ชินคอร์ป

All posts tagged ชินคอร์ป

ตลาดทุนสงสัย “กรณ์” ล้ำเส้นเกินงาม

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

25 มิถุนายน 2554, 06:00 น.
ตลาดทุนสงสัย “กรณ์” ล้ำเส้นเกินงาม.

Pic_181549

“ธีระชัย” ยันไม่ทำสำนวนคดี “ปู” อ่อน นามสกุลไหนใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน…

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ทำหนังสือให้สำนักงาน ก.ล.ต.เร่งชี้แจง ประเด็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย แจ้งข้อมูลการถือหุ้น บมจ.ชินคอร์ป (SHIN) เป็นเท็จ รวมทั้ง ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ตามที่เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษคอรัปชันทักษิณ (คนท.) ร้องเรียน โดย รมว.คลังให้ ก.ล.ต.ทำหนังสือชี้แจงตอบกลับภายใน 7 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ โดยนาย ธีระชัย กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายของ ก.ล.ต.กำลังพิจารณาในประเด็นต่างๆที่ คนท.ตั้งข้อสังเกตและให้ความเห็นมา

ส่วนกรณีที่ระบุว่า ก.ล.ต.ทำสำนวนอ่อน หรือพิจารณาความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ครบมาตราตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่ควรจะชี้ความผิด ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้น นายธีระชัย กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมาย ก.ล.ต.ได้ ดูครบถ้วนรอบคอบพอสมควรแล้ว แต่เมื่อเห็นว่ายังมีประเด็นใดที่ ก.ล.ต.ยังทำไม่ครบก็ชี้มาถือเป็นเรื่องที่ดี และ ก.ล.ต.ก็พร้อมตรวจสอบว่ามีมุมมองหรือประเด็นใดที่เรายังไม่ได้คิดในแนวนั้น

“ไม่ว่าใครหรือนามสกุลอะไร เราปฏิบัติแบบเดียวกัน ใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน ไม่ใช่ว่านามสกุลนี้ แล้วจะยกเว้น และทีมกฎหมายของ ก.ล.ต.ทำงานอยู่ กับตรงนี้มากว่า 20 ปี จะบอกว่าเราจงใจทำสำนวน ให้อ่อนหรือทีมกฎหมาย ก.ล.ต.ไม่เก่งคงพูดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่หนักใจที่ รมว.คลังสั่งให้เร่งรัดเรื่องนี้ เพราะเราพิจารณาทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงกฎ-หมายบนความโปร่งใส ยึดมั่นความถูกต้อง และจะ พยายามส่งรายงานกลับไปให้ รมว.คลังได้ทันภายใน 7 วัน”

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงในวงการตลาดทุนหลายรายให้ความเห็นว่า นายกรณ์ควรทำตัวเป็นกลางและวางตัวให้ดีกว่านี้ ไม่ควรหาประโยชน์หรือฉวยโอกาสทางการเมือง โดยอาศัยตำแหน่ง รมว.คลัง เพราะ ขณะนี้นายกรณ์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 มิถุนายน 2554, 06:00 น.

กลุ่มชินอารัมภบทที่มาชื่อใหม่! “อินทัช” สื่อเป็นมิตรใกล้ชิดขึ้น

Published เมษายน 3, 2011 by SoClaimon

2 เมษายน 2554, 06:00 น.

กลุ่มชินอารัมภบทที่มาชื่อใหม่! \.

Pic_160692

 

ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด แจ้งผู้ถือหุ้น เปลี่ยนเครื่องหมายการค้าจาก SHIN เป็น INTOUCH พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ที่ใช้มากว่า 20 ปี สะท้อนความเป็นมิตร ใกล้ชิด และสัมผัสง่ายขึ้น …

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์หลังแจ้งต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันเดียวกันว่า ได้เปลี่ยนเครื่องหมายการค้าจาก SHIN เป็น INTOUCH (อินทัช) รวมทั้งได้เปลี่ยนสัญลักษณ์จากลูกโลกเดิมที่ใช้มากว่า 20 ปี เป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่มาจากรอยยิ้ม ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตร ใกล้ชิด และสัมผัสง่ายขึ้น

ทั้งนี้ การเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าและสัญลักษณ์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการก้าวข้ามจากธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อต่อยอดนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจมากขึ้น ซึ่งอินทัชถือเป็นการปรับกระบวนทัศน์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรหรือทีมบริหารแต่อย่างใด เอกสารเผยแพร่ยังระบุว่า การใช้สีโทนสว่างคือสีเขียวในสัญลักษณ์ใหม่ สามารถสื่อถึงความอบอุ่น เต็มไปด้วยความหวัง สะท้อนถึงการมองโลกในแง่ดี สร้างสรรค์ และการแสดงออกที่เปี่ยมพลัง ส่วนคำว่าอินทัชนั้นมีความหมายในภาษาอังกฤษหมายถึงความใกล้ชิด เป็นมิตร ขณะที่ความหมายในภาษาไทย หมายความว่าการเกิดในความยิ่งใหญ่ ซึ่งหมายถึงบริษัทจะยิ่งใหญ่ในคุณความดี ยิ่งใหญ่ในความสำเร็จ อันเป็นหลักปฏิบัติของพนักงานของอินทัชทุกคน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 เมษายน 2554, 06:00 น.

 

ไทยคม-ชินคอร์ป จับมือแจงตลาดทุกกระบวนการถูกต้องตามอนุมัติไอซีที

Published กุมภาพันธ์ 24, 2011 by SoClaimon

23 กุมภาพันธ์ 2554, 19:00 น.

ผ่านทางไทยคม-ชินคอร์ป จับมือแจงตลาดทุกกระบวนการถูกต้องตามอนุมัติไอซีที – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_151168

 

ไทยคมฯจับมือชินคอร์ปแจ้งตลาด แจงการดำเนินการเกี่ยวกับทุกอย่างเป็นไปโดยสุจริต ได้รับอนุมัติจาก กระทรวงไอซีทีทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวที่ว่าคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที)ไปดำเนินการเจรจากับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ใน 3 ประเด็นคือ 1. ให้บริษัทฯยิงดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ขึ้นสู่วงโคจร 2. ให้ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)(SHIN) ดำเนินการให้สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท กลับไปเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และ 3.ให้บริษัทใช้คืนเงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6,765,299 ดอลลาร์สหรัฐ ที่บริษัท นำไปใช้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมของ ต่างประเทศนั้น บริษัทฯขอชี้แจงว่า ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้จากกระทรวงไอซีที อย่างไรก็ตามบริษัทฯขอยืนยันว่า 3 ประเด็นที่ถูกกล่าวอ้างถึงนั้น บริษัทฯ ได้ดำเนินการอย่างสุจริตโดยดำเนินการทุกอย่างของบริษัทฯได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากไอซีทีมาตลอด ทุกขั้นตอนและบริษัทฯเชื่อโดยสุจริตว่าการดำเนินการของบริษัทฯนั้น เป็นการดำเนินการตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยถูก ต้องครบถ้วน ทั้งนี้ หากบริษัทได้รับแจ้งจากกระทรวงไอซีทีอย่างเป็นทางการ บริษัทฯจะพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ขณะที่ บริษัท ชินคอร์ปฯชี้แจงประด็นที่ให้บริษัทดำเนินการให้สัดส่วนการถือหุ้นในไทยคมกลับ ไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของทุนชำระแล้วนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ จากกระทรวงไอซีที และบริษัทฯเชื่อโดยสุจริตว่าการดำเนินการของบริษัท และไทยคม นั้นเป็นการดำเนินการตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยถูกต้องครบถ้วนและหากมีความคืบหน้าประการใด บริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบต่อไป

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 23 กุมภาพันธ์ 2554, 19:00 น.

 

“เอไอเอส”ในวันซีซั่น เชนจ์ ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด “เทมาเสก-สิงเทล”อยู่หรือไป?

Published มกราคม 24, 2011 by SoClaimon

24 มกราคม 2554, 05:01 น.

ผ่านทาง\”เอไอเอส\”ในวันซีซั่น เชนจ์ ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด \”เทมาเสก-สิงเทล\”อยู่หรือไป? – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143473

 

สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่น (สิงเทล) ตกเป็นข่าวครึกโครมในประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อผู้บริหารของบริษัท เดินสายขอเข้าพบกับ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.กระทรวงการคลัง และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ประธานใหญ่เทมาเสกยังมีคิวนัดจะเข้าพบกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ด้วย

สิงเทล ซึ่งเป็นบริษัทลูก เทมาเสก โฮลดิ้ง บรรษัทการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลสิงคโปร์ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังตกเป็นเหยื่อของการเมืองที่เปลี่ยนมือมาเป็นกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มตรงกันข้ามกับ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ขายเอไอเอสออกจากมือไปให้แก่ เทมาเสก โฮลดิ้ง เมื่อเกือบ 5 ปีก่อน

หลังจากที่รอดูท่าทีและทัศนคติที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรนักของรัฐบาลชุดนี้ ต่อการดำเนินกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างสงบมาเป็นระยะเวลาพอสมควร

จนกระทั่ง รมว.ไอซีที มีคำสั่งให้ คณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) สรุปผลการชี้ขาดการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับเอไอเอส ภายใต้คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ทำให้ ทีโอที เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 75,000 ล้านบาท

คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยังชี้ขาดให้สัญญาสัมปทานระหว่างทีโอที กับ เอไอเอส ต้องสิ้นสุดหยุดลง ณ วันที่ 30 ก.ย.2553 ด้วย และหากคู่สัญญาประสงค์จะต่อสัญญาออกไปให้เท่ากับที่ขอแก้ไขสัญญาเพื่อยืดอายุสัมปทานออกไปอีก 5 ปี หรือจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2558 เอไอเอสจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับทีโอที เพิ่มขึ้นจาก 25-30% เป็น 35% แทนที่จะจ่ายเพียง 20% ตามที่ได้มีการแก้ไขสัญญาไป

กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่จากสิงคโปร์ จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างที่เห็น!

แม้คีย์แมนในรัฐบาลไทยจะออกมายืนยันว่า การพบปะกันดังกล่าว เป็นเพียงการเข้าพบปกติ และเป็นไปเพื่อกล่าวคำ “สวัสดีปีใหม่” ต่อกันเท่านั้น แต่เมื่อเหตุแห่งการเข้าพบถูกผนวกเข้ากับเงื่อนเวลาที่ รมว.ไอซีที กำลังจะนำผลสรุปแนวทางการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ว่า เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อให้ ครม.ตัดสินชี้ขาดว่า จะดำเนินการอย่างไรกับเอไอเอส

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ย่อมจะถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ไม่ปกติ” ไปในทันที

ในสายตาของสื่อมวลชน เราย่อมจะมองว่า สิงเทล ต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเอไอเอสแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อ เอไอเอส ดำเนินกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่เดือน มี.ค.ปี 2533 ก่อนจะมี พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 เกิดขึ้นเสียอีก นอกจากนี้แล้ว ยังให้บริการแก่ลูกค้าคนไทยในเครือข่ายกว่า 30 ล้านเลขหมายด้วย

แนวคิด หรือความพยายามจะฝังเอไอเอส ให้จมดินด้วยข้อพิจารณาข้างต้น จึงไม่ง่ายอย่างที่มีคนบางกลุ่มในรัฐบาลคิด หรือพยายามจะทำ โดยเฉพาะเมื่อ เอไอเอส เป็นบริษัทเอกชนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่กลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และหนึ่งใน 3 ค่ายหลักของการลงทุนโครงสร้างในพื้นฐานทางด้านกิจการโทรคมนาคมของประเทศ

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธาน บมจ.ชิน คอร์ป ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของสื่อมวลชนที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเอไอเอส บริษัทในเครือชิน คอร์ป และการดำเนินนโยบายภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.ไอซีที มาตลอด ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆเกี่ยวกับคำสั่งของ รมว.
ไอซีที และผลสรุปของคณะกรรมการตามมาตรา 22

เขายังไม่ให้ความเห็นใดๆกับ ทีมเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของชิน คอร์ป เดินสายเข้าพบนายกรัฐมนตรี และคีย์แมนในรัฐบาลชุดนี้ นอกจากที่บอกกับเราแต่เพียงว่า ทุกวันนี้ การดำเนินธุรกิจของเอไอเอส และบริษัทในเครือ ยังคงเป็นไปตามปกติ และยึดหลักการตามเอกสารที่ทำขึ้นระหว่างราชการกับกิจการในเครือ

“โดยปราศจากความชอบ หรือไม่ชอบ ผมในฐานะผู้บริหาร ต้องพิจารณาทุกสิ่งที่สมควรจะกระทำ และหากตรวจสอบว่า ได้ทำทุกสิ่งครบถ้วนแล้ว อะไรจะเกิด ก็คงต้องปล่อยให้เกิด”

ซีอีโอใหญ่ ชิน คอร์ป ยังกล่าวด้วยว่า พนักงาน และผู้บริหารของบริษัทไม่มีเจตนาใดๆจะทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย ทั้งไม่เคยมีความประสงค์ที่จะมีเรื่องมีราวกับรัฐ จริงๆแล้ว เราพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐในทุกๆด้าน และทุกๆเรื่อง เพื่อทำเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ยกระดับการใช้ และการลงทุนในกิจการโทรคมนาคมของประเทศขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไปด้วยในตัว

“อย่างที่บอก ปัจจุบันเรายึดถือการดำเนินงานตามเอกสารทางราชการ และดูแลให้มีการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆอย่างครบถ้วน ส่วนการดำเนินธุรกิจในอนาคต ก็คงเดินหน้าต่อไปตามกฎกติกา ที่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งกำลังมีการสรรหา และแต่งตั้งคณะกรรมการกันภายในปีนี้”

เราถามเขาว่า การที่มีต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ ทำให้หลายฝ่ายกังขาว่าคลื่นความถี่จะตกเป็นของต่างชาติไปด้วย เขามีความเห็นอย่างไร

นายสมประสงค์ ตอบว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพย์สินของคนไทย และควรเป็นของคนไทย เอไอเอส ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย อยู่ภายใต้กฎหมายไทย และดำเนินการตามสิ่งที่ได้รับอนุญาต

“เราไม่สามารถดำเนินการใดๆตามอำเภอใจได้ เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุด หรือระยะเวลาการได้รับใบอนุญาตสิ้นสุด คลื่นความถี่ที่มีอยู่ ก็ต้องคืนรัฐ  เพื่อให้รัฐสามารถนำคลื่นนั้นไปจัดสรรใหม่ได้  เพราะคลื่นไม่ได้ใช้แล้ว จะหมดไป หรือสูญหายไปไหน คลื่นยังคงมีอยู่อย่างเดิม ไม่เหมือนผืนป่า หรือต้นไม้ ที่เมื่อถูกตัดไปแล้ว ก็หมดไป”

เขายังคงมีความเชื่อด้วยว่า สังคมไทยในยุคปัจจุบัน มีการพัฒนาไปมากแล้ว และมีความเข้าใจกับเรื่องเช่นนี้เป็นอย่างดี จริงๆแล้ว ความรักในชาติ เป็นพฤติกรรมที่สามารถจะตอบสนองได้ในทุกทาง ตามหน้าที่ของความเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ตั้งแต่ทำตามกฎหมายครบถ้วน เสียภาษี และตอบแทนสังคม และ เอไอเอส ก็มีโครงการที่ตอบแทนสังคมหลากหลายรูปแบบซึ่งก็ทำอย่างจริงจังมาโดยตลอด

นายสมประสงค์ กล่าวด้วยว่า ผู้บริหารหลายคนของ เอไอเอส ก็เป็นคนไทย แม้จะมีต่างชาติปะปนอยู่บ้าง แต่ก็อยากให้มองในแง่บวกว่า การที่มีต่างชาติเป็นผู้บริหาร หรือพนักงานร่วมทำงานด้วย น่าจะช่วยถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ  รวมถึงวิธีคิดให้คนไทยได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่โลกในยุคปัจจุบัน และอนาคตนั้น ไร้ซึ่งพรมแดน

“ที่ผ่านมา จะเห็นว่า เอไอเอส ก็ไม่มีนโยบายฟ้องร้องทีโอที แต่เน้นการเจรจาเป็นหลัก เพราะเราต่างคนต่างทำหน้าที่ ก็เป็นคนไทยด้วยกัน และเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันนั่นละ”

ปัญหาที่ทำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ชิน คอร์ป และ เอไอเอส ต้องเดินสาย “ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” ในวันที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ก็เพราะ คณะกรรมการตามมาตรา 22 ภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 ในชุดที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งของ รมว.ไอซีที เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส จำนวน 7 สัญญา ได้นำเสนอผลสรุปว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานโดยให้มีการลดส่วนแบ่งรายได้จาก 25-30% ลงเหลือ 20% และขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 5 ปี นับจากปีที่สิ้นสุดสัญญาเดิม 30 ก.ย.2553 เป็น 30 ก.ย. 2558 นั้น ทำให้ ทีโอที เสียหายคิดเป็นมูลค่ารวม 75,000 ล้านบาท

คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยังเสนอให้ กระทรวงไอซีที มีคำสั่งให้สัญญาสัมปทานที่ได้มี การแก้ไขกันระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส สิ้นสุดลง ณ วันที่ 30 ก.ย.2553 ด้วย ส่วนการดำเนินการจากนั้นถัดมา ทีโอทีจะต้องไปเจรจากับเอไอเอส ว่า หากต้องการให้บริการในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ต่อไป เอไอเอสจะต้องดำเนินการดังนี้

1.ทำสัญญาเช่าใช้โครงข่าย และ 2. จ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 35% เพราะถือเป็นการขยายอายุสัญญาสัมปทาน โดยกำหนดระยะเวลาการให้เช่าโครงข่าย 5 ปีเช่นเดิม และให้สิ้นสุดสัญญา ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558

ขณะเดียวกัน ก็ให้ทีโอทีไปเจรจาเรียกเก็บเงินส่วนแบ่งรายได้สำหรับบัตรเติมเงินล่วงหน้า (พรีเพด) ให้เป็นไปตามสัญญาเดิมคือ อัตรา 25-30% ของรายได้ ซึ่งเป็นอัตราก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อปรับลดส่วนแบ่งรายได้สำหรับบัตรเติมเงินให้เหลือ  20%  ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน

โดยส่วนแบ่งรายได้สำหรับบริการรายเดือน (โพสต์เพด) ให้ จ่ายในอัตราขั้นบันได คือ ปีที่ 1-5 จ่ายส่วนแบ่งรายได้ 15% ปีที่ 6-10 จ่าย 20% ปีที่ 11-15% จ่าย 25% ปีที่ 16-25% จ่าย 30% โดยให้เป็นไปตามสัญญาหลัก

ทีโอที ยังจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้ง 7 ครั้งด้วยหรือไม่ เช่น การแก้ไขสัญญาเพื่อให้ เอไอเอสกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ การไม่ให้ ทีโอทีถือหุ้นร่วม จนทำให้เสียโอกาสในการรับเงินปันผล รวมถึงการขอลดส่วนแบ่งรายได้ และยืดอายุสัมปทานออกไป เป็นต้น

พิจารณากันตามท้องเรื่อง และคำสั่งของ รมว.ไอซีทีที่ให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยึดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่ออดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 เป็นหลักแล้ว

ในฐานะสื่อ เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เอไอเอส จำเป็นจะต้องจ่ายค่าเสียหายอื่นใดอีก

จริงๆแล้วคำสั่งศาลที่ให้ ยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีจำนวน 46,373.68 ล้านบาท พร้อมดอกผล และให้คืนเงิน 30,247 ล้านบาทแก่ทายาทไปนั้น เป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวของอดีตนายกฯ ไม่เกี่ยวกับตัวบริษัทไม่ว่าจะเป็น ชิน คอร์ป หรือเอไอเอส เมื่อพิจารณาจากคำสั่งศาลที่ว่า ทรัพย์สินที่เกิดจากการขายหุ้นทั้งมูลค่าหุ้นและเงินปันผลให้แก่เทมาเสกเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรในฐานะนายกรัฐมนตรี

คำสั่งยึดทรัพย์สิน จึงเป็นเหตุและผลที่ตอบทุกโจทย์ในตัวเองได้อย่างดีอยู่แล้ว

ส่วนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 นั้น ในข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ทุกบริษัทที่ดำเนินกิจการโทรคมนาคมล้วนแต่ขอแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้งกับทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (แคท) ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานในเขต กทม. และต่างจังหวัดทั่วประเทศ อย่าง บริษัท เทเลคอมเอเชีย ที่กลายมาเป็น ทรู คอร์ปอเรชั่น, ทีทีแอนด์ที หรือผู้วางระบบโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้ว อย่าง บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล และ คอมลิงค์ จนถึงค่าย เอไอเอส, ดีแทค ของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด

แต่ละค่ายล้วนขอแก้ไขสัญญาสัมปทานรายละไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งทั้งในสาระสำคัญของการขอลดส่วนแบ่งรายได้ลง หรือการขอขยายอายุสัมปทานออกไป

ถ้าถามว่า การแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ทำขึ้นภายใต้เงื่อนไข และข้อปฏิบัติที่ต่างเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายตลอดช่วงระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ ทีโอที และ แคท เสียหายหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด คำตอบหาได้ไม่ยาก  เพราะมีหลักฐานเป็นเอกสารบ่งชี้ไว้ชัดเจนในทุกขั้นตอนของการแก้ไขสัญญา

ที่สำคัญ คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ไว้เป็นบรรทัดฐานแก่รัฐบาลชัดเจนว่า แม้การแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นจะไม่ได้นำเสนอให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 พิจารณา หรือเสนอให้ ครม.เห็นชอบ หรือมีผลทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาโดย ทีโอที หรือ แคท กระทำไปโดยไม่มีอำนาจก็ตาม

แต่กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอันเป็นนิติกรรมทางปกครอง สามารถแยกออกจากข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้นได้ และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้นนั้น ยังคงมีผลอยู่ตราบเท่าที่ไม่มีการเพิกถอน หรือสิ้นผลโดยเงื่อนเวลา หรือเหตุอื่น

หาก  ครม.ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายพิจารณาถึงเหตุแห่งการเพิกถอน ผลกระทบ และความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะแล้วว่า การดำเนินการที่ไม่ถูกต้องนั้น มีความเสียหายอันสมควรต้องเพิกถอนข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้น ก็ชอบที่จะเพิกถอนข้อตกลงนั้นได้ แต่หากพิจารณาว่ามีเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐ หรือประโยชน์สาธารณะ และเพื่อความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะ

ครม.ก็อาจใช้ดุลพินิจพิจารณาให้ความเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญานั้นๆได้ตามความเหมาะสม

ข้อความทั้งหมดนี้ชัดเจน ถ้ารัฐบาลจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ทั้งแก่เอกชนผู้ให้บริการ และสาธารณชนผู้รับบริการ.
ทีมเศรษฐกิจ

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มกราคม 2554, 05:01 น.

 

%d bloggers like this: