จีน

All posts tagged จีน

ผวาเมลามีน จีนจีบนมวัวแดง

Published กุมภาพันธ์ 14, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/322026

24 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_322026

นมโยเกิร์ตผสมคอลลาเจน ผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัวแดง.

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์และ อ.ส.ค. พยายามเร่งรัดส่งเสริมเพื่อลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งในด้านการปรับปรุงพันธุ์ การคัดเลือกโดยใช้น้ำเชื้อเพื่อให้ได้โคนมมีขนาดใหญ่ ผลิตน้ำนมได้มากขึ้น จัดการเรื่องโรคระบาดรวมถึงสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ในเรื่องอาหารสัตว์ด้วยหญ้าแทนการใช้อาหารข้น เป็นการช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงได้

นายนพดล ตันวิเชียร รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อ.ส.ค.ได้เร่งเตรียมความพร้อมที่จะนำสหกรณ์โคนมและเกษตรกรสมาชิกเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีแผนส่งเสริมการขายและขยายตลาดนม ยูเอชทีสู่ตลาด AEC เพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งไปประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา ลาว พม่า และมาเลเซีย

พ่อพันธุ์ยอดเยี่ยม : ชมพลอย อายุ 12-15 ปี ของนายสุภาษิต สูบกำปัง จากฟาร์มสุภาษิต อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี คว้าแชมป์สุดยอดโคนมรุ่นเล็กในการประกวดโคนมแห่ง ชาติปี 56 ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดขึ้น.พ่อพันธุ์ยอดเยี่ยม : ชมพลอย อายุ 12-15 ปี ของนายสุภาษิต สูบกำปัง จากฟาร์มสุภาษิต อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี คว้าแชมป์สุดยอดโคนมรุ่นเล็กในการประกวดโคนมแห่ง ชาติปี 56 ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดขึ้น.

รวมทั้งประเทศจีนที่แม้ว่าจะมีผลผลิตภายในประเทศบ้าง แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพ การปลอมปนเมลามีน และสารแปลกปลอมหลายชนิด ซึ่งเคยเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ ทำให้ประชาชนจีนเกิดความไม่มั่นใจ จึงมีการติดต่อขอซื้อผลิตภัณฑ์นมวัวแดงของ อ.ส.ค. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา

และเพื่อให้เกิดทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคในไทยและกลุ่มอาเซียน อ.ส.ค. ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ นมโยเกิร์ตผสมคอลลาเจน 4 รสชาติ เลม่อน, สตรอเบอร์รี่, สับปะรด และส้ม โดยได้นำมาเปิดตัวในงานวันโคนมแห่งชาติปี 56 นอกจากนี้ยังได้เร่งพัฒนาศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน จีเอ็มพี (GMP) และพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกปรับลดต้นทุนให้ต่ำลง อาทิ ด้วยการหันมาปลูกหญ้าเนเปียร์ทดแทนการใช้อาหารข้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 24 มกราคม 2556, 05:00 น.
โฆษณา

พาณิชย์บี้จีน ผ่อนปรนมาตรการนำเข้าสินค้าเกษตรไทย

Published พฤษภาคม 17, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/260942

17 พฤษภาคม 2555, 01:32 น.

Pic_260942

พาณิชย์ บี้ จีนผ่อนปรนมาตรการคุมนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย หลังห้ามนำเข้ารังนกไทย เหตุพบไนเตรต แต่สุดท้าย 2 ประเทศ ทำข้อตกลงร่วมตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งออก

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการหารือกับสำนักควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ว่า ได้หารือเพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการส่งออกสินค้าของไทยไปจีน เพื่อให้การส่งออกราบรื่นมากขึ้น โดยเฉพาะรังนก ข้าว ยางพารา โดยในส่วนของรังนกนั้น ขณะนี้ AQSIQ ได้ห้ามการนำเข้าจากไทยเพราะอ้างว่าตรวจสอบพบไนเตรต และเกรงจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จากก่อนหน้านี้ที่ไทยสามารถส่งออกไปจีนได้จำนวนมากในแต่ละปี จนส่งผลให้ราคารังนกไทยลดลงมาก

“ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงจะทำข้อตกลงร่วมกันในการตรวจสอบคุณภาพรังนก โดยจีนจะให้รัฐบาลไทยควบคุมคุณภาพก่อนส่งออกมาจีน เพื่อให้ปลอดไนเตรต ซึ่งต้องรีบดำเนินการ เพราะแต่ละปีไทยส่งออกรังนกคิดเป็นมูลค่ามหาศาล และจีนเป็นตลาดใหญ่ ไม่เช่นนั้นอาจเสียตลาดให้คู่แข่งสำคัญ อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียได้ แม้ว่ารังนกไทยจะมีคุณภาพดีกว่าก็ตาม” นางศรีรัตน์ กล่าว

ส่วนสินค้าข้าวนั้น ได้ขอให้ AQSIQ ช่วยควบคุมคุณภาพข้าวหอมมะลิของไทย ที่วางขายในตลาดจีน เพราะพบการปลอมปนกับข้าวชนิดอื่นอย่างแพร่หลาย และพบการปลอมปนมานานแล้ว จนทำให้ภาพลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยในจีนเสียหาย รวมถึงราคาลดลง แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขณะเดียวกัน ขอให้ลดขั้นตอนยุ่งยากในการขอใบอนุญาตการนำเข้าข้าว และมันสำปะหลังในจีน ให้กับผู้ประกอบการของไทย ส่วนการส่งออกผลไม้นั้น ขอให้ผ่อนคลายความเข้มงวดในการตรวจสอบผลไม้จากไทย ทั้งลำไย ทุเรียน มังคุด เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤษภาคม 2555, 01:32 น.

น้ำท่วม และ ภัยแล้ง ในเมืองจีน

Published เมษายน 28, 2012 by SoClaimon

ฉบับที่ 10 ประจำเดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_10-nov/rai.html

ผลิใบ รายงาน
สุเมธ  พากเพียร

น้ำท่วม และ ภัยแล้ง ในเมืองจีน

          มหาอุทกภัย 2554       คงเป็นเรื่องราวความเดือดร้อนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่มีใครสามารถลืมเลือนได้  ความเดือดร้อน
ความเสียหาย  แพร่ขยายไปในหลายพื้นที่และนับวันก็ยิ่งขยายวงกว้าง    ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ    หากลองนึกย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2553
ประเทศไทยก็เจอกับอุทกภัยอันหนักหนามาแล้วทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้  และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554  ภาคเหนือก็เกิด
น้ำท่วมหนัก น้ำป่าไหลหลาก  ก่อให้เกิดอุทกภัยครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือ

          หากหันกลับมามองที่กรุงเทพมหานคร  ในบางพื้นที่ที่ไม่เคยน้ำท่วมเลยนับตั้งแต่ปี 2538   เป็นต้นมาก็กลับท่วมอีกครั้ง  และเป็นการท่วมใน
ระดับที่หลายๆ คนรับสภาพไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้…เพราะดวงเมือง หรือ เพราะพวกเรากันเองที่ต่างทำร้ายโลกของตน

          แม้เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายลงไปแล้ว  แต่ร่องรอยความเสียหาย  การสูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง หรือแม้กระทั่งชีวิตของบุคคล
อันเป็นที่รัก  ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่  และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจางหายไปพวกเราไม่ทันได้ตั้งตัวในการป้องกันบ้านเรือนจากน้ำได้ดีมากนัก  ทำได้เพียง
การก่ออิฐ กระสอบทรายให้สูงเพื่อป้องกันน้ำเข้าตัวบ้าน และบ้านบางหลังน้ำก็ท่วมสูงเกินกว่าที่กั้นไว้ นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึง  หลายต่อหลาย
เสียงบอกตรงกันว่า “ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นน้ำท่วมสูงขนาดนี้”  แล้วพวกเราจะต้องเริ่มต้นแก้ไขจากจุดไหน และในปีต่อไปล่ะ  ต้องเตรียมพร้อม
อย่างไร มีระบบการจัดการแบบไหน  ป้องกันมากน้อยขนาดไหน  ถึงจะป้องกันน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

          มีคนกล่าวว่า “น้ำท่วม ดีกว่า ฝนแล้ง”  ข้อความดังกล่าวจริงแท้แค่ไหน  ถ้าเป็นไปได้เราจะเลือกอันไหนดี  ระหว่างน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ซึ่ง
ทั้ง 2 อย่าง ล้วนแต่สร้างปัญหาให้กับประชาชนทั้งสิ้น   สร้างความเสียหายในด้านชีวิตความเป็นอยู่   ด้านเกษตรกรรม      หรือความเสียหายในภาค
อุตสาหกรรม สูญเสียรายได้เข้าประเทศปีละหลายล้านบาท เรามาดูกันว่าผลเสียที่เกิดจากภัยพิบัติทั้ง 2 อย่าง    จะส่งผลกระทบต่อโลกของเรามาก
น้อยแค่ไหน…จากตัวอย่างประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในโลก

          สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ เมืองจีน ที่เรารู้จักกันดี   เป็นประเทศมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่ง      ที่คาดว่าจะมีอิทธิพลอย่างมากในการ
ต่อรองกับประเทศอื่นๆ เพราะเป็นประเทศที่มีพื้นที่และประชากรมากที่สุดในโลก  แต่ในปัจจุบันเมืองจีนได้รับผลกระทบจากพายุต่างๆ ทั้งพายุใต้ฝุ่น
และโซนร้อน ที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างมากมาย ทำให้เกิดอุทกภัยในหลายเมือง ผู้คนมากกว่า 5 ล้านคน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน  หรือได้รับ
ผลกระทบจากน้ำท่วม  เมื่อฝนได้ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องกันในเขตภาคตะวันออก  และทางตอนใต้ของเมืองจีน  แต่ในทางกลับกัน  ทางน้ำและ
ทะเลสาบตามลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงกลับเหือดแห้งไป แม่น้ำที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ทอดตัวยาวจากภูเขาหิมาลัยหลายพันไมล์มาทางตะวันออก
เพื่อไหลลงทะเล  ขณะนี้กำลังเผชิญกับภัยแล้งที่สุดในรอบหลายสิบปี    มีผู้คนราว 35 ล้านคนใน 5 จังหวัด  ทางตอนกลาง และตอนล่างของแม่น้ำ
แยงซีเกียง ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในระดับต่างๆ กัน           เจ้าหน้าที่ของจีนกล่าวว่า “ความแห้งแล้งอย่างหนักเกิดจากสภาวะอากาศที่
เปลี่ยนแปลงไป”

   

          ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก และต่อเนื่อง  ทำให้ภาวะแห้งแล้งทางตอนกลางและตอนใต้ของเมืองจีนบรรเทาลงไปได้มาก ประชาชนสามารถใช้
น้ำเพื่อทำการเกษตร และการประมงได้มากขึ้น แต่ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องดังกล่าวอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมอย่างหนักได้ในบางพื้นที่ ทะเลสาบ
ฮองฮู ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของจีน   ได้รับผลกระทบความแห้งแล้งที่สุดในรอบ 70 ปี ได้รับน้ำฝนเพียง 144 มิลลิเมตร
จากวันที่ 21 มกราคม ถึง 21 พฤษภาคม 2554 หรือเพียงร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำฝนในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นรายงานจากนาย Chen Gang
หัวหน้าวิศวกรด้านการควบคุมน้ำ และบรรเทาภัยจากน้ำท่วมและความแห้งแล้งของเมืองฮองฮู

          เกษตรกรกล่าวว่า พวกเขาต้องการน้ำฝนเพียงเล็กน้อยในช่วงสัปดาห์ที่จะมาถึงนี้ ไม่เช่นนั้นต้นข้าวจะเหี่ยวแห้งและตายลง รวมถึงปลาและปู
หลายพันตัวที่เกษตรกรเลี้ยงอยู่  ผลกระทบจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป   เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือของ
มนุษย์ มนุษย์ต้องการความสะดวกสบาย     ความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ  กิจกรรมที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดมลพิษ  ทั้งทางน้ำ  ดิน  อากาศ
รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่า  ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง  ทำร้ายธรรมชาติ จนบางครั้งลืมตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  จนผลเสีย
เหล่านั้นย้อนกลับทำร้ายตนเอง ทั้งชีวิต ความเป็นอยู่ ทรัพย์สิน และสภาพจิตใจ  ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจจะเรียกคืนกลับมาไม่ง่ายนัก

          ไม่แน่ใจว่า…สภาวะโลกจะกลับคืนมา 100%  หรือไม่แต่ที่แน่ใจ…คือ ยังไม่สายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นทำในสิ่งดีๆ หันกลับมาดูแลรักษา
โลกใบนี้ให้สดใส ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ใช้เท่าที่จำเป็น ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า  ลดการปล่อยมลพิษ ลด ละ เลิก การทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน
และที่สำคัญรักโลกใบนี้ให้เท่ากับรักตนเอง
 ทางออกของปัญหานี้ยังคงมี เพียงแค่พวกเราเริ่มลงมือทำ…

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ธปท.ยันไม่จำเป็นต้องคุมการขยายสินเชื่อเหมือนจีน

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128320.

Pic_128320

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แจงไม่จำเป็นต้องคุมการขยายตัวของสินเชื่อเหมือนจีน เนื่องจาก สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังโตตามปกติสอดคล้องเศรษฐกิจ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวแสดงความเห็นกรณีที่ประเทศจีน สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์กันสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อชะลอการขยายตัวของสินเชื่อว่า ไทยไม่จำเป็นต้องควบคุมการขยายตัวสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เหมือนที่ ประเทศจีนกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จีนเขาทำเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ แต่ไทยไม่จำเป็น เพราะสินเชื่อของไทยยังขยายตัวในทิศทางปกติสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  “การดำเนินมาตรการของจีน ทำไปเพื่อชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของเขา ที่สิเชื่อเขาขยายตัวสูง แต่เราไม่จำเป็นคุมแบบนั้น เพราะสินเชื่อเราโตสอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  อีกอย่างการทำมาตรการของจีนก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเรา” นายประสารกล่าว…

นายประสาร กล่าวอีกว่า ในส่วนของการดูแลค่าธรรมเนียมทางการเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ ให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังนั้น ขณะนี้ธปท.ยังติดตามดูอยู่ ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเพิ่มเติ่มในช่วงนี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

จีน-อินเดียหนุนราคาทองโลกพุ่งลิ่ว

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128115.

Pic_128115

ตลาดทองเอเชีย ราคาทองสปอตดีดตัวขึ้นเหนือ 1,356.60 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ สภาทองคำโลก ระบุจีน-อินเดียหนุนราคาทองโลกพุ่งลิ่ว …

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดทองเอเชีย ราคาทองสปอตดีดตัวขึ้นเหนือ 1,356.60 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ พุ่งขึ้นจากระดับปิดในตลาดสปอตนิวยอร์กเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึง 20.31 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ โดยมีแรงหนุนจากการที่ดอลลาร์ยุติการแข็งค่าขึ้น หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน ต.ค. ขณะที่คำสั่งซื้อชดเชยก็ช่วยหนุนตลาดด้วย

ด้านสภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า อุปสงค์ทองเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อเครื่องประดับที่ฟื้นตัวขึ้นในตลาดอินเดีย และปริมาณการใช้ทองที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในจีน โดย WGC เปิดเผยรายงานแนวโน้มอุปสงค์ทองประจำไตรมาส 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ทองเพิ่มขึ้น 12% ต่อปีในไตรมาส 3 โดยเฉพาะปริมาณการใช้เครื่องประดับที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว

นางไอลี ออง ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ WGC กล่าวว่า อุปสงค์ในเครื่องประดับปีนี้อาจอยู่สูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพในตลาดปริวรรตเงินตราช่วยหนุนการลงทุนทองในปีนี้ และช่วยให้ราคาทองขึ้นไปแตะสถิติสูงสุดที่ 1,424.10 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ในสัปดาห์ที่แล้ว

ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ทองคำวันที่ 18 พ.ย. ราคาปรับขึ้นลงต่อเนื่อง หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นบาทละ 200 บาท โดยทองแท่งซื้อบาทละ 19,200 บาท ขายบาทละ 19,300 บาท ทองรูปพรรณซื้อบาทละ 18,919 บาท ขายบาทละ 19,700 บาท ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามตลาดต่างประเทศที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 10 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ โดยอยู่ที่ระดับ 1,358 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ช่วงนี้ราคาทองคำคงสวิงขึ้นลงต่อเนื่องไปอีกระยะ เพราะเป็นการปรับฐานของตลาดทองโลก ซึ่งคงต้องรอดูจีนปรับอัตราดอกเบี้ยก่อนว่าจะขึ้นมาในระดับใด ตลาดก็จะชัดเจน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

“ปูติน” เฉาะสหรัฐฯเป็นกาฝากเศรษฐกิจโลก

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 16:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191975.

Pic_191975

จีนเปิดฉากโจมตีสหรัฐฯ ระบุ แม้จะรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังมีปัญหาการแก้หนี้ของประเทศอย่างจริงจังรออยู่ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ระบุ การเพิ่มเพดานหนี้ทำให้สหรัฐฯเสี่ยงหายนะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน เด โมแครต และวุฒิสภาสามารถประนีประนอมกันจนได้ข้อตกลงที่จะปรับเพิ่มเพดานการก่อหนี้สาธารณะได้อีกอย่างน้อย 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปัจจุบัน 14.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแลกกับการดำเนินมาตรการปรับลดยอดการขาดดุลงบประมาณอย่างน้อย 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปี

ทั้งนี้ การปรับลดรายจ่ายในรอบแรก กระทรวงการคลังและรัฐบาลจะต้องตัดลงรายจ่ายให้ได้ 900,000-1,000,000 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรอบที่ 2 ต้องปรับลดรายจ่ายด้านการทหาร (350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และไม่ใช่การทหารลงรวมกันอีก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐโดยจะต้องไม่ไปแตะการดูแลสุขภาพ และประกันสังคมของคนอเมริกันเด็ดขาด นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังจัดทำงบประมาณสมดุล เพื่อให้รางวัลแก่ประธานาธิบดีสามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้อีก1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน  บรรณาธิการ ของหนังสือพิมพ์พีเพิ้ล เดลี่ กระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนโจมตีว่า แม้สหรัฐฯจะรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ แต่ก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้ของประเทศอย่างจริงจัง ขณะที่การเพิ่มเพดานหนี้ เป็นแค่เพียงการชะลอปัญหาออกไปเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าปัญหาที่มีอยู่จะลุกลามมากขึ้น สถานการณ์เช่นว่านี้ กำลังบดบังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และปิดบังความเสี่ยง รวมถึงปัญหาที่มีขนาดใหญ่กว่าสำหรับเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญการเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว เปิดเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงระยะยาวในพันธบัตรสหรัฐฯที่จีนถือครองเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่ในจำนวนมหาศาลถึงราว 75%  ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่จีนมีอยู่ทั้งส้ิน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ว่า ข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯจะเป็นความหายนะทั้งต่อตัว ประธานาธิบดี บารัค โอบามา และพรรคเดโมแครต นอกจากนี้ยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจประเทศที่ซบเซาอยู่แล้วให้ทรุดหนักลง จากปัญหาการขาดดุลงบประมาณระยะยาวซึ่งจะเลวร้ายลงแน่ ความเห็นนี้ ตรงกันข้ามกับผู้สังเกตการณ์ที่ต่างก็แสดงความเห็นว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงหายนะกรณีผิดนัดชำระหนี้ได้ นายครุกแมนเห็นว่า ข้อตกลงนี้ทำให้เห็นว่า การข่มขู่ของพรรครีพับลิกันประสมผลสำเร็จ (เจ้าของข้อเสนอ) โดยไม่ต้องสูญเสียต้นทุนทางการเมืองและสิ่งนี้อาจทำให้สหรัฐฯก้าวไปสู่เส้นทางการเป็น “สาธารณรัฐกล้วย” หรือ Banana Republic อันเป็นคำเรียกประเทศขนาดเล็กในอเมริกากลางที่ขาดความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทต่างชาติ ขณะที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าขั้นปฐมภูมิ เช่น กล้วย

ขณะที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส , สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (S&P) และ ฟิทช์ เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของสหรัฐฯยังคงรีรอที่จะปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้งในตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯลงนั้น ด้านต้ากง โกลบอล เครดิต เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับเครดิตเรทติ้งของจีน ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงสู่ระดับ A จาก A+พร้อมให้แนวโน้มเชิงลบต่อตราสารหนี้ และการลงทุน แม้สภาคองเกรสจะเพิ่มเพดานการก่อหนี้สาธารณะให้แล้วก็ตาม

นักวิเคราะห์ในเอเชีย ไม่เชื่อว่าสหรัฐฯจะปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงหรือทำให้งบเข้าสู่ภาวะสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายได้ ที่ผ่านมา แต่ละรัฐบาลก็ล้วนแต่เสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายทุกปี ขณะที่มีรายรับคงที่ นอกจากนี้ ในวิกฤติหนี้สาธารณะแต่ละคร้ังก็มักจะขอให้สภาเพิ่มเพดานหนี้ขึ้นจนทำสถิติสูงถึง 17 ครั้งแล้ว

ส่วน สำนักข่าวชินหัว ของจีน รายงานว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯยังคงเป็น “เศรษฐกิจหนี้” และมีความเสี่ยงระยะยาวที่จะผิดนัดชำระหนี้อยู่ ที่เลวร้ายหนักก็คือ ทำเนียบขาวจงใจจะปล่อยให้เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเพื่อผลักภาระหนี้ไปให้บรรดาเจ้าหนี้การกระทำของสหรัฐฯอาจทำให้เกิดการไหลบ่าของกระแสเงินทุน หรือเงินร้อน เพื่อเก็งกำไร เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างจีนรวมถึงประเทศต่างๆในเอเชีย ซึ่งก็อาจจะทำให้เงินเฟ้อของประเทศเหล่านี้พุ่งทะยานขึ้นอีก

นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีของรัสเซีย กล่าวว่า พฤติกรรมของสหรัฐฯเหมือนกาฝากของเศรษฐกิจโลกที่สะสมหนี้จำนวนมหาศาล ซึ่งจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อระดบบการเงินของโลก “สหรัฐฯใช้ชีวิตอยู่กับหนี้ แต่ไม่ได้อยู่แบบเป็นหนี้ เพราะผลักภาระความรับผิดชอบให้แก่ประเทศอื่นๆในโลกแบบเดียวกับกาฝาก ที่เกาะติดอยู่กับต้นไม้จนต้นไม้นั้นตาย”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 สิงหาคม 2554, 16:20 น.

จีนขึ้นดอกเบี้ยกดเงินร้อน

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126670.

Pic_126670

ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วง หลังข่าวลือจีนขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้า1 วัน ธนาคารกลางจีนได้ปรับเพิ่มเพดานกันสำรองธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 เพราะมีเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ของจีน ร่วงลงอย่างรุนแรงก่อนปิดตลาดวันศุกร์ จากข่าวลือที่ว่าธนาคารกลางจีนจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง หลังจากที่ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ขึ้นไปในอัตรา 0.25% เป็น 2.50 % และ 5.56% ตามลำดับไปเมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา กรณีดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงไปถึงกว่า 30 จุด และต่ำกว่าระดับ 1,000 จุด ก่อนจะรีบาวนด์กลับขึ้นมาติดลบลดลง

ก่อนหน้านี้ 1 วัน ธนาคารกลางจีนก็ได้ประกาศปรับเพิ่มเพดานกันสำรองของธนาคารทุกแห่งอีก 0.50% เป็นครั้งที่ 4 รวมเป็น 17.5% เพราะยังคงมีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในรูปของการค้าและการลงทุนจำนวนมหาศาล

รวมถึงเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนต่างๆที่ต้องการซื้อขายลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวพุ่งขึ้นถึง 8.6 % ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.ก็พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ  25 เดือน ที่ระดับ 4.4% กรณีดังกล่าวทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการออกมาตรการเข้มงวดทางการเงินในระยะเวลาอันใกล้ได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 12:46 น.

จีนประกาศลดเครดิตเรตติ้งสหรัฐฯ

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 11:14 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126660.

Pic_126660

ต้ากง โกลบอล เครดิต เรตติ้ง ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์จาก ระดับ AA เป็น A+โดยมีแนวโน้มเป็นลบ เหตุจากแผนQE2…

สำนักข่าวชินหัว ของทางการจีน รายงานว่า ต้ากง โกลบอล เครดิต เรตติ้ง 1 ใน 5 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศ ตลอดจนถึงตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว จากระดับ AA เป็น A+โดยมีแนวโน้มเป็นลบ

ต้ากง ให้เหตุผลว่า สหรัฐฯมีเจตนาทำให้ความสามารถในการชำระหนี้เสื่อมถอยลงหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินระยะที่ 2 หรือ QE2 มากขึ้น และให้แนวโน้มเป็นลบเพราะแผนของเฟด ที่จะซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วง 8 เดือน นับจากนี้นั้น ถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ความสามารถในการชำระหน้ีของสหรัฐฯลดลง และเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะยาว แม้แผนนี้จะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงก็ตาม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 11:14 น.

ชิ้นส่วนยานยนต์เจาะจีน

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126297.

Pic_126297

จีนเล็งเพิ่มสัดส่วนการส่งออกยานยนต์ อานิสงส์ผู้ประกอบการชิ้นส่วนไทย ส.อ.ท.ชี้อะไหล่ไทยแพงกว่า แต่ได้เปรียบเรื่องการออกแบบ-ฝีมือ …

นายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร กงสุลฝ่ายการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ กล่าวในการสัมมนาทิศทาง Detroit of Asia ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย : จีน คู่ค้าหรือคู่แข่ง? ว่า ปี 52 จีนผลิตรถยนต์ได้ 64 ล้านคัน และจีนตั้งเป้าหมายปี 58 จะผลิตรถยนต์ได้ 140 ล้านคัน และปี 63 ผลิตรถยนต์ได้ 217 ล้านคัน ซึ่งผลผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนไทยมีโอกาส เพราะความต้องการชิ้นส่วนและอะไหล่มากขึ้น ปัจจุบันจีนมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 5,000 ราย เป็นผู้ผลิตจากต่างประเทศ 1,000 ราย แต่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจทำให้มีการควบรวมกิจการ และมีบริษัทนอกอุตสาหกรรมยานยนต์เข้ามาผลิตด้วย เพราะเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาอยู่ในยานยนต์มากขึ้น เช่น ไมโครซอฟต์ โมโตโรล่า

ทั้งนี้ จีนมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ปีละ 20% และในปี 58 จะมีมูลค่าการส่งออก 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งการที่ไทยจะรักษาตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยถือเป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลจีนมีนโยบายอุตสาหกรรมจีนอย่างจริงจังและรวดเร็ว จะทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องหาโอกาสที่จะขยายตลาดไปจีน ซึ่งขณะนี้การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไปจีนไม่มีภาษี ไม่มีโควตาและไม่กำหนดแหล่งกำเนิดสินค้า และการหาตลาดจีนต้องไปอย่างเป็นระบบ เช่น การลงทุนแฟรนไชส์ศูนย์ซ่อมรถยนต์ในจีน รวมทั้งอาจไปสร้างฐานการผลิตในจีนเหมือนกลุ่มสามมิตรมอเตอร์และกลุ่มไทยซัมมิต

ด้านนายศุภรัตน์ ศิริวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ชิ้นส่วนยานยนต์ของจีนถูกกว่าไทย 10-15% เพราะใช้วัตถุดิบและเครื่องจักรของจีนเอง เช่น เหล็ก ทองแดง กระจก ยาง ส่วนชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยได้เปรียบเรื่องการออกแบบและแรงงานที่มีฝีมือ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีจุดแข่งที่มีฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เข้มแข็งและเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพรายใหญ่ของโลก ส่วนจุดอ่อน เพราะไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง และไม่มีวัตถุดิบหรือเครื่องจักรของตัวเอง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

พาณิชย์ยกทัพผู้ประกอบการยางพาราไทยบุกอินเดีย

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 17:49 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191017.

Pic_191017

“พาณิชย์” นำทัพผู้ประกอบการยางพาราจากไทย บุกอินเดีย หลังเห็นศักยภาพ หวังเพิ่มตลาดใหม่ จากเดิมที่มุ่งขายจีนแห่งเดียว

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่ร่วมกับ จ.ตรัง นำคณะนักธุรกิจผู้ประกอบยางพาราและไม้ยางพาราแปรรูปในจังหวัด ไปเจรจาเปิด ตลาดยางและไม้ยางพาราที่ประเทศอินเดียใน 3 เมืองใหญ่คือ เมืองเจนไน กรุงนิวเดลี และเมืองกัลกัตตา เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะความต้องการยางพาราและไม้ยางพาราแปรรูปในอินเดียมีสูงมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน เช่น เมืองเจนไนถือเป็นตลาดที่สำคัญ โดยการผลิตรถยนต์ของเมืองเจนไนคิดเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของอินเดีย ในขณะที่ผลผลิตยางพาราในอินเดียมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ตลาดเฟอร์นิเจอร์ของอินเดียก็เป็นตลาดขนาดใหญ่มีความต้องการสินค้าประเภทนี้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะคนอินเดียซึ่งมีกำลังซื้อสูง 10% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 120 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 1,200 ล้านคน

“การเดินทางไปครั้งนี้ ผู้จัดจำหน่ายไม้ชั้นนำและโรงงานเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของอินเดียสนใจสั่ง ซื้อไม้ยางไทย โดยเฉพาะไม้ยางพาราแปรรูป เช่น ไม้พื้น ไม้แปรรูปอบแห้ง ไม้ปาร์เก้ เป็นต้น นอกจากนี้ โรงแรมระดับ 5 ดาวของเมืองเจนไนยังสนใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ และไม้ปาร์เก้สำหรับตกแต่งห้องพักกว่า 300 ห้อง ขณะเดียวกัน บริษัทผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของอินเดีย เช่น TVS DRC, JK Tyes และ Sterling ต่างสนใจยางแผ่นเพื่อป้อนสายการผลิตในโรงงาน ส่วนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรองเท้าของเมืองกัลกัตตา ก็สนใจร่วมลงทุนกับผู้ผลิตยางพาราของไทยด้วย” นางสาวผ่องพรรณ กล่าว

รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปของไทย 95% ส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นการพึ่งพาตลาดหลักเพียงตลาดเดียว จึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ๆ รองรับ เพื่อลดความเสี่ยง หากประเทศคู่ค้าหลักชะลอ หรือหยุดการสั่งซื้อ นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นตลาดใหญ่ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง จึงสามารถรองรับสินค้าดังกล่าวจากไทยได้เป็นอย่างดี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 17:49 น.
%d bloggers like this: