ชาดำ

All posts tagged ชาดำ

ฤทธิ์ป้องกันโรคตับอักเสบเนื่องจากการสะสมไขมันในตับของชาดำ

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=748

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ป้องกันโรคตับอักเสบเนื่องจากการสะสมไขมันในตับของชาดำ

การทดสอบฤทธิ์ของชาดำต่อการต้านตับอักเสบเนื่องจากการสะสมไขมันในตับ (non-alcoholic steatohepatitis) พบว่าการป้อนอาหารไขมันสูงร่วมกับการให้ชาดำความเข้มข้น 2.5% ขนาด 10 มล./กก.น้ำหนักตัว นาน 30 วัน ช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์, low-density lipoprotein (LDL), very low-density lipoprotein (vLDL), high density lipoprotein (HDL) และ bilirubin ในเลือดได้เมื่อเทียบกับหนูแรทที่ได้รับ อาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียว และช่วยลดปริมาณเอนไซม์ aspartate aminotransferase และ alanine aminotranferase (ดัชนีชี้วัดการทำงานของตับ) ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากตับทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าชาดำมีผลเกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระ ลดระดับ malondialdehyde และปริมาณ nitric oxide ป้องกันการลดลงของกลูตาไธโอน เพิ่มการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase และ catalase ลดการทำงานของเอนไซม์ nitric oxide synthase ป้องกันการเกิดความเสียหายของเซลล์ตับ โดยยับยั้งทำงานของ caspase-3 ป้องกันไม่ให้เกิดเซลล์ตาย และลดการแตกหักของ DNA อันเนื่องมาจากการการสะสมไขมันของตับได้ จากการศึกษานี้จะเห็นได้ว่าชาดำช่วยลดความเสียหายของตับที่เกิดจากการสะสมไขมันได้โดยเกี่ยวข้องกระบวนการต้านอนุมูลอิสระเป็นสำคัญ

Phytother Res 2011; 25:1073-81


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ชาดำช่วยลดน้ำตาลในเลือด

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=724

ย่อยข่าวงานวิจัย

ชาดำช่วยลดน้ำตาลในเลือด

การศึกษาปัจจัยสภาพภูมิอากาศของแหล่งปลูกชาและเกรดของใบชาต่อฤทธิ์น้ำตาลในเลือดของชาดำ โดยใช้ชาดำเกรด Broken Orange Pekoe Fanning (เศษใบชา) จากแหล่งปลูกที่มีความสูงต่างกันในประเทศศรีลังกา คือ High-grown (ปลูกในพื้นที่สูงมากกว่า 1,220 ม.จากระดับน้ำทะเล), Medium-grown (ปลูกในระดับความสูง 610-1,220 ม.จากระดับน้ำทะเล) และ Low-grown (ปลูกในพื้นที่ต่ำกว่า 610 ม.จากระดับน้ำทะเล) โดยป้อนชาดำที่ความเข้มข้น 60, 120 และ 480 มก./มล. ป้อนให้หนูแรทปกติ และหนูแรทที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานโดย Streptozotocin ติดต่อกัน 14 วัน ผลการศึกษาพบว่าชาดำสามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ทั้งในหนูปกติและหนูที่เป็นเบาหวาน โดยจะออกฤทธิ์มากขึ้นเมื่อได้รับในความเข้มข้นที่สูงขึ้น และฤทธิ์ลดน้ำตาลนี้ไม่ขึ้นกับความสูงของแหล่งปลูกชา นอกจากนี้ยังพบว่าชาดำออกฤทธิ์ลดการดูดซึมกลูโคสที่ลำไส้เล็ก ยั้บยั้งการทำงานของ α-glucosidase และ α-amylase นอกจากนี้ชาดำยังออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน ซึ่งช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน (insulin sensitivity) และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบในหลอดทดลอง โดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษในสัตว์ทดลองเมื่อป้อนในความเข้มข้น 480 มก./มล. ติดต่อกันนาน 50 วัน จากการศึกษานี้จะเห็นได้ว่าแหล่งปลูกใบชาและคุณภาพของใบชาไม่มีผลต่อฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของชาดำ

J Ethnopharmacol 2011; 135: 278-86


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ผลการเปรียบเทียบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรียระหว่างชาดำและชาเขียว

Published มีนาคม 15, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=621

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลการเปรียบเทียบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรียระหว่างชาดำและชาเขียว

จากการศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อจุลชีพระหว่างชาดำจำนวน 15 ชนิดและชาเขียวจำนวน 15 ชนิด โดยวัดฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากค่า Trolox equivqlent antioxidant capacity (TEAC) พบว่าชาเขียวและชาดำมีค่าเฉลี่ยของ TEAC เท่ากันคือ 1.43 mM หลังจากนั้นนำตัวอย่างชุดเดิมไปเก็บที่อุณหภูมิ -20 °C เป็นเวลา 1 ปี แล้วนำมาตรวจวัดค่า TAEC อีกครั้ง พบว่าค่า TAEC จากชาเขียวและชาดำกลับลดลง 85% และ 90% ตามลำดับ โดยค่า TAEC เฉลี่ยของชาเขียวมีค่า 1.9 เท่าของชาดำ นอกจากนี้เมื่อศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ (Enterococcus faecalis, Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa  และ Escherichia coli  ) จากค่า ความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย (MIC) พบว่าทั้งชาเขียวและชาดำบางตัวอย่างเท่านั้นมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียยังคงอยู่เมื่อเก็บตัวอย่างไว้เป็นเวลา 1 ปี จากข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นว่าชาเขียวไม่ได้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อจุลชีพดีกว่าชาประเภทอื่น ในขณะเดียวกันพบว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อจุลชีพจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของชา

Food Research International 2010; 43: 1379-1382


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ผลของสารสกัดชาในกระต่ายที่ได้รับพิษจากสารหนู

Published มีนาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=562

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสารสกัดชาในกระต่ายที่ได้รับพิษจากสารหนู

การศึกษาในกระต่ายที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดพิษจากสารหนู (arsenic) โดยการป้อนน้ำที่ผสม arsenic trioxide ขนาด 3 มก./กก./วัน เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งจะทำให้มีระดับของ glutathione ในเลือดลดลง และระดับของ thiobarbituric acid reactive substances และความเข้มข้นไนไตรท์/ไนเตรตในเลือดเพิ่มขึ้น จากนั้นป้อนกระต่ายด้วยสารสกัดน้ำชาเขียว และสารสกัดน้ำชาดำ ขนาด 100 มล. (เทียบเท่ากับใบชาแห้ง 3.75 ก.) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (น้ำเปล่าที่ปราศจากสารหนู) และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดน้ำชาดำร่วมกับสารหนู พบว่าสารสกัดน้ำจากชาเขียวและชาดำ มีผลทำให้เพิ่มระดับของ glutathione ลดระดับของ thiobarbituric acid reactive substances และความเข้มข้นไนไตรท์/ไนเตรตในเลือดของกระต่ายได้ โดยสารสกัดน้ำจากชาเขียวซึ่งมีปริมาณของสาร total polyphenol มากกว่าชาดำ (29.71% และ 27.69% ตามลำดับ) จะให้ผลดีกว่าชาดำ และการให้สารสกัดชาดำพร้อมกับสารหนูจะให้ผลป้องกันที่ดีขึ้นอีก

Phytother Res 2009;23:1603-8.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

โพลีฟีนอลในเครื่องดื่มช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก

Published มีนาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=525

ย่อยข่าวงานวิจัย

โพลีฟีนอลในเครื่องดื่มช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก

การทดลองในอาสาสมัครสุขภาพปากและฟันดีจำนวน 6 คน โดยกระตุ้นการสร้างคราบจุลินทรีย์ในปากอาสาสมัครนาน 1 นาที แล้วกลั้วปากด้วยเครื่องดื่มที่มีสารโพลีฟีนอล ได้แก่ ชาดำ ชาเขียว น้ำองุ่น ชาCistus และไวน์แดง จำนวน 200 มิลลิลิตร โดยแบ่งกลั้วทีละน้อยจนครบ 10 นาที จากนั้นทำการวัดปริมาณแบคทีเรียในปากเมื่อเวลา 19 และ 109 นาทีหลังจากกลั้วปากด้วยเครื่องดื่ม โดยมีแบคทีเรียในปากที่ไม่มีการกลั้วปากในนาทีที่ 30 และ 120 เป็นชุดควบคุม ผลการทดลองพบว่าการกลั้วปากด้วยเครื่องดื่มที่มีสารโพลีฟีนอลสามารถลดการก่อตัวของแบคทีเรียในช่องปากได้ โดยไวน์แดง ชาCistus และชาดำสามารถลดการยึดเกาะของแบคทีเรียได้สูงถึง 66% เมื่อวัดด้วยวิธี DAPI (4′,6-diamidino-2-phenylindole) และจากการทดสอบด้วย FISH (Fluoresence in situ  hybridization) พบว่าเครื่องดื่มทั้ง 5 ชนิดสามารถลดการเกาะตัวของแบคทีเรีย Eubacteria และ Straptococci ในปากอย่างมีนัยสำคัญ จึงกล่าวได้ว่าการบริโภคเครื่องดื่มที่มีสารโพลีฟีนอลช่วยป้องกันการเกิดคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของเกิดโรคในช่องปากได้

J Dent 2009; 37:560-6


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

สารโพลีฟีโนลิคในเครื่องดื่มลดการเกิดแบคทีเรียบนแผ่นเคลือบฟัน

Published มีนาคม 10, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=500

ย่อยข่าวงานวิจัย

สารโพลีฟีโนลิคในเครื่องดื่มลดการเกิดแบคทีเรียบนแผ่นเคลือบฟัน

การศึกษาฤทธิ์ของสารโพลีฟีโนลิคในเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ต่อการเกิดแบคทีเรียบนแผ่นเคลือบฟัน (enamel slaps) ในช่องปาก โดยทำการศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพช่องปากดีจำนวน 6 คน นำแผ่นเคลือบฟันติดกับที่ยึดขากรรไกร (splints) หลังจากนั้นนำที่ยึดขากรรไกรใส่เข้าไปในช่องปากอาสาสมัคร โดยติดไว้ที่ฟันกรามน้อย (premolar)ด้านบน ในตำแหน่งซี่ที่1และซี่ที่2 และฟันกรามด้านบน ในตำแหน่งซี่ที่1 (1st molar) ทิ้งไว้เป็นเวลา 1 นาที เพื่อให้เกิดฝ้าขึ้นบนแผ่นเคลือบฟัน ให้อาสาสมัคร1คน/เครื่องดื่ม 1 ชนิด กลั้วปากด้วย ชาดำ, ชาเขียว, น้ำองุ่น, ชา Cistus และไวน์แดง ขนาด 200 มิลลิลิตร เป็นเวลา 10 นาที หลังจากการกลั้วยังคงให้แผ่นเคลือบฟันอยู่ในปากต่อไปอีก 19 นาทีและ 109 นาทีตามลำดับ ต่อจากนั้นนำแผ่นเคลือบฟันออกจากที่ยึดขากรรไกรล้างด้วยน้ำเป็นเวลา 5 วินาที ตรวจสอบการเกาะติดของแบคทีเรียบนแผ่นเคลือบฟัน โดยการนับจำนวนการเกาะติดของแบคทีเรียด้วยวิธี DAPI-staining (4′,6-diamidino-2-phenylindole) และตรวจหา eubacteria และ streptococci ด้วยวิธี fluorescence-in situ  hybridization (FISH) พบว่าการกลั้วปากด้วยเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีสารโพลีฟีโนลิคมีผลลดจำนวนแบคทีเรียที่ตรวจพบ โดยจำนวนของการเกาะติดของแบคทีเรียต่ำสุดพบในคนที่กลั้วปากด้วยไวน์แดง, ชา Cistus และชาดำ เมื่อวัดด้วยวิธี DAPI (การเกาะติดของแบคทีเรียลดลง 66% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้กลั้วด้วยเครื่องดื่มชนิดใด) นอกจากนี้การตรวจเชื้อด้วยวิธี FISH ยังแสดงให้เห็นถึงการลดลงของแบคทีเรียอย่างมีนัยสำคัญเมื่อกลั้วปากด้วยเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีสารโพลีฟีโนลิค

สรุปได้ว่าการกลั้วปากด้วยเครื่องดื่มที่มีสารโพลีฟีโนลิค มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกาะติดของจุลินทรีย์ซึ่งก่อให้เกิดโรคในช่องปาก

Journal of dentistry 2009;37:560-566


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์ของชาดำและชาเขียวต่อเยื่อบุภายในหลอดเลือด

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=417

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ของชาดำและชาเขียวต่อเยื่อบุภายในหลอดเลือด

การศึกษาเปรียบเทียบผลของชาดำและชาเขียวต่อเยื่อบุภายในหลอดเลือด (endo – thelium) โดยศึกษาในเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือดวัว และ aortic rings ในหนูขาว พบว่า ชาดำและชาเขียวช่วยเพิ่มระดับการสังเคราะห์ nitric oxide ในเยื่อบุผนังหลอดเลือดวัวอย่างมีนัยสำคัญ และชาทั้ง 2 ชนิดมีผลต่อการขยายหลอดเลือด aortic rings ในหนูขาว นอกจากนี้การศึกษาในผู้หญิง 21 คน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยให้ดื่มชาเขียวและชาดำชง 3 นาทีด้วยน้ำร้อนขนาด 500 มล. หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงทำการวัดค่า flow-mediated dilation (FMD) (%) และค่า nitro-mediated dilation (NMD) (%) พบว่า ชาเขียวช่วยเพิ่มค่า FMD อย่างมีนัยสำคัญ จาก 5.4 ± 2.3 เป็น 10.2 ± 3.0 % และชาดำช่วยเพิ่มค่า FMD จาก 5.0 ± 2.6 เป็น 9.1 ± 3.6%ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นว่าชาทั้ง 2 ชนิดมีผลต่อค่า FMD ไม่แตกต่างกัน และพบว่ามีผลต่อค่าของ NMD ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย สรุปได้ว่าชาดำและชาเขียวมีฤทธิ์เสริมเยื่อบุภายในหลอดเลือดให้ดีขึ้นได้ดีเท่าเทียมกัน

British Journal of Nutrition (2008), 99, 863-868


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ชาดำลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=410

ย่อยข่าวงานวิจัย

ชาดำลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

การศึกษาแบบ randomized double-blind placebo-controlled study ในผู้ป่วยที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง (ระดับ total cholesterol และ LDL cholesterol มีค่าระหว่าง 4.65 – 6.72 และ 2.59 – 4.14 มิลลิโมล/ลิตร ตามลำดับ) จำนวน 47 คน สุ่มแบบอิสระแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม BTE จำนวน 25 คน (อายุเฉลี่ย 62.7 ± 1.4 ปี เป็นชาย 11 คน หญิง 14 คน) รับประทานยาเม็ดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบชาดำ (ชาผู่เอ๋อ) 2 เม็ดต่อครั้ง วันละ 3 ครั้ง ก่อนมื้ออาหาร (จะได้สารสกัดขนาด 333 มก./ครั้ง) และกลุ่มยาหลอก จำนวน 22 คน (อายุเฉลี่ย 62.9 ± 2.1 ปี เป็นชาย 10 คน หญิง 12 คน) รับประทานยาเม็ด dextrin ในขนาดและจำนวนครั้งเท่ากับกลุ่ม BTE ทั้งสองกลุ่มรับประทานยานาน 3 เดือน ติดตามผลทุก 1, 2 และ 3 เดือน และหลังจากหยุดยาอีก 1 เดือน พบว่า กลุ่ม BTE จะมีระดับ total cholesterol , LDL cholesterol และ triacylglycerol ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ 1 เดือน จนถึง 3 เดือนหลังการทดลอง และยังมีระดับลดลงเมื่อวัดผล 1 เดือนหลังจากหยุดรับประทานยาด้วย การวัดผล 3 เดือนหลังการทดลองมีร้อยละของผู้ป่วยที่ระดับ total cholesterol, LDL cholesterol และ triacylglycerol ลดลง 0.39, 0.40 และ 0.11 มิลลิโมล/ลิตร ซึ่งเป็นค่า threshold (ค่าต่ำสุดที่ยอมรับได้ว่าเป็นค่าที่ลดลง) เท่ากับ 8%, 9% และ 13% ตามลำดับ ลดลงเป็น 2 เท่าของค่า threshold คือ 0.78, 0.8 และ 0.22 มิลลิโมล/ลิตร เท่ากับ 14%, 14% และ 8% ตามลำดับ และลดลงมากกว่า 2 เท่าของค่า threshold เท่ากับ 3%, 2% และ 4% ตามลำดับ นอกจากนั้นสารสกัดจากชาดำยังช่วยลดน้ำหนักตัวด้วย ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยาและชีวเคมีอื่นๆ และไม่พบผลข้างเคียง

Nutritional Research 2008;28:450-6


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

สารสกัดชาดำลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=407

ย่อยข่าวงานวิจัย

สารสกัดชาดำลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด

การศึกษาทางคลินิกแบบ double-blind randomized ในกลุ่มคนที่มีระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดเกือบถึงระดับที่เป็นภาวะคลอเรสเตอรอลสูง จำนวน 47 คน ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 25 คน เป็นเพศชาย 11 คน และเพศหญิง 14 คน อายุเฉลี่ย 62.7 ± 1.4 ปี , กลุ่มควบคุมจำนวน 22 คน เป็นเพศชาย 10 คน และเพศหญิง 12 คน อายุเฉลี่ย 62.9 ± 2.1 ปี โดยให้กลุ่มทดลองกินยาเม็ดสารสกัดชาดำ และกลุ่มควบคุมกินยาหลอก โดยทั้ง 2 กลุ่มให้ยาขนาด 333 มก./ มื้ออาหาร หรือ 1 กรัม/วัน วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร เป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่มทดลองที่กินสารสกัดชาดำมีระดับคลอเรสเตอรอลโดยรวมและระดับ LDL คลอเรสเตอรอลจากค่าเริ่มต้น 6.14 ± 0.14 mol / L และ 4.32 ± 0.14 mol / L ตามลำดับ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็น 5.62 ± 0.11 mol / L และ 3.81 ± 0.13 mol / L ตามลำดับ นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวและระดับ triacylglycerol ยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากกินสารสกัดชาดำเป็นเวลา 3 เดือน เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเริ่มต้น และไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าทางชีวเคมีอื่นๆ

ดังนั้นผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สารสกัดชาดำมีฤทธิ์ป้องกันระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจและโรคอ้วน

Nutrition Research 28 (2008) 450-456


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ผลของชาดำกับการป้องกันปอดถูกทำลายเนื่องจากบุหรี่ในหนูตะเภา

Published กันยายน 5, 2011 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=349.

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของชาดำกับการป้องกันปอดถูกทำลายเนื่องจากบุหรี่ในหนูตะเภา

น้ำชาดำซึ่งประกอบด้วยสาร theaflavins 1%, thearubigons 18% และ catechins 6% มีผลในการป้องกันการถูกทำลายและการตายของเซลล์ปอดของหนูตะเภาที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยควันบุหรี่ได้ โดยป้อนน้ำชาดำ 2% ขนาด 25 มล./ตัว/วัน ให้กับหนูที่สูดดมควันบุหรี่ในปริมาณ 5 มวน/ตัว/วัน เป็นระยะเวลา 7 วัน พบว่าน้ำชาดำจะลดการเกิด oxidation ของโปรตีนในปอด ลดช่องว่างในเซลล์ปอดที่เกิดเนื่องจากเซลล์ถูกทำลาย และป้องกันการตายของเซลล์โดยลดการเกิด DNA fragmentation กดการแสดงออกของยีน Bax ลดการทำงานของ caspase 3 และยับยั้งขบวนการ phosphorelation ของ p53

Journal of Inflammation 2007;4(3):1-12


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316
%d bloggers like this: