จัตุรัสทั่วไทย

All posts tagged จัตุรัสทั่วไทย

จัตุรัสทั่วไทย

Published พฤษภาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/270414/89543

สาระน่ารู้
Sunday, 27 April, 2014 – 00:00
.
ภาคตะวันออกหรรษารับร้อน
นอนทะเลแวะชิมบุฟเฟต์ผลไม้

ยอมรับเลยว่าช่วงร้อนๆ อย่างนี้ นักเที่ยวทั้งหลายไม่คิดอะไรมาก ขอไปคลายความระอุของอากาศเมืองไทยกันที่ท้องทะเลสีฟ้าคราม สัมผัสเม็ดทรายขาวละเอียด
เมืองไทยบ้านเราถือว่าโชคดีมีสถานที่มหัศจรรย์มากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ในจังหวัดชลบุรี พัทยา ระยอง จันทบุรี และตราด ที่เต็มไปด้วยดินแดนแห่งหมู่เกาะ ท้องทะเลงาม สารพันแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิตผู้คน วัดวาอาราม โบราณสถานงดงาม อุดมไปด้วยอาหารทะเลสดใหม่ๆ ได้อิ่มอร่อยกันทุกฤดู ที่สำคัญสามารถไปได้สะดวกสบายมาก ด้วยเส้นทางมอเตอร์เวย์ เป็นถนนสายหลักไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ยิ่งในช่วงนี้เป็นฤดูผลไม้ จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะให้นักท่องเที่ยวลงไปสัมผัสความอร่อยของผลไม้ต่างๆ ควบคู่กับการไปผักผ่อนในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย
ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของนายสันติ ชุดินธรา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่า เมื่อเข้าสู่กลางเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูกาลแห่งผลไม้หน้าร้อนเริ่มออกจำหน่าย ภาคตะวันของประเทศไทย ในฐานะที่ได้รับขนานนามว่าเป็น “ดินแดนแห่งผลไม้” จะมีนักเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก หลังจากชื่นชมบรรยากาศหาดทรายชายทะเลที่สวยงามแล้ว จะไปแวะเยี่ยมชมสวนผลไม้ที่ออกผลสะพรั่งและชิมกันสดๆ จากต้น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สละ ระกำ และแก้วมังกร
“ททท. โดยภูมิภาคภาคตะวันออก เล็งเห็นถึงโอกาสในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวสู่ภาคตะวันออก ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และกระตุ้นการขายผลไม้ให้ชาวสวนเพิ่มมากขึ้น ด้วยการนำผู้ซื้อมาป้อนให้ถึงในสวน จึงได้คัดสรรสวนผลไม้กว่า 40 แห่ง ที่พร้อมเปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชมสวนและอิ่มอร่อยกับผลไม้หลากชนิดแบบไม่อั้นกับบุฟเฟต์ผลไม้ ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 150-300 บาท (ราคาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสวน) ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน-เดือนกรกฎาคมนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายชื่อและที่อยู่ของสวนผลไม้ในภาคตะวันออกได้ที่ http://www.traveleastthailand.org ทั้งนี้ หากต้องการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ เพื่อความสะดวกควรติดต่อจองล่วงหน้า”
นอกจากนี้ ทาง ททท.ภาคตะวันออกยังได้จัดกิจกรรมพิเศษให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสวนผลไม้ภาคตะวันออก ได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมเช็กอิน “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” กับสวนผลไม้ 20 แห่งที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ จ.ระยอง ได้แก่ สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น สวนปาหนัน สวนคุณไพบูลย์ สวนผู้ใหญ่สมควร สวนลุงทองใบ สวนผู้ใหญ่เสวตร สวนสุภัทราแลนด์ สวนมังคุดไทย (สวนคุณปัญญา) และสวนประสมทรัพย์
จ.จันทบุรี ได้แก่ สวนโถทอง สวนป้าแกลบ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนรักเขาบายศรี สวนผู้ใหญ่คำนึง สวนสาวสุดใจ และสวนเค พี การ์เด้น และใน จ.ตราด ได้แก่ สวนคุณปู่ สวนสมโภชน์ สวนคุณไพฑูรย์ สวนผลอำไพ และสวนนายอำเภอ
โดยมีวิธีการร่วมกิจกรรมคือ เมื่อได้ไปเที่ยวสวนผลไม้สวนใดก็ได้จาก 20 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ จากนั้นถ่ายรูปกับป้าย “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ที่ติดตั้งไว้ในสวน และอัพโหลดรูปภาพพร้อมคำบรรยายประกอบใต้รูปภาพ เพื่อลุ้นชิงรางวัลจาก ททท. อาทิ โทรศัพท์มือถือ IPhone 5s โทรศัพท์มือถือ Sumsung Galaxy S5 กล้องถ่ายรูป Canon และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย โดยสามารถร่วมสนุกได้ 2 ช่องทาง โดยนำรูปที่คุณถ่ายกับป้าย “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” พร้อมคำบรรยายประกอบใต้ภาพ จากนั้นอัพโหลดแล้วเช็กอินตามชื่อสวนที่ไปเที่ยว ต่อท้ายด้วย (อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน โดย ททท.) ไปยัง http://www.facebook.com/funnytraveleastthailand ที่ facebook ของตนเอง และ Instragram #fruitsfestival
กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-15 กรกฎาคม 2557 ประกาศผลรูปที่ชนะใจกรรมการและได้รับการโหวตกด Like จากมหาชนมากที่สุด ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ http://www.facebook.com/funnytraveleastthailand และ http://www.traveleastthailand.org
ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ททท.ยังกล่าวเชิญชวนว่า นอกจากมาชิมผลไม้แล้ว ยังอยากเชิญชวนให้ไปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวตามแคมเปญ “หลงรักประเทศไทย” โดยมี 2 สถานที่ในภาคตะวันออกที่ต้องการแนะนำ และถือว่า “กาลครั้งหนึ่งต้องไป” คือหมู่เกาะทะเลตราด ที่มีทั้งเกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก และอีกสถานคือ เส้นทางขับรถเที่ยว ถนนชล-จันท์ หรือถนนเฉลิมบูรพาชลทิต เริ่มต้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไปยังทางหลวงหมายเลข 3161 (สุขุมวิท-อ่าวไข่) จ.ระยอง ซึ่งจะเป็นเส้นทางเลียบชายทะเลที่มีทิวทัศน์สวยงาม ไปเรื่อยๆ และสิ้นสุดที่บ้านแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ระยะทาง 111 กิโลเมตร
นี่คือความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวในภาคตะวันออกของไทย ที่รอให้พวกท่านไปสัมผัส และเชื่อว่าเมื่อไปแล้ว ทุกคนจะหลงรักประเทศไทยมากขึ้น.

จัตุรัสทั่วไทย

Published พฤษภาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/270414/89541

สาระน่ารู้
Sunday, 27 April, 2014 – 00:00
.
ภาคตะวันออกหรรษารับร้อน
นอนทะเลแวะชิมบุฟเฟต์ผลไม้

ยอมรับเลยว่าช่วงร้อนๆ อย่างนี้ นักเที่ยวทั้งหลายไม่คิดอะไรมาก ขอไปคลายความระอุของอากาศเมืองไทยกันที่ท้องทะเลสีฟ้าคราม สัมผัสเม็ดทรายขาวละเอียด
เมืองไทยบ้านเราถือว่าโชคดีมีสถานที่มหัศจรรย์มากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ในจังหวัดชลบุรี พัทยา ระยอง จันทบุรี และตราด ที่เต็มไปด้วยดินแดนแห่งหมู่เกาะ ท้องทะเลงาม สารพันแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิตผู้คน วัดวาอาราม โบราณสถานงดงาม อุดมไปด้วยอาหารทะเลสดใหม่ๆ ได้อิ่มอร่อยกันทุกฤดู ที่สำคัญสามารถไปได้สะดวกสบายมาก ด้วยเส้นทางมอเตอร์เวย์ เป็นถนนสายหลักไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ยิ่งในช่วงนี้เป็นฤดูผลไม้ จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะให้นักท่องเที่ยวลงไปสัมผัสความอร่อยของผลไม้ต่างๆ ควบคู่กับการไปผักผ่อนในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย
ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของนายสันติ ชุดินธรา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่า เมื่อเข้าสู่กลางเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูกาลแห่งผลไม้หน้าร้อนเริ่มออกจำหน่าย ภาคตะวันของประเทศไทย ในฐานะที่ได้รับขนานนามว่าเป็น “ดินแดนแห่งผลไม้” จะมีนักเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก หลังจากชื่นชมบรรยากาศหาดทรายชายทะเลที่สวยงามแล้ว จะไปแวะเยี่ยมชมสวนผลไม้ที่ออกผลสะพรั่งและชิมกันสดๆ จากต้น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สละ ระกำ และแก้วมังกร
“ททท. โดยภูมิภาคภาคตะวันออก เล็งเห็นถึงโอกาสในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวสู่ภาคตะวันออก ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และกระตุ้นการขายผลไม้ให้ชาวสวนเพิ่มมากขึ้น ด้วยการนำผู้ซื้อมาป้อนให้ถึงในสวน จึงได้คัดสรรสวนผลไม้กว่า 40 แห่ง ที่พร้อมเปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชมสวนและอิ่มอร่อยกับผลไม้หลากชนิดแบบไม่อั้นกับบุฟเฟต์ผลไม้ ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 150-300 บาท (ราคาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสวน) ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน-เดือนกรกฎาคมนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายชื่อและที่อยู่ของสวนผลไม้ในภาคตะวันออกได้ที่ http://www.traveleastthailand.org ทั้งนี้ หากต้องการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ เพื่อความสะดวกควรติดต่อจองล่วงหน้า”
นอกจากนี้ ทาง ททท.ภาคตะวันออกยังได้จัดกิจกรรมพิเศษให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสวนผลไม้ภาคตะวันออก ได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมเช็กอิน “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” กับสวนผลไม้ 20 แห่งที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ จ.ระยอง ได้แก่ สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น สวนปาหนัน สวนคุณไพบูลย์ สวนผู้ใหญ่สมควร สวนลุงทองใบ สวนผู้ใหญ่เสวตร สวนสุภัทราแลนด์ สวนมังคุดไทย (สวนคุณปัญญา) และสวนประสมทรัพย์
จ.จันทบุรี ได้แก่ สวนโถทอง สวนป้าแกลบ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนรักเขาบายศรี สวนผู้ใหญ่คำนึง สวนสาวสุดใจ และสวนเค พี การ์เด้น และใน จ.ตราด ได้แก่ สวนคุณปู่ สวนสมโภชน์ สวนคุณไพฑูรย์ สวนผลอำไพ และสวนนายอำเภอ
โดยมีวิธีการร่วมกิจกรรมคือ เมื่อได้ไปเที่ยวสวนผลไม้สวนใดก็ได้จาก 20 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ จากนั้นถ่ายรูปกับป้าย “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ที่ติดตั้งไว้ในสวน และอัพโหลดรูปภาพพร้อมคำบรรยายประกอบใต้รูปภาพ เพื่อลุ้นชิงรางวัลจาก ททท. อาทิ โทรศัพท์มือถือ IPhone 5s โทรศัพท์มือถือ Sumsung Galaxy S5 กล้องถ่ายรูป Canon และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย โดยสามารถร่วมสนุกได้ 2 ช่องทาง โดยนำรูปที่คุณถ่ายกับป้าย “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” พร้อมคำบรรยายประกอบใต้ภาพ จากนั้นอัพโหลดแล้วเช็กอินตามชื่อสวนที่ไปเที่ยว ต่อท้ายด้วย (อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน โดย ททท.) ไปยัง http://www.facebook.com/funnytraveleastthailand ที่ facebook ของตนเอง และ Instragram #fruitsfestival
กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-15 กรกฎาคม 2557 ประกาศผลรูปที่ชนะใจกรรมการและได้รับการโหวตกด Like จากมหาชนมากที่สุด ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ http://www.facebook.com/funnytraveleastthailand และ http://www.traveleastthailand.org
ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ททท.ยังกล่าวเชิญชวนว่า นอกจากมาชิมผลไม้แล้ว ยังอยากเชิญชวนให้ไปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวตามแคมเปญ “หลงรักประเทศไทย” โดยมี 2 สถานที่ในภาคตะวันออกที่ต้องการแนะนำ และถือว่า “กาลครั้งหนึ่งต้องไป” คือหมู่เกาะทะเลตราด ที่มีทั้งเกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก และอีกสถานคือ เส้นทางขับรถเที่ยว ถนนชล-จันท์ หรือถนนเฉลิมบูรพาชลทิต เริ่มต้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไปยังทางหลวงหมายเลข 3161 (สุขุมวิท-อ่าวไข่) จ.ระยอง ซึ่งจะเป็นเส้นทางเลียบชายทะเลที่มีทิวทัศน์สวยงาม ไปเรื่อยๆ และสิ้นสุดที่บ้านแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ระยะทาง 111 กิโลเมตร
นี่คือความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวในภาคตะวันออกของไทย ที่รอให้พวกท่านไปสัมผัส และเชื่อว่าเมื่อไปแล้ว ทุกคนจะหลงรักประเทศไทยมากขึ้น.

จัตุรัสทั่วไทย

Published พฤษภาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/130414/88890

สาระน่ารู้
Sunday, 13 April, 2014 – 00:00
.
“อ่างทอง” จัดสงกรานต์สืบสานลิเก
ปรับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ยุคใหม่

ลิเกเป็นการแสดงออกของวัฒนธรรมภูมิปัญญที่มีมาช้านานในจังหวัดอ่างทอง เนื้อหาที่นำมาเล่นเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมโบราณที่เรียกว่า เรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น บัวแก้ว-บัวทอง ไชยเชษฐ์ จันทโครพ พระทินวงศ์ ไกรทอง แต่ปัจจุบันนิยมแต่งเรื่องที่ใช้แสดงใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ลิเกที่มีชื่อเสียงของอ่างทอง เช่น ก้าน ระเวงจิตร์, จำรูญ ศิษย์คุณ ป., พงษ์ศักดิ์ สวนศรี, บุญเลิศ นาจพินิจ, ไชยา มิตรชัย และสุรินทร์ ปิ่นเพชร เป็นต้น
ถ้าจะพูดถึงลิเก คนก็มักจะนึกถึงอ่างทองเป็นจังหวัดแรก การแสดงลิเกโดยทั่วไปนั้นจะใช้ศิลปะพื้นบ้านบอกเล่าเรื่องราวผ่านการร้อง การฟ้อนรำ การเต้นประกอบเสียงเพลง ทุกวันนี้ศิลปะการแสดงลิเกยังคงได้รับความนิยมจาก “แม่ยก” ซึ่งถ้าจะให้ทันสมัยก็ต้องเรียกว่า “แฟนคลับ”
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว พร้อมๆ กับอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดอ่างทองจึงได้ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดอ่างทอง อำเภอไชโย วัดไชโยวรวิหาร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี กำหนดจัดงาน “มหกรรมลิเกอ่างทอง 2557 (วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น)” ขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน 2557 ที่วัดไชโยวรวิหาร อ.ไชโย จ.อ่างทอง โดยได้รับจัดสรรงบประมาณจากยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 (ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง)
นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ร่วมกับพระสิทธิพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดไชโยวรวิหาร นายลิขิต ทองนาท นายอำเภอไชโย และนายวิศรุฒ อินแหยม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี แถลงข่าวร่วมกันเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาเยือนจังหวัดอ่างทอง
นายปวิณ ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองคนล่าสุด ที่เพิ่งมารับตำแหน่งไม่กี่เดือน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาก็มีการจัดงานลักษณะนี้มาแล้ว แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบ เพราะอยากให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมของไทยเราที่มีมาช้านาน เป็นการดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวจังหวัดอ่างทอง ประชาชนจะได้มีรายได้จากการท่องเที่ยวด้วย โดยตนมีความคิดว่าจะส่งเสริมศิลปะการแสดงยี่เกของอ่างทองให้ยกระดับขึ้น พร้อมอนุรักษ์ให้คงความดั้งเดิมอยู่ด้วย
“ผมคุยกับคุณทอดด์ ทองดี จากรายการคุณพระช่วย เบื้องต้นว่า เราอยากให้เขาช่วยเป็นที่ปรึกษา เนื่องจากเราต้องการให้ลิเกเป็นที่นิยมจากคนรุ่นใหม่ๆ ด้วย เพื่อให้วัฒนธรรมการแสดงด้านนี้คงอยู่ไปตลอดชั่วลูกหลาน”
นายปวิณกล่าวด้วยว่า มหกรรมลิเกอ่างทองนับเป็นการนำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักกันดีของชาวอ่างทองมาเผยแพร่ให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักได้เห็นถึงคุณค่าของศิลปินและศิลปะแขนงนี้ สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาวอ่างทองแต่ดั้งเดิม และเพื่อร่วมกันพัฒนาให้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม การจัดงานได้แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ มีโซนวัฒนธรรม “ของดีบ้านฉัน” จ.อ่างทอง โดยจัดแสดง ”ของดีบ้านฉัน” ทุกพื้นที่ ชมและสาธิตให้ชิมสุดยอดอาหารไทย เช่น ผัดไทยต้นตำรับ ขนมไข่ปลา ขนมเกสรลำเจียก และขนมขุยหนู และน้ำสมุนไพร
โซนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาวัฒนธรรม ได้คัดสรรวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาวอ่างทอง 4 รายการ มี
1.เครื่องจักสานไม้ไผ่ ชมการสาธิตและจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการจัดสานไม้ไผ่ ฝีมือชาวบ้านบางเจ้าฉ่า ที่ละเอียด ประณีต งดงาม และมีความหลากหลายรูปลักษณ์เพื่อการใช้สอย
2.ตุ๊กตาชาววัง ชมการสาธิตการปั้นตุ๊กตาชาววังในมิติวัฒนธรรม ที่แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาวบ้านป่าโมก
3.หัวโขน ชมการประดิษฐ์หัวโขนที่ใช้วิธีโบราณดั้งเดิมแห่งเดียวในประเทศไทย ที่รวมสาขาวิชาช่างหลากหลายไว้ด้วยกันผ่านกระบวนการประดิษฐ์ลวดลายประดับหัวโขนที่งดงาม สูงค่า น่าภาคภูมิใจ
และ 4.กลองบ้านเอกราช ชมการสาธิตกระบวนการทำกลองยาวหลายรูปแบบด้วยความชำนาญของชาวบ้านเอกราช อ.ป่าโมก ที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทยและเป็นวิถีชีวิตของคนอ่างทอง
ทั้งหมดนี้ ผู้มาชมงานจะได้ชมการสาธิต สัมผัส ลงมือประดิษฐ์ พร้อมได้รับของที่ระลึกด้านวัฒนธรรมกลับบ้านทุกคน รวมทั้งสร้างสิริมงคลแก่ผู้มาเยือนโดยมากราบไหว้พระมหาพุทธพิมพ์ หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนที่วัดไชโยวรวิหารอีกด้วย
นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมวันสมโภชวัด ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2430 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2438 นับเป็นจุดเริ่มต้นของวัดไชโยวรวิหาร ซึ่งได้ทำการสมโภชวัดทำขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ แรม 1 ค่ำ 2 ค่ำ เดือน 5 เป็นประจำทุกปี จนถึงปัจจุบันรวม 119 ปี
พระสิทธิพัฒนาภรณ์กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้นับเป็นการนำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักของชาวอ่างทองมาเผยแพร่ และเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้เข้ามาเที่ยวมากขึ้น
”อาตมาอยากให้เราได้มาร่วมชื่นชมและอนุรักษ์ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาวัฒนธรรม ร่วมกันพร้อมการร่วมสมโภชวัด 119 ปีด้วย”
ทางด้านนายลิขิต ทองนาท นายอำเภอไชโย กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำศิลปะการแสดงลิเกซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่โดดเด่น เป็นที่นิยมของชาวอ่างทอง อีกทั้งเป็นความภาคภูมิใจ นำมาเผยแพร่และต่อยอดเพื่อการอนุรักษ์ให้นักท่องเที่ยวและพี่น้องในจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้ของไทย
นายวิศรุฒ อินแหยม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุพรรณบุรี กล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานทั้ง 4 วันว่า วันที่ 13 เมษายน 2557 เวลา 09.00 น. มีพิธีบวงสรวงที่วัดไชโยฯ เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ชมการแสดงลิเกคณะวัดสระแก้ว คณะเฉลิมชัย มาลัยนาค พิธีสวดมนต์ข้ามปีเพื่อเสริมสิริมงคล ชมการแสดงละครชาตรีเรื่องแก้วหน้าม้า ชมพิธีเปิดงานที่สวยงามตระการตา, วันที่ 14 เมษายน 2557 เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป ชมลิเกคณะสมพร หลวงพ่อแพร ชมการประกวดลิเกเด็กและเยาวชน ละครลิง การแสดงโขนพากย์โดยครูมืด จากกรมศิลป์ ตอนนางลอย ลิเกคณะ 2 เทพบุตรสุดที่รัก
วันที่ 15 เมษายน 2557 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ชมลิเกคณะวัดสระแก้ว เวลา 17.00 น. การประชันระนาด วงป๋อม บอยไทย การประชันเพลงโหมโรง และวันที่ 16 เมษายน 2557 เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป ชมลิเกคณะ ส.สำรวมศิลป์ ลำตัดหมอพยูร หุ่นละครเล็ก ลิเกคณะ 2 เทพบุตรสุดที่รัก.

จัตุรัสทั่วไทย

Published พฤษภาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/060414/88578

สาระน่ารู้
Sunday, 6 April, 2014 – 00:00
.
ชวนกันไปเลี้ยงช้าง ที่หมู่บ้านช้างเลี้ยง
บ้านตากลาง จังหวัดสุรินทร์
“ชอช้าง ล่ามโซ่” เป็นคำพูดสำหรับเรียกตัวอักษรไทย เพื่อให้เด็กง่ายแก่การจดจำ เด็กที่เริ่มอ่านหนังสือก็มักชอบดูภาพของ ช.ช้าง ที่ถูกล่ามโซ่ และรู้จักสัตว์ตัวโตชนิดนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ เรื่องราวของช้างจึงอยู่ในความสนใจของเด็กๆ เป็นยิ่งนัก
ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆ เท่านั้น แต่ต้องพูดว่าช้างกับสังคมไทยนั้นผูกพันกันมานาน ในอดีตช้างคือสัตว์คู่บารมีพระมหากษัตริย์ เป็นราชพาหนะคู่ใจในการขับเคี่ยวทำศึกสงคราม รักษาและปกป้องแผ่นดินไว้ให้พวกเรา ยามแผ่นดินสงบ ช้างก็เป็นกำลังสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ช่วยชักลากไม้ ช่วยขนของ
ยุคปัจจุบัน ช้างก็ยังเป็นสัตว์ที่ผู้คนรักใคร่ ในทางการใช้ประโยชน์ มีการนำช้างฝึกให้เชื่องเพื่อนำมาใช้ในการแสดง ใช้เป็นพาหนะให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมป่าเขาลำเนาไพร สรุปว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงมีความผูกพันกับช้างตลอดมา
ด้วยเหตุนี้ ในยามที่มีข่าวคราวว่าช้างถูกทรมาน ช้างถูกรถชน ถูกทำร้าย ถูกนำมาทำมาหากินในเมือง ต้องเดินในป่าคอนกรีตร้อนๆ โดยคำนึงถึงแค่ปากท้องของผู้เป็นเจ้าของฝ่ายเดียวเท่านั้น คนที่มีหัวใจรักสัตว์ ก็รู้สึกย่ำแย่ การคิดหาทางช่วยช้างด้วยการบริจาคเงินซื้ออ้อย ซื้อกล้วย หรือซื้ออาหารจากคนเลี้ยง อาจเป็นการให้ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในขณะนั้นได้ แต่ทว่าไม่ยั่งยืน
นอกจากคนไทยในสังคมไทยโดยรวมแล้ว ที่หมู่บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านที่นี่ยังมีความผูกพันกับช้างมากเป็นพิเศษ เพราะคนรุ่นปู่ย่าตาทวดของหมู่บ้านนี้คือชาวกวย หรือชาวกูย เป็นคนไทยเชื้อสายเขมรที่มีอาชีพในการจับช้างป่ามาเลี้ยงตั้งแต่โบราณ มีความรู้ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่องกับช้าง เป็นผู้คนดั้งเดิมที่มาตั้งหลักปักฐานกลายเป็นบรรพบุรุษของชาวสุรินทร์ก็ว่าได้
หมู่บ้านของชาวกวยแห่งนี้เป็นบ้านที่เลี้ยงช้างไว้เหมือนกับเป็นสัตว์เลี้ยงธรรมดาชนิดหนึ่ง เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าปกติเท่านั้น เมื่อสังคมเปลี่ยนไป แต่จิตใจของคนเหล่านี้ก็ยังเห็นว่าช้างก็คือสัตว์แสนรักชนิดหนึ่ง ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ความคิดในการช่วยแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนจึงได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยการวางแผนงานร่วมกันของจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นการท่องเที่ยวเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่บรรจุโปรแกรมท่องเที่ยวหมู่บ้านช้าง บ้านตากลางไว้ในแผนงานด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว
ดึงคนมาเที่ยวหมู่บ้านช้าง ให้ช้างสร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้คน เป็นสูตร คนเลี้ยงช้าง+ช้างเลี้ยงคน เพราะเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว ก็มีการใช้จ่ายเป็นค่าบริการให้ช้างที่เป็นนักแสดง ช้างที่พานักท่องเที่ยวเดินชมรอบๆ รวมถึงสินค้าและบริการอื่นๆ
ภาพที่คุ้นตานักท่องเที่ยวในหมู่บ้านช้างแห่งนี้คือ ช้างตัวโตเดินอ้อยอิ่ง มีสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าคนนั่งเอกเขนกอยู่บนหลัง ขนาดว่าอ้อยอิ่งแล้วแต่ก็ทำเอาคนที่นั่งอยู่ด้านบนโคลงเคลงตาม เดินไปเดินมา เจอใครหยิบยื่นกล้วยงามๆ ให้กินก็หยุดกิน จากนั้นค่อยเคลื่อนต่อไปข้างหน้าจนสิ้นสุดระยะทาง
ทั้งคนทั้งช้างดูมีความสุข ต่างอ้อยอิ่งก่อนจากลากัน คนก็ทำท่าไม่อยากไปจากช้าง ช้างก็ไม่อยากจากคน แต่ต้องจากกันไปตามวิถีของตน
ปัจจุบันหมู่บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จึงเป็นหมู่บ้านที่ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในแต่ละวันทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ หลายร้อยชีวิตที่พากันเดินทางเข้ามาที่บริเวณนี้เพื่อมาดูช้าง
หมู่บ้านตากลางซึ่งถือว่าเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอาจเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับ ช.ช้าง โชคร้ายได้
ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์คชศึกษา ที่ว่าด้วยเรื่องของช้างและประวัติความเป็นมาของช้างในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ รวมทั้งข้อมูลวิชาการต่างๆ ส่วนในพื้นที่หมู่บ้านตากลาง โดยปกติจะมีการจัดแสดงโชว์ความสามารถของช้างสร้างความสุข ความสำราญให้คนที่มาเยือน
อีกส่วนหนึ่ง คือผู้มาเยือนที่นี่จะเห็นพิธีกรรมสำคัญโบราณ ที่ทำขึ้นก่อนที่หมอช้างจะออกไปจับช้างป่าในอดีต นั่นคือพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำเพื่อเสี่ยงทายว่าการเดินทางไปจับช้างป่านั้นมีโชคดีหรือโชคร้ายเพียงใด โดยในอดีตชาวกวยผู้เลี้ยงช้างจังหวัดสุรินทร์ เรียกเชือกหรือบ่วงบาศก์ที่สำหรับใช้เลี้ยงคล้องช้างว่าเชือกปะกำ
เชือกปะกำเป็นอุปกรณ์สำคัญในการคล้องช้างป่า และถือว่าเป็นอุปกรณ์จับช้างชั้นสูง เชือกหรือบ่วงบาศทั่วไปไม่เรียกว่าเชือกปะกำหรือหนังปะกำ แต่เชือกเส้นนั้นจะต้องผ่านพิธีกรรมการอัญเชิญวิญญาณ ผีหรือบรรพบุรุษที่เคยเป็น “หมอช้าง” และ ”ครูบาใหญ่” ให้มาสถิตอยู่ในเชือกหรือบ่วงบาศนั้นแล้วเท่านั้น
พิธีการเสียงทาย และการเซ่นไหว้ศาลปะกำนี้ ปัจจุบันยังทำให้ได้ศึกษากันโดยหมอช้างซึ่งถือว่าเหลืออยู่เพียง 4 คนสุดท้ายของประเทศไทย
นอกจากเราจะได้ศึกษาเรื่องของการจับช้าง ได้เห็นการเลี้ยงช้างที่มีลักษณะของคนในครอบครัวแล้ว ล่าสุด ที่บริเวณสำนักสงฆ์วัดป่าอาเจียง ซึ่งอยู่ภายในบริเวณหมู่บ้านช้าง โดยพระอาจารย์หาญ ปัญญาธโร ได้จัดสร้างสุสานช้างเพื่อรวบรวมกระดูกช้างที่ฝังทิ้งตามป่า หรือที่สาธารณะประโยชน์ นำมาฝังไว้ให้เป็นที่เป็นทางเพื่อให้เกียรติกับช้าง และเป็นสิ่งยืนยันว่า จ.สุรินท์ คือ เมืองช้าง…ในสุสานช้างปัจจุบันมีร่างของช้างจำนวนถึง 85 เชือก
สำหรับที่เก็บกระดูกช้างแต่ละเชือก สร้างด้วยปูนเป็นลักษณะตอไม้ขนาดใหญ่ บ่งบอกว่าช้างเป็นสัตว์ป่า มีรูปหมวกใบตาลแบบที่เคยเห็นนักรบโบราณสวมใส่คลุมอยู่ ถือเป็นการให้เกียรติช้างแต่ละเชือก เพราะช้างไทยในอดีตได้ช่วยปกป้องบ้านเมือง ออกรบเคียงคู่กับทหารกล้า ทหารในอดีตก็มีการสวมใส่หมวกใบตาล เมื่อช้างล้มตาย จึงให้เกียรติช้างด้วยการทำหมวกใบตาลปิดฐานหลุมเก็บกระดูกช้าง
การที่จังหวัดสุรินทร์ถิ่นคนรักช้างได้จัดทำเรื่องราวของช้างแบบครบวงจรแบบนี้ น่าจะทำปัญหาของช้างเร่ร่อนลดลงและเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับคนที่รักช้าง รวมทั้งยังทำให้ทั้งช้างและคนสามารถพึ่งพาตัวเองได้
ทางเศรษฐกิจ สำหรับคนทั่วไป การได้ไปเที่ยวที่บ้านตากลาง หมู่บ้านช้างเลี้ยงแห่งนี้ ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ช้างเหล่านี้มีชีวิตที่มีคุณภาพต่อไปได้อีก.

จัตุรัสทั่วไทย

Published มีนาคม 25, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/230314/87901

สาระน่ารู้
Sunday, 23 March, 2014 – 00:00

สัญญาหน้าเสาธง”
บทพิสูจน์คนจริงในม่านมายา

ติดตามเรื่องราวกองถ่ายภาพยนต์ไทยอีสานเรื่องสัญญาหน้าเสาธงมาเป็นเวลานานจากเพื่อนๆ ฟังมาตั้งแต่ไม่รู้สึกสนใจ จนบัดนี้เมื่อได้อ่าน ได้ดูในรายละเอียดของหนังที่ออกมา แล้วผสมผสานกับคำบอกเล่า ในลักษณะปากต่อปากจากเพื่อนๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าหนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดา
“สัญญาหน้าเสาธง” เป็นชื่อภาพยนตร์ที่ ทิฆัมพร ภูพันนา ผู้กำกับได้แรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของ ผศ.สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร แห่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นักเขียนรางวัลนายอินทร์อวอร์ดประเภทเรื่องสั้น เจ้าของนามปากกา”ทัศนาวดี”
เนื้อหาของเรื่องสัญญาหน้าเสาธง เป็นการเล่าชีวิตวัยเยาว์ในช่วงชั้นประถมศึกษา ที่บอกเล่าถึงแง่มุมอันน่ารัก น่าชังของเด็กน้อยไร้เดียงสา ที่จะนำพาให้ผู้คนพากันย้อนยุคเดินทางกลับไปสู่วัยเด็กด้วยกัน โดยเลือกโลเกชั่นในจังหวัดมหาสารคาม ถ่ายทอดวิถีอีสานให้ได้ชมกัน
ทัศนาวดี เจ้าของบทประพันธ์เล่าถึงที่มาของเรื่องสั้นสัญญาหน้าเสาธงว่า เขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อปี 2548 เนื่องจากได้รับการติดต่อจาก กุดจี่ – พรชัย แสนยะมูล เจ้าของสำนักพิมพ์ไม้ยมก ว่าต้องการหาเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งไปรวมตีพิมพ์ร่วมกับนักเขียนคนอื่นๆ ในเล่ม “เมื่อรักมาต้องหาที่ให้รัก” ก็เลยรับปาก พอดีย้อนกลับไปอ่านบันทึกของตัวเองในช่วงปี 2536 เจอคำพูดที่ประทับใจของเด็กหญิงคนหนึ่งที่บันทึกเอาไว้คือ “เฮ้ย….ใครเกรียว กู๋ชอบเด้อ” เป็นภาษาถิ่นโคราช ก็เลยได้พล็อต จากนั้นก็นำมาผนวกกับประสบการณ์ตอนเด็กของตัวเองแล้วใส่ชีวิตช่วงที่เป็นครูลงไป ประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับแวดวงทั้งเด็กทั้งครูก็ทำให้เขียนเรื่องขึ้นมาอย่างไม่ยากนัก หลังจากนั้นทิฆัมพร ภูพันนา ผู้กำกับคนบ้านเดียวกันก็มาขอไปทำหนังสั้น
“ดีใจที่วรรณกรรมชิ้นเล็กๆ นี้กำลังเดินทางไปสู่ศิลปะอีกแขนง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการช่วยสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ให้เห็นภาพเรื่องราวชีวิตวัยเยาว์ของเด็กอีสานได้”
ทางด้าน ทิฆัมพร พันนา หรือพี่ลพย์ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้เขียนบท กำกับและเป็นโปรดิวเซอร์ บอกว่า อ่านเรื่องสั้นสัญญาหน้าเสาธงของทัศนาวดีแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจ และบังเอิญว่าทัศนาวดีนั้นเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ก็เลยทำให้สื่อความรู้สึกถึงกันได้
พี่ลพย์บอกว่า แรกเริ่มนำหนังเรื่องนี้มาทำเป็นหนังสั้น เผยแพร่ทางไทยพีบีเอส Hot Short Film ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเกินคาด โดยส่วนตัวทำรายการทีวีเกี่ยวกับเรื่องเด็กมาก่อน คลุกคลีตีโมงกับเด็กๆ เกิดความรักความเข้าใจในตัวเด็ก ใฝ่ฝันอยากต่อยอดให้เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าชีวิตวัยเยาว์ ประสบการณ์ร่วมวัยเด็ก ให้คนดูได้รำลึกย้อนกลับไปสู่วันวานในวัยเด็กด้วยกันได้
ทิฆัมพรบอกว่า เด็กๆ และตัวละครแทบทั้งหมดไม่เคยมีประสบการณ์ในการแสดงมาก่อน นั่นคือสิ่งที่ท้าทายความสามารถของทีมงานเป็นอย่างยิ่ง ทุกครั้งของการถ่ายทำแทบจะเป็นการจับปูใส่กระด้ง อันเป็นงานที่หนัก เหนื่อย แต่ก็มีความสุขใจ
“หนังเรื่องนี้ผมใช้การโหยหาอดีต (Nostalgia) ของผู้ชมเป็นถนนนำทาง ทั้งการโหยหาถึงอดีตอันสนุกสนานเต็มไปด้วยความสุขในวัยเยาว์ของตัวละคร และบรรยากาศของหนังที่จะทำให้คนดูร่วมเปิดลิ้นชักความทรงจำเกี่ยวกับห้วงเวลาวัยเด็กไปด้วยกัน…” ทิฆัมพรบอก
ว่ากันว่า เบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมงานอพยพไปปักหลักอยู่ที่บ้านของทัศนาวดีที่มหาสารคาม กิน นอน สื่อสารพูดคุย หุงข้าว ทำกับข้าว แก้บท ตัดต่อคลุกคลีจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งทีมงานและตัวละคร
ทุกฉากถ่ายทำกันด้วยความประณีตบรรจง ใส่ใจทุกบททุกตอน จึงไม่แปลกใจเลยว่าภาพที่ออกมานั้นสวยงาม ซุกซ่อนความละเมียดนุ่มนวลของแสงสีไว้ทุกฉากทุกตอน เหมือนได้ชมภาพศิลปะที่ดูแล้วให้ความอิ่มเอมใจกับผู้ชมยิ่งนัก
หากไม่ใช่ทีมงานหรือกลุ่มคนที่รักการสร้างภาพยนตร์อย่างจริงจัง คงมีหวังปิดกล้องกลับไปนอนบ้านกันนานแล้ว ขณะนี้ “สัญญาหน้าเสาธง” อยู่ในช่วงดำเนินการถ่ายทำไปแล้ว ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจาก ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การถ่ายทำดำเนินการไปแล้วประมาณ 70% วางกำหนดการไว้ว่าจะทำให้เสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อนำไปตัดต่อและจัดทำทุกอย่างให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อให้ทันเวลากับการส่งไปประกวดภาพยนตร์ที่เกาหลี
“หนังเรามีทุนน้อย แต่ก็น่าดีใจที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทำให้เดินหน้าไปได้ไปตามลำดับ กระนั้นก็ตาม เราก็อยากให้มีผู้ร่วมสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติมอีก เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้จนเสร็จสมบูรณ์
ที่สำคัญ ผมมีความเชื่อว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีส่วนกระตุ้นและช่วยผลักดันให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้มองเห็นและเข้าใจในบทบาทความสำคัญของสภาพสังคม คุณธรรม จริยธรรม และเบ้าหลอมความเป็นคนของเด็กไทย ทั้งในอดีตและอนาคต”.

สำหรับคนไทยที่มีหัวใจศิลป์ และอยากสนับสนุนให้ภาพยนตร์ดีดีอย่างนี้ออกมาสู่สายตาเป็นผลสำเร็จขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนอุดหนุนการสร้าง “สัญญาหน้าเสาธง”ได้ ที่หมายเลขบัญชี ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 059-2-47024-3 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-6782056

จัตุรัสทั่วไทย

Published มีนาคม 15, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/020314/86809

สาระน่ารู้
Sunday, 2 March, 2014 – 00:00

“อัญชลี อินอ่อน” ครูเมืองเพชร
ผู้ผลิตสื่อการสอน “อักษรเบรลล์”

การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กนักเรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น ทั้งในส่วนของตัวผู้เรียนเองและครูผู้จัดกระบวนการสอน นับเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะจะต้องใช้ทักษะการฟังและการสัมผัสเป็นหลัก โดยมีจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้คือการเรียน “อักษรเบรลล์”
เพราะ “อักษรเบรลล์” คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้กับผู้พิการทางสายตา ให้มีโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพและความรู้ได้ทัดเทียมเทียบเท่ากับคนปกติ แต่เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้ภาษาเบรลล์ที่เป็นสากลในปัจจุบันอย่าง Slate (สเลต) หรือบรรทัดเขียนอักษรเบรลล์นั้น อาจยังไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กๆ หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายร่วมด้วย เนื่องจากมีขนาดเล็ก ทำให้การเรียนรู้จากการสัมผัสจุดเล็กๆ ทั้ง 6 จุดที่จะสื่อความหมายถึงตัวอักษรและตัวเลข ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นไปได้อย่างล่าช้า
ด้วยความเชื่อมั่นว่า “คนตาบอดคือคนปกติที่มองไม่เห็น ถึงแม้จะสูญเสียการมองเห็น แต่ประสาทสัมผัสส่วนอื่นยังใช้ได้ดี หากสังคมเข้าใจและให้โอกาส เขาก็จะได้รับการศึกษา และสามารถพัฒนาตนเองให้ถึงศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่ เป็นสมาชิกของสังคมคนหนึ่งที่มีคุณภาพ”
ทำให้ “ครูอัญชลี อินอ่อน” ผู้ได้รับ “ทุนครูสอนดี” จาก โรงเรียนธรรมิกวิทยา อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ที่แม้จะไม่ได้จบด้านการศึกษาพิเศษมาโดยตรง และเพิ่งย้ายมาสอนวิชาสังคมศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ได้เพียง 3 ปี ได้มองเห็นถึงสภาพปัญหาในการเรียนรู้ของเด็กๆ จึงได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมการผลิตสื่อเพื่อการเรียนรู้อักษรเบรลล์ภาษาไทย-อังกฤษ” ขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ภายใต้โครงการ “สังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ ยกย่องเชิดชู ครูสอนดี” เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนอักษรเบรลล์ที่ช่วยให้เด็กๆ ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และมีความสนุกสนานควบคู่ไปด้วย
“นางสาวอัญชลี อินอ่อน” เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำโครงการนี้ว่า เกิดขึ้นจากโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานศึกษาเฉพาะทางสำหรับผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็น ซึ่งปัญหาหนึ่งในการเรียนรู้ของเด็กๆ ก็คือ สื่อการเรียนการสอนที่จะสามารถสร้างความเข้าใจให้กับเด็กๆ โดยมี “อักษรเบรลล์” เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ
“สำหรับเด็กบางคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมือ ก็อาจจะใช้เวลาไม่นานนักในการที่จะเรียนรู้ แต่สำหรับเด็กที่มีความพิการอื่นๆ ร่วมด้วย ปัญหาตรงนี้ก็จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้ากล้ามเนื้อมือไม่ดี ก็จะใช้เวลานานมากที่จะจับความรู้สึกได้สักหนึ่งจุด ซึ่งแต่ละจุดก็มีขนาดที่เล็กมาก กว่าจะเรียนรู้ได้ครบทั้ง 6 จุดก็จะใช้เวลานานมากกว่าคนอื่นๆ” ครูอัญชลีระบุ
แม้ว่าจะมีการหาหนทางพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ทั้งการนำดินน้ำมันมาปั้นเป็นจุดต่างๆ เพื่อแทนที่คำศัพท์หรือตัวอักษร หรือการนำลูกแก้วมาวางลงไปในหลุมดินน้ำมันในตำแหน่งต่างๆ แต่ก็ยังเป็นเรื่องยากที่ครูผู้สอนจะสามารถตรวจทางความถูกต้องของตำแหน่งจุดหรือลูกแก้วให้ตรงกับตัวอักษรที่ได้บอกให้เด็กๆ ฝึกทักษะการจดจำตำแหน่งต่างๆ ตามหลักของอักษรเบรลล์ ด้วยความเป็นครูที่อยากให้ลูกศิษย์มีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้ ทำให้ “ครูอัญชลี” ได้คิดค้น ออกแบบ และพัฒนาสื่อการเรียนรู้อักษรเบรลล์ที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น ที่สามารถนำไปใช้ช่วยการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับเด็กทั้ง 2 กลุ่มได้เป็นอย่างดี ที่ประกอบไปด้วย แผ่นไม้อักษรเบรลล์, เครื่องอ่านและเครื่องเขียนอักษรเบรลล์อิเล็กทรอนิกส์ และชุดฝึกไทย-อังกฤษเบรลล์ด้วยกระดานพูดได้
“เครื่องมือที่ได้จัดทำขึ้นทั้ง 3 แบบ นอกจากจะช่วยฝึกในเรื่องพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กให้กับเด็กๆ แล้ว ยังช่วยให้การเรียนรู้อักษรเบรลล์สำหรับเด็กๆ เป็นไปได้โดยง่ายมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่และเหมาะสมกับกล้ามเนื้อมือของเด็ก และตัวของครูเองยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งจุดที่แทนตัวอักษรหรือตัวเลขได้อย่างง่ายดาย เพราะมีเสียงประกอบ และเด็กๆ ก็สนุกที่จะเรียนรู้ผ่านเครื่องมือเหล่านี้ ซึ่งเหมือนเป็นของเล่น มีปุ่มให้กด มีเสียงให้ฟัง ซึ่งน่าสนใจมากกว่าการเรียนผ่านบรรทัดเขียนอักษรเบรลล์” ครูอัญชลีระบุ
นอกจากนี้ยังพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้การเรียนรู้อักษรเบรลล์เป็นไปได้โดยง่ายสำหรับเด็กๆ ทุกคนแล้ว “ครูอัญชลี” ยังได้ร่วมกับเพื่อนครูในโรงเรียนพัฒนาสื่อการสอนที่ที่เรียก “สื่อสัมผัส” ชุดต่างๆ ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม ทั้งเรื่องของคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ลักษณะคำนาม เครื่องดนตรี ฯลฯ และถ่ายทอดความรู้ในการผลิตสื่อสัมผัสไปสู่คณะครูทุกคน โดยประยุกต์จากวัสดุที่มีและเหลือใช้ในโรงเรียน
รวมถึงยังได้จัดทำ “หนังสืออ่านเสริม” อีกจำนวนกว่า 30 เล่ม ที่นำหนังสือที่มีเรื่องราวน่าสนใจในปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์กับบทเรียนต่างๆ ในห้องเรียนมาเจาะตัวอักษรเบรลล์ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติม เพราะสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กที่บกพร่องทางการมองเห็นที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน แทบจะมีเนื้อหาที่ไม่ตรงกับความต้องการของเด็กๆ ที่มีความหลากหลายและแตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องราวที่เด็กๆ สนใจและมีความเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กับบทเรียนต่างๆ ในแต่ละวิชาที่สอน ก็จะช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้เพิ่มมากขึ้น
“ทำอย่างไรก็ได้ที่จะสามารถทำให้ลูกๆ ของเราเรียนได้ดีกว่าเดิม เก่งกว่าเดิม เข้าใจกว่าเดิม ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าผลที่ตอบแทนมานั้นคือเขาทำได้ เขาเรียนได้ ทันเพื่อน สามารถออกไปข้างนอกได้โดยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต เพราะอักษรเบรลล์จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระวิชา ถ้าการเรียนรู้อักษรเบรลล์เขาสามารถทำได้ดี การเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูง และเขาก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งดีๆ มากขึ้นได้” ครูอัญชลีกล่าว.

จัตุรัสทั่วไทย

Published มีนาคม 15, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/230214/86432

สาระน่ารู้
Sunday, 23 February, 2014 – 00:00

“ครูศุภรา แสงแก้ว”แห่งมหาสารคาม
บนเส้นทางทักษะความพอเพียง
โรงเรียนบ้านร่วมใจ 1 ตำบลแวงน่าน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็กที่มีเด็กนักเรียนทั้งสิ้นรวมกันเพียง 51 คน สภาพเศรษฐกิจของชุมชนโดยรอบค่อนข้างยากจน เด็กนักเรียนส่วนใหญ่อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย และญาติ ที่ไม่มีเวลาดูแลอย่างเต็มที่ เพราะต้องไปทำงานรับจ้างหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เด็กหลายคนต้องขาดเรียนเพื่อมาดูแลน้องในระหว่างที่ตากับยายต้องไปทำงาน
ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต รวมไปถึงการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ในโรงเรียนเป็นอย่างมาก คณะครูในโรงเรียนแห่งนี้จึงได้พยายามหาหนทางที่จะช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพลูกศิษย์ของตนเองมาโดยตลอด
ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ก็มีพื้นที่มากถึง 33 ไร่ มีต้นไม้ใหญ่นานาชนิดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดปัญหาใบไม้ใบหญ้ารกรุงรัง เพราะขาดการดูแลอย่างทั่วถึง “ครูศุภรา แสงแก้ว” จึงเกิดแนวความคิดในการแก้ปัญหาดังกล่าวไปพร้อมๆ กับการจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมวินัยในโรงเรียน ด้วยการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลพื้นที่ต่างๆ ของโรงเรียน ผลลัพธ์ที่ต่อยอดได้จากกิจกรรมนี้คือ “ปุ๋ยหมัก” ที่จำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ที่กลายมาเป็นรายได้ของนักเรียน
ประกอบกับเมื่อได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับรางวัลทุนครูสอนดี “ครูศุภรา” จึงเกิดไอเดียที่จะต่อยอดนำวัตถุดิบที่มีในโรงเรียนไปใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ามากที่สุด “โครงการพัฒนาทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนบ้านร่วมใจ 1” จึงเกิดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. ภายใต้โครงการ “สังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ ยกย่องเชิดชู ครูสอนดี” เพื่อสร้างพื้นฐานทักษะอาชีพและทักษะชีวิต คุณธรรมและจริยธรรม วินัยและความรับผิดชอบ ด้วยการ “ปลูกและแปรรูปกล้วย” รวมไปถึง “พืชผักสวนครัว” ที่สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการไปกับการเรียนการสอนในกลุ่มสาระวิชาต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ แถมยังสร้างรายได้ระหว่างเรียนให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย
“ครูศุภรา แสงแก้ว” เล่าถึงที่มาของโครงการนี้ว่า มาจากปัญหาหลักของเด็กๆ ในโรงเรียนแห่งนี้ก็คือความยากจน ทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือเด็กได้บ้าง และสามารถบูรณาการกับวัตถุดิบที่มีในโรงเรียน ซึ่งก็คือปุ๋ยหมักที่มีจำนวนมากจากการทำโครงส่งเสริมวินัยในโรงเรียน
“ที่เลือกปลูกกล้วย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย ในท้องถิ่นก็หาพันธุ์ได้ง่าย เป็นไม้ผลที่มีประโยชน์ ดูแลง่าย สามารถที่จะบูรณาการหรือแปรรูปได้หลายๆ อย่าง หน่อกล้วยก็ขายได้ แล้วปลีกล้วย ดอกกล้วย ใบกล้วย ผลกล้วยมีประโยชน์หมด แม้กระทั่งกาบกล้วยและลำต้นก็ยังเอามาทำตะกร้า หรือนำมาจักสานอะไรก็ได้ทั้งนั้น” ครูศุภราระบุถึงประโยชน์ของต้นกล้วย
โครงการนี้เด็กๆ ในทุกระดับชั้นจะได้มีส่วนร่วมกับคณะครูและผู้ปกครองในการปลูกและดูแลสวนกล้วยของโรงเรียนตามตามถนัดและความเหมาะสมของช่วงวัย ตั้งแต่การปรับพื้นที่ ปลูก ดูแลรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รวมไปถึงการนำกล้วยมาแปรรูปเป็นอาหารหรือขนมต่างๆ อาทิ กล้วยฉาบ, กล้วยกวน, กล้วยตาก และกระยาสารทกล้วย โดยมีครูภูมิปัญญาพื้นบ้านมาช่วยถ่ายทอดความรู้
ตั้งแต่เริ่มดำเนินงานจนถึงปัจจุบันภายในโรงเรียนแห่งนี้มีสวนกล้วยกินพื้นที่ถึง 3 ไร่ มีต้นกล้วยน้ำว้าราว 300 ต้น และกล้วยพื้นเมือง รวมถึงกล้วยหายากอีกหลายสายพันธุ์ที่เริ่มทยอยให้ผลผลิตมาให้เด็กๆ ได้ทดลองแปรรูปและจำหน่าย ยังไม่นับรวมกับแปลงพืชผักสวนครัวหลายชนิดตามฤดูกาล ที่ส่วนหนึ่งนอกจากกลายมาเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารมื้อกลางวันแล้ว ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถจำหน่ายได้เพื่อเป็นรายได้ในระหว่างเรียน โดยเด็กๆ ทุกคนจะใช้เวลาก่อนหรือหลังเลิกเรียนมาดูแลพื้นที่หรือแปลงปลูกในความรับผิดชอบของแต่ละกลุ่มหรือแต่ละคน
“เมื่อแปรรูปกล้วยเสร็จ เด็กๆ ก็เอาไปฝากขาย โดยจะมีฝ่ายตลาดไปหา ติดต่อร้านค้าในหมู่บ้าน ก็ขายได้เรื่อย แต่เราทำครั้งละไม่มาก 20-30 ถุง เพราะให้เด็กๆ ได้ทำไปและเรียนรู้ไปด้วย คนที่ลงมือแปรรูปส่วนใหญ่จะเป็นชั้น ป.5-ป.6 ที่เล็กกว่านั้นก็จะให้มาดู เพราะจริงๆ แล้วโครงการนี้เราไม่ได้มองเรื่องรายได้จากการทำตรงนี้เป็นหลัก เพราะว่าเขายังเด็กอยู่ แต่เน้นให้เด็กได้ทักษะ ได้ความรู้ ได้พื้นฐาน โตขึ้นเขาจะได้จดได้จำแล้วสามารถที่จะนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้” ครูศุภรากล่าว
นอกจากความรู้และทักษะด้านการเกษตรที่เด็กๆ จะได้รับจากการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ ปลูก ดูแล เก็บผลผลิต แล้ว “เรื่องกล้วยๆ” ยังสามารถบูรณาการควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้านการแปรรูป การตลาด การขาย การทำบัญชีรับ-จ่าย ต้นทุน กำไร ที่ถึงแม้ว่าจะมีมูลค่าเพียงแค่หลักร้อย แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อไปในอนาคต
“เมื่อเด็กเขามีความรับผิดชอบในส่วนไหน ก็จะฝึกนิสัยให้เขาเกิดความเคยชินในการรับผิดชอบในเรื่องอื่นไปด้วย รวมไปถึงเรื่องการเรียน อย่างเช่น การเรียนรู้เรื่องกล้วย และเขาก็สามารถที่จะถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ ก็คือมาเขียนเป็นรายงาน มีใบงานให้ ก็จะฝึกทักษะและส่งเสริมการเขียน การอ่าน การพูด
นอกจากนี้ เรายังสามารถบูรณาการเรื่องกล้วยไปกับทุกกลุ่มสาระวิชาได้ เช่น ในขณะที่เรียน เราก็จะถามว่ากล้วยดิบสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง ถ้ากล้วยสุกห่ามแล้วทำอะไรได้บ้าง แล้วกล้วยดิบสามารถรักษาโรคกระเพาะได้ ประมาณนี้ แล้วผลผลิตของกล้วย ถ้ามันสุกงอม เราขายไม่หมด เราจะไปทำอะไรได้บ้าง ก็ทำกล้วยตาก กล้วยกวน แต่ถ้ากล้วยดิบ กล้วยยังไม่สุก กล้วยห่ามๆ เราก็มาทำกล้วยกระยาสารทหรือกล้วยฉาบ
ความรู้ตรงนี้นอกจากจะใช้ครูภูมิปัญญาในชุมชนแล้ว ก็ยังให้เด็กทำเป็นโครงงานค้นคว้าด้วยด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งเด็กๆ ก็จะได้ฝึกทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ไปพร้อมกัน” ครูศุภรายกตัวอย่างถึงแนวทางการบูรณาการเรื่องกล้วยกับการสอนในสาระวิชาต่างๆ
นอกจากจะประสบความสำเร็จในการทำโครงการปุ๋ยหมัก การปลูก การแปรรูปกล้วย และพืชผักสวนครัวในโรงเรียน โดยการมีส่วนร่วมของคณะครู ผู้ปกครอง และเด็กๆ ในทุกชั้นวัยแล้ว
โครงการดังกล่าวยังทำให้โรงเรียนบ้านร่วมใจ 1 แห่งนี้ได้รับการรับรองให้เป็น “สถานศึกษาแบบอย่างเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับคณะครูและเด็กนักเรียนทุกคน
นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ใครก็สามารถนำไปปรับใช้ได้.

จัตุรัสทั่วไทย

Published มีนาคม 15, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/090214/85737

สาระน่ารู้
Sunday, 9 February, 2014 – 00:00

ครูปริศนา อานจำปา
ผู้สร้างเครือข่าย “ครู-หมอ-พ่อแม่”

เพราะในช่วงปฐมวัยของเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี เป็นช่วงเวลาและโอกาสที่สำคัญในการพัฒนาระบบความคิดเชาว์ปัญญา การพัฒนาทั้งด้านกล้ามเนื้อ การมองเห็น ภาษา ตรรกะเหตุผล รวมไปถึงทักษะด้านสังคม อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ ดังนั้นการดูแลเด็กในช่วงดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม “เด็กพิเศษ” ที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา การเรียนรู้ การพูดและภาษา พฤติกรรมและอารมณ์ และออทิสติก ที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือและในขณะอายุน้อย ซึ่งจะทำให้การกระตุ้นพัฒนาการและฟื้นฟูสมรรถภาพในด้านต่างๆ ได้ดีที่สุด โดยจะต้องทำตั้งแต่แรกเริ่มอย่างเข้มข้นเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือของคนในครอบครัวและสังคม เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามศักยภาพสูงสุด และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
“โครงการพัฒนาครูและผู้ดูแลเด็กเล็กในชุมชนใกล้บ้านจังหวัดขอนแก่น” ของ “ครูปริศนา อานจำปา” จากศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยของแก่น (มอดินแดง) ผู้ได้รับ “ทุนครูสอนดี” จากโครงการ “สังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ ยกย่องเชิดชู ครูสอนดี” ที่ขับเคลื่อนโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. จึงเกิดขึ้นเพื่อต่อยอดและพัฒนาองค์ความรู้ในการดูแลเด็กพิเศษที่มีพัฒนาการล่าช้า ลงไปสู่ครู ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชน ให้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาเด็กที่มีพัฒนาการช้า เพื่อช่วยเหลือและให้การสนับสนุนอย่างถูกต้องและเหมาะสม
นางปริศนา อานจำปา ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานักเรียนและชุมชนสัมพันธ์ ฝ่ายการศึกษาพิเศษ ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยของแก่น (มอดินแดง) เล่าถึงที่มีของโครงการว่า สืบเนื่องจาก พ.ร.บ.การศึกษาในปัจจุบันได้เปิดโอกาสให้เด็กพิเศษสามารถเรียนในโรงเรียนปกติได้ แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือครูอาจารย์ที่ดูแลยังไม่มีกระบวนการการดูแลที่ถูกต้อง เพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้ รวมไปถึงตัวผู้ปกครองเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของชุมชนที่รับฝากเลี้ยงเด็กในช่วงปฐมวัย ที่ครูผู้ดูแลหรืออาสาสมัครยังขาดองค์ความรู้ในการคัดกรองเบื้องต้น
“เมื่อศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรับเด็กพิเศษที่มีพัฒนาการช้าเข้ามาก็จะเหมือนกับการไปฝากเลี้ยง ซึ่งก็จะไม่มีกระบวนการพัฒนาในด้านต่างๆ ทำให้เด็กที่มีพัฒนาการช้าก็จะเสียเวลาไป เสียโอกาสในการได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทีนี้ปัญหาต่างๆ ก็จะสะสม พอขึ้นมาชั้น ป.1 ก็ซ้ำชั้นไป แต่ตอนนี้ พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ไม่ให้เด็กซ้ำชั้นแล้ว ก็จะเป็นผลสืบเนื่องมาจนถึงระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายกลายเป็นเด็กที่เรียนไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง เรียนไม่ทันเพื่อน กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาในสังคมต่อไป” ครูปริศนาระบุ
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ “ครูปริศนา” มองย้อนกลับลงไปถึงจุดเริ่มต้น นั่นก็คือ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” เพราะเป็นกระบวนการด่านแรกที่จะสามารถช่วยเหลือฟื้นฟูและกระตุ้นพัฒนาการของเด็กพิเศษที่มีปัญหาที่แตกต่างกันไปได้อย่างเหมาะสม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จนรอให้เข้าระดับประถมหรือมัธยม เด็กพิเศษกลุ่มนี้ก็จะขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ สมรรถภาพของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย
“กิจกรรมที่ทำภายใต้โครงการนี้จะเป็นการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายคือ การจัดอบรมให้กับผู้ปกครอง ครูผู้ดูแลเด็ก และอาสาสมัครในศูนย์ดูแลเด็กเล็ก โดยร่วมกับโรงพยาบาล ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเรียนร่วม และมหาวิทยาลัยมาให้องค์ความรู้ ซึ่งถึงแม้ว่าว่าตอนนี้จะเป็นการทำงานในระยะสั้นๆ ซึ่งในระยะยาวภาคีเครือข่ายของศูนย์วิจัยออทิสติกก็ต้องไปดำเนินงานต่อ เหมือนกับเด็กเป็นไร่เป็นสวน จะทำยังไงให้ปลูกผักปลูกพืชให้มันงอกงาม เกิดเป็นการทำงานร่วมกับระหว่างครู หมอ และผู้ปกครอง พ่อแม่ก็ต้องรู้ว่าลูกพัฒนาการเป็นอย่างไร คุณครูในนั้นก็ต้องรู้ว่าเด็กพัฒนาเป็นอย่างไร แล้วแนวทางแก้การกระตุ้นพัฒนาการเป็นอย่างไร” ครูปริศนากล่าว
ด้าน ดร.สมลักษณ์ พรหมมีเนตร ผู้ทรงคุณวุฒิติตามโครงการทุนครูสอนดี Node 13 กลุ่มจังหวัดขอนแก่น เลย และชัยภูมิ กล่าวถึงกิจกรรมต่างๆ ภายใต้การดำเนินงานของโครงการนี้ว่า จะเกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งตัวของเด็กเอง ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ที่จะได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกับเด็กปกติ
“ปัจจุบันเรามีเด็กพิเศษกลุ่มนี้มากขึ้นในสังคม ซึ่งระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่สามารถจัดการศึกษาให้เด็กกลุ่มนี้ได้เต็มที่ แต่โครงการนี้จะมุ่งเน้นเข้าไปที่การแก้ปัญหาที่ตัวเด็กตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ด้วยการเข้าไปให้ความรู้กับครูผู้ดูแลเด็กให้มีความรู้และความเข้าใจในการจัดการเรียนการสอน ตรวจสอบและช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งจะช่วยทำให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และได้รับการพัฒนาศักยภาพได้อย่างถูกต้องตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละคน” ดร.สมลักษณ์ระบุ
โดยโครงการนี้จะเป็นการนำร่องทดลองและพัฒนาหลักสูตรการให้ความรู้ในการดูแลเด็กพิเศษที่บกพร่องทางการเรียนรู้ ด้วยการให้ความรู้กับครูผู้ดูแลและผู้ปกครองในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2 ชุมชนคือ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านผือ” และ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทุ่งทอง” เพื่อที่จะเป็นหน่วยคัดกรองช่วยเหลือดูแลเบื้องต้น เพราะเดิมทีองค์ความรู้เหล่านี้จะอยู่แต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น
“ตั้งแต่แรกเกิดถึง 4 ขวบ คุณหมอจาก รพ.ขอนแก่น อยากมีกระบวนการให้การช่วยเหลือมากกว่านี้ เพราะว่าเด็กของเราเป็น LD เทียมเยอะ คืออ่านไม่ได้ เขียนไม่ออก สมาธิสั้น ซึ่งตรงนี้อาจเกิดจากกระบวนการการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม หรืออาจจะเกิดจากตัวเด็กเอง เกิดจากสื่อ เกิดจากเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ดังนั้นเด็กแรกเกิดถึง 4 ปี เราจึงต้องหาทางคัดกรองและพัฒนาเขาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเป็นผลพวงในระยะยาวต่อไป เพราะถ้าเขาได้กระตุ้นตั้งแต่เบื้องต้นมา พฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นเยอะก็อาจจะเหลือน้อยลง ส่วนที่เป็นน้อยอาจจะไม่เป็นเลย เราก็คาดหวังอย่างนั้น” ครูปริศนาสรุป.

จัตุรัสทั่วไทย

Published มีนาคม 15, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/020214/85407

สาระน่ารู้
Sunday, 2 February, 2014 – 00:00

“แปรการอ่านเป็นพลัง”-สูตรไม่ลับที่สพฐ.ควรจับตา
“สุดยอดเมืองมหัศจรรย์ นครสวรรค์บ้านเรา”
หนังสือสี่สีแสนสวยงามที่ว่าด้วยเรื่องราวของปลื้ม โทนี่ และตุ๊กติ๊ก ที่พากันมาใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมที่บ้านยายของปลื้มที่จังหวัดนครสวรรค์ สร้างความสนใจให้กับเด็กนักเรียนในจังหวัดนี้ไม่น้อย เพราะตัวละครในเรื่องอยู่ในวัยเดียวกับพวกเขา สถานที่ที่ตัวละครเดินทางไปล้วนอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์แห่งนี้ ภายในมีภาพประกอบทั้งจากภาพถ่ายจริงและภาพการ์ตูน
ทั้งเด็ก ทั้งครู รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เป็นชาวนครสวรรค์มาแต่กำเนิดอีกหลายคน ก็ยังอดพากันตื่นเต้นที่ได้รู้เรื่องราวของอำเภออื่นๆ ในจังหวัดนครสวรรค์
“บ้านเรามีแบบนี้ด้วยเหรอ” เรื่องนี้ นายอรุณ เขตการ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองน้ำเขียว กล่าวหลังจากได้รับมอบหนังสือจากสำนักงานเขตการศึกษา เขต 2 และเปิดอ่านภายใน จากนั้นจึงยืนยันว่าหนังสือเล่มนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กในนครสวรรค์
“เป็นหนังสือที่อ่านง่ายๆ เด็กๆ ได้รู้เรื่องท้องถิ่นของตนเองอย่างรอบด้าน รู้จักสิ่งที่เป็นความภูมิใจของชาวนครสวรรค์ในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคคล การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การที่เด็กอยากรู้เรื่อง ทำให้เด็กเกิดความอยากอ่านตามมาด้วย”
ขณะที่นางสาวนัดดา วิทยาพิภพสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอ่างทอง อำเภอบรรพตพิสัย กล่าวว่า ชอบที่มีการสรุปเนื้อหาสาระของแต่ละเล่มให้เด็ก และบอกแหล่งข้อมูลสำหรับค้นคว้าเพิ่มเติมไว้ด้วย ทำให้สามารถนำไปค้นคว้าต่อยอดไปได้อีกหากพวกเขาเกิดความสนใจ
เนื้อหาของหนังสือส่งเสริมการอ่านนี้แบ่งออกเป็น 3 เล่ม ครอบคลุมพื้นที่ 15 อำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ในแต่ละอำเภอ ประกอบด้วย 3 เรื่องหลักคือ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
ทางด้านกวีหญิงชื่อดังของเมืองไทยอย่าง “วันรวี รุ่งแสง” ให้ความเห็นตามมุมมองของนักอ่านและนักเขียนว่า เป็นหนังสือที่ให้ความบันเทิงแบบมีสาระ เหมาะสำหรับเด็กๆ ซึ่งการที่จะให้เด็กชอบอ่านหนังสือ ก็ต้องเอาหนังสือที่อ่านแล้วสนุกแบบนี้มาให้อ่าน การผสมผสานเอาสองสิ่งเข้าด้วยกันคือ การให้นักเรียนได้อ่านเรื่องที่สนุก และได้เรียนรู้เรื่องราวในท้องถิ่นของตนเอง นับว่าเป็นการวางรากฐานที่ดีให้กับเยาวชน
ที่มาของหนังสือชุดสุดยอดมหัศจรรย์ นครสวรรค์บ้านเรานี้ เกิดขึ้นจากความคิดของนายหวั่น แตงทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ขณะนั้น (ปี2556) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 โดยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ โดยนายมานพ ศรีผึ้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ และมีนางจิตติมา พงษ์ไพบูลย์ ศึกษานิเทศก์ในพื้นที่การศึกษาเขต 2 เป็นบรรณาธิการจัดทำขึ้น เพื่อแจกจ่ายให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 4-5-6 ของโรงเรียนพื้นที่การศึกษา เขต 2 (สพป.นว.2) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
“การอ่านคือกุญแจสำคัญที่จะไขประตูไปสู่โลกความรู้ทุกสาขาวิชา การส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความรักในการอ่านจึงเป็นการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างทรัพยากรมนุษย์” ผอ.หวั่น แตงทิพย์กล่าวสั้นๆ และเป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในส่วนคำนำของหนังสือ
ผอ.หวั่นยังบอกด้วยว่า พยายามที่จะให้นักเรียนในพื้นที่การศึกษาอีก 2 เขตมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และกำลังพยายามช่วยกันคิดกับหน่วยงานอื่นๆ ของจังหวัดนครสวรรค์อีกหลายภาคส่วนบนพื้นฐานความคิดเดียวกันว่า การอ่านคือหัวใจของการศึกษา นักเรียนอ่านได้ ก็เขียนได้ คิดได้ สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้
ในยุคสมัยที่โลกแห่งเทคโนโลยีกำลังครองเมืองเช่นนี้ ผู้ใหญ่หลายคนอาจหลงลืมวิธีการง่ายๆ ไปหมดแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น การอ่านเป็นสิ่งที่คู่กับนักเรียนมาเนิ่นนาน หากผู้ใหญ่รู้จักเลือกเรื่องราวใกล้ตัวขึ้นมาดัดแปลง พลิกแพลงให้เกิดประโยชน์กับเด็กๆ เหล่านั้น เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดความรักในการอ่าน และเมื่ออ่านออกเขียนได้ รู้สึกอยากรู้ ตลอดจนรู้ว่าจะหาความรู้เพิ่มเติมได้จากที่ใด นั่นก็หมายความว่าเด็กๆ มีกุญแจประจำตัวที่จะสามารถไขประตูโลกแห่งความรู้ อันเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญาอันทรงคุณค่า
บางที สพฐ.อาจจะต้องหันมาใส่ใจวิธีการง่ายๆ เพื่อแก้ปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จากสื่อการสอนแบบบ้านๆ ที่ผ่านการไตร่ตรองและจัดทำให้เหมาะสมกับผู้อ่านแบบ เช่นเดียวกับหนังสือส่งเสริมการอ่านของจังหวัดนครสวรรค์ชุดนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความลับ แต่บางทีเราอาจหลงลืม
ต้องบอกว่าเด็กนครสวรรค์ยุคนี้โชคดีไม่น้อย.

จัตุรัสทั่วไทย

Published มีนาคม 14, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/260114/85095

สาระน่ารู้
Sunday, 26 January, 2014 – 00:00

เยี่ยมเยือนศูนย์ภูพานศึกษาฯ
ย้อนหลังไปเมื่อปี 2498 วันที่ 2-20 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังความปลาบปลื้มให้กับมวลพสกนิกรทั้งหลายยิ่งนัก และในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทรงได้รับรู้ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นถึงปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรภาคอีสานว่าแร้นแค้นยิ่งนัก อีกทั้งการคมนาคมหลายแห่งทุรกันดาร ข้อมูลที่ทรงพบนั้นเอง เป็นที่มาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจัดให้มีขึ้นในระยะต่อมา
จากปี 2498 มาถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ องคมนตรี และนายสุนทร เรืองเล็ก อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายเล็ก จินดาสงวน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรมราชองครักษ์ สวนจิตรลดา ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นครั้งแรก โดยทรงพิจารณาวางโครงการจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการศึกษาการพัฒนาภูพานฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนางานทดลองแบบเบ็ดเสร็จ อันได้แก่ การพัฒนาป่าไม้การเกษตรต่างๆ ตามความเหมาะสม รวมทั้งการดำเนินงานทางด้านเกษตรอุตสาหกรรม สำหรับเป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ อันจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ต่อไป
ในเดือนพฤศจิกายน 2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรตรวจสภาพพื้นที่บริเวณบ้านนานกเค้า และเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปถึงพื้นที่บริเวณที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่ และได้พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณานำน้ำจากอ่างเก็บน้ำตาดไฮใหญ่มาสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรบริเวณบ้านนานกเค้า
นอกจากนี้ยังทรงคัดเลือกพื้นที่จัดตั้งด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นพื้นที่ตัวแทนของภูมิภาคทั้งหมด ด้วยพื้นที่นี้มีลักษณะสภาพธรรมชาติแวดล้อม และวงจรชีวภาพที่คล้ายคลึงกับภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นพื้นที่ส่วนย่อที่สอดคล้องกับสภาพการแก้ปัญหา และศึกษาวิธีการพัฒนาของภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นในปี 2527 จึงได้ดำเนินการก่อตั้งที่ทำการของศูนย์ศึกษาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างเป็นทางการ
นับจากปี 2527 ที่เริ่มก่อตั้งจนถึงบัดนี้ ปี 2547 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” อันเป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จของการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง สาธิตและพัฒนาด้านเกษตรกรรม
แต่ละวันจะมีประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ขอเข้ามาศึกษาดูงานในโครงการฯ ซึ่งสิ่งที่ถือว่าเป็นงานเด่นน่าสนใจก็ได้แก่ งานศึกษาและพัฒนาปศุสัตว์ งานศึกษาและพัฒนาประมง งานส่งเสริมและพัฒนาสาธารณสุข และงานส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัว
ในส่วนของความสำเร็จในการเลี้ยงสัตว์ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ มีสิ่งที่ภูมิใจคือสิ่งที่เรียกว่า “สามดำมหัศจรรย์” คือ โคเนื้อภูพาน สุกรภูพาน และไก่ดำภูพาน รวมทั้งกวางรูซ่า ซึ่งเลี้ยงเพื่อเอาเขาไปทำเป็นยาชูกำลัง หรือเป็นยาบำรุงร่างกาย เนื่องจากในเขากวางรูซ่ามีสารชะลอความแก่
นอกจากนั้นยังส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่งวง วัวนม มีการปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าแพงโกลา หญ้ามุลาโต หญ้ากินนีสีม่วง ซึ่งเป็นหญ้าที่มีโปรตีนสำหรับสัตว์
ในส่วนของงานประมง ได้มีการวิจัยเรื่องการเลี้ยงปลาในกระชัง การเลี้ยงปลาในบ่อดิน การเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก เพื่อให้สามารถเปลี่ยนปลาในท้องนาเป็นปลาเลี้ยงได้ นอกจากนี้ยังมีการสาธิตเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน โดยการเลี้ยงปลานิลแดงร่วมกับการเลี้ยงเป็ดบาบาลี การเลี้ยงปลานิลแดงร่วมกับการเลี้ยงไก่สามสายเลือด ซึ่งนับเป็นเทคนิคสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพื้นที่ของตน
งานส่งเสริมสาธารณสุข ได้มีการใช้หลักการสาธารณสุขมูลฐาน โดยการรวบรวมสมุนไพรจำนวน 280 ชนิด และมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วย
นอกจากนี้ในส่วนของงานส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัว มีการส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพเสริมนอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรม โดยนำวัตถุดิบมาแปรรูปให้เกิดมูลค่า มีการฝึกอบรมเกษตรกรหรือผู้สนใจให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบเป็นอาชีพ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อผลิตสินค้า สามารถกระจายรายได้เสริมสู่ชุมชนให้เกิดความยั่งยืนได้ โดยเกษตรกรสามารถนำสินค้ามาฝากจำหน่ายที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ได้อีกด้วย
สำหรับผู้สนใจจะไปเยี่ยมชมสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร.0-4274-7458-9 ต่อ 113 หรือ http://royalgo.th/phuphan

%d bloggers like this: