จิตใจ

All posts tagged จิตใจ

ถวายพระพร… สมเด็จพระราชินีของชาวไทย โดยคณะสงฆ์ (มหายาน) จากจีน!

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2558 เวลา 16:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/380994

 

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ในห้วงเวลาระหว่างวันที่ ๓-๕ ส.ค. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา คณะสงฆ์ (มหายานนิกาย) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน ๔๓ รูป โดยมีวัดเส้าหลินที่เลื่องลือในยุทธภพเป็นแกนนำ มาเยี่ยมเยียน จ.เชียงใหม่ ลำพูน โดยมีการมาประกอบศาสนกิจเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหามหาราชินี และเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-จีนที่สืบเนื่องมายาวนาน ดังที่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ ๔๐ ปีในปัจจุบัน

อาตมาได้รับนิมนต์จากคณะกรรมการจัดงานของสภาอุตสาหกรรมไทย-จีน นำคณะสงฆ์จีนเจริญภาวนาบนพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ การเจริญภาวนาแม้จะใช้เวลาไม่มากนัก แต่ด้วยความสัปปายะของพระตำหนักภูพิงค์ฯ ที่ประกอบด้วย อากาศเย็น เจือละอองหมอก พัดแผ่คลุมเข้ามาในสถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นระลอกๆ จนทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายนั่งอยู่บนภูเขาซงซานที่วัดเส้าหลินในประเทศจีน อย่างไรก็อย่างนั้น

เมื่อเสร็จสิ้นการกล่าวถวายเป็นพระราชกุศลสมบูรณ์ตามพิธีการแล้ว ทางพระตำหนักภูพิงค์ฯ ยังได้ถวายน้ำเห็ดหลินจือร้อนๆ แทนน้ำชาจีน ยิ่งทำให้ทุกฝ่ายชื่นชอบ เรียกว่า การถวายรับรองคณะสงฆ์จีนและศาสนิกชนชาวไทย-จีนของพระตำหนักภูพิงค์ฯ ในครั้งนี้ เหมาะสมอย่างยิ่งควรแก่การอนุโมทนา

ย่างเข้าสู่วันที่ ๔ ส.ค. ๒๕๕๘ อาตมาไปพักตั้งหลักรอรับคณะสงฆ์ (มหายาน) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่นำโดยวัดเส้าหลิน ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) จ.ลำพูน ซึ่งมีกำหนดการมาเยี่ยมเยียนเพื่อสนทนาธรรมกับอาตมาในช่วงเวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ได้กล่าวถวายการต้อนรับ หลังจากนั้นรองเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินซึ่งเป็นตัวแทนคณะสงฆ์จีน ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมการเจริญพระพุทธมนต์ของคณะสงฆ์ไทย-จีน สมบูรณ์แล้ว ต่อมาจึงได้เดินเยี่ยมชมวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) จ.ลำพูน เสร็จสิ้นแล้วจึงได้เข้าสู่ห้องรับรอง มีการถวายน้ำชา อาหารว่าง ตามความเหมาะควร

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน …นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้ถวายความรู้ในประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ของ จ.ลำพูน โดยเฉพาะในความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสืบเนื่องพระพุทธศาสนา ซึ่งน่าสนใจยิ่งนัก

ในตอนท้าย ได้อาราธนาอาตมาให้ช่วยแสดงธรรมในสองหัวข้อ ได้แก่

๑.จะทำบุญสร้างกุศลอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

๒.ขอให้อธิบายเรื่องของฌาน หรือรูปฌาน หรือแนวเจริญสมาธิปริยายชั้นสูงที่ว่าด้วยการทำฌาน

…โดยก่อนจะเข้าสู่การวิสัชนาธรรมจากปุจฉาทั้งสองข้อ อาตมาได้นำสู่การเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจตรงกันในความหมายของ พุทธศาสนา โดยยกคำว่า พุทธะ กับ ธัมมะ ขึ้นขยายความเพื่อนำสู่ ธรรมที่ทรงตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ที่เรียกว่า อริยสัจสี่ เพื่อนำสู่การขยายความใน อริยมรรค อันว่าด้วยองค์ธรรมแปดประการ เพื่อต้องการให้เห็นในหลักปฏิบัติธรรมตาม แนวมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง…พอดีเวลาหมดลงกลางคัน โดยพระสงฆ์จีนจากวัดเส้าหลินมีกำหนดไปแสดงวิทยายุทธในตอนเย็น จึงต้องเอวังด้วยความเสียดายในโอกาสของศาสนิกชนชาวจีนที่ยังไม่อยากกลับ จึงมีการพูดรับรองว่า จะจัดให้แสดงธรรม-สอนปฏิบัติธรรมอีกครั้งที่วัดเส้าหลิน… เรื่องของเรื่องจึงต้องยุติลงด้วยความซาบซึ้งใจในทุกฝ่าย จึงขอนำเรื่องราวมาเล่าให้สาธุชนได้รับทราบเพื่ออนุโมทนาร่วมกัน &O5532;

เจริญพร

หัวใจพระพุทธศาสนา

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2558 เวลา 16:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/380993

หัวใจพระพุทธศาสนา

โดย…หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

หมายเหตุ : หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นศิษย์รูปสำคัญรูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ คณาจารย์สายพระกรรมฐานเชื่อกันว่าท่านเป็นพระอรหันต์ร่วมยุครูปหนึ่งในสมัยของเรา ชื่อเสียงของหลวงปู่ตื้อเป็นที่จดจำในฐานะพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ เป็นผู้เลิศในทางฤทธิ์ผู้หนึ่งและมีลีลาแสดงธรรมที่ตรง ดุเด็ด เผ็ด มัน แม้จะมีเนื้อหาการแสดงธรรมะของท่านตกทอดข้ามวันเวลามาอยู่บ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก เทศนาเรื่อง “หัวใจพระพุทธศาสนา” เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เพื่อรักษาธรรมเทศนากัณฑ์นี้ให้ปรากฏสืบเนื่องไป จึงขอนำมาตีพิมพ์เป็นตอนๆ ต่อเนื่องจนสิ้นความ ดังมีเนื้อหาโดยละเอียดดังนี้

นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

“จิตดวงเดียวแสดงเป็นสี่ พระโสดามรรคก็จิตดวงเดียวนี้แหละ พระสกิทาคามรรคก็จิตดวงเดียว พระอนาคามรรคก็จิตดวงเดียว พระอรหันตามรรคก็จิตดวงเดียว ที่ว่าเป็นสี่นี้ ว่าตามธาตุ ตามวิญญาณ ธาตุก็สี่ วิญญาณก็สี่ ได้ชื่อว่าจิตตานุปัสสนากับจิตแยกออกจากกันไม่ได้ หูกับจิตออกจากกันไม่ได้ จมูกกับจิตออกจากกันไม่ได้ ปากกับจิตออกจากกันไม่ได้ ส่วนตาไม่ใช่จิต เรียกว่าวิญญาณตา หูก็ไม่ใช่จิต เรียกว่าวิญญาณหู จมูกก็ไม่ใช่จิต เรียกว่าวิญญาณจมูก ปากก็ไม่ใช่จิต เรียกว่าวิญญาณปาก จิตเราจะไปไหน ไปทำบุญหรือทำบาป ก็ต้องอาศัยวิญญาณตา จะดูรูปก็ต้องอาศัยตา จะฟังเสียงร้องรำทำเพลงเพื่อให้เพลิดเพลิน ก็ต้องอาศัยวิญญาณหู เป็นผู้ฟังว่าจะเพราะพริ้งเพียงไร จิตเป็นผู้รู้ จะดมกลิ่นเหม็น กลิ่นหอม จิตเป็นผู้รู้ จึงใส่ชื่อว่า “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานัง” ตากับจิตออกจากกันไม่ได้ ตายเมื่อใด พ้นเมื่อนั้น นี้แหละท่านทั้งหลาย

1.จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตนั้นก็เป็นพระโสดา จิตสกิทาคา จิตก็เป็นอนาคา จิตก็เป็นอรหันต์ จิตก็เป็นพระพุทโธ จิตดวงเดียว

2.จิตไม่ลักทรัพย์ จิตนั้นก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นอนาคา เป็นอรหันตา

3.จิตออกบวช ขาดจากผัวจากเมีย จิตนั้นก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันตา

4.จิตไม่ขี้ปด ไม่กล่าวมุสาวาท จิตนั้นก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันตา

5.จิตไม่กินเหล้า จิตก็เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทาคา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันตา อันนี้

อธิบายเป็นพระสูตร ขอให้นักธรรม นักกัมมัฏฐานทั้งหลายจงดูทุกพระองค์เถิด จะอธิบายเป็นพระปรมัตถ์อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน 1.จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ 2.จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนและทุกพระองค์ 3.จิตออกบวช ขาดจากผัวจากเมีย จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจทุกคนทุกพระองค์ 4.จิตไม่ขี้ปด (มุสาวาท) จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจทุกคนทุกพระองค์ 5.จิตไม่กินเหล้า จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจทุกคนทุกพระองค์

พุทฺโธเป็นศีล พุทฺโธเป็นฌาน พุทฺโธก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ ธมฺโมเป็นศีล ธมฺโมเป็นฌาน ธมฺโมเป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ สงฺโฆเป็นศีล สงฺโฆเป็นฌาน สงฺโฆเป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของทุกคนทุกพระองค์ กรุณาเป็นศีล กรุณาเป็นฌาน กรุณาเป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ มุทิตาเป็นศีล มุทิตาเป็นฌาน มุทิตาเป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ เมตตาเป็นศีล เมตตาเป็นฌาน เมตตาเป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ อุเบกขาเป็นศีล อุเบกขาเป็นฌาน อุเบกขาเป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์

จิตมีรูป ไม่รักรูป จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ จิตมีเวทนา จิตไม่รักเวทนา จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ จิตมีเวทนา จิตไม่รักเวทนา จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ จิตมีสัญญา จิตไม่รักสัญญา จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์ จิตมีสังขาร จิตไม่รักสังขาร จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่ใจของเราทุกคนทุกพระองค์

เจ้าคุณคือใคร? เจ้าพ่อของเรา เจ้าแม่ของเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทุกคนเกิดจากเจ้าคุณพ่อ หมายถึงพระสุทโธทนะ เจ้าคุณแม่ หมายถึงพระนางเจ้าสิริมหามายา เป็นที่เกิดธรรมะอันประเสริฐสูงสุดวิเศษอยู่ที่ใจของเราอันเกิดมาจากพระบิดา พระมารดา ถ้าใครเชื่อ เอาหมูเป็นเมีย ปีกุน แปลว่าหมู หมูดีกว่ามนุษย์ มนุษย์สู้หมูไม่ได้ หมูดีกว่ามนุษย์ ขาหมูมนุษย์กิน แต่มนุษย์ไม่กินขาคน หำหมูมนุษย์กิน แต่หำมนุษย์ไม่มีคนกิน หีหมู มนุษย์กิน หีมนุษย์ไม่มีใครกิน หีหมูคนปากไม่ชัด (คือคนลิ้นไก่สั้น พูดอ้อแอ้) กินแล้วจะดี น้ำมันหมู เป็นสินค้าทั่วราชอาณาจักรไทย เป็นอาหารทั่วไปไม่เลือกชาติไหน กินกันทั้งนั้น แต่น้ำมันมนุษย์ไม่มีใครกิน ขี้หมูเอามาทำปุ๋ยใส่ในนา ใส่ผักใส่สวน ได้ทั้งนั้น แต่ขี้มนุษย์ไม่มีใครต้องการ หัวหมู ตับหมู มนุษย์กิน หัวคนตายไม่มีใครกิน หัวหมู จมูกหมู ลิ้นหมู มันสมองหมูต้มกันได้ทุกชาติ ปากคน ลิ้นคน มันสมองคน หัวคนไม่มีใครกิน แต่ไส้หมูทำเป็นไส้กรอกกินได้ ตับหมู พุงหมู กินได้ แต่ตับคน ไส้คน พุงคน ไม่มีใครกิน ขนหมูเป็นสินค้า ทำแปรงทาสีได้ทั่วไป แต่ขนผมมนุษย์ตัดทิ้งเสียเปล่าๆ ไม่มีใครต้องการ ผมของอุบาสก ต้องตัดเดือนละครั้งสองครั้ง เสียเงินครั้งละ 4-5 บาท ยิ่งเป็นผมของเจ้านายก็แพงขึ้นไปยิ่งกว่านี้ แล้วก็ค่าน้ำมันเดือนละขวด เมื่อจะหมดบุญ ก็ต้องเสียเงินหลายพันบาท เมื่อตายไปไฟกินหมด นี้แหละนักธรรม นักกัมมัฏฐานทั้งหลาย ข้าพเจ้า พระอาจารย์ตื้อ หรือ หลวงปู่ตื้อขอถวายปัญญาวิปัสสนาญาณไว้แสดงให้ทั่วถึงกัน มีเจ้านาย ข้าราชการ อุบาสก อุบาสิกา เป็นต้น ถ้าไม่จริงอย่างหลวงปู่ว่า ขอให้อมขี้มาเป่าหน้าเถิด

หนึ่ง ผู้เจริญฌาน ให้รู้จักฌาน ถ้าไม่รู้จักฌาน จะนั่งเอาฌานจนเอวหัก ก็ไม่ได้นิพพานตามความปรารถนา

สอง ผู้เจริญฌาน ให้รู้จักฌาน จึงจะได้พระนิพพาน เพราะฌานกับนิพพาน เป็นคู่กันจะออกจากกันไม่ได้เหมือนเดือนกับดาว เดือนอยู่ที่ไหนดาวอยู่ที่นั่น ที่ว่าการไม่รู้จักฌาน ไม่รู้จักนิพพาน เป็นอาการของจิต เรียกว่า “โลกียจิต” สอง โลกุตตรจิต จิตจะรู้จักฌาน พระโสดาผล เป็นฌานที่หนึ่ง พระสกิทาคามรรค สกิทาคาผล เป็นฌานที่สอง พระอนาคามรรค พระอนาคาผล เป็นฌานที่สาม พระอรหันตามรรค พระอรหันตาผล เป็นฌานที่สี่ ฌานเป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้า พระนิพพาน ได้แก่ ใจของพระพุทธเจ้า ฌาน เป็น ที่อยู่ของพระอรหันต์ นิพพานก็คือใจของพระอรหันต์เจ้านั้นและฌานเหมือนเค้า (ต้น) ของผม (เกศา) นิพพานเหมือนเส้นผมนั้นและจึงจะสมสะวะณะ

ที่หนึ่ง บริกรรม “พุทฺโธ” เป็นศีล “พุทฺโธ” เป็นฌาน “พุทฺโธ” ก็เป็นนิพพาน

ที่สอง อุปจาร เป็นที่อยู่ของจิต ธัมโมเป็นศีล ธัมโมเป็นฌาน ธัมโมก็เป็นนิพพาน

ที่สาม สังโฆเป็นศีล สังโฆเป็นฌาน สังโฆก็เป็นนิพพาน

ที่สี่ อนุโลมฌาน จงดูลมหายใจเข้าออก โทสะใจอย่าได้ขี่ใจโมหะ ใจขี่ทิฏฐิก็หมดไป ใจขี่โทสะ ใจก็เป็นอรหันต์ ใจขี่โมหะ ใจก็เป็นอรหันต์ ใจขี่ทิฏฐิใจนี้ก็เป็นอรหันต์

ที่ห้า โคตะ อยู่ในรูปไม่ผิดรูป อยู่ในเวทนา ไม่ผิดเวทนา อยู่ในสัญญา ไม่ผิดสัญญา อยู่ในสังขาร ไม่ผิดกับสังขาร อยู่ในวิญญาณ ไม่ผิดกับวิญญาณ ใจเราก็เป็นพระนิพพาน

ที่หก โสดามรรคก็ใจ โสดาผลก็ใจ สกิทาคามรรคก็ใจ สกิทาคาผลก็ใจ อนาคามรรคก็ใจ อนาคาผลก็ใจ สกิทาคามรรคก็ใจ สกิทาคาผลก็ใจ อนาคามรรคก็ใจ อนาคาผลก็ใจ อรหันตมรรคก็ใจ อรหันตผลก็ใจ ละอุปาทิเสสนิพพานกิเลสขาดจากสันดานหมดไป โมหะกิเลสหมดไป ทิฏฐิกิเลสหมดไป ยังเหลือแต่ใจสะอาดปราศจากกิเลสเหมือนพระจันทร์ เดินอยู่ในท้องฟ้านภากาศ ไม่มีอะไรจักทำลายได้ วาโยธาตุ แปลว่า ลมจากทิศทั้ง 4 จะทำลายพระจันทร์ไม่ได้ ลมก็เป็นลมไป พระจันทร์ไม่แตกดับ พระจันทร์ก็อยู่อย่างนั้นแหละ อาโปธาตุ แปลว่า น้ำฝนตกลงมาเม็ดเล็กเม็ดน้อยเม็ดใหญ่ จะทำลายพระจันทร์ไม่ได้ เปรียบเหมือนที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ดังเช่น เปรียบกันได้กับใบบอน ตามธรรมดาใบบอนนั้นน้ำชำแรกแทรกเข้าไปในใบบอนย่อมมิได้ ถึงฝนจะตกลงมาถูกต้องใบบอนสักเพียงไร น้ำฝนก็มิอาจจะแทรกซึมเข้าไปในใบบอนได้ฉันนั้น เพราะใบบอนไม่ดูดเอาน้ำเข้าไปเลย เหมือนดังกับพระจันทร์ พระจันทร์เดินไปเมืองม่าน (เมียนมา) พวกม่านทั้งหลายทั้งน้อยและใหญ่ พากันกราบไหว้พระจันทร์ พระจันทร์ก็เฉยๆ ไม่รับรองลิ้นของพวกม่านมาเป็นสรณะแต่อย่างไร ไปเมืองมอญ พวกมอญจะติฉินนินทาด่าว่าสิ้นทั้งบ้านเมืองมอญ พระจันทร์ก็เฉยเสีย นี้แหละนักธรรม นักกัมมัฏฐาน เจ้าทั้งหลายจึงเรียกได้ว่า “จบพรหมจรรย์” คือ.-

1.ไม่ฆ่าสัตว์ เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

2.ไม่ลักทรัพย์ เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

3.ไม่เสพกาม เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

4.ไม่ขี้ปด (คือกล่าวมุสาวาท) เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

5.ไม่กินเหล้า (สุรา) เรียกว่า พุทธพรหมจรรย์

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

 

อภินิหารท่านเจ้าคุณนรรัตน

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2558 เวลา 15:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/380991

อภินิหารท่านเจ้าคุณนรรัตน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เชื่อว่า “นักเลงพระ” หลายคนรับรู้ในชื่อเสียงของท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต แห่งวัดเทพศิรินทร์ หรือที่หลายคนมักจะเรียกสั้นๆ ว่า “เจ้าคุณนรฯ” ท่านเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของนักสะสมหรือผู้แขวนพระติดตัวอย่างศรัทธา ด้วยคุณงามแห่งการปฏิบัติดีประพฤติชอบ ทำนุบำรุงศาสนาสืบสานธรรมะค้ำจุนสังคมมาโดยตลอดที่ครองผ้าเหลือง แน่นอนว่า “เจ้าคุณนรฯ” พระที่หลายคนยึดนำยึดถือเป็นแบบอย่างความดี ย่อมมีสิ่งพิเศษหรือที่เราอาจเรียกติดปากว่า “อภินิหาร” และคำว่า “อภินิหาร” มาจากไหนคงคาดเดากันไม่ยาก เพราะอดีตเจ้าคุณนรฯ ปลุกเสกลงมนต์พระเครื่องไว้นับไม่ถ้วน เพ่งจิตอธิษฐานทำวัตรเช้า-เย็น นำพระเครื่องร่วมพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องหลายต่อหลายพิธีเพื่อความศักดิ์สิทธิ์

พระเครื่องหลายพิมพ์ ที่ผ่านพิธียิ่งใหญ่จากเจ้าคุณนรฯ ที่ดูเป็นมาตรฐานมีอยู่ 6 พิมพ์ ประกอบด้วย พิมพ์คล้ายสมเด็จ 3 ชั้น พิมพ์นางพญา พิมพ์หลวงพ่อพระพุทธโสธร พิมพ์พระกำแพงแก้ว พิมพ์พระปิดตา และพิมพ์พระรูปเหมือนท่านเจ้าคุณนรฯ ทั้งหมดเป็นที่เลื่องลือในวงการพระเครื่องในอดีตจวบจนปัจจุบันถึงความศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์บนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์สีขาว

แต่วิธีห้อยพระเครื่องให้หนุนนำชีวิต หรือแคล้วคลาดปลอดภัย ก็ต้องมีเทคนิคหรือวิธีเช่นกัน หากไม่รู้วิธีการปลุกพุทธคุณจากพระที่เราห้อยคอ พระที่เราแขวนติดตัวอาจเป็นเพียงเศษหินเศษปูนธรรมดาเท่านั้น แม้มีราคาแพงสักเพียงใด อย่างพระเครื่องเจ้าคุณนรฯ ลุงแก้ว ศิริรัตน์ ไวยาวัจกร วัดวิเวกวนาราม เคยกราบถามเจ้าคุณนรฯ ว่า คาถาที่ใช้ในการอาราธนาปลุกเสกพระของท่านนั้นใช้คาถาอะไร ท่านเจ้าคุณนรฯ สวนตอบกลับไปว่า ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และระลึกท่าน (เจ้าคุณนรฯ) แล้วท่องคาถาว่า “ธมฺมวิตกฺโก” แล้วให้แผ่เมตตาว่า “เราไม่ใช่ศัตรูของผู้อื่น และผู้อื่นก็ไม่ใช่ศัตรูของเรา  และถ้าอยู่ในระหว่างคับขันก็ให้ระลึกถึงท่าน (เจ้าคุณนรฯ) และภาวนาคาถาว่า “ธมฺมวิตกฺโก”

อย่างไรก็ตาม พระพุทธคุณของพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ดังกล่าวทั้งหมดเป็นที่เชื่อถือได้ว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง เพราะเจ้าคุณนรฯ ได้ปลุกเสกด้วยยอดแห่งคาถาที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งในยุครัตนโกสินทร์ พระเครื่องที่เจ้าคุณนรฯ ได้เมตตาปลุกเสกและอธิษฐานนั้น เจ้าคุณนรฯ บอกว่ามีพุทธคุณทางเมตตามหานิยม อุดมลาภ มหาลาภ มหาเสน่ห์ มหาอุด แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ล่องหนหายตัวได้ (ศัตรูไม่สามารถทำร้ายเราได้เพราะมองไม่เห็น)

อนึ่ง เป็นที่สังเกตว่าพระชุดนี้ พิมพ์ (แบบ) พระไม่ค่อยสวยงาม เนื่องจากผู้จัดสร้างพระเครื่องในสมัยนั้น ไม่ได้ว่าจ้างผู้อื่นทำ แต่เป็นครอบครัวของลุงแก้วทำเอง แม่พิมพ์ที่ออกมาก็แกะกันเอง เนื่องจากเกรงว่าผู้รับจ้างจะเปลี่ยนวัสดุมงคล หรือเปลี่ยนผงพุทธคุณวิเศษ และกลัวว่าจะมีการปลอมแปลงในภายหลัง ครอบครัวลุงแก้วจึงทำการแกะพิมพ์และได้หายอดมงคลแห่งฤกษ์ (วันดี) จัดพิมพ์เองมาโดยตลอด

“อภินิหารเจ้าคุณนรฯ” ของพระชุดนี้ (ชุดวัดวิเวกวนาราม) มีเรื่องอภินิหารมากมาย แต่ลุงแก้วได้รับคำสั่งจากเจ้าคุณนรฯ ว่า อย่าโอ้อวดโฆษณา ผู้ที่นำไปบูชาจะเห็นความศักดิ์สิทธิ์เอง เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสใน “อภินิหารเจ้าคุณนรฯ” คอลัมน์พุทธานุภาพ จึงหยิบยกประสบการณ์ของผู้ศรัทธาเจ้าคุณนรฯ ท่านหนึ่งมาแชร์เรื่องราวให้ฟังสั้นๆ ว่า เพียงผู้นับถือเจ้าคุณนรฯ จะต้องมีความศรัทธาอย่างจริงใจ มีจิตเพ่งอยู่กับวัตถุศักดิ์สิทธิ์จนเกิดเป็นพลังจิตของตนเองขึ้นด้วย จนกลายเป็นความเชื่อมั่น นั่นจึงจะเป็นเหตุให้เกิดอำนาจและบุญฤทธิ์กับผู้ครอบครองเสียเอง

ท่านเจ้าคุณนรฯ มีอภินิหารจนเป็นที่ยอมรับในบรรดา “นักเลงพระ” และผู้สะสม ฉะนั้นเมื่อท่านได้มีพระชุดนี้แล้วก็อย่าตะขิดตะขวงใจ จงคลายความลังเลให้หมดความกังวลในเรื่องความเข้มขลังของพระเครื่องเจ้าคุณนรฯ ได้เลย เพราะสารพัดพิธีปลุกเสก ที่สำคัญยังสร้างจากผงเก่าถูกต้องแบบวิธี แตกต่างกับปัจจุบันคือเครื่องการันตีในพุทธคุณ

 

สมเด็จพระสังฆราช 5 พระองค์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2558 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/379736

สมเด็จพระสังฆราช 5 พระองค์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

โดย…ส.สต

พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระสังฆราช ไม่ทราบชื่อผู้ฉาย ผู้เขียนพบใน Online นานมาแล้ว ตอนนั้นได้แต่แปลกใจว่า เจ้าภาพงานนี้เก่งที่นิมนต์สมเด็จพระสังฆราชมาในงานทั้งในปัจจุบัน (2506) และในอนาคต แต่ละองค์นั่งตามลำดับอาวุโส และตามลำดับที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในระยะเวลา 50 ปี อย่างน่าอัศจรรย์

ส่วนสถานที่ประทับสวดมนต์นั้น ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดน่าจะเป็นร้านจำหน่ายยางรถยนต์ ย่านสวนมะลิ ตรงหัวมุมถนนยุคล ตัดกับถนนพลับพลาไชย ใกล้กับสามแยกถนนบำรุงเมือง (แต่ร้านยางนั้นเปลี่ยนกิจการไปแล้วขณะนี้) ทั้งนี้ ในเช้าวันหนึ่งในปี 2506 ขณะที่ผู้เขียนเป็นสามเณรเดินบิณฑบาตจากวัดพระพิเรนทร์ วรจักร ผ่านไปที่หน้าร้านดังกล่าว ได้เห็นสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศ ประทับเพื่อเจริญพระพุทธมนต์กับพระสงฆ์อื่นๆ เป็นบุญตาและอยู่ในความทรงจำเสมอ แม้เวลาจะผ่านไป 50 กว่าปีแล้วก็ตาม

วันนี้จึงรื้อฟื้นความทรงจำนำภาพดังกล่าวจาก Online มาขยายความ เพื่อเพิ่มศรัทธาปสาทะแก่พุทธศาสนิกชนในช่วงเข้าพรรษาปี 2558

1) สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย ป.ธ.9) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วันที่ 4 พ.ค. 2506 สิ้นพระชนม์วันที่ 15 พ.ค. 2508 พระชันษา 90 ปี 5 เดือน 14 วัน

พระนามเดิม อยู่ นามสกุล แซ่ฉั่ว ต่อมาเปลี่ยนเป็น ช้างโสภา ประสูติวันที่ 1 ธ.ค. 2417 ณ เรือนแพหน้าวัดกัลยาณมิตร ทรงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสระเกศ จนถึงปี 2437 จึงทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อปี 2445 สอบประโยค ป.ธ.9 ได้ขณะที่มีอายุ 28 ปี และเป็น ป.ธ.9 รูปแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดฯ ให้นำรถยนต์หลวงมาส่งถึงอารามเป็นพิเศษ และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ที่สำนักพระราชวังจะจัดรถยนต์หลวงส่งพระภิกษุสามเณรที่สอบ ป.ธ.9 ได้ถึงวัด หลังจากเข้ารับพระราชทานพัดเปรียญที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว

ส่วนคุณธรรมเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป นอกจากความเมตตาและเก่งภาษาอังกฤษแล้ว คือ ทรงความเป็นโหรหลวง

2) สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี ป.ธ.9) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2508 สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2514 สิริพระชันษา 74 ปี ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ 7 พรรษา

พระนามเดิมว่า จวน ประสูติเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2440 อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

วันที่ 2 ก.ค. 2457 ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดมกุฏกษัตริยาราม อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2460 โดยมีพระธรรมปาโมกข์ (ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์

ระหว่างดำรงสมณเพศได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถในทางวิชาการ โดยเป็นบรรณาธิการหนังสือวารสารรายปักษ์ จึงทำให้พระองค์มีความสามารถในการประพันธ์ต่างๆ มีโคลง ฉันท์ เป็นต้น

3) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ ป.ธ.6) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 17 สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2515 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2516 สิริพระชันษาได้ 77 ปี ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ 1 ปีเศษ

ประสูติเมื่อวันที่ 30 มี.ค.2439 ต.สองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันศุกร์ที่ 27 เม.ย. 2460 ณ วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ขณะมีอายุ 22 ปี พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง (ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระศากยปุตติยวงศ์ (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) ภายหลังเป็นสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพน เป็นพระอนุสาวนาจารย์

คุณสมบัติพิเศษ ทรงเป็นนักประพันธ์ ทรงนิพนธ์หนังสือพุทธชยันตี เล่าเรื่องฉลอง 25 พุทธศตวรรษที่ศรีลังกาและอินเดีย ทรงนิพนธ์นิยายหลายเรื่อง ในนามปากกา “สันติวัน”

ด้านสาธารณูปการ ทรงตั้งมูลนิธิพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ นำดอกผลมาใช้สอยเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ ให้ทรงสภาพเป็นวัดพระมหากษัตริย์สร้าง ส่วนอนุสรณ์ของพระองค์หลังสิ้นพระชนม์ คือโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ 17 อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

4) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน ป.ธ.4) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. 2517 สิ้นพระชนม์ วันที่ 27 ส.ค. 2531 สิริพระชันษา 91 ปี อยู่ในตำแหน่ง 14 ปี

พระองค์มีพระนามเดิมว่า มัทรี นามสกุล นิลประภา ภายหลังเปลี่ยนพระนามเป็น วาสน์ ประสูติเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2440 อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

อุปสมบทวันที่ 2 ก.ค. 2461 โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “วาสโน” เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรมตามลำดับและสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

5) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.9) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 สถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2532 สิ้นพระชนม์วันที่ 24 ต.ค. 2556 และเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระชันษามากถึง 100 ปี (3 ต.ค. 2456-24 ต.ค. 2556)

พระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ประสูติเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2456 เป็นบุตรคนโตของ น้อย คชวัตร และกิมน้อย คชวัตร ชาวกาญจนบุรี

บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อแก้บนในปี 2469 ณ วัดเทวสังฆาราม ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดเสน่หา จ.นครปฐม และวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่ออายุครบอุปสมบทกลับไปอุปสมบทที่วัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2476 และเมื่อกลับเข้ามาอยู่วัดบวรนิเวศ จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทซ้ำในธรรมยุติกนิกาย โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

 

การจำพรรษา … และเหตุอันควรสัตตาหกรณียะ !!

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2558 เวลา 12:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/379734

ธรรมส่องโลก

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา :  พระภิกษุ-สามเณร ต้องอยู่จำพรรษาในอาวาส หยุดการโคจรท่องเที่ยวไปในกาลฝนแห่งฤดูฝน …แต่ยังเห็นมีพระภิกษุมากมายเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ไม่หยุดยับยั้งอยู่ในเขตอธิษฐานจำพรรษา ถือว่าผิดพระวินัย เป็นโทษหรือไม่…

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้เคารพในพระธรรมวินัย… เป็นปุจฉาที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนจำนวนมาก เมื่อมีปุจฉามา จึงยินดีตอบอย่างยิ่ง

กล่าวถึง พุทธานุญาตให้ภิกษุจำพรรษานั้น เกิดขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงประทับที่ เวฬุวันมหาวิหาร ใกล้พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ สมัยนั้นยังทรงไม่บัญญัติการจำพรรษาแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงเที่ยวจาริกไปได้ตลอดกาลในทุกฤดู ต่อมาหมู่ชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน พระสมณศากยบุตร จึงเที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนชีวะอันมีอินทรีย์เดียว ยังสัตว์เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวายลง ก็พวกนักบวชนอกศาสนา ผู้มีธรรมอันกล่าวไว้ไม่ดี ยังหยุดพักอยู่ประจำตลอดฤดูฝน  แม้ฝูงนก ก็ยังรู้จักทำรังอยู่บนยอดไม้ พักอาศัยตลอดฤดูฝน… ส่วนสมณศากยบุตร เที่ยวจาริกไปตลอดทุกฤดู…”

ในเพราะเหตุดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพุทธานุญาตให้ภิกษุจำพรรษาในฤดูฝน โดยเมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ว ๑ วัน พึงเข้าพรรษาต้น และเมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ว ๑ เดือน พึงเข้าพรรษาหลัง  และพุทธบัญญัติ ห้ามภิกษุผู้จำพรรษาไม่ถึง ๓ เดือน หลีกไปสู่ที่จาริก  รูปใดหลีกไป อยู่จำพรรษาไม่ครบ ๓ เดือน ต้องอาบัติทุกกฎและขาดพรรษา  หรือแม้แต่การไปเข้าพรรษาหลัง โดยเจตนาไม่ประสงค์จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษาแรก โดยแกล้งล่วงเลยอาวาสไปเสีย ปรับอาบัติทุกกฎ…

ต่อมา สมัยเสด็จไปประทับ ณ พระเชตวันฯ กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล ทรงอนุโลมให้ภิกษุจาริกไปจากอาวาสที่อธิษฐานจำพรรษาได้ โดยพุทธบัญญัติเหตุอันควรต่อการไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ และพึงกลับมาภายใน ๗ วัน

ดังนั้น การหยุดยับยั้งอยู่ในอาวาสที่อธิษฐานอยู่จำพรรษาให้ครบ ๓ เดือน เพื่อการศึกษา ปฏิบัติ หรือเจริญภาวนานั้น จึงเป็นความสวยงามในความสงบของภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ แต่มิได้ปิดกั้นเหตุอันควรกระทำสัตตาหกรณียะดังที่กล่าวมา

พรรษาปีนี้ อาตมาอธิษฐานจำพรรษาอยู่ในเสนาสนะป่าภูเขาหลวง (ธ) นครศรีฯ เพื่อการวิเวกต่อการเจริญภาวนา อันเป็นไปตามวิสัยพระป่า… เช้าๆ ก็เดินลงจากภูเขา ไปบิณฑบาตชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ และเดินกลับที่พักบนภูเขา ที่มีลำธารสายใหญ่ไหลเลียบผ่านลงไปสู่ด้านล่าง เสียงสายน้ำผสมเสียงสัตว์ร้อง จึงให้เกิดความรู้สึกเบาจิตเบากายไปเยอะ โดยเฉพาะอากาศที่บริสุทธิ์ แต่ก็มิได้ละทิ้งกิจอันควรแก่การกระทำเมื่อรับนิมนต์ไว้ ด้วยในวันที่ ๓-๕ ส.ค. ๒๕๕๘ จะต้องนำคณะสงฆ์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินเป็นหัวหน้า ปฏิบัติศาสนกิจเจริญภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ฯลฯ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และในวันที่ ๔ ส.ค. ๒๕๕๘ คณะหลวงจีน พร้อมฆราวาส ร่วม ๑๕๐ ชีวิต จะเดินทางไปเยี่ยมเพื่อสนทนาธรรมกับอาตมาที่วัดป่าพุทธพจน์ฯ (ธ) ลำพูน งานนี้ เนื่องในการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ ๔๐ ปี ระหว่างไทย-จีน  จึงควรแก่การกระทำสัตตาหกรณียะตามกิจนิมนต์ที่มีมาล่วงหน้า ดังนั้น อย่าได้แปลกใจ หากเห็นอาตมาเดินทางไป-กลับ ระหว่างภาคเหนือ-ภาคใต้ ซึ่งเป็นไปตามพุทธานุญาตดังกล่าวมา…

เจริญพร

 

ผงพระวิเศษชุดวัดวิเวกวนาราม

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2558 เวลา 12:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/379733

ผงพระวิเศษชุดวัดวิเวกวนาราม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ความเดิมตอนที่แล้วว่ากันด้วยจุดเริ่มต้นการสร้าง “พระเครื่องชุดวัดวิเวกวนาราม” ทิ้งท้ายไว้ถึงวัสดุมงคลที่รวบรวมสร้างพระเครื่อง และพระชุดวัดวิเวกฯ มีพิมพ์ใดบ้าง   กระนั้นก็ตาม แก้ว ศิริรัตน์  ผู้ทำหน้าที่ไวยาวัจกร วัดวิเวกวนาราม ได้เก็บรวบรวมพระเครื่องเก่าแก่ที่ชำรุดแตกหักจำนวนมาก ที่สะสมไว้ตั้งแต่ปี 2505 ถึงปี 2511 ทั้งเนื้อผง เนื้อดินเผา  และเนื้อชินแต่ละชิ้นแต่ละองค์พระที่ชำรุดเป็นพระเครื่องมีชื่อเสียงและหายากอย่างยิ่งหากเทียบเคียงปัจจุบัน

วัสดุมงคลประกอบด้วย เศษหักของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม และจากกรุวัดใหม่อมตรส  หรือแม้แต่เศษหักของพระสมเด็จกรุวัดสามปลื้ม  และผงตะไบพระท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ท่านพระครูประสิทธิสมณการ เจ้าคณะ 8 วัดจักรวรรดิราชาธิวาสได้มอบให้  พระรูปปั้นสมเด็จกรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ สร้างด้วยเนื้อผงขาวขนาดใหญ่ 2 องค์ ซึ่งชำรุดแตกหักปลุกเสกที่วัดราชบพิธ พ.ศ. 2484  มีอาจารย์หลายท่านร่วมปลุกเสก เช่น หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก เป็นต้น

ถัดมาเป็นพระเนื้อผงขาว ของพระเกจิอาจารย์  พระกรุเนื้อดินเผา มีพระขุนแผน และพระกรุอยุธยา ฯลฯ พระกรุเนื้อชินที่ผุกร่อน  นอกจากพระแล้วยังมีผงนะซ่อนหัวตำรับของหลวงปู่จีน วัดท่าลาด จ.ฉะเชิงเทรา  ชานหมากของหลวงพ่อท่านคล้าย  สีผึ้งและแป้งเมตตามหานิยมของหลวงพ่อขอม  วัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณบุรี  โดยแป้งเมตตามหานิยม ได้นำไปให้ท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ เสกให้เป็นพิเศษ

ใบโพธิ์จากต้นโพธิ์ข้างโบสถ์วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ซึ่งท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ปลุกเสกและพรมน้ำมนต์ให้

ทั้งนี้ ยังมีใบโพธิ์ทองจากวัดโสธรวรารามวรวิหาร  ทองใบที่ปิดองค์พระหลวงพ่อพุทธโสธร วัดโสธรฯ ผ้ายันต์เก่า ที่เปื่อย ชำรุด ของพระอาจารย์ต่างๆ เช่น หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน  หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และคณาจารย์อีกนับไม่ถ้วน  ดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่ง จากประเทศอินเดีย  ว่านต่างๆ เช่น ว่านสบู่เลือด ว่านคืบ ฯลฯ  เกสรดอกบัวและดอดมะลิแห้งจากการที่บูชาพระหลายแห่ง

ทั้งหมดทั้งมวล แก้วได้นำมาบดละเอียดก่อนบรรจุลงโหลกลมขนาดใหญ่เก็บไว้  ไม่นาน เชาวน์ ศิริรัตน์ บุตรของแก้วได้อุปสมบทที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร แก้วนำโหลที่บรรจุผงวิเศษเข้าร่วมพิธีบวชพระด้วย  เมื่อแห่นาคครบรอบโบสถ์จึงนำโหลดังกล่าวไปตั้งไว้ ณ ที่ซึ่งท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ได้สั่งโหลด้านบนปิดด้วยผ้าขาวเขียนข้อความว่า  “ผงพระของวัดวิเวกวนาราม” มัดด้วยด้ายสายสิญจน์แน่นหนาเพื่อเชื่อมโยงถ่ายพลังจิตลงไปที่บรรจุโหล  ด้านข้างโหลใช้กระดาษปิดเขียนข้อความอย่างเดียวกัน จุดประสงค์เพื่อต้องการให้พระสงฆ์ที่ลงโบสถ์ทำวัตรเช้า-เย็น ได้ทราบ และจะได้ส่งพลังจิตร่วมเสกผงพระในโหลนั้น

ระหว่างบวชพระเชาวน์ บุตรของแก้วเล่าว่า ตลอดเวลาที่ทำวัตรเช้า-เย็น ท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ จะเพ่งตรงไปยังโหลที่บรรจุผงพระ ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา นั่นแสดงว่าท่านได้เมตตาส่งกระแสจิตปลุกเสกผงพระให้ทุกวันตลอดครบพรรษา

กระทั่งครบพรรษา แก้วได้กราบเรียนท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ว่า ขอนำผงพระที่ปลุกเสกให้จนครบไตรมาสกลับไป  เพื่อนำไปสร้างพระเครื่องและเมื่อสร้างเสร็จจะนำมาให้ท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ช่วยปลุกเสกอีกครั้ง แต่เจ้าคุณนรรัตนฯ ตอบกลับว่า “เมื่อสร้างพระเสร็จแล้วไม่ต้องนำมาให้ท่านปลุกเสกอีก เพราะนั่นเป็นผงวิเศษที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าที่ใดมีการพุทธาภิเษกพระเครื่องก็ให้นำพระชุดนี้เข้าร่วมพิธีถือว่าพอแล้ว”

ก้าวเข้าช่วงปี 2512  แก้วได้แบ่งผงพระลงในขวดขนาดใหญ่ 2 ขวด นำไปให้พระครูพิบูลย์ วัดลำต้อยติ่ง เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ปลุกเสก 1 ขวด ส่วนอีก 1 ขวด นำไปให้พระครูอุดมภาวนาภิรัตน์ วัดพืชอุดม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ปลุกเสกจนครบไตรมาส  กระทั่งปี 2513 ท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ได้สั่งให้แก้วรีบสร้างพระและกำชับทำพิมพ์พระให้สวยงาม ก่อนจัดสร้างพิมพ์เป็นพระเครื่องหลายพิมพ์ แต่ที่เป็นมาตรฐานมีอยู่ 6 พิมพ์ คือ พิมพ์คล้ายสมเด็จ 3 ชั้น  พิมพ์นางพญา พิมพ์หลวงพ่อพระพุทธโสธร  พิมพ์พระกำแพงแก้ว  พิมพ์พระปิดตา และพิมพ์พระรูปเหมือนท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ

ยามเวลาวันที่ 24 เม.ย. 2513 ท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ได้ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกพระขึ้น โดยท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ เป็นผู้ปลุกเสก แก้วจึงได้นำพระชุดวัดวิเวกวนารามร่วมพิธี ต่อมายังได้นำพระชุดนี้สมทบกับพระอาจารย์เจือ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่นำมาฝากไว้ที่วัดเทพศิรินทราวาสอีก กระทั่งวันที่ 5 ธ.ค.ปีเดียวกัน เจ้าคุณนรรัตนฯ ได้จัดพิธีมหาพุทธาภิเษก นั่นเป็นการปลุกเสกครั้งสุดท้ายของท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ก่อนนำพระร่วมพิธีอีกครั้ง

ท้ายที่สุดพระเครื่องชุดวัดวิเวกฯ ถูกนำแจกให้ประชาชนที่ร่วมบูรณะวัดวิเวกฯ และลูกศิษย์ได้บูชาในพุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์ของท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ส่วนหนึ่งถวายท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณ แจกจ่ายลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือต่อไป

 

ผ่านทุกข์ พบสุข

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2558 เวลา 11:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/379730

ผ่านทุกข์ พบสุข

โดย…พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนจะประพฤติปฏิบัติให้เป็นพิเศษได้อย่างไรนั้น พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ มีธรรมบรรยายดีๆ กับหัวข้อ “ผ่านทุกข์ พบสุข” ตามโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” หนึ่งในโครงการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม ของ ซีพี ออลล์ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกวันศุกร์ ณ อาคารซีพี ทาวเวอร์ ชั้น 11 ถนนสีลม

พระอาจารย์ไพศาล เล่าให้ฟังว่า…เข้าพรรษา เป็นช่วงเวลาเดียวกับฤดูฝน “ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ” เช่นเดียวกัน เราทุกคนล้วนมี “ความทุกข์” ที่ไม่มีทางหนีพ้นและต้องเผชิญด้วยกันทุกคน อย่างไรก็ตามเมื่อเราเจอกับความทุกข์ ต้องมีวิธีการจัดการความทุกข์ให้เร็ว จึงอยากให้ตั้งสติ หลับตา แล้วเปิดใจมองว่า เดี๋ยวเรื่องราวดีๆ ก็เข้ามาในชีวิต และทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง มีสุข มีทุกข์ ปะปนกันไป

ถ้าเราลองหัดมอง เวลาเงินหาย ของหาย แฟนทิ้ง อกหัก หรือเจ็บป่วย อย่างแรกให้ยิ้มกับตัวเอง แล้วมองเรื่องเหล่านี้ในแง่บวก ว่าในสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นมีข้อดีอะไร เช่น เจ็บป่วยก็มีข้อดี ทำให้มีเวลาพักผ่อน มีช่วงเวลาที่ได้พักฟื้น หรือดูแลร่างกายให้เป็นพิเศษ บางทีทำให้เรารู้ว่า เรายังมีเพื่อนที่รักและเป็นห่วงเรา หรือกัลยาณมิตรที่คอยเป็นห่วงเป็นใย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นวิธีการจัดการความทุกข์ และรู้จักหาประโยชน์จากความทุกข์ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ชีวิตมีสุขได้

พระอาจารย์ได้หยิบยกคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่างว่า ผู้ใดรู้จักหาประโยชน์จาก “อนิฏฐารมณ์” อารมณ์หรือสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจ ได้แก่ ความเสื่อมลาภ ความเสื่อมยศ นินทา ผู้นั้นถือเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญา ดังนั้นเราอยากเป็นผู้มีปัญญา ผู้ที่เจริญแล้วต้องคิดไว้เสมอว่า เวลาเจอทุกข์แล้ว ต้องไม่ไปจมปลัก มนุษย์จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่วิธีคิด ใจจะสบายหรือไม่สบายก็อยู่ที่วิธีคิด คิดบวก สบายใจ คิดลบก็นอนกอดทุกข์

นอกจากมุมมองด้านบวกที่จะทำให้ใจเป็นสุข แม้จะป่วยก็ป่วยแค่กายแต่ใจไม่ป่วยตามไปด้วย “ใจเราไม่ยอมรับ ใจเราสู้” ความทุกข์มากแค่ไหนก็เอาชนะใจเราไม่ได้ นอกจากนี้ถ้าต้องการความสำเร็จให้ชีวิตอยู่สม่ำเสมอ วิธีการประพฤติธรรม เริ่มต้นจากรักษาศีล เช่นรักษาศีลห้าให้ดีที่สุด ลองถือโอกาสวันเข้าพรรษานี้เริ่มต้นทำสิ่งดีๆ ให้ถึงพร้อมเพื่อชีวิตที่มีความสุข อะไรที่เคยทำ หรือศีลข้อไหนที่ยังไม่ครบก็ลองนับหนึ่ง พยายามประพฤติ ปฏิบัติตามศีลทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าใครกำลังติดเกมออนไลน์ เฟซบุ๊ก หรือไลน์ ก็ลองใช้โอกาสเข้าพรรษานี้ ลด ละ เราจะได้มีเวลาสร้างความสุขที่แท้จริงให้กับตนเอง ให้กับครอบครัว เพียงแค่การที่เราอยู่ง่าย กินง่าย ไม่พึ่งพากามสุขหรือเบียดเบียนใครเท่านี้ ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุข

พระอาจารย์ไพศาล กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่าให้แต่ละวันผ่านไปเปล่าๆ อย่าสนใจอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะทำให้จิตใจเศร้าหมอง ให้ใช้ความอดทน ความดี และมีจิตใจที่มองด้านบวก คือมองอุปสรรคเป็นของขวัญ จะทำให้ผ่านปัญหาต่างๆ ด้วยปัญญา โดยเชื่อว่าไม่มีอุปสรรคใดจะชนะความอดทนในใจคนไปได้

ถ้าเรารู้จักรักตัวเองจริง เราจะไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียด มาครอบงำย่ำยีจิตใจคล้ายกับ “มือที่ไม่เป็นแผลจับต้องยาพิษ ก็ไม่เป็นอันตราย” ส่วนผู้ที่ปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียดครอบงำ ก็เปรียบเหมือนมือที่เป็นแผล จับต้องยาพิษ ก็จะเป็นอันตราย ยาพิษก็จะซึมเข้าไปทำร้ายเราได้

มือที่ไม่มีแผล ก็คือ ใจที่มี “สติ” เป็นเครื่องรักษาไม่ว่าเจออะไรมากระทบก็ตาม

 

ธรรมะ…เข้าสู่พรรษา ปี’๕๘

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2558 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/378431

ธรรมส่องโลก

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …เริ่มจะเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาประจำปี ๒๕๕๘ ที่กำหนดถึงในวันที่ ๓๑ ก.ค.นี้ จึงได้เห็นการบรรพชา-อุปสมบทไปทั่วแผ่นดินพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ อันน่าอนุโมทนายิ่ง ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของสาธุชนชาวเรา

การทำบุญสร้างกุศลในพระพุทธศาสนามีหลายระดับแห่งความลึกซึ้งบริสุทธิ์ เริ่มตั้งแต่ทำทาน รักษาศีล ซึ่งมุ่งไปสู่ที่สุดคือการอบรมภาวนา ที่เรียกว่า การปฏิบัติธรรม

การประพฤติ-ปฏิบัติธรรม …การเคารพธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ดังคำกล่าวที่ว่า “ให้บวชมามากพรรษา มีสมณศักดิ์ใหญ่โต เพียบพร้อมไปด้วยความรู้มากมาย แต่หากไม่น้อมมาเพื่อการปฏิบัติ ก็ไร้ประโยชน์ …สู้เป็นพระน้อย พรรษาน้อย ไร้สมณฐานะ แต่ตั้งใจจริงในการศึกษาปฏิบัติ ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท โดยการประกอบความเพียรอย่างต่อเนื่อง เคารพในพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง ย่อมประเสริฐกว่ามากมาย…”

ดังนั้น ในห้วงเวลาแห่งการอยู่จำพรรษาในเขตวัดวาอาราม เราจึงพบเห็นการมุ่งประพฤติธรรมของพระภิกษุ ผู้อุทิศกาย-จิตเพื่อบูชาพระรัตนตรัยจริง เพื่อปฏิบัติธรรมอบรมจิตไปตามธรรมวิธีอันถูกต้อง ด้วยการพากเพียรเจริญสติปัฏฐาน…อย่างต่อเนื่อง จนสามารถรู้เท่าทันตรงอาการธรรม-รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมได้จริง

จึงขอสาธุชนอย่าได้ผิดเพี้ยนในความเข้าใจต่อพระพุทธศาสนา อย่าไปจับเอาม่านมายาที่มารสร้างขึ้นมาพรางตา ปิดบังสาระแห่งธรรม แล้วหลงไปจับฉวยเอามารมายามาเป็นสรณะ ด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นพระธรรมวินัย

ใครจะปฏิรูป ใครจะปฏิวัติ ใครจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กรพระพุทธศาสนาอย่างไร ก็ทำไปเถิด หากการกระทำนั้นไม่ไปทำลายพระพุทธศาสนา …ไม่ไปบิดเบือนคำสั่งสอนที่ถูกต้องตรงธรรม และที่สำคัญไม่ไปบิดเบือนชักจูงให้สำคัญผิดในสาระแห่งธรรม ด้วยการถอยห่างจากการปฏิบัติธรรม ขาดทิ้งการปฏิบัติธรรม ที่สำคัญคือจับประเด็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาผิด ทอดทิ้งเรื่องของกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่เป็นพื้นฐานของชาวพุทธ จึงขอฝากเรื่องที่กล่าวไว้เป็นข้อพิจารณา เพื่อสร้างความศรัทธาที่ถูกต้องตรงตามธรรม

วันที่ ๒๔ ก.ค.ที่ผ่านมา อาตมารับนิมนต์จากสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อร่วมพบปะพูดคุยกับพระผู้ใหญ่ที่เดินทางมาร่วมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดงาน Conference on Buddhism ที่นครนิวเดลี/อินเดีย ในระหว่างวันที่ ๓-๔ ก.ย. ๒๕๕๘ ซึ่งสนับสนุนการจัดงานโดยรัฐบาลอินเดีย ซึ่งอาตมาได้รับนิมนต์ไปร่วมงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้กล่าว Inauguration Speech โดยทราบว่าจะมีท่านนายกรัฐมนตรี โมดีฯ ของอินเดีย เป็นประธานกล่าวเปิดงานฝ่ายรัฐบาลอินเดีย… จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งในบทบาทของรัฐบาลอินเดียที่มีต่อการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา โดยจะเป็นการประชุมร่วมกันขององค์กรพระพุทธศาสนาจากทั้งเถรวาทและมหายาน ผ่านตัวแทนบุคคลหรือองค์กรพระพุทธศาสนาที่มีบทบาทของแต่ละประเทศในเวทีโลก ซึ่งจะนำรายละเอียดมาเล่าสาธุชนได้รับทราบอีกครั้ง

ในพรรษาปีนี้ อาตมาได้ขอลาคณะสงฆ์…พระเถระฝ่ายปกครอง ไปอยู่จำพรรษาในเขตป่า บนภูเขาหลวงทางภาคใต้โดยลำพัง เพื่อมุ่งเน้นการเจริญภาวนา ค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฎก แต่จะกระทำสัตตาหกรณียะเป็นครั้งๆ ตามความเหมาะควรที่ทรงพุทธานุญาตไว้ เพื่อไม่ขาดการทำงานสืบอายุพระพุทธศาสนา ดังเช่นในวันที่ ๓-๔ ส.ค.นี้ ก็จะต้องสัตตาหะฯ กลับมาวัดป่าพุทธพจน์ฯ ลำพูน ด้วยมีคณะสงฆ์จีนจำนวน ๔๓ รูป ฆราวาส ๔๐ คน นำโดยเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีกำหนดการมาสนทนาธรรมกับอาตมาที่วัดป่าพุทธพจน์ฯ ลำพูน… เนื่องในวาระครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบ ๔๐ ปี ซึ่งคงจะมีอะไรดีๆ มาเขียนเล่าให้สาธุชนได้ทราบในโอกาสต่อไป

เจริญพร

 

ถวายพระพร… พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2558 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/377102

ธรรมส่องโลก

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …อาตมาได้รับอาราธนานิมนต์เข้าวังเทเวศร์ดังเช่นทุกปี เพื่อเป็นองค์ธรรมเทศนา และนำพระภิกษุ รวม ๙ รูป บิณฑบาต … โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงสดับพระธรรมเทศนาและทรงบาตร เนื่องในวันคล้ายวันประสูติที่ ๑๓ ก.ค. ๒๕๕๘

ธรรมเทศนาในเช้าวันดังกล่าว ที่แสดงถวายหน้าพระที่นั่งทั้งสองพระองค์เป็นธรรมปฏิบัติ โดยทรงลำดับจิตไปตามธรรม เพื่อเจริญภาวนาด้วยบทพรหมวิหารธรรมแบบพิสดาร เข้าสู่จิตได้อย่างไม่ติดขัด ซึ่งทรงมีพระปีติและความสุขปรากฏฉายออกมาทางพระพักตร์ให้เห็นปรากฏชัด จนน่าอนุโมทนายินดียิ่ง ด้วยพื้นฐานนิสัยแห่งจิตของพระองค์ท่านมีเมตตากรุณาสมบูรณ์อยู่แล้ว

เพื่อสาธุชนจะได้ร่วมกันอนุโมทนา จึงขอนำธรรมบรรยายในบางตอนมาเผยแพร่ เพื่อจะได้ร่วมกันถวายพระพรแด่พระองค์ท่าน ดังนี้

“…บัดนี้ พึงตั้งพระวรกายให้ตรง ดำรงพระสติให้มั่น กำหนดระลึกรู้ลงไปในจิตด้วยความหมายแห่งพระบาลีที่ว่า

“สพฺเพ สตฺตา ยถาวา ตถาวา กมฺมสฺสกา โหตุ” แปลความ ให้จิตเข้าใจเพื่อการเข้าถึงธรรม ดังนี้ว่า

…สัตว์ทั้งหลายน้อยใหญ่ ไม่ว่าเราหรือเขา ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามกรรม มีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ จะต้องได้รับผลของกรรมนั้น…

…พึงสร้างดุลยธรรมขึ้นในกลางจิต ด้วยจิตที่เป็นกลาง พึงกำหนดจิตรวมรู้ลงไปที่พระวรกายนี้ รู้ให้เต็มพระรูปกายนี้ รู้อยู่กับพระรูปกายนี้ ทำรู้นี้ให้เป็นกลางๆ คือ ไม่เข้าไปถือรักถือชังในอารมณ์ทั้งหลาย อันเนื่องมาจากพระรูปกายนี้ที่สร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวเรา ของเรา… จิตก็จะรวมลง สงบลง ด้วยจิตที่เป็นกลาง จะยังให้จิตของพระองค์ท่านนั้นเข้าถึงความเป็นเอกัคคตาจิตแค่ชั่วขณะลัดนิ้วมือเดียว…  จิตหนึ่งนั้นให้เกิดสติที่สมบูรณ์พร้อม จิตหนึ่งนั้นทำให้เกิดสมาธิที่ตั้งมั่น จิตหนึ่งนั้นทำให้เกิดญาณรู้ขึ้น และจิตหนึ่งนั้นจะก่อเกิดปัญญาให้รู้เท่าทันสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ย่อมทำให้เข้าใจในความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในสภาวธรรมทั้งหลายว่า… สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายนั้นไม่เที่ยง… สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อันใครๆ ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน… ถ้าพระองค์ทรงเข้าถึงธรรมตรงนี้ได้ ย่อมจักสามารถชำระจิตออกจากความทุกข์ได้สิ้น ด้วยอำนาจความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรม (วิชา) ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในจิตหนึ่งนั้น… และนี่แหละคือหัวใจของการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาที่ประมวลสรุปความรู้ลงที่คำว่า… อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา…

…บัดนี้ การเจริญภาวนาอบรมจิตได้สัมฤทธิ์ประสิทธิผล สมบูรณ์พร้อมในพรหมวิหารธรรมเบื้องต้นแล้ว ด้วยพระหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาธิคุณ อันเป็นพื้นวิสัยของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ดังที่ปรากฏให้เห็นในความห่วงใยที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยสืบตลอดมา และด้วยความพร้อมสรรพแห่งอำนาจพระกตัญญูกตเวทิตาธรรม อันมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงหนุนเนื่องให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลอันไพบูลย์ในพระกุศลธรรม และสำเร็จด้วยอำนาจแห่งธรรมจากการเจริญภาวนาในครั้งนี้… เทอญ

ขอถวายพระพร

 

อัญเชิญพระอัฐิธาตุ…สังฆราชาศรีลังกา สู่ประเทศไทย!!

Published พฤศจิกายน 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2558 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/375752

9B646A698C2A405FA02B51E24385BDDB

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… ใคร่จะเล่าเรื่องของคณะสงฆ์ในศรีลังกา ที่ได้มีการแต่งตั้ง มหานายกเถระ หรือพระสังฆราชา แห่งคณะสงฆ์สยามวงศ์ (อรัญวาสี) ขึ้นใหม่แทนองค์เดิมที่ละสังขารไป เมื่อวันที่ ๘ เม.ย. ๒๕๕๘ ซึ่งออกจะคุ้นเคยกับคณะสงฆ์และชาวพุทธในบ้านเรามาก เพราะท่านเดินทางมาร่วมประกอบศาสนกิจบ่อยครั้งในสมัยที่ดำรงความเป็นมหานายกเถระ ที่เราถวายความเคารพด้วยการเรียกขานท่านว่า พระสังฆราชาแห่งคณะสงฆ์ศรีลังกา ในสยามวงศ์ ฝ่ายอรัญวาสี ชื่อเต็มของท่าน คือ The Most Venerable Udugama Sri Buddharakittha Mahanayaka Thera…

พระสังฆราชาองค์นี้ อาตมาถวายความเคารพท่านเป็นสังฆบิดร ทั้งนี้ด้วยพระจริยาวัตรที่สะอาดสวยงาม โดยเฉพาะน้ำพระทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาต่อพระภิกษุ-สามเณร อุบาสก-อุบาสิกาทั้งหลาย ซึ่งมิใช่เฉพาะคณะสงฆ์ศรีลังกา และท่านยังเป็นผู้นำผลงานของอาตมาที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศเข้าสู่สภาสงฆ์ศรีลังกาฯ (สยามวงศ์) เพื่อขอสังฆานุมัติมอบสมณศักดิ์ ที่ “พระธรรมปฏิปัตติ วยาปติธารา นายกเถระ” แก่อาตมา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ และสนับสนุนการทำงานของอาตมา ในงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในชมพูทวีปมาโดยตลอด โดยพระสังฆราชาได้ให้สัมภาษณ์รายการทีวี เที่ยวละไมไทยแลนด์ฯ ของ ม.ล.สราลี กิติยากร เกี่ยวกับกรณีถวายสมณศักดิ์แก่อาตมา โดยสรุปดังนี้

“หลายปีมาแล้ว เมื่อไปประเทศอินเดียและได้พบพระอาจารย์อารยะวังโส ได้เกิดความประทับใจเป็นอย่างมากในความมุ่งมั่นประกอบศาสนกิจต่างๆ จนถึงทุกวันนี้ก็ได้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันมา และรู้สึกประทับใจมากยิ่งขึ้นเมื่อได้มีโอกาสพบปะหารืออย่างใกล้ชิดในหลายๆ เรื่องในเวลาต่อมา ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้คนทั่วโลกมีความเข้าใจและปฏิบัติตาม

หลังจากที่ได้ไปร่วมงานมาฆบูชาโลกที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร พระนครราชคฤห์ ซึ่งพระอาจารย์อารยะวังโสริเริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรก (เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓) ก็ได้รับทราบข่าวคราวเกี่ยวกับภารกิจเผยแผ่พุทธศาสนาให้แก่ชาวโลกของพระอาจารย์อารยะวังโส รวมถึงการจัดสอนการวิปัสสนาอย่างถูกต้องตามแนวคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า… ก็ให้ดีใจยิ่งที่ได้พบพระสงฆ์ที่มีจริยาวัตรถูกต้องตรงตามพระวินัยในพระพุทธศาสนาทุกประการ

สิ่งต่างๆ ที่พระอาจารย์อารยะวังโสได้กระทำนั้น เป็นการระบุบ่งบอกชัดเจนถึงบทบาทความสามารถในการเป็นผู้นำ และถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพระสงฆ์ทั้งหลายในพระพุทธศาสนาที่จะได้ดำเนินรอยตาม…”

คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน ศรีลังกา โดยความรับผิดชอบของรัฐบาลได้จัดงานถวายพระเพลิงพระสรีระของท่านอย่างสมฐานะไปเมื่อวันที่ ๑๒ เม.ย. ๒๕๕๘ และจัดบำเพ็ญทักษิณานุปทานกิจมาอย่างต่อเนื่องจนครบ ๓ เดือน เมื่อวันที่ ๘ ก.ค. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา อาตมาจึงเดินทางไปร่วมงานและได้รับพระอัฐิธาตุของท่านครบทุกส่วน เพื่อนำกลับมาประกอบการบำเพ็ญกุศลในประเทศไทย และจะบรรจุไว้ในสถูปบนแผ่นดินสยาม ณ วัดป่าอารยวังสะ บางไทร อยุธยา และวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ลำพูน โดยจะสวดมนต์ทำบุญพระอัฐิธาตุในวันที่ ๒๔-๒๖ ก.ค. ๒๕๕๘ ณ วัดป่าอารยวังสะ บางไทร อยุธยา สาธุชนมาร่วมงานดังกล่าวได้

การเดินทางไปศรีลังกาในวันที่ ๗-๘ ก.ค. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา นอกจากที่กล่าวมาแล้ว อาตมายังได้เข้ากราบพระสังฆราชาองค์ใหม่ ที่ Asgiriya Mahavihara, Kandy, Sri lanka พระนามของท่าน คือ The Most Venerable Galagama Sri Aththadassi Mahanayaka Thera ปัจจุบันมีอายุครบ ๙๓ ปี เดิมเป็นรองพระสังฆราชาองค์ที่หนึ่ง ทั้งนี้เพื่อถวายรายงานตัว อันเป็นแบบแผนการปฏิบัติของคณะสงฆ์ และได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการพระเขี้ยวแก้วของพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงในห้องประดิษฐานภายใน จึงขออนุญาตนำศาสนกิจที่ได้ไปปฏิบัติมาเล่าให้ศรัทธาสาธุชนทั้งหลายได้รับทราบ เพื่ออนุโมทนาบุญร่วมกัน

เจริญพร

 

%d bloggers like this: