ชานชาลาประชาชน

All posts tagged ชานชาลาประชาชน

ชานชาลาประชาชน…สุริยันต์ ทองหนูเอียด แม่น้ำ 5 สายกับพลังประชาชนทั้งแผ่นดิน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/231114/99355

สาระน่ารู้
Sunday, 23 November, 2014 – 00:00
.
หกเดือนหลังจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โรดแม็พการแก้ปัญหาประเทศ 3 ระดับก็เดินตามลำดับขั้นตอนตามที่ได้กำหนด
22 กรกฎาคม 2557 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
31 กรกฎาคม 2557 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 จำนวน 200 คน
24 สิงหาคม 2557 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ เมื่อ 31 ส.ค.2557
12 กันยายน 2557 คณะรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบาย 11 ด้านต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการของรัฐบาลชุดนี้
6 ตุลาคม 2557 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 250 คน
4 พฤศจิกายน 2557 ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน พร้อมกรรมการอื่นอีก รวม 36 คน เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 120 วัน
นี่คือแม่น้ำ 5 สาย (คสช., สนช., ครม., สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับโรดแม็พแม่น้ำ 5 สายของ คสช. เมื่อ 23 ก.ค.2557
18 พฤศจิกายน 2557 การประชุมแม่น้ำ 5 สาย ระหว่างพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำ สปช. และ สนช. นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา
ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่าพลเอกประยุทธ์ได้กล่าวขอบคุณและยืนยันว่ารัฐบาลต้องการนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปให้ได้ภายใน 1 ปีตามที่ตั้งใจไว้ และเน้นย้ำให้ สปช.และ สนช.ร่วมกันทำงานใน 3 ส่วน คือ
1.ขอให้ สนช.เร่งผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ซึ่งน่าจะมีอยู่ประมาณ 300 ฉบับ โดยขณะนี้ ครม.ได้เตรียมที่จะเสนอ สนช.ในเร็วๆ นี้ ประมาณ 100 ฉบับ
ส่วนที่เหลือจะทยอยตามมาภายหลังจากนี้ หรืออย่างน้อยภายในปีนี้ สนช.ต้องออกฎหมายที่ทำให้ประชาชนมีความสุขเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานให้กับประชาชน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน
2.ภายใน 3 เดือนนี้ สปช.ต้องทำงานให้เห็นผล และถ้ามีอุปสรรคอะไรก็ให้ทำเรื่องมายัง ครม. ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการให้ทั้งหมด และ
3.อยากให้ สปช.เดินหน้ากระบวนการปฏิรูป ไม่อยากให้ไปเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ต้น เพราะกระทวงกลาโหมได้ทำรายงานเสนอมาครบทั้ง 11 ด้าน หากมีส่วนไหนที่ขาดค่อยเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์
ดูเหมือนว่า แม่น้ำ 5 สายได้เดินตามแผนโรดแม็พของ คสช. แต่เสียงที่เงียบกลับดังขึ้นมาทุกขณะ
นั่นคือเสียงของประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ โดยประชาชนเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าจะเป็น “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน”, “สถาบันปฏิรูปประเทศไทย”, “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป” ฯลฯ
รวมไปถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ ทั้งปัญหาป่าไม้ทับที่ทำกิน ปัญหาที่ดิน การจัดการน้ำ โครงการขนาดใหญ่ ฯลฯ น่าเสียดายที่กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจำกัดพื้นที่ภายใต้กฎอัยการศึก
อย่าลืมว่า การปฏิรูปที่ดำเนินมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 รัฐธรรมนูญธงเขียว 2540 มาจนถึงปัจจุบัน
ล้วนแต่ถูกผลักดันมาด้วยการพลังต่อสู้ของพี่น้องประชาชนที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของวีรชน
การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กปปส. หรือแม้แต่คนเสื้อแดงบางส่วน ก็เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศรอบด้าน
การปฏิรูปประเทศที่ดำเนินมาจากอดีตถึงปัจจุบัน (2475-2557) เนื้อหาจึงไม่ได้มีแค่ข้อเสนอ 11 ด้านของกระทรวงกลาโหม ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวไว้
ประการสำคัญ การปฏิรูปจะสำเร็จได้ก็ต้องให้ประชาชนทั้งเห็นด้วยและคัดค้านมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังที่นายพิภพ ธงไชย เคยกล่าวในเฟซบุ๊กของตนหลังการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า
“ถ้าการยึดอำนาจครั้งนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติสร้างเครื่องมือและกระบวนการการมีส่วนร่วม ทำเรื่องปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สำเร็จ ก็สามารถชูธงว่า “เป็นการปฏิวัติประชาชนร่วมกับทหาร” ได้ และจะเป็นแห่งแรกของโลกยุคนี้โดยทหารดูแลความมั่นคงและจัดระเบียบเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ประชาชนเป็นผู้นำการปฏิรูป พี่น้องเสื้อแดงที่เป็นชาวไร่ ชาวนา และกรรมกร ก็จะหันมาสนับสนุนถ้าการปฏิรูปนั้น ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นทุกด้าน จะเป็นการสร้างชนชั้นกลางใหม่ขึ้นในสังคมไทย”
การปฏิรูปที่กำลังเดินไปตามโรดแม็พแม่น้ำ 5 สายของ คสช. จึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน อิสรภาพในการแสดงความคิดเห็น อันจะนำมาซึ่งศรัทธาของประชาชนในการปฏิรูปในครั้งนี้
โลกแห่งการสื่อสารในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวที่ไร้ข้อจำกัด คือเสรีภาพของประชาชนที่ไม่อาจขัดขวางได้ คสช.จึงต้องทบทวนท่าทีต่อการแสดงความเห็นของประชาชนและวิธีการทำงานให้สอดคล้อง
เช่นดังกรณีพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงไปเจรจาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ 17 พ.ย.2557 เป็นต้น
ถึงเวลาที่แม่น้ำทั้ง 5 สายต้องผสานกับพลังทั้งแผ่นดินเพื่อนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริง.

ชานชาลาประชาชน…สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/161114/99047

สาระน่ารู้
Sunday, 16 November, 2014 – 00:00
.
ก้าวแรกสู่ก้าวที่สอง ที่สาม และก้าวต่อๆ ไปเพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย
9 พฤศจิกายน 2557 เครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือในนาม “สหพันธ์เกษตรภาคเหนือ (สกน.)” ประกาศเดินเท้าทางไกลจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ รณรงค์ “ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย”
โดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลในปัจจุบันเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนในพื้นที่ ทบทวนแผนแม่บทป่าไม้ที่กระทบกับวิถีชีวิตของชุมชน ออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน 4 ฉบับ
เพียงก้าวแรกของการเดินรณรงค์จากลานวัดสวนดอกออกประตู ตัวแทนผู้มีอำนาจรัฐในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และฝ่ายอื่นๆ ได้เข้ามาประสานงานเจรจาเพื่อติดต่อผู้มีอำนาจลงมาแก้ไขปัญหา และขอร้องให้เราหยุดกิจกรรมเดินรณรงค์เอาไว้ก่อน ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการขอร้อง การปิดล้อม และควบคุมตัวชั่วคราว ขณะเดียวกันการประสานงานได้ข้อสรุปเบื้องต้นในการเจรจา
13 พฤศจิกายน 2557 ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงมาเจรจาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของ สกน. ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกล่าวให้แนวทางการแก้ปัญหาว่า
“รับทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว สำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงกลางกระทรวงต่างๆ ในการแก้ปัญหา โดยจะดำเนินการตามนโยบาย “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” ใช้หลักเมตตาธรรมในการแก้ปัญหาของประชาชน”
ซึ่งผลการเจรจามีความคืบหน้าระดับหนึ่ง ทั้งปัญหาในระดับพื้นที่และข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น
กรณีชาวบ้านถูกขังระหว่างดำเนินคดีจากปัญหาป่าไม้, ที่ดิน บ้านสันตับเต่า ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และบ้านทุ่งป่าคา ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ที่ประชุมมอบหมายยุติธรรมจังหวัดให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ประสานงานกับทีมทนายสิทธิมนุษยชนเพื่อดำเนินการต่อไป
กรณีผลกระทบจากแผนแม่บทป่าไม้ 4 พื้นที่ ประกอบด้วย บ้านห้วยหกและบ้านเลาวู ต.เวียงแหง จ.เชียงใหม่, บ้านทุ่งป่าคา ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน และบ้านห้วยน้ำตื้น ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลำปาง ให้นำไปหารือในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ กับพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้เจ้าหน้าที่เตรียมข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่ก่อนเข้าที่ประชุม
กรณีการสรรหาคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตามข้อเสนอของ สกน. ควรดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลในการสรรหา ที่ประชุมเห็นด้วยและให้เร่งรัด
นายสุแก้ว ฟุงฟู ตัวแทน สกน. กล่าวถึงความล่าช้าในการแก้ปัญหาโครงการธนาคารที่ดินในพื้นที่ 5 พื้นที่ ได้แก่ บ้านไร่ดง, บ้านแม่อาว อ.ป่าซาง, บ้านแพะใต้ อ.หนองล่อง, บ้านท่ากอม่วง อ.บ้านโฮ่ง, จังหวัดลำพูน และบ้านโป่ง ต.แม่แฝก อ.สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อยากให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาให้ทันกับคดีความที่ศาลได้ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เจรจาแก้ปัญหากับรัฐบาล ซึ่งใกล้เวลาตัดสินคดีแล้ว
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กล่าวว่า สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะรับเป็นเจ้าภาพในการนำเสนอเรื่องเข้า ครม. โดยจะมีการประชุมร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในวันที่ 20 พ.ย.นี้
กรณีให้เร่งรัดการดำเนินการโฉนดชุมชนทั่วประเทศ 450 พื้นที่ (ภาคเหนือ 48 พื้นที่) ซึ่งได้ยื่นคำขอเพื่อดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยโฉนดชุมชน ขออนุญาตให้ชุมชนได้บริหารที่ดินตามวัตถุประสงค์ ปัญหาติดขัดอยู่ที่ไม่มีประธานที่จะมาดำเนินการ ม.ล.ปนัดดารับปากจะเร่งแต่งตั้งประธาน, รองประธาน และสำนักนายกรัฐมนตรีจะรับเป็นเจ้าภาพในการผลักดันนำเรื่องเข้า ครม. เพื่อพิจารณาดำเนินการ
ส่วนกรณีอื่นๆ เช่น การฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 และการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อความเป็นธรรม ก็จะเร่งดำเนินแต่งตั้งกลไกโดยเร็ว
แม้ผลการเจรจาจะเป็นไปด้วยความราบรื่นตามแนวทางที่ สกน.นำเสนอ และหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบจะดำเนินการเร่งรัดติดตามเพื่อให้ผลการเจรจาทั้งหมดได้รับการปฏิบัติตามข้อตกลงโดยเร็ว
สกน.ยืนยันว่าก้าวที่สองของการเดิน “ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย” มีความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังมีก้าวที่สามในการเจรจากับพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.กระทรวงทรัพย์ ให้ก้าวต่อไป
“เราขอยืนยันว่ายังมีก้าวที่สามของกิจกรรมการเดิน ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่จะมาถึงนี้ อันเป็นก้าวที่สำคัญที่นำไปสู่บทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาล และเป็นสัญญาณสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการเดินก้าวแลกฯ ว่าจะเป็นเช่นไร เพราะการเจรจาที่จะเกิดขึ้นจะมีผลต่อการกำหนดอนาคตของชุมชน ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตป่าของรัฐกว่า 20,000 ชุมชน หรือกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ”
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ทั้งในฐานะกรรมการ คสช. และ รมว.กระทรวงทรัพย์ จะได้สานต่อในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน คืนความสุขให้ประชาชนอย่างแท้จริง
ประการสำคัญ แม้ว่าการแก้ปัญหาบนโต๊ะเจรจาที่มาถึงจะมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจในเบื้องต้น
แต่การผลักการปฏิรูปที่ดินเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติที่ชัดเจน คือก้าวต่อไปที่สำคัญ คือประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนโยบายการจัดการที่ดินทั้งประเทศ จักต้องร่วมรวมพลังขับเคลื่อนให้ “ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย” สำเร็จเป็นจริงโดยเร็ว
ในทางกลับกัน หากการประชุมแก้ปัญหาบนโต๊ะเจรจาล้มเหลวหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ประชาชนก็พร้อมที่จะเดินรณรงค์ก้าวต่อไปโดยทันที เพื่อให้การปฏิรูปที่ดินไทยก้าวไปข้างหน้าต่อไป ตามเจตนารมณ์ของประชาชนถึงที่สุด ดังคำปาฐกถาของอาจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง ตอนหนึ่งที่กล่าวว่า
“เราจะเดินก้าวแรก แม้จะถูกจับกุมก็เพื่อขอแลกคืนสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ในสังคมรัฐสมัยใหม่ และบอกว่าเป็นสิทธิที่จะปิดกั้นมิได้ สำหรับคนจนแล้ว นี่คือสิทธิที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคม กล่าวถึงที่สุดแล้ว นี่คือการเดินก้าวแลกทวงคืนประชาธิปไตยที่กินได้และการเมืองที่เห็นหัวคนจน” จาก 40 ปีแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปที่ดิน
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ดินในสังคมไทยอย่างแท้จริงโดยเร็ว.

ชานชาลาประชาชน…สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/091114/98714

สาระน่ารู้
Sunday, 9 November, 2014 – 00:00
.
จอบแรกครูบาฯ สู่การเดินก้าวแลกเพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย
“พ.ศ.2477 หลวงศรีประกาศ ส.ส.เชียงใหม่ในขณะนั้น อยากนำไฟฟ้าขึ้นไปใช้บนดอยสุเทพ จึงไปนมัสการขอครูบาศรีวิชัยช่วย, ซึ่งได้อธิษฐานดู และมีนิมิตว่าท่านจะทำสำเร็จ แต่ขอเปลี่ยนเป็นสร้างทางแทน…” จากหนังสือ “ประวัติครูบาศรีวิชัยฉบับการ์ตูน” โดย อ.ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง
การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 9 พฤศิจกายน 2477 การสร้างถนนแล้วเสร็จภายใน 5 เดือน 22 วัน ประหยัดงบรัฐ 200,000 บาท
80 ปีต่อมา นับจากจอบแรกสร้างถนนหนทางขึ้นสู่ดอยสุเทพ ลูกหลานครูบาเจ้าศรีวิชัย เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการจัดการที่ดินของรัฐ ในนาม “สหพันธ์เกษตรภาคเหนือ (สกน.)” ขอพึ่งบุญบารมี “ตนบุญแห่งล้านนา” ประกาศเดินเท้าเข้ากรุง เดินรณรงค์ “ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย”
การเดินรณรงค์ “ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย” อันเป็นวิถีการต่อสู้ของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการจัดการที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะ “แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัญหากระบวนการจัดทำแผนฯ และกระบวนการจัดทำแผนการปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องคือไม่เปิดโอกาสให้ประชาชน ส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในเขตป่ามีส่วนร่วม
ประการต่อมา การปฏิบัติการตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการกลั่นกรองและแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่ที่มีบริบทความเป็นมาของปัญหา รวมทั้งวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเครือข่ายประชาชนภาคเหนือที่อาศัยทำประโยชน์อยู่ในพื้นที่ป่า
อีกทั้งแผนดังกล่าวไม่มีความชัดเจนในการกำหนดลักษณะการกระทำและผู้กระทำ ว่าลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่มีเจตนาในทางการค้าหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน และลักษณะใดเป็นการกระทำเพื่อการดำรงชีวิตตามประเพณี วัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
ประการสุดท้าย การดำเนินการตามแผนดังกล่าวของหน่วยงานในระดับพื้นที่ ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ได้ไปละเมิดสิทธิของชุมชนผู้ดูแลรักษาป่ามาช้านาน ละเลยต่อการยึดกุมตามหลักสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ การเดินรณรงค์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาที่ดินเฉพาะหน้า ปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ ออกกฎหมายเพื่อคนจน 4 ฉบับ ดังปรากฏตามหนังสือ สกน.ถึงหัวหน้า คสช. เมื่อ 27 มิ.ย.2557 ว่า
ขอเสนอให้ คสช.ประกาศนโยบายและผลักให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
(1) ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้ากับผู้ถือครองที่ดินที่มีขนาดเนื้อที่เกิน 50 ไร่ขึ้นไป
(2) นำรายได้จากภาษีดังกล่าวมาจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ได้มีโอกาสเข้าถึงที่ดินอย่างเป็นธรรม
(3) ผลักดันให้มีการรับรองสิทธิให้แก่ชุมชนและผู้ยากไร้ที่อยู่อาศัยในที่ดินของรัฐในสิทธิชุมชน
(4) ยกระดับระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยกองทุนยุติธรรมให้เป็นกองทุนที่มีความอิสระ ขยายขอบข่ายการช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ให้เข้าถึงกระบวนการได้อย่างทั่วถึง
เมื่อการยื่นหนึงสือของชาวบ้านถึงหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่มีความคืบหน้า แต่ปัญหาในพื้นที่ยังร้อนระอุ 28 กรกฎาคม 2557 สกน.จึงได้ยื่นหนังสือถึงหัวหน้า คสช.อีกครั้ง ให้ “เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน” พร้อมทั้งขอให้ คสช.ทบทวนคำสั่งที่ 64/2557 และ 66/2557 เกี่ยวกับการบุกรุกทำลายป่าที่กระทบต่อสิทธิของชุมชนที่อาศัยอยู่เขตป่า และผลักดันปัญหาที่ดินให้เป็นวาระเร่งด่วน
30 กันยายน 2557 มีหนังสือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีถึงตัวแทน สกน. เรื่อง “ขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ” แจ้งว่า ได้รับเรื่องจาก คสช. และได้ประสานงานส่งเรื่องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูป สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน), สำนักงานโฉนดชุมชนฯ พิจารณาดำเนินการแล้ว
แต่การแก้ปัญหาไม่มีความคืบหน้า ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน 12-13 ตุลาคม 2557 สกน.ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการและ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่อีกครั้ง และขอคำตอบอย่างเป็นทางการภายใน 7 พ.ย.2557
เมื่อการแก้ปัญหาปัญหาไม่คืบหน้า รัฐเมินเฉยต่อข้อเรียกร้อง ทั้งๆ ที่มีการเคลื่อนไหวทวงถามการแก้ปัญหาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายชาวบ้านจึงต้องเดินรณรงค์เพื่อให้รัฐลงมาแก้ไขปัญหา
เมื่อ 80 ปีที่แล้ว การสร้างขึ้นดอยสุเทพของครูบาศรีวิชัย สร้างศรัทธาต่อชาวล้านนาในความเคารพต่อองค์บุญ ทำให้พระสายปกครองจากสายกลางไม่พอใจ กล่าวหาครูบาฯ ว่าไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สงฆ์
เมื่อครูบาฯ พ้นจากอธิกรณ์มลทิลดังกล่าวแล้ว ชื่อเสียงท่านก็เผยแพร่ขจายไปทั่วแผ่นดินล้านนา
80 ปีต่อมา ภายใต้อำนาจ คสช.และกฎอัยการศึก การเดินรณรงค์ “ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย” ในนาม “สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ” การเดินรณรงค์อันเป็นวิถีการต่อสู้ของประชาชนที่ผ่านมา
เรามาดูกันว่า คณะรัฐบาลทหารผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบันจะเดินย่ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องกดดันให้รัฐบาลนี้เร่งแก้ปัญหาประชาชนปฏิรูปที่ดินทั้งระบบโดยเร็ว.

ชานชาลาประชาชน.

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/261014/98076

สาระน่ารู้
Sunday, 26 October, 2014 – 00:00
.
แผนแม่บทป่าไม้ฯ กับความตายของคนชายขอบ
“วันนี้ได้รับข่าวร้ายจากพื้นที่บ้านทุ่งป่าคา อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน …เราสูญเสียชาวบ้าน 2 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านถูกดำเนินคดีเกือบยกหมู่บ้าน รวมทั้งหมด 39 ราย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากนโยบายการปราบปรามไม้สาละวิน และการอ้างคำสั่ง คสช.64/2557, 66/2557, 106//2557 แผนแม่บทป่าไม้ฯ”
นี่คือโศกนาฏกรรมจากพื้นที่ที่เผยแพร่อยู่ใน face book “จับตาผลกระทบจากแผนแม่บทป่าไม้ฯ” กรณีชาวบ้านที่เสียชีวิตเพราะความเครียด ความกดดันจากการถูกจับกุมและยึดไม้ที่เตรียมไว้สร้างบ้าน ซึ่งพวกเขาถูกดำเนินคดีเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา และนัดศาลฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 ตุลาคมนี้
รายงานกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ชาวบ้านทั้ง 39 ราย รวมทั้งคนในครอบครัว ญาติพี่น้องในชุมชน ซึ่งเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง ไม่มีใครได้นอนหลับอย่างสบายใจได้แม้เพียงสักคืนเดียว
ความกลัว ความกลุ้ม คือปัญหาที่นำไปสู่ความกดดัน ความเครียดในหนทางการแก้ไขปัญหา พวกเขาคิดแต่ว่าจะหาเงินหลักแสนจากไหนมาต่อสู้คดี บ้านที่เคยหวังไว้ว่าจะได้สร้างอยู่อาศัย วันนี้ไม่มีอีกแล้ว
“ความเครียดรุกเร้า โรคภัยเบียดเบียน สุดท้าย…อย่างที่เราเห็นวันนี้ ยายซอยเตอ แม่เฒ่าผู้พิการ ก็จากโลกนี้ไป พร้อมๆ กับลุงแซะวา เพื่อนบ้านอีกหนึ่งราย ต้องจบชีวิตลงโดยไม่มีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม!!”
นี่คือผลกระทบที่คนชายขอบ คนยากไร้ ถูกกระทำหลัง คสช.ประกาศใช้แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
หลังจากการจับกุม ชาวบ้านผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวได้ร้องขอความเป็นธรรมมายังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แต่จากเสียงร้องขอกลับถูกเพิกเฉย
กรณีดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการจัดการป่าไม้ดังกล่าว โดยได้รับเรื่องร้องเรียนจากราษฎรจำนวน 18 คำร้อง ว่าได้รับผลกระทบจากการที่เจ้าหน้าที่อ้างคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 เข้าดำเนินการขับไล่ บุกยึด และรื้อทำลายทรัพย์สินของราษฎรที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า
ทั้งๆ ที่ราษฎรเหล่านี้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเพียงพอ ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยหน่วยงานรัฐที่ผ่านมาอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใด ไม่มีการแยกแยะลักษณะของการกระทำและราษฎรที่ถูกกล่าวว่ากระทำผิด ว่าเข้าข่ายผู้บุกรุกรายใหญ่ตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนดหรือไม่
อีกทั้งไม่เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจต่อการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว ทั้งๆ ที่ราษฎรเหล่านี้เป็นไปตามเงื่อนไขคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 ข้อ 2.1 ที่ว่า
“การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมๆ นั้น ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวนและพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป”
กสม.จึงจัดให้มีการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 และเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ เมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคม 2557 รวมทั้งจัดให้มีการสัมมนาเรื่อง “แผนแม่บทเกี่ยวกับจัดการทรัพยากรธรรมชาติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 รวมถึงการศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
การตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กสม.พบว่า แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2557 และการปฏิบัติการตามแผนดังกล่าวที่ผ่านมา มีปัญหาของการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ดังนั้น เพื่อป้องกันผลกระทบและความขัดแย้งที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้น จนอาจกลายเป็นสาเหตุปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อราษฎร กสม.จึงได้มีหนังสือเสนอความเห็นต่อหัวหน้า คสช., ผอ.กอ.รมน., รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีกรณีร้องเรียน ลงวันที่ 19 กันยายน 2557 ว่า
1.กระบวนการจัดทำแผนแม่บทและกระบวนการจัดทำแผนการปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ครบถ้วนรอบด้าน
2.การปฏิบัติการที่ผ่านมา ตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการกลั่นกรองและแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่ที่มีบริบทความเป็นมาของปัญหา รวมทั้งวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน และไม่มีความชัดเจนในการกำหนดลักษณะการกระทำและผู้กระทำว่าลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่มีเจตนาในทางการค้าหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน และลักษณะใดเป็นการกระทำเพื่อการดำรงชีวิตตามประเพณีวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
3.เกิดปัญหาความไม่ประสานสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทที่มีไม่ต่ำกว่า 25 หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับนโยบายหรือระดับส่วนกลาง กับหน่วยงานในระดับปฏิบัติการหรือในระดับพื้นที่ ส่งผลให้การปฏิบัติการของหน่วยงานในระดับพื้นที่อาจปฏิบัติการไปโดยขาดความเข้าใจ และละเลยต่อการยึดกุมหลักการด้านสิทธิมนุษยชน
ดังนั้น กสม.จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติ หรือชะลอการปฏิบัติการในพื้นที่ตามแผนแม่บทเอาไว้ก่อน และให้เริ่มต้นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินใจ
ถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนแผนแม่บทดังกล่าว ก่อนความตายจะมาเยือนคนชายขอบคนแล้วคนเล่า.

ชานชาลาประชาชน …สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/121014/97467

สาระน่ารู้
Sunday, 12 October, 2014 – 00:00
.
4 เดือน คสช.กับการปฏิรูปประเทศไทย
กว่า 4 เดือนของการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยอ้างเหตุการณ์ความรุนแรง มีการใช้อาวุธสงคราม รวมทั้งมีการทุจริต ทำผิดกฎหมาย เป็นผลทำให้ประชาชนทั่วไปไม่มีความสุขและไม่ปลอดภัย จึงเข้ามาควบคุมสถานการณ์เพื่อยุติความรุนแรงนั้น
ประการสำคัญ เพื่อให้ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย
การบริหารประเทศตามแผนโรดแม็พของ คสช. 3 ระยะหลังการควบคุมสถานการณ์แก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในเวลาต่อมา
ดังนั้น การบริหารประเทศที่ผ่านมาหลังการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองแล้ว จึงมีภารกิจสำคัญคือ การปฏิรูปประเทศ ไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ความทุกข์ยากของแผ่นดิน
ความคืบหน้าดังกล่าว ภายหลังมีการประชุมร่วมระหว่าง ครม.และ คสช. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ได้มีการรายงานผลว่า
ผู้แทนของ คสช.ทั้งฝ่ายความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กิจการพิเศษ และฝ่ายต่างประเทศ ตลอดจนส่วนราชการที่ขึ้นตรงนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการปฏิบัติงานในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาให้ที่ประชุมรับทราบ โดยในส่วนของงานด้านความมั่นคง ภายหลังจากที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศต่อจาก คสช.นั้น คสช.จะยังดูแลในงานหลัก 3 ด้าน คือ
งานการรักษาความสงบเรียบร้อย การรักษาบรรยากาศแห่งความปรองดองเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ซึ่งเป็นเป้าหมายของทุกคนในสังคม และงานที่สนับสนุนรัฐบาล หรือให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็น
ด้านผลสัมฤทธิ์ของงานด้านความมั่นคงที่ได้ดำเนินการไปในช่วง 4 เดือน ได้แก่ เรื่องการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องการรักษาความมั่นคงของรัฐ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้จัดระเบียบสังคม เข้าควบคุม ตรวจค้น และบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการจับกุมผู้กระทำผิดในเรื่องของยาเสพติด อาวุธสงคราม การพนัน สิ่งผิดกฎหมายต่างๆ และการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
ตลอดจนการจัดกิจกรรมสร้างความปรองดองและคืนความสุขให้กับคนในชาติ การจัดทำเอกสารกรอบความเห็นร่วมปฏิรูปประเทศไทยจำนวน 11 ด้าน เสนอต่อ คสช. เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปในอนาคต
การจัดชุดปฏิบัติงานมวลชน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและสร้างทัศนคติที่ดีให้กับประชาชน จัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติมีการดำเนินการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐ เช่น การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมให้ครบทุกจังหวัด ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน
ขณะเดียวกัน ด้านการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในทรัพยากร โดยเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ และฝ่ายปกครองในการดูแลรักษา ก็ได้มีการตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ป่าไม้ และการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ดูเหมือนว่า ภารกิจของ คสช.ในรอบที่ผ่านมา หลายอย่างได้ดำเนินการไปตามแผนโรดแม็พที่วางไว้ เช่น การแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า การแต่งตั้งกลไกต่างๆ ตามที่วางกรอบเอาไว้ เป็นต้น
แต่ดูเหมือนว่า การปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ การจัดการกับนักการเมืองและข้าราชการที่ฉ้อฉล ปกป้องประโยชน์ประเทศชาติ กลับไม่มีความคืบหน้ามากนัก หลายเรื่องกลับกลายเป็นให้ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าร้ายร้ายหรือดี หยุดการเคลื่อนไหว ไม่แยกแยะว่าใครเป็นผู้แก้ไข หรือผู้ทำร้ายประเทศ นี่คือความไม่เป็นธรรมอย่างหนึ่ง
เราต้องไม่ลืมว่า การต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบที่ฉ้อฉล และผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศ ในนามของมวลมหาประชาชนผู้มีจิตใจงดงาม เสียสละ รักชาติ รักแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมานั้น
นี่เป็น 200 กว่าวันแห่งการต่อสู้ของประชาชน ต้องเผชิญกับการคุกคามโดยกลไกอำนาจรัฐเถื่อน การลอบทำร้ายของอันธพาลการเมืองทั้งกลางวันและกลางคืน เกิดความสูญเสีย บาดเจ็บและล้มตาย
และเป็น 200 กว่าวันที่เต็มไปด้วยชนะของประชาชนที่ได้เปิดเผยธาตุแท้ของระบอบทักษิณ ยิ่งลักษณ์ เปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน การออกกฎหมายที่ฉ้อฉล การเอาเปรียบเบียดบังเงินของแผ่นดิน
ประการสำคัญ การต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ของมวลมหาประชาชน นำมาซึ่งการยกระดับการต่อสู้จากการตรวจสอบอำนาจรัฐที่ฉ้อฉล สู่เจตนารมณ์การปฏิรูปประเทศไทยทั้งระบบอันเกรียงไกรที่ผ่านมา
ดังปรากฏข้อเสนอขอให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งที่ได้รับการตอบสนองจากสังคมทุกภาคส่วน เพราะเห็นพ้องต้องกันว่า การเมืองที่เป็นอยู่ไม่อาจพึงหวังให้นำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปได้
จึงมีการเคลื่อนไหวให้มีการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 7 จัดตั้งรัฐบาลของประชาชน ตั้งสภาประชาชน เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง
บัดนี้ ครบรอบ 4 เดือนของการแก้ปัญหาประเทศ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่สังคมไทยจะได้ร่วมกันทบทวนภารกิจปฏิรูปประเทศให้สัมฤทธิผลตามเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริงโดยเร่งด่วนสืบไป.

ชานชาลาประชาชน …สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/051014/97121

สาระน่ารู้
Sunday, 5 October, 2014 – 00:00
.
ธรรมาภิบาลกับการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน
รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
คำแถลงของคณะรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 ด้านที่ 11 เกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม บัญญัติว่า
ในสังคมที่อารยะ การยึดหลักนิติธรรม คือมีกฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ใช่ตัวบุคคล หรืออำเภอใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปกครอง ย่อมเป็นสาระสำคัญ แต่หลักนิติธรรมจะเป็นที่ยอมรับนับถือได้ มิใช่เพียงสักแต่ว่ามีกฎหมาย หากกฎหมายเหล่านั้นต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง และความต้องการของประชาชน เป็นธรรม คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐานตามหลักสากล ทันสมัยและเป็นธรรมด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งและการโกรธแค้นชิงชังไม่สิ้นสุด
พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวสัมภาษณ์หลังอ่านถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 69 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2557 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประชาธิปไตย ตามหลักสิทธิมนุษยชน ด้วยความตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นรัฐบาลที่ดี ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน
ดูเหมือนว่า การบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พยายามสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนในชาติและสายตาประชาคมโลก ว่าจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม
หนังสือเรื่อง “ธรรมภิบาลเพื่อการบริหารภาครัฐและภาคเอกชน” โดย ดร.รัชยา ภักดีจิตต์ กล่าวถึงหลักนิติธรรม (rule of law) ว่าหมายถึง การมีกรอบกฎหมายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย (fair legal frameworks) มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีสองมาตรฐาน ดูแลให้การปฏิบัติเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ไม่ให้มีการใช้กฎหมายไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
หลักนิติธรรมต้องป้องกันการละเมิด หรือลิดรอนสิทธิของพลเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับอารยประเทศ มีกรอบการปฏิบัติที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กำหนดกรอบเวลาการปฏิบัติที่ชัดเจนให้ประชาชนทราบ
หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2542 โดยต่อมาได้พัฒนาเป็นพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการบริหารราชการโดยยึดปฏิบัติหลัก 6 ประการ คือ
หลักนิติธรรม, หลักคุณธรรม, หลักความโปร่งใส, หลักการมีส่วนร่วม, หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารราชการของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐบรรลุเป้าหมาย
เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชน ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวก และได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานราชการที่เกินความจำเป็น มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ และประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ
หนังสือเรื่อง “การสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย” โดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กล่าวว่า สาระของธรรมาภิบาล คือ การบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ต้องสร้างความสมดุลระหว่างองค์ประกอบส่วนต่างๆ ของสังคมให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และสังคมมีเสถียรภาพ
ความสมดุลของการจัดสรรทรัพยากรของสังคมให้ทุกภาคส่วนได้ที่เหมาะสมและยอมรับได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งที่เป็นสาระของธรรมาภิบาล เพราะการเสียดุลในการจัดสรรทรัพยากรของสังคมที่ภาคใดภาคหนึ่ง “ได้” ตลอดเวลา และอีกภาคหนึ่ง “เสีย” ตลอดเวลา จะนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมในสังคม ความขัดแย้ง และท้ายที่สุดก็คือความไม่มั่นคงและไร้เสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
การบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสถานการณ์พิเศษที่วางภารกิจเพื่อปฏิรูปประเทศข้ามพ้นวิกฤติ ก็ต้องปฏิบัติตามที่ได้ให้สัญญากับประชาชนว่าด้วยการยึดหลักธรรมาภิบาล
ประการสำคัญ การปฏิรูปประเทศไม่อาจสำเร็จด้วยชนชั้นนำหากประชาชนไม่มีส่วนร่วม ดังนั้น รัฐนาวานี้ต้องการจะนำพาบ้านเมืองพ้นวิกฤติ ก็ต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่
เพราะหากไม่มีหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่าในการบริหารประเทศแล้วไซร้ ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐเผด็จการที่ผ่านมา.

ชานชาลาประชาชน….สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/280914/96790

สาระน่ารู้
Sunday, 28 September, 2014 – 00:00
.
กฎหมายการชุมนุมกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน
นับจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง โดยอ้างว่ามีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น
หนึ่งสัปดาห์หลังมีการรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กล่าวถึงหลักการการบริหารประเทศในรายการ “คืนความสุขให้คนไทย” ว่า จะให้เจ้าหน้าที่รัฐพยายามใช้อำนาจเท่าที่มีอยู่ เท่าที่จำเป็น ไม่ใช้อำนาจเกินเลย เกินขอบเขต ทำให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ระมัดระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติจะได้กลับไปใช้กฎหมายปกติให้เร็วที่สุด
คำปรารภในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาประเทศชาติก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนต่อไปว่า จำเป็นต้องใช้เวลาสร้างบรรยากาศแห่งความเรียบร้อยและปรองดอง เพื่อนำความสุขกลับคืนสู่ประชาชน และปฏิรูปกฎเกณฑ์บางเรื่องที่เคยเป็นชนวนความขัดแย้ง ขาดประสิทธิภาพ หรือไม่เป็นธรรมให้สอดคล้อดกับสภาพปัญหาและความต้องการของชนในชาติ
บางมาตราในรัฐธรรมนูญดังกล่าว เนื้อหาเหมือนกับหลายฉบับที่ผ่านมา ขณะที่มาตรา 4 บัญญัติว่า
“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
บทบัญญัติตามมาตราดังกล่าว หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว กลับปรากฏว่าสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนหลายประการถูกละเมิดด้วยเหตุผลเพื่อความสงบเรียบร้อยของคณะผู้ปกครอง
ไม่ว่าจะเป็นการห้ามจัดเวทีวิชาการของกลุ่มคณาจารย์ นักศึกษา และองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆ ห้ามไม่มีการชุมนุมทางการเมือง หรือกรณีการเชิญตัวนักเคลื่อนไหวขาหุ้นพลังงานมาปรับทัศนะ เป็นต้น
17 กันยายน 2557 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดเวทีรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ “ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ” โดยอ้างว่ามีความประสงค์จะนำเสนอร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายบริหารและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบ ก่อนจะนำมาปรับแก้ร่างกฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. หัวหน้าคณะทำงานยกร่างกฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่ง หรือประกาศเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมสาธารณะ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการนำเอาร่างเดิมที่มีการพิจารณา และผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่ตกไปเมื่อมีการยุบสภา มาทบทวนแก้ไขในกรอบเดิม เน้นย้ำในเรื่องของการส่งเสริมสิทธิในการชุมนุมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
การชุมนุมเป็นเสรีภาพ ไม่มีการกำหนดว่าจะต้องมีการขออนุญาต เพียงแต่เป็นการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ และไปดำเนินการดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย
“เนื่องจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบในภาพใหญ่ของประเทศ จึงจำเป็นต้องดูแลสถานที่สำคัญเป็นพิเศษ กำหนดรัศมีการชุมนุมห้ามใกล้พระบรมมหาราชวัง, รัฐสภา, ทำเนียบรัฐบาล และศาลต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม สำหรับสถานที่อื่นๆ นั้น ประชาชนสามารถใช้ในการชุมนุมได้ แต่จำกัดว่าจะต้องไม่มีการปิดกั้นสถานที่ราชการ หรือสร้างผลกระทบต่อการบริการภาครัฐ”
ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฉบับดังกล่าวนี้ ได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม คสช.แล้ว จึงนำเสนอให้ สนช.พิจารณาออกเป็นกฎหมาย ประกอบไปด้วยเนื้อหา 38 มาตรา มีเนื้อหาที่สำคัญๆ เช่น
ห้ามปราศรัย จัดกิจกรรม และเดินขบวน ระหว่างเวลา 22.00-06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น, ให้ยื่นหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนการชุมนุม 24 ชั่วโมง และหากทำผิดเงื่อนไขสามารถจับกุมดำเนินคดีได้ทันที
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวในตอนหนึ่งของการสัมมนาว่า การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ…. ไม่ควรเร่งรีบทำในตอนนี้ เพราะยังอยู่ในสถานการณ์กฎอัยการศึก ควรรอให้สถานการณ์ปกติผ่านพ้นช่วงนี้ไปก่อน เพื่อประชาชนที่เห็นต่างกล้าจะได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และควรเปิดกว้างในการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านกว่านี้
ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงสะท้อนให้ถึงความพยายามออกกฎหมายมาปิดกั้นสิทธิของประชาชน
ทั้งนี้ เพราะเนื้อหาของร่างกฎหมายหลายมาตราเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีกฎหมายหลายฉบับที่สามารถใช้ควบคุมการชุมนุมได้อยู่แล้ว
ขณะที่สาเหตุที่ทำให้ประชาชนต้องชุมนุมที่ผ่านมา คือ รัฐไม่สนใจแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาทางการเมืองเพื่อหวังสลายการชุมนุม หรือคะแนนนิยมมากว่าต้นตอสาเหตุ
แม้แต่การชุมนุมทางการเมืองของประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็เพราะผู้มีอำนาจรัฐทำผิดกฎหมาย ไม่มีความรับผิดชอบ ทุจริตคอร์รัปชัน หากปล่อยไว้เนิ่นนาน ชาติจะมีความเสียหาย ประชาชนจึงออกมาชุมนุม
ประการสำคัญ การชุมนุมของประชาชนในหลายสิบปีที่ผ่านมา มีพัฒนาการในการจัดการชุมนุมที่เป็นยอมรับของสากล หากแต่ความล้มเหลวที่ทำลายภาพพจน์ของชาติ เกิดจากรัฐละเมิดสิทธิประชาชน
กฎหมายชุมนุมสาธารณะดังกล่าวจึงไม่ควรเร่งรีบออกประกาศใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจว่า กฎหมายเช่นนี้ควรมีลักษณะเช่นไรในสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง.

ชานชาลาประชาชน….สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/210914/96459

สาระน่ารู้
Sunday, 21 September, 2014 – 00:00
.
รัฐบาลประยุทธ์กับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
คำแถลงของคณะรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 นับเป็นก้าวแรกของการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการของรัฐบาลชุดนี้
คำแถลงดังกล่าวอ้างว่า การบริหารราชการแผ่นดินเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล ทุกรัฐบาลมีนโยบายในเรื่องต่างๆ จำแนกเป็น 11 ด้าน ซึ่งรัฐบาลนี้ได้นำยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศว่าด้วยการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักสำคัญ ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี พอสมพอควรแก่ฐานะ ความมีเหตุ มีผล และการมีภูมิคุ้มกัน
พร้อมทั้งใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แนวทางของคณะ คสช. และความต้องการของประชาชนที่ต้องการออกแบบให้มีการปฏิรูปประเทศมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย
นโยบายโดยรวมต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เร่งฟื้นตัวจากความบอบช้ำทางเศรษฐกิจ ความหวาดระแวงทางสังคมที่กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง แก้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ
ขับเคลื่อนประเทศสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรการปกครองทุกระดับ สร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมปัญหาเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว
นโยบายสำคัญของรัฐบาลประยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน คือนโยบายด้านการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ
ทั้งในเฉพาะหน้า เร่งสร้างโอกาส อาชีพ และการมีรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพแรงงาน ป้องกันและแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ การพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคม สร้างการออมและระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพยั่งยืนในระยะยาว เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมที่มีความหลากหลาย เนื่องจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นต้น
ประการสำคัญ คือ การแก้ปัญหาไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและการรุกล้ำเขตป่าสงวน โดยการกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้ำ และออกมาตรการป้องกัน การเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจ และวิธีการแผนที่ที่ทันสมัย แก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน อันก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน
นโยบายการแก้ปัญหาประชาชนไร้ที่ดินทำกินดังกล่าว เชื่อมโยงกับนโยบายด้านการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร และการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ที่ระบุว่า
“ในเฉพาะหน้า เร่งปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จัดทำแนวเขตที่ดินของรัฐให้ชัดเจน เร่งรัดกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์การถือครองที่ดินในเขตที่ดินของรัฐ โดยนำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และสร้างบรรทัดฐานในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม”
การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ จึงเป็นนโยบายที่สังคมต้องการให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นจริงจัง และการดำเนินการต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชน
ขณะที่การแก้ปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ตามนโยบายการจัดการทรัพยากร และการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ก็จะต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกับประชาชนคนจน
การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมกับการแก้ปัญหาประชาชนที่อาศัยและทำกินอยู่ในเขตป่า จึงเป็นหน้าที่ของพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนใหม่ ว่าจะนำนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติให้สอดคล้องและกลมกลืนกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้อย่างไร
ด้านหนึ่ง ต้องบังคับการใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยเฉพาะมาตรการเชิงรุกทางนโยบายต่อนายทุนที่ทำผิดกฎหมายบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างบ้านพัก รีสอร์ต สนามกอล์ฟ เป็นต้น
ด้านหนึ่ง ต้องคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่และสิทธิของชุมชนที่อาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ป่ามาหลายชั่วอายุคน ต้องส่งเสริมการทำประโยชน์ที่มั่นคงและยั่งยืนให้ชุมชนในลักษณะโฉนดชุมชน เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ปัญหาขาดแคลนที่ดินที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องบุกรุกพื้นที่รัฐหรือเอกชน เพื่อแผ้วถางเป็นที่ทำกิน ทำให้เกิดเป็นข้อพิพาทฟ้องร้องที่มักจะจบลงด้วยการลงโทษซ้ำเติมคนตัวเล็กตัวน้อย
รัฐต้องมีมาตรการแก้ปัญหาด้วยการเบี่ยงเบนหรือหลีกเลี่ยงแนวทางการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนจน อันเป็นการซ้ำเติมมากกว่าแก้ปัญหา และเพิ่มโอกาสคนจนที่ต้องคดีเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแท้จริง
ขณะที่มีการแก้ปัญหาที่ดินในเขตป่า การปฏิรูปที่ดินนอกเขตป่า อันหมายถึงการจัดสรรกระจายทรัพยากรที่ดินใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ก็จะต้องดำเนินการคู่ขนานกันไป
การกระจายการถือครองที่ดินให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึงนี้ ที่ดิน ที่ทำกิน อันเป็นฐานที่มั่นทางวัฒนธรรมชุมชน รัฐต้องมีมาตรการแทรกแซงที่หลากหลาย เพื่อให้ที่ดินกระจายสู่มือคนจนอย่างทั่วถึง และช่วยให้ผู้ถือครองที่ดินรายย่อยอยู่รอดได้ ไม่ถูกเงื่อนไขแวดล้อมบีบบังคับให้ต้องขายที่ดินให้นายทุน
การปฏิรูปที่ดินด้วยมาตรการกระจายการถือครองที่ดิน การเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า มาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม การกำหนดเพดานการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรไม่เกิน 50 ไร่ ฯลฯ
การแก้ปัญหาตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาลประยุทธ์ จึงเป็นบทพิสูจน์รัฐบาลนี้ว่าจะนำพารัฐนาวานี้ข้ามพ้นวิกฤติความขัดแย้ง สร้างความมั่นคงยั่งยืนในการแก้ปัญหาชาติระยะยาวได้หรือไม่.

ชานชาลาประชาชน…สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/140914/96136

สาระน่ารู้
Sunday, 14 September, 2014 – 00:00
.
โครงการรับจำนำข้าว วิบากกรรมชาวนาไทย
โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2554-2557 เป็นวิบากกรรมของชาวนาไทยที่ถูกรัฐบาลสามานย์ นักการเมืองชั่ว และข้าราชการเลวสุมหัวกันโกง ตั้งแต่เริ่มต้นถึงปลายทาง
ดังที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังในขณะนั้น ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวฯ ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา เมื่อ 2 กรกฎาคม 2556 ตอนหนึ่งว่า การรับจำนำข้าวทุกเมล็ด มีโอกาสเกิดทุจริตทุกขั้นตอน
นี่คือ วิบากกรรมชาวนาที่เข้าร่วมโครงการขายข้าวกลับไม่ได้ราคา และไม่ได้เงินตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ ถูกโกงสารพัดรูปแบบ จนชาวนาไม่อาจทนไหว ต้องลุกขึ้นประท้วงรัฐบาลทั่วประเทศที่ผ่านมา
ขณะที่การตรวจสอบของฝ่ายค้านพบว่า มีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลในการระบายข้าวแบบจีทูจีเชื่อมโยงให้เห็นตัวบุคคลและบริษัทค้าข้าวที่เกี่ยวพันกับคนในรัฐบาล ขณะที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งผู้ดูแลโครงการไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้ชาวนาถูกเอารัดเอาเปรียบ และมีกระบวนการตักตวงเอาผลประโยชน์ของชาติมาเป็นของตน
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 มกราคม 2557 ว่า โครงการรับจำนำข้าวมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรจนถึงการระบายข้าว เป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำและการทุจริตในโครงการ เกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน
สตง.จึงมีข้อเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาทบทวนการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป โดยให้ใช้มาตรการอื่นแทน
หากแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับดึงดันดำเนินการโครงการนี้ต่อไป ทั้งๆ ที่มีการตรวจพบแล้วว่า โครงการนี้มีการทุจริตฉ้อฉล จึงย่อมเป็นการแสดงให้เจตนาชัดเจนแล้วต้องการให้โครงการฉ้อฉลชาวนา
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจ ได้มีดำเนินการตรวจสอบในโครงการนี้ โดยมีการตั้งคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพและปริมาณข้าวคงเหลือในสต็อกของคณะตรวจสอบปริมาณและคุณภาพคงเหลือของรัฐ ตามนโยบาย คสช.เมื่อเดือนกรฎาคม 2557 ที่ผ่านมา
พบว่า มีความฉ้อฉลในโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งข้าวหาย ข้าวเสื่อมคุณภาพ และบางแห่งพบว่ามีข้าวหายถึง 80% สะท้อนให้เห็นถึงการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างชัดแจ้ง
ประการต่อมา ข้อสงสัยที่ว่า น่าจะมีกระบวนการเวียนเทียนข้าวในโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ข้าวหายไปจากโกดังกลางของรัฐ รวมไปถึงข้าวเสื่อมคุณภาพ ก็ได้ปรากฏข้อเท็จจริงออกมาแล้ว หลังจากชุดปฏิบัติการพิเศษตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวลงไปหลายพื้นที่ เช่น ปทุมธานี พบข้าวหายกว่า 90,000 กระสอบ, นครราชสีมา หาย 200 กระสอบ และที่พิจิตร พบว่ามีการนำข้าวท่อนมาสวมแทนข้าวขาว
กรณีดังกล่าวนี้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ได้สรุปภาพรวมการตรวจสอบเบื้องต้นว่า
จากการส่งคณะทำงานไปตรวจสอบปริมาณข้าวใน 12 จังหวัด พบว่ามีข้าวหายไปบางส่วน และได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องไว้แล้ว นอกจากนี้ ยังพบว่ามี ปัญหาด้านคุณภาพข้าวที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด ข้าวเสื่อมคุณภาพ ข้าวร่วนป่นจนเป็นผง เลขรหัสกระสอบไม่ตรงกับเอกสารที่แจ้งไว้ มีการเวียนเทียนข้าว มีการนำข้าวออกจากโกดังไปขายให้โรงสี และโรงสีซื้อข้าวเก่าส่งเข้าโกดัง เป็นต้น
โครงการรับจำนำข้าว จึงเป็นมหกรรมการทุจริตทางนโยบายครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ เป็นวิบากกรรมของชาวนาไทย ที่เอาข้าวมาเข้าโครงการและไม่ได้รับเงิน เพราะความฉ้อฉลของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
8 พฤษภาคม 2557 คณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงคดีที่ ป.ป.ช.ได้รับคำร้องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อง ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าวมาจากประธานวุฒิสภา ว่า
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลเพียงพอ จึงมีมติ 7 ต่อ 0 เสียงว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ มาตรา 11 (1) อันเป็นเหตุแห่งการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 270
4 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และคณะ แถลงข่าวความคืบหน้าในคดีที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนพร้อมมติชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีดังกล่าวว่า
ตามที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ส่งรายงานการไต่สวนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวมายังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณานั้น อัยการสูงสุดได้ตั้งคณะทำงาน ซึ่งมีนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมคณะทำงานอัยการรวม 9 คน โดยคณะทำงานมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า
สำนวนคดียังมีข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหา และเสนอความเห็นต่ออัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมาเห็นว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ยังไม่สมบูรณ์
ซึ่งหลังจากนี้ ก็จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการ และ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ และรวบรวมพยานหลักฐานไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้สำนวนคดีมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ต่อไป ทั้งนี้ ตามขั้นตอนแล้ว เมื่อคณะทำงานร่วมพิจารณาเสร็จสิ้น ก็จะเสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาดอีกครั้ง ถ้าหากมีความเห็นสั่งฟ้องตรงกันก็จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่หากความเห็นไม่ตรงกันก็จะส่งสำนวนกลับคืนให้ทาง ป.ป.ช. ซึ่งทาง ป.ป.ช.ก็สามารถที่จะแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ได้
การทุจริตโครงการรับจำนำข้าว วิบากกรรมของชาวนาไทย จึงเรื่องที่สังคมไทยจะต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีงาม ไม่ให้คนผิดลอยนวลทำลายประเทศเหมือนเช่นที่ผ่านมา.

ชานชาลาประชาชน…สุริยันต์ ทองหนูเอียด

Published กันยายน 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/070914/95829

สาระน่ารู้
Sunday, 7 September, 2014 – 00:00
.
ปฏิรูปที่ดินในสถานการณ์ปฏิรูปประเทศ
การปฏิรูปประเทศ กำลังเดินไปตามแผน Road Map ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
การปฏิรูปประเทศ กำลังเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง แม้ด้านหนึ่งเสียงของสาธารณชนยังต้องการให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบันจัดการกับนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้
29 สิงหาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ช่วงหนึ่งว่า ตนตระหนักดีถึงภาระหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องขอขอบคุณสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี และมอบความไว้วางใจให้ตนดำเนินการในเรื่องของการบริหารประเทศในระยะต่อไป
“วันนี้เรื่องพลังงาน คราวหน้าอาจจะเรื่องผลิตผลทางการเกษตร ต่อไปมีเรื่องอะไรล่ะ เรื่องน้ำ อะไรก็แล้วแต่ ที่ดินทำกิน เปิดเรื่องนี้ให้แล้วมาคุยกันอีกมุมว่า ตั้งหลักมาให้ถูก รัฐพูดก่อน แล้วประชาชนถามแล้วก็ตอบ บันทึกตรงกันไม่ตรงกัน จบไปอีกเรื่องๆ ถ้าอย่างนี้ลักษณะการปฏิรูปต้องเป็นอย่างนี้”
ดูเหมือนว่า การพูดเรื่องการปฏิรูปทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า พลังงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งมีความพยายามกันมาหลายยุคสมัย
“บทวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวพันกับความเหลื่อมล้ำ หรือความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทย และแนวทางปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหา : ปัญหาการถือครองที่ดินโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ และข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่ดินของประเทศไทย” โดยนายมนินธ์ สุทธิวัฒนานิติ ได้ถึงสภาพปัญหาที่ดินในประเทศว่า ด้านหนึ่งเป็นปัญหาขาดเอกภาพในการบริหารจัดการ เกิดความซ้ำซ้อนของภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
มนินธ์ สุทธิวัฒนานิติ ได้กล่าวถึงปัญหาการถือครองที่ดินในประเทศ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.การไร้กรรมสิทธิ์ เป็นปัญหาของผู้ที่ทำกินในที่ดินของรัฐ ทั้งพื้นที่ป่าไม้ ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ราชพัสดุ และที่ดินในโครงการจัดที่ดินของรัฐ เป็นต้น
โดยในปี 2535 กระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบว่า มีประชาชนเข้าทำกินและอยู่อาศัยในเขตป่าไม้ทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวร จำนวน 5.3 ล้านคน ในพื้นที่ 37.6 ล้านไร่
2.การไร้ที่ดินทำกิน ข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนคนจน ในปี 2547 พบว่า มีผู้ที่มาลงทะเบียนเป็นผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน 1,303,360 ราย และมีผู้ที่มีที่ดินทำกินแต่ไม่พอเพียง 1,651,922 ราย รวม 2,955,360 ราย
3.การเช่าที่ดิน ข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนคนจนในปี 2547 พบว่า ผู้ที่มาลงทะเบียนเป็นผู้เช่าที่ดิน 678,077 ราย ยืมผู้อื่น 314,090 ราย และเป็นผู้รับจ้างทำการเกษตร จำนวน 311,193 ราย
ซึ่งการเช่าที่ดินนั้น มีผลเสียคือ ประสิทธิภาพการผลิตของเจ้าของที่ดินสูงกว่าแบบผู้เช่า และมีการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกันระหว่างกลุ่มผู้เช่าที่ดินบางส่วนกับผู้เช่าที่ดินทั้งหมด
4.การถือครองที่ดินรายใหญ่ จากการสำรวจของมูลนิธิสถาบันที่ดิน ในปี พ.ศ.2544 พบว่า ที่ดินผืนใหญ่ที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่มีขนาดเกิน 200 ไร่ต่อแปลง มีร้อยละ 29.70 และที่มีขนาดเกิน 50,000 ไร่ต่อแปลง มีร้อยละ 6.30 และขนาดของที่ดินผืนใหญ่โดยเฉลี่ย คือ 249.8 ไร่ต่อแปลง
นอกจากนี้ มูลนิธิสถาบันที่ดิน ยังได้สรุปปัญหาโครงสร้างของกฎหมายที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาการกระจายการถือครองและการใช้ที่ดินไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ และไม่มีกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินของเอกชน ทำให้ผู้มีฐานะดีสามารถถือครองที่ดินได้ไม่จำกัด โดยไม่ต้องทำประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มที่ และมีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร
บทวิเคราะห์ดังกล่าวได้กล่าวถึงปัญหาการปล่อยให้ที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่าเป็นพื้นที่ร้าง อันหมายถึง พื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ได้เข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องกันตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป พื้นที่ร้างดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่เคยทำการเกษตรกรรมมาก่อน และปล่อยทิ้งไว้ไม่เข้าทำประโยชน์ด้วยสาเหตุต่างๆ กัน นอกจากพื้นที่ร้างที่เคยทำการเกษตรกรรมมาก่อนแล้ว ยังมีพื้นที่ร้างที่เคยทำเหมืองแร่มาก่อน และที่ลุ่มต่างๆ รวมอยู่ด้วย
ข้อมูลจากสำนักป้องกันภัยธรรมชาติและความเสี่ยงทางการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เคยดำเนินการสำรวจข้อมูลพื้นที่ทิ้งร้างในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2549 พบว่า มีพื้นที่ทิ้งร้างว่างเปล่า รวมทั้งสิ้น 7,455,725 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.3248 ของเนื้อที่ทั้งประเทศทั้งหมด
ปัญหาที่ดินของประเทศเป็นปํญหาเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การพัฒนาที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตามแนวทางทุนนิยมเสรี จึงทำให้ประชาชนไร้ที่ดิน
หลายคน หลายหน่วยงานได้ศึกษาวิจัยและเคลื่อนไหวเจรจาต่อรองยื่นข้อเสนอกับผู้มีอำนาจรัฐทุกยุคสมัยให้แก้ปัญหาที่ดิน ปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม คนจน จึงพ้นจากวิกฤติ
ดูเหมือนว่า การปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน โดยนักการเมือง รัฐบาลของนายทุนที่ผ่านมา จะไม่มีความคืบหน้ามากนัก นอกจากจะออกนโยบายประชานิยมที่ฉาบฉวยเพื่อหวังคะแนนมากกว่าแก้ปัญหาระยะยาว
ถึงเวลาแล้วที่ผู้อำนาจรัฐปัจจุบันจะเร่งแก้ปฏิรูปที่ดินแก้ปัญหาคนจน นำพาประเทศข้ามพ้นวิกฤติ.

%d bloggers like this: