสาทหลอน เช่น หูแว่ว หวาดระแวง ฯลฯ

ผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว มักใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการพึ่งพาตนเองก่อนพึ่งพาผู้อื่น รวมถึงไสยศาสตร์และหมอดู แต่ไปใช้บริการจากภาครัฐและภาคเอกชนน้อยมาก ดังนั้นสิ่งที่เราคนไทยจะเห็นอยู่บ่อยๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ก็คือเรื่องการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเดี่ยวๆหรือหมู่ รวมถึงการฆ่าผู้อื่น ซึ่งรวมถึงปัญหาการก่อคดีอาชญากรรมมากมายก็บ่งชี้ถึงการมีปัญหาสุขภาพจิตเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติดที่มีจำนวนไม่น้อย ควบคู่กับการใช้ความรุนแรงในระดับครอบครัว และสังคมก็เป็นตัวที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีปัญหาสุขภาพจิตทั้งสิ้น ถ้าลองคำนวณคร่าวๆ พบว่าคนไทยไม่ต่ำกว่า 3-5 ล้านคนเป็นผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และจะมีมากขึ้นเรื่อยๆตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม สุขภาพจิต (Mental Health) คืออะไร

ถ้าจะถามว่าสุขภาพจิตคืออะไร จะมีสักกี่คนที่เข้าใจได้อย่างแท้จริงหรือแค่พอ เข้าใจบ้าง บางคนก็บอกว่าหมายถึงสุขภาพจิตที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายว่า สุขภาพจิต หมายถึง ความสม– บูรณ์ทางด้านจิตใจ ปราศจากอาการของโรคทางจิตเวช หรือลักษณะที่ผิดปกติอื่นๆทางด้านจิตใจและยังหมายความรวมถึงการที่บุคคลมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีข้อขัดแย้งภายในใจ มีความสุขอยู่กับสังคมและ สิ่งแวดล้อมได้ดี ทำให้สามารถที่จะมีสัมพันธภาพอันดีกับบุคคลอื่นและดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสมดุลอย่างสุขสบาย เป็นต้น

สำหรับผมเองค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่อง “การปรับตัว” ว่าเป็นเรื่องบ่งบอกสุขภาพจิตของคนคนนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะต้นตอของความทุกข์มักมาจากการสูญเสียหรือไม่สมหวัง ดังนั้นหากมีความทุกข์แล้วปรับตัวได้เร็วก็น่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงการมีสุขภาพจิตที่ดีได้

หลายคนมีความคิดว่า การมีความสุข หรือคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น หมายถึงการมีวัตถุที่ สามารถอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตได้ ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไรยิ่งหมายถึงว่ามีความสุขมากเท่านั้น รวมทั้งการที่มีคนรอบข้างคอยให้ความรัก ความเอาใจใส่ในตัวเรามากก็แสดง ถึงเราคงจะมีความสุขมาก ทั้งหมดนี้ล้วนแล้ว แต่เป็นความเข้าใจที่ผิดทั้งสิ้น

เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราได้รับมาจากภายนอกซึ่งล้วนแล้วแต่มีความไม่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา และหากเราไม่เคยให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตที่สามารถเกิดขึ้นจากการจัดการในใจของเราเองโดย ที่ไม่จำเป็นต้องรอปัจจัยภายนอกมาคอยเอื้อ อำนวยให้เราจะอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุขได้อย่างไร

สิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่จะนำเราไปสู่การมีสุขภาพจิตดีได้ ก็คือ การรู้จักตัวเอง และเมื่อรู้จักตัวเองแล้วก็ควรจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่นบ้าง เพื่อทำให้เราไม่ตัดสินว่าใครดีไม่ดีไปก่อนด้วย “ความคิด” หรือ “อคติ” ของเราเอง และความคิดเหล่านั้นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีความทุกข์ได้มาก

ดังนั้นหากเราสามารถที่จะเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น รวมถึงการให้อภัยคนอื่นได้ ความสุขคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ไม่ดีได้นั่นก็คือ “ความเจ็บป่วยทาง จิตเวช” (Mental Disorder) ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักและต้องบำบัดรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ แต่ทัศนคติของการมาพบบุคลากรทางการแพทย์ยังน้อยอยู่มาก ซึ่งต้องรีบเร่งในการสร้างความรู้ความเข้าใจปัญหาสุขภาพจิตให้มากขึ้น

ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจ หากท่านใดสนใจก็มาติดตามต่อในสัปดาห์ต่อไปนะครับ.
นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล
  • 14 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

กันไว้ดีกว่าแก้ (2)

Published กันยายน 28, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/292982

23 กันยายน 2555, 05:00 น.
Pic_292982

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วทิ้งท้ายไว้ด้วยเรื่องของสมาชิกชมรมชีวจิตท่านหนึ่ง ซึ่งไปเข้าคอร์สสุขภาพของชีวจิต

สมาชิกท่านนี้บอกกับเราว่า คงจะเข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่างของชีวจิตไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการออกกำลังกาย

การที่ออกกำลังกายไม่ได้นั้น เพราะเป็นโรคหัวใจ เมื่อออกจากคอร์สสุขภาพแล้ว จะต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะอาจจะต้องทำบายพาสในเวลาเดือนหรือสองเดือนข้างหน้า

ครั้งที่แล้วเล่าค้างไว้ว่า เพื่อนร่วมคอร์สผู้นี้ ถูกเราชักชวนให้ตื่นแต่เช้าอาบน้ำอาบท่า แล้วเดินเท้าเปล่าไปถึงลานหญ้าเชิงเขา เพื่อออกกำลังกายด้วยการรำตะบอง

เหตุผลที่ให้เดินเท้าเปล่านั้น ก็เพราะต้องการให้พื้นเท้าสัมผัสกับดินและลานหญ้า เป็นการเรียนรู้ และได้พลังจากธรรมชาติ

ในระหว่างที่เดินไปก่อนจะถึงลานหญ้านั้น แกก็เดินไปเตะกอต้นไมยราพซึ่งมีหนามตามกิ่งและใบเข้า หนามก็ขีดหลังเท้าหลายแห่ง เลือดออกไม่หยุด

เราก็ช่วยกันหาผ้าสะอาดมาซับเลือด แต่เลือดก็ไม่ยอมหยุด เกิดสงสัยขึ้นมา ก็เลยต้องเอาเพื่อนผู้นี้มานั่งสอบถามว่า เจ็บป่วยเป็นอะไรหรือเปล่าและกินยาอะไรเป็นประจำ

จึงได้ทราบกันตอนนั้นเองว่า แกเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดหัวใจอุดตัน และกินยาประจำอยู่หลายตัว

นี่แหละครับ อาทิตย์ที่แล้วก็เล่าถึงเพื่อนร่วมคอร์สไว้เพียงเท่านี้ หน้ากระดาษก็หมดเสียก่อน ต้องมาต่อให้จบอาทิตย์นี้แหละครับ

ตกลงขณะนั้นผมเจอกับปัญหาเรื่องสุขภาพของเพื่อนผู้นี้สองปัญหา

ปัญหาแรกคือ เราอยู่บนเชิงเขาสูง เวลาขณะนั้นเป็นตอนเช้ามืด ประมาณตีห้าครึ่ง เราอยู่บนป่าเชิงเขา ห่างไกลจากตัวเมืองมากมาย สมาชิกผู้นี้เลือดออกซิบๆ ที่หลังเท้า เลือดไม่ยอมหยุด จะทำอย่างไรดี

ปัญหาข้อที่สองคือ เพื่อนสมาชิกคนเดียวกันนี้แหละป่วยเป็นโรคหัวใจ การที่เลือดออกไม่หยุดอย่างนี้ จะเป็นอันตรายต่อโรคหัวใจหรือเปล่า

เอาละครับ เจอปัญหาสองปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหา ข้อแรกก่อน คือเลือดออกไม่ยอมหยุด

ตอนแรกเราก็ใช้ผ้าสะอาดซับเลือด ทำท่าเหมือนเลือดจะหยุด แต่พอดึงผ้าออก เลือดก็ออกมาอีก

เป็นอย่างนั้นหลายครั้ง ก็เลยพยายามมองไปรอบตัวว่าจะหาอะไร พอเป็นยาห้ามเลือดไว้ได้บ้าง เห็นพุ่มตัวไม้หนารอบลานหญ้ามากมาย เข้าไปดูใกล้ๆ เห็นว่าเป็นต้นเสือหมอบ ผมก็ใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง

เคยทราบมาว่า ใบของเสือหมอบนั้น เป็นยาห้ามเลือดได้ เป็นตำรายากลางบ้าน

ก็เลยดึงใบเสือหมอบมา 2-3 กำมือ ขยี้ใบสักครู่ มียางเหนียวๆ ขาวๆ เยิ้มออกมา เอาใบซึ่งขยำนั้นมาปะหลังเท้า ประเดี๋ยวเดียวเลือดก็หยุดได้

แก้ปัญหาข้อที่หนึ่งได้แล้ว ก็ต้องชวนมาคุยกันเรื่องปัญหาข้อที่สองว่า เรื่องโรคหัวใจของคุณนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ และมันหนักหนาสาหัสมากนักหรือ จึงจะต้องไปผ่าตัดทำบายพาส

แกก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณเกือบสองเดือนที่ผ่านมา แกมีอาการปวดแถวบริเวณยอดอก ตอนแรกๆ ปวดแปลบๆ แล้วก็หายไป แต่สักพักก็จะปวดร้าวไปถึงแขนด้านซ้าย รู้สึกตกใจก็เลยไปหาแพทย์

แพทย์ท่านก็ตรวจร่างกายโดยละเอียด ขอทราบรายละเอียดของการปวดหน้าอก ให้ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจเลือด ทดสอบการเดินสายพาน ตรวจเอกซเรย์และตรวจสภาพของร่างกายอีกหลายอย่าง

ผลสุดท้ายแพทย์ก็ให้ยาหลายขนานแก่สมาชิกท่านนี้ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด (เท่าที่ทราบก็เป็นยาประเภทไนเตรทและพรอบพาโนรอล) และก็แถมด้วยยาคลายเครียดประเภทแทรงดวิดไลเซอร์ด้วย

พร้อมกันนั้นแพทย์ก็สั่งให้พักผ่อนให้เต็มที่

ผมก็เลยถามสมาชิกท่านผู้นี้ว่า เมื่อจะต้องพักผ่อนให้เต็มที่แล้วมาเข้าคอร์สสุขภาพของชีวจิตทำไม เพราะการปฏิบัติในคอร์สของเราค่อนข้างจะสมบุกสมบันอยู่มาก

แกก็ตอบว่า นึกว่าจะได้พักผ่อน เพราะเห็นมีรายละเอียดจะพาเข้าป่าปฏิบัติตัวแบบธรรมชาติ

ผมก็เลยต้องอธิบายว่า การเข้าป่าไม่ใช่มานอนเล่นในป่า แต่หมายความว่า เราต้องปฏิบัติตัวค่อนข้างจะลำบากกว่าอยู่สบายๆ ในบ้าน แต่การปฏิบัติอย่างนั้น แม้จะลำบากอยู่บ้าง แต่ก็เป็นผลดีต่อสุขภาพ และผมก็เลยถือโอกาสแนะนำต่อไปว่าการปฏิบัติ แบบไม่ตามใจเอาสบายแก่ตัวเองจนเกินไปนั้น ว่าที่จริงเป็นการป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

แกก็เกิดกระตือรือร้นต่อการป้องกันโรคหัวใจขึ้นมาทันที ผมก็เลยต้องนั่งคุยและถามคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหลายอย่าง

ถามว่าสูบบุหรี่หรือเปล่า แกบอกว่าสูบมาก แต่ตอนนี้สูบน้อยลงแล้ว

ถามว่าอาหารการกินชอบกินอะไรบ้าง ปรากฏว่าชอบอาหารแบบยอดนิยม คือ อาหารฟาสต์ฟู้ด แป้งขาว ของหวาน อาหารประเภทคอเลสเทอรอลสูง

บังเอิญแกมีผลตรวจเลือดติดตัวมาด้วย ผมขอมาดู ปรากฏว่าคอเลสเทอรอลเกินเกณฑ์สูงกว่า 250 และคอเลสเทอรอลตัวเลว คือ LDL ก็สูงเกือบจะ 140 มิน่าเส้นเลือดหัวใจของแกจึงเกือบจะอุดตันถึง 2 เส้น

ลักษณะท่าทางและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเพื่อนสมาชิกผู้นี้ บ่งบอกว่าโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจนั้นมีโอกาสสูงมาก รูปร่างค่อนข้างอ้วน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ กินเหล้า กินอาหารประเภทแป้งขัดขาว และอาหารประเภทแคลอรีสูง และข้อสำคัญแกไม่เคยออกกำลังกายเลย

ที่สำคัญอย่างเหลือเกินอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมสังเกตเห็นได้ชัดก็คือ แกกำลังเครียดมาก (ถามไปถามมาได้ความว่า กำลังจะสมัครผู้แทน-โอ้โฮ แบบนี้ไม่เครียดทนไหวหรือ?!)

ผมแนะนำว่า สาเหตุต่างๆ ที่คุยกันมานั้น แกก็เห็นแล้วว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคหัวใจได้ ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว แกจะแก้นิสัยอย่างนั้นได้ไหม

แกตอบว่า แกกลัวการผ่าตัด ถ้าไม่ต้องผ่าตัด มีอะไรที่แกจะต้องทำเพื่อไม่ต้องผ่าตัดแกยินดีทำทั้งสิ้น

ผมบอกกับแกว่า แกมีเวลาอีกตั้งเกือบสองเดือนก่อนที่จะไปหาแพทย์ เพื่อดูว่าจำเป็นจะต้องผ่าตัดหรือไม่ ฉะนั้นระหว่างนี้ขอให้แกปฏิบัติตัวเกี่ยวกับ 5 เล็กอย่างเคร่งครัดจะได้หรือไม่ แกถามกลับมาอีกว่า 5 เล็กคืออะไรคำตอบ 1. กินให้ถูก 2. นอนให้ถูก 3. ทำงานให้ถูก 4. พักผ่อนให้ถูก และ 5. ออกกำลังกายให้ถูก

แค่นี้ทำได้ไหม? แกทราบรายละเอียดของ 5 เล็ก แล้วพยักหน้าว่า “เอาแน่ และทำได้แน่”

นั่นแหละครับ กันไว้ดีกว่าแก้ “ไม่ให้เป็นโรคหัวใจ” 5 เล็ก คือบันไดขั้นแรกป้องกันโรคหัวใจ

คราวหน้าเราคุยกันรายละเอียดกันเลยเรื่อง“ 5 เล็ก กันไว้ดีกว่าแก้” ดีไหมครับ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 23 กันยายน 2555, 05:00 น.

กันไว้ก่อนดีกว่าแก้

Published กันยายน 18, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/291270

16 กันยายน 2555, 05:00 น.
Pic_291270

ขอพูดต่อจากบทความครั้งที่แล้วเกี่ยวกับการค้นคว้าทางด้านการแพทย์ผสม ผสาน ซึ่งขณะนี้พอจะถือกันได้ว่าเป็นระบบการ แพทย์แผนใหม่ ที่เรียกกันว่า INTEGRATED MEDICINE

ขออนุญาตให้เครดิตแก่ตัวเองสักนิด หนึ่งว่า ผมเป็นคนแรกที่เอาเรื่องการแพทย์ผสมผสานมาใช้ในเมืองไทยเมื่อ 28 ปีมาแล้ว

และขณะนี้พอจะถือได้ว่าการแพทย์แผนใหม่นี้ ได้ลงหลักปักฐานในเมืองไทยได้ดีพอสมควร การ แพทย์ผสมผสานที่ผมพูดถึงนี้ก็คือ แนวทางของชีวจิตซึ่งผมได้พยายามเผยแพร่ในการปฏิบัติตัวและการรักษาโรคภัยไข้เจ็บตามแบบของชีวจิตมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตามคำสั่งของกระทรวงที่ 1091/2541 มาแล้ว

นอกจากนั้น ทางมูลนิธิชีวจิตยังได้ร่วมมือกับการสนับสนุนบริการสุขภาพ จัดการอบรมให้แก่กลุ่ม อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) มาแล้วถึง 3 ภาคคือ ที่ศูนย์สาธารณสุขชลบุรี ขอนแก่น และ นครสวรรค์

ในขณะเดียวกัน ก็ขอเรียนให้ทราบว่าผมเองก็ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มแพทย์ระดับอาจารย์หลายท่าน จัดการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บตามหลักการ แพทย์ผสมผสาน ที่คลินิกและโรงพยาบาลเอกชนอีกหลายแห่ง

เดี๋ยวนี้ผมก็ยังทำงานดูแลการฟื้นฟูสุขภาพและการรักษาโรคภัยไข้เจ็บตามแบบการแพทย์ผสมผสานที่คลินิกและโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเหล่านั้น

เอาละครับ เรื่องหลักการและวิชาการเกี่ยวแก่การแพทย์แบบผสมผสานมีเรื่องราวสำคัญๆอีกมากมาย ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไปในคราวหน้า

คราวนี้ขอเล่าเรื่อง คำถามของคนไข้หลายคนเกี่ยวแก่การรักษาแบบผสมผสาน

คำถามที่ถูกถามบ่อยมากก็คือ “ทำไมการรักษาแบบการแพทย์ผสมผสานของชีวจิต จึงไม่ค่อยมีการสั่งยาให้คนไข้”

โอ้โฮ คำถามนี้สำคัญมากนะครับ และก็เป็นเรื่องน่าตกใจด้วยที่มีคนคิดว่าเราไม่ได้สั่งยาให้คนไข้

ขออธิบายสั้นๆตรงนี้ไว้ก่อนครับ มียาให้คนไข้ครับ มีเยอะเสียด้วย ยาของเราแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

1. ยาในรูปแบบของการต้องปฏิบัติตัวเอง บางทีก็เป็นเรื่องของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

2. ยาในรูปแบบของยาจริงๆ เป็นเม็ด เป็นน้ำ เป็นยากิน ยาฉีด มีครบตามลักษณะของยาทางเภสัชกรรมของการแพทย์แผนปัจจุบัน

สำหรับในข้อ 1. นั้น คนไข้หลายคนมักจะแปลกใจ ย้อนกลับถามว่า “นั่นน่ะหรือคือยา?”

ตรงนี้ก็เลยต้องขออธิบายยาวๆ ว่า การปฏิบัติตัวเองตามสูตรที่เราวางไว้นั่นแหละคือยา อย่างเช่น คนไข้บางคน มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องท้อง อาหารไม่ ค่อยย่อย ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อบ่อยๆ สลับกับการปวดท้อง แถมด้วยการขับถ่ายผิดปกติ เดี๋ยวท้องผูก เดี๋ยวท้องเดินสลับกันไปมาอยู่เรื่อยๆ

เมื่อศึกษารายละเอียดในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทราบเรื่องเกี่ยวกับวิธีกินอาหารของคนไข้ เราก็จะแนะให้เขากินผักประเภทที่มีกาก เช่น คะน้า บรอกโคลี กะหล่ำปลี หัวปลี เหล่านี้เป็นต้น

และเราก็จะแถมด้วยการสอนให้เขาทำน้ำอาร์ซี ดื่มทุกเช้าทุกวัน และก็อาจจะรวมถึงการสอนให้ทำดีท็อกซ์ด้วย

คนไข้ก็จะถามว่า “แล้วไหนล่ะยา”

เราก็จะตอบว่า นั่นแหละที่แนะนำให้กินข้าวกล้อง กินผักตัวนั้นตัวนี้ กินน้ำอาร์ซีทุกเช้า อย่างนั้นนั่นแหละคือยาล่ะของง่ายๆ ทำเองง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ไม่ต้องเสียเงินแพงๆไปซื้อยาแพงๆ

(นี่เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติตัวแทนการกินยานะครับ ไม่ได้หมายความว่า คนไข้ทุกคนที่มาหาจะถูกสั่งให้กินคะน้าและกะหล่ำปลีทุกคน)

ทีนี้ก็มาถึงคำตอบข้อ 2. คือการให้ยา ยาของชีวจิตนั้น ถ้าอย่างเป็นเม็ด เราจะสั่งยาประเภทวิตามินและแร่ธาตุให้

ยาประเภทวิตามินและแร่ธาตุ นั้น มีขายตามร้านขายยา ไม่ต้องมี ใบสั่งยาของแพทย์

แต่ในบางกรณีคนไข้มีอาการมากกว่าที่จะใช้วิตามินได้ ตัวอย่างเช่น คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องอาหารไม่ย่อย ที่เอ่ยถึงข้างบน แต่มีแถมเรื่องท้องเดินและท้องเสีย เมื่อตรวจดูแล้วปรากฏว่าท้องเดินเพราะติดเชื้อ

ถ้าอย่างนี้ก็คงต้องใช้ยาประเภทเภสัชกรรมของแพทย์ปัจจุบันร่วมด้วย จะเป็นยากินหรือยาฉีดก็ได้ เราก็ต้องขอให้แพทย์ปริญญาที่โรงพยาบาลเป็นคนสั่งยาให้หมายความว่า เราใช้ยาแบบผสมผสาน มีทั้งยาประเภทกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง มีทั้งวิตามินและแร่ธาตุ แถมด้วยยาแผนปัจจุบัน ซึ่งแพทย์ปริญญาเป็นผู้สั่งให้ด้วย

ก็คงได้คำตอบแล้วใช่ไหมครับว่า ที่เข้าใจผิดว่าเราไม่ให้ยานั้นน่ะ ความจริงเราให้ยาเยอะเลย

เฉพาะตอนนี้หรือสัปดาห์นี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนไข้คนหนึ่ง เป็นตัวอย่างเกี่ยวกับการป่วยไข้แต่ไม่ต้องใช้ยา มาเล่าให้คุณฟัง

ปกติเราจัดคอร์สสุขภาพเป็นประจำนะครับ เราจะรับกลุ่มสมาชิกชีวจิตไปเข้าค่าย เข้าคอร์สสุขภาพ มีการปฏิบัติตัวตามสูตร 5 เล็กของชีวจิต คือ กิน–นอน–ทำงาน–พักผ่อน (รวมทั้งสมาธิ) และออกกำลังกาย

ครั้งหนึ่งเราจัดคอร์สไปเข้าค่ายที่ภูเรือ ที่พักอยู่บนเขาสูง อากาศหนาวมาก

เราให้สมาชิกตื่นตั้งแต่ตีสี่ อาบน้ำเย็นแต่เช้า แล้วเดินเท้าเปล่าไปออกกำลังกายรำตะบองที่ลานหญ้า

ที่ให้เดินเท้าเปล่านั้น ก็เพราะต้องการให้เท้าสัมผัสกับดินและหญ้า จะได้สัมผัสกับธรรมชาติแท้ๆ (ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ) อย่างใกล้ชิด

สมาชิกคนหนึ่ง เป็นผู้ชาย อายุ 45 ปี รูปร่างค่อนข้างอ้วน ตอนแรกเขาบอกว่า เขาจะไม่ไปรำตะบอง เพราะไม่ค่อยสบาย

ผมเห็นว่าท่าทางเขาไม่ได้ป่วยเป็นอะไร นักหนา อาจจะว่าเขาขี้เกียจเดินตอนเช้ามืดกระมัง เลยหนุนเขาให้ฮึกเหิมว่า ท่าทางเขาแข็งแรงมาก ลองเดินด้วยกันไปช้าๆตามสบายก็ได้

เขาทนการอ้อนวอนไม่ได้ ก็เลยเดินตามกลุ่มไปช้าๆ พอไปถึงลานหญ้าที่สำหรับรำตะบอง เขาก็นั่งลง ไม่เดินต่อไป

ผมเข้าไปถามว่าเป็นอะไร เขาก็ชี้ให้ดูที่หลังเท้า ปรากฏว่ามีรอยข่วนจากหนามของต้นไม้ไมยราพ

รอยข่วนนั้นเป็นทางยาว ผมขอผ้าสะอาดมาผืนหนึ่ง ซับเลือดที่เท้าแล้วให้เขากดผ้าไว้

พอเอาผ้าออก เลือดก็ไหลออกมาอีก เอาผ้ากดซ้ำไว้ ทำท่าเลือดจะหยุด แต่เอาผ้าออกเลือดก็กลับไหลออกมาเหมือนตอนแรก ทำอย่างไรเลือดก็ไม่หยุด

ผมก็ชักเอะใจ เอาเขาไปนั่งกันสองคน ถามว่า เขาป่วยเป็นอะไรหรือเปล่า

ถึงได้ทราบเรื่องน่าตกใจ เขาเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดที่หัวใจอุดตันสองเส้น หมอให้เขากินยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำ เดือนหน้าเขาจะต้องเข้าโรงพยาบาล ผ่าตัดหัวใจทำบายพาส

โอ้โฮ แย่ละซี คุณลุงสาทิสเอ๋ย ขออนุญาตผัดไปคราวหน้าครับ จะเล่ารายละเอียดคนไข้คนนี้ หายจากโรคหัวใจโดยไม่ต้องผ่าตัดได้อย่างไร? คราวหน้านะครับ.
*************
อย่างที่เรียนให้ทราบเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คอร์สสุขภาพชุดพิเศษจัดอีกครั้งแน่นอนครับ ที่รีสอร์ตริมน้ำกาญจนบุรี วันที่ 27-30 กันยายน 2555 ต้องการทราบรายละเอียด กรุณาโทร. 08-6340-5942, 09-0197-8312 และ 0-2422-9111 ต่อ 2101-3.

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 16 กันยายน 2555, 05:00 น.

“ทุกข์ล้นเหลือ เหยื่อโฆษณา”

Published กันยายน 18, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/289583

9 กันยายน 2555, 05:00 น.
Pic_289583

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีงานเมดิกัล ฮับ ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

ผมแวะไปดู 2 ครั้ง เพื่อจะได้ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จากการจัดงานครั้งนี้

ได้รับแจกหนังสือชุด “รู้ทันสื่อโฆษณายา อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ” ของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ่านดูแล้วมีเรื่องที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ในหนังสือชุดนี้ มีอยู่เล่มหนึ่ง “ทุกข์ล้นเหลือ เหยื่อโฆษณา” อ่านแล้วรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง

กลุ่มของคณะเภสัชศาสตร์ (กพย.) ชมรมเภสัชชนบทและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้สุ่มตรวจโฆษณาอาหารทางวิทยุ–เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ในพื้นที่ 16 จังหวัด ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคม 2554 ได้ตรวจดูโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพจำนวนกว่า 200 เรื่อง ได้พบว่าเป็นโฆษณาที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหารถึง 95%

ตัวเลข 95% นี้มากนะครับ ดูๆ ไปแล้วเหมือนโฆษณาเกือบทั้งหมดเกี่ยวแก่อาหารนั้น อ้างสรรพคุณเป็นยา โอ้อวดว่าสามารถบำบัดบรรเทารักษาหรือป้องกันโรค รวมไปถึงบำรุงร่างกายได้ เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

แปลตรงๆ คือ โฆษณาเกือบทั้งหมดเหล่านี้ โฆษณาเกินความจริง และในตัวอย่างของโฆษณาซึ่งในหนังสือเล่มนี้ระบุไว้ ปรากฏว่าเข้าขั้นหลอกลวงประชาชน

มีตัวอย่างที่ถูกระบุไว้หลายตัวอย่าง ซึ่งรู้สึกจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ประชาชน ตัวอย่างเหล่านี้แม้จะถูกเจ้าหน้าที่ อ.ย.ตักเตือนและลงโทษปรับแล้ว อาหารเหล่านั้นก็ยังคงประกาศขายต่อไปได้

ทำไมถึงปล่อยกันได้เช่นนี้ อยากจะขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายไปขอหนังสือชุดนี้จากแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา กพย. ของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (โทรศัพท์ 0-2218-8452) มาอ่านดู จะได้ประโยชน์เหลือล้นสำหรับตนเอง และสำหรับครอบครัวท่านเอง

ขอแถมอีกนิดว่า ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะได้แจกแจงกลอุบายของเจ้าของโฆษณาแล้ว ยังได้ระบุชื่อสินค้าหลายชื่อซึ่งเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนด้วย

ผมเองนั้นอึดอัดใจเกี่ยวกับการได้ยิน ได้เห็นโฆษณาประเภทเกินความจริงเหล่านี้มานานแล้ว อยากจะพูดอยากจะแก้ไข หรือเตือนชาวบ้านอย่างพวกเราๆ ให้ระวังเรื่องโฆษณาหลอกลวงเหล่านี้ แต่ลำพังตัวเองมองไปทางไหน เพื่อหาที่พึ่ง ก็รู้สึกว้าเหว่เหลือประมาณ ตัวเองคนเดียวทำอะไรไม่ได้

มาเห็นการทำงานของกลุ่ม กพย. ผมก็ดีใจครับ รู้สึกอุ่นใจว่า มีผู้ทำงานคอยช่วยเตือนประชาชนในด้านนี้อยู่แล้ว

ขอส่งเสริมเป็นกำลังใจและขอชักชวนให้ประชาชนผู้บริโภค ซึ่งคงตกที่นั่งแบบผม คือไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครได้เช่นนี้ ได้ช่วยกันทราบ และช่วยกันสนับสนุนงานของ กพย. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ด้วย

บทความ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” คราวนี้คงจะต้องขอแบ่งเป็นสองตอนนะครับ ตอนแรกก็ขอพูดถึงเรื่องงานของ กพย. (ซึ่งต้องขอสารภาพว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม ทั้งๆ ที่ กพย.ได้ก่อตั้งและทำงานมาตั้งนานแล้ว)

ส่วนตอนที่สองของบทความสัปดาห์นี้ ก็จะขอต่อเรื่องการค้นคว้า ในด้านการแพทย์ผสมผสาน ซึ่งได้พูดมาแล้วหลายครั้งว่า การแพทย์ทางเลือกนั้นมีมากมาย และก็ได้พูดถึงการส่งเสริมการแพทย์ทางเลือกแต่ละแขนงมาก็มากมายเช่นกัน แต่ก็ยังมีข้อสรุปที่แน่นอนไม่ได้ว่าพื้นฐานทางวิชาการของการแพทย์ทางเลือกนั้น เราจะยึดเอาวิชาการด้านไหนและอย่างไร จึงจะเชื่อได้ว่าพื้นฐานเช่นนั้นเป็นของแท้และเชื่อถือได้

ผมจึงได้พยายามยกตัวอย่าง การทดลองและวิจัยของสถาบันต่างๆ หลายแห่ง มารวมไว้และเสนอไว้ในบทความหลายครั้งของชีวจิตที่ผ่านมาแล้ว เพื่อให้เห็นว่าการทดลองและวิจัยด้านการแพทย์ทางเลือกทุกอย่าง ถ้าจะให้เป็นที่เชื่อถือได้นั้น ควรจะเป็นการทดลองและวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะมีผลเป็นทางการซึ่งพิสูจน์ได้

ขอย้ำอีกครั้งนะครับที่ว่า “ผลเป็นทางการซึ่งพิสูจน์ได้” ในที่นี้ก็ถือว่า เราทดลองกี่ครั้งๆ ก็ตาม การทดลองจะจบและมีข้อสรุปเหมือนกันทุกครั้ง

ทดลองแบบนี้กี่ครั้ง ก็จะจบลงตัวเหมือนกันทุกครั้งนี่แหละครับ จึงจะยอมรับได้ว่าเป็นการทดลองที่เชื่อถือได้ทางวิทยาศาสตร์

ผมขอย้อนไปถึงเรื่องการทดลองการแพทย์แผนจีนในด้านของการฝังเข็ม เมื่อสมัยเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของจีนพยายามที่จะเสนอการแพทย์แบบจีน ให้เป็นที่ยอมรับกันของการแพทย์สากล

เท่าที่จำได้ก่อนหน้านั้นประเทศจีน มีนโยบายเปิดประเทศติดต่อกับประเทศภายนอก ทั่วโลก

นโยบายใหญ่ด้านหนึ่งก็คือ จีนต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างชาติ เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน และถือว่าการแพทย์แบบจีน ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีน

กระทรวงสาธารณสุขของจีนได้ก่อตั้งศูนย์การปฏิบัติด้านการแพทย์แขนงการฝังเข็มขึ้น 3 แห่ง คือ ที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และนานจิง และได้ตั้งศูนย์ประสานงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกของสหประชาชาติ

ระยะนั้นผมยังทำงานประจำอยู่ที่สหประชาชาติที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก จำได้ว่ามีงานเกี่ยวกับความร่วมมือทางวัฒนธรรมของจีนร่วมกับสำนักงานแปซิฟิกภาคตะวันตกของสหประชาชาติ

สำนักงานความร่วมมือสองแห่งนี้ได้รับผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ทั่วโลก ประมาณ 1,000 คน จากประเทศต่างๆ 120 ประเทศ มาฝึกและศึกษาในเรื่องการฝังเข็มตามตำรับการแพทย์แผนจีน

จำได้ว่ามีการเชิญชวนแพทย์ผู้สนใจการฝังเข็มมาสังเกตการณ์ผ่าตัดปอดของคนไข้ผู้หนึ่ง

การผ่าตัดครั้งนั้นเป็นการผ่าตัดซึ่งประสบความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ คือผ่าตัดแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ไม่ให้คนไข้ต้องดมยาสลบหรือฉีดยาชาแบบแผนปัจจุบัน

นี่ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ ก็คือใช้การฝังเข็มคนไข้แทนการใช้ยาสลบหรือยาชา ตลอดเวลาการผ่าตัดหลายชั่วโมงนั้น แพทย์ฝังเข็มของจีนใช้การฝังเข็มให้กับคนไข้โดยไม่ต้องใช้ยาชาเลย

คนไข้รู้สึกตัวตลอดเวลาการผ่าตัด พูดคุยกับแพทย์ผ่าตัดได้ตามธรรมดาและตามปกติ เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว คนไข้สามารถเดินลุกจากเตียงผ่าตัดได้โดยไม่ต้องให้ใครช่วยเหลือ

นี่คือความมหัศจรรย์ในด้านการแพทย์ผสมผสาน และถือว่าเป็นการผ่าตัดในด้านการผสมผสาน ซึ่งได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน เพราะมีแพทย์ทั่วโลกเฝ้าดูการผ่าตัดในห้องผ่าตัด มีการถ่ายภาพยนตร์และทีวี เผยแพร่ไปทั่วโลก

การผ่าตัดเช่นนี้ ถือเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งพิสูจน์ได้และเชื่อถือได้ 100%เต็ม

อย่างที่เรียนให้ทราบเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คอร์สสุขภาพชุดพิเศษ จัดอีกครั้งแน่นอนครับ ที่รีสอร์ตริมน้ำกาญจนบุรี วันที่ 27-30 กันยายน 2555 ต้องการทราบรายละเอียด กรุณา โทร. 08-6340-5942, 09-0197-8312 และ 0-2422-9111 ต่อ 2101-3.

สาทิส อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 9 กันยายน 2555, 05:00 น.

“ท้อง” เรื่องเล็กกลายเป็น เรื่องใหญ่ “รังมดลี่” ยาแบบชาวบ้านอีกตัวหนึ่ง

Published กันยายน 18, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/287880

2 กันยายน 2555, 05:00 น.
Pic_287880

ครั้งที่แล้วพูดถึงยาแบบชาวบ้าน หรือยาสามัญประจำบ้าน รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องยาว จะเขียนให้ละเอียดคงต้องใช้เวลามาก ผมตั้งใจว่าจะค้นคว้าต่อและแยก เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

แต่ก่อนที่จะย้อนกลับมาพูดถึงการแพทย์แบบผสมผสาน ผมอยากจะเล่าถึงตัวยาอีกตัวหนึ่งตามตำรับสมุนไพรไทย เป็นเรื่องซึ่งฝังใจผมมานาน

คุณพ่อผมเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ก่อนสมัยเปลี่ยนการปกครอง ตอนที่ท่านเกษียณอายุแล้ว ท่านตัดสินใจที่จะเข้าวัดปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสาละวันที่โคราช

นอกจากการปฏิบัติธรรมและจำศีลภาวนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ท่านปฏิบัติเป็นประจำระหว่างอยู่ที่วัดก็คือ ท่านจะปรุงยาแผนโบราณแจกพระและชาวบ้าน ระหว่างรับราชการเป็นทหาร ท่านได้ศึกษาการแพทย์แผนไทยและแผนโบราณมามากพอสมควร ที่พักของท่านจึงมีทั้งโอ่งดองยา ขวดโหลใส่ยา เครื่องมือบดยา ผสมยาเต็มไปหมด

ยาตัวเอกของท่านขนานหนึ่งเป็นยาชุดอายุวัฒนะ มีตัวสมุนไพรหลายสิบตัว บริเวณวัดป่าสาละวันเป็นป่าโปร่ง มีตัวยาได้เกือบครบถ้วนตามตำรับ ตัวไหนที่หาไม่ได้ ท่านก็จะสั่งไปตามบรรดาคนคุ้นเคยให้เสาะหามาให้ท่านจากแดนไกลและจากในเมือง ท่านจะสั่งไว้ล่วงหน้านานๆ เพราะยาชุดอายุวัฒนะนี้ ท่านจะทำเพียงปีละครั้งเท่านั้น

ท่านมีลูกน้องคนสนิทอยู่คนหนึ่ง ซึ่งรู้จักยาสมุนไพรแทบทุกอย่าง เวลาลูกน้องคนนี้ออกไปหายา ท่านจะให้ผมตามไปด้วย

ตอนนั้นผมยังเล็กอยู่ อายุประมาณ 11 ขวบเห็นจะได้ จำชื่อยาต่างๆ ไม่ได้หมด แต่ลูกน้องของท่านบอกผมว่า ยาชุดวัฒนะนี้แทบทุกตัวขมทั้งนั้น อย่างเช่นบอระเพ็ด หัวบัวขม เทียนต่างๆ แก่นจันทร์ ดอกบุนนาค โกษฐต่างๆ เปลือกสะเดา แห้วหมู เหล่านี้เป็นต้น

มีตัวยาอยู่ตัวหนึ่งซึ่งผมรู้สึกแปลกใจและสนใจมาก เพราะไม่ใช่ตัวยาจากพืชเหมือนตัวยาอื่นๆ คือ

“รังมดลี่”

“ลี่” เป็นชื่อของมดชนิดหนึ่ง ตัวดำๆ เล็กกว่ามดตะนอยเล็กน้อย มองแต่ไกล ถ้าไม่สังเกตให้ดีๆ อาจจะเหมาเอาว่านี่เป็นมดตะนอยก็ได้ (มดตะนอยต่อยหรือกัดจะบวมและเจ็บปวดมาก)

ความแตกต่างระหว่างมดลี่และมดตะนอยก็คือ มดลี่ตัวเล็กกว่า เวลาเดินก้นจะยกสูง มดตะนอยอยู่ในดิน ทำรังในดิน แต่มดลี่อยู่สูง และทำรังห้อยอยู่บนต้นไม้

รังมดลี่ทำด้วยดิน รังโตขนาดลูกโป่งเป่าลม และรังจะห้อยอยู่บนกิ่งไม้

สมัยก่อนนี้ ผมจะสังเกตและจำลักษณะของรังมดลี่ไม่ได้ละเอียด แต่ระยะหลังเมื่อโตเป็นหนุ่มใหญ่ ได้ศึกษาถึงการแพทย์แขนงต่างๆ มากพอสมควร จำเรื่องมดลี่ได้ และได้ติดตามศึกษาเรื่องรังมดลี่มากขึ้น

ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า มดลี่เป็นมดสันติภาพ ไม่กัดไม่ทำร้ายใคร มีใครมารังแกก็มักจะถอยหนีเงียบๆ

เวลามดลี่จะทำรัง จะไปคาบดินจากพื้นดินทีละก้อนเล็กๆ เอาไปปะที่รังใช้น้ำลายเป็นกาวปะก้อนดินกับรัง ดินที่เอาไปปะมักจะเป็นดินชื้นๆปนทราย

โดยเหตุที่รังมดลี่เหมือนรังปลวก ชีวิตของมดพวกนี้ก็คล้ายๆ ปลวก อยู่กันเป็นพวก เป็นหมู่เหล่า และคงเป็นชีวิตที่เย็นสบาย เพราะมีดินหุ้มอยู่ข้างนอก

เวลาที่ไปหารังมดลี่ คุณพ่อจะสั่งแล้วสั่งอีกว่า ให้หารังที่ร้างแล้วหมายความว่า เป็นรังเก่าที่มดทิ้งรังแล้ว

ที่สั่งเช่นนี้ ก็เพราะพ่อเห็นว่าไปรบกวนรังที่มีมดอาศัยอยู่ คงจะเป็นบาป จึงสั่งให้หารังร้าง ซึ่งสมัยก่อนรังที่มีมดอาศัยอยู่ แม้จะหาค่อนข้างยาก แต่ก็พอหาได้ แต่รังร้างนั้น สมัยก่อนหากันเป็นวันๆ บางทีก็หาไม่ได้

สมัยนี้ป่าโปร่งแทบไม่เหลือแล้ว รังมดลี่หาแทบไม่ได้ และรังร้างนั้นไม่มีเหลือให้เห็นแม้แต่เงา

เอาละครับ เล่าเรื่องมดลี่เพียงย่อๆ แค่นี้ก่อน ความจริงมีหลักการเกี่ยวแก่ตัวยาจากรังมดลี่ที่น่าสนใจมากกว่านี้มากมายนัก

คำถามซึ่งน่าจะตอบให้ได้เสียก่อนตอนนี้ก็คือ ก็ในเมื่อตัวยาจากพืชมีมากมาย แล้วทำไมต้องเอาตัวยาซึ่งไม่ใช่พืชเข้ามาปนด้วย

ถ้าจะใช้ตำราเภสัชกรรมไทย ก็จะเห็นว่า ท่านได้บรรยายเรื่องของร่างกายว่า “เป็นที่ตั้งของกองสมุฏฐาน สมุฏฐานเป็นที่ตั้งของกองธาตุ ธาตุเป็นที่ตั้ง ของกองโรค”

ผมขออนุญาตพูดอย่างสั้นที่สุดว่า ผมอยากจะเอาเรื่องธาตุมาอธิบายเกี่ยวแก่การแพทย์ผสมผสานโดยตรง

เรื่องธาตุของไทยเราจะเน้นที่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ถ้าเราเอาเรื่องของวิชาเคมีเข้ามาจับ ก็จะเข้ากับเรื่องของดิน น้ำ ลม ไฟได้เป็นอย่างดี

สมัยก่อนที่ผมเขียนเรื่องเคมีนั้นนานมาแล้ว สมัยนั้นเราพบว่า ธาตุ หรือ ELEMENT มีอยู่ประมาณ 106 ธาตุ

ธาตุ 106 ธาตุ เมื่อจะย่อให้สั้นๆ ก็จะเหลือเพียง 4 ธาตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) แบบของไทย

ถ้าเอาแบบของไทย 4 ธาตุ แยกออกไปเป็นรายละเอียดตามวิชาเคมี ก็จะแยกออกได้ 106 ธาตุ

ฉะนั้น 4 ธาตุ สมัยเก่า เท่ากับ 106 ธาตุ ตามหลักวิชาเคมีสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี

เอาละครับ ตอนนี้เรามาพูดถึงธาตุในร่างกายตามแบบการแพทย์ปัจจุบันได้แล้ว

ธาตุหรือแร่ธาตุ (MINERALS และ ELEMENTS) ซึ่งร่างกายมนุษย์ต้องการมีอยู่ 18 แร่ธาตุ

ถ้าขาดอย่างหนึ่งอย่างใดใน 18 แร่ธาตุนี้ไปเราก็ป่วย ป่วยเรื้อรังหรือป่วยนานๆ เพราะขาดแร่ธาตุดังกล่าว ก็จะทำให้เราเสียชีวิตได้

เอาละครับ ตอนนี้ถึงตอนสำคัญแล้ว

“รังมดลี่นั้น ผมเคยทดลองเอามาแช่ละลายในน้ำ เมื่อรังมดลี่ตกตะกอนแล้ว ดื่มน้ำเข้าไป น้ำกร่อยกลายเป็นน้ำจืดสนิทได้”

ฉะนั้นในรังมดลี่ต้องมีสารหรือแร่ธาตุที่ทำให้น้ำเกิดความเป็นกลาง  (NEUTRALI-ZATION) ขึ้นมาได้

รังมดลี่ซึ่งไม่ใช่พืชจึงกลายเป็นยาได้ด้วยประการฉะนี้แหละครับ

ท่านที่ติดตามข่าวเรื่องคอร์สสุขภาพชีวจิต โปรดทราบว่า เราเตรียมจัดคอร์สพิเศษ BMU ที่รีสอร์ตริมน้ำกาญจนบุรี ไว้แล้วครับ ตั้งแต่วันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ 27-30 กันยายน 2555 อ.สาทิส กำกับรายการสุขภาพตั้งแต่ต้นจนจบ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 08-6340-5942, 09-0197-8312, และ 0-2422-9111 ต่อ 2101-3.

*********

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 2 กันยายน 2555, 05:00 น.

“ท้อง” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่จนได้ ใช้ยาแบบชาวบ้านผสมผสาน กันได้หรือไม่? (2)

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/286219

26 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_286219

ฉบับที่แล้วพยายามจะตอบคำถามที่ว่าจะใช้ยาแบบชาวบ้าน หรือยากลางบ้านผสมผสานกับยาอื่นๆ หรือยาประเภทแผนปัจจุบันได้หรือไม่

ผมได้ให้คำตอบอย่างมั่นคงว่า “ได้อย่างแน่นอน” แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องพิจารณาให้ดีว่า ยาที่ว่านั้นมาจากไหน มีที่มาที่ไปอย่างไร มีการค้น คว้าทดลองหรือทดสอบว่าเชื่อถือได้หรือไม่

และข้อสำคัญที่สุดก็คือ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ อย่าเชื่อคำเล่าลือ เพราะเดี๋ยวนี้มีข่าวลือ ข่าวปลอมจากพ่อค้าปลอมๆ ที่พยายามจะหลอกชาวบ้านว่า ยาตัวนั้นดี ตัวนี้ศักดิ์สิทธิ์มีอยู่มากมาย

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วอีกเหมือนกัน ผมพยายามจะเอารายการยาจากการแพทย์แผนต่างๆมาให้คุณผู้อ่านเลือกและได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ยาบางตัวนั้นเขาได้ทดสอบและทดลองมาอย่างไรบ้าง อย่างกระเทียมซึ่งเป็นสมุนไพรและเป็นเครื่องครัวนั้น คนไทยรู้จักและใช้ประจำตัวและประจำครอบครัวมาหลายร้อยปี พอจะเอามาทำเป็นยา เราก็ต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แลเภสัชศาสตร์สกัดได้น้ำมันกระเทียมมาทำเป็นยาและเป็นแร่ธาตุที่ทำยาได้เกือบ 20 ตัว ดังนี้เป็นต้น

คราวนี้ผมก็จะแนะนำยาต่างๆอีกหลายตัว ขอรับรองว่า ยาต่อไปนี้มีทั้งตำรับตำราที่เชื่อถือได้ และก็ได้ใช้ทำเป็นยาและเห็นประโยชน์แน่นอน ผมขอเอาตัวผมเองเป็นประกันว่า เป็นยาที่เชื่อถือได้ และได้ทดลองพิสูจน์ทั้งกับตัวเองและกับคนไข้มาแล้ว

คราวนี้อยากจะขอแนะนำยาอีกตัวว่าเป็นตัวเด่นมาก และอยากจะให้ทุกคนมีไว้ประจำบ้านก็คือ “ฟ้าทะลายโจร”

“ฟ้าทะลายโจร” เป็นต้นไม้ประเภทไม้ล้มลุก ลักษณะหัวโต ปลายแหลม มีดอกเล็กๆ สีขาว มีเมล็ดเป็นรูปยาวรี โดยเหตุที่เป็นไม้ล้มลุก ตายง่าย แต่เมื่อเม็ดตกลงดิน โดนน้ำโดนฝนก็งอกขึ้นมาใหม่ เลี้ยงง่าย งอกง่าย

“ฟ้าทะลายโจร” เป็นยา ถ้ากินสดๆ ได้ผมอยากจะออกประกาศนียบัตรให้ผู้ที่กินสดๆ ได้ว่าเป็น “ยอดคน” จริงๆ

เพราะต้นยาต้นนี้ขมอย่างเหลือเกิน ขมเหมือนสะเดาสักร้อยต้นหรือบอระเพ็ดสักร้อยต้นมาต้มรวมกันแล้วก็ดื่ม

อาจจะเป็นเพราะขมนี่เอง ฟ้าทะลายโจรจึงแก้โรคต่างๆซึ่งเกี่ยวกับโรคในคอได้ เจ็บคอ เจ็บปาก เป็นหวัดเล็กหวัดใหญ่ โรคต่างๆเกี่ยวกับระบบหายใจแก้ได้ดีมาก

โรคเกี่ยวกับช่องท้อง เช่น ท้องเดิน ท้องเสีย บิด ปวดท้อง ก็แก้ได้

คุณลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งซึ่งดีมากก็คือ มีคุณภาพเหมือนยาปฏิชีวนะอ่อนๆ และที่ดีคู่กันทั้งๆที่เป็นยาปฏิชีวนะก็คือ มีอาการจากผลข้างเคียงน้อยมาก ไม่ร้ายเหมือนยาปฏิชีวนะแบบยาแผนปัจจุบัน

สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวแก่ “ฟ้าทะลายโจร” อีกอย่างหนึ่งก็คือ สามารถเข้ากับยาแผนอื่นๆ เช่น พวกวิตามิน ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวดแผนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ถ้าจะใช้ชนิดเป็นยาสำเร็จรูป เป็นเม็ดหรือเป็นแคปซูล ขอแนะนำให้ใช้อย่างสำเร็จรูปขององค์การเภสัชฯ หรือของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์

ถ้าจะทำกินเอง ไม่กล้ากินสดๆ ก็ขอแนะนำให้เอาใบตากแห้งปั่นเป็นผง แล้วผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดข้าวโพด

เวลาใช้ทั้งที่เป็นเม็ดหรือแคปซูลหรือลูกกลอน ครั้งหนึ่งๆ ไม่ควรเกิน 3 เม็ด และควรกินควบกับวิตามิน C ขนาด 1,000 มก. ครั้งละ 1 เม็ด 3 มื้อด้วย

จะแก้โรคเกี่ยวกับเจ็บคอ เจ็บปาก เกี่ยวกับระบบหายใจ และเกี่ยวกับระบบท้องไส้ได้เป็นอย่างดี

นอกไปจากนั้น ถ้ามีไข้หรือมีอาการปวด จะกินควบกับยาลดไข้ และยาแก้ปวดเบาๆ เช่น แอสไพรินหรือไอบูโปรเฟนก็ยังได้

มียาซึ่งจะจัดให้อยู่ในประเภทเป็นทั้งอาหารและยาควบกันไปซึ่งอยากจะแนะนำก็คือ อซิโดฟิลลัส (ACIDOPHILUS)

ยาตัวนี้ว่ากันที่จริงเป็นกลุ่มพวกเชื้อรา เราใช้กันมากในอาหารประเภทโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว โดยเหตุที่อาจจะจัดให้อยู่ในประเภทอาหารได้ เมื่อเรากินอาหารประเภทแป้ง-นม-เนยเข้าไป ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ร่างกายสร้างเชื้อโรค ซึ่งจะเป็นเพื่อนกับระบบท้องไส้ของเรา

เชื้อในระบบท้องไส้นี้ จะอาศัยกินเศษอาหารในท้อง และในขณะเดียวกันก็คอยช่วยป้องกันปราบปรามและฆ่าเชื้อโรคตัวอื่นๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตัวเราด้วย

ถ้าเรามีโรคหรือเชื้อเกี่ยวกับโรคของท้องไส้ อาจจะใช้เชื้ออซิโดฟิลลัสนี้ ซึ่งทำขายเป็นเม็ดหรือแคปซูล กินมื้อละ 1 แคปซูล 3 มื้อ ควบกับฟ้าทะลายโจร-วิตามิน C และยาแก้ไข้ได้

หรือจะกินโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวทำจากนมไขมันต่ำแทนก็ได้

วิตามินอย่างอื่น เช่น B.COMPLEX กินมื้อละ 1 เม็ด 3 มื้อ จะช่วยให้กินอาหารได้และช่วยในการย่อยได้

ถ้ามีอาการเกี่ยวกับท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ลมหรือแก๊สในท้องมีมากจนเกินไป ลองใช้น้ำส้ม สายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำผึ้งป่า 1 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วจิบต่างน้ำตลอดวัน

เกี่ยวกับท้องอืด-ท้องเฟ้อ-ท้องเดิน เนื่องมาจากบิดอีกเช่นกัน ซื้อถ่านอัดอย่างเป็นเม็ด มีขายตามร้านขายยา กินมื้อละ 2 เม็ด 3 มื้อ

มียาแบบผสมผสานอีกตั้งหลายตัวที่อยากจะแนะนำ แต่ก่อนที่หน้ากระดาษจะหมดเสียก่อน ผมขอแนะนำยาตัวโปรดของผมอีก 1 ชุดก่อน

ยาชุดนี้ก็คือ ยาธาตุบรรจบและขมิ้นชัน

ยาธาตุบรรจบนั้น กระทรวงสาธารณสุขท่านประกาศให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน หมาย ความทางกระทรวงมีตำรายาแจกจ่ายให้ประชาชนทำยาขึ้นมาใช้สำหรับตนเองและครอบครัวได้

ยาตำรับนี้เป็นยาชุดเอกซึ่งผมนับถือมาก ถือว่าเป็นยารักษาท้อง ป่วยหรือไม่ป่วยก็ใช้เป็นยาประจำตัวได้ทั้งนั้น

มีหลายท่านจดหมายมาถามว่าจะซื้อยานี้ได้ที่ไหน ปกติผมเคยซื้อเป็นประจำที่ร้านโครงการหลวง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า

แต่เมื่อบอกไปแล้วหลายท่านตอบกลับมาว่าไม่สะดวก เพราะท่านอยู่ต่างจังหวัด หาซื้อไม่ได้

ผมถามทางโครงการหลวง เห็นท่านบอกว่า มีสาขาหลายแห่ง ดูเหมือนสนามบินหลายแห่งก็มีขาย

บางท่านก็บอกมาอีกว่า หาไม่ได้เลยจริงๆ

เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ผมขอลอกตำรายา ของกระทรวงสาธารณสุขมาลงให้คราวนี้เลย ลองไปหาตัวยาดังต่อไปนี้นะครับ

ยาธาตุบรรจบ

1. ลูกจันทน์ 2. กระวาน 3. กานพลู 4. ดอกจันทน์ 5. ขิงแก่ 6. เถาสะค้าน 7. ดีปลี 8. รากขัดมอญ 9. มะตูมอ่อน 10. แห้วหัวหมู 11. อบเชยเทศ 12. เจตมูลเพลิง 13. เปลือกสมุลแว้ง 14. เปราะหอม 15. รากไคร้เครือ 16. จันทน์เทศ 17. จันทน์แดง 18. ตรีผลา 19. โกฐทั้งห้า 20. เทียนทั้งห้า 21. รากแฝกหอม 22. น้ำประสานทองสะตุ 23. เปลือกแค

ทั้งหมดนี้เอาอย่างละเท่ากัน ตำเป็นผงให้ละเอียด ผสมน้ำอุ่นครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร

กินคู่กับขมิ้นชัน ขององค์การเภสัชครั้งละ 1-3 แคปซูล

******************

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 26 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

“ท้อง” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่จนได้ ใช้ยาแบบชาวบ้าน ผสมผสานกันได้หรือไม่?

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/284433

19 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_284433

ตั้งคำถามอย่างนี้ “ใช้ยาแบบชาวบ้านผสมผสานได้หรือไม่” ตอบได้เดี๋ยวนี้เลยโดยไม่ต้องรีรอ

ได้ซีครับ ไม่ได้ ได้อย่างไร ก็นี่แหละคือคำถามที่ผมทิ้งท้ายไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนไงครับ ว่ายาแก้โรคบิดหรือฆ่าเชื้อบิดนั้น มีแต่ยาแผนปัจจุบัน คือยาประเภทปฏิชีวนะอย่างเดียวหรืออย่างไร

ในเมื่อโรคบิดเป็นโรคโบราณซึ่งมีมานับเป็นร้อยๆปีหรือพันปีมาแล้ว ส่วนยาประเภทปฏิชีวนะนั้น เพิ่งเกิดได้ไม่กี่สิบปีมานี้เอง

เมื่อไม่มียาประเภทปฏิชีวนะ แต่คนโบราณซึ่งเป็นบิดมากมาย เขาก็อยู่รอดมาได้ ฉะนั้น สมัยก่อนก็คงต้องมียารักษาโรคบิดมาแล้ว

ตอนนี้แหละ ผมจึงได้ใช้ความพยายามส่วนตัวศึกษายาประเภทต่างๆ แล้วก็มาเล่าสู่กันฟัง แฟนชาวชีวจิตจะได้ลองเลือกยาง่ายๆ มาใช้กับตัวเองได้

ขอเรียนให้ทราบไว้ก่อนอย่างหนึ่งนะครับ เมื่อจะขอยาประเภทต่างๆมาไว้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นยาโบราณ ยาแผนไทย หรือยากลางบ้าน  อย่างไรก็ตาม ขอให้ศึกษาถึงประวัติของยาเหล่านั้นไว้ให้ดีก่อน

ที่ต้องเตือนอย่างนี้ ก็เพราะสมัยนี้มีของปลอมๆมากมาย มีอาจารย์ปลอมๆหรืออยู่ๆก็ตั้งตัวเป็นหมอปลอมๆ อ้างตัวว่าเป็นผู้มียาวิเศษอย่างโน้นอย่างนี้ คนก็เชื่อกันง่ายเหลือเกิน

ส่วนยาต่างๆซึ่งไม่ใช่ยาแผนปัจจุบัน และผมจะเสนอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาต่อไปนี้ ขอเรียนให้ทราบว่า อยู่ในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

1.เป็นยาที่ใช้กันมานาน มีประวัติการใช้เป็นที่น่าเชื่อถือได้ หรือ

2. เป็นยาเก่าก็จริง แต่ได้ถูกนำมาศึกษา, วิจัย, และค้นคว้าด้านเภสัชศาสตร์ จนพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้แน่นอนว่ามีตัวยาหรือสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง

เฉพาะในเรื่องข้อ 2 นี้ ผมเอาจริงเอาจังกับการศึกษาและค้นคว้าเป็นอย่างมาก ได้พบ  เรื่องสนุกๆน่าสนใจ และในขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องน่าสังเวชและเรื่องจอมปลอมของคนหลายคนหลายเรื่อง

เฉพาะคราวนี้ขอเล่าเรื่องสนุกๆ น่าสนใจให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน เรื่องสังเวชอย่าเพ่อเอามาคุยกันเลย จะทำให้ผู้อ่านเสียอารมณ์ไปเปล่าๆ

เรื่องแรกที่จะขอเอามาคุย คือเรื่องของกระเทียม

ผมครบเกษียณอายุเมื่อเกือบจะ 30 ปีมาแล้ว ตอนเกษียณนั้นผมอยู่ต่างประเทศ และตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทย สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อยากกลับมาเมืองไทยก็คือ อยากมาศึกษาความเป็นไทยและเรื่องของยาไทยให้มากขึ้น

ตอนที่กลับมาตอนนั้น ยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรื่องของยาไทย แต่จำได้ไม่ว่าจะไปที่ไหน รู้ว่าเขากำลังเห่อเรื่องกินกระเทียม

ตามบ้านเพื่อนๆก็กินกระเทียมเป็นยา กินทั้งกระเทียมสดๆ ทั้งอย่างเป็นเม็ดและทั้งเป็นยาลูกกลอน

ไปที่ร้านอาหาร จะเห็นกระเทียมดองตั้งไว้ในตู้ใส่ขวดโหล มีทั้งขวดเล็กขวดใหญ่เต็มตู้ นั่งลงที่โต๊ะอาหาร ยังไม่ทันสั่งอาหารเลย สาวเสิร์ฟก็จะเอากระเทียมดองมาตั้งให้ลูกค้าคนละถ้วย

ถามเพื่อนว่าสั่งกระเทียมดองมาทำไม เขาบอกว่าไม่ต้องสั่ง ที่ร้านนี้เขาจำได้ ลูกค้าโต๊ะอื่นๆก็เหมือนกัน เขาจำได้ พอนั่งลงเขาก็เอากระเทียมดองมาให้ทุกคน กระเทียมดองร้านนี้เขามีชื่อดังมาก

ดังเรื่องอะไร ผมถาม

ที่ดังเป็นกระเทียมคัดแล้ว และต้องเป็นกระเทียมโทนด้วยจึงจะใช้ได้

ใช้ได้ทำอะไร

ดังก็เป็นยาบำรุง และสำหรับผู้ชายอายุมากๆอย่างเอ็ง กินแล้วก็ดึ๋งดั๋งไงล่ะ

อ๋อ ผมเข้าใจแล้ว กินกระเทียม (และก็ต้องเป็นกระเทียมโทนด้วย) ก็เพราะต้องการให้เป็นยาบำรุงและเป็นยาโด๊ปด้วย

เรื่องยาโป๊นี้สำคัญนัก ไม่ว่าจะเป็นเมืองจีนหรือเมืองไทย พอบอกว่าเป็นยาโป๊ ตาลุกกันทุกคน

หมอปลอมบางคนหรือหลายคนอยากเป็นเศรษฐีง่ายๆ ก็ปลุกเสกยาบ้าๆ หรือสารแปลกๆอะไรสักตัว แล้วบอกว่าเป็นยาโป๊บำรุงกำลังก็กลายเป็นเศรษฐีได้ภายในพริบตา

เอาละๆ รู้สึกจะพล่ามมากไปแล้ว ไหนบอกว่าจะไม่พูดเรื่องทุเรศๆไงเล่า

ตกลงไม่พล่ามแล้วครับ ขอขึ้นเรื่องจริงเลยทีเดียว

เรื่องจริงของกระเทียมเป็นอย่างไร

กระเทียมเป็นทั้งยาและอาหาร เรารู้จัก กระเทียมในลักษณะนี้เป็นอย่างดี รู้จักมาหลายพันปีแล้วด้วยซ้ำ

ในด้านของเภสัชกรรมและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เราเคยเอากระเทียมไปแยกและวิจัยว่ามีสารต่างๆที่เป็นทั้งยาและอาหารอย่างไรบ้าง

ชื่อสามัญของกระเทียมที่รู้จักกันทั่วๆไป ก็คือ GARLIC ถ้าเป็นชื่อเฉพาะทางเภสัชกรรมก็ต้องเรียกว่า ALLIUM SATIVUM

ตอนที่เราเอากระเทียมไปแยก เราพบสารตัวยา, สารอาหารและแร่ธาตุหลายตัว ที่สำคัญที่สุด จะว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้ ก็คือยาและสารต่างๆที่พบในกระเทียมนี้ ทุกตัวเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่มีตัวไหนให้โทษเลย

ตัวอย่างสารที่เราพบก็คือ อัลลิซีน, อัลลีลได-ซัลไฟด์, แคลเซียม, ทองแดง, น้ำมันไขมันต่ำ, ไฟตอนไซด์, เหล็ก, แมกนีเซียม, แมงกานีส, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, ซิเลเนียม, กำมะถัน, สังกะสี, วิตามิน A, B1, B2, และ C

เหนื่อยไหมครับ เชื่อไหมครับว่ากระเทียมเพียงหัวเดียว จะมีสารต่างๆมากมายถึง 19 ตัว และอย่างที่บอกไงครับ ว่าสารต่างๆเหล่านี้ต่างมีประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างที่ยกตัวอย่างเช่น อัลลิซีน, อัลลีลไดซัลไฟด์ และไฟตอนไซด์ ก็จะเป็นสารประเภทน้ำมันของกระเทียม มีฤทธิ์ช่วยในการลดไขมัน และช่วยในการทำงานของระบบเส้นเลือดและหัวใจได้ดีมาก

โดยเหตุนี้ เขาจึงใช้สารต่างๆที่สกัดออกมาใช้เป็นยาเพื่อลดพิษหรือล้างพิษ ช่วยเพิ่มระดับภูมิต้านทาน (IMMUNE SYSTEM) ช่วยลดความดันโลหิต, ช่วยลดการอักเสบจากไขข้อ (ARTHRITIS), หอบหืด, ไข้หวัดเล็ก–ไข้ หวัดใหญ่ ช่วยระบบการย่อยอาหาร, ช่วยอาการจากโรคหัวใจ, นอนไม่หลับ, โรคเกี่ยวกับการอักเสบของตับ, โรคไซนัส,  แผลในกระเพาะและลดการอักเสบ และมีคุณภาพ–สรรพคุณต่อต้านเชื้อโรคแบบยาปฏิชีวนะด้วย

แต่มีข้อคิดอยู่อย่างหนึ่งครับ สำคัญมาก คือประโยชน์จากสารต่างๆที่ได้ระบุมานั้น  ต้องได้มาจากน้ำมันกระเทียมทั้งสิ้น

หมายความว่าตัวกระเทียมเฉยๆ โดยเฉพาะบางท่านคิดง่ายๆ เอากระเทียมไปตากแห้ง แล้วบดเป็นผง เอามาอัดเม็ดเป็นยาเอาไปขาย อย่างนั้นใช้ไม่ได้ เพราะกระเทียมอัดเม็ดก็จะมีแต่แป้ง ตัวยาสำคัญซึ่งอยู่ในน้ำมันกระเทียมหายไป

ฉะนั้น ตัวยาในกระเทียมจึงอยู่ในน้ำมันกระเทียม น้ำมันกระเทียมซึ่งอัดอยู่ในแคปซูล จึงมีประโยชน์แท้จริง ไม่ใช่กระเทียมซึ่งอัดเป็นเม็ด

เพราะน้ำมันกระเทียมมีสารซึ่งเป็นแอนตี้ไบโอติกนี่แหละ ผมจึงแนะนำให้ใช้กระเทียมเป็นตัวหนึ่งในการใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวแก่ท้อง

โอย เหนื่อยครับ ที่เล่ามานี้ไม่ใช่เป็นการอวดตัว เพียงแต่ต้องการให้ทราบ ไม่ว่าจะเป็นสารอะไร การจะยกย่องว่าเป็นยาวิเศษได้นั้น ต้องมีหลักฐานในการค้นคว้าและทดลอง

ฉบับหน้าจะมีเรื่องตัวยาล้วนๆ แบบผสมผสานแก้โรคเกี่ยวกับท้องและเกี่ยวกับโรคบิดด้วยครับ.

***********
สาทิศ อินทรกำแหง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 19 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

“ท้อง” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่จนได้

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/282849

12 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_282849

 

ที่ลงท้ายไว้ในบทความสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมตัดสินใจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษา “โรคบิด” ของผมนั้น เกิดคำถาม “สุดยอด” ขึ้นมาแล้วครับจากความสงสัยของแฟนท่านหนึ่ง

แฟนที่ถามมานั้น ท่านเป็นแฟนประจำและก็เป็นผู้หญิงเสียด้วย (ใช้คำว่า “ผู้หญิงเสียด้วย” นี้ เสี่ยงอันตรายนะครับ เพราะบางท่านอาจจะนึกไปถึงว่าผมดูหมิ่นคุณผู้หญิง แต่ความจริงนั้น ตลอดเวลา 28 ปีที่ผ่านมา ผมเคยไปสอนมหาวิทยาลัย สถาบัน และบริษัทห้างร้านต่างๆ เกี่ยวกับการแพทย์ผสมผสานและเรื่องของสุขภาพ ผู้ที่ถามคำถามส่วนมากเป็นผู้ชาย ไม่ค่อยมีผู้หญิงถามเลย)

คำถาม “สุดยอด” ของคุณแฟนท่านนี้ก็คือ ทำไมถึงบอกว่ามีแต่ยาฆ่าเชื้อเท่านั้นที่จะรักษาโรคบิดได้ ยาฆ่าเชื้อหรือยาประเภทปฏิชีวนะนั้นเพิ่งค้นพบกันเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมาแพร่หลาย คิดค้นยากลุ่มนี้ได้อีกหลายร้อยตัวก็เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง

ส่วนโรคบิดนั้น เราเป็นกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เป็นกันมาหลายร้อยปีหรือบางทีอาจจะถึงพันๆ ปีด้วยซ้ำ เป็นมาก่อนสมัยที่จะค้นพบยาประเภทปฏิชีวนะ หลายร้อยปีเสียอีก แล้วเมื่อไม่มียารักษาโรคบิด คนเป็นบิดสมัยก่อนมิตายไปเพราะโรคบิดนับเป็นพันเป็นหมื่นคนหรือ ยะ–ยะ– ยะ–ยะ?

อู้ฮู้! คุณพี่เจ้าขา คำถามของคุณพี่เด็ดขาดจริงๆ ผมงงเหมือนไก่ตาแตกไปตั้งนาน

พอตั้งตัวได้ ก็รีบสอบถามท่านผู้รู้หลายท่านเป็นการใหญ่ มีคำตอบซึ่งพอจะฟังได้ดังต่อไปนี้

โรคบิดนั้นมีมาแล้วหลายร้อยหรืออาจจะเป็นพันๆ ปีก็ได้นั้น เป็นความจริงตามตำรายาไทย โรคบิดมีหลายแบบ

คำว่า “หลายแบบ” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าหลายชนิด เพราะคำว่าชนิดตามแบบแผนของการแพทย์แผนปัจจุบัน หมายถึงชนิดของเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคบิด อย่างเช่น โรคบิดตามตำราของแพทย์แผนปัจจุบันจะแบ่งโรคบิด เป็นชนิดบิดจากเชื้อกลุ่มบาซิลลัส ซึ่งมีรูปร่างยาวๆ และเชื้อบิดตัวหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มตัวยาวๆ นี้ ก็คือ เชื้อชิกา (SHIGA หรือ SHIGELLA) ซึ่งเป็นตัวเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคบิดในมนุษย์และลิง

คำว่า SHIGA นี้ ในวงการแพทย์ตั้งชื่อเชื้อโรคให้เป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ คือ ศาสตราจารย์ทางชีววิทยาชาวญี่ปุ่นชื่อ คิโยชิ ชิกา อาจารย์ชิกาค้นพบเชื้อโรคบิดตัวนี้เมื่อปี ค.ศ. 1897

แฮะๆ ไม่รู้นะ ผมว่าไม่ค่อยน่าชื่นใจเท่าไหร่นักหรอกที่เอาชื่อคนไปตั้งเป็นชื่อเชื้อโรคน่ะ

อาการของโรคบิดแบบ SHIGELLOSIS นี้ ก็คือโรคบิดจากเชื้อชิเกลลา มักจะเป็นอาการโรคบิดติดต่อจากคนถึงคน คือติดต่อจากการสัมผัส และก็ระบาดไปทั่วจากคนหนึ่งต่อไปอีกคนคนหนึ่ง

ระยะฟักตัวก็เร็วมาก คือประมาณ 1-3 วันเท่านั้น

โรคบิดอีกชนิดหนึ่งตามสูตรการแพทย์แผนปัจจุบันก็คือ บิดชนิด AMEBIC DYSENTERY ซึ่งเป็นบิดเกิดจากเชื้อ AMEBA เชื้อตัวนี้จะเข้าไปอาละวาดในลำไส้ใหญ่ โรคบิดที่ผมกำลังป่วยอยู่นี้ เกิดจากเชื้อตัวนี้เอง

เอาละครับทีนี้ก็มาถึงเรื่องโรคบิดตามแพทย์แผนไทย ซึ่งมีหลายแบบดังที่ผมได้พูดไว้แล้วในตอนต้น

หลายแบบในที่นี้ แพทย์ไทยเราจะเรียกโรคบิดตามอาการมากกว่าตามเชื้อโรค เพราะสมัยก่อนการแพทย์ของไทยเรายังไม่แยกตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของชีวเคมี

ที่ว่าเราแบ่งแบบของโรคบิดตามอาการนั้นก็คือ จะมียาหลายตำรับแก้โรคบิดธรรมดาๆ และบิดซึ่งมีอาการหนัก

โรคบิดตามธรรมดา ก็ได้แก่ อาการท้องเดิน ท้องร่วง ปวดท้อง และอาการอื่นๆ เกี่ยวกับท้อง เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ แน่นท้อง ปวดท้องพร้อมๆกัน

อาการปวดท้องลงท้องนี้ ถ้าอาการติดต่อกันนานๆ และรุนแรงมากขึ้นก็จะเรียกว่า “ลงแดง”

“ลงแดง” ก็คือ อาการอาเจียนและถ่ายเป็นเลือด

ส่วนการเป็นโรคบิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งคงจะเชื่อว่าเป็นแบบเรื้อรัง และมีอาการหนักก็คือ การถ่ายท้องจากการเป็นบิดธรรมดาๆ การถ่ายท้องในระยะหลังๆนี้ ไม่ใช่ถ่ายธรรมดาๆ แต่จะเป็นการถ่ายแล้วถ่ายอีก เวลาถ่ายก็จะมีอุจจาระออกมานิดเดียว แถมด้วยมีเมือกตามออกมา และบางครั้งก็มีเลือดออกมาด้วย

ที่สำคัญที่สุดก็คือ การถ่ายแล้วถ่ายอีก จะรู้สึกว่าถ่ายแต่ละครั้งไม่หมดท้อง ถ่ายเสร็จประเดี๋ยวเดียวก็ปวดอุจจาระอีก

ที่สำคัญที่สุดทุกครั้งที่ถ่ายจะรู้สึกปวดมวน การปวดมวนนี้ทรมานมาก เพราะปวดแล้วก็ถ่ายไม่ออก ยิ่งปวดยิ่งเบ่ง ยิ่งเบ่งก็ยิ่งปวดมาก ปวดจนกระทั่งต้องบิดตัวไปมา

ก็เลยเรียกว่า “โรคบิด” นี่ไงครับ !!!

เอาละครับ ทีนี้ก็มาถึง คำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ว่า สมัยก่อนโน้นเราไม่มียาฆ่าเชื้อโรค และแน่นอนไม่มียาฆ่าเชื้อโรคบิดโดยตรง แล้วเรารอดมาได้อย่างไร

คำตอบข้อนี้ไม่ใช่คำตอบโดยตรงนะครับ แต่เป็นคำตอบที่อาจจะอ้อมค้อมเล็กน้อย คำตอบก็คือ สมัยโน้นเราไม่มียาฆ่าเชื้อโรคโดยตรงก็จริง แต่เรามียารักษาอาการ และเรามีสมุนไพรซึ่งศักดิ์สิทธิ์แก้อาการเกี่ยวกับท้องไส้ชะงัดนัก เช่น ยาระงับอาการท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อทั้งหลาย ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน ยาแก้ปวดท้อง (แม้จะแก้ได้ชั่วคราวก็ตาม) เราก็มีมากมายหลายขนาน

สมุนไพรเหล่านี้ เมื่อแก้อาการได้ เราจะรู้สึกสบายขึ้น และเราก็ได้พัก สมัยก่อนใครเป็นบิดก็นอนพักนั่งพักได้ตลอดวัน พอหายปวด หายท้องอืด ท้องเฟ้อ ร่างกายก็สบายขึ้น กินอาหารได้มากขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น แม้เชื้อบิดจะยังไม่หมด แต่ร่างกายแข็งแรงขึ้นแน่นอน

เมื่อได้กิน-ได้พัก-ร่างกายแข็งแรงขึ้น ตอนนี้แหละครับ พลังจาก IMMUNE SYSTEM หรือ I.S. ของคุณก็ดีขึ้น

เมื่อ I.S. ดีขึ้น เป็นไปได้ไหมครับ เชื้อโรคบิดซึ่งอ่อนตัวลงมากแล้ว ก็จะถูกทำลายหมดโดย I.S. ของเราเอง

เราก็หายจากโรคบิดด้วยวิธีธรรมชาติๆ นี้แหละ

พอฟังได้ไหมครับ

คราวนี้แหละครับ เราก็จะเริ่มคุยกันด้วยเรื่องการแพทย์ หรือการรักษาโรคบิดด้วยวิธีการแพทย์แบบผสมผสานได้แล้ว

อย่าเพ่อเบื่อนะครับ มีเรื่องสนุกๆ คุยกันได้อีกเยอะเลย ฉบับหน้า.

****************

สาทิส อินทรกำแหง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 12 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
%d bloggers like this: