ชวรัตน์ ชาญวีรกูล

All posts tagged ชวรัตน์ ชาญวีรกูล

‘ทักษิณ’ ตีกินไปแล้ว

Published ธันวาคม 31, 2010 by SoClaimon

9 ธันวาคม 2553, 05:03 น.

ผ่านทาง\’ทักษิณ\’ ตีกินไปแล้ว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_132827

 

ชินหูชินตาไปซะแล้ว

ในอารมณ์เหมือนผัวเมียที่ทะเลาะตบตีกันเป็นกิจวัตร จนชาวบ้านร้านตลาดไม่ใคร่ จะใส่ใจด้วยซ้ำ ล่าสุดกับมุกของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำทีมพรรคประชาธิปัตย์ หักดิบพรรคภูมิใจไทยของยี่ห้อ “เนวิน ชิดชอบ” ในที่ประชุม ครม.

“ทะเลาะโชว์” เป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน

ทั้งรายการกั๊กคิวขึ้นค่าตอบแทนสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ขวางคอไม่ให้ “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ตีกินคะแนน “ตกเขียว” ผู้นำท้องถิ่นง่ายๆ แถมด้วยคิวทุบโต๊ะ “สมาร์ทการ์ด” ให้ดำเนินการตามแนวทางของกระทรวงไอซีที ที่ “เสี่ยไก่” นายจุติ ไกรฤกษ์ คนยี่ห้อประชาธิปัตย์นั่งกุมบังเหียน

มุกเก่าๆที่เซียนการเมืองไม่ตื่นเต้นตกใจ

กับอีแค่ปาหี่หลอกคนดู แสร้ง “ตบโชว์” ฉากหน้า แล้วก็ไป “จูบ” กันฉากหลัง ตามอาการขึงขังหักกันแรงๆ แต่โดยเนื้อหาถ้าพิจารณากันให้ดี โดยเฉพาะรายการขึ้นค่าตอบแทนให้สมาชิก อบต. “อภิสิทธิ์” ทำได้แค่ขอให้ทบทวน

แต่สุดท้ายถ้า “ปู่จิ้น” แข็งขืน ยืนยันตามคำสั่งเดิมที่อยู่ในอำนาจของ รมว.มหาดไทย นายกฯก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

“อ้อยเข้าปากช้าง” ยากจะล้วงออก

เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์มันก็แค่ลีลาตามจังหวะต้อง “กระทืบบ่า” พรรคภูมิใจไทย “อภิสิทธิ์” ต้อง “หาเรื่อง” ดึงความสนใจ

กลบกระแส เบรกปมร้อนๆ

แย่งพื้นที่ข่าวกับประเด็นใหญ่ๆที่  พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  มีคิวรับ เทียบเชิญจากคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป หรือซีเอสซีอี แห่งสหรัฐอเมริกา

เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์การสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ราย บาดเจ็บ อีกนับพัน

เดิมพันสำคัญที่โยงถึงกระบวนการฟ้องศาลโลก

มันจึงเป็นอะไรที่ยอมให้เกมไหลลื่นไม่ได้ ก่อนอื่นเลย “อภิสิทธิ์” ต้องรีบสกัดกระแสในประเทศไทย ไม่ให้แห่ตาม “ทักษิณ” อย่างที่เห็นยุทธการตีปี๊บของฝ่ายรัฐบาล รีบโหมประจานสถานะผู้ร้ายข้ามแดน ขู่ล็อกตัวกลับมาสำเร็จโทษ

ดิสเครดิต ทำลายความชอบธรรมกันสุดกำลัง

แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังแสดงอาการไม่กลัว โดยการบอกผ่านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย อดีตนายกฯทักษิณยืนยันที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ ตามคำเชิญของซีเอสซีอี เพื่อไปให้การพร้อมพยานหลักฐานเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ

โดยใช้พาสปอร์ตมอนเตเนโกร

ตามจังหวะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แกนนำ เสื้อแดง นปช.  รีบชิงแถลงส่งมุก อ้างข้อมูลจากนายตำรวจที่ทนไม่ได้กับการบิดเบือน

แพลมผลการสอบสวนจากสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

แฉการตายของคนเสื้อแดงที่ถูกยิงในวัดปทุมวนารามฯ การตายของช่างภาพญี่ปุ่น การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิต และการตายของ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ

ล้วนมาจากกระสุนฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

และไม่แน่ว่า จะเป็นการ “ดิสเครดิต” หรือ “เสริมเครดิต” ให้อดีตผู้นำไทย กับความเห็นของแหล่งข่าวจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อ่านใจทางการสหรัฐฯจะไม่ยอมให้อดีตนายกฯทักษิณเข้าประเทศ

เนื่องจากไทยกับสหรัฐฯมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ขณะที่  พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในสถานะผู้ต้องหามีคดีที่ทางการไทยต้องการตัวอยู่  แล้ว  พ.ต.ท.ทักษิณจะไปชี้แจงคดีเสื้อแดงได้อย่างไร

น่าสนใจ  สหรัฐฯจะให้น้ำหนักสถานะของ  ศอฉ.ไปในมุมใด

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าถึงเวลาจริง “ทักษิณ” จะกล้าบินเข้าสหรัฐฯหรือไม่

โดยปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวของ “นายใหญ่” ที่เกิดขึ้น จังหวะพอดิบพอดีกับคิวเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่ว่ากันว่ามวยของเพื่อไทย กำลังตกเป็นรอง ท่อน้ำเลี้ยงเหือดหาย หาหัวท่อจ่ายไม่เจอ ตามเหลี่ยม การเมือง ในมุมของนักเลือกตั้งอาชีพ จึงถือเป็นการกระตุ้นกระแส โดยเฉพาะภาคอีสานและพื้นที่โซนเสื้อแดง

กลับมามีแรง คึกคักอีกรอบ.

 

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 9 ธันวาคม 2553, 05:03 น.

 

สำลัก ‘ประชานิยม’!

Published ธันวาคม 31, 2010 by SoClaimon

7 ธันวาคม 2553, 05:03 น.

ผ่านทางสำลัก \’ประชานิยม\’! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_132252

 

“รัฐบาลขนมจีน”

เผ็ดๆมันๆ ตามรสชาติที่ปรุงโดย “เสด็จพี่” นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ตั้งฉายา “แดกดัน” รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

มีแต่เส้น ไม่มีน้ำยา

ในจังหวะส่งมุกกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานปราบโกงพรรคเพื่อไทย เตรียมเผยแพร่ผลการติดตามการทำงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ครบรอบ 2 ปี

เสิร์ฟ “เมนูคอรัปชัน” 120 เรื่องโกง

เรียกน้ำย่อย โหมโรงก่อนคิวยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสมัยประชุมสภาสามัญทั่วไป ในต้นปีหน้า 2554

ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ชิงจังหวะ “ปาดหน้า”

โหมโรงเกทับบลัฟแหลกรัฐบาลยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่จะครบรอบ 2 ปี ในวันที่ 17 ธันวาคม จุดอารมณ์ยั่วจน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาขู่ฮึ่มๆจะใช้สิทธิ ฟ้องร้องทันที ถ้าเอกสารของพรรคเพื่อไทยกล่าวหา ใส่ร้าย

ประชาธิปัตย์ต้องกลายเป็นฝ่ายไล่ตามแก้เกม

สกัดข้อหาทุจริตคอรัปชัน ตอบโต้เสียงเย้ยหยันไร้น้ำยา ไม่มีฝีมือบริหาร

ทั้งๆที่จองคิววันเดียวกันไว้ในวันที่ 17 ธันวาคม ทีมตีปี๊บของพรรคประชาธิปัตย์ก็เตรียมเผยแพร่เอกสารผลงานครบรอบ 2 ปี ที่รวบรวมหลักฐานจากสื่อโฆษณาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ

โชว์ผลงานโบแดง เรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เช็คช่วยชาติ

แถมด้วยโปรเจกต์มัดจำล่วงหน้า โครงการประกันรายได้ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำผู้ใช้แรงงาน แก้หนี้ครบวงจร กองทุนเงินออมแห่งชาติ บ้านมั่นคง โฉนดชุมชน การวางโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคอย่างยั่งยืนเป็นรูปธรรม

อัด “โคตรประชานิยม” ชิงส่วนแบ่งตลาด

ไม่สนถูกทักว่า “ของเลียนแบบ” ยากจะสู้กับเจ้าตำรับยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร”

ประชาธิปัตย์ “ปล่อยของ” อัดฉีดโครงการประชานิยม เดินหน้าสะสมแต้ม

รองรับมหกรรมเลือกตั้งใหญ่เต็มที่

แต่ “สงวนสิทธิ์เฉพาะยี่ห้อเดียว”

เพราะในจังหวะ “ตกเขียว” ก่อนเลือกตั้งใหญ่ปีหน้าเหมือนกัน ตามโปรแกรมที่ “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงนามระเบียบกระทรวงมหาดไทยเพิ่มค่าตอบแทนให้กับสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แบบพุ่งพรวดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

“หว่านขนม” ซื้อใจผู้นำท้องถิ่น ล็อกหัวคะแนนใหญ่

หวังกวาด “ตัวช่วย” ในสนามเลือกตั้งต่างจังหวัด

แต่ก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ออกมาแตะดิสก์เบรก “หัวทิ่ม” ท้วงให้กระทรวงมหาดไทยทบทวนคิวขึ้นค่าตอบแทนสมาชิก อบต. เพราะควรให้สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่น

เป็นอีกคิวที่ “อภิสิทธิ์” แหย่ขาเสียบสกัดยี่ห้อภูมิใจไทย

นัยว่า ไม่ให้ “ออฟไซด์” เกินหน้าเกินตา

และทำท่าจะไม่จบง่ายๆ เมื่อนายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทย เรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน หากไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าตอบแทนให้สมาชิก อบต.

ขู่เลยว่า จะออกมาเคลื่อนไหวกดดัน

อ้างที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เคยตกลงที่จะขึ้นค่าตอบแทนให้ผู้บริหารและสมาชิก อบต. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

รับมุกกับนายชำนิ บูชาสุข ที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย ยืนกราน ไม่จำเป็นต้องทบทวนตามที่นายกฯอภิสิทธิ์ท้วงติง เพราะเป็นอำนาจของ รมว.มหาดไทยลงนาม และในการขึ้นค่าตอบแทนก็ใช้งบฯของ อบต. ไม่ใช่งบฯกลาง จึงไม่น่ามีปัญหา

ยี่ห้อภูมิใจไทยเกาะเอวกองทัพ อบต. ไม่อ่อนข้อให้ “อภิสิทธิ์” ง่ายๆ

อย่างน้อยก็ได้หวังผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชิมลางก่อน

ทั้งหมดทั้งปวง สรุปกันตามฟอร์มทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์ ยี่ห้อภูมิใจไทย แข่งกันอัดฉีดโคตรประชานิยม แย่งกันขายสินค้าเลียนแบบเจ้าตำรับยี่ห้อ “ทักษิณ”

ชาวรากหญ้ามีหวังสำลักประชานิยมพุงปลิ้นแน่.

 

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 7 ธันวาคม 2553, 05:03 น.

 

มท.ตั้งศูนย์รับบริจาคผ้าห่ม รับภัยหนาว คาดยะเยือกสุดในรอบ 30 ปี

Published ตุลาคม 28, 2010 by SoClaimon

วันที่ 27/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ที่ห้องประชุม 1 กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวเป็นประธานการประชุมกระทรวงมหาดไทยครั้งที่ 11/2553 ร่วมกับผู้บริหารระดับสูง ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ฤดูหนาวปีนี้ อุณหภูมิจะต่ำสุดในรอบ 30 ปี กระทรวงมหาดไทย จะตั้งศูนย์รับบริจาคเครื่องกันหนาวขึ้นที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หมายเลข 02-243-2213 โดยส่วนภูมิภาคนั้นขอให้ทุกจังหวัดจัดตั้งศูนย์รับบริจาคของแต่ละจังหวัด ในระหว่างนี้ ขอให้ผู้ว่าฯ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมความพร้อมและติดตามการรายงานพยากรณ์อากาศเพื่อพิจารณาประกาศพื้นที่ ประสบภัยพิบัติได้ทันต่อเหตุการณ์

ปภ.เปิดวอร์รูม-ตั้งศูนย์ช่วยเหยื่อน้ำท่วม เผยวิปโยคสุดในรอบหลายปี วิกฤติหนัก 13 จ.

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันที่ 19/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นายสุรพล พงษ์ทัตศิริกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาเมืองและสาธารณภัย แถลงถึงการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปะญหาอุทกภัย และดินถล่มในส่วนกลาง ปี 2553 ในส่วนกลาง สถานการณ์อุทกภัยครั้งล่าสุด ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก และถือว่าวิกฤติที่สุดในรอบหลายปี มีพื้นที่ประสบภัยรวม 13 จังหวัด 67 อำเภอ 381 ตำบล ผู้เสียชีวิต 7 ราย

นอกจากนี้ ภาวะฝนตกหนักยังทำใหน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมถนนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ 15 สาย ใน 4 จังหวัด ซึ่งจากการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งนี้ เนื่องจากเกิดภาวะฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเข้าขั้นวิกฤต มีปริมาณน้ำเกิดกว่าระดับกักเก็บ โดยเฉพาะเขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จนต้องเปิดประตูระบายน้ำอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน จึงทำให้หลายพื้นที่ต้องประสบอุทกภัยอย่างหนักโดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี

นายสุรพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีฝนตกเพิ่ม อีก 5 วัน น้ำคงจะลด และต้องดูในวันที่ 20 ต.ค.นี้ว่า พายุเมกีพัดไปในทิศทางใด ทั้งนี้ ในส่วนของเขื่อนเจ้าพระยานั้น เป็นเขื่อนระบายน้ำในขณะนี้ มีน้ำไหลผ่าน 2,217 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ซึ่งถ้าเกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที มีโอกาสจะท่วมสองฝั่งเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาทถึง กทม. แต่ก่อนเข้าถึง กทม.จะมีช่วงระบายน้ำสองทาง คือ ที่ปทุมธานี คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองระพีพัฒนศักดิ์ ผันไปลงคลองด่าน และออกอ่าวไทย และอีกฝั่งหนึ่ง คือระบายออกทางแม่น้ำท่าจีน ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้น้ำท่วม กทม.คือต้องดูว่า มีน้ำทะเลหนุนด้วยหรือไม่ ช่วงน้ำไม่หนุนเราก็พยายามปล่อยน้ำลงทะเล

นายสุรพล ยังกล่าวอีกว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้ ปภ.ตั้งศูนย์บริจาคเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมแล้ว ในส่วนกลาง ที่ กรม ปภ. โทร 1784 และบริจาคได้ที่ ปภ.จังหวัดทุกแห่ง โดยของที่ต้องการมาก ก็คือพวกถุงดำ ผ้าอนามัย อาหารแห้ง เทียนไข ไฟฉาย ส่วนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ สามารถติดต่อขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนัก ปภ.จังหวัด และศูนย์ ปภ.เขต หรือสายด่วนนิรภัย 1784

นายสุรพล กล่าวอีกว่า สำหรับการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยนั้น กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ ปภ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด โดยจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มปี 2553 ส่วนกลาง ณ กรม ปภ. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนในระดับพื้นที่ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ที่ จ.นครราชสีมา พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือกู้ภัยต่างๆ ทั้งในพื้นเกิดเหตุอุทกภัย และพื้นที่ใกล้เคียง เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมกับแจกถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย โดยขณะนี้ การช่วยเหลือได้ทยอยเข้าถึงผู้ประสบภัยแล้ว แต่ยังมีบางจุดที่การช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง จึงได้ประสานให้จังหวัดที่ประสบภัยดำเนินการจัดจุดรับการช่วยเหลือ จุดอำนวยความสะดวกแก่หน่วยงาน เพื่อจัดสรรสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เป็นระบบ

พลิกปูม 36 รัฐมนตรีครม.สมชาย 1

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 25/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
(พปช.)นายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 31 สิงหาคม 2490 จบนิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เข้ารับราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี 2517 ไต่เต้ามาจนถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นิสัยส่วนตัว สุภาพ เรียบร้อย ค่อนข้างเก็บตัว แต่เมื่อภรรยานางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ นายสมชาย จำใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยมีพี่เขยเป็นแบ๊คอัพ ก่อนจะได้เป็นรองนายกฯควบรมว.ศึกษาธิการ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทยในที่สุด


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ที่ จังหวัดนนทบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2496 และ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2507 เคยเป็นอดีตผบ.ทบ. รักษาการผบ.สส. ก่อนจะลาออกจากราชการหันมาก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม รมว.มหาดไทย รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


ดร.โอฬาร ไชยประวัติ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

จบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จาก U Penn จบเอกจาก MIT เจ้าของฉายาโหรเศรษฐกิจอันโด่งดังในอดีต ขนาดที่ว่าทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องมีชื่อ ดร โอ ติดโผด้วยทุกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้เสนาบดีใดๆ เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในรัฐบาลชุด นี้ รวมทั้งยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย


พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (ชท.)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 7 กันยายน 2478 เป็นชาวพิจิตร เคยรับราชการเป็นทหารบก ก่อนถูกให้ออกจากราชการ เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคม 2520 ถูกจำคุกที่ เรือนจำลาดยาว จากข้อหากบฏ เมื่อได้เข้าทำงานการเมืองเคยเป็นอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่นานก็ติดบ่วงกรรม เมื่อถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ปี 2548 ออกมาก่อตั้งพรรคมหาชน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การเลือกตั้งปี 2550 จึงต้องหอบลูก-หลานมาอยู่ชายคาพรรคชาติไทย ได้รับตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีทั้งสมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย


นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (พปช.)
รองนายกรัฐมนตรี

อดีต รมว.สาธารณสุข สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อายุ 72 จบการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เติบโตมาในสายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ก่อนจะขยายอาณาจักรรับงานระดับ เมกะโปรเจ็คต์ ของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยงานใหญ่ที่สร้างชื่อ อาทิ งานก่อสร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ

เคยเป็น รมช.คลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2539


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ (พปช.)
รองนายกฯควบ รมว.ต่างประเทศ

อดีต รมว.ยุติธรรม สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2484 ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าสู่วงการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ชลบุรี ครั้งแรกปี 2529 ก่อนย้ายไปลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เมื่อปี 2531

ผ่านงานบริหารมาโชกโชน ทั้ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ รมช.คมนาคม และ รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


นายสุพล ฟองงาม (พปช.)
รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี

อดีต รมช.มหาดไทย สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 5 กรกฎาคม 2505 จบระดับปริญญาโท พัฒนาสังคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เป็น ส.ส. อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2539-2543 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อยู่ในสังกัดกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ เคยออกโรงอัดพ.ต.ท.ทักษิณ กลางที่ประชุมพรรคไทยรักไทยสมัย ด้วยสำนวนที่ว่า ส.ส.ไม่ใช่ลูกจ้างบริษัทชินวัตร

ปัจจุบันอ้างว่า แยกตัวออกมาจากกลุ่มของนายเนวินแล้ว แต่ยังมีเก้าอี้รมต.สำนักนายกฯรองรับอยู่


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ (พปช.)
รัฐมนตรีประจำนักงานนายกรัฐมนตรี

เกิดวันที่ 30 มกราคม 2496จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทย 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อไทยรักไทย 2548 เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน

มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย จนสามารถเบียดนายชูศักดิ์ ศิรินิล กระเด็นจนตกเก้าอี้ไปได้


นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช (พปช.)
รมว.คลัง

เกิดวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ The London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบายประชานิยม เคยเป็นรมช.คลัง ก่อนจะเขยิบขึ้นเป็นรมว.คลังในที่สุด นอกจากนี้ นายสุชาติยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเตรียมเอาไว้รองรับสมาชิกหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีกด้วย


นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ (รช.)
รมช.คลัง

เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2498 ที่ จ.พิจิตร จบปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำธุรกิจโรงแรมและเครื่องครัวอะลูมิเนียม ถูก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ชักชวนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.พิจิตร และได้รับเลือกครั้งแรก ปี 2538 จากนั้นเพียง 2 ปี เขาขึ้นเป็น รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2540

เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะออกมาก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รับเป็นเลขาธิการพรรค


ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (พผ.)
รมช.คลัง

เป็นศรีภริยาของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต รมช.พาณิชย์ เกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 2499 เข้ารับราชหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ม.เกริก และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเป็นผู้อำนวยการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะลาออกมารับตำแหน่งทางการเมือง โควต้าของสามี จากพรรคเพื่อแผ่นดิน


นายมั่น พัธโนทัย (พผ.)
รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

เกิด 21 มกราคม 2484 จบปริญญาโท-เอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกาเป็น เด็กสร้าง ของเจ้าพ่อปากน้ำ วัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าวัฒนา จะย้ายไปนั่งกระทรวงใด ก็จะตามไปเป็นเลขานุการทุกครั้ง ก่อนจะเติบใหญ่ได้เป็นรมว.ไอซีที เมื่อวัฒนา นายทุนของพรรคเพื่อแผ่นดินติดคดีคลองด่านไม่สามารถจะรับตำแหน่งเองได้


นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (รช.)
รมว.พลังงาน

เกิดวันที่ 8 มี.ค. 2492 การศึกษาจบ วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 5 สมัย เป็นคู่เขยของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เมื่อพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลภ อดีตรมว.พลังางาน วางมือทางการเมืองจึงถูกสุวัจน์ เลือกมารับตำแหน่งแทนในที่สุด


นายไชยา สะสมทรัพย์ (พปช.)
รมว.พาณิชย์

อดีต รมว.สาธารณสุข หลังจากนั้นจึงถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 18 กันยายน 2495 จบการศึกษาโรงเรียนเทคโนโลยีนครปฐม ปี 2523-2533 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดนครปฐม ปี 2538 เป็น ส.ส.นครปฐมหลายสมัย ถือเป็นครอบครัวการเมือง ที่ยึดครองนครปฐมมายาวนาน สมัยเมื่อเข้าไปเป็นรมว.สาธารณสุขถูกกลุ่มแพทย์ต่อต้านอย่างหนักจนถึงขั้น ล่ารายชื่อถอดถอน


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์(มณ)
รมช.พาณิชย์

เกิดเมื่อ 26 กรกฎาคม 2506 จบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร รับราชการตำรวจ และลาออกปี 2543 เป็น อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 2 สมัย ปี 2544 และ 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย ส่วนในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ลงสมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 2 สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย ลำดับที่ 1 แม้สอบตก แต่ดีกรีมือทำงานชั้นเยี่ยมย่อมไม่พลาดการปูนบำเหน็จครั้งนี้ ถือเป็นเด็กในคาถาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ทั้งพูดและทำแทนนายหมดทุกอย่าง จึงถือว่าเป็นนักการเมืองคนสนิทคนหนึ่งของเจ้าพ่อวังน้ำยม


นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ (พปช.)
รมช.พาณิชย์

เกิดวันที่ 15 มีนาคม 2487 จบปริญญาโท-รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ อดีตเลขานุการกรรมาธิการสวัสดิการสังคม อดีตที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (ดร.โภคิน พลกุล) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ดร.โภคิน พลกุล)


พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ (คนนอก)
รมว.มหาดไทย

เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2490 เป็นชาวอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หลังเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในรัฐบาล นายสมัคร และรัฐบาลสมชาย ก็ยังมีเก้าอี้ แต่เหลือเพียงตำแหน่งรมว.มหาดไทยเท่านั้น


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (พปช.)
รมช.มหาดไทย

วันเดือนปีเกิด 2 พฤศจิกายน 2500 วุฒิการศึกษา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาโยธา MAPUA INSTITUTE OF TECH.ประเทศฟิลิปปินส์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข, เลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


นายประสงค์ โฆษิตานนท์ (พผ.)
รมช.มหาดไทย

เกิด 15 ธันวาคม 2486 จบปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร(สถาบัน Far Eastern : ฟิลิปปินส์) ปริญญาโท สาขาการตลาด (สถาบัน Dallas : สหรัฐ) เป็นเจ้าของบ.อาณาจักรสุโขทัยหินอ่อนและแกรนิตผู้กว้างขวางในหมู่นักการ เมือง สนิทกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์มาก แต่มาเป็นรมต.ในโควต้านายทุนพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งการเมืองในอดีตเคยเป็นส.ว.เพชรบูรณ์ ปี 2535-2539


นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ (พปช.)
รมว.ยุติธรรม

เกิด 27 มิถุนายน 2497 จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร สาขาโยธา ม.ขอนแก่น วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาแหล่งน้ำ จุฬาฯ มีฉายา”ขุนค้อน”จากการทำหน้าที่ขึงขังสมัยเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯเมื่อปี 2539 เดิมเป็นแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนาพรรคพลังประชาชน แต่ต้องถอนมาตั้งกลุ่มขุนค้อน เพราะถูกเพื่อนในกลุ่มหาว่า”หักหลัง” เพราะดันเสนอชื่อตัวเองจนได้รับเลือกเป็นรมว.วัฒนธรรมในช่วงท้ายรัฐบาลสมัคร ก่อนมาใหญ่ขึ้นอีกในยุคสมชายนี้


นางอุไรวรรณ เทียนทอง (ปชร.)
รมว.แรงงาน

ภริยาหัวหน้าพรรคประชาราช-เสนาะ เทียนทอง มากินโค้วตาแทนสามี ที่กระทรวงนี้ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร1 เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ โดยยุครัฐบาลทักษิณก็เคยเป็นมาแล้วทั้งรมว.แรงงานและรมว.วัฒนธรรม ป้าอุ เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และบัญชี ธรรมศาสตร์ เคยรับราชการที่มหาดไทยจนเกษียณที่ซี 9 ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น กรมการปกครอง ก่อนตามรอยสามีเข้าสู่วงการเมือง


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล (พปช.)
รมว.วัฒนธรรม

เกิด 2 พฤศจิกายน 2502 จบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า เป็นส.ส.แพร่หลายสมัย ขั้วตำแหน่งรัฐมนตรีโควต้าภาคเหนือก็หลายหน แต่ก็แห้วตลอด เพิ่งได้เก้าอี้สมใจคราวนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ได้ดีเพราะเป็นคนใกล้ชิดเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยานายกฯสมชาย ที่ผู้คนสงสัยเป็นช้างเท้าหน้าหรือเท้าหลังกันแน่


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล (ชท.)
รมว.เกษตรและสหกรณ์

เกิด27เมษายน2494 จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์รามคำแหง ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เป็น ส.ส.อ่างทอง ตั้งแต่ปี 2529 จนปัจจุบัน เคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ ปี 2542 และรองประธานสภาผู้แทนฯปี 2544 เป็นอดีตคนเดือนตุลา ที่โตทางการเมืองกับพรรคชาติไทยมายาวนานด้วยบุคคลิกว่านอนสอนง่ายในสายตาหลง จู้หัวหน้าพรรค จึงมีตำแหน่งแทบทุกครั้งที่เป็นรัฐบาล


นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร (ชท.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิด 22 พฤศจิกายน 2504 ยังคงเก้าอี้เดิมไว้ได้ต่อจากช่วงรัฐบาลสมัคร ที่เคยส้มหล่น ได้รับเก้าอี้มาแทนโควต้าของนายกมล จิระพันธ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี ที่ติดปัญหาคุณสมบัติเพราะครอบครัวมีสัมปทานกับรัฐ แต่ก็ถือเป็นลูกรักอีกคนของหัวหน้าพรรค-บรรหาร ที่เข้าไปทำงานในกระทรวงเกษตรฯชนิดเป็นตัวแทนรับใบสั่งหลงจู้ มาจัดการให้ทุกรูปแบบ


นายธีระชัย แสนแก้ว (พปช.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิดปี 2510 จบปริญญาโท สาขาสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ เป็นส.ส.อุดรธานีหลายสมัย ถนัดบทบู๊จนได้ฉายา”อีโต้อีสาน” มีบทบาทสำคัญในกลุ่มเพื่อนเนวินที่คอยปกป้องทักษิณมาตลอดโดยเฉพาะช่วงหลัง รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ที่เป็นแกนนำกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ แม้เที่ยวนี้กลุ่มเพื่อนเนวินจะโดนเด็ดเขี้ยวลดโควต้า แต่ฐานะของธีระชัยก็ยังมั่นคงในตำแหน่งเดิม


นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (ชท.)
รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

เกิด 23 ตุลาคม 2508 จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาฯ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ เป็นมือวิชาการของพรรคชาติไทยมาตลอด และถือเป็น”ยังบลัด”ที่พรรคภูมิใจนำเสนอ ด้วยภาพพจน์ที่ไม่เคยเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนรู้ใจของหัวหน้าบรรหารเช่นกัน จึงเหนียวแน่นอยู่ในเก้าอี้รมว.ท่องเที่ยวฯได้ตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงปัจจุบัน


นายสันติ พร้อมพัฒน์ (พปช.)
รมว.คมนาคม

เกิด 20 กันยายน 2495 จบปริญญาโทศิลปศาสตร์ รามคำแหง แต่ปริญญาตรีที่รามฯยังมีปัญหาเพราะถูกแฉกลางสภาว่า ทุจริตการสอบจนถูกลบชื่อไปแล้ว เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เจ้าของบริษัท นวพัฒนาธานี เคยเป็นนายทุนพรรคความหวังใหม่ เมื่อยุบมารวมกับไทยรักไทย ก็ใกล้ชิดทักษิณ จนได้รับการผลักดันเป็นรมว.คมนาคมในฐานะตัวแทนเฮียเพ้ง ตอนตั้งรัฐบาลสมัคร แต่เที่ยวนี้หวิดเสียเก้าอี้เพราะใกล้ชิดกลุ่มเพื่อนเนวินเกินไป ดีแต่รีบไปเคลียร์กับนายใหญ่ทัน ถึงรักษาเก้าใหญ่ตัวนี้ไว้ได้


นายโสภณ ซารัมย์ (พปช.)
รมช.คมนาคม

เกิด 31 มีนาคม 2502 จบปริญญาตรี ครุศาสตร วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวินขนานแท้ เพราะเป็นส.ส.บุรีรัมย์ในสังกัดยี้ห้อยมาตั้งแต่ปี 2544 บทบาทไม่ถึงกับโดดเด่น แต่เที่ยวนี้กลับส้มหล่นได้เข้ามาแทนที่”ทรงศักดิ์ ทองศรี”ลูกพี่ลูกน้องของเนวิน ที่ต้องตกกระป๋องไปอย่างไม่คาดฝัน จนเป็นที่ฮือฮามากว่า นี่เป็น 1 ในเกมเชือด เพื่อสยบอหังการ์พ่อมดเขมร


นายวราวุธ ศิลปอาชา (ชท.)
รมช.คมนาคม

ลูกคนสุดท้องของหัวหน้าพรรคชาติไทย จบปริญญาโท MBA FINANCE จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา เป็นส.ส.สุพรรณบุรีตามรอยพ่อ เกิด 11 กรกฎาคม 2516 เพิ่งอายุเต็ม 35 ปีตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นรัฐมนตรีได้ จึงได้รับการผลักดันจากเตี๋ยบรรหาร ให้ขึ้นแท่นรมต.แทนอนุรักษ์ จุรีมาศ ที่มีปัญหาติดร่างแหจำเลยคดีทุจริตหวยบนดินด้วย


นายศรีเมือง เจริญศิริ (พปช.)
รมว.ศึกษาธิการ

เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบการศึกษา ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นสว.มหาสารคามปี 2543-2549 ที่มีบทบาทในการสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มที่ จนเป็นหัวหอกในการชนกับกลุ่มสว.ฝ่ายจรงกันข้าม จากนั้นจึงเข้ามาสังกัดพรรคพลังประชาชน และถือเป็นรัฐมนตรีสายตรงคนหนึ่งของตระกูลชินวัตร


นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง (พปช.)
รมว.วิทยาศาสตร์

น้องชายนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนพี่ชายซึ่งติดห้องขังบ้านเลขที่ 111 อยู่ โดยคงเก้าอี้เดิมอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงตอนนี้ เกิด 13 สิงหาคม 2502 การศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (พปช.)
รมว.สาธารณสุข

เกิด 10 มิถุนายน 2491 การศึกษาสูงสุดตอนนี้คือ ปริญญาเอกนิติศาสตร์ รามคำแหง เป็น อดีตรมว.มหาดไทย สมัยรัฐบาลสมัคร ที่ถูกปรับออกในช่วงท้ายอย่างเจ็บปวด ด้วยข้อหาที่เป็นรมต.สายล่อฟ้าคนหนึ่ง เป็นนักการเมืองฝืปากกล้าที่มีบทบาทโลดโผนยาวเหยียด ตั้งแต่รับราชการเป็นตำรวจจนมาเล่นการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีก็หลายรัฐบาล ตกอับถูกคณะปฏิวัติยึดอำนาจช่วงรัฐบาลชาติชาติ ชุณหะวัณ ไล่ล่าจนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศก็เคย เล่นบทฝ่ายค้านไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำมาแล้ว ทั้งเคยเป็นหัวหน้าพรรคมวลชน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้อดีตนายกฯทักษิณ ถึงทุกวันนี้ จนได้ดีกลับมาเป็นรมต.อีกหน


นายวิชาญ มีนชัยนันท์ (พปช.)
รมช.สาธารณสุข

เกิด 24 กรกฎาคม 2503 จบปริญญาตรีคณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ปริญญาโทรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นสก.เขตมีนบุรีอยู่หลายสมัย จนบารมีแก่กล้า จึงโดดลงสนามใหญ่เป็นส.ส.กทม.ตั้งแต่ปี 2544 อยู่ในสังกัดกลุ่มเจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธ์


นายอุดมเดช รัตนเสถียร (พปช.)
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2502 จบการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรีหลายสมัย เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงคมนาคม

ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงมหาดไทย และเลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นคนสนิทคนสำคัญของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงได้รับการทั้งผลักทั้งดันอย่างเต็มที่จนได้เป็นรัฐมนตรีในที่สุด


พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก (พผ.)
รมว.อุตสาหกรรม

เกิด 18 พฤษภาคม 2485 อดีตอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนแรก จากนั้นก็ลาออกก่อนเกษียณมาเล่นการเมืองเคยสังกัดพรรคชาติพัฒนา เมื่อพรรคยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย จึงหยุดพักการเมืองไป ก่อนกลับมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และเที่ยวนี้ส้มหล่นได้เป็นรมต.แทนหัวหน้าพรรค-สุวิทย์ คุณกิตติ ที่เจอคำสั่งห้ามจากลอนดอน ไม่ยอมให้ขึ้นเป็นรมต.


นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (มฌ.)
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เป็นอีกคนที่รับตำแหน่งแทนสามี คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่โดนดอง 5 ปี อยู่ในบ้านเลขที่ 111 เกิด 21 กันยายน พ.ศ.2501 จบปริญญาตรี ม.ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก และปริญญาโท ม.เกษตรศาสตร์ เดิมรับราชการครูตั้งแต่ปี 2524 แต่พลิกผันชีวิตมาเป็นนักการเมืองเพื่อสืบทอดแทนสามี จนรั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และนั่งเก้าอี้รมต.ตีวนี้เหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1

เนวิน-สุเทพจัดทัพ 48 ผู้ว่าฯ เตรียมรับมือเลือกตั้ง

Published ตุลาคม 3, 2010 by SoClaimon

29 กันยายน 2553 เวลา 07:16 น.

ผ่านทางเนวิน-สุเทพจัดทัพ 48 ผู้ว่าฯ เตรียมรับมือเลือกตั้ง.

ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เป็นหัวโต๊ะการประชุม ได้อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด 48 ตำแหน่ง ตามที่ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย เป็นผู้เสนอ โดยมี “มานิตวัฒนเสน” ปลัดกระทรวง เป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง ก่อนที่จะเกษียณในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทั้งที่ธรรมเนียมปฏิบัติต้องให้ปลัดกระทรวงคนใหม่เข้ามาแต่งตั้ง

โดย…..ทีมข่าวการเมือง

ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เป็นหัวโต๊ะการประชุม ได้อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด 48 ตำแหน่ง ตามที่ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย เป็นผู้เสนอ โดยมี “มานิตวัฒนเสน” ปลัดกระทรวง เป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง ก่อนที่จะเกษียณในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทั้งที่ธรรมเนียมปฏิบัติต้องให้ปลัดกระทรวงคนใหม่เข้ามาแต่งตั้ง

แต่ปรากฏว่า “มงคล สุระสัจจะ” ยังมีปัญหาเพราะถูกร้องปมทุจริตการเช่าคอมพิวเตอร์ โดยการแต่งตั้งผู้ว่าฯ ครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบเพราะเพิ่งมีการสอบวิสัยทัศน์รองผู้ว่าฯ เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ย.เท่านั้น แต่ฝ่ายการเมืองได้เร่งรีบทำให้เสร็จสิ้น เพราะสัปดาห์นี้ถือเป็นสุดท้ายของปีงบประมาณ หากล่วงเลยไปอาจเกิดปัญหาได้

และเป็นไปตามคาดเมื่อพบว่าการแต่งตั้งผู้ว่าฯ ครั้งนี้ ไม่ต่างจากการแต่งตั้งครั้งอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เพราะทั้งพรรคภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ล้วนแล้วแต่มีการผลักดันคนใกล้ชิดของ ตัวเองลงในพื้นที่ซึ่งเป็นฐานเสียงของตัวเองเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะการเตรียมการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า

เห็นได้ชัดเจนจากผู้ว่าฯ สายพรรคภูมิใจไทย ที่มีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง ทั้งนายเนวิน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ต่างได้ดิบได้ดีไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในพื้นที่เป้าหมายที่ภูมิใจไทยต้องการปักธงให้ได้โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน โดยส่ง “ระพี ผ่องบุพกิจ” ผู้ว่าฯ สุรินทร์ ที่ย้ายไปผู้ว่าฯ นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่เกรดเอ ในภาคอีสาน เพราะมี สส.มากเป็นอันดับ 2 รองจาก กทม. และเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง ซึ่ง “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย เจ้าของพื้นที่กำลังถูกกดดันในพื้นที่อย่างหนักจากการแย่งชิงพื้นที่นี้ ทั้งจาก “ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” พรรคเพื่อแผ่นดิน และ “พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ” ของพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ยังมีการดันให้ “ธานี สามารถกิจ” สิงห์แดง รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม” ที่ขยับจากรองผู้ว่าฯ ชลบุรี มาเป็นผู้ว่าฯ ปทุมธานี โดยปีที่ผ่านมา “ธานี” ได้เข้ามาเป็นคณะทำงานของ “ศักดิ์สยาม” จนถือว่าเป็นมือขวาของ “ศักดิ์สยาม” เลยทีเดียว อีกทั้งปทุมธานียังเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในภาคกลาง ด้วย รวมถึง “สุทธิพงษ์จุลเจริญ” สิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะทำงานของ “ศักดิ์สยาม” อีกคน รองผู้ว่าฯ นครนายก ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ นครนายก เช่นกัน

นอกจากนี้ ฝ่ายการเมืองของพรรคภูมิใจยังได้ผลักดันคนสนิทลงในพื้นที่ที่ขนาดใหญ่ที่ หวังว่าจะปักหลักให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ด้วยการแต่งตั้ง “เสริม ไชยณรงค์” รองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นของพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งการแต่งตั้ง“สุรพล สายพันธ์” จากรองผู้ว่าฯ อุบลราชธานี ไปเป็นผู้ว่าฯ อุบลราชธานี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะตอนนี้ที่ “สุพล ฟองงาม” สส.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงกระเพื่อมอีกก็ได้

การแต่งตั้ง “สมชัย หทยะตันติ” ผู้ว่าฯพิจิตร ไปเป็นผู้ว่าฯ เชียงราย พื้นที่ของ “สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ภาคเหนือ การย้าย “เริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี” จากผู้ว่าฯ กาญจนบุรี ไปเป็นผู้ว่าฯ นครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่ของ “ศุภชัย โพธิ์สุ” รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึง “สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต” ผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู ไปเป็นผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ขณะที่ “สมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ” จากผู้ว่าฯ สกลนคร ไปเป็นผู้ว่าฯ ขอนแก่น พื้นที่ของนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย

“กิตติ ทรัพย์วิสุทธิ์” รองผู้ว่าฯ ราชบุรี ขึ้นไปเป็นผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา พื้นที่ของ “สุชาติ ตันเจริญ” และ “วิชิต ชาตไพสิฐ” รักษาการผู้ว่าฯ อุบลราชธานี ไปเป็นผู้ว่าฯ ชลบุรี พื้นที่ของนายสนธยา คุณปลื้ม ที่มีข่าวว่าจะมาเป็นหัวหน้าทีมภาคตะวันออกของพรรคภูมิใจไทย และมีการโยก “เสนีย์ จิตตเกษม” ผู้ว่าฯ ชลบุรี ไปเป็นผู้ว่าฯ น่าน เพราะมีข่าวไม่กินเส้นกับ “สนธยา”

ขณะที่ฝั่งประชาธิปัตย์ก็ไม่น้อยหน้า โดยการทำโผนาทีสุดท้ายที่อาคารสิริภิญโญ ช่วงดึกวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่าน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ได้ส่งตัวแทนเพื่อนำโผผู้ว่าฯ โควตาพรรคประชาธิปัตย์ให้กับ “เนวิน” เพื่อฝากฝังคนของตัวเองลงพื้นที่ทั้งภาคใต้และภาคตะวันออก อาทิ “ธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล” รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ขยับไปเป็นผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี เพื่อวางเกมการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ “ธีระยุทธ” เคยเป็นอดีตนายอำเภอเกาะสมุย ทำให้มีความใกล้ชิดกับ “สุเทพ” เป็นอย่างมาก

รวมถึง “ธำรง เจริญกุล” รองผู้ว่าฯ สงขลา ไปเป็นผู้ว่าฯ พังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน “ตรี อัครเดชา” รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต เป็นผู้ว่าฯ ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ของ “อัญชลี วานิช เทพบุตร” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี “ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย” จากผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ ไปเป็นผู้ว่าฯ ระยอง พื้นที่ของ “สาธิต ปิตุเตชะ” สส.พรรคประชาธิปัตย์ด้วย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือการย้ายผู้ว่าฯ เพื่อไปดูแลและควบคุมมวลชนฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะในรัฐบาลชุดนี้ที่รัฐต้องควบคุมการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงอย่างใกล้ ชิด เห็นได้จากการแต่งตั้ง “ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล” ผู้ว่าฯ นครปฐม ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง โดยหวังว่าจะให้ “ม.ล.ปนัดดา” ผู้ว่าฯ ราชสกุล ผู้นี้ซึ่งแสดงตัวปกป้องสถาบันมาโดยตลอด น่าจะปราบคนเสื้อแดงได้

ในทางตรงกันข้ามกับผู้ว่าฯ ในพื้นที่สีแดงที่ผลงานไม่เข้าตาต่างถูกเด้งเข้ามาเป็นผู้ตรวจกระทรวง มหาดไทยกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็น “ศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์” ผู้ว่าฯ ลำบาง “ปรีชา บุตรศรี” ผู้ว่าฯ ปทุมธานี “ธวัชชัย ฟักอังกูร” ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด และ “วันชัย สุทธิวรชัย” ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ ที่ต้องเข้ามาตบยุงที่สำนักผู้ตรวจฯ เพราะไม่สามารถตอบสนองฝ่ายการเมืองได้

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งครั้งนี้ฝ่ายการเมืองไม่ต้องการให้ถูกวิจารณ์ว่าเอาแต่พวกสิงห์ แดง รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้ถูกโจมตีได้ ทำให้โผครั้งนี้มีการผสมกันไปทั้งสิงห์แดง สิงห์ดำ (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) สิงห์ทอง รัฐศาสตร์ รามคำแหง และสิงห์ขาว รัฐศาสตร์ เชียงใหม่ และที่สำคัญทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดว่า การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯ ครั้งนี้ ภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ต่างวินวินด้วยกันทั้งคู่

ภท.-ชทพ.จับมือลอยแพปชป. ขั้วอำนาจใหม่สัญญาณสู่การเปลี่ยนแปลง

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 26/9/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


แม้การออกมาแสดงพลังของเครือข่ายคนเสื้อแดงในโอกาสครบรอบ 4 ปีการรัฐประหารโค่นล้มระบอบทักษิณเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 และครบรอบ 4 เดือนเหตุการณ์เผาบ้านทำลายเมืองเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาจะผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยโดยไม่เกิดเหตุรุนแรงอย่างที่ หวั่นวิตกกัน แต่รัฐนาวาอภิสิทธิ์กลับต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาล จากรอยร้าวลึกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรค ภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับสอง

ศึกงัดข้อจากรอยร้าวลึกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยที่สั่งสมมา นานนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับจนไม่รู้ว่าจะถึงจุดระเบิดแตกหักขึ้น เมื่อใด ซึ่งหากจะวิเคราะห์ถึงพื้นฐานอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองระหว่างพรรคประ ชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยแทบเรียกได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยพรรปราธิปัตย์ยึดมั่นในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งความจริงก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของระบอบทักษิณยึด แนวทางธุรกิจการเมืองที่เป็นวงจรอุบาทว์แบบเดิมๆ

การที่ทั้งสองพรรคซึ่งเหมือนน้ำกับไฟต้องมาจับมือกันร่วมจัดตจั้งรัฐบาลก็ เนื่องด้วยสถานการณ์บังคับ หลังจากที่พรรคเพื่อไทยอันเป็นหุ่นเชิดระบอบทักษิณไม่สามารรถที่จะบริหาร ประเทศได้อีกต่อไปท่ามกลางวิกฤติความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง

ด้วยอุดมการณ์จุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างพรรคร่วม รัฐบาลทั้งสองจึงไม่แปลกที่ทั้งสองพรรคจะขัดแย้งงัดข้อกันมาตลอด โดยพรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่าคอยจ้องตรวจสอบจับผิดและขวางโครงการอื้อฉาวของ พรรคภูมิใจไทยอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นโครงการประมูลข้าวและพืชผลการเกษตร ภายใต้การดูแลของ นายพรทิวา นาคาสัย รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย โครงการเช่าซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน และโครงการต่างๆในสนามบินสุวรรณภูมิภายใต้การดูแลของ นายโสภณ ซารัม รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นคนสนิทของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำเงาพรรคภูมิใจไทย และล่าสุดที่กำลังเป็นข่าวอื้อฉาวคึกโครมก็คือ การผลักดันแต่งตั้ง นายมงคล สุระสัจจะ เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ ขวาง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ด้วยการสั่งให้มีการชะลอการทูลเกล้าฯแต่งตั้งเพื่อรอการตรวจสอบการทุจริตการ จัดซื้อคอมพิวเตอร์มูลค่า 3,400 ล้านบาทซึ่ง นายมงคล เป็นผู้อนุมัติโครงการโดยมีข้อมูลว่าไม่โปร่งใส

ขณะที่เรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่กำลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวและ บานปลายขึ้นทุกขณะโดยเฉพาะปัญหาความไม่โปร่งใสในการประมูลโครงการ คอมพิวเตอร์ 3,400 ล้านบาท จู่ๆพรรคภูมิใจไทยนำโดย นายเนวิน ก็จุดพลุเปิดประเด็นเบี่ยงเบนความสนใจสาธารณชน ด้วยการประกาศผลักดันการออกกฏหมายนิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองนับตั้งแต่หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 มาจนกระทั่งเหตุการณ์เผาบ้านทำลายเมืองเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อสีใดรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งนี้เพื่อสร้างความ ปรองแดงในชาติ

ความพยายามที่จะผลักดันร่างกฏหมายนิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทยถือเป็นการสวน หมัดโดยไม่แยแสท่าทีของ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนก่อนหน้านี้แล้วว่า ไม่เห็นด้วยกับการออกกฏหมายนิรโทษกรรมเพราะจะเป็นการสนับสนุนการกระทำผิด แล้วสร้างสถานการณ์รุนแรงเพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองให้ตัวเองพ้นผิดอันเป็น การทำลายหลักนิติรัฐ

การผลักดันร่างกฏหมายนิรโทษกรรมแบบสวนหมัด นายกฯอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้จึงถูกตั้งข้อสังเกตุ ว่ามีเป้าหมายแอบแฝงหลายประการด้วยกันกล่าวคือ นอกจากจะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นและตีรวนเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับพรรคประชา ธิปัตย์แล้ว ยังเป็นการแย่งซีนพรรคประชาธิปัตย์หวังอาศัยกฏหมายนิรโทษกรรมหาเสียง สร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคภูมิใจไทยทั้งในภาพกว้างและในพื้นที่ภาคอีสานอัน เป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ทั้งๆที่ความจริงรัฐบาลตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดอง 5 ชุดซึ่งกำลังทำงานอยู่แล้ว

กลยุทธ์หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ยังมุ่งหวังที่จะดึงบรรดา ส.ส.ภาคอีสานและภาคเหนือของพรรคเพื่อไทยให้แปรพักตร์ย้ายมาซบพรรคภูมิใจไทย มากขึ้น และไม่ว่าการสร้างภาพผลักดันกฏหมายนิรโทษกรรมไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามถือ เป็นเกมตีกินซึ่งมีแต่ได้กับได้ โดยเฉพาะการสร้างคะแนนนิยมในหมู่ชาวอีสานและชาวเหนือซึ่งเป็นฐานคะแนนสำคัญ ของพรรคเพื่อไทยที่พรรคภูมิใจไทยต้องการที่จะเข้าไปแย่งชิงพื้นที่

นอกจากนี้การออกมาผลักดันกฏหมายนิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ยังถูก ตั้งข้อสังเกตุว่ามีเป้าหมายแฝงเร้นที่สำคัญคือ ต้องการที่จะฟอกโทษความผิดให้กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ที่ร่วมสั่งการให้ตำรวจปราบปรามเข่นฆ่า มวลชนกลุ่มพันธมิตรประชาชนในเหตุการณ์ 7 ตุลาฯทมิฬ 2551 ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นน้องชายร่วมสายเลือดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ซึ่งแนบแน่นและอยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย

ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงดักคอพรรคภูมิใจไทยว่ามีเป้าหมายแอบแฝงที่ต้องการจะนิรโทษกรรมให้ กับนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 โดยเฉพาะ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองยกรัฐมนตรี ที่พรรคภูมิใจไทยวางตัวเป็นจุดขายที่จะผลักดันเป็นหัวหน้าพรรคและนายก รัฐมนตรีคนต่อไป

ไม่เพียงความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยที่พยายามผลักดันกฏหมายนิรโทษกรรม แต่พรรคชาติไทยพัฒนาก็ออกมาเคลื่อนไหวอย่างสอดคล้องกับพรรคภูมิใจไทย ด้วยการแย่งซีนแผนสร้างความปรองดองจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางข่าวที่ว่า พรรคภูมิใจไทยเดินเกมจับมือกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่มี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นผู้นำเงาในการร่วมกันผลักดันแผนสร้างความปรองดองโดดเดี่ยวพรรคประชาธิ ปัตย์ โดยจู่ๆ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ออกมาแสดงบทบาทในฐานะผู้ประสานงานเพื่อสร้างความปรองดองด้วยการเดินสายไป พบ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดงซึ่งเป็นผู้ต้องหาฐานก่อการร้าย ถึงในเรือนจำ ขณะเดียกวันก็ไปพบหารือกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อหาแนวทางสร้างความปรองดอง นอกจากนี้ พล.ต.สนั่น ยังมีแผนที่จะหารือกับ นักโทษชายแม้ว ด้วย

เกมสร้างภาพสร้างความปรองดองของพรรคภูมิไจไทยส่อเค้าว่าจะล้มเหลวตั้งแต่ เริ่มต้นเสียแล้ว เพราะถูกมองว่าเป็นเพียงเกมทางการเมืองที่ฉาบฉวยขาดความจริงใจโดยมีเป้าหมาย แอบแฝง โดยข้อเสนอออกกฏหมายนิรโทษกรรมถูกปฏิเสธทั้งจากฝ่ายแกนนำคนเสื้อแดงอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายสนธิ หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นว่าไม่ได้เป็นการสร้างความปรองดองได้ อย่างแท้จริง

การจับมือเดินเกมสร้างภาพหาเสียงผลักดันแผนสร้างความปรองดองของพรรคภูมิใจ ไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาครั้งนี้สะท้อนสัญญาณการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือก ตั้งทั่วไปครั้งใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขี้นในอนาคตอันใกล้ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าเป็นการจับมือวางหมากทางการเมืองระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อสร้าง “ขั้วอำนาจที่ 3” หวังเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอำนาจต่อรองหากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน เร็วๆนี้

ปัจจัยสำคัญซึ่งเป็นสัญญาณที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาเตรียม พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงก็คือ คดีที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกยื่นคำร้องให้ยุบพรรคทั้ง 2 คดีที่มีการประเมินแนวโน้มแล้วว่า มีโอกาสสูงที่พรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรค และ นายกฯอภิสิทธิ์ ต้องถูกเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่เป็นไปได้ว่าภายใต้สารพัดมรสุมที่รุมเร้าอาจทำให้ นายกฯอภิสิทธิ์ ตัดสินใจยุบสภาเพื่อเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่เร็วกว่าที่คาด

จากสถานการณ์ทางการเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีแนวโน้มที่จะเกิดการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเป็นที่มาของข่าวการจับมือระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อ สร้าง “ขั้วอำนาจที่ 3” และลือสะพัดไปถึงขั้นที่ว่ามีแผนที่จะผลักดันให้ เสธ.หนั่น ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยการสร้างกระแสชูบทบาทการเป็นผู้ประสานงาน เพื่อสร้างความปรองดองเป็นแรงผลักดัน

เพราะฉะนั้นสถานการณ์ทางการเมืองนับจากนี้ไปเชื่อว่าจะทวีความเร้าใจขึ้นตาม ลำดับโดย สถานการณ์ที่ต้องจับตาก็คือศึกงัดข้อจากรอยร้าวลึกระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สั่งสมพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆจนเสี่ยงที่จะถึงจุดระเบิดแตกหักได้ตลอดเวลา ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ดูเหมือนจะอึดอัดต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าพายเรือให้ โจรนั่งมากขึ้นทุกขณะเช่นกัน โดยไพ่ตายของนายกฯอภิสิทธิ์หากถึงวาระสุดท้ายที่ต้องแตกหักก็คืออำนาจยุบสภา เพื่อล้างไพ่เลือกตั้งกันใหม่ ขณะที่คดียุบพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ

ทีมข่าวการเมือง

เดิมพันตกอยู่ที่ ‘ปู่จิ้น’

Published กรกฎาคม 12, 2010 by SoClaimon

1 มิถุนายน 2553, 05:03 น.

ผ่านทางเดิมพันตกอยู่ที่ ‘ปู่จิ้น’ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_86574

ชวรัตน์

นับเป็นช็อตแปลกใหม่ที่ต้องบันทึกไว้ในมิติการเมืองไทย

เมื่อนาย วิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน “ออกแขก” ทำหน้าที่เป็นคนเปิดคิวญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร

ตามสภาพขาดๆเกินๆของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่กลับมารื้อลิ้นชัก ปัดฝุ่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรี

ไฟต์บังคับ มวยขึ้นเวทีแบบไม่พร้อม

มันก็เป็น อะไรที่มองกันตามเกม อัตราต่อรองไหลไปสุดกู่ กระแสพ่อยกแม่ยกไม่ให้ราคาฝ่ายค้าน แย่งกันถือหางฝ่ายรัฐบาล

ลำพัง พรรคเพื่อไทยล่มเรือนายกฯอภิสิทธิ์ไม่ได้

แต่รัฐบาลจะอยู่หรือไปมัน อยู่ที่ “โรคแทรกซ้อน” ตามสัญญาณแปร่งๆตั้งแต่ระฆังยังไม่เริ่มยกแรก คิวอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่โรมรันพันตู

แว่วๆสัญญาณคลื่นความถี่สูง จากค่ายเพื่อแผ่นดิน ส่งซิกล่วงหน้า กลุ่ม ส.ส.อีสานใต้ ในปีกของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำใหญ่ จะไม่ยกมือโหวตให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย หายไปแน่ๆ 4-5 เสียง

และ แทงหวยได้ว่าหายแน่ๆ เพราะเจาะเบื้องลึก “ขบเหลี่ยม” กันแรงจริงๆ

เบื้อง หลังโยงกับปม “เหยียบตาปลา” ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยต้นสายปลายเหตุมาจากปฏิบัติการของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย พรรคภูมิใจไทย ที่เดินหน้าสยายปีกยึดโคราช ทับสัมปทานกับเจ้าถิ่นเก่าอย่างว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ รวมไปถึงยี่ห้อ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” แกนนำใหญ่พรรครวมชาติพัฒนา

ปมปัญหามาจาก “เด็กปีนเกลียวผู้ใหญ่”

ว่ากันว่า จากเดิมว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ เคยยอมหลบให้นายบุญจงสอบได้เป็น ส.ส.นครราชสีมา ตามบัญชาของ “นายใหญ่” โดยคำขอของนายเนวิน ชิดชอบ สมัยอยู่กับพรรคพลังประชาชน

คิวนี้ “ไพโรจน์” ต่อสายถึง “เนวิน” ในฐานะเพื่อนเก่ากลุ่ม 16 หลายรอบ

แต่ ก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง ตรงกันข้าม นายบุญจงก็ยังคงเปิดปฏิบัติการ “ตัดแขนตัดขา” บอนไซคู่แข่งในพื้นที่ โดยอาศัยอำนาจของ มท.2 ทั้งการโยกย้ายข้าราชการในสายของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ ออกนอกพื้นที่ เอาคนของตัวเองลงไปแทน การหักดิบไม่เจียดงบฯพัฒนาท้องถิ่นให้เขตของพรรคเพื่อแผ่นดิน

“บุญ จง”  ลุยฟัดดะ  “ไพโรจน์”  จึงสรุปเองได้  “เนวิน”  ให้ท้ายเด็กในคาถา

ก็ เท่ากับ “เนวิน” ไม่เห็นหัว “ไพโรจน์” อยู่ในสายตา

เลยต้องหักดิบกัน แบบไม่ไว้ไมตรี

โดยจังหวะเดิมพันมันจึงไปตกอยู่ที่คิวของ “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ตาม นัย ถ้า “ปู่จิ้น” เสียอาการทรงตัวในสภา ภูมิใจไทยโดนตีหัวเดี้ยง

“เน วิน” หมดตัวเล่น

แน่นอน ถ้าออกมุกนี้ก็สะใจนายใหญ่ที่ได้สั่งสอนพวกกบฏแข็งเมือง ขณะเดียวกัน ก็เข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ทีหักหอกข้างแคร่

ไปๆมาๆ ยี่ห้อภูมิใจไทย แต้มเดิมพันสูงกว่าใคร

ฉะนั้น ก่อนอื่นใด ตามเหลี่ยม “เนวิน” น่าจะต้องต่อสายถึง”เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล โดยการวัดใจ “เทพเทือก” จะจัดการอย่างไรในการคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะคิวของ “ปู่จิ้น”

ถ้า ปล่อยหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแต้มหาย  เสียการทรงตัวทางการเมือง

ก็เท่า กับประชาธิปัตย์รู้เห็นเป็นใจในเกมฆ่าเพื่อน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมัน ก็ยังช่วยได้เยอะ โดยต้นทุนส่วนตัวเพียวๆของ   “ปู่จิ้น”   ที่ยังมีอานิสงส์เก่าสะสมไว้ในฐานะผู้ใหญ่ใจดี

แม้แนวโน้มเสียงของ พรรคร่วมรัฐบาลจะหายไป แต่ก็มีเสียงของคนเพื่อไทยที่มีสายสัมพันธ์ครั้งเก่ากับ “ปู่จิ้น” เกื้อกูลกันมา ทั้งนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นายการุณ โหสกุล และ ส.ส.กทม.อีกบางส่วนที่พร้อมโหวตให้ทดแทนบุญคุณ

บวกลบตัวเลขแล้วก็ไม่ น่าขาดทุนมาก.

ทีม ข่าวการเมือง รายงาน

รวบหม้อข้าวคนเดียว

Published กรกฎาคม 11, 2010 by SoClaimon

10 กุมภาพันธ์ 2553, 05:03 น.

ผ่านทางรวบหม้อข้าวคนเดียว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_64106

ชวรัตน์  –  อภิสิทธิ์

เปิดหวูด สัญญาณเลือกตั้งใหม่กระชั้นเข้ามาทุกขณะแล้ว

ล่าสุดกับโปรโมชั่น “รถไฟฟ้า 12 สาย” ล่อใจคนเมืองกรุง ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เคาะโต๊ะแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขต กทม.และปริมณฑล

ปั่น กระแส ตีกินแต้มมัดจำล่วงหน้า

ด้วยการชูโครงการกระดาษ อัดฉีดงบฯ 800,000 ล้านบาท ขายฝันลากยาว 20 ปี

ในเหลี่ยมของเซียนเลือกตั้งที่ รู้กันอยู่ ไม่มีอะไรดีกว่า “รถไฟฟ้า” มุกหาเสียงเฉพาะหน้าในการกระตุ้นคะแนนนิยม โกยแต้มจากคนเมืองหลวง

“อภิสิทธิ์” ตีปี๊บล่อใจฐานเสียง กทม.

อีกทางหนึ่งก็ตั้งท่า “ล่อเป้า” ทุบหม้อข้าวคู่แข่ง กับมุกของ “สามสี ภูเขาทอง” นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณชัดๆ แตะเบรกโครงการถนนไร้ฝุ่นของกระทรวงคมนาคม บิ๊กโปรเจกต์ที่พรรคภูมิใจไทย หมายมั่นปั้นมือ

ฟันธงชัด เป็นเบี้ยหัวแตก ไม่จำเป็นแล้ว

โดย เกมตามน้ำ รับกับข่าววงในที่นายกฯอภิสิทธิ์ รวมหัววางเกมกับนายไตรรงค์ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ

กั๊ก งบประมาณตามแผนโครงการไทยเข้มแข็ง

ในจังหวะที่อ่านทางกันง่ายๆ ประชาธิปัตย์เปิดเกมเตะตัดขาพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งยี่ห้อภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา กิจสังคม โดนตัดเส้นทางสะสมกระสุนดินดำและเสบียงกรังเพื่อเตรียมลงสนามเลือกตั้ง

ล็อก ไม่ให้ขายโปรเจกต์หาเสียง

แต่ในทางตรงกันข้าม โดยไต๋ที่แพลมออกมา นายไตรรงค์แบะท่าเล็งปั่นอภิมหาโปรเจกต์ไปที่โครงการยักษ์รถไฟรางคู่ และโปรเจกต์แลนด์บริดจ์

ประชาธิปัตย์จ้องรวบหม้อข้าวไว้คนเดียว

ตาม เกมตักตวงความได้เปรียบไว้ในกำมือให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เพราะ รู้กันอยู่แก่ใจ โดยวิสัย “คบยาก” ของประชาธิปัตย์ที่การันตีด้วยผลงานเบี้ยวสัญญาลูกผู้ชาย ไม่ร่วมวงแก้รัฐธรรมนูญกับพรรคร่วมรัฐบาล มันก็ลำบากที่จะหาเพื่อนมาแจมจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ลำพังต้อง พึ่งลำแข้งตัวเองให้มากที่สุด

ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อ “สานฝันกลางวัน” ที่นายกฯอภิสิทธิ์เคลิ้มอยู่กับตัวเลข 240 เสียง ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ประชาธิปัตย์ถือดุล จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

แต่ถ้าจะให้สวยหรูกว่านั้น ตามโปรแกรมต้องไปผสมกับพรรคการเมืองใหม่ของม็อบพันธมิตรฯ ที่ระดับแกนนำขาใหญ่ประเมินกันเองว่า ตัวเลขจะอยู่ที่ 40-50 ที่นั่ง

เติม เต็มรัฐบาลในฝันของคนเสื้อเหลือง

แต่ในห้วงที่ยังตื่นอยู่บน สถานการณ์ความจริงทางการเมือง ก็ต้องรอดูปฏิกิริยาสะท้อนกลับ

โดย เฉพาะยี่ห้อภูมิใจไทยที่โดนหักแบบไม่ไว้หน้าเป็นรอบที่จำไม่ได้ จะทนเป็นเบี้ยล่างให้ประชาธิปัตย์เหยียบบ่าทุบตี

โดยมี “ค่าตอบแทนต่ำ” ต่อไปอีกหรือไม่

แม้ “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะกัดฟันยืนยัน ความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะเรายังมีศึกนอกที่ยังต้องตั้งรับอยู่ วันนี้รัฐบาลร่วมมือกันเพื่อทำงานให้กับประเทศชาติ

แต่ในอารมณ์สวน หมัด “ปู่จิ้น” ก็กั๊กเชิงไม่ยอมง่ายๆ หากจะมีการยกเลิกโครงการตามแผนไทยเข้มแข็ง คงไม่ใช่เฉพาะของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น

ถ้าโละก็ต้องโละทุกพรรค

คำราม ขู่ฮึ่มฮั่มๆจนคออักเสบ คิวนี้ภูมิใจไทยจะออกลูกหงอตามฟอร์มอีกหรือไม่

ทั้ง หมดทั้งปวง กับสัญญาณก่อนหน้าที่แว่วๆว่า บิ๊กทหารผู้แนบแน่นกับขาใหญ่ค่ายภูมิใจไทย และปลุกปั้น “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” มากับมือ ส่งซิกกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล อ่านสถานการณ์ยังไม่มีทางเลือกอื่น

ต้องทนทู่ซี้กระเตงนายกฯอภิสิทธิ์ไปเรื่อยๆ

แต่เจอเงื่อนไข หนักๆแบบนี้ พี่เลี้ยงที่อุ้มก็คงเหนื่อยเต็มที.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

‘กั๊ก’ ไม่ให้เอาแต่ได้ !

Published กรกฎาคม 10, 2010 by SoClaimon

8 มกราคม 2553, 05:03 น.

ผ่านทาง‘กั๊ก’ ไม่ให้เอาแต่ได้ ! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_57452

ชวรัตน์  –  ชัย

โดย บทสรุปว่า อิทธิฤทธิ์ของยี่ห้อ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ในบทของเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

ยังขลังทรง พลังเต็มเปี่ยม

กับปรากฏการณ์โชว์พลังภายใน ผลักดันมวยในคาถาอย่างนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ประธานวิปรัฐบาล ขึ้นชั้นเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ

เบียดนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ตัวเต็งม้าตีนต้น ที่ได้รับการผลักดันจากนายชวน หลีกภัย ผู้คุมกฎของพรรคประชาธิปัตย์ จนกระเด็นกระดอน

กินน้ำแห้ว กลั้วน้ำใบบัวบกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ดันโผได้ตามโปรแกรม โยกเอานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไปเสียบเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข แทนนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตเจ้ากระทรวงคุณหมอที่จำใจลาออก สังเวย “กับดักโกง” โครงการใช้งบประมาณไทยเข้มแข็ง

แต่สุดท้ายนายวิทยาก็ยังได้เก้าอี้ ประธานวิปรัฐบาลแทนนายชินวรณ์เป็นการปลอบใจ ในอารมณ์เดียวกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้ช่องหลบจากเก้าอี้รองนายกฯ ชิ่งปัญหาหัวคิวโครงการชุมชนพอเพียง สลับไปนั่งเป็นเลขาธิการนายกฯ

ยี่ห้อ ประชาธิปัตย์ใส่กระเช้าล้างน้ำขายได้

มอมแมมยังไงก็ยังสลับที่สลับ ทางให้นั่งหายใจ ไม่ยอมจำนนตายคามุม

ตามเหลี่ยมของเซียน แก้ปม “ติดกับดักโกง” เล่นเกมเร็วสยบแรงกระเพื่อมภายใน แถมได้ช่องเปลี่ยนตัว สลับผู้เล่น หลบคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย

ประ ชาธิปัตย์ตีไพ่ทีเดียวกินหลายต่อ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ตามเกมหลอกล่อที่เห็นได้ชัดเจนว่า ให้น้ำหนักกับการแก้เหลี่ยมเคลียร์ปัญหาการเมือง มากกว่ามุ่งบริหารบ้านเมือง

แม่ปูขาเก เดินเป๋ฉันใด

มันก็ยาก จะสั่งให้คนอื่นเดินตามได้ตรงเส้นตรงทาง

ตามจังหวะที่ไหลมาถึง “จุดวัดใจ” กับรายการ “ดื้อแพ่ง” ของค่ายภูมิใจไทย ที่ยื้อเก้าอี้นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ไม่ให้ไขก๊อกจากตำแหน่ง

แกล้งยั่วกฎเหล็ก 9 ข้อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แน่นอนคิวนี้ไม่ใช่ลำพัง แค่นายมานิตตัวเล็กๆ แต่มันคือการประจันหน้ากันระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับ “ตัวจริง” ของค่ายภูมิใจไทย ไล่ตั้งแต่ผู้กำกับฉากเบื้องหลัง ครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” กัปตันทีม “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ส่งสัญญาณคลื่นความถี่สูงผ่านผู้เล่นฉากหน้า ทั้งเสือเฒ่าอย่าง “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สิงห์เฒ่าอย่าง “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย

แท็กทีมประสานเสียงอุ้ม “มานิต” สู้กับเกมของประชาธิปัตย์ที่เหยียบบ่าตีกินกระแส

เย้ยกันเป็นนัย “กฎเหล็ก” ก็แค่ “กฎเด็ก”

บังคับใช้ได้เฉพาะในหมู่ลูกพรรคประชา ธิปัตย์ของนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ใช่บรรทัดฐานทางกฎหมายที่จะเหมารวมกับรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล

ภูมิใจ ไทยสวมบท “หมูไม่กลัวปังตอ”

นายกฯอภิสิทธิ์คำรามฮึ่มในลำคอ

“สุด ท้ายแล้ว ผมจะเป็นคนดำเนินการ แต่ตอนนี้ให้คุณมานิตไปคิดทบทวนก่อน ซึ่งถ้าคุณมานิตยังไม่ลาออก ก็เป็นการตัดสินใจของเขา แต่การดำเนินการต่อไปก็เป็นเรื่องของผม ซึ่งผมจะใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน”

ไม่ ออกเองก็ต้องเจอปลด

ในอารมณ์ของ “อภิสิทธิ์” ที่ถือมีดปังตออยู่ในมือ เงื้อขู่เต็มที่

แต่ในเหลี่ยมของเซียน เขี้ยวยาวทันกัน พรรคภูมิใจไทยก็คงคิดอยู่ในใจ “ปลดได้” แต่ประชาธิปัตย์ก็ต้องรอไปลุ้น “เสียงหาย” ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดย จังหวะมันมีช่องให้ “เอาคืน” กันอยู่

ตามเกมมันเลยต้องกั๊ก ชิงเหลี่ยมวัดใจกัน

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ โดยสถานภาพของนายมานิต สุดท้ายก็คงเป็นแค่ “หนังหน้าไฟ” เงื่อนไขต่อรองระหว่างประชาธิปัตย์กับค่ายภูมิใจไทย

ถ้าจะให้ “มานิต” เซ่นกฎเหล็ก รักษาหน้า “อภิสิทธิ์” มันต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน

อย่าง น้อยเงื่อนไขที่โยงกันกับคิวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามจังหวะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดินหน้าทวงสัญญาลูกผู้ชายจากนายกฯอภิสิทธิ์ ไล่บี้ให้กลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว เปิดช่องทางให้พรรคขนาดเล็กและขนาดกลางได้เบียดสู้กระแสกับค่ายการเมืองใหญ่

ประ ชาธิปัตย์ต้องใจกว้างมั่ง

ไม่ใช่เขี้ยวลากดิน คิดเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว.

ทีมข่าวการเมือง

%d bloggers like this: