ชวนชิม

All posts tagged ชวนชิม

ชวนชิม : อร่อยลิ้น อิ่มมงคล

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150215/201350.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558
ชวนชิม : อร่อยลิ้น อิ่มมงคล
ชวนชิม : อร่อยลิ้น อิ่มมงคล
ชวนชิม : อร่อยลิ้น อิ่มมงคล
ชวนชิม : อร่อยลิ้น อิ่มมงคล
ชวนชิม : อร่อยลิ้น อิ่มมงคล

ชวนชิม : อร่อยลิ้น อิ่มมงคล

                          ซินเจี่ยยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้….เทศกาลตรุษจีนปีนี้มีโปรแกรมจะพาครอบครัวไปเสริมมงคลให้ชีวิตกันบ้างหรือยัง นอกจากการไหว้พระ ไหว้เจ้าแล้ว การได้ทานอาหารที่มีชื่อและความหมายดี ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนก็มีความเชื่อว่า จะนำพาให้พบกับสิ่งดีๆ อีกด้วย
                          ล่าสุดร้านอาหารจีน “ซัมเมอร์ พาเลซ” โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ซึ่งให้บริการด้วยอาหารจีนตำรับกวางตุ้งแท้ๆ แห่งเดียวในกรุงเทพฯ โดยเชฟ กอ เอง ยิว มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารในโอกาสพิเศษกับ 6 เมนูมงคล ได้แก่ สลัดจักรพรรดิ, หอยเชลล์ทอดยัดไส้หอยนางรมซอสมะเขือเทศ, หอยนางรมอบซอสปลาแซลมอน, เป๋าฮื้อยัดไส้หอยเชลล์แห้งเจี๋ยนน้ำแดง, ผักกาดขาวยัดไส้แฮมเจซอสเห็ด และ บะหมี่ทอดกุ้งแม่น้ำซอสเป๋าฮื้อ และแน่นอนว่างานนี้ก็มีเซียนวัฒนธรรมถิ่นมังกร จิตรา ก่อนันทเกียรติ ร่วมบรรยายถึงประวัติและความพิเศษของส่วนผสมหลักของแต่ละเมนูว่า ล้วนแต่เป็นอาหารเสริมสุขภาพ พลัง และบารมีของจักรพรรดิ ทั้งสิ้น
                          ภายในร้านได้รับการตกแต่งให้มีบรรยากาศดุจดังพระราชวังฤดูร้อน อบอวลไปด้วยเสียงบรรเลงพิณกู่เจิง โดยแบ่งออกเป็น 2 โซน คือมีทั้งแบ่งซอยเป็นห้องเพื่อความเป็นส่วนตัวให้ลูกค้า และพื้นที่รวม เราประเดิมเปิดโต๊ะด้วยจานออเดิร์ฟ “สลัดจักพรรดิ” หรือ “หยีซ่าง” จานนี้นอกจากจะมีทีเด็ดตรงส่วนผสมหลากหลายอันได้แก่ แซลมอนสไลด์, หัวไช้เท้า, แครอท, ส้มโอ, ขิงหั่นฝอย, ต้นหอมซอย, มะกรูด, แมงกะพรุน,สาหร่าย, ผักดอง, ถั่วคั่ว, แครกเกอร์, ผงสมุนไพร 5 ชนิด, พริกไทยป่น, น้ำมะนาวและซอสปรุงรสสูตรเฉพาะของร้านอาหาร เพื่อให้ได้ครบ 6 รสชาติ มัน เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด จืด ตามหลักการปรุงออเดิร์ฟมงคลซึ่งต้องมีครบของดิบ ของทอด ของคั่ว ของดอง ของธรรมชาติ ไฮไลท์อีกอย่างคือ ก่อนจะทานทุกคนต้องช่วยกันคลุกเคล้าส่วนผสมในจาน และในขณะที่คลุกนั้นทุกคนต้องเปล่งเสียงมงคลเท่าที่แต่ละคนต้องการ เช่น ยอดเงินฝากสูงๆ รายได้สูงๆ
                          ถัดมาเป็น “หอยเชลล์ทอดยัดไส้หอยนางรมซอสมะเขือเทศ” จานนี้แค่รสชาติและสีแดงของซอสมะเขือเทศก็กินขาดแล้ว เช่นเดียวกับ “หอยนางรมอบซอสปลาแซลมอน” ด้วยความเชื่อว่าปลาเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความสง่างาม ความมั่งคั่ง ซึ่งคนจีนเชื่อว่ากินแล้วเสริมให้มีสิริมงคล  เพราะหมายถึงการอยู่ดีกินดี เงินทองที่มีเหลือกินเหลือใช้ มีสุขภาพดี ชีวิตยืนยาว
                          อีกหนึ่งจานมงคลต้องยกให้กับ “เป๋าฮื้อยัดไส้หอยเชลล์แห้งเจี๋ยนน้ำแดง” แค่ได้ยินชื่อ “เป๋าฮื้อ” ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในแปดสุดยอดอาหารจีนราคาแพงที่สุด อุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารมากมาย และมีคลอเลสเตอรอลต่ำเมื่อเทียบกับอาหารทะเลชนิดอื่นๆ เป็นสัตว์กินพืชที่มีอายุยืน ในอดีตผู้ที่ได้รับประทานจะมีแต่พวกจักรพรรดิและขุนนางผู้ใหญ่ โดยมีความเชื่อว่าเป็นอาหารสิริมงคลเพราะมีความหมายมงคลช่วยห่อความมั่งคั่งให้เหลือกินเหลือใช้  นิยมกินในโอกาสสำคัญเพราะมีราคาแพงมาก…ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจตัดใจวางตะเกียบลงได้คีบใส่ปากคำแล้วคำเล่า
                          ส่วนจาน “ผักกาดขาวยัดไส้แฮมเจซอสเห็ด” จานนี้เพราะมีสาร่ายเป็นหนึ่งในส่วนผสม ซึ่งในภาษาจีนเรียกว่า “จี้ไช่” หมายถึง ผมเทวดา และด้วยความที่สาร่ายมีลักษณะคล้ายๆ เส้นผม และเมื่อนำมาถอดรหัสก็ได้ใจความว่า นำความร่ำรวยรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัว อีกทั้งยังในด้านรสชาติทานง่ายตามสไตล์อาหารจีน เหมาะทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จึงได้รับการบรรจุเป็นอาหารที่ควรเลือกในช่วงเวลาดีๆ
                          ปิดท้ายที่ “บะหมี่ทอดกุ้งแม่น้ำซอสเป๋าฮื้อ” ถ้าจะบอกว่าอุดมไปด้วยมงคลเกือบทั้งจานก็คงไม่ผิดนัก ตั้งแต่ บะหมี่ เส้นยาวๆ บ่งบอกถึงชีวิตอันยืนยาว ส่วน “กุ้ง”ตามความเชื่อของชาวจีน หมายถึงชีวิตที่รุ่งเรืองรวมทั้งเป็นตัวแทนของความสุข ส่วน “เป๋าฮื้อ” ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น
                          รายการอาหารมงคลที่ร้านอาหาร “ซัมเมอร์ พาเลซ” ยังมีอีกหลากรายการ อาทิ ออร์เดิร์ฟ 3 เซียน หูฉลามปูอลาสก้า กุ้งแม่น้ำผัดซอสขิงและหัวหอม ปลาหิมะนึ่งซอสซีอิ้วผักดอง แปะก๊วยไข่กบตุ๋นลูกมะพร้าว เป็นต้น

 

โฆษณา

รังสรรค์ ‘เนื้อคู่’ ร่วมโต๊ะอาหาร

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150208/200924.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558
รังสรรค์ 'เนื้อคู่' ร่วมโต๊ะอาหาร
รังสรรค์ 'เนื้อคู่' ร่วมโต๊ะอาหาร
รังสรรค์ 'เนื้อคู่' ร่วมโต๊ะอาหาร
รังสรรค์ 'เนื้อคู่' ร่วมโต๊ะอาหาร

ชวนชิม : รังสรรค์ ‘เนื้อคู่’ ร่วมโต๊ะอาหาร

                             วันหยุดเบาๆ มักคู่กับอาหารอร่อยราคากันเอง พอให้สังสรรค์จนจุท้องก่อนออกไปท่องเที่ยวหรือช็อปปิ้ง ซึ่งวันนี้ใครแพลนทริปตะลุยกลางกรุงไว้แนะนำให้เติมสีสันความอร่อยไปพร้อมกับเมนูคู่ขวัญคนไทยอย่าง ก๋วยเตี๋ยวสารพัดเส้นมาเสิร์ฟพร้อมเนื้อวัว หรือเนื้อหมูชิ้นนุ่มชุ่มน้ำซุปรสหวานเนื้อซึมเข้าลิ้นนิดๆ แล้วล่ะก็ถึงกับต้องฮัมเพลงว่า “เออชะรอยจะเป็นเนื้อคู่ ” เข้ากั๊น…เข้ากัน เลยทีเดียว คิดแล้วไม่รอช้ารีบล็อกเป้าหมายตามคำแนะนำของนักชิมไปที่ร้าน “เนื้อคู่” สาขา 2 นั่งรถไฟฟ้าไปไม่ไกลแค่สถานีสีลม เดินเชื่อมลงมาชั้นล่างของอาคารสีลม คอมเพล็กซ์ ก็จะเจอร้านนั่งทานชิลๆ เลื่องชื่อ พร้อมให้ลิ้มลองไม่ว่าจะมาคู่หรือมาเดี่ยวก็เชิญจัดเต็มหอมน้ำหอมเนื้อได้ไม่ต้องเคอะเขิน
                             ที่ว่าไม่ต้องอายเพราะบรรยากาศข้างในจัดเป็นโซนทั้งบาร์นั่งเดี๋ยว โต๊ะนั่งคู่ หรือต่อยาวสำหรับมาเป็นกลุ่มได้ตามสะดวก ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความอบอุ่นกันเอง ตามสไตล์ของหุ้นส่วนร้านที่เป็นญาติสนิทกันทั้ง 7 คน ล้วนต้องมาพบปะสังสรรค์ในฉบับครอบครัวอบอุ่นเสมอ จึงหยิบยกบรรยากาศนี้มาช่วยเพิ่มอรรถรสให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย  ไม่อึดอัดแม้คนจะแน่นร้านในช่วงพักกลางวัน และตอนเย็นหลังเลิกงาน หากเป็นแฟนร้านนี้ประจำจะเห็นว่าพื้นที่กว้างขวางกว่าสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนและมีเมนูพิเศษให้ลิ้มลองกันอีกด้วย
                             เริ่มรองท้องด้วยการพิสูจน์ความอร่อยของอาหารว่าง ตั้งแต่ กุยช่ายทอด สดกรอบนอกนุ่มใน ฟองเต้าหู้ทอดไส้หมู เหลืองกรอบ  ตามด้วย ลูกชิ้นปลาภูเก็ต ส่งตรงมาชิ้นโต อัดแน่นด้วยเนื้อปลาล้วน ขอบอกว่าแน่นชนิดที่ถ้าไม่ใช้ส้อมจิ้มล่ะก็มีหวังเด้งออกจากไปจานแน่  เอาล่ะ…ถึงเวลาของอาหารจานหลักในวันนี้ เอกลักษณ์ของที่นี่คือต้องสั่งทานกันเป็นคู่ เช่น เส้นกับซุปร้อนใส่เนื้อหรือหมู หรือ ซุปร้อนๆ กับข้าวสวย โดยมีเนื้อให้เลือกลวกทานคู่กันหลากหลายส่วน ตั้งแต่ เนื้อไม่ติดมันส่วนระหว่างขอและไหล่  เนื้อส่วนสะโพกหรือเซอร์ลอยน์มีมันน้อยและกลิ่นหอม เนื้อสันไหล่ มีความนุ่มจากไขมันที่แทรกอยู่เยอะ  เนื้อส่วนใต้ซี่โครงหวานฉ่ำ ให้สัมผัสกรุบๆ จากเอ็นที่อยู่ในเนื้อ  ต่อด้วยเนื้อริบอายติดมัน และเนื้อวากิวลายหินอ่อนคัดมาจากประเทศออสเตรเลียทั้งนุ่มและหอมทั้งชิ้น รู้คุณสมบัติแล้วก็เริ่มสั่งกันตามใจชอบที่เลือกมามื้อนี้คือเนื้อสันไหล่ มาพร้อมน้ำซุปต้นตำหรับสูตรเฉพาะหวานมันนิดๆ ซึมเข้าเนื้อหอมกรุ่นเต็ม กัดปุ๊ปก็ยุ่ยละลายเป็นเนื้อเดียวกันทันทีสมใจคนรักเนื้อวัว ยิ่งคีบทานพร้อมเส้นนุ่มก็ยิ่งได้รสเพิ่มพลังงานพอดีอิ่มท้อง
                             คราวนี้หันมาทางความกรุบๆ กับเนื้อสันไหล่ที่ออกรสเนื้อเข้มข้นพอให้เคี้ยวนานกว่าเดิมในน้ำซุปสูตรต้นตำรับเช่นกันแล้วลองเปลี่ยนมาทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ก็ไม่เสียรสชาติ ทั้งยังได้อรรถรสไปอีกแบบ ปิดท้ายที่เนื้อวากิวแร่บางชิ้นโตจานนี้ต้องยกนิ้วให้เพราะยังรู้สึกถึงความสดหอมหวานของเนื้อทานเข้ากับน้ำซุปรสกลางๆ ช่วยให้ลื่นคอแต่ไม่แย้งความอร่อยของวัถุดิบในจานไปไหน
                             ส่วนใครไม่ทานเนื้อเขาก็มีเนื้อหมูคุณภาพมาให้ลิ้มลองทุกเมนูเสิร์ฟมาพร้อมซุปกระดูกหมูหรือเลือกสั่งเป็น ข้าวหน้าหมูสไลด์ร้อนๆ ได้ อร่อยไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมี บะหมี่เกี๋ยวหมูแดง ที่เป็นเมนูประจำสาขา 2 เท่านั้น รอให้ลิ้มลองอีกรสชาติความอร่อยเห็นแวบแรกต้องบอกว่าครบเครื่องเรื่องบะหมี่เกี๊ยวเพราะ หมูแดง บะหมี่ และไข่ต้มยางมะตูมใส่มาพูนๆ หอมน้ำซุปมาแต่ไกล ไม่ต้องปรุงก็ได้รสอร่อยไม่ยุ่งยาก  จบของหนักพักท้องด้วย ไอศกรีมนมชมพู รองด้วยเกล็ดขนมปัง ไม่หวานมากออกรสนมเข้มข้นเสียมากกว่า ช่วยกันตักเพลินๆ 2-3 คน แป๊บเดียวก็ยิ้มอิ่มท้อง พร้อมลุยต่อกับกิจกรรมให้เมืองใหญ่กันแล้ว

 

‘นานัปการ’ กินไปเล่าไป ย้อนวัยวันวาน

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200506.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
'นานัปการ' กินไปเล่าไป ย้อนวัยวันวาน
'นานัปการ' กินไปเล่าไป ย้อนวัยวันวาน
'นานัปการ' กินไปเล่าไป ย้อนวัยวันวาน
'นานัปการ' กินไปเล่าไป ย้อนวัยวันวาน

ชวนชิม : ‘นานัปการ’ กินไปเล่าไป ย้อนวัยวันวาน

                           เดี๋ยวนี้บ้านเรามีร้านอาหารผุดขึ้นให้ได้เลือกรับประทานมากมาย แต่การจะเลือกร้านเพื่อฝากท้องสักมื้อ รสชาติอาหารถือเป็นเรื่องหลักก็จริง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรยากาศภายในร้าน รวมถึงทำเลที่ตั้งก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยิ่งถ้าร้านไหนมีครบทุกองค์ประกอบอย่างที่พูดมาละก็..จะอยู่ซอกไหน มุมไหน บรรดานักชิมก็ขวนขวายตามไปลิ้มลองกันแน่นร้านล่ะ อย่างที่จะชวนไปชิมวันนี้ก็เช่นกัน “นานัปการ” เป็นร้านเปิดใหม่ริมถนนราชพฤกษ์ ที่เพียงขับรถเฉียดไปด้านหน้าก็เห็นถึงความน่าสนใจจนต้องแวะเข้าไปเยี่ยมเยียน
                           เพียงเหยียบย่างเข้าไปภายในร้านความรู้สึกเสมือนกำลังก้าวผ่านประตูกลับไปสู่อดีต ด้วยทุกมุมของนานัปการถูกตกแต่งด้วยของใช้โบราณย้อนไปสมัยวัยเด็ก คร่าวๆ ก็ราว 30-40 ปี ซึ่ง “หมี” ธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ หนึ่งในทีมบริหาร เล่าให้ฟังว่า ตั้งใจแต่งร้านนี้ให้เป็นแนวผสมผสานระหว่างวินเทจกับโมเดิร์น ของที่นำมาตกแต่งเน้นของใช้เก่าๆ ที่ทุกคนเห็นแล้วเชื่อว่าต้องรู้จักและเคยสัมผัสมาก่อนแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น กล่องลูกอม กล่องผงซักฟอก กล่องขนม ภาชนะ เครื่องใช้ รวมถึงโปสเตอร์หนังก็มีให้ได้ชมกันอย่างจุใจ เพราะแต่ละชิ้นล้วนมีหลากหลายเรื่องราวสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นให้ได้หวนรำลึกถึงวันวาน สอดคล้องกับชื่อร้านที่ต้องการรวมความหลากหลายไว้ในที่เดียว ทั้งยังตั้งใจให้เป็นจุดนัดพบของทุกกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นนัดกินข้าวแบบครอบครัว นัดดื่มสังสรรค์ หรือพบปะเฮฮาประสาเพื่อนฝูง
                           ที่นั่งของร้านแบ่งเป็น 2 โซนอย่างชัดเจน ภายในร้านเป็นโซฟาตัวใหญ่นั่งสบาย บนโต๊ะอาหารก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอดีตกับลวดลายของใช้โบราณอีกเช่นกัน ส่วนด้านนอกเป็นโซนโอเพ่นแอร์มีเก้าอี้ไม้สีขาวให้นั่งเอนกายสบายๆ หากเป็นช่วงเย็นแดดร่มลมตกบริเวณนี้จะเต็มก่อนเพื่อน แล้วถึงจะค่อยๆ ขยับโซนเข้ามาด้านใน แต่หากอยากสัมผัสแสงสีและฟังดนตรีอย่างใกล้ชิด แนะนำให้เลือกด้านในได้เลย ทางร้านจัดวงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้สนุกสนานวันละ 2 วง และหากดึกขึ้นจังหวะจะโคนก็จะยิ่งเพิ่มความเร้าใจให้หัวใจได้เต้นตุ๊บตั๊บๆ ขึ้นเป็นลำดับ
                           ชมความงามรอบร้านกันจนอิ่มเอมก็ได้เวลาพิสูจน์รสชาติอาหารกันแล้ว กางเมนูออกชมมีรายการอาหารไทยให้เลือกกว่า 200 รายการ ทั้งที่เป็นอาหารไทยโบราณหารับประทานยาก และไทยฟิวชั่นที่เชฟนำมาปรับจนกลายเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน แต่ที่เห็นแล้วยังต้องเหลียวหลังมองให้เห็นกันชัดๆ คือ ภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร ยังคงกลิ่นอายสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังสาวได้เป็นอย่างดี อย่างเมนูกินเล่นที่ทางร้านแนะนำ ปิ่นโตอีสาน ประกอบด้วย ของกินเล่น 3 ชนิด คือ แหนมซี่โครงหมู แหนมเอ็นข้อไก่ และไส้กรอกอีสาน เรียงซ้อนมาในเถาปิ่นโตสังกะสี 3 ชั้น เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงมีทั้งถั่ว พริก หอมแดง ผักชี และต้นหอม อีกเมนูที่แปลกตาไม่แพ้กันคือ ไข่ตุ๋นกระบอกไม้ไผ่ ส่วนผสมก็มีเห็ดหอม หมูสับแครอท ไข่ไก่ ต้นหอม นำมาปรุงรสแล้วเทลงกระบอกไม้ไผ่ นำเข้าเตาเพียง 15 นาที ก็จะได้ไข่ตุ๋นรสกลมกล่อมและหอมกรุ่นกลิ่นไม้ไผ่ ก่อนเสิร์ฟโรยหน้าด้วยหอมเจียวและกุ้งตัวโต
                           อีกเมนูที่มาแล้วต้องลองคือ ต้มข่าปลาสลิด เสิร์ฟในโถสเตนเลสสีเงินปิดฝามาอย่างดี พอถึงโต๊ะพนักงานถึงจะเปิดฝาให้ได้กลิ่นหอมฉุย เมนูนี้เป็นอาหารโบราณหารับประทานไม่ง่ายนัก เชฟต้องนำปลาสลิดไปทอดจนเหลืองกรอบได้ที่ก่อนจะนำมาปรุงจนได้รสชาติกลมกล่อม รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ลงตัวทีเดียว เช่นเดียวกับ หมูปิ้งซอสมะขาม หมักด้วยนมสดจนนุ่มปรุงรสด้วยซอสมะขามสูตรเฉพาะของทางร้าน รสชาติออกเปรี้ยวนิดหวานหน่อยอร่อยไม่เป็นรองใคร จะสั่งมากินเล่นหรือเป็นกับข้าวก็เหมาะทั้งสองแบบ
                           สำหรับใครที่ไม่เน้นมื้อเย็นแนะนำให้สั่งอาหารกินเล่นเบาๆ อย่าง กุ้งซิการ์ ฟรายด์ กินคู่น้ำจิ้มวาซาบิรสเด็ด รับรองจะติดใจ หรือจะหนักท้องขึ้นอีกหน่อยกับเมนูพิเศษไม่ซ้ำใคร เพราะทางร้านคิดขึ้นเพื่อลูกค้ารักสุขภาพโดยเฉพาะ อย่าง เมี่ยงแก้วหมูกรุบ วิธีการรับประทานก็ง่ายๆ ก่อนอื่นรองพื้นด้วยผักกาดแก้วและแผ่นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ใส่ไส้ที่ผัดจากหมูสับรวมกับซี่โครงหมูอ่อนสับ และเต้าหู้แผ่นทอดกรอบปรุงรส แล้วราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซบ ห่อพอดีคำพร้อมรับประทาน
                           ส่วนเครื่องดื่ม ทางร้านก็มีบริการหลากหลายชนิด ที่อยากแนะนำเป็นม็อกเทลสีสวยอย่าง บลูกามิกาเซ่ สีฟ้าสดใสดื่มแล้วซาบซ่า ขณะที่ เรดกามิกาเซ่ รสชาติเปรี้ยวนำหวานตาม ดื่มแล้วสดชื่นมากๆ

 

ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150125/200054.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2558
ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม
ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม
ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม
ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม
ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม
ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม

ชวนชิม : ยูคาฬิ ชาบู เด็ดที่น้ำซุป-น้ำจิ้ม

                             ปัจจุบันร้านอาหารญี่ปุ่นเข้ามาเปิดให้คนไทยเลือกรับประทานกันมากมาย จะหันไปทางไหนก็มีให้บริการแทบทุกตรอกซอกซอย ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ซาซิมิ ปิ้งย่างก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ใครชอบรสชาติไหน สูตรไหนก็เลือกกันไป ส่วนใครที่ชื่นชอบรับประทานประเภทชาบู ชาบู ได้ยินมาหนาหูว่าที่ “ยูคาฬิ ชาบู ชาบู เรสเตอรองท์” เขามีสูตรเด็ด ใครไปทานครั้งแรกเป็นต้องติดใจ ไปกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้ยินอย่างนี้ก็ต้องไปพิสูจน์กันล่ะ ว่าจะเด็ดดวงอย่างที่หลายคนการันตีหรือเปล่า
                             ก้าวเข้าสู่ร้านสัมผัสได้ถึงความเรียบง่าย โปร่งโล่งสบาย บรรยากาศคล้ายห้องทานข้าวที่บ้าน ผนังโดยรอบเป็นลายการ์ตูนสีสันสดใสมองแล้วสบายตา หลังชมบรรยากาศโดยรอบเพียงชั่วครู่ เจ้าของร้านคนสวย “ออย” อากรศรี ตัณมานะศิริ ก็ออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมเล่าให้ฟังว่า ร้านนี้เกิดขึ้นจากความชอบทานอาหารประเภทชาบูชาบูของตัวเอง แต่ลองชิมมาหลายร้านก็ยังไม่ถูกปากเท่าไหร่นัก พอตั้งใจจะทำธุรกิจของตัวเองจึงคิดว่าน่าจะเป็นร้านอาหาร และต้องเป็นอาหารที่ตัวเองชอบ เป็นอาหารที่ไม่เลี่ยนสามารถทานได้บ่อยตามที่ต้องการ ก็เลยลงตัวที่ชาบู ชาบู โดยตั้งชื่อร้านว่า “ยูคาฬิ” แปลว่า มิตรภาพ นำเสนอวัตถุดิบคุณภาพ สดใหม่ รสชาติอร่อย ในราคามิตรภาพ เพื่อให้ลูกค้าประทับใจและเกิดมิตรภาพดีๆ ซึ่งกันและกัน
                             เมื่อถึงเวลาลิ้มรสชาบูชาบู ทางร้านแนะนำเป็นแบบบุฟเฟต์ซึ่งเป็นที่นิยมกว่าแบบตามสั่ง เพราะลูกค้าสามารถเลือกทานได้สารพัดชนิดไม่ว่าจะเป็น เนื้อสไลด์ หมูหมัก หมูเด้ง กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปลา ลูกชิ้นกุ้ง ลูกชิ้นปลา เบคอน ไส้อ่อน ตับหมู เนื้อไก่ เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง บะหมี่ผัก ผักสดนานาชนิด ฯลฯ นำไปลวกในน้ำซุปกลิ่นหอมเย้ายวนรสชาติกลมกล่อมจากการเคี่ยวนานกว่า 6 ชั่วโมง มีให้เลือกถึง 3 แบบทั้งซุปกระดูกหมู ซุปไก่พริกไทยดำ และที่เด็ดสุดๆ ต้องยกให้ซุปสุกี้ญี่ปุ่น รสชาติออกหวานนิดๆ แต่เข้มข้นด้วยความอร่อยของซุป 2 ตัวแรกผสานเข้ากับส่วนผสมอื่นๆ จนออกมาเป็นซุปสูตรพิเศษซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของร้าน และอีกความอร่อยที่ขาดไม่ได้คือน้ำจิ้มรสเด็ด มีให้เลือก 3 แบบอีกเช่นกัน พื้นๆ ก็อย่าง น้ำจิ้มพอนสึ หรือซอสเปรี้ยว น้ำจิ้มดำออกรสเค็ม ส่วนที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความจัดจ้านต้องยกนิ้วให้น้ำจิ้มแดง ที่ทางร้านคิดสูตรขึ้นเพื่อลูกค้าคนไทยโดยเฉพาะ หากแต่ยังไม่แซบทางร้านก็จัดเครื่องเคียงทั้งพริก กระเทียม และน้ำมะนาวมาให้เติมรสกันตามใจชอบ ทั้งหมดทั้งมวลในราคาเพียง 359 รวมทั้งชาเขียวรีฟิว
                             แต่หากยังไม่จุใจแนะนำให้เลือกแบบพรีเมี่ยม แค่เพิ่มเงินอีกไม่มาก แต่รับรองคุณภาพคับหม้อทีเดียว เพราะสามารถสั่งเพิ่มได้ไม่อั้นทั้งของทานเล่นอย่าง ไก่คาราเกะ เกี๊ยวซ่าหมู ยำสาหร่าย และถั่วแระญี่ปุ่น จำพวกเนื้อสัตว์มีทั้งเนื้อสันนอก เนื้อสันคอ และเนื้อใบพายนำเข้าจากออสเตรเลีย เนื้อปลาแซลมอนสด หอยเชลล์ และเต้าหู้ปลาชีส ส่วนเครื่องดื่มเลือกได้ทั้งชาเขียว ชามะนาว และเก็กฮวยเติมได้ไม่อั้น อิ่มของคาวอย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานเบาๆ อย่างไอศกรีมโฮมเมดหลากรสชาติที่คัดสรรมาให้อร่อยกันเต็มที่
                             แม้เมนูเด่นจะเป็นชาบู ชาบู แต่หากไม่มีเวลาละเลียดกินนานถึง 90 นาที ลองเลือกเป็นอาหารจานด่วนสไตล์ญี่ปุ่นก็เข้าที ที่อยากแนะนำก็อย่างข้าวหน้าเนื้อ/หมู/ไก่ ผัดซอสยูคาฬิรสกลมกล่อม ข้าวหน้าหมูทอดทงคัตสึ ก็มีให้เลือกทั้งแบบราดซอสยูคาฬิและราดซอสไข่ เสิร์ฟพร้อม มิโซะซุป ให้ซดกันอย่างคล่องคอ ส่วน เซตปลาซาบะย่างซอสยูคาฬิ แถมข้าวสวยนุ่มๆ มาให้ทานคู่กันด้วย

 

‘เมฮิโก้’ สัมผัสใหม่รสโมเดิร์นเม็กซิกัน

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150118/199623.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2558
'เมฮิโก้' สัมผัสใหม่รสโมเดิร์นเม็กซิกัน
'เมฮิโก้' สัมผัสใหม่รสโมเดิร์นเม็กซิกัน
'เมฮิโก้' สัมผัสใหม่รสโมเดิร์นเม็กซิกัน
'เมฮิโก้' สัมผัสใหม่รสโมเดิร์นเม็กซิกัน

ชวนชิม : ‘เมฮิโก้’ สัมผัสใหม่รสโมเดิร์นเม็กซิกัน : เรื่อง…นพพร สาหร่ายรักษ์

                              อุณหภูมิขึ้นๆ ลงๆ และทำท่าว่าลมหนาวจะอยู่นาน หลายคนมองหาร้านบรรยากาศดีอาหารอร่อยที่จะทำให้ร่างกายอบอุ่นและอิ่มท้อง แต่ร้านสไตล์เดิมๆ อาจดูน่าเบื่อ หากมีร้านใหม่ๆ นั่งสบายฟังเพลงชิลๆ พร้อมแฮ้งค์เอ้าท์ไปด้วยก็น่าจะช่วยผ่อนคลายหลังเลิกงานได้มาก บนชั้น 2 ของกรู๊ฟ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ มุมกินดื่มระดับไฮเอนด์ ร้านอาหารโมเดิร์นเม็กซิกันชื่อแปลก “เมฮิโก้ (MEJICO)” เปิดประตูรอการมาเยือนของคนชอบค้นหารสชาติแปลกใหม่ เจ้าของร้านเป็นหนุ่มออสซี่ผู้หลงไหลรสชาติเผ็ดร้อนแบบเม็กซิกันเปิดสาขาแรกที่ออสเตรเลีย ก่อนจะมองเห็นลู่ทางมาเพิ่มสาขาที่เมืองไทยภายใต้คอนเซ็ปต์ “มาร์เก็ต ทู เทเบิ้ล” ที่อาหารทุกจานจะต้องใช้วัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน แต่แอบลดทอนความจัดจ้านลงจากเม็กซิกันดั้งเดิมที่หนักไปทางเครื่องเทศหนักๆ ให้เข้ากับลิ้นคนไทย ทว่ากลิ่นอายเม็กซิกันก็ยังคงอยู่
                              ภายในร้านออกแบบและตกแต่งให้โปร่งสบายตา ด้านหน้าและระเบียงหลังร้านเป็นกระจกใส ที่ผนังตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นสนุกสนานไปกับโทนสีดำและลายกราฟฟิกสีชมพู ล้อไปกับเพดานประดับประดาไปด้วยถังเบียร์ไม้ใบเขื่อง ส่วนโต๊ะและเก้าอี้มีทั้งแบบยาวนั่งหลายคนและมาเป็นคู่ ส่วนใหญ่ทำจากไม้โดยมีครกพร้อมสากวางไว้ทุกโต๊ะ แต่ทางร้านขออุ๊บไว้ว่าคืออะไรทำไมต้องครกกับสาก?? สำรวจแล้วแบ่งเป็น 3 โซนหลักๆ ได้แก่ โซนด้านในร้านสไตล์อบอุ่นเหมาะสำหรับมื้อกลางวันหรือจะมาทานมื้อค่ำกับครอบครัวก็ดีไปอีกแบบ ส่วนด้านนอกเป็นโอเพ่นแอร์สำหรับนั่งชิลรับลมธรรมชาติมองเห็นผู้คนสัญจรไปมา และโซนสุดท้ายเป็นบาร์ยาวที่เจ้าของแอบกระซิบมาว่ามุมนี้พิเศษสุดๆ ด้วยการคัดสรรเครื่องดื่มสารพัดจากทั่วโลกว่า 170 ชนิดมาให้ได้ลองลิ้มรสกันอย่างจุใจ
                              ดื่มด่ำบรรยากาศให้สุนทรีกันแล้ว มาถึงเมนูอาหารสไตล์เม็กซิกันโมเดิร์นที่ปรุงรสให้เลิศลิ้นโดย เชฟธฤษณุ ครรชิตานุรักษ์ สั่งสมประสบการณ์ทำอาหารจากลาสเวกัสมานับสิบปี กับเมนูแรกที่เป็นปริศนาเกี่ยวข้องกับครกและสาก นั่นคือซิกเนเจอร์ดิสชื่อ “กัวคาโมเล่” หรือตำอโวคาโดนั่นเอง ดูคล้ายน้ำพริกจิ้มผัก เวลาลูกค้าสั่งจะเสิร์ฟวัตถุดิบมาปรุงกันสดๆ ที่โต๊ะเลยมีผลอโวคาโดลูกโตสุกกำลังดี 1 ลูก หัวหอมซอย มะเขือเทศหั่นเต๋า และน้ำปรุงที่ผสมจากซอสและน้ำมะนาว ทำเองง่ายๆ หรือจะให้น้องๆ ทำให้ก็ได้ด้วยการคว้านเนื้ออโวคาโดใส่ครกตามด้วยส่วนประกอบทั้งหมดแล้วบดให้เข้ากัน ทานคู่กับกล้วยหอมดิบสไลด์ยาวๆ ทอดกรอบ รสชาติออกมันๆเปรี้ยวๆ สำหรับคนที่ชอบรสชาติเข้มข้นกว่านี้ก็สามารถปรุงเองได้ตามชอบใจ ทานเล่นๆ เพลินดี เช่นเดียวกับเมนูเรียกน้ำย่อยอีกจาน “คอร์น โลลิป๊อบ” ต้องบอกว่าเป็นของกินที่ขายกันข้างทางที่เม็กซิโก และได้รับความนิยมมาก ข้าวโพดย่างร้อนๆ ทาชีสเม็กซิกัน โรยพริกชิปโพเล่ และป๊อปคอร์นกรุบกรอบ ได้ความหวานหอมของข้าวโพดตัดกับพริกที่ฉุนขึ้นจมูกนิดๆ ก็เข้ากั๊นเข้ากัน
                              สำหรับใครที่มองหาจานหลักทานให้อยู่ท้อง แนะนำเป็น “บีฟ ชอร์ต ริบ” หรือซี่โครงวัวบาร์บีคิว เป็นเนื้อที่มีมันแทรกนำเข้าจากออสเตรเลีย ทาเครื่องเทศเม็กซิก่อนนำไปตุ๋นนานถึง 6 ชั่วโมงจนนุ่มละมุนลิ้นไร้กลิ่นสาบ โรยด้วยหัวหอมดองช่วยตัดอาการเลี่ยนเสิร์ฟมาพร้อมกับซอสเม็กซิกันสูตรพิเศษร้อนๆ เข้มข้นถึงใจ อีกจานเป็น “กริลล์ ทูน่า” ย่างมาแบบมีเดียมแรร์ โรย “ทาจีน” หรือพริกเม็กซิกันหั่นผสมมะนาวและเกลือ พร้อมแป้งพาสต้าเม็ดเล็กๆ ทานคู่กับซอสอโวคาโด เหมาะสำหรับสาวๆ ที่รักสุขภาพอย่างมาก มาที่ของหวานดับคาวกับ “โชรูโดนัท ฟองดู” สูตรดั้งเดิมทำจากแป้งเม็กซิกันทอดใหม่ๆ ไม่อมน้ำมัน กรอบนอกนุ่มในโรยด้วยน้ำตาลทรายแดงเสิร์ฟพร้อมกับช็อกโกแลตฟองดูร้อนๆ ก็เข้ากันได้ดีมาก ตบท้ายกับเครื่องดื่มค็อกเทลดับกระหายเสิร์ฟในแก้วใบสวย “ลูชาร์ ลิเบอร์” ผสมจากเหล้าสีฟ้าบลู คูราโซ่ น้ำสับปะรด แอปเปิ้ลเขียว ชินเนมอน น้ำเชื่อมวานิลลา ได้รสชาติหวานหอมสดชื่นล้างปากได้เป็นอย่างดี
————————
(ชวนชิม : ‘เมฮิโก้’ สัมผัสใหม่รสโมเดิร์นเม็กซิกัน : เรื่อง…นพพร สาหร่ายรักษ์)

 

อร่อยพร้อมสุขภาพดีที่… ‘ไทนี่ คัพ’

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150111/199194.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2558
อร่อยพร้อมสุขภาพดีที่... 'ไทนี่ คัพ'
อร่อยพร้อมสุขภาพดีที่... 'ไทนี่ คัพ'
อร่อยพร้อมสุขภาพดีที่... 'ไทนี่ คัพ'
อร่อยพร้อมสุขภาพดีที่... 'ไทนี่ คัพ'

ชวนชิม : อร่อยพร้อมสุขภาพดีที่… ‘ไทนี่ คัพ’

                          หิว หิว หิว ท้องร้องบอกอาการในขณะที่ไปทำธุระย่านทองหล่อวันก่อน จึงมองหาร้านอาหารสำหรับมื้อกลางวัน สายตาก็พลันสะดุดไปที่ร้านเล็กๆ ประตูไม้สีเขียวเข้มที่ตั้งอยู่ริมถนน พร้อมป้ายบอกชื่อร้าน “ไทนี่ คัพ” ด้วยความน่ารักของร้านจึงไม่รีรอที่จะก้าวเท้าเข้าไปฝากท้องทันที  แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ดูอบอุ่นเสมือนนั่งทานอาหารอยู่ที่บ้าน เข้าไปนั่งแล้วรู้สึกสบายๆ ไม่อึดอัด และมีพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละโต๊ะ ร้านแบ่งเป็น 2 ชั้นให้เลือกนั่งได้ตามแต่ชอบ ชั้นล่างด้านหน้าเป็นเก้าอี้สูงสไตล์บาร์ให้นั่งชมวิวด้านนอกชิลๆ รวมถึงรถราที่แล่นผ่านไปผ่านมา หรือจะเลือกด้านบนเงียบๆ เป็นส่วนตัวนั่งทอดอารมณ์กินดื่มได้เรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ
                          ส่วนไอเดียการตกแต่งเจ้าของร้านคนสวย “แท็ป” จิตราพรรณ จรณะจิตต์ ลูกสาวคนเล็กแห่งตระกูลอิตัลไทย บอกว่า ได้แรงบันดาลมาใจมาจากการเดินทางท่องเที่ยวและตกหลุมรักบ้านเรือนในเมืองนิวส์ ออรีนส์ สหรัฐอเมริกา ที่นั่นบ้านเมืองจะเป็นตึกแถวเก่าๆ มีดอกไม้ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด แต่ที่ร้านนี้จุดเริ่มต้นมาจากแชนเดอเลียร์จากนิวส์ ออร์ลีนส์ ที่ได้มาถึง 3 ชิ้นห้อยระย้าสวยงามอยู่ในร้าน  หลังจากหันซ้ายแลขวาชมความสวยงามภายในอย่างเต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาสั่งอาหารมาทานกันล่ะ อาหารเป็นแนวโฮมเมด ธรรมดาๆ ไม่ใช่แนวหรูหรา ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของร้านได้สูตรมาจากหนังสือคู่มือทำอาหาร แล้วนำมาปรับนั่นเต็มนี่จนถูกปากและกลายเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน แต่จะเน้นวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากอาหารแล้วยังมีขนมอร่อยๆ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมถึง ชา กาแฟ ให้เลือกดื่มด้วย
                          เมนูเด่นที่ทางร้านแนะนำเป็น เซตอาหารเช้าสไตล์อังกฤษ พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่เวลาร้านเปิด 7 โมงเช้าไปจนถึงร้านปิด 1 ทุ่มตรง หลายคนอาจเห็นร้านอื่นเสิร์ฟเป็นเซตขนาดใหญ่ แต่ที่นี่เป็นขนาดกำลังดีไม่ใหญ่โตจนแน่นจานและอึดอัดท้องอย่างร้านอื่นๆ ในเซตประกอบด้วยไข่ 2 ฟอง ไส้กรอกทอดสไตล์อังกฤษ สโมคแฮม เบคอน สลัดขนาดเล็ก ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศ ขนมปังโฮลวีทอบ ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนรสเข้มข้นช่วยเติมเต็มความอร่อยได้เป็นอย่างดี
                          อีกเมนูที่มาแล้วไม่ควรพลาดคือ อะโวคาโด้ โทสต์ โดยใช้อะโวคาโด้สดมาปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย นำไปปาดหน้าขนมปังมัลติเกรนชิ้นใหญ่ แต่งหน้าด้วยไข่นกกระทาต้ม แล้วโรยผงปาปริก้าเล็กน้อยพอสวยงาม ส่วนอีกชิ้นแต่งหน้าด้วยมะเขือเทศสีแดงสดลูกเล็กๆ พอคำ สำหรับเมนูขายดีต้องยกให้ โอกรา โทฟู สลัด สลัดแนวฟิวชั่นที่มีความเป็นญี่ปุ่นอยู่ด้วย วัตถุดิบชั้นดีก็อย่างเต้าหู้ญี่ปุ่น ถั่วแระญี่ปุ่น และปลาแห้งญี่ปุ่น ส่วนไฮไลท์อยู่ที่กระเจี๊ยบสดหั่นโรยด้านบน ส่วนน้ำสลัดทีเด็ดอยู่ที่การใส่ยูสุ (ส้มญี่ปุ่น) ช่วยเพิ่มความหอม จานนี้สั่งมาทานเล่นเพลินๆ รับรองว่าต้องติดใจ
                          ไม่อยากทานอาหารคาวจนอิ่มเกิน เพราะตั้งใจแต่แรกว่าจะต้องแบ่งท้องไว้สำหรับขนมหน้าตาดีที่วางเรียงรายให้เลือกมากมายในตู้กระจกชั้นล่าง ขนมทุกอย่างหน้าตาสวยงามไม่แพ้กัน มื้อนี้จึงเลือก สตรอเบอร์รี่ ทาร์ต ด้วยสะดุดตากับสตรอเบอร์รี่ลูกโตเต่งตึง วางอยู่บนวนิลาครีมที่เลือกใช้ฝักวานิลลาหอมกรุ่นจากมาดากัสการ์ ส่วนแป้งที่รองอยู่ด้านล่างทางร้านก็ทำเองเช่นกัน และแน่นอนว่าวัตถุดิบลงตัวขนาดนี้คงไม่ต้องสาธยายว่าจะอร่อยขนาดไหน และสำหรับแฟนพันธุ์แท้วิปครีมแนะนำให้ลองทาน ฟรุต โรล ไส้ด้านในเป็นผลไม้สดรวม สอดแทรกด้วยวิปครีมเบาๆ เนื้อนุ่มละมุนลิ้น รับรองไม่ผิดหวัง
                          ชิมแล้วทั้งอาหารและขนมบอกเลยว่าถูกปากมากๆ มาถึงคิวของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทางร้านก็มีบริการเช่นกัน ที่อยากแนะนำประเภทสมูทตี้ก็อย่าง เอนไท-เอจจิ้ง ใส่ทั้งบลูเบอร์รี่และอาซาอิเบอร์รี่ ซึ่งเป็นผลไม้สีม่วงในป่าดงดิบที่ฝรั่งนิยมมาก เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่สำหรับบ้านเรายังไม่เป็นที่รู้จักนัก ปั่นรวมกันรสชาติจะออกเปรี้ยวนำ ดื่มแล้วสดชื่นมากหรือจะเลือกดื่ม ออเร้นจ์ แพชชั่น ที่นำส้มสดไปปั่นทั้งกากรวมกับแพชชั่น ฟรุต (เสาวรส) แล้วท็อปด้วยราสเบอร์รี่สด แก้วนี้ก็ออกรสเปรี้ยวอีกเช่นกัน แต่หากไม่ชอบแบบปั่นรวมกัน น้ำผลไม้แบบคั้นแยกกากก็มีให้ได้ลิ้มลอง ที่เป็นตัวขายดีของร้านต้องยกให้ เบต้า บูสท์ ส่วนประกอบหลักเป็นบีทรูท แครอท และแพชชั่น ฟรุต

 

กินดื่มอารมณ์บ้านแบบ ‘มินิบาร์’

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150104/198770.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2558
กินดื่มอารมณ์บ้านแบบ 'มินิบาร์'
กินดื่มอารมณ์บ้านแบบ 'มินิบาร์'
กินดื่มอารมณ์บ้านแบบ 'มินิบาร์'
กินดื่มอารมณ์บ้านแบบ 'มินิบาร์'

ชวนชิม : กินดื่มอารมณ์บ้านแบบ ‘มินิบาร์’

                               อารมณ์คนอยากฉลองรับปีใหม่ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงชั่วโมงนี้ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือร้านรวงจึงไม่ปลอดชาวปาร์ตี้ที่เฮโลกันเข้าไปหาความสำราญ เหมือนภาพที่ปรากฏใน “มินิบาร์ คาเฟ่” ร้านอาหารคอนเซ็ปต์นั่งสบาย อบอุ่น และเพลิดเพลินไปกับอาหาร-เครื่องดื่มโฮมเมด จะปีใหม่หรือปีเก่าก็อิ่มอร่อยเคล้าความสุขไม่เคยสร่างซา ตรงตามความตั้งใจของผู้เป็นเจ้าของ “แป้ม” ณัฐิณี จิราธิวัฒน์ ที่อยากนำเสนอการกินอยู่ง่ายๆ ทุกอย่างผ่านการเลือกสรรจากครัวที่บ้านชนิดที่ไม่อร่อยไม่ถูกปากไม่ยกไว้บนโต๊ะให้ลูกค้าชิม
                               6 ปีก่อน มินิบาร์ รอยัล สร้างความประทับใจกับอาหารแฮงก์เอาท์แนวฝรั่งเศสในนิวยอร์ก ก่อนจะตัดแต่งชื่อใหม่อย่างที่เห็นแล้วย้ายความเป็นตัวตนไปปักหลักอยู่บนชั้น 5 ภายในห้างหรูเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยเจ้าของร้านอารมณ์ดีเล่าว่า ก่อนจะอยากเปิดร้านอาหารได้ไปเที่ยวฝรั่งเศสแล้วฝนตกหนักออกไปหาอะไรกินนอกโรงแรมไม่ได้ จึงพากันสั่งอาหารของโรงแรมพร้อมกับช่วยกันรื้อมินิบาร์และของในตู้เย็นมาปั้นแต่งเป็นมื้ออร่อย มีความสุขแบบเพื่อนรู้ใจ พอมาเปิดร้านอาหารเลยนึกถึงบรรยากาศสนุกๆ ของอาหารโฮมเมดลูกครึ่งฝรั่ง-ไทย นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมจานเด็ดสูตรลับของหุ้นส่วนแต่ละคนมาแชร์กันในบรรยากาศผ่อนคลายยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบตกแต่งร่วมสมัย และมีลูกเล่น โดยเฉพาะรายละเอียดของผนังที่มีลายพิมพ์กราฟฟิกเก๋ ทั้งรูปเด็ก กระป๋องมะเขือเทศ ป๊อปคอร์น หรือสปาเกตตี มองแล้วไม่น่าเบื่อ
                               ของเด่นดังที่เสิร์ฟมาแล้วจำได้ทันทีสำหรับขาประจำ ก็อย่าง ข้าวยำปักษ์ใต้สูตรมาจากสายบุรี ของครอบครัวหุ้นส่วนคนหนึ่ง เด็ดตรงที่น้ำบูดูและปลาป่น ซี่โครงหมูบาร์บีคิวซอส ที่เป็นสูตรเฉพาะของร้านเสิร์ฟมากับสับปะรดย่าง ร้านอื่นอบกี่ชั่วโมงไม่รู้แต่มินิบาร์ให้เวลา 4 ชม.จนเนื้อซี่โครง 8 ซี่นุ้มนุ่มก่อนจะนำไปทาซอสบาร์บีคิวย่างต่อ รสยืนพื้นค่อนข้างจัดได้ทั้งความเปรี้ยวเค็มและหวาน ที่สำคัญใช้มีดแซะออกจากซี่โครงอย่างง่ายดาย หรือจะเป็น สปาเกตตีกุ้งแม่น้ำ ที่ผัดออกมาพอขลุกขลิกใส่มันกุ้งข้นๆ ลงไปด้วย ก่อนจะตัดคาวด้วยไวน์ขาวและซอสสูตรพิเศษ รสชาติอาจจะเหมาะกับผู้ใหญ่ แต่ถ้ามีเด็กมาด้วยลองสั่งเป็น สปาเกตตีครีมซอส ที่ทานกับถั่วลันเตากรุบๆ ก็ถูกลิ้นอ่อนๆ ไม่น้อย
                               ใครโปรดปรานพิซซ่าแป้งบางต้องไม่ลืม พิซซ่าหน้าอิตาเลี่ยนซอสเซส นอกจากแป้งทอติญ่าบางกรอบแล้วยังเด่นที่ซอสเซสหมักเองแบบโฮมเมด จึงรับประกันเรื่องความสดใหม่ได้รสชาติ แล้วก็มาถึงซิกเนเจอร์ที่ทั้งขาประจำและขาจรติดอกติดใจไม่รู้ลืมนั่นคือ ลิ้นวัว ของหาทานยากที่นำไปปรุงเป็นจานเด็ดสารพัด เริ่มจากนำไปตุ๋นดับความเหนียวแล้วปรุงรสก่อนจะคลุกแป้งทอดจนหอมฉุย ทานกับเมโยซอสรสเผ็ด เหมาะเป็นของทานเล่นเรียกน้ำย่อยหรือแกล้มเครื่องดื่มเพลินมากๆ หรือจะนำไปผัดกับอิตาเลี่ยนเบซิลเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ชวนกิน ขณะที่เมนูลูกผสมอย่างตอร์ติชช่าหน้ากุ้งกับมันกุ้งพริกขี้หนู ใครไม่เคยลิ้มรสต้องหาโอกาสมาสัมผัสให้ได้เพราะเป็นความลงตัวระหว่างฝรั่งกับไทยที่หาทานได้ไม่ง่ายจริงๆ เช่นเดียวกับของหวานล้างปากชื่อพื้น นมชมพู ที่ทำแบบช็อกโกแลตลาวาแต่แทนที่จะเป็นไส้ช็อกโกแลตเปลี่ยนมาใส่นมเย็นสีชมพูแบบไทยๆ ทานกับไอศกรีมวานิลลาหวานลิ้นจนลืมวางช้อนกันทีเดียว
                               อย่างที่จั่วหัวแต่แรกว่าร้านนี้เป็นทั้งที่กินข้าวและแฮงก์เอาท์เบาๆ เครื่องดื่มที่เขาจัดให้จึงเป็นแบบฟูลบาร์ ในส่วนของแอลกอฮอล์คงต้องขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ มาว่ากันด้วยรสชาติเบาๆ กะดกลงคอได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แนะนำแก้วแรก มะตูมป๊อป หน้าตาและรสชาติโดดเด่นจริงๆ ผสมจากน้ำมะตูมหมักกับน้ำผึ้งแล้วอัดโซดาเข้าไป ชูโรงด้วยน้ำเชื่อมทับทิมทำเอง จิบแรกสัมผัสได้ถึงความเปรี้ยวซ่า ช่วยปลุกความสดชื่นดีนักแล อีกแก้ว ใบเตยเสาวรส ง่ายมากๆ แค่น้ำเชื่อมกลิ่นใบเตยผสมเข้ากับน้ำเสาวรส จิบแล้วจิบอีกหลังอาหารับรองชุ่มคอดับคาวชะงัด
                               คาเฟ่แห่งนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่รับได้ราว 100 ที่ มีโซนข้างในตากแอร์และโซนระเบียงนอกร้านรับลมเย็นๆ ของหน้าหนาว นั่งมุมนี้พร้อมทอดสายตาชมวิวกลางกรุงได้อารมณ์ไปอีกแบบ ใครที่ยังติดลมปาร์ตี้แต่อยากหามุมใหม่ๆ ก็ลองแวะไปกันได้ ร้านเปิดปิดตามเวลาห้าง

 

ทวิสท์…เพราะปาร์ตี้หมุนรอบตัว

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141221/197998.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557
ทวิสท์...เพราะปาร์ตี้หมุนรอบตัว
ทวิสท์...เพราะปาร์ตี้หมุนรอบตัว
ทวิสท์...เพราะปาร์ตี้หมุนรอบตัว

ชวนชิม : ทวิสท์…เพราะปาร์ตี้หมุนรอบตัว

                                 ลมหนาวพัดมากระตุ้นให้เหล่าคนรักปาร์ตี้ใช้เป็นข้ออ้างหาโอกาสเริงร่ากับเวลานอกบ้านนานขึ้น บรรยากาศแบบไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์เลือกกันอยู่หลายรอบจนมาลงตัวที่ร้านอารมณ์สบายๆ ชื่อ “ทวิสท์ (Twist)” ย่านทองหล่อซอย 13 ที่วางตำแหน่งตัวเองเป็นคาเฟ่กึ่งร้านอาหาร มื้อกลางวันเปิดสนองนี้ดคนรีบกิน รีบลุกกับสำรับกับข้าวง่ายๆ และเครื่องดื่มเบาๆ พอแสงไฟเข้ามาแทนที่แสงธรรมชาตินั่นล่ะเป็นช่วงเวลาของขาปาร์ตี้ดินเนอร์ เสร็จสรรพก็นั่งยาวสั่งเครื่องดื่มที่ชอบสรวลเสกับคนรู้ใจ
                                 ที่บอกแบบนี้เพราะเขาออกแบบและตกแต่งร้านให้เข้ากับอารมณ์กินดื่มชาวกรุง ร้านตั้งอยู่ชั้น 3 ภายในโครงการซีน สเปช มองรอบกายให้สุนทรีย์เห็นใบไม้ไหวยามต้องลมหนาวภายนอกด้วยผนังกระจกรอบด้าน ส่วนเพดานไม่ต้องห่วงว่าจะอึดอัดยกให้สูงไว้ก่อนแล้วทาสีขาวสะอาดตาให้รู้สึกโล่งโปร่งสบาย เข้ากับโต๊ะและเก้าอี้ที่เน้นวัสดุไม้สไตล์สแกนดิเนเวียก่อนจะตกแต่งด้วยผ้าปูโต๊ะ เบาะนั่ง และโซฟาสีอ่อน ที่แน่ๆ ไปกันได้ดีกับอาหารสไตล์โฮมเมดแฝงกลิ่นอายเมดิเตอเรเนียนจากฝีมือการปรุงของเชฟมือฉมังสัญชาติตากาล็อก (ฟิลิปปินส์) ที่ชูโรงให้แต่ละรายการเป็นที่ถูกปากไม่ว่าขาประจำและขาจร
                                 อาหารขึ้นชื่อของร้านบอกเลยทั้งหน้าตาและรสชาติเป็นได้ทั้งกินให้อยู่ท้องและสั่งมาปาร์ตี้เบาๆ เคล้าเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นสลัด สเต๊ก พาสต้า เน้นวัตถุดิบสดใหม่และดีต่อสุขภาพตรงตามคอนเซ็ปต์โฮมเมด ทำกินเองอย่างไรทำให้ลูกค้าหม่ำก็ไม่ต่างกัน จานแรกที่อยากแนะนำก็อย่าง “สลัดอกเป็ด” เห็นเชฟง่วนอยู่กับการตระเตรียมแล้วเสิร์ฟมาพูนจาน ความพิเศษอยู่ที่เนื้ออกเป็ดอบไม่สุกมากพอให้เป็นสีชมพูน่ากิน แก้เลี่ยนด้วยผักสลัดเคล้าน้ำสลัดซีทรัสออเร้นจ์รสเปรี้ยวนำก่อนจะโรยหน้าด้วยบลูชีสสีขาวๆ ถือเป็นสลัดที่เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว ต่อด้วย “โพช แอนด์ โทซท์” หน้าตาแบบบรั้นซ์หรืออาหารคาบเกี่ยวมื้อเช้ากับเที่ยง แต่สำหรับคนไทยเราถ้าจะกินซะอย่างมื้อไหนก็ไม่เป็นปัญหา เพราะในจานมีไข่ที่ปรุงโดยนำไปทอดในน้ำจนฟูฟ่องโปะอยู่บนแฮมย่างและขนมปังปิ้งราดซอสสูตรเฉพาะของร้านสีเหลืองๆ
                            &nnbsp;    สำหรับคอเส้นอยากให้ลอง “สปาเกตตีเส้นดำผัดน้ำมันมะกอก” จานนี้เป็นสไตล์เมดิเตอเรเนียนแท้เพราะนำด้วยน้ำมันมะกอก ซอสมะเขือเทศ พริก กระเทียม และผักชีอิตาเลียน เพิ่มโปรตีนด้วยกุ้งทะเลตัวใหญ่เนื้อแน่นผัดจนเข้ากัน ใครชอบรสชาติเบาๆ น่าจะเหมาะ ส่วนจานปลาร้านนี้ก็เด่นไม่น้อย เชฟขยันออกไอเดียปรุงแล้วปรุงอีกจนได้ “ปลาซีบาสกับถั่วผัดสมุนไพร” เนื้อปลาต้องบอกว่าปรุงให้สุกกำลังดีให้พอรู้รสชาติความหวานเนื้อไม่สุกแข็งจนชืด พอมาเจอกับถั่วผัดสมุนไพรแล้วมีข้าวโพดช่วยเพิ่มรสชาติเข้ากันดี เพราะรสเข้มข้นรับรองว่าคอปลาทั้งหลายแทบไม่อยากวางช้อนกันเลย
                                 มามื้อเย็นหลังท้องอิ่มได้ที่ก่อนจะนั่งต่อยาวปาร์ตี้อยากให้ลองสั่งของหวานและเครื่องดื่มเบาๆ มาล้างปาก ที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง “ช็อกโกแลตแพนเค้ก” เสิร์ฟอุ่นๆ มาพร้อมไอศกรีมวานิลลามองแว้บแรกไซส์ค่อนข้างใหญ่ จนแอบบ่นว่าจะไหวไหม แต่พอได้ลิ้มรสเท่านั้นล่ะบอกเลยน้อยไป เพราะตัวแพนเค้กเป็นสูตรไม่หวานมากพอมาตัดกับซอสช็อกโกแลตหวานๆ และไอศกรีมหวานเย็นบวกกับสตรอเบอร์รี่สดเข้ากันได้ดี  มาเป็นคู่แบ่งกันตักค่อยๆ ละเลียดมีความสุขดี ตบด้วยเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์อย่าง “โอ๊ต โซ สตรอเบอร์รี่” ที่มีส่วนผสมของสตรอเบอร์รี่ น้ำผึ้ง โยเกิร์ต และข้าวโอ๊ต สักคนละแก้วอยู่หมัด
                            &nbsnbsp;    เอาละเริ่มปาร์ตี้กันเลย ร้านนี้ฉีกแนวเล็กน้อยทุกวันอาทิตย์ช่วงเช้ามีดีเจมาเล่นเพลงเน้นฟังสบายรื่นหูยาวไปจนถึงราว 4 โมงเย็น ส่วนวันศุกร์และเสาร์ เริ่มตั้งแต่ 1 ทุ่มเรื่อยไปจนถึงเกือบเที่ยงคืนแอบเร่งจังหวะนิดๆ ให้เข้ากับบรรยากาศวันหยุดไม่รีบกลับบ้าน ปาร์ตี้กันเบาๆ ไม่ถึงกับลุกขึ้นมาโยกเอาเป็นเอาตาย เอาเป็นว่าหน้าหนาวส่งท้ายปลายปีถ้าชอบใจอารมณ์ประมาณนี้ก็แวะไปกันเลยร้านเปิดทุกวันนตั้งแต่ 11 โมงถึง 5 ทุ่มกว่าๆ อยากรู้อะไรเพิ่มเติมกดโทรศัพท์ไปถามก่อนที่เบอร์ 0-2185-2455

 

ชวนชิม : กรุ่นกลิ่น ‘ไทย’ ในต่างแดน

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141214/197646.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557
ชวนชิม : กรุ่นกลิ่น 'ไทย' ในต่างแดน

ชวนชิม : กรุ่นกลิ่น ‘ไทย’ ในต่างแดน

                          คนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเรา เรื่องของอาหารการกินแบบไทยๆ ดูจะหาทานได้ง่ายและเป็นเรื่องปกติธรรมดา หากแต่ต้องจากบ้านไปทำงานต่างถิ่น หรือไปท่องเที่ยวนานๆ เป็นต้องคิดถึงอาหารไทยกันบ้างล่ะ ด้วยรสชาติที่เข้มข้นกลมกล่อมจนชาวต่างชาติยังติดใจ คงไม่มีทางที่คนไทยจะลืมได้ลง เมื่อช่วงต้นฤดูหนาวที่ผ่านมามีโอกาสเดินทางไปทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนอันสวยงามที่หลายคนต่างปรารถนาจะไปสักครั้งในชีวิต ทว่าเรื่องของอาหารอาจยังไม่ถูกปากนัก หลังจากบริโภคเนื้อ นม ไข่ มาหลายมื้อ สมองก็พลันนึกถึงอาหารประจำชาติขึ้นมา และเมื่อได้ยินว่าที่เจนีวามีร้านอาหารไทยรสชาติดีอยู่บริเวณใจกลางเมือง จึงไม่รีรอที่จะสาวเท้าปรี่ไปที่ร้านในทันที ไม่ต้องเดินหาให้เหนื่อยเพราะชื่อร้าน “ไทย” ก็บ่งบอกถึงความหมายชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว
                          ก้าวเข้าไปในร้านบรรยากาศเสมือนเดินทางกลับบ้านเกิดอีกครั้ง ด้วยการตกแต่งอย่างหรูหรา โอ่โถง แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นสบายๆ เป็นกันเอง ร้านแบ่งเป็น 2 ชั้น ต้อนรับลูกค้าได้ราว 60 คน แต่ถ้ามาเป็นกรุ๊ปอย่างคณะของเรา ทางร้านจะแยกให้นั่งแบบเป็นสัดส่วนเฉพาะ สามารถกิน ดื่มได้อย่างสะดวก ขณะหันซ้ายหันขวาชมความสวยของร้านอยู่ พนักงานก็ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มและทักทายด้วยภาษาอันคุ้นหู ไม่ต้องจินตนาการเลยว่าจะมีความสุขมากขนาดไหน ทั้งยังเล่าให้ฟังด้วยว่า ร้านเปิดให้บริการมากว่า 10 ปี เพื่อให้ลูกค้าต่างชาติได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารไทยอันเลื่องชื่อ รวมไปถึงลูกค้าคนไทยที่ห่างหายอาหารไทย ซึ่งแม้จะเป็นต่างบ้านต่างเมืองแต่การันตีว่า อร่อยไม่แพ้ทานที่เมืองไทยเลยทีเดียว เพราะพ่อครัวและแม่ครัวส่วนใหญ่ก็ส่งตรงมาจากเมืองไทยแทบทั้งนั้น
                          อาหารของร้าน “ไทย” แม้จะไม่ได้มีให้เลือกทานมากมายอย่างบ้านเรา แต่สำหรับคออาหารไทยที่อยากลิ้มรสชาติแบบไทยแท้ มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง เมนูแนะนำประเดิมด้วยอาหารทานเล่นอย่าง ปอเปี๊ยะสดเจ กับแป้งนุ่มๆ ห่อด้วยเครื่องนานาชนิดทั้ง อะโวคาโด แตงกวา แครอท ถั่วงอก ส่วนทีเด็ดต้องยกให้น้ำจิ้มสูตรเฉพาะ เข้มข้นมากๆ แต่ไม่เน้นเผ็ด จานต่อมาต้องไม่พลาด ส้มตำไทยสไตล์ฝรั่ง รสชาติไม่จัดจ้านเท่าไหร่นัก แต่ทานแล้วก็พอหายคิดถึงบ้านไปได้บ้าง ทั้งยังเป็นเมนูขายดีอีกด้วย ยังคงตอกย้ำความอร่อยด้วยเมนูทานเล่นอย่าง ไก่สะเต๊ะ ร้านนี้เขาเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นสันในไปหมักให้เนื้อไก่นุ่ม นำไปย่างจนส่งกลิ่นหอมกรุ่นได้ที่ ก่อนทานราดด้วยซอสสะเต๊ะสูตรเด็ด!! อร่อยจนหยุดไม่อยู่ทีเดียว
                          ลองเมนูทานเล่นไปหลายอย่างจนท้องเริ่มอิ่ม เป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลาของอาหารจานหลักกันแล้ว ทางร้านแนะนำเป็น ปลากะพงนึ่งมะนาว แค่เพียงเห็นสีของพริกก็รับรู้ได้ถึงความจัดจ้านของรสชาติ ทว่าเชฟรีบบอกว่าไม่ได้เผ็ดมากมายอย่างที่คิด เพราะทางร้านเลือกใช้พริดสดมาสับแบบหยาบๆ เพื่อลดความเผ็ดลง อีกเมนูที่มาถึงร้านนี้ถ้าไม่ได้ซดต้มยำต้องถือว่ายังมาไม่ถึง เพราะเป็นอีกเมนูแนะนำของทางร้านที่ใครมาก็ต้องสั่งแม้กระทั่งฝรั่งตาน้ำข้าวยังติดใจ แล้วสาวกอาหารไทยอย่างเราจะพลาดได้อย่างไร ว่าแล้วทางร้านก็จัด ต้มยำกุ้งน้ำข้น ใส่เห็ดแชมปิญองมาให้ซดกันแบบคล่องคอ ด้วยน้ำต้มยำของเขารสชาตกลมกล่อมแถมกุ้งตัวโตก็เป็นกุ้งเลี้ยงธรรมชาติ เนื้อจึงหวานกรุบกรอบ ตอกย้ำความอร่อยด้วยเห็ดแชมปิญองเนื้อนุ่ม
                          อีกเมนูที่มาแล้วต้องสั่งคือ ผัดไทกุ้งสด ที่นี่เขาเลือกใช้เส้นเหนียวนุ่ม ส่งตรงจากประเทศไทย มาผัดกับเครื่องปรุงผัดไทสารพัดชนิด ส่วนความพิเศษของจานนี้อยู่ที่กุ้งสดตัวโต ที่ใส่มาให้ได้ทานกันอย่างจุใจ นอกจากเมนูแนะนำที่เสนอไปแล้ว ของหวานก็มีทีเด็ดไม่แพ้กันกัน ที่อยากนำเสนอเห็นจะเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งมะม่วงทางร้านจะเลือกเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้หวานฉ่ำส่งตรงจากเมืองไทย หั่นพอดีคำ แล้วทานคู่กับข้าวเหนียวมูนที่มูนกันสดๆ ทุกวัน ราดด้วยน้ำกะทิเข้มข้นหวานมัน รับรองว่าทานแล้วต้องติดใจ
                          หากมีโอกาสผ่านไปย่านใจกลางเจนีวา อย่าลืมแวะเวียนไปอุดหนุนกันได้ หากหาร้านไม่เจอถามใครก็รู้จัก เพราะเป็นร้านอาหารไทยเพียงร้านเดียวในย่านนั้น

‘มิสสยาม’ตำรับคาวหวานรสไทยนิยม

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141207/197209.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2557
'มิสสยาม'ตำรับคาวหวานรสไทยนิยม

‘มิสสยาม’ตำรับคาวหวานรสไทยนิยม : ชวนชิม

               วันสุดท้ายของวันหยุดยาวช่วงวันพ่อ ถ้ายังไม่หน่ำใจกับการอยู่รวมกันพร้อมหน้าในครอบครัว ก่อนแยกย้ายไปทำงานในวันพรุ่งนี้เรามารำลึกเรื่องราวดีๆ ผ่านมื้ออาหารไทยกันเสียหน่อย ไม่ฟันธงว่าไทยแท้ๆ หรือไม่เพราะทุกบ้านย่อมติดใจรสชาติไม่เหมือนกัน บางบ้านอาจติดหวาน บางบ้านชอบรสจัดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่มีทุกรสในสำรับมื้อเดียว รับรองว่าต้องตรงกับบ้านใครสักเมนูหนึ่ง เป็นรสมือบ้านๆ ที่อร่อย โดยไม่ต้องเปิดเตานั่งทำกันเองสักหนึ่งวัน เพียงแค่นัดแนะกันมาที่ “มิสสยาม” ห้องอาหารภายในโรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ ร่ำลือกันว่าแม้จะอยู่ในโรงแรมหรูในกลางเมือง แต่ที่นี่ก็ไม่ทำรสชาติง้อทัวร์งัดสำรับตำรับเด็ดแบบไทยๆ มาให้ทั้งชาวไทยและแขกต่างชาติได้ลิ้มลองแบบถึงพริกถึงขิง ปรุงรสโดยผู้รอบรู้เครื่องแกงและวัตถุดิบอาหารไทยอย่างดีของ “เชฟบอมเบย์” ไพโรจน์ ประไพรักษ์ ตั้งใจทำให้เห็นอาหารไทยเป็นเรื่องเข้าถึงง่ายและอยากอนุรักษ์สูตรอาหารโบราณรุ่นปู่-ย่า ให้คนยุคใหม่ได้ลิ้มลองแบบไม่ปรับเปลี่ยนรสชาติ

บรรยากาศที่นี่ตกแต่งให้ดูอบอุ่นรองรับลูกค้าที่มากันเป็นครอบครัว รอบด้านโปร่งให้แสงธรรมชาติลอดผ่านดูไม่คับแคบ ตกแต่งภายในสไตล์โมเดิร์นพื้นกระเบื้องลายโบราณสีดำตัดกับเฟอร์นิเจอร์ขาว-เทาสะอาดแบบตะวันตก ลบภาพว่าร้านอาหารไทยแท้ต้องเป็นเรือนไม้โบราณ สำคัญที่รสชาติไทยเดิมยังอยู่ได้กับทุกไลฟ์สไตล์ไม่ว่าจะทำรับประทานที่ประเทศไหน บรรยากาศไหนก็มีคนชื่นชอบ พอได้ที่นั่งมุมเหมาะเปิดเมนูมาเลือกความอร่อยแดนสยามที่ยังจำฝังใจว่าได้ทานตั้งแต่เด็กกันสักหน่อยตั้งแต่ ของว่าง รวมสาวสยาม ไว้ทานรองท้องประกอบด้วยปอเปี๊ยะปู กุ้ง ตัวอวบๆ พร้อมค้างคาวเผือก ขนมแป้งรูปสามเหลี่ยมยัดไส้เผือกนำไปทอดจนเหลืองสวยใส่ในชะลอมจิ๋ว กรอบนอกนุ่มหวานธรรมชาติจากด้านใน และยังมีสเต๊ะหมู ไก่ เนื้อ ราดน้ำอาจาดมาอย่างละนิดหน่อยพอให้อยู่ท้อง ก่อนที่เมนูผักจิ้มน้ำพริกเขียวชอุ่มทั้งมะเขือม่วง มะเขือเปราะ มะระขี้นก แตงกวา ถั่วฝักยาว ฯลฯ มาเสิร์ฟยกถาดพร้อม น้ำพริกกับปลาทูทอด และหลนเนื้อปูกับปลาฟู จิ้มทานสลับความเปรี้ยวเผ็ดไทยแท้จากน้ำพริกกะปิ สลับหวานมันครบครื่องจากหลนเพลินๆ จะทานกับข้าวเปล่าหรือจิ้มน้ำพริกเฉยๆ ก็ได้อรรถรส

ต่อด้วย หมี่ขยุ่ม ยำหมี่ขาวฟูๆ รสเปรี้ยวหวานกับถั่วพูแกล้มผักรสเปรี้ยวไม่เหมือนมะนาวเท่าไหร่ออกจะหอมและหวานปนกันไป จึงสอบถามได้รู้ว่าที่นี่เขาใช้น้ำส้มซ่าแทนมะนาวในหลายเมนู ซึ่งปัจจุบันหายากมากเชฟต้องสั่งล่วงหน้าจากสวนใน จ.นนทบุรี และตลาดอีกไม่กี่แห่งในกรุงเทพเพื่อให้ได้มาปรุงรสทุกๆ วัน ยังไม่ทันหายเปรี้ยวแซ่บลิ้นก็มาลองชอม กุ้งสะดิ้ง อันขึ้นชื่อว่าเนื้อสดเด้งอร่อยน้ำสะเออะ ซึ่งได้มาจากการบีบตัวกุ้งแช่กับน้ำมะนาวและดีเกลือ นำมาทำเป็นน้ำยำต่อราดลงไปในตัวกุ้งอีกครั้งเท่านี้ก็ครบรสเผ็ดนิดๆ หวาน เปรี้ยว กลมกล่อม ตัดเข้ารสมันหอมอีกกับแกงเผ็ดปูใบชะพลู เครื่องเทศเข้มข้นและเนื้อปูก็ขาวโพลนเต็มจานขอบอกว่าไม่มีรสเลี่ยนกะทิ น้ำแกงที่ซึมไปในเนื้อปูจะตักทานเปล่าๆ ก็ได้ แต่แนะนำราดไปกับข้าวหอมมะลิร้อนๆ จะยิ่งหอมหวานอร่อยมากขึ้นอีก

เคล็ดลับความอร่อยแบบไทยเดิมยังมีแฝงอีกเกือบทุกเมนู เมื่อ ปลากระพงทอดสามรสมาเสิร์ฟร้อน ชิมได้รสกลมกล่อมเปรี้ยวหวานแต่แปลกลิ้นไปจากมะนาวและส้มซ่าอีก เชฟบอกว่าเป็นอีกสูตรชูลิ้นที่ใช้น้ำสัปปะรดแทนน้ำมะนาวเพราะเข้ากับเนื้อปลานุ่มๆ และดับคาวได้ดีพอกับส้มซ่า แต่ให้รสที่ละมุนลิ้นกว่า พอรู้เคล็ดลับและวัตถุดิบก็ยิ่งภูมิใจอาหารไทยเข้าไปใหญ่ พร้อมรับประทานได้อีกแบบลืมอิ่ม ก่อนจบด้วยการพักท้องล้อมวงคุยไปกับ ศรีตอง เมนูขนมหวานไทยจัดใส่พานใบตอง ทานคู่กับชาวิททาร์ตจากอังกฤษ มีให้เลือกหลากรส วันนี้ลองเป็นชาเบอรี่สีชมพูอ่อนมีรสแกลมเปรี้ยวนิดๆ ไว้ตัดกับความหวานของ ฝอยทอง ลูกชุบ ล่าเตียง ขนมทองเอก ขนมมันสัมปะหลัง สังขยาฟักทอง ในเซต แต่แนะนำว่าควรทานเรียงจากของกึ่งคาวก่อน ได้แก่ ข้าวตังเมี่ยงลาว กะหรี่พัฟ หม้อแกงถั่ว ปอเปี๊ยะปู หมี่กรอบทรงเครื่องโบราณและค่อยเข้าสู่การจิบชาพร้อมขนมหวาน ให้ผ่อนคลายเบาท้อง

เมนูคาวหวานที่นี้ยังมีให้ลิ้มลองตื่นตาอีกเพียบ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30 น.- 22.30 น. คุณแม่บ้านชิมแล้วใคร่สงสัยเคล็ดลับความอร่อยแบบตำรับไทยสอบถามเชฟบอมเบย์ได้โดยตรงรับรองได้ข้อมูลดีๆ กลับไปทำเป็นการบ้านเพียบ ติดต่อห้องอาหารมิสสยาม โทร 02-217-0777

%d bloggers like this: