ชวนเที่ยว

All posts tagged ชวนเที่ยว

ตะรุเตา…เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150215/201359.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558
ตะรุเตา...เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม
ตะรุเตา...เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม
ตะรุเตา...เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม
ตะรุเตา...เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม
ตะรุเตา...เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม
ตะรุเตา...เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม

ชวนเที่ยว : ตะรุเตา…เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม : เรื่อง / ภาพ … สมศักดิ์ ล่ำพงศ์พันธุ์

                          เมื่อย่างเข้าฤดูร้อน ฤดูแห่งการท่องเที่ยวทางทะเลมาถึง รวมถึงเป็นช่วงเวลาเปิดโลกทะเลอันดามัน ที่มีความงดงามในเรื่องของธรรมชาติที่หลากหลายของหมู่เกาะและชายหาด รวมถึงสรรพสิ่งความสวยงามของโลกใต้น้ำ และยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น หมู่เกาะตะรุเตา จ.สตูล ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ยังมีสภาพธรรมชาติที่สมบูรณ์มากๆ เนื่องจากเป็นเกาะที่ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอาศัยอยู่เลยในอดีตเคยเป็นดินแดนกักกันนักโทษทั่วไปและนักโทษทางการเมืองที่มีการกล่าวถึงความโหดร้ายของธรรมชาติ ของผู้คุมนักโทษ รวมไปถึงโจรสลัดตะรุเตาที่สร้างความหวั่นกลัวไปทั่วละแวกน่านน้ำแห่งนี้
    &nbsnbsp;                     ย่างก้าวแรกที่ได้มาถึงท่าเรือปากบาราอันเป็นท่าเรือหลักของการเดินทางสู่เกาะตะรุเตาและเกาะหลีเป๊ะ เราก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่มีการพัฒนาให้เป็นระบบเป็นระเบียบอาคารทันสมัย มีลานจอดรถ อาคารท่าเทียบเรือ และสำนักงานบริการทัวร์ต่างๆ ที่บริการอย่างครบวงจร รวมถึงร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของที่ระลึก ตลอดจนร้านอาหารข้าวแกงที่ติดราคาไว้ 50 บาท ช่างไม่สอดรับกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจนัก
                          เรือโดยสารทุกลำต่างมุ่งหน้าไปเกาะหลีเป๊ะ จะมีเที่ยวเรือบางเที่ยวที่แวะให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเกาะตะรุเตาที่บริเวณอ่าวพันเตมะละกา ฉะนั้นหากเราจะไปเกาะตะรุเตาต้องเลือกโดยสารที่ผ่านเกาะตะรุเตาด้วย
                          การเดินทางที่รวดเร็ว ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงเกาะตะรุเตา หัวเกาะปากคลองจระเข้ ยังปรากฏเป็นสัญลักษณ์รูปจระเข้เหมือนเช่นเดิม แนวหาดทรายขาว แนวป่าสน บรรยากาศบนเกาะตะรุเตาเงียบสงบไม่ค่อยได้เห็นนักท่องเที่ยว จะมีเพียงแค่นักท่องเที่ยวที่มาแวะตรงท่าเรือเท่านั้น
                          บนเกาะตะรุเตาจะมีจุดชมวิวที่ ผาโต๊ะบู อยู่ด้านหลังบ้านพักเพียงเดินขึ้นเขาไปตามเทรลประมาณ 20 นาที ก็จะมาถึงศาลาชมวิวมองออกไปจะเห็นท้องทะเลกว้างใหญ่ รวมถึงหัวเกาะรูปจระเข้ที่หมอบนิ่งอยู่เป็นนิรันดร และยังเป็นจุดชมวิวอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งด้วย
                          ลงมาจากจุดชมวิว นั่งเรือหางยาวเข้าไป ถ้ำจระเข้ โดยจะมีเรือชาวบ้านมาบริการอยู่ที่ท่าเรือบริการลำละ 500 บาท ส่วนใครจะเช่าคยัคพายไปก็ได้ เลาะตามแนวป่าโกงกางไปราว 1.5  กิโลเมตร ถึงท่าเทียบเรือหน้าปากถ้ำ แล้วค่อยเปลี่ยนไปนั่งโป๊ะทุ่นลอย สาวเชือกดึงโป๊ะเข้าไปด้านในเป็นระยะทาง 200 เมตร เสียดายว่า สะพานไม้ที่ทอดยาวเข้าไปถึงด้านในทรุดโทรมพังไปตามกาลเวลา ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีการซ่อมแซมให้ดีขึ้น จึงต้องใช้วิธีการลากสาวทุ่นเข้าไป
                          นักท่องเที่ยวที่เข้าไปต้องมีไฟฉายไปด้วย เพราะในถ้ำมืดมากๆ หากไปกับเรือหางยาวคนขับเรือจะมีไฟฉายพร้อมช่วยเป็นไกด์นำทางและช่วยดูแลนักท่องเที่ยวไปด้วย
                          ตามเส้นทางโถงถ้ำใหญ่ปรากฏเป็นหินงอกหินย้อยรูปทรงต่างๆ ที่เกิดจากการหล่อหลอมของธรรมชาติเป็นเวลานับร้อยนับพันปี บางแท่งมีรูปทรงคล้ายอูฐ บางแท่งเป็นกลีบเป็นม่านลงมา มีความวาววับจึงช่วยให้เกิดเป็นภาพที่น่าประทับใจ ลึกเข้าด้านในอีกก็จะปรากฏเป็นหินงอกหินย้อยที่สวยแปลกตาอีกหลายจุด
                          กลับมาถึงท่าเรือในช่วงเย็นๆ ก็ได้เวลาไปชมอาทิตย์ตกแถวอ่าวเมาะและ กับ อ่าวสน แล้วค่อยกลับไปพักที่อ่าวพันเตมะละกา
                          เส้นทางการท่องเที่ยวบนเกาะตะรุเตาจากอ่าวพันเตมะละกา ไปยัง อ่าวเมาะและ, อ่าวสน หรือ อ่าวตะโละวาว เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่ไม่มีใครค่อยรู้จักขาดข้อมูลข่าวสารจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกทอดทิ้ง ทั้งที่สวยงามมาก โดยเฉพาะอ่าวเมาะและ เป็นอ่าวที่สงบเงียบ หาดทรายขาว มีบ้านพักอุทยานปลูกสร้างสไตล์รีสอร์ท มีที่กางเต็นท์ ร้านอาหาร อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 4 กิโลเมตร หรือไปถึงอ่าวสนประมาณ 8 กิโลเมตร หรืออ่าวตะโละวาวอยู่ทางด้านตะวันออกระยะทางประมาณ 11.2  กิโลเมตร
                          ถนนสายหลักบนเกาะตะรุเตายังเป็นถนนที่มีสภาพดี ผ่านสภาพป่าสองข้างทางมีความสมบูรณ์มีหมู่นกหลากชนิดที่เห็นโฉบโชว์ตัวอยู่ใกล้ๆ คือ นกแก๊ก มีลิงที่หากินตามชายป่าโดยสภาพของป่าแล้วน่าจะมีสัตว์ป่าที่มากกว่านี้แน่ๆ
                          บรรยากาศท้องทะเลบริเวณเมาะและจะมีธรรมชาติสวยสงบ ลักษณะอ่าวที่โอบล้อมด้วยแนวป่าเขาสูง
                          โลกทะเลที่ อ่าวเมาะและ เราจะได้พบกับรรยากาศความสวยงามในช่วงยามเย็น เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ตกทางด้านปลายอ่าวด้านซ้ายก็น่าจะสวยอยู่ไม่น้อยแต่เราจะเลือกไปชมพระอาทิตย์ตกที่อ่าวสนที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร
                          มาถึง อ่าวสน ก็เป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ใกล้จะตกใกล้กับชายหาดติดกับป่าจะมีปากคลองเล็กๆ ที่ไหลมาจากน้ำตกลูดูมีแนวโขดหินกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้างพร้อมกับจังหวะเวลาที่แนวคลื่นกำลังซัดสาดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ภาพบรรยากาศแนวคลื่นปะทะโขดหินในช่วงยามพลบค่ำที่ให้รูปเกลียวคลื่นพลิ้วไหวไปตามแนวโขดหินที่ผสมผสานกับสีสันยามพลบค่ำ
                          เช้ามืดในวันรุ่งขึ้น เราขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าความมืดขึ้นเขาลงเขาไปยัง อ่าวตะโละวาว กับระยะทางประมาณ 12.5 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายที่สะพานท่าเทียบเรือให้ทันก่อนฟ้าสว่าง เพื่อได้สัมผัสกับแสงสีในห้วงรอยต่อของกาลเวลา
                          บรรยากาศที่อ่าวตะโละวาวแห่งนี้ เงียบสงบทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนไร้ร่องรอยผู้คนมาเยือน เมื่อมองฝ่าความมืดออกตามสะพานก็จะเห็นเกาะแท่งหินขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ปลายสะพาน อันเป็นจุดที่จะได้เห็นสีสันยามเช้าตรู่ในมุมพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมด้วยองค์ประกอบของแนวสะพานปูนที่ทอดยาวลงไปทะเล คลื่นขาวๆ กับแสงสีที่ตะวันขับออกมาเบิกท้องฟ้า จึงเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวและสวยงามแปลกตาไปจากที่อื่นๆ
                          บริเวณอ่าวตะโละวาวยังมีเส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นเรื่องราวของสถานที่กักกันโทษการเมืองและนักโทษทั่วไปที่ได้เรียกกันว่า คุกตะรุเตา เพราะทางการเล็งเห็นว่าเกาะแห่งนี้สามารถกักกันนักโทษป้องกันการหลบหนีได้ ทว่าเหตุการณ์บ้านเมืองอยูในวิกฤติสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างอัตคัดขัดสนมากมายอีกทั้งโรคภัยไข้เจ็บ ความโหดร้ายของผู้คุม ทำให้นักโทษต้องล้มตายไปบ้าง
                          ตามเส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์คุกตะรุเตา จะมีเส้นทางสะพานไม้ข้ามลำห้วย เลาะเลียบป่าชายเลนและจะมีเส้นทางปูน เป็นเทรลพร้อมกับมีป้ายสถานที่สำคัญ อาทิ ป้ายบอกเส้นทาง บ้านพักผู้อำนวยการ มีสะพานท่าเทียบเรือเก่า พอเห็นร่องรอยเดิมอยู่บ้าง และ ตึกแดง อันเป็นสถานที่สำคัญคือเป็นที่ขังนักโทษขั้นหนักที่สุด โดยตึกแดงจะเป็นหลุมดินปิดทึบใช้ไม้เป็นโครงสร้างมีประตูใส่กุญแจนักโทษถูกขังไว้ด้านใน
                          หลังจากที่ได้ปิดคุกตะรุเตาไปแล้ว ก็ได้มีการประกาศให้พื้นที่เกาะแห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตาในปี พ.ศ.2517และได้รวมเกาะน้อยใหญ่ทางด้านเกาะอาดัง ราวี เกาะดงเข้าด้วยกันจนถึงทุกวันนี้
                          ทรัพยากรทางธรรมชาติของหมู่เกาะตะรุเตายังจัดว่ามีความสมบูรณ์อยู่อีกมาก หากมีการจัดการที่ดีก็จะสามารถช่วยกันดูแลทรัพยากรท่องเที่ยวทางทะเลแห่งนี้ให้คงอยู่ต่อไปอีกนาน
———————-
(ชวนเที่ยว : ตะรุเตา…เกาะสวรรค์ที่ใครๆ มองข้าม : เรื่อง / ภาพ … สมศักดิ์ ล่ำพงศ์พันธุ์)

 

โฆษณา

บุกไร่กะหล่ำ…ที่ทับเบิก

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150208/200935.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558
บุกไร่กะหล่ำ...ที่ทับเบิก
บุกไร่กะหล่ำ...ที่ทับเบิก
บุกไร่กะหล่ำ...ที่ทับเบิก
บุกไร่กะหล่ำ...ที่ทับเบิก
บุกไร่กะหล่ำ...ที่ทับเบิก

ชวนเที่ยว : บุกไร่กะหล่ำ…ที่ทับเบิก : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                             ระยะทางไม่เกิน 400 กม.จากกรุงเทพมหานคร เหนือ-ใต้-ออก-ตก จิ้มแผนที่ดูแล้ว ช่วงที่อากาศเริ่มคลายหนาวแบบนี้ นอกจากทะเลที่น่าสนใจไม่น้อยแล้ว เพราะช่วงนี้อาจได้เจอจังหวะฟ้าใสๆ แดดสวยๆ  แต่ภูเขายังเป็นตัวเลือกที่อยู่ในความคิด เพราะนอกจากจะได้สูดอากาสบริสุทธิ์แล้ว ยังมีโอกาสเจอดอกไม้ ผลไม้ฤดูหนาวอร่อยๆ ให้ลิ้มลอง
                             เพชรบูรณ์ เป็นคำตอบที่ไม่ยากเย็น เพราะเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ ททท.เขาบอกว่าห้ามพลาด จริงๆ ฉันก็แทบไม่พลาดสักครั้งเพียงแต่เข้าไปยลเพชรบูรณ์มุมนั้นบ้าง มุมนี้บ้าง แต่ที่ข้ามไปค่อนข้างนาน ก็เห็นจะเป็น “ภูทับเบิก” ไร่กะหล่ำสุดขอบฟ้า ที่กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตติดลมบนไปในปัจจุบัน ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็น ความสวยงามของทะเลหมอก และไร่กะหล่ำปลีนั่นแหละ
                             ภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่ตำบลวังบาล จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นจุดสูงที่สุดของเพชรบูรณ์ และจุดนี้เป็นที่ตั้งของอาคารดูดาวและที่วัดอุณหภูมิ(ที่ใหญ่ที่สุด)ด้วย  มีระดับความสูง 1,768 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง
                             จากกรุงเทพมหานคร ใช้เส้นทางมุ่งหน้าเพชรบูรณ์  จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหมายเลข 12 (พิษณุโลก ) จะมีป้ายบอกทางแยกไปภูทับเบิก – อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เลี้ยวไปตามป้ายบอกทาง ระยะนี้จะเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นภูเขา ระยะทาง 17 กิโลเมตรกว่าๆ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
                             111 โค้ง เราก็ขึ้นมาถึงหน่วยทับเบิก ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,667 เมตร เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามจุดหนึ่ง ใครหลงใหลกาแฟ ก็อาจจะพักรถจิบกาแฟก่อนได้  แต่ฉันขอแวะไปแอบส่องเมเปิ้ล แถวๆ โรงเรียนการเมือง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าเสียก่อน  เสียด๊าย … เสียดาย มาช้าไปแค่อาทิตย์เดียว ใบแดงๆ ที่หล่นร่วงแทบจะกลายเป็นสีน้ำตาลไปซะหมด แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้บริเวณโรงเรียนการเมืองในยุคสมัยคอมมิวนิสต์ ดูขลึมขลังจนน่าหวาดหวั่น
                             ย้อนกลับทางเก่า มุ่งหน้าไปภูทับเบิก ระหว่างทางแวะภูแผงม้า ถ้าเป็นรถกระบะจะขึ้นสบายกว่า เส้นทางขึ้นไปยังจุดชมวิวภูแผงม้า ผ่านดงต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น ดูสวยงาม ราวๆ ไม่ถึง 10 นาที รถก็พาขึ้นไปถึงจุดชมวิว  ทำเป็นลานไม้ขนาดใหญ่ ผิดหน้าผิดตากับสภาพป่าที่ผ่านมาเชียว จุดนี้มองเห็นภูทับเบิกได้ทั้งลูกเขา ทั้งไร่กะหล่ำ ยังถนนหนทางที่คดเคี้ยวขึ้นเขา …. ไร่กะหล่ำหายไป
                             ภาพที่เห็นเบื้องหน้า รีสอร์ทเต็มไปหมด แต่ไร่กะหล่ำหายไปไหน ??
                             คำตอบก็คือ ไม่ได้หายไป แต่เขาเก็บผลผลิตไปเกือบหมดแล้ว ถ้าอยากเห็นไร่กะหล่ำสวยงามควรมีช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน นอกนั้นก็จะเห้นประปราย ยิ่งช่วงที่เข้าสู่ฤดูร้อนแบบนี้ เขาที่เห็นดูโล้นแล้ง จนอดรำพึงในใจไม่ได้ “ต้นไม้หายไปหมด น้ำมาเยอะๆ มาอะไรจะเหลือ  ไม่อยากจะคิดไปไกนถึงเหตุการณ์น้ำป่าถล่มที่บ้านน้ำก้อ น้ำชุน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ….
                             ก่อนความคิดจะเตลิดไปไกล อาทิตย์จะหายไปจากท้องฟ้า ก็รีบกลับไปชมอาทิตย์ตกบนยอดภูทับเบิกดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง  จุดสูงสุดเป็นที่ตั้งของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวภูทับเบิก ซึ่งมีที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร มีลานจอดรถกว้างๆ ระยะ 100 เมตร สุดท้ายต้องเดินเท้าขึ้นไป แต่ถึงด้านบนก็หายเหนื่อย จากวิวที่เห็น จากสภาพอากาศที่หายใจได้โล่งปอด  นั่นไง เทอร์โมมิเตอร์ขนาดยักษ์  แต่บอกอุณหภูมิเป็นตัวเลข
                             เบื้องหน้า ในวันนี้เห็นแต่รีสอร์ทเต็มไปหมด บางจุดมีเต็นท์กางรอนักท่องเที่ยว แปลงกะหล่ำปลีกลายเป็นที่ดินว่างเปล่า สมัยก่อนจำได้ว่า รีสอร์ทน้อยมาก มีนักท่องเที่ยวจะไปกางเต็นท์นอนในไร่กะหล่ำกันเลย วันนี้ อะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ดีหรือไม่ดี แล้วแต่ความชอบแต่ละบุคคล
                             ชาวบ้านภูทับเบิกส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากทางภาคเหนือ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวการต่อสู้ทางความคิด เรื่องราวของคอมมิวนิสต์และพื้นที่สีแดงภูหินร่องกล้า ก่อนจะมีการปราบปรามอย่างหนัก ดึงชาวบ้านกลับสู่เมือง ร่วมกันพัฒนาชาติไทย และจัดตั้งศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์ขึ้น
                             ทุกวันนี้ กะหล่ำปลีกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของที่นี่ และยังเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมภูเขากะหล่ำปลี เพราะมองไปไกลสุดหูสุดตา ก็ยังเป็นไร่กะหล่ำ  … ขอแค่มาถูกฤดูกาล
สตรอเบอร์รี่ที่รัก 
                             นอกจาก กุหลาบ กับ ช็อกโกแลต ที่เป็นตัวแทนแห่งรักในช่วงวันวาเลนไทน์แล้ว สตรอเบอร์รี่ผลสดๆ สีแดงสวย ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ที่จะมอบให้คนใกล้ชิดแทนรัก ยิ่งคนหันมาอินเทรนด์เรื่องสุขภาพกันด้วยแล้ว ยังเหมาะมากๆ เพราะสตรอเบอร์รี่ มีสารพัดประโยชน์ที่เป็นผลดีต่อสุภาพ
                             ไหนๆ ก็ใกล้วันวาเลนไทน์ เลยไปเก็บเรื่องราวๆ ดี จากกลางไร่สตรอเบอร์รี่มาฝากแฟนๆ คอลัมน์ซะเลย นอกจากไร่กะหล่ำที่มีมากมายเป็นภูเขาหลายๆ ลูกแล้ว ยังมีแหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่รสชาติดี อยู่ที่นี่กับเขาด้วย ในเส้นทางไม่ไกลไปจากวัดภูทับเบิก แยกเข้าไปตามทางหมู่บ้าน แต่ให้ดีต้องติดต่อเจ้าของสวนก่อนจะได้พานั่งรถกระบะยกสูงเข้าไปถึงแปลงปลูก
                             ไร่บ่อแก้วภูทับเบิก สตรอเบอร์รี่สด ของ สัมภีร์ ฤทธิ์ชัยเจริญ อยู่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่พอสมควร ถนนเข้าไปยังเป็นทางดินแดงค่อนข้างแคบๆ  ลักษณะเป็นหุบเขา (ใกล้ๆ กันก็ยังเป็นแปลงกะหล่ำอยู่นะ)
                             ผ่านรั้วเข้าไปเห็นสตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่ๆ สีแดงสวยแต่ไกล ไม่พูดพล่ามทำเพลง ฉวยถังพลาสติกสีดำใบเล็กๆ เดินเข้าร่องสตรอเบอร์รี่ เลือกเก็บกันเลย ก่อนจะถามไถ่ได้ความว่า ที่กำลังเก็บอยู่น่ะ เป็นสตรอเบอร์รี่ พันธุ์ 329 (เป็นพันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้แก่เกษตรกรปลูก) ลักษณะจะลูกใหญ่ กรอบและหวานอมเปรี้ยว ส่วนอีกด้านหนึ่ง เป็นสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นสายพันธุ์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ชื่อพันธุ์ Royal Queen และกลายเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีรสชาติหวานหอม ลูกใหญ่ไม่น้อยหน้าพันธุ์ 329 ก็มี
                             ฉันเก็บความสงสัยไว้ได้ไม่นาน ทำไมถึงชื่อบ่อแก้ว เหมือนกับทางสะเมิง แดนสตรอเบอร์รี่เมืองเชียงใหม่ สัมภีร์เลยเฉลยให้ฟังว่า รู้จักกับทางบ่อแก้วเพราะไปอบรมกันมานี่เอง
                             สัมภีร์ เป็นชาวเผ่าม้ง อยู่ที่ทับเบิกมาแต่เกิด ก่อนหน้านี้เคยปลูกขิง ปลูกกะหล่ำ แต่พอเปลี่ยนมาปลูกสตรอเบอร์รี่ เลยต้องเลิกทำอย่างอื่นหมด เพราะสตรอเบอร์รี่เป็นพืชที่ต้องดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด เรียกว่ามีงานให้ทำทุกวัน ทั้งปี พันธุ์ที่นำมาปลูก ก็ได้รับการส่งเสริมมา แต่พอติดลูก 2 ครั้ง ก็ต้องไถ่กลบ แล้วลงปลูกใหม่โดยเก็บต้นไหลมาทำพันธุ์ต่อๆ ไป จนถึงวันนี้ปลูกมา 10 ปีแล้ว มาหลังๆ ก็เริ่มเปิดให้คนเข้ามาเก็บสตรอเบอร์รี่กันเอง แต่ต้องระมัดระวังกันนิดหน่อย เนื่องจากสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่บอบช้ำง่าย โดยช่วงเวลาที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเก็บได้ คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม หรือจนหมดราวๆ เดือนเมษายน แต่ช่วงที่เริ่มติดผล เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะยังไม่เปิดให้คนเข้าไปเก็บเอง
                             “สตรอเบอร์รี่ ที่นี่ เก็บกินได้เลย เพราะเลยระยะเวลาการใช้ยามาแล้ว โดยเราจะฉีดยาใส่ปุ๋ยตามปกติ แต่พอเริ่มออกดอก เราจะเลิกใช้ยาฆ่าแมลงเพราะจะทำให้ผลสตรอเบอร์รี่ช้ำ เสียหายได้ เรารับรองได้แต่ในไร่ของเรา ส่วนที่อื่นเราไม่รับรอง”
                             ตอนนี้ ที่ ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง เขากำลังจัดงานวันสตรอเบอร์รี่ ช่วงวันวาเลนไทน์ 12-15 กุมภาพันธ์ แต่ถ้ามาแถวทับเบิก ก็ลองมาแวะถามหาสตรอเบอร์รี่ที่รัก แถวไร่บ่อแก้วภูทับเบิกฯ กำลังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเลือกเก็บสตรอเบอร์รี่สดๆ ได้เอง รับรองว่าไม่ผิดหวังจ้า
———————–
(ชวนเที่ยว : บุกไร่กะหล่ำ…ที่ทับเบิก : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง ‘บ้านนาตาโพ’

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200518.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง 'บ้านนาตาโพ'
ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง 'บ้านนาตาโพ'
ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง 'บ้านนาตาโพ'
ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง 'บ้านนาตาโพ'
ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง 'บ้านนาตาโพ'
ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง 'บ้านนาตาโพ'

ชวนเที่ยว : ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง ‘บ้านนาตาโพ’ : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                           อุทัยธานี เมืองเล็กๆ ไม่ไกลกรุง จัดเป็นเมืองที่ผ่านบ่อยมากๆ แต่ไม่บ่อยครั้งที่พักตัวเองลงกลางทางแถวเมืองนี้ แต่พอลองไว้แวะสักครั้ง ก็มักมีครั้งต่อๆ ไปตามมา
                           ครั้งนี้จะลองไปเที่ยวท่อง ส่องถิ่นวิถีของชาวบ้านใน อ.บ้านไร่ อำเภอที่อยู่ตอนใต้ของอุทัยธานี ที่นี่ เป็นถิ่นที่ชาวลาวครั่ง และลาวเวียง ที่อพยพมาจากประเทศลาว มาอาศัยอยู่ตั้งแต่เมื่อ 300 ปีก่อน พร้อมๆ กับนำเอาประเพณี วัฒนธรรมติดตัวมาด้วยและยังคงรักษาไว้จนทุกวันนี้ โดยเฉพาะการทอผ้าฝ้ายแบบดั้งเดิมที่มีลวดลายและสีสันงดงาม โดยนำเส้นฝ้ายมาย้อมด้วยสีธรรมชาติ เช่น ครั่งที่ให้สีแดง ซึ่งนิยมมาแต่โบราณจนเรียกตัวเองว่า ลาวครั่ง
                           ถึงบ้านไร่ แวะไว้พระที่ วัดผาทั่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านผาทั่ง หมายถึงบ้านที่มีน้ำมากระทบกับหน้าผา  วัดนี้สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของคณะศิษยานุศิษย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมื่อก่อนตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำเชิงสะพานเข้าหมู่บ้าน  แต่ที่ตั้งเดิมคับแคบ และน้ำท่วมอยู่บ่อยๆ ชาวบ้านเลยพร้อมใจกัน ย้ายวัดไปอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน ในตำบลห้วยแห้ง โดยมีเนื้อที่ 60 ไร่เศษ
                           ในส่วนของตัววิหาร ที่อยู่ด้านหน้า จะเห็นพระพิมหลวงพ่อโต ประดิษฐานเด่นชัดที่ซุ้มประตู นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์ฯ สร้างองค์หลวงพ่อโตปางประทานพร ขนาดใหญ่ สูง 52 เมตรวัดจากฐานกลีบบัว และกว้าง 24 เมตร จากเข่าซ้ายถึงเข่าขวา จัดได้ว่าเป็นพระที่องค์ใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทยเลยทีเดียว ใช้เวลาสร้างนานถึง 8 ปี ฐานด้านใต้องค์หลวงพ่อโต เปิดให้คนเข้าไปไหว้พระได้ โดยมีประดิษฐานรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์, หลวงปู่ทวด หลวงปู่ศุข ไว้ด้วย
                           ส่วนที่ตั้งเดิมของวัดผาทั่ง ก็ปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 ชุมชนบ้านผาทั่งเป็นหนึ่งในชุมชนทอผ้าลายโบราณที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุทัยธานี จนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งราชินีผ้าฝ้าย มีการสืบสานและอนุรักษ์ลายผ้าโบราณสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่การปลูกฝ้าย เก็บเกี่ยว และเข้าสู่กระบวนการปั่นฝ้าย และทอผ้า โดยมีลายพญานาคเล่นน้ำเป็นลายที่ยากที่สุด ซึ่งผ้าทอบ้านผาทั่งนี่เอง ได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโก เป็นผ้าทอคลุมเตียง ที่ประยุกต์ให้มีหน้ากว้างขึ้น
                           ออกจากบ้านผาทั่ง ก็ตรงไปที่ บ้านนาตาโพ เพื่อไปชม ถนนใต้ดิน ที่เขาบอกว่า เป็นอันซีนหนึ่งของถนนสายเดียวที่ไม่เหมือนใคร เพราะเป็นได้ทั้งคลองและถนน แถมยังเป็นถนนใต้ดินอีกด้วย ฉงนกันไม่ได้ไม่นาน รถอีเแต๊ก ก็พาเราออกจากหมู่บ้านมุ่งตรงไปที่ถนนสายอันซีนที่ว่านี้ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว 400 เมตร จากทางระนาบเดียวกัน  แต่ไปๆ มาๆ เหมือนมีกำแพงมาขนาบข้าง สูงขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงอยู่สูงท่วมหัวทีเดียว ถนนสายนี้ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านอาศัยใช้ลำเลียงพืชผลทางการเกษตรออกมาจากไร่ แต่พอถึงช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำก็จะไหลมาตามถนนสายนี้กลายเป็นคลองไป  รอจนน้ำแห้งก็สามารถใช้สัญจรไปมาได้อีกครั้ง จะว่าไปมันก็คือเส้นทางไหลของน้ำ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินั่นเอง แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกทาง
                           กลับมาที่ ศูนย์แสดงและสาธิตการทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาตาโพ ที่นี่เป็นอีกชุมชนที่ทอผ้าฝ้ายลายโบราณตามแบบฉบับลาวครั่ง ที่สืบสานการทอผ้ามาจากวัฒนธรรมของชาวลาวอพยพ ชาวบ้านที่นี่ ยังคงวิถีชนบทที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ผู้ชายออกทำไร่ ทำนา ผู้หญิงอยู่บ้านทอผ้าฝ้ายตามแบบฉบับดั้งเดิม สมัยก่อนผู้หญิงจะทอผ้าใช้เองทุกอย่าง และจะได้แต่งงานหรือไม่ ก็อยู่ที่ผ้าทอชุดเครื่องนอนก่อนวิวาห์ด้วย เพราะต้องทอเองและนำไปให้แม่ของชายคนรักพิจารณาว่ามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นสะใภ้หรือไม่
                           นอกจากนี้ ยังมีการทอผ้าม่านถวายวัด โดยมากเป็นลวดลายเกี่ยวข้องกับสัตว์ ทั้งไก่ ช้าง ม้า ไปจนถึงผ้านุ่ง ผ้าห่ม  และประยุกต์การทอไปเป็นผ้าสารพัดประโยชน์อื่นๆ เช่น ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้ารองจาน ผ้าขาวม้า ลวดลายที่มี เช่น ลายพญานาค ลายขอ ลายสัตว์ต่างๆ  ลายหมาน้อย ลายขอหลวง แล้วยังทำหมอนขิดอีกด้วย
                           คนที่รักผ้าทอ บอกเลยว่า มาที่นี่ไม่มีผิดหวัง นอกจากจะได้ชมผ้าทอโบราณที่เก็บรักษาไว้ เป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังมีผ้าทอจำหน่าย แต่ขอย้ำว่า ซื้อไปแล้วไม่ควรตัด แต่ใช้วิธีพับหรือพันจะเก๋กว่าและไม้ทำให้ผ้าเสียคุณค่าและราคา(ที่แพง) ด้วย
                           ชมผ้าทอไปแล้ว เติมอาหารลงท้องด้วยสำรับฉบับชาวบ้าน แม้ไม่มีลาบไก่ลาวครั่งที่ขึ้นชื่อ แต่อาหารทุกอย่างอร่อยเริ่ด ที่ชุมชนนี้ปัจจุบัน จัดทำโฮมสเตย์ รองรับการมาเที่ยวพักผ่อน ชมวิถีชาวบ้านด้วย ขณะเดียวกันก็เปิดรับกลุ่มดูงานต่างๆ อีกด้วย
                           ออกจากบ้านนาตาโพ แวะไปชมวัดที่ได้ชื่อว่า สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่ง คือ วัดถ้ำเขาวง เป็นวัดที่สร้างในรูปแบเรือนไทยประยุกต์ ตัววัดเป็นอาคาร 4 ชั้นอยู่ติดกับเขา โดยตัวโบสถ์อยู่ชั้น 4 สร้างด้วยไม้สัก และไม้มะค่า  รวมทั้งใช้ไม้เก่าจากเรือนไทยแถวอยุธยาและอ่างทอง หลังคาประยุกต์มาจากลำพูน ฉากหลังเป็นเขาหินปูนสูง ด้านหน้ามีบ่อน้ำขนาดใหญ่ และสวนที่ตกแต่งด้วยหิน ไม้ประดับ  ส่วนบนเขามีถ้ำอีก 7-8 ถ้ำ  บางถ้ำเป็นที่นั่งวิปัสสนาของพระภิกษุ บางถ้ำมีค้างคาวอยู่ บางถ้ำมีหินงอกหินย้อย ใครมีแรงเหลือๆ จะลองทดสอบพละกำลังเดินขึ้นเขาไปเที่ยวชมถ้ำได้
                           อำเภอบ้านไร่ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่หลากหลายอีกไม่น้อย ทั้งน้ำตก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง รวมถึงวนอุทยานส่วนที่ติดกับอุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งมีน้ำตกห้วยอ้ายเฒ่า ถ้ำพุหวายฯ ที่สุดท้ายต้องติดไว้ก่อน เพราะคงได้กลับมาเยือนกันบ่อยๆ
                           เที่ยวอุทัย ไม่ไปไม่รู้จริงๆ
————————
(ชวนเที่ยว : ลอดถนนใต้ดิน เยือนถิ่นลาวครั่ง ‘บ้านนาตาโพ’ : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150125/200090.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2558
เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ
เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ
เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ
เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ
เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ
เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ

ชวนเที่ยว : เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                             แม่น้ำโขง แม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงผู้คน ที่อยู่ริมน้ำ และ ตามลำน้ำสาขา 60-70 ล้านคน แต่เหมือนวันนี้ คนริมโขงกำลังได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก หลังจากจีนสร้างเขื่อนแห่งที่ 4 คือเขื่อนจิ่งหง ที่เมืองจิ่งหงหรือเชียงรุ้ง เขตปกครองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ของจีนที่ใกล้กับประเทศไทยที่สุด แล้วยังมีแผนจะสร้าง 8 แห่ง (ตามที่อยู่ในแผนก่อนหน้านี้)  และขณะเดียวกันอีกหลายประเทศในตอนใต้ของลำน้ำโขงก็มีแผนจะสร้างเขื่อนด้วยเหมือนกัน แม่น้ำโขงที่ยิ่งใหญ่ในอดีตด้วยสายน้ำที่มีความยาว 4,880 กิโลเมตร กำลังถูกตัดทอนลง
                             “พอมีเขื่อนทำให้การขึ้นลงของสายน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีเขื่อนแห่งที่ 4 คือเขื่อนจิ่งหง ถือเป็นวิกฤติของลำน้ำโขง ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็จะสร้างเขื่อนบ้าง ก็จะทำให้แม่น้ำโขงถูกตัดตอน จนกลายเป็นเพียงหนองน้ำ นอกจากนี้การขนส่งของเรือสินค้าขนาดใหญ่ ทำให้มีการระเบิดเกาะแก่งที่อยู่ในแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงพันธุ์ปลาในเม่น้ำโขงด้วย”  นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ กลุ่มอนุรักษ์เชียงของ ซึ่งเป็นคนลูกน้ำโขง ในเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย พูดถึงสิ่งที่เขาเห็นอยู่ในทุกวันนี้  เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ยังไม่มีใครไปวุ่ยวาย ตักตวงผลประโยชน์จากลำน้ำนานาชาติสายนี้ เมื่อพันธุ์ปลาลดลงเรื่อยๆ ประมงขนาดเล็กได้รับผลกระทบ ระบบนิเวศวัฒนธรรมลุ่มน้ำก็เปลี่ยนไป
                             และเป็นห้วงยามอันดี ที่มีกลุ่มคนที่ตระหนัก และพยายามดึงผู้คนให้หันมาสนใจสายน้ำกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนในพื้นที่จังหวัดแรกที่น้ำโขงไหลผ่าน คือเชียงราย โดยร้อยเรียงเรื่องราว ผ่านงานศิลปะภาพวาด ส่วนหนึ่งเพื่อการระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่โรงเรียนม่อนแสงดาวฯ ของสมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็เป็นการเผยแพร่สังคมวัฒนธรรมของอาเซียนที่ให้ความสำคัญกับแม่น้ำธรรมชาติผ่านมุมมองของศิลปิน
 โดยพวกเขาเลือกที่จะมาบรรเลงสีสันใส่ผืนผ้าใบ ระหว่างล่องเรือ จากเชียงแสน ไปเชียงของ แนวน้ำโขงตอนเหนือสุดของไทย ในจังหวัดเชียงราย
                             จากเชียงแสน  ขึ้นเรือ ที่ท่าเทียบเรือเหนือสยาม ใกล้กับอนุสาวรีย์ท้าวพญาภู  ฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ของ สปป.ลาว  ช่วงค่ำคืน ฝั่งบ้านต้นผึ้งมีแสงสีมากกว่าที่คิด ความจริงจากเชียงแสนไปเชียงของ ใช้เวลาไม่นาน แต่ล่องเรือแบบนี้ ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมง และโชคดีที่วันนี้ ฝนไม่ตก หลังจากเมื่อวานนี้ตกตลอดทั้งวัน ยันเช้าตรู่
                             แม่น้ำโขงตอนบนยังไหลเรื่อยๆ เอื่อยๆ เกาะแก่งที่เห็นมีไม่มากเท่ากับตอนล่าง ทางด้านภาคอีสาน หรือว่าเป็นช่วงยามของน้ำที่ขึ้นเยอะจะด้วยธรรมชาติ (หรือจีนปล่อยน้ำก็ตามที) แต่สายลมหนาวพัดกรูเข้ามา ถึงขั้นเย็นยะเยือก ศิลปินหลายคน เริ่มลงมือบรรเลงสีสัน บางคนวาดลายเส้น บางคนลงสี
                             บทเพลงของ เป้ สีน้ำ ลอยมากระแทกใจโครมคราม ยามที่เรือล่องเอื่อยๆ ไปตามกระแสน้ำของ หรือ น้ำโขง ที่นึกถึงบทเพลงนี้ขึ้นมา เพราะบรรยากาศที่แสนจะเป็นใจ แล้วยังมีเพื่อนศิลปิน ของพี่เป้ โดยเฉพาะ รุ่งพันธุ์ บุรุษชาติ ศิลปินแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ชื่อดัง มาร่วมขบวนเดินทางในครั้งนี้เสียด้วย แล้วยังมีศิลปินระดับแถวหน้าอีกหลายต่อหลายคน ที่ง อ.ประทีป คชบัว , อ.วสันต์ สิทธิเขตต์ ร่วมด้วยศิลปินในจังหวัดเชียงรายอีกนับสิบคน
                             ช่วงที่เรือผ่านเกาะแก่ง ที่ยังพอให้เห็นบ้าง ก็เรียกสายตาทุกคนหันไปจับจ้อง ไม่ว่าจะเป็นดอนผีหลง ว่ากันว่า เป็นจุดที่มีคนลอยตายแล้วศพวนเวียนอยู่ตรงนี้ พูดง่ายๆ ก็คือจุดที่น้ำวนนั่นเองเพราะเป็นแก่งอยู่ด้านใต้ แล้วยังมีจุดที่น้ำโขงลึกที่สุดถึง 47 เมตร
                             แล้วที่สุด ภาพของชุมชนเมืองก็ปรากฏขึ้นริมน้ำโขง ฝั่งซ้ายคือเมืองห้วยทราย ของลาว อีกฝั่งก็คือเชียงของ ของไทย เราขึ้นเรือที่โฮงเฮียนแม่น้ำของ ของครูตี๋ (นิวัฒน์ ร้อยแก้ว) ตรงท่าเดื่อ เพื่อจะหยุดถ่ายถอดงานศิลปะกันอีกสักชิ้นที่นี่
                             แต่ละคนต่างหามุมของตัวเอง แต่เหมือนศิลปินที่มาจะรู้จักสนิทสนมกันดี
                             ฝ้าย และ ตั้ง  สองศิลปินรุ่นหนุ่มสาว ที่มาร่วมวาดรูปหารายได้มอบให้แก่โรงเรียนม่อนแสงดาว เล่าให้ฟังเมื่อฉันสอบถาม เพราะเหมือนศิลปินที่มาในงานวันเดียวกันนั้น รู้จัก สนิทสนมกันดี ถึงรู้ว่า มีเป็นชมรมทีเดียว ภายใต้ชื่อ “ขัวศิลปะ” ซึ่งหมายถึงสะพานเชื่อมศิลปะไปสู่สังคม
                             “เราเป็นรุ่นเล็กๆ หลานๆ แล้ว แต่คนที่ปูทางไว้ จนเป็นรูปเป็นร่าง ก่อตั้งมาเป็นขัวศิลปะ ได้ ก็ต้องยกให้ อ.ถวัลย์ และ อ.เฉลิมชัย นี่แหละ …”  ตั้งเล่าให้ฟัง ด้วยพื้นเพเป็นคนพะเยา แต่พอเรียนจบ ก็มาทำงาน วาดรูปหารายได้อยู่ที่เชียงรายด้วยปัจจัยที่เอื้ออำนวยหลายๆ อย่าง
                             ตั้งและฝ้าย สาวน้อยเมืองเชียงราย ยังได้ชักชวนให้ไปเที่ยวที่ขัวศิลปะ ก่อนเดินทางกลับ เพราะอยู่ไม่ไกลจากสี่แยกไปสนามบินเชียงราย
                             อ.รุ่งพันธ์ บอกว่า ศิลปะก็คือธรรมชาติ สายน้ำก็คือธรรมชาติ ศิลปินเรียนรู้และถ่ายทอดจากธรรมชาติ  ความสวยงามหรือสิ่งที่สะท้อนออกไป ก็เพื่อให้เกิดความตระหนักและร่วมกันรักษาความงามนั้นไว้
                             เวลาผ่านไปราวๆ 2 ชั่วโมง ภาพวาดสวยๆ ก็ทยอยนำมาวางเรียง ทั้งหมดนี้จะมอบให้แก่ โครงการนิทรรศการศิลปะอาเซียนเพื่อเด็กและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยจะมีงานในวันที่ 11-20 กุมภาพันธ์นี้ ที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (รัชโยธิน) กรุงเทพฯ
                             แล้วก็ได้เวลา ออกท่องเชียงของกัน จากโฮงเฮียนที่อยู่ริมน้ำ มีถนนเลียบชายฝั่ง ไปถึงด่านศุลกากร ก่อนจะตัดขึ้นสู่ถนนสาย 1020 มุ่งเข้าเมืองเชียงของ  ปัจจุบัน เมืองนี้ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเริ่มให้ความสนใจมาเที่ยวกันเยอะ ส่วนหนึ่งเพราะสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 เปิดเชื่อมการเดินทางกับเพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้นด้วย หรือถ้านั่งเรือก็ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที  รีสอร์ทเล็กๆ ผุดขึ้นกันเป็นแถว แต่เมืองยังคงสภาพของความสงบ ทุกเย็นวันเสาร์ มีถนนคนเดิน บนถนนสายหลักตั้งแต่บ้านวัดแก้วไปจนถึงบ้านหัวเวียง พ่อค้าแม่ขายคึกคัก ส่วนใหญ่จะเป็นอาหาร และผักพื้นบ้านหลายชนิด
                             ชาวต่างชาติคนหนึ่งบอกว่า มาเชียงของเพราะอยากหาสถานที่สงบๆ มาพักผ่อน โดยดูจากไกด์บุ๊กแล้วก็เดินทางมากับเพื่อน
                             เชียงของวันนี้ ยังคงสภาพอากาศดีๆ เมืองสงบๆ จนนึกหลงรัก
———————–
สงบใจ ที่ไร่เชิญตะวัน
       nbsp;                      จากเชียงของ กลับสู่เมืองเชียงราย ยังมีโอกาสได้แวะศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ของ ท่าน ว.วชิรเมธี จากสมัยก่อนเป็นไร่ลิ้นจี่ ชาวบ้านก็นำมาถวาย เมื่อรู้ว่าท่าน ว. ได้กลับไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่จังหวัดเชียงรายบ้านเกิด … จากเดิมที่อยากจะปลีกวิเวก ก็เปลี่ยนมาเป็นแบ่งปันสถานที่ฝึกวิปัสสนา เนื่องจากชาวบ้านลูกศิษย์ลูกหา มากราบนมัสการกันเยอะ
ล่าสุด ท่าน ว.วชิรเมธี เพิ่งจะเปิด ศูนย์ศิลปะไร่เชิญตะวัน โดยมีภาพจากศิลปินดังๆ ในจังหวัดเชียงราย รวมถึงภาพของ อ.ถวัลย์ ดัชนี และภาพของ อ.ถวัลย์ที่เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล ประมูลได้นำมาถวาย ในโอกาสที่พบปะกับศิลปินแบบนี้ ท่าน ว.ยังได้มอบบทกวีเพื่อนำไปจำหน่ายหารายได้สมทบทุนให้แก่โรงเรียนม่อนแสงดาวอีกด้วย
                             จังหวะดีที่ไร่เชิญตะวันจัดเทศกาลโคม และมีการปลูกดอกไม้เมืองหนาว แข่งกันออกดอกสวยงาม แม้จะเข้าไปอยู่ค่อยข้างลึก โดยห่างจากถนนใหญ่ราว 7 กม. แต่ก็มีคนเข้าไปเที่ยวชมเยอะมากๆ
                             สถานที่แห่งนี้ รับผู้ปฏิบัติธรรม ไปฝึกจิตฝึกสมาธิทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทุกมุมของสถานที่เป็นแหล่งปริศนาธรรม
                             nbsp;อยากพักพิงใจ ไปที่นี่ รับรองว่า จะพบแต่ความสงบ …
                             ท่าน ว.วชิรเมธี ยังพูดทิ้งท้ายถึงให้ตระหนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสายน้ำว่า “การดูแลน้ำ ก็คือ การดูแลตัวเอง น้ำเป็นอย่างไร คุณภาพชีวิตก็เป็นเช่นนั้น “
———————–
(ชวนเที่ยว : เชียงของ ล่องโขง ผ่านศิลป์สายน้ำ : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150118/199629.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2558
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม

ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                              ช่วงสัปดาห์นี้ (17-19 มกราคม 2558) ใครผ่านไปแถวสุโขทัย อาจจะได้เห็นความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีการจัด ‘งานวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช’ เป็นการเฉลิมฉลอง มีทั้งขบวนแห่ กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านสมัยพ่อขุน งานออกร้าน การแสดงแสง สี เสียง ที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในเขตเมืองเก่า
                              สุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรกของไทย มีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง สืบสายกษัตริย์ปกครองประชาราชหลายพระองค์ แต่อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ซึ่งเราสามารถศึกษาเรื่องราวในอดีตผ่านร่องรอยอารยธรรมทางสังคม งานศิลปะ และสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัยที่ยังหลงเหลืออยู่ และได้รับการยกย่องให้เป็น มรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก
                              “รุ่งอรุณแห่งความสุข” ความหมายของชื่อเมืองสุโขทัย และก็ให้น่าแปลกใจ ที่ฉันต้องออกจากที่นอนอุ่นๆ ในห้องพัก เพื่อเดินทางเข้าไปที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพื่อดูแสงแรกในเขตเมืองเก่าตอนฟ้าใกล้สาง แม้ฟ้าจะไม่เป็นใจ แต่ก็ได้เห็นความอ้อยอิ่งของบรรยากาศโดยรอบ
                              อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตั้งอยู่บนถนนจรดวิถีถ่อง ทางหลวงหมายเลข 12 สายสุโขทัน-ตาก อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง ห่างจากตัวจังหวัดสุโขทัยราว 12 กิโลเมตร ภายในบริเวณอุทยานประวัติศาตร์ มีสถานที่สำคัญๆ ครบถ้วน แม้จะเสียหายไปบ้างตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นส่วนพระราชวัง ศาสนสถาน โดยรอบมีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองโบราณล้อมรอบพื้นที่กว่า 70 ตารางกิโลเมตร รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส
                              รถที่นำเข้าไปในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือจะเลือกจอดรถแล้วใช้บริการรถรางนำชม ในราคาแค่10 บาทสำหรับคนไทย และ 20 บาทสำหรับชาวต่างชาติ การเข้าชมโบราณสถานที่สำคัญๆ ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับคุณค่าต่างๆ ที่เราได้รับ ถือว่า ถูกแสนถูก  เพราะคนไทยเสียแค่ 10 บาท(ตั๋วรวม 30 บาท) ส่วนชาวต่างชาติ 40 บาท(ตั๋วรวม 150 บาท) หรือใครจะเช่าจักรยานปั่นก็ยังได้
                              ส่วนฉัน ขอไปนั่งอ้อยอิ่งที่บริเวณด้านหน้าของวัดมหาธาตุ และเนินปราสาท ที่สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นฐานปราสาทราชวังของกษัตริย์เมืองสุโขทัย กรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2526  ส่วนวัดมหาธาตุนั้นเป็นวัดใหญ่ มีพระเจดีย์มหาธาตุทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน และเจดีย์ทรงปราสาทก่อด้วยอิฐที่ได้รับอิทธิพลมาจากล้านนา  ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพมหานคร
                              พอสายๆ ก็กลับไปเตรียมตัวท่องเมืองเก่าสุโขทัย เริ่มต้นกันที่ หอพระพุทธสิริมารวิชัย เป็นอาคารที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสุโขทัย ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.09 เมตร สูง 2.90 เมตร เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยสุโขทัย เคยประดิษฐานที่วัดใหม่ เมืองเก่าสุโขทัย ก่อนอัญเชิญไปไว้ที่วัดราชธานี ต่อมาในปี 2511 เกิดไฟไหม้ พระพุทธรูปได้รับความเสียหาย ต่อมาได้มีการสร้างหอพระพุทธสิริมารวิชัย และบูรณะองค์พระขึ้นใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระราชินี 62 พรรษา ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปดูด้านในของหอพระแห่งนี้ จะเห็นว่า ลวดลายจิตกรรมฝาผนังด้านหนึ่งเป็นภาพเมืองเก่าสุโขทัย ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นภาพที่ในหลวงและราชินีเสด็จพระราชดำเนินมาที่สุโขทัย
                              ด้านหน้าหอพระ ขึ้นเกวียนเทียมวัว สูงขนาดต้องปีนขึ้น แต่เขามีบันไดให้ปีนขึ้น เกวียนนั่งกันได้เต็มที่ 4-5 คน(รวมคนขับ) ค่อยๆ สตาร์ทเดินทางไปตามถนน เสียงกุ๊บกั๊บ ไปเรื่อย ผ่านแนวคูเมือง มองเห็นของร่องรอยเตาทุเรียง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีเครื่องปั้นดินเผาสุโขทัยขนาดใหญ่ในอดีต ที่มีมากมายเอบ 100 เตา อายุอานามราวๆ พุทธศตวรรษที่ 18 แต่วันนี้บางแห่งก็กลายเป็นเนินดิน  เครื่องปั้นดินเผาที่พบบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทถ้วยชาม มีขนาดใหญ่ น้ำยาเคลือบขุ่น สีเทาแกมเหลือง มีลายเขียนสีดำ ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปดอกไม้ ปลา และจักร
                              เกวียนพาเดินต่อไปเรื่อยๆ บางช่วงก็มีวิ่ง จนคนบังคับต้องคอยรั้งๆ ไว้บ้าง ยกเว้นตอนขึ้นเนินเล็กๆ ก็ต้องปล่อยตามสเต็ปวัวไป  บอกเลยว่า บรรยากาศที่ร่มรื่น รถเงียบๆ ผ่านร่องรอยของอดีตแบบนี้ การเที่ยวชมโดยใช้บริการนั่งเกวียน หรือปั่นจักรยาน เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ แล้ว
                              รถมาพามาหยุดที่หน้า วัดศรีชุม วัดนี้ไง ที่ใครๆ เคยร่ำลือกันว่า “พระพุทธรูปพูดได้” ซึ่งหมายถึง พระอจนะ พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 11.30  เมตร ซึ่งประดิษฐานในวิหารรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว เหลือเพียงผนังทั้งสี่ด้าน ผนังแต่ละด้าน ก่ออิฐถือปูนอย่างแน่นหนา ผนังทางด้านใต้มีช่องให้คนเข้าไปภายใน และเดินขึ้นไปตามทางบันไดแคบๆ ถึงผนังด้านข้างขององค์พระอจนะ มีเรื่องเล่ากันว่า ช่วงก่อนที่ทหารออกรบ จะมาไหว้พระขอพรที่วัดนี้ ซึ่งพระมหากษัตริย์จะตรัสปลุกขวัญทหารหาญที่ช่องด้านข้างองค์พระนี่เอง จนเป็นที่ร่ำลือกันว่าพระพุทธรูปพูดได้ ที่วัดนี้ยังมีภาพเขียนสีอายุเกือบ 700 ปี แต่เสียดายว่าเลอะเลือนเกือบหมด
                              การเข้าไปไหว้พระจะต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกทั้งที่วิหารพระอจนะ และวิหารข้างๆ ที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่
                              ออกจากวัดศรีชุม ก่อนพ้นเขตเมืองเก่า แวะ วัดตระพังทอง เป็นวัดที่โดดเด่นบนเกาะกลางน้ำ ริมถนนวิถีถ่อง ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง  มีสะพานไม้เชื่อมจากถนน เข้าถึงบริเวณวัด 2 ด้าน ตัวอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ผิดกับโบสถ์ทั่วไป ที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่า เป็นการสร้างหันหน้าไปทางเมืองหลวงเก่า ด้านในประดิษฐานหลวงพ่อขาว พระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ใหญ่งดงาม หน้าตักกว้าง 79 นิ้ว สูง 72 นิ้ว บริเวณวัดร่มรื่นมีมณฑปที่สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำลองสมัยสุโขทัย จำหลักเป็นลายมงคล 108 สลักบนศิลา เป็นรอยพระบาทเบื้องขวา ภายในรอยพระพุทธบาทเป็นลายจำหลักลายชาดก ซึ่งตารมประวัติระบุว่า พระมหาธรรมราชาลิไททรงให้จำลองมาจากศรีลังกา
                              ข้ามสะพานไปบริเวณลานจอดรถข้างวัด ยังมีศาลพระร่วง ที่มีขอมดำดิน ตรงข้ามกันทางวัดจัดสร้างเป็นตลาดให้แม่ค้ามาขายของฝาก ของที่ระลึก เป็นระเบีรยบเรียบร้อยด้วย
                              ไหนๆ มาถึงวัดนี้ และเมืองเก่าแห่งนี้ เลยต้องชิม ขนมพระร่วง ให้สมกับเป็นเมืองที่มีตำนานพระร่วงเสียหน่อย  บรรดาแม่บ้าน ช่วยกัน นำข้าวเปลือกข้าวเหนียวมาคั่วในกระทะให้แตกเป็นข้าวตอก พอฝัดเอาเปลือกทิ้ง ก็นำมาตำพอแหลก แล้วนำไปคลุกเคล้ากับน้ำกะทิผสมน้ำตาลโตนด ลอยดอกมะลิ คลุกเคล้าพอปั้นเป็นก้อน แล้วนำไปคลุกข้าวตอกที่ตำละเอียดอีกครั้ง เท่านี้ก็ได้เป็นขนมพระร่วง ขนมไทยสมัยเก่าก่อน ที่หวานอร่อยและหายากเข้าไปทุกที
                              สุโขทัยวันนี้ แม้จะต้องตั้งใจจึงไปถึง แต่พอได้ไปแล้วเหมือนมีพลังดึงดูด ให้ต้องกลับไปซ้ำ เพราะเมืองเล็กแห่งนี้ อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่ชวนค้นหานอกหน้าหนังสือประวัติศาสตร์จริงๆ
————————
(ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

ทูเล … ทะเลหมอกสุดขอบตาก

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150111/199206.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2558
ทูเล ... ทะเลหมอกสุดขอบตาก
ทูเล ... ทะเลหมอกสุดขอบตาก
ทูเล ... ทะเลหมอกสุดขอบตาก
ทูเล ... ทะเลหมอกสุดขอบตาก
ทูเล ... ทะเลหมอกสุดขอบตาก

ชวนเที่ยว : ทูเล … ทะเลหมอกสุดขอบตาก : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                          หนุ่มสาว กะหนุงกะหนิง จูงมือกันขึ้นภูกระดึง เป็นภาพที่เห็นได้บ่อยเมื่อภูกระดึงกลายเป็นขวัญใจของหนุ่มสาวที่แสวงหาธรรมชาติและการผจญภัย แบบไม่หินนัก เพราะตลอดรายทางขึ้นสู่ภูกระดึง มีร้านค้ามากมาย แถมด้วยบนภู ที่ลานกลางเต็นท์และโซนที่พัก ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ขายของที่ระลึก หลายราย จนใครต่อใครเอ่ยปากว่า มีตังค์ก็ไปเที่ยวได้สบายๆ … แต่นั่นหมายถึงว่าต้องพึ่งกำลังขาในการพาตัวเองขึ้นไปให้ถึงที่หมายด้วยนะ
                          ภาพคล้ายกัน แต่เปลี่ยนฉากเป็นสถานที่แห่งใหม่ ขอบตะวันตกของประเทศ ฉันเห็นคนหนุ่มสาว ไปจนถึงสูงวัยนิดๆ พากันมาเดินขึ้นภู โดยมีลูกหาบแบกข้าวของให้  ผิดกันแต่ว่า รายทางและปลายทางที่นี่ ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไร นอกจากธรรมชาติล้วนๆ ให้ตักตวง
                          ดอยทูเล หรือ ม่อนทูเล เขาหลังบ้านแม่จวาง  ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก กำลังชื่อหอมขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องของความมลังมเลืองของทะเลหมอก และความสดใหม่
                          ภาพของทะเลหมอกที่เคยอยู่ในความทรงจำเมื่อครั้งที่ไปเยือน สมัยยังไม่มีนักท่องเที่ยวขึ้นไป ทำให้ปีใหม่นี้ คิดถึงขึ้นมาอีกหวังจะไปนอนดูทะเลหมอกเงียบๆ แต่เกินคาดเพราะนักท่องเที่ยวไปเยือนช่วงปีใหม่ เยอะเอาการ
                          ฉันเลยเปลี่ยนแผนเดินสวนทางแบบเบาๆ สบายๆ รับปีใหม่เสียหน่อย ถือเป็นเส้นทางใหม่ของฉันไปด้วย จากม่อนคลุย ไปดอยปุย และปิดท้ายที่ทูเล ในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ติดต่อ อบต.ท่าสองยาง ซึ่งอยู่ที่บ้านท่าสองยาง ห่างจากตัวอำเภอเกือบๆ 60 กม. บนเส้นทาง สายแม่สอด-แม่สะเรียง
                          ถึงที่หมาย จัดแจงสัมภาระและเสบียงเสร็จสรรพ เปลี่ยนรถเป็นกระบะ แรงดี เพราะต้องขึ้นไปถึงม่อนคลุย ที่บ้านทีชอแม ปัจจุบันมีเส้นทางรถขึ้นถึง แต่ระยะท้ายๆ เป็นทางดินแดงแคบๆ ขึ้น-ลงเขา
                          จุดเริ่มต้นเดินเท้า อยู่ตรงบริเวณลานกางเต็นท์ ม่อนคลุย ขนาดสายแล้ว แต่ทะเลหมอกที่นี่ยังแน่น แอบดีใจว่าต้องไปเจอทะเลหมอกอลังการที่ม่อนทูเลแน่ๆ แต่เขาบอกว่า เวลาเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติ อย่าได้คาดหวังมาก จะได้ไม่ผิดหวัง
                          แสงแดดแผดร้อน กับระยะทางช่วงแรก เดินไปตามทางดินแดง ที่ตัดผ่านร่องเขา เส้นทางขึ้นลงจึงไม่ชันนัก ก่อนจะไปหยุดพักในราวป่า จากที่ลัดเลาะผ่านดงต้นไม้น้อยใหญ่ไปได้พักหนึ่ง ก็ไปสิ้นสุดที่หน้าผาสูง มองเห็นเขาฝั่งตรงข้ามสูงชัน กับทางเดินทุ่งหญ้า ที่น่าจะเป็นเส้นทางของเราด้วย เกือบท้อกับแสงแดดช่วงเที่ยงวันซะจริงๆ
                          ไม่มีทางบ่ายเบี่ยง พักกันพอหายเหนื่อย ตั้งต้นเดินต่อ คราวนี้เข้าใจถึงความชันของเขาสูงได้ดี เพราะเดินขึ้นกับขึ้น ชนิดที่ต้องยื้อกับแรงโน้มถ่วงของโลกพอควร ฝ่าเปลวแดดร้อนๆ ตามเทรลเดินที่เป็นทุ่งหญ้าริมหน้าผาขึ้นไปเรื่อยๆ
                          พ้นทางชันแรก ถึงได้พักกินข้าวเที่ยง ข้าวห่อที่พกมาลำเลียงออกมาจัดวาง จะนั่งเก้าอี้หรือโต๊ะไหน เลือกได้ตามสะดวก แต่ทุกคนก็มากระจุกอยู่ที่เดียวกัน เพราะมีร่มไม้อยู่แค่ตรงนั้นเอง  (ฮา)
                          ดอยปุย ที่มองไกลๆ เป็นยอดสูงแหลม เห็นเด่นชัด บางทีชาวบ้านก็เรียกเขาแหลม ตอนนี้กำลังมาอยู่ตรงหน้าที่เราจะต้องตัดเลาะข้ามไป ทางสูงขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงเป็นสันเขาไม่กว้างนัก มีลมพัดเย็นสบาย ดูเวลากับเส้นทางแล้ว ฉันทิ้งเป้ลงนอนพักริมทางเสียหน่อย หลับไปได้งีบหนึ่งถึงค่อยเดินตามเพื่อนๆ ที่ล่วงหน้าไปก่อน “ทางลงฉันไม่หวั่น ทางชันฉันไม่สู้” มันใช่เลย เดินไปพักไป ไม่นานก็ถึงจุดที่เราจะมาตั้งแคมป์คืนแรกหลังดอยปุย
                          ถึงที่พักเร็ว มีเวลานอนเล่นกันคนละงีบ เหยี่ยวบินมาโชว์ตัวนับได้ตั้ง 13 ตัว แต่เสียดายที่ไม่มีความรู้พอจำแนกได้ว่าเป็นพันธุ์อะไรบ้าง พระจันทร์โผล่มาทักทาย ตั้งแต่ตะวันยังไม่ลับฟ้า จัดแจงหุงหาอาหาร ลมเริ่มส่งสัญญาณความรุนแรงมาเป็นระลอก นั่นไง … เรามาผูกเปลอยู่ในช่องลมซะแล้ว คืนนี้ทั้งคืนเลยได้เสียงฟรายชีต ที่กระพือลมอยู่เป็นเพื่อนกันทั้งคืน
                          วันรุ่งขึ้นตื่นมาพร้อมกับทะเลหมอกที่โลมเลียด้วยแสงแรกของวัน จัดแจงต้มน้ำชงกาแฟ จิบไปถ่ายรูป ดื่มด่ำธรรมชาติไป ช่วงเวลาที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่  พอสายๆ หลังมื้อเช้า เก็บข้าวของ เดินทางกันต่อ โดยย้อนกลับทางเดิมหน่อยแล้วค่อยตัดลงข้างเขา บร๊ะเจ้า … มันชันดิ๊ก ลงไปจนสุดความชัน แล้วก็ตัดขึ้นทางชันของเขาอีกลูกหนึ่ง แต่เป้าหมายของวันนี้อยู่ใกล้นิดเดียว ข้ามเขาแค่ 2-3 ลูกก็ถึงแล้ว ฉันเลยเดินไปพักไป ถ่ายรูปเล่นกันไป
                          ช่วงนี้เอง ที่เริ่มเดินสวนทางกลับนักท่องเที่ยวอีกหลายๆ กลุ่มที่เดินขึ้นจากทูเล แล้วไปลงที่ม่อนคลุย
                          แค่ราวๆ 2 ชั่วโมง ก็ถึงที่ตั้งแคมป์ริมธารน้ำที่ระดับ 1,300 เมตร แต่… ร่องรอยที่เห็น ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ทูเลไม่เหมือนเก่า
                          กับเวลาเหลือๆ ของวัน เราเลยได้ขึ้นไปถึง ยอดทูเล ที่ระดับความสูง 1,650 ม. ซะเลย ตะเวนดูยอดนั้น เหล่ยอดนี้กันเป็นว่าเล่น ถึงยังไง ดอยทูเลก็ยังสวยงามในความเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน บางสันก็บางเฉียบราวคมมีด บางสันด้านหนึ่งเป็นทุ่งหญ้าอีกด้านเป็นป่าทึบ
                          จุดชมวิวอาทิตย์ตกและขึ้นยอดทูเล ยังคงสวยงาม ทั้งสีสันของท้องฟ้า ลีลาต้นไม้ และทะเลหมอกพลิ้วไหว แต่อาจเป็นเพราะอากาศแห้งเกินไป ทะเลหมอกเลยมาบางๆ ผิดกับตอนไปช่วงปลายฝนต้นหนาว ย้ำเลย..ใครชอบทะเลหมอกฟูๆ หนานุ่มต้องไปปลายตุลาถึงต้นธันวา
                          ขากลับเราเดินรวดเดียว จนลงจากยอดม่อนทูเล เส้นทางชันๆ ที่ฉันสวนทางกับนักท่องเที่ยวอีกหลายคน และเดินแซงไปอีกหลายคน รวมถึงถูกแซงไปด้วย มีป้ายต้อนรับขึ้นทูเลซะด้วย  อืมมม…หรือที่นี่จะเปลี่ยนไป แต่งตัวต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ที่บางคนมาพร้อมกับขยะที่ไม่คิดจะเก็บกลับไปด้วย  สภาพที่เห็นด้านบนบริเวณแคมป์และรายทางเป็นตัวบอกได้ดี
                          ในเส้นทางที่ชัดเจน ฉันเดินไปเรื่อยๆ ลำพัง นึกคิดนั่นนี่ไปในใจ ทักทายนักท่องเที่ยวที่สวนทางมาก แดดร้อนๆ เข้ามาทักทายที่ริมปลายนา บ้านแม่จวาง แสงแดดเป็นระยิบ กับควายที่ยืนอยู่เต็มทุ่ง ดูเวลาเพิ่งจะเที่ยงนิดๆ เอง สงสัยเดินเพลินเลยถึงเร็วกว่าที่คิด
                          ดอยทูเล ยืนอำลาฉันอยู่เบื้องหลัง แต่ฉันอาลัยอยากให้ใครต่อใครที่มาเที่ยวที่นี่ รักม่อนทูเล ไม่ทิ้งขยะ เพื่อจะได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในฝันต่อไปนานๆ
————————
พักขาที่พุ่ยโค
                          ดอยพุ่ยโค หรือดอยพุย (ภาษาท้องถิ่น) เป็นดอยสูงระดับ 1,406 เมตร ในเขตบ้านอุดมเหนือ ต.แม่คะตวน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน  ถือเป็นดอยพักขาที่ฉันชวนเพื่อนๆ ไปหลังลงมาจากดอยทูเล จากท่าสองยางขึ้นไปสบเมยอีกราวๆ ชั่วโมงเศษ เพราะกำลังขยายถนนบางช่วง นัดแนะกับรถชาวบ้านที่มารับตรงที่ว่าการอำเภอสบเมย (ถ้ารถตู้โหลดหรือรถเก๋งขึ้นลำบาก ควรใช้บริการรถชาวบ้าน) บนดอยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ต้องเตรียมมาเอง
                          ทางขึ้น โรงเรียนบ้านอุมดาเหนือ อยู่ตรงข้ามทางเข้าบ้านแม่คะตวน แวะรับลูกหาบซึ่งก็เป็นนักเรียนที่ ร.ร.บ้านอุมดาเหนือ ก่อนที่รถจะพาเข้าไปส่งตีนดอย เหลือระยะให้เดินขึ้นอีกราวๆ 1 กม. เดินกันตอนเย็นแดดไม่ร้อน ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมง ก็ถึงยอดด้านบน ช่วงที่ตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว
                          เช้ามาถึงได้เห็นทะเลหมอก มาทักทายใกล้ๆ มองเห็นวิวได้เกือบ 360 องศา เดินเล่นกันสบาย ดูปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว จัดการมื้อเช้าแบบง่ายๆ สายก็เก็บแคมป์เดินลง ราว 15-20 นาที ก็ถึงด้านล่าง
                          เห็นมั้ย … มาเดินพักขาจริงๆ ด้วย กับบรรยากาศที่ฉันให้ 4 ดาว (ปลายฝนถึงปลายหนาวนะ)
————————
(ชวนเที่ยว : ทูเล … ทะเลหมอกสุดขอบตาก : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน ‘ภูลมโล’

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150104/198769.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2558
ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน 'ภูลมโล'
ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน 'ภูลมโล'
ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน 'ภูลมโล'
ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน 'ภูลมโล'
ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน 'ภูลมโล'

ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน ‘ภูลมโล’ : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                               อากาศหนาวๆ กับวันหยุดยาวปลายปี สองสิ่งนี้บวกกัน ทำให้ใครต่อใครก็อยากเดินทางไปรับลมหนาว ดูทะเลหมอก และดอกไม้สวยๆ โดยเฉพาะในยามนี้เสียงถามไถ่กันมากขึ้น “นางพญาเสือโคร่งบานเยอะหรือยัง ?”
                               แหล่งดูนางพญาเสือโคร่ง มีสถานที่หลักๆ ไม่กี่แห่ง เช่น ที่สถานีเกษตรขุนวาง-แม่จอนหลวง, สถานีเกษตรขุนช่างเคี่ยน, หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ, ดอยอ่างขาง, ดอยผาตั้งในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ สถานีพัฒนาเกษตรแม่ตะมาน ชื่อที่เอ่ยถึงเหล่านี้ อยู่ในเขต จ.เชียงใหม่ ส่วนที่อื่นเด่นๆ ก็มีอุทยานแห่งชาติขุนสถาน จ.น่าน และแหล่งใหญ่ในภาคอีสาน คือที่ ภูลมโล จ.เลย แล้วยังมีประปรายตามสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อีกมาก
                               ภูลมโล เป็นแหล่งดูดอกนางพญาเสือโคร่งแหล่งใหญ่ เพราะมีเนื้อที่มากถึง 1,200 ไร่ และกำลังเนื้อหอม เพราะถูกจัดไปอยู่ในโครงการ “Dream Destinations 2 กาลครั้งนั้น…ความฝันผลิบาน” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ช่วงจงหวะที่นางพญาเสื้อโคร่งบาน ทำให้บริเวณหุบเขาแถบนี้กลายเป็นหุบเขาสีชมพูไปเลยทีเดียว
                               ภูลมโล แม้จะอยู่ในเขต อ.ด่านซ้าย จ.เลย แต่ก็เป็นจุดรอยต่อของ 3 จังหวัด คือ เลย พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อีกทั้งการเดินทางเข้าถึง ก็ไปได้โดยผ่านทั้ง 3 จังหวัดนี้ อยู่ที่ว่าจะสะดวกเข้าเส้นทางไหน แต่ปลายทางอยู่ที่บ้านร่องกล้าใหม่ ปากทางขึ้นสู่ภูลมโล เลยไปยังภูขี้เถ้าและภูผาตั้ง ที่มีนางพญาเสือโคร่งในรายทางไป
                               ถ้าจะมาจากพิษณุโลกก็มาทางนครไทย ผ่านอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ไปที่บ้านร่องกล้าใหม่ หรือขึ้นจากภูทับเบิก เพชรบูรณ์ เข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มุ่งสู่บ้านร่องกล้าใหม่ และอีกเส้นทางหนึ่งคือ มาจากบ้านกกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย ก็ขึ้นมาที่ภูลมโลได้เช่นกัน
                               ฉันไปจากกรุงเทพฯ ตอนค่ำ เลือกขึ้นทางเพชรบูรณ์ กะไปดูดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าที่ภูทับเบิกเสียก่อน แล้วค่อยไปหาที่พักรถ ล้างหน้าล้างตา ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า แล้วค่อยไปตั้งต้นเดินทางขึ้นภูลมโล
                               จากบ้านร่องกล้าใหม่ ขอบอกเลยว่า ต้องใจเย็นๆ กันหน่อย เพราะรถเยอะแต่ถนนไม่ได้เยอะและกว้างนัก บ้างจอดซื้อผัก-ผลไม้สดๆ ที่ชาวบ้านนำมาขาย บ้างก็จอดรถเพื่อเช่ารถขึ้นไปเที่ยวภูลมโลอีกต่อ แต่ถ้ารถใครแรงดีๆ หรือขับสี่ (โฟร์วีลส์) ขึ้นไปได้ฉลุย
                               ระยะทางราวๆ 5 กิโลเมตร ขึ้นสู่ภูลมโล ยังเป็นถนนลูกรัง บางช่างก็ลาดชัน จนถึงจุดชมวิวจุดแรก คือ “ภูสวรรค์” ซึ่งเป็นจุดตั้งแคมป์ได้ แต่ด้านบนไม่ได้มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายอะไร ใครจะไปตั้งแคมป์ต้องเตรียมอุปกรณ์ค้างแรมกันให้ดี ที่สำคัญอย่าไปก่อกองไฟหรือทำอะไรให้กระทบกับพื้นที่นัก ไม่เช่นนั้นอีกหน่อยอาจมีข้อห้ามค้างแรมข้างบนก็เป็นได้
                               จุดชมวิวภูสวรรค์ เต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ๆ จะมองเห็นฝั่งเขาหนึ่งเป็นแปลงปลูกผักขนาดกว้างใหญ่ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นดงต้นนางพญาเสือโคร่ง ที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวไปในหุบลึก ใครอยากใกล้ชิดก็ต้องออกแรงเดินลงไปชมดอกไม้สีหวานนี้กันล่ะ
                               สำหรับปีนี้ นางพญาเสือโคร่งเพิ่งเริ่มผลิดอก กะว่า ถ้าจะให้บานสะพรั่งก็น่าจะเป็นช่วงวันเด็กไปแล้ว ถึงปลายเดือนมกราคมนี่ล่ะ และนับวัน นางพญาเสือโคร่งแถบภูลมโล ก็จะผลิความสวยงามกระจายเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ แม้จะทยอยๆ บานก็เถอะ
                               เราตกลงใจกันว่า ไม่ตั้งแคมป์กันดีกว่า แต่ขออยู่แชร์ในบรรยากาศดีๆ แบบนี้นานๆ หน่อยก็แล้วกัน ออกจากจุดชุมวิว เดินทางต่อไปตามถนนลูกรัง ที่ไต่ขึ้นเนินสูงค่อนข้างชัน เพื่อไปยังเนินลูกสูงที่สุดของ ภูลมโล ที่อยู่เข้ามาในเขต จ.เลยแล้ว รถขึ้นไปได้แค่เนินไหล่เขา ซึ่งเป็นที่ราบกว้าง พอจะจอดรถได้หลายๆ คัน และเป็นจุดชมวิว ที่มองเห็นได้เกือบจะรอบตัว ยกเว้นด้านหลังที่มองไปติดยอดภูลมโล ที่มีความสูง 1,680 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งจากจุดที่จอดรถเดินขึ้นไปก็ใช้เวลาไม่มากนัก จุดยอดมีก้อนหินขนาดใหญ่ สามารถยืนชมทัศนียภาพของเทือกเขาสูงซ้อนทับกันสวยงาม รวมถึงหมู่บ้านหมันขาว และไร่กะหล่ำปลีกว้างใหญ่
                               ฉันเลือกที่จะนั่งริมหน้าผา มองไปยังขุนเขาน้อยใหญ่ เห็นเส้นทางที่ผ่านเลยมา ด้านหนึ่งเป็นทางรถ อีกด้านหนึ่งเป็นแนวหน้าผา บางช่วงเป็นชะง่อนหิน ก่อนจะขึ้นมาถึงยอดเนินนี้ เพื่อนฉันยังได้แวะนั่งเล่นถ่ายรูปกันอยู่เลย สายลมแห่งความสงบพัดผ่านมา เขาบอกกันว่า ที่เรียกภูลมโล เพราะเป็นเขาที่มีลมพัดราวกับเป็นช่องลมยังไงยังงั้น เลยจากยอดสูงสุดนี้ไป ก็คือ ภูขี้เถ้า ที่ดูเหมือนว่า นางพญาเสือโคร่งแถบนี้จะบานช้ากว่าเพื่อน
                               ในอดีต เมื่อปี 2511 พื้นที่แถบนี้ ทั้งภูลมโล ภูขี้เถ้า ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่สีแดงในสมัยที่ยังมีการสู้รบระหว่างผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มม้งแดงกับฝ่ายทหาร กระทั่งฝ่ายทหารใช้ยุทธวิธีชูชีพ บุกยึดภูขี้เถ้าและภูลมโลกลับคืนมาได้ เมื่อเหตุการณ์การต่อสู้ยุติลงไม่นาน พื้นที่แถบนี้ก็ถูกจับจองแผ้วถาง ทำไร่เลื่อนลอยเป็นจำนวนมาก ก่อนจะประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าขึ้นในปี พ.ศ.2527 และมีการตกลงกับชาวม้ง ให้ปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งขึ้นมาทดแทนในพื้นที่สลับกับการปลูกกะหล่ำปลี และกับการยืดระยะเวลาให้ออกจากเขตอุทยาน จนถึงปี 2550 ภูลมโลก็เต็มไปด้วยนางพญาเสือโคร่ง และเริ่มอวดดอกสวยสู้สายตาผู้คน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
                               ถ้าให้เทียบกับนางพญาเสือโคร่งในแหล่งอื่นๆ ที่ภูลมโลยังถือว่าต้นเล็กนัก และมักจะบานไม่พร้อมกันในแต่ละแปลง แต่เชื่อว่า อีกไม่กี่ปี พอให้โตเต็มที่ นางพญาเสือโคร่งที่นี่ จะอลังการเกินหน้าใครๆ ได้ไม่ยาก
                               หลังจากรับลมเย็นๆ กลางแดดสาย อยู่เป็นนาน เราเดินทางไปกันต่อ เลยไปภูขี้เถ้า จอดรถพักเหนื่อยหลังจากที่ขับมาทั้งคืน เจอแดดสายๆ เข้าไปถึงกับเพลีย จอดใต้ร่มเงาไม้เสร็จก็ดึงผ้าใบมาปูนอนซะเลย แม้จะรำคาญใจอยู่บ้างก็ตรงขี้วัว ที่ชาวบ้านนำขึ้นมาเลี้ยงปล่อยให้เพ่นพ่านหากินอยู่ในภูแถวนี้
                               รถกระบะของชาวบ้านที่นักท่องเที่ยวเหมาขึ้นมา มาแล้วก็ไป คันแล้ว คันเล่า … จากที่พูดคุย บางคันก็มาจากฝั่งบ้านกกสะทอน ที่พานักท่องเที่ยวเลาะดูนั่นดูนี่มาเรื่อย เพราะผ่านทั้งหมันแดง หมันขาว เข้ามาสู่ภูหินร่องกล้า บางคันก็มาจากหมู่บ้านร่องกล้าใหม่นี่เอง การขับรถรับนักท่องเที่ยวจึงกลายเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้ดีไม่น้อยในระยะเวลาอันสั้น จากที่ปลูกกะหล่ำปลี ปลูกสตรอเบอร์รี่ เป็นอาชีพหลัก
                               แดดระอุขึ้นเรื่อยๆ ผิวถนนส่งฝุ่นฟุ้งกระจายเมื่อรถแล่นผ่าน เรื่องราวในอดีตของภูลมโลปลิวผ่านไปกับสายลม เหลือไว้แต่ความสวยงามของดงดอกไม้สีชมพูหวานๆ ให้จดจำกันต่อไป
—————————-
(ชวนเที่ยว : พ้อลมหนาวบน ‘ภูลมโล’ : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141221/198013.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557
ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว
ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว
ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว
ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว
ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว

ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                                 จังหวะอากาศดีๆ ปลายปีแบบนี้ จังหวัดสกลนคร เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะได้ทั้งความสงบ และความครึกครื้นรื่นรมย์ในคราวเดียว เพราะที่นี่ มีการจัดงานประเพณีแห่ดาว ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ทั้งที่ชุมชนท่าแร่ และในตัวเมืองสกลนคร จากประเพณีทางศาสนา กลายเป็นการจัดงานระดับจังหวัด ที่ดึดดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองในงานเทศกาลนี้ด้วย
                                 การเดินทางไปจ.สกลนครช่วงนี้ มีทางเลือกเพิ่มขึ้น นอกจากรถยนต์ รถโดยสาร สายการบินนกแอร์แล้ว สายการบินแอร์เอเชียก็เพิ่งจะเปิดเที่ยวบินไปสกลนคร เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี่เอง
                                 ไปสกลนครคราวนี้ บอกเลยเป้าหมายอยู่ที่ บ้านท่าแร่ และ หนองหาร ก็เพราะอยากไปดูงานฉลองเทศกาลคริสต์มาส การบังเกิดมาของพระเยซู ซึ่งที่นี่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยชุมชนท่าแร่ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และจ.สกลนครยังเป็นที่ตั้งของสังฆมณฑล หรือสำนักมิสซังโรมันคาทอลิกท่าแร่-หนองแสง
                                 หนึ่งในงานเฉลิมฉลอง ที่นอกเหนือจากพิธีมิซซาฉลองแล้ว ยังมีประเพณีแห่ดาว อันเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ของพระเยซูเจ้า เนื่องจากในช่วงเวลาที่พระเยซูประสูตินั้น โหราจารย์ได้มองเห็นดาวลักษณะพิเศษดวงหนึ่งที่มีความสุกสว่างกว่าดาวทั่วไป ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเป็นที่น่าอัศจรรย์ จึงออกเดินทางตามแสงแห่งดวงดาว จนไปพบกับสถานที่ประสูติของพระเยซูเจ้า ที่ถ้ำเลี้ยงสัตว์ เมืองเบธเลเฮม ประเทศปาเลสไตน์
                                 ดังนั้น ในค่ำคืนวันที่ 24 ธันวาคมจึงเป็นวันที่มีความหมายสำคัญ และมีการเฉลิมฉลองรวมถึงเป็นโอกาสที่ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน  โดยเฉพาะชุมชนท่าแร่มีการจัดขบวนแห่ดาวอย่างยิ่งใหญ่ เริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 23 และ 24 ธันวาคม ซึ่งมีถือดาวดวงน้อยแห่ไปในชุมชน ท่ามกลางบ้านเรือนที่ประดับประดาด้วยดวงดาวและต้นคริสต์มาสสวยงาม นอกจากนี้ยังมีการแสดงละครเทวดา มีการจัดขบวนรถแห่ดาวที่ประดับตกแต่งด้วยดวงดาวรูปต่างๆ กว่า 20 ขบวน และที่สำคัญคือการประกอบพิธีมิซซาบูชา ณ โบสถ์อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล
                                 ส่วนในช่วงเย็นวันที่ 25 ธันวาคม เป็นการแห่ดาวขบวนใหญ่ มีทั้งขบวนดาวแล้ว ยังมีซานต้า เทวดา นางฟ้าตัวน้อย จากชุมชนชาวคริสต์ในเขต จ.สกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง เริ่มจากบริเวณหน้าลานพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 ศูนย์ราชการจังหวัดสกลนคร แห่รอบตัวเมือง ไปยังบริเวณจัดงาน ณ สำนักมิสซังโรมันคาทอลิกท่าแร่-หนองแสง (โรงเรียนเซนต์ยอแซฟ) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปรอชมได้ที่นี่
                                 ระหว่างที่รอชมขบวนแห่ดาว จะเข้าไปเที่ยวชมในชุมชนท่าแร่ ก็สุขใจ นอกจากได้เห็นบ้านเรือนต่างๆ ประดับประดาสวยงามแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของอาคารเก่าแก่อายุนับร้อยปี บางอาคารยังใช้อยู่อาศัยทำมาหากินจนถึงวันนี้ แต่บางอาคารก็ทิ้งร้างไป อย่าง คฤหาสถ์อุดมเดชวัฒน์ ซึ่งเป็นเรือนโบราณของ องเด หรือ นายคำสิงห์ อุดมเดช สร้างเมื่อปี 2476 เป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ด ภายในมีพระแท่นบูชาที่สามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้เลย แค่ปัจจุบันพื้นล่างชำรุด และถูกทิ้งร้าง ไม่อาจสันนิษฐานว่าใช้ปูนซีเมนต์เทราดพื้นหรือไม่ ใกล้กันเป็นเรือนโบราณของ องเลื่อน หรือ เตรื่อง โสรินทร์ ที่สร้างเมื่อปี 2475 เป็นตึกทรงยุโรป สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสผสมเวียดนาม โดยไม่ใช้ปูนซีเมนต์ แต่ช่างญวณใช้ปูนขาวผสมกับทรายและผสมกับยางพืชพื้นเมือง คือยางบงและน้ำอ้อย เป็นเสมือนปูนประสานอิฐและปูนฉาบ ทำโครงส่วนบน คือขื่อ แป และโครงสร้างหลังคา เพื่อยึดผนัง อุปกรณ์บางอย่าง รวมถึงหน้าต่าง ลูกบิด กุญแจ สั่งซื้อมาจากประเทศฝรั่งเศส ใส่เรือส่งมาถึงกรุงเทพฯ แล้วนำขึ้นรถไฟมาโคราช ก่อนบรรทุกด้วยเกวียนเข้ามาที่ท่าแร่อีกต่อ
                            &nbsnbsp;    เลยไปไม่ไกลมาก เป็นบ้านโบราณอายุ 90-100 ปี เป็น บ้านของนายหนู ศรีวรกุล (เฮียน เรียนดึงดึง) และนางหนูนา อุปพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรของพระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนครในสมัยนั้น  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางราชการสั่งปิดโบสถ์ ห้ามทำพิธีกรรมทางศาสนา ชาวคริสต์ที่ท่าแร่ก็มาใช้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธี รวมถึงหลายคนก็เคยใช้เป็นสถานที่จัดมิซซาแต่งงานที่นี่ …. น่าเสียดายที่ตึกนี้นอกจากถูกทิ้งร้างแล้ว ยังเคยเกิดไฟไหม้ ทำให้ทรุดโทรมอย่างมาก แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยของความสวยงามและความยิ่งใหญ่ในอดีตไว้ให้เห็น
                                 ออกจากชุมชนท่าแร่ ไปด้านหลังหมู่บ้าน จะเห็นทะเลสาบหนองหาร กว้างใหญ่ กระตุ้นต่อมอยากให้ไปนั่งชิลๆ โต้สายลมเย็นในเรือที่ล่องกลางน้ำ อ้อมท้ายชุมชน เลาะหนองหารไปจนถึงเขตเทศบาลเมือง ถึงบริเวณสวนสาธารณะสระพังทอง (สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์) สวนสุขภาพขนาดใหญ่ติดหนองหาร มีท่าขึ้นเรือไปเที่ยวหนองหารด้วย
                                 หนองหาร สกลนคร ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน และเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากบึงบอระเพ็ด โดยมีความกว้างประมาณ 7 กิโลเมตร ยาว 18 กิโลเมตร พื้นที่รวมทั้งสิ้น 123 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมเขตการปกครองเทศบาลเมืองสกลนคร กับอีก 10 ตำบล ของอ.เมืองสกลนครและอ.โพนนาแก้ว  เนื้อที่กว่า 77,000 ไร่ มีความลึกตั้งแต่ 2 เมตรไปจนถึง 10 เมตร สันนิษฐานว่า เกิดจากการยุบตัวของแผ่นเปลือกโลก อันเนื่องมาจากการถูกชะล้าง ของชั้นหินเกลือใต้ดิน จนเกิดโพรงขนาดใหญ่ และเกิดการพังทลาย ยุบตัวลงเป็นหนองน้ำในเวลาต่อมา
                                 หนองหารที่ว่านี้ ถ้าเรียกกันเจาะจงลงไปก็ต้องบอกว่า เป็นหนองหารหลวง คนละที่กับหนองหานกุมภวาปี ที่จ.อุดรธานี ซึ่งคือหนองหานน้อย แต่ทั้งสองที่ก็มีตำนานเรื่องเล่าต่อๆ กันมาทั้งเรื่องพญานาค ผาแดง นางไอ่ เหมือนๆ กัน นั่นคือการล่มสลายของหมู่บ้าน ยุบตัวกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ อันเกิดจากการกระทำของพญานาค ประกอบกับชื่อหมู่บ้านหลายแห่งที่สอดคล้องกัน ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เวลาไปนั่งเรือเที่ยวในหนองหาร จึงมักได้รับคำเตือนว่า เวลาอยู่ในหนองหารไม่ควรพูดเรื่องนี้ หรือพูดถึงสิ่งไม่ดี อาจจะได้รับอันตราย เรือจะล่ม หรือหาปลาไม่ได้ผล  ขนาดว่าในวันที่ฉันไปล่องเรือเล่นในหนองหารเป็นเรือขนาดใหญ่ 2 ชั้น คนขับเรือยังบอกกับทุกคนเรื่องการพูดจานี้ล่ะ
                                 ไม่อยากจะบอกเลยว่า มองไปทางไหน เห็นแต่เวิ้งน้ำ กับท้องน้ำที่เหมือนมีพืชน้ำ อยู่ข้างใต้ บางช่วงก็ดูล้ำลึกจนน่าหวาดหวั่น ออกเรือไปไม่ไกล ก็เห็นเกาะต่างๆ กลางลำน้ำ ว่ากันว่า ถ้านับเกาะในหนองหาร น่าจะมีมากกว่า 30 เกาะทีเดียว เกาะใหญ่สุดเห็นจะเป็นเกาะดอนสวรรค์ มองเห็นมีร่องรอยของวัด และศาสนสถานเก่า ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น ซึ่งเกาะนี้เคยเป็นปัญหากันมาแล้วจากที่กรมการศาสนาจะไปขึ้นทะเบียนครอบครองวัดร้าง แต่ชาวบ้านรวมตัวกันต่อต้านเนื่องจากเห็นว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่สถานที่จะสร้างวัด
                                 บรรยากาศดีๆ ที่หนองหาร-ท่าแร่ ในช่วงเตรียมการเทศกาลคริสต์มาส ช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พร้อมฉลองปลายปีได้อย่างฟินาเล่ จริงๆ …
—————————
(ชวนเที่ยว : หนองหาร ท่าแร่ แห่ดาว : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141214/197651.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557
เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร
เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร
เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร
เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร
เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร
เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร

ชวนเที่ยว : เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                          ใกล้จะปีใหม่ หลายคนแพลนเดินทาง มีไม่น้อยที่ไปท่องเที่ยว สูดไอหมอก สัมผัสอากาศหนาวเย็นที่ภาคเหนือ แต่ก็มีไม่น้อยที่เดินทางล่องใต้ ทั้งกลับบ้าน เยี่ยมญาติ และมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่าง หนึ่งในเส้นทางที่เหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา อยู่ระหว่างทางนี่เอง
                          ชุมพร  จังหวัดที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นประตูสู่ภาคใต้ แต่ฉันเคยบอกไว้ในชวนเที่ยวของ นสพ.คมชัดลึก เมื่อกลางปีว่า ที่นี่แหละ ห้องรับแขกชั้นดี ก่อนลงสู่ภาคใต้ เพราะมีครบทุกรสชาติให้เลือกสรร ทั้งเกาะแก่ง ทะเลสวยใส ขุนเขากว้างใหญ่ ท้ายที่สุดเหมาะมากถ้าจะแวะพักกลางทาง ระหว่างขับรถยนต์ทางไกล
                          ชุมพรแม้ไม่โดดเด่นเรื่องเขาสูง อย่างดอยอินทนนท์ เชียงดาว ในภาคเหนือ หรือเขาหลวงแห่งนครศรีธรรมราช หากแต่มีป่าที่อุดมและนิเวศหลากหลาย อย่างป่าพะโต๊ะ หรือยอดเขาพ่อตามังเคร พ่อตาโชงโดง รวมถึงน้ำตกสูง ที่อยู่ในความดูและจัดการของหน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ (ถ้ามีโอกาสจะทยอยมาเล่าสู่กันฟัง) แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหาดทรายที่ทอดตัวติดทะเลระยะทางยาว รวมถึงเกาะแก่งกลางทะเลที่เหมาะแก่การดำน้ำดูประการังและปลาสวยงามอีกด้วย
               nbsp;           คราวนี้ ฉันมีโอกาสได้ละเลียดชุมพรอีกครั้ง ในฐานะของจังหวัดที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.โปรโมทว่า ต้องห้ามพลาด ซึ่งฉันว่าเคยผ่านไปหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ตอนเหนือที่อ.ปะทิว จรดใต้ ที่อ.ละแม ก็ยังไม่รู้สึกอิ่มที่ได้มา
                          จากกรุงเทพ  มุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้ ผ่านเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ไปตั้งต้นที่สี่แยกปฐมพร คราวก่อนเลี้ยวซ้ายแวะเข้าตัวเมืองทันที แต่คราวนี้ขึ้นสะพานข้ามแยกไปทางขวา (เส้นทางไประนอง) เลยไปประมาณ 4 กม. ก็ถึงที่หมายแรก  “ตามสบายรีสอร์ท” ชื่อเขาว่ายังงั้น เราก็ต้องทำตัวตามสบาย ไม่น่าเชื่อว่า ลึกเข้าไปจากถนนราว 2 กม. ผ่านสวนสงบๆ จะมีที่พักแบบบังกะโล เป็นหลังๆ ให้นั่งเล่น นอนเล่นสบายๆ  พักแข้งพักขา จิบกาแฟถ้ำสิงห์เพลินๆ
                          วันรุ่งขึ้น ค่อยตั้งต้นเลาะชายหาดเล่น ด้วยความที่มีหาดยาวจากเหนือจรดใต้ 220 กม.นี่เอง ฉันขอเลือกแค่ 200 กม. หรือ สี่ร้อยลี้ (1 ลี้ = 500 เมตร หรือ 0.5 กม.) แล้วกัน
                          จากตัวเมืองชุมพร มุ่งหน้าไปปากน้ำชุมพร-หาดทรายรี ระยะทาง 13 กม. มีป้ายบอกทางตลอด (ทางหลวงหมายเลข 4119 แล้วแยกขวา เข้าทางหลวง 4098 ลงสู่ชายหาด) ระหว่างทางก่อนจะเลี้ยวไปทางหาดภราดรภาพ มีจุดชมวิวเขามัทรี ที่ไม่น่าพลาด ทางขึ้นค่อนข้างชัน ถ้าเป็นรถบัสต้องจอดข้างล่าง แต่รถเล็กแรงดี ก็ขับขึ้นไปจอดรถด้านบนได้
                          ยอดเขามัทรี ที่เดี๋ยวนี้ปรับปรุงสถานที่ใหม่ มีร้านขายกาแฟ ขายขนม มีมุมถ่ายรูปทั่วไป ตรงกลางเป็นศาลาที่ตั้งของพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์กวนอิม) ปางมหาราชลีลา องค์ใหญ่ อยู่ในท่านั่ง มองออกไปทางฝั่งปากน้ำชุมพร ด้านบนโดยรอบพระโพธิสัตว์ มองเห็นวิวได้ 360 องศา ฝั่งหนึ่งเห็นบ้านเรือนแถบปากน้ำชุมพร ตั้งอยู่เรียงรายริมฝั่งน้ำ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีเรือเล็ก เรือใหญ่สัญจรไปมา เพราะเป็นท่าเทียบเรือประมงอยู่ด้วย หันมองอีกด้านเป็นปากน้ำชุมพร เลยไปหน่อยเห็นเกาะมัตโพนอยู่ไม่ไกล หมุนมองไปอีกฝั่งเป็นหาดภราดรภาพ ในมุมมองที่เห็นเป็นเวิ้งทะเลกว้างไกล แถมใกล้ๆ ยอดเขา มีฝูงค่างแว่น มาห้อยโหนทักทายอยู่ไม่ห่าง เหมาะมากถ้าจะขึ้นมาบนเขามัทรี เพื่อชมอาทิตย์ลับฟ้าหลังหมู่บ้านประมง
                          ลงจากเขามัทรี ผ่านหาดภราดรภาพ มุ่งหน้าไปหาดทรายรี เพื่อไปท่าเทียบเรือของ “เรือสยาม คาตามารัน” ที่อยู่ก่อนถึงหาดทรายรีไม่ไกล เรือสองชั้นขนาดใหญ่ ค่อยๆ ล่องออกจากปากน้ำชุมพร ผ่านสะพานปลา รวมถึงสุสานเรือประมงที่เกินเยียวยา ก็จะมาทิ้งซากไว้ ร่องน้ำขยายกว้างออกเรื่อยๆ
                          วันนี้เขาจะพาเราไปแล่นเรือ ล่องน้ำ ออกสู่ทะเล ผ่านเกาะที่มีประติมากรรมธรรมชาติ เป็นรูป “ฝ่ามือพระพุทธเจ้า” เลยไปหน่อยเป็นเกาะง่ามใหญ่ และเกาะง่ามน้อย ซึ่งเป็นเกาะสัมปทานรังนก แต่แนวรอบเกาะมีประการังที่สมบูรณ์ เราเลือกดำน้ำกันแถว เกาะง่ามใหญ่ ถ้าจังหวะดี อาจจะได้เจอฉลามวาฬพี่ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล ที่หลงตามเข้ามากินแพลงตอน …เหมือนคราวนี้ยังไม่ใช่จังหวะดีของเราแฮะ
                          ออกจากเกาะง่ามใหญ่ ไปดำน้ำกันต่อที่ เกาะทะลุ ที่นี้ประการังไม่เท่าไหร่ แต่ปลาเยอะแยะ จนน่าตื่นเต้น ไม่ใช่มีแต่สลิดหินเหมือนบางเกาะตอนใต้ๆ ลงไป จนเลยเวลาเที่ยงวันนั่นแหละ ถึงได้เดินทางกลับ ไม่รีบไม่เร่ง ชิลๆ กลางทะเลไปแบบนี้ ก็สนุกดีไม่น้อย แต่อย่าเป็นช่วงที่มีคลื่นลมนะ มันช่วงกระอักกระอ่วนสิ้นดี หรือที่ใครๆ ชอบใช้ภาษาสวยหรู ว่าเหมือนมีผีเสื้อเข้าไปกระพือปีกในท้องนั่นแหละ
                          ถึงฝั่งพักผ่อนกันยาวๆ บอกแล้วว่า ตามสบาย …
                          รุ่งขึ้น ผ่านเข้าตัวเมืองชุมพร มุ่งหน้าไปหาดทุ่งวัวแล่น อ.ปะทิว (รถสาธารณะก็มีนะเป็นสองแถวสายชุมพร-ทุ่งวัวแล่น-สะพลี)
                         nbsp; หาดทุ่งวัวแล่น จัดได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอ.ปะทิว เป็นชายหาดที่มีเม็ดทรายสีขาวนวลละเอียด ลักษณะหาดค่อยๆ ลาดเอียงลงทีละน้อยจึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอีกแห่ง และจากหาดนี้มีเรือเช้าไปชมเกาะต่างๆ ได้
                          ทำไมถึงต้องเป็น “วัวแล่น”  มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า เคยมีพรานพิชิตวัวป่าได้ที่ริมหาดแห่งนี้ แต่ในขณะที่กำลังถลกหนังวัวอยู่นั้น วัวป่าที่ตายแล้วกลับกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา แล้วลุกวิ่งหนีหายเข้าป่าไปได้ พรานป่าจึงเรียกหาดแห่งนี้ว่า “หาดทุ่งวัวแล่น” ปัจจุบันนี้ ก็เห็นวัวแล่นริมหาด แต่เป็นแค่รูปปั้นสัมฤทธิ์ ตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ตอนกลางของหาด
                          ตลอดแนวชายหาดทุ่งวัวแล่นยังมีทิวมะพร้าวไม่ต่างจากที่เคยเป็นมา บางช่วงก็มีเตยทะเล กอผักบุ้งทะเล แต่ดูเหมือนว่า ร้านอาหาร รีสอร์ทเล็กๆ ผุดขึ้นเรียงรายริมหาดผิดกับแต่ก่อน แถมยามค่ำที่นี่ก็คึกคักด้วยแสงสี เพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน ยังดีที่มีขอบเขตไม่ล้นทะลักลงไปตั้งกันบนชายหาด ให้เสียภูมิทัศน์ เหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง
                          ออกจากทุ่งวัวแล่น มุ่งหน้าไปตามถนนเลียบชายหาด แวะ จุดชมวิวเขาดินสอ ซึ่งถ้าเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน-ตุลาคม ก็อาจจะได้เจอกับเหยี่ยวอพยพมากมาย แต่ยามนี้เดินเล่นๆ ขึ้นเขาไปชมวิวมุมสูงแทนแล้วกัน ระยะ 900 เมตรนี่ก็หอบหลายยกเชียวนะ  ออกจากเขาดินสอ มุ่งหน้าไป อ่าวบ่อเมา เวิ้งอ่าวกว้างที่มีหมู่บ้านประมง ที่นี่มีรีสอร์ทเล็กให้เช่า หรือใครจะแค่มาแวะเช่าเรือไปดำน้ำเกาะไข่ก็ได้ เลยอ่าวบ่อเมา แวะ อ่าวทุ่งซาง ทะเลสวย หาดกว้างสงบ แต่ดูเหมือนคนที่มาเที่ยวไม่ค่อยช่วยกันรักษาความสะอาดกันเสียเลย
                          ออกจากอ่าวทุ่งซาง ไปตามถนนสายเลียบทะเล ถึง หาดถ้ำธง หมู่บ้านประมงเล็กๆ ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังคงไว้ด้วยความสงบ อีกฟากหนึ่งห่างจากหมู่บ้าน เป็นแนวชายหาดยาว ที่ต่อไปได้ถึง “เนินทรายงามชุมพร” “The most distinct Thai sand dune in Chumphon” ใกล้กับโครงการส่วนพระองค์ ริมเส้นทางเลียบชายหาดอ่าวบ่อเมา-หาดบางเบิด ที่อยู่ใน ต.ปากคลอง อ.ปะทิว รอยต่อกับ อ.บางสะพานน้อย ของจ.ประจวบคีรีขันธ์
                          เนินทรายงามนี้ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดจากอิทธิพลของลมทะเลในฤดูมรสุมที่พัดพาทรายมาทับถมกันกลายเป็นเนินเขาย่อมๆ พอเจอกับช่วงแล้งแดดแรงจัด ผ่านวันเวลายาวนานทำให้บริเวณนี้เหมือนทะเลทราย แต่ขณะเดียวกันก็มีความหลากหลายทางระบบนิเวศ จนมีการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง มาตั้งแต่ปี 2548 ตั้งแต่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ไปจนสุดเขตชุมชนบ้านถ้ำธง และด้านหน้าเนินทราย กำหนดเขตลงในทะเล 3 กิโลเมตร เพื่อคุ้มครองทรัพยากรและสภาพของป่าสันทรายชายฝั่ง
                          ที่นี่มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเลาะไปตามเนินทราย เราเลือกเดินไปตามทางด้านข้าง มุดผ่านต้นเตยหนามขนาดใหญ่ ผ่านไม้ทะเลอื่นๆ ก่อนจะโผล่ออกไปริมชายหาด เห็นท้องทะเลหาดถ้ำธง ดูสวยสงบ
                           แม้บางสิ่งบางอย่างแปลกตาไปบ้าง ตามกาลเวลา แต่ชายหาดสี่ร้อยลี้ของชุมพร ก็ยังน่าแวะเวียนไป ถึงว่า… ไม่น่าพลาด
———————–
(ชวนเที่ยว : เลาะหาดทรายสี่ร้อยลี้ที่ชุมพร : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

ฟ้าแดดสงยาง : กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโน

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141207/197280.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2557
ฟ้าแดดสงยาง : กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโน
ฟ้าแดดสงยาง : กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโน
ฟ้าแดดสงยาง : กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโน
ฟ้าแดดสงยาง : กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโน

ชวนเที่ยว : ฟ้าแดดสงยาง : กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโน : เรื่อง/ภาพ นพพร วิจิตร์วงษ์

               ไปกาฬสินธุ์กันอีกรอบ แต่คราวนี้ลองมองในมุมใหม่ๆ ของเมืองกันบ้างเพราะนอกจากไดโนเสาร์แล้วดินแดนนี้ยังมีสิ่งสวยงามและความเฉพาะถิ่นซุกซ่อนอยู่โดยเฉพาะความเป็นชุมชนโบราณ ที่สืบทอดต่อๆ กันมานานแสนนาน การเดินทางไปกาฬสินธุ์ง่ายมาก แม้จะไม่มีสนามบินให้ไปได้รวดเร็วปรู๊ดปร๊าด แต่ก็ย่นเวลาได้โดยนั่งเครื่องบินไปลงขอนแก่น หรือร้อยเอ็ด แล้วต่อรถเข้าเมืองกาฬสินธุ์อีกไม่เกินชั่วโมงครั้งนีฉั้นเลือกผ่านสนามบินร้อยเอ็ด เพราะเมืองเป้าหมายที่จะไป
เยือนในคราวนี้ อยู่ใกล้ร้อยเอ็ดมากกว่า กมลาไสย ชื่อที่ใครๆ ก็คงคุ้นหูแต่ถ้าพูดถึงชื่อ “ฟ้าแดดสงยาง” ถ้าใครไม่ใช่คนกาฬสินธุ์หรือท่องคำขวัญกาฬสินธุ์ไม่ได้คงไม่คุ้นหูแน่ๆ ฟ้าแดดสงยาง ก็คือเมืองแดดดีต้นยางสูงใหญ่ โดยคำว่า “สงยาง” แปลว่า ต้นยางสูงใหญ่หลังอิ่มมื้อเช้าไปแล้วที่ครัวสะแบง ในตัวเมืองกมลาไสย ก็มุ่งหน้าเข้า เมืองฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา อ.กมลาไสย เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่ใน อ.กมลาไสย ปัจจุบันเหลือแต่ซากอิฐปนดิน มีคูเมืองสองชั้น แต่ปัจจุบันบารายหรือท้องน้ำแปลงสภาพเป็นถนนเข้าออกหมู่บ้าน จุดเด่นของเมืองนี้ คือพระธาตุยาคู และใบเสมาอายุเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคทวาราวดีที่มีอยู่มากมาย ขุดค้นพบขึ้นทะเบียนไว้กับกรมศิลปากรไว้เป็นร้อยแผ่นแล้วยังเชื่อว่ามีที่ไม่ได้ขุดค้นอีกมาก กระจายอยู่ตามทุ่งนา
               พระธาตุยาคู เป็น 1 ใน 18 แห่งที่ขุดค้นพบอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้ 12 ศิลปะสมัยทวาราวดี ตำว่า “ญาคู” เป็นคำที่ชาวบ้านเรียกพระชั้นผู้ใหญ่ที่นับถือ พระธาตุที่เห็นในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงศิลปะ 3 สมัย ฐานล่างรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมเป็นของเก่าดั้งเดิมสมัยทวาราวดี ถัดมาเป็นส่วนฐานทรงแปดเหลี่ยมสร้างในสมัยอยุธยา และส่วนองค์ระฆังและยอดสร้างต่อเติมในสมัยรัตนโกสินทร์และนี่คงแสดงให้เห็นว่า พระธาตุยาคูไม่มีวันตายบริเวณรอบพระธาตุมีใบเสมาที่ขุดค้นพบ บางแผ่นสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ และเหตุที่เมืองฟ้าแดดสงยาง มีการขุดค้บพบใบเสมาเยอะมากจึงสันนิษฐานว่าเมืองนี้น่าจะเต็มไปด้วยวัดวาอาราม หลักฐานส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ วัดโพธิ์ชัยเสมาราม ซึ่งจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาใบเสมาที่ขุดพบเอาไว้ โดยมีใบเสมาสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เก็บไว้ถึง 11 แผ่น
               พระอธิการสานิตย์ วราโภ พาพวกเราไปดู เห็นใบเสมาขนาดสูงใหญ่ มีการแกะเนื้อหา ข้อความจากภาพจำหลักออกมาอธิบายให้เข้าใจ พระอธิการเล่าว่า ใบเสมาที่พบบางแผ่นเกิดจากนิมิต ก็ให้ชาวบ้านไปขุดก็เจอ ตอนนี้ทางวัดและชาวบ้านขอดูแลเองเป็นสมบัติของบ้านเสมากันเอง ก่อนหน้านี้เจอเยอะก็มาไว้ที่วัด ซึ่งก็มีหายไปบ้างไม่ไกลจากวัด เดินทางขึ้นไปอ.สหัสขันธ์ ดินแดนถิ่นไดโนเสาร์ เพื่อมองหามุมใหม่ๆ ดูบ้าง พบว่า รายรอบเขื่อนลำปาว มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่งให้ค้นหา ไล่ตั้งแต่เจดีย์ วัดพุทธนิมิต หรือ วัดภูค่าว ที่มีเรื่องราวของปริศนาลายแทง พระไสยาสน์ตะแคงซ้ายที่เกิดจากช่างฝีมือขอมโดยหันด้านเศียรไปทางพระธาตุพนม รวมถึงมีวิหารสังฆนิมิตที่เต็มไปด้วยพระเครื่องทั้งผนังและหลังคา นายอำเภอสหัสขันธ์ใจดี แบ่งพระเครื่องที่ได้จากเจ้าอาวาสมาให้ 1 องค์ สาธุๆออกจากวัดภูค่าว ขึ้นมาอีกไม่ไกล ก็ถึงภูสิงห์ ถนนเล็กๆ ลาดยางมุ่งขึ้นเขา เห็นแล้วนึกถึงเพื่อนๆ ที่ชอบปั่นจักรยาน เส้นทางนี้เหมาะจะท้าทายกำลังอีกเส้นหนึ่งเลยทีเดียว ด้านบนเป็น พุทธสถานภูสิงห์ประดิษฐานพระพรหมภูมิเปาโลสีขาวองค์ใหญ่ สวยสะดุดตา และด้านริมผายังเป็นจุดชมวิวเมืองสหัสขันธุ์ชั้นดี เห็นไกลถึงภูปอ พระมหาเจดีย์ภูค่าว ภูเป้งและภูกุ้มข้าว แหล่งค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญบ่ายคล้อย ได้เวลากินลม ชมตะวันตกน้ำ … ลงจากภูสิงห์ นั่งรถไปอีกไม่ไกลก็ถึงเขื่อนลำปาว ถูกใจ
               ที่สุดในยามนี้เห็นจะเป็นเขื่อนลำปาว ที่เก็บน้ำไว้ได้เยอะ ผิดกับที่เคยไปเห็นยามหน้าแล้ง ที่นี่เป็นทั้งที่ตั้งสถานีประมงน้ำจืด และเป็นทั้งแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะด้านริม สะพานเทพสุดา ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมสองฝั่งของอ่างเก็บน้ำลำปาว และ 2 อำเภอของกาฬสินธุ์ คือ สหัสขันธ์และหนองกุงศรี เข้าด้วยกันทำให้ย่นระยะการเดินทางได้มาก ตัวสะพานทอดยาวสีม่วงเล่นระดับ มีรูปไดโนเสาร์ แต่งข้างสะพานยามที่นั่งแพ ล่องตามน้ำเหนือเขื่อน รับรู้สึกได้ถึงความสุข สงบ สวยงามไม่อยากจะนึกเลยว่า ถ้าเป็นฤดูที่อากาศหนาวๆมีไอหมอกขึ้นจากน้ำในยามเช้าจะสวยงามขนาดไหน สงสัยต้องไปสัมผัสอีกสักรอบ ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ล่ะหลังตะวันลับฟ้า ฉันก็จากลาสหัสขันธ์ ที่ ไดโนโรด หรือถนนไดโนเสาร์ เป็นย่านบ้านไม้เก่าแก่ไม่ไกลจากภูสิงห์ ชาวบ้านช่วยกันจัดเป็นถนนคนเดินระยะทางยาว 800 เมตร ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการ รอต้อนรับนักท่องเที่ยวปีใหม่นี้แล้ว

 

%d bloggers like this: