จัตุรัสทั่วไทย

All posts tagged จัตุรัสทั่วไทย

จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/100814/94415

สาระน่ารู้
Sunday, 10 August, 2014 – 00:00
.
เชียงใหม่-นครราชสีมา:
2 โมเดลปฏิรูปการศึกษาถิ่น

แม้ทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าประเทศไทยต้อง “ปฏิรูปการศึกษา” และมีการขับเคลื่อนการปฏิรูปมานับสิบปี แต่ดูเหมือนยังไปไม่ได้ไกลนัก หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ แต่ละภาคส่วนติดอยู่กับอาณาจักรของตนเองตามภารกิจหน้าที่ ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างแยกส่วน ส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาไม่สามารถเดินไปสู่เป้าหมาย
หลายภาคส่วนได้หยิบยกทฤษฎี “ไข่ขาว-ไข่แดง” ใน “เวทีปฏิรูปการเรียนรู้การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 30” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ดึงโมเดลการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่นที่ประสบผลสำเร็จ ให้ทุกภาคส่วนได้มองเห็นและขยายผล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาการศึกษาจากเดิมที่ กระจุกตัวแต่พื้นที่ไข่แดง หรือพื้นที่ในเมืองเท่านั้น
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ย้ำในเวทีให้เร่งกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น เหมือนในหลายประเทศที่มุ่งเน้นให้ท้องถิ่นจัดการศึกษาเอง ขณะที่รัฐบาลกลางทำหน้าที่สนับสนุนบประมาณเท่านั้น
“ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม ทำให้เกิดแรงบีบคั้นในหลายๆ ด้าน แพราะคนเพียง 10% แต่เป็นเจ้าของทรัพยากรจำนวน 90% จึงจำเป็นต้องปฏิรูป แนวทางที่จะลดความเหลื่อมล้ำลงได้นั้น จำเป็นต้องกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม”
การศึกษาก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ ศ.นพ.ประเวศระบุว่า เพื่อให้การปฏิรูปศึกษาขับเคลื่อนไปได้ ต้องไม่ทำแบบแยกส่วน และต้องไม่ใช่เป็นเรื่องของครู นักเรียน ให้เป็นเรื่องของทุกหน่วยงานและองค์กร และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของทุกๆ องค์กร ทั้งรัฐ ภาคธุรกิจ ท้องถิ่น
“ล้านนาสไตล์” ของ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกโมเดลของการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น ที่กำลังขับเคลื่อนการทำงานอย่างได้ผล ด้วยการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมทำงาน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจาก 113 ภาคีเครือข่าย โดยนำวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของคนล้านนาที่คนเชียงใหม่ภูมิใจมาเป็นหลักในการปฏิรูปการศึกษา
นายไพรัช ใหม่ชมภู ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า หลังจากทุกคนเห็นความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการศึกษา อบจ.ได้เริ่มเชิญทุกภาคส่วนมาร่วมหารือเมื่อเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ทั้งผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลการศึกษาของจังหวัด ซึ่งมีกว่า 22 หน่วยงาน สถานประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ แรงงานจังหวัด ครูผู้สอน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อให้เกิดภาคีเครือข่ายการศึกษาเชียงใหม่ ขณะเดียวกันก็มีเครือข่ายเข้าร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพิ่มเติม รวมกว่า 2,000-3,000 คนแล้ว
เชียงใหม่ได้วางหลักการปฏิรูปการศึกษาไว้ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.นักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนในเชียงใหม่เป็นเป้าหมายหลักกว่า 346,148 คน 2.พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ปฏิรูป 3.คนเชียงใหม่ร่วมรับผิดชอบและร่วมแก้ไขปัญหาการศึกษาของเชียงใหม่ และ 4.การกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางสู่พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
แนวทางที่ทำให้เป็นรูปธรรมนั้น มุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนเชียงใหม่ โดยให้ทุกคนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัด พร้อมกับการเรียนรู้เท่าทันโลก รวมถึงการศึกษาเพื่อการมีงานทำของนักเรียนเชียงใหม่ ขณะนี้บางส่วนกำลังเป็นรูปธรรม มีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาช่วยอบรมประวัติศาสตร์เชียงใหม่ฟรีกับทุกๆ คนที่สนใจแล้ว และได้รับการตอบรับอย่างดี
สำหรับการขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วมนั้น จะมีการหารือครั้งใหญ่ของภาคีเครือข่ายการศึกษาเชียงใหม่ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อร่างแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของเชียงใหม่ไปสู่การปฏิบัติ
ขณะที่ “ย่าโมสไตล์” ของ จังหวัดนครราชสีมา มุ่งเน้นการเรียนรู้คู่การทำงาน เพื่อเป็นกลไกแก้ปัญหาเด็กยากจนที่มีกว่า 193,709 คน หรือ 60.4% และปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่กลายเป็นเด็กเร่ร่อนในจังหวัด นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการถึงปัญหานักศึกษาจบใหม่ไม่มีศักยภาพในการทำงานมากพอ
“หลักสูตรสหกิจศึกษา” จึงเกิดขึ้น โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เป็นแห่งแรกของประเทศที่จัดทำหลักสูตรนี้ ด้วยความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานใน 2 ภาคการศึกษา และขยายผลต่อไปถึงสถาบันอุดมศึกษาอีก 108 แห่ง จากการติดตามผลพบว่า ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ได้งานทำในปีแรกจำนวน 100,000 คน เป็นนักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรสหกิจศึกษากว่า 35%
รวมถึงสร้างระบบการศึกษาทางเลือกให้กับเยาวชน ด้วยการศึกษามัธยมสัมมาชีพ หรือมัธยมแบบประสม ให้นักเรียนได้เรียนคู่กันระหว่างสายสามัญกับสายอาชีพ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การทำงาน เพราะปัจจุบันมีนักเรียนเพียง 40% ที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนอีกกว่า 60% ออกจากระบบการศึกษาในช่วงมัธยมปลาย หรือต่ำกว่า ขณะเดียวกันเยาวชนและผู้ปกครองไม่นิยมเลือกเรียนสายอาชีพ ดังนั้นเมื่อเยาวชนออกจากระบบแล้วจึงไม่มีวิชาชีพติดตัว เกิดปัญหาทางสังคมตามมา
รศ.ดร.ชาญชัย อินทรประวัติ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า การปฏิรูปการศึกษาของจังหวัดนครราชสีมาเริ่มต้นมาจากการมองปัญหา และสรุปหนทางแก้ไขได้ว่า โรงเรียนต้องทำมากกว่าสอนหนังสือ และดึงโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีจำนวนมากในจังหวัดเข้ามาร่วมแก้ปัญหาด้วย ผ่านหลักสูตรสหกิจศึกษา และการศึกษาผสมผสานระหว่างสายสามัญกับสายอาชีพ ทำให้นักเรียนมีโอกาสฝึกปฏิบัติจริง และเรียนรู้โลกแห่งการทำงาน ซึ่งปัจจุบันแนวทางนี้กำลังขยายผลไปสู่โรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั้งจังหวัด
ในส่วน อบจ.เอง ได้จัดโครงการเป็นรูปธรรม เรียกว่า WIL (Work Integrated Leaning) หรือโครงการบูรณาการการเรียนกับการทำงาน ร่วมกับมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล และวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพาณิชยการนครราชสีมา ดำเนินการมาแล้ว 1 ปี พบว่าได้ผลดี มีนักเรียนมาสมัครเพิ่มขึ้นในการเปิดโครงการปีที่ 2
“แนวทางนี้สามารถตอบโจทย์ของทุกภาคส่วน ทั้งแก้ปัญหาความยากจน เด็กหลุดจากระบบ แก้ปัญหาให้กับสถานประกอบการด้วย เพราะเด็กที่ได้เรียนรู้โลกแห่งการทำงานจริงในระหว่างการเรียน และได้ค่าตอบแทนด้วย มีทัศนคติต่อการทำงานที่ดีขึ้น พร้อมเข้าสู่การทำงานในสถานประกอบการ และไม่ปลี่ยนงานบ่อย จากปัจจุบันที่โรงงานประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานไทย และการย้ายงาน ต้องใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดต้นทุนจากการฝึกคนบ่อยๆ นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนากิจการ”
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับการปฏิรูปการศึกษาที่ อบจ.นครราชสีมาต้องขยายผลบูรณาการร่วมไปยังโรงเรียนอื่นๆ ทั้งในและนอกสังกัดด้วย มิใช่มองเพียงในส่วน 58 โรงที่ดูแลรับผิดชอบ เพราะ อบจ.มีศักยภาพสูงอยู่แล้ว ส่วนที่เชียงใหม่ต้องเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารและครูด้วยการปฏิรูปการศึกษาจึงจะเห็นผล ขณะเดียวกันต้องทำให้ทุกภาคส่วนในภาคีเครือข่ายที่มาประชุมตื่นตัวและร่วมทำงานอย่างแท้จริง
ขณะที่ ศ.กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ สรุปในตอนท้ายว่า การปฏิรูปการศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นตัวอย่างของจังหวัดจัดการตนเอง และเริ่มทำจากเรื่องเล็กๆ ก่อนขยายไปเรื่องใหญ่ ใช้การศึกษาเป็นตัวนำ และดึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและศีลธรรมมาสนับสนุน เป็นการใช้อัตลักษณ์ที่ถูกต้อง ไม่ทำให้เชียงใหม่เป็นเหมือนกรุงเทพฯ ซึ่งปัญหาจะตามมามากมาย ส่วนที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นตัวอย่างของการนำสัมมาชีพมาแก้ปัญหา ทำให้ทางเลือกของเยาวชนกว้างขึ้น.

จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/030814/94045

สาระน่ารู้
Sunday, 3 August, 2014 – 00:00
.
ประชากรดี สร้างได้ตั้งแต่ปฐมวัย
สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจและอบรมการใช้งานระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยระดับพื้นที่ ภายใต้โครงการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนโรงพยาบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจาก 19 จังหวัดเข้าร่วม ที่โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ ได้มีการสรุปถึงความพยายามในการสร้างประชากรคุณภาพว่าสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ปฐมวัย โดย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 4 สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า การลงทุนกับเด็กปฐมวัยคุ้มค่าที่สุด ถ้าเด็กได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและสติปัญญา รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม จะนำไปสู่การเป็นประชากรที่ดีมีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและครอบครัว เป็นตัวแปรหนึ่งที่นำมาสู่ปัญหาการดูแลเด็ก เนื่องจากไม่สามารถดูแลเด็กได้ด้วยตัวเอง ปล่อยให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย จึงเกิดช่องว่างของระบบและกลไกการดูแลเด็กปฐมวัย ยิ่งปัจจุบันระบบที่เข้ามาดูแลเด็กมีความซับซ้อน ทำให้ดูแลเด็กได้ยากขึ้น และที่ผ่านมาระบบจังหวัดอ่อนแอ เพราะขึ้นกับส่วนกลางขาดการประสานบูรณาการงานร่วมกัน ดังนั้น ระบบสาธารณสุขซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบการทำงานในระดับจังหวัดที่เข้มแข็ง และสามารถดูแลได้ตลอดช่วงอายุของเด็กปฐมวัย ต้องร่วมนำสร้างกลไกระดับจังหวัด โดยเชื่อมโยงเป็น 1 ช่วงวัย 3 ระบบ คือ
1) ระบบสุขภาพ 2) ระบบเรียนรู้ และ 3) ระบบการดูแลของชุมชน ครอบครัว ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางที่ต้องจัดระบบทรัพยากรเพื่อการสนับสนุน ระดับจังหวัดต้องเชื่อมโยงระบบและกำกับติดตาม และระดับพื้นที่ เช่น อปท. ศพด. มีคุณภาพ มีระบบธรรมาภิบาล
“ประเทศไทยต้องจัดการศึกษาให้เด็กมีสำนึกรักบ้านเกิด คือเด็กเกิดจังหวัดใดก็ต้องมีความรักในจังหวัดของตนเอง ฉะนั้นต้องสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น คนทำงานด้านปฐมวัยก็เข้ามาร่วมกันคิด เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีที่สุด ซึ่งต้องมีการวัดพัฒนาการเด็ก 2 แบบ คือ 1) เด็กที่มีพัฒนาการปกติต้องวัดที่เด็กมีความพร้อมเข้าสู่โรงเรียน สามารถควบคุมตนเอง เชื่อมั่นตนเอง มีพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา 2) เด็กที่มีความเสี่ยงผิดปกติ คือเด็กที่ไม่สามารถจัดการตัวเองได้ จึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย การส่งเสริมพัฒนาการ และเรื่องสุขอนามัย” นพ.ยงยุทธ กล่าว
ด้าน นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน กล่าวว่า การดูแลเด็กเป็นเรื่องสำคัญ การที่ผู้ปกครองนำเด็กมาฝากให้ ศพด.ดูแล เพราะอยากให้ลูกที่รักที่สุดอยู่รอดปลอดภัย มีการเจริญเติบโตมีพัฒนาการที่สมวัย ฉะนั้น ศพด.ควรดำเนินการ 4 เรื่อง คือ 1.นโยบาย ต้องสะท้อนทั้งข้างบนและข้างล่าง โดยบูรณาการทำงานร่วมกันระดับจังหวัด ทั้งเป้าหมาย ทิศทางที่ผู้ปฏิบัติต้องการเห็นมาก 2.แผน สร้างแผนระยะยาวครอบคลุมมองเป้าหมายแนวทาง ทั้งนี้ อยากให้มีการวางแผนทำงานล่วงหน้าครึ่งปี โดยใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและความจำเป็นในพื้นที่เป็นตัวตั้ง ทำแผนล่วงหน้าให้ตอบสนองต่อสิ่งที่จะดำเนินการ เป็นการเตรียมพร้อมการทำงานระยะต่อไป เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และไม่เกิดความกดดันตัวเองในการทำเรื่องเร่งด่วน
3.การปฏิบัติ ควรมีระบบสุขภาพในระดับอำเภอ DSK (District Health System) มองภาพความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เช่น การเรียนรู้ของเด็กในจังหวัดน่าน ควรแตกต่างจากเด็กกรุงเทพฯ แต่ต้องให้เรียนรู้ครบถ้วน เติบโตและมีพัฒนาการที่เข้ากันได้กับสภาพแวดล้อม ซึมซับวิถีประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่องค์ประกอบที่จะทำให้สมบูรณ์ต้องอาศัยเครื่องมือในพื้นที่มาร่วมมือกัน ทั้ง รพ.สต. รพช. โรงพยาบาลในพื้นที่ร่วมมือกันพัฒนาดำเนินการอย่างแข็งแกร่งและเข้มแข็ง เมื่อพบเด็กผิดปกติ 1 คน จะดูแล ส่งต่ออย่างไร หากมีระบบการร่วมมือที่ดีก็จะสามารถแก้ไขในสิ่งที่ผิดปกติได้ และเมื่อจับกันได้แล้วก็ต้องขยายความร่วมมือไปที่อื่นๆ
4.การกำกับ ติดตาม และการสนับสนุน ต้องมีการนิเทศแนะนำวิเคราะห์ปัญหาได้ตรง สามารถให้คำแนะนำเพื่อให้ปฏิบัติได้ตรงจุด ไม่ใช่แนะนำภาพใหญ่ คนในพื้นที่จะไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามเป้าหมาย ซึ่งเรื่องการกำกับ ติดตามไม่ใช่งานนิเทศอย่างเดียว แต่ต้องมีการตรวจสอบผลงาน KPI ที่สะท้อนผลงานที่วัดได้ ซึ่งต้องเข้าใจ KPI ในความเป็นจริง อย่ามอง KPI เป็นตัวเลข ฉะนั้นการกำกับ ติดตามควรเข้าใจในผล เพื่อดูกระบวนการ และลงไปสนับสนุนช่วยเหลือ
ทั้งนี้ การนิเทศขอจังหวัดไม่ควรแสดงตนเป็นผู้ตรวจงาน แต่ลงพื้นที่ไปดูเพื่อหาทางสนับสนุน เพราะหน่วยงานหรือพื้นที่ต่างๆ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยทุนที่เท่ากัน ผลที่จะเกิดขึ้นเท่ากันคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งทั้ง 4 เรื่องเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถนำมาประยุกต์ได้กับทุกเรื่องที่จะไปเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก.

จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/270714/93684

สาระน่ารู้
Sunday, 27 July, 2014 – 00:00
.
“มะพร้าว-เพื่อน-รัก” ชิงรางวัลหัวกะทิอัมพวา
เวทีหนังสั้นสร้างคนสร้างสรรค์
เริ่มต้นกันแล้วเป็นปีที่ 2 สำหรับการประกวดหนังสั้นชิงรางวัลหัวกะทิอัมพวา ซึ่งจัดโดยบริษัท เอเชียติคอุตสาหกรรมเกษตร จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวระดับท็อปทรีของประเทศ ล่าสุด เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยกพลไปทำกิจกรรมโรดโชว์เชิญชวนนักศึกษาสาขาภาพยนตร์จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มาร่วมทำหนังสั้นกัน
โดยได้รับความสนับสนุนจากอาจารย์อายุวัฒน์ รงคะประยูร หัวหน้าสาขาวิชาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอาจารย์วาจวิมล เดชเกตุ อาจารย์ประจำสาขาวิชา เพราะการแนะนำกิจกรรมคราวนี้ ทางโครงการรางวัลหัวกะทิอัมพวาได้นำผู้มีประสบการณ์ในแวดวงมาบอกเล่าเรื่องราวว่าด้วยอาชีพ คนทำหนัง ทำละครในวงการให้ฟังกันแบบครบเครื่องเพื่อประโยชน์ของน้องๆ
ทั้งนี้ นายณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียติคอุตสาหกรรมเกษตร จำกัด เจ้าของโครงการประกวดหนังสั้นชิงรางวัลหัวกะทิอัมพวา เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท ที่ต้องการสนับสนุนให้นักศึกษาได้ใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานตามความเหมาะสม เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2556 ในวาระที่บริษัทดำเนินกิจกรรมมาครบรอบปีที่ 20 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปีนี้จึงจัดต่อมาเป็นครั้งที่ 2 ในหัวข้อเรื่อง มะพร้าว-เพื่อน-รัก
“โลกทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับการใช้สื่อ คนที่มีความครีเอทีฟ สามารถใช้สื่อและความเป็นศิลปะ ผสมผสานสร้างสรรค์สิ่งที่ต้องการเผยแพร่ให้กับผู้คนทั่วไปได้เข้าใจ นับว่าเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับสังคม ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จได้ขนาดนั้นต้องผ่านประสบการณ์ การจัดประกวดหนังสั้นรางวัลหัวกะทิครั้งนี้เป็นการสร้างเวทีเล็กๆ ให้กับน้องๆ ได้ทดลองฝีมือ”
กิจกรรมประกวดหนังสั้น มะพร้าว-เพื่อน-รัก เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี อายุไม่เกิน 25 ปีที่มีความสนใจ สามารถส่งผลงานในรอบแรกได้ โดยการส่งเป็นคลิปวิดีโอ ความยาวไม่เกิน 30 วินาที พร้อมโครงเรื่อง (Plot) ไม่เกิน 1 หน้า A4 ภายในวันที่ 30 กันยายน 2557 นี้
ผู้ผ่านการคัดเลือกรอบแรกจะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปแลกเปลี่ยนกับกรรมการผู้มีประสบการณ์ในวงการ จากนั้นให้เวลาอีก 1 เดือนกลับไปผลิตผลงาน แล้วส่งเข้ามาร่วมประกวดเพื่อตัดสินหาผู้ชนะเลิศชิงเงินรางวัล 3 หมื่นบาท 2 หมื่นบาท และ 1 หมื่นบาท ตามสำดับ พร้อมรางวัลชมเชยรางวัลละ 5 พันบาท อีก 2 รางวัล
ทางด้านชาญชัย ศิลปินนิสสัย หรือพี่เล็ก และผู้คร่ำหวอดในวงการทั้งในฐานะผู้แสดงและผ่านงานอีกสารพัดตั้งแต่ copy writer ร่วมเขียนบท ช่วยกำกับละคร ภาพยนตร์ เอ็มวีเพลง ละครเวที และเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินผลงานหนังสั้นครั้งนี้ เล่าให้น้องๆ ฟังว่า สิ่งที่ยึดถือมาตลอดชีวิตนั้นมีอยู่สองเรื่องคือ Dream กับ Work ซึ่งคนเราทุกคนต้องกล้าที่จะฝัน และเมื่อฝันแล้วก็ต้องลงมือทำ
พี่เล็กมองว่า นอกเหนือจากความเป็นนักศึกษาสาขาภาพยนตร์แล้ว สิ่งที่ทุกคนควรมีคือ เรื่องของประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหนก็ตาม อยากให้น้องๆ ได้ลองส่ง เพื่อให้ได้ลงมือทำงานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้มากกว่าการเรียนรู้จากตำรา หรือครูบาอาจารย์ในห้องเท่านั้น
“อยากให้ทุกคนหัดคิด การทำงานสร้างสรรค์ ต้องฝึกเรื่องการคิด ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องแปลกใหม่ ใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากการคิดจากเรื่องใกล้ตัวง่ายๆ ทุกวันนี้ผมใช้วิธี โน้ต ปะ ตัด จด ใส่ไอเดียต่างๆ ที่เราคิดได้ เก็บเอาไว้ แล้วเอามาดู แล้วเราก็มักได้ไอเดียดีๆ จากสิ่งที่จดไว้เสมอ”
พี่เล็ก-ชาญชัย ศิลปินนิสสัย ยังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้หนังสั้นทำได้ไม่ยาก มือถือเครื่องเดียวก็สามารถทำได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่เทคนิคในการเล่าเรื่อง อยากให้ทุกคนทำด้วยความสนุก เพราะงานที่เกี่ยวกับบันเทิงนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานแนวไหนก็ต้องทำให้คนดูสนุกก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อคนทำสนุกที่จะทำ งานที่ออกมาก็ชวนให้น่าสนุกตามด้วย”
“สำหรับแนวทางการส่งหนังสั้นประกวดครั้งนี้ อยากให้น้องๆ ฝึกให้ความสำคัญกับการเขียนบทด้วย เพราะถ้าบทดีเรื่องน่าสนใจ ก็ทำให้หนังออกมาดีไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันแวดวงละครยังขาดแคลนนักเขียนบทฝีมือดีอีกมาก อยากให้น้องๆ ร่วมส่งผลงานที่เปรียบเสมือนเป็นแบบฝึกหัดที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้กับตัวเองมาประกวด สุดท้ายจะได้รางวัลหรือไม่ได้ก็ตาม แต่เราได้ลงมือทำ” พี่เล็กทิ้งท้าย
ทางด้านพี่เบ้ง-ภูมิภัณ ศิริภักดี ที่ร่ำเรียนมาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่สุดท้ายหันมาเอาดีในฐานะผู้เขียนบท ทั้ง sitcom บทละคร บทภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นผู้กำกับโฆษณา กำกับรายการโทรทัศน์ ให้ข้อคิดกับน้องๆ ว่า ข้อดีของเวทีหนังสั้น มะพร้าว-เพื่อน-รัก ก็คือ กิจกรรมเวิร์กช็อปที่จะมีการนำแนวคิดที่น้องๆ ผ่านเข้ามามาพูดคุยกันก่อนที่จะนำไปผลิต ซึ่งจะทำให้น้องๆ ได้ความคิดและมีมุมมองที่กว้างขวางออกไป
“การทำงานแล้วมีคนวิจารณ์ ให้โอกาสเราแลกเปลี่ยนนั้น ถือว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะในการทำงานจริง เราก็ต้องมีการพูดคุยกัน ต้องฟังเวลาคนอื่นติชม เป็นการฝึกฝนให้เราคุ้นเคยและเพิ่มประสบการณ์ให้กับตัวเอง”
พี่เบ้งยังบอกด้วยว่า เวทีทุกแห่งคือโอกาสที่นักศึกษาควรจะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับตัวเอง บางทีเราทำงานอยู่คนเดียวอาจคิดว่าดีแล้ว เพราะเราไม่ได้เปรียบเทียบกับใคร แต่การแข่งขันทำให้เรารู้กว้างขึ้น ว่าแม้จะเป็นโจทย์หัวข้อเดียวกัน แต่ยังมีคนคิดต่างไปจากเราได้อีกมากมาย
“ในชีวิตการทำงานจริงนั้น ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก” พี่เบ้งสรุปสั้นๆ
ต่อข้อถามที่ว่า เมื่อผ่านการเวิร์กช็อปแล้ว นักศึกษาจะได้รับเงินเป็นค่าผลงานมาผลิตก่อนหรือไม่ เรื่องนี้ นายณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์ ในฐานะเจ้าของโครงการ ตอบว่า อยากให้เป็นการลงทุนผลิตเพื่อชิงรางวัลมากกว่า ขณะที่พี่เล็ก-ชาญชัย เสริมว่า การทำหนังสั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนแพง ไม่จำเป็นต้องใช้กล้องประสิทธิภาพสูงจนเกินเหตุจึงจะชนะ ให้คิดและทำแบบง่ายๆ แต่ให้โดนใจด้วยไอเดียดีกว่า
อุตสาหกรรมบันเทิงในยุคนี้เติบโตไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการบุคลากรก็สูงตามไปด้วย แต่คนที่จบสาขานี้จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จหรือมีการงานในตำแหน่งดีไปทุกคน เพราะแต่ละคนมีความสามารถและประสบการณ์แตกต่างกันไป และประสบการณ์ที่ว่านั้นก็ไม่ได้มีไว้ขาย อยากได้ต้องทำเอง
สำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากฝึกความคิดและฝีมือของตัวเองด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ในโครงการประกวดหนังสั้นชิงรางวัลหัวกะทิอัมพวา ครั้งที่ 2 นี้ สามารถดูรายละเอียดได้ใน http://www.asiatic.co.th หรือ http://www.facebook.com/AmpawaAwards.

จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/220614/92044

สาระน่ารู้
Sunday, 22 June, 2014 – 00:00
.
นักพิพิธภัณฑ์สายพันธุ์สยาม
โชว์ผลงานนิทรรศการ”อย่าลืมฉัน”

วิถีชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันมีการบริโภคข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง มีข่าวจำนวนไม่น้อยที่สร้างกระแสให้เกิดความเคลื่อนไหวทางอารมณ์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดความเป็นไทย ทั้งในด้านมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ฯลฯ ยิ่งปลุกความรู้สึกรักและหวงแหนให้เข้มข้นขึ้น แต่เมื่อพิจารณาข้อความตามกระแสที่ส่งต่อกันอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์ กลับพบว่ามีคนไทยจำนวนมากไม่สามารถตอบได้อย่างชัดแจ้ง ว่าความเป็นไทยที่กำลังหวงแหนอยู่นั้น มีประวัติศาสตร์ความเป็นมา รวมไปถึงคุณค่าและเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างไร?
นี่คือข้อสงสัยที่นำไปสู่แนวคิดการจัดนิทรรศการ “อย่าลืมฉัน” ของกลุ่มเยาวชนจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ประกอบด้วย นายอรัญ รมยานนท์ นางสาวพิชชาพร แสงชัยทวีรักษ์ และ นางสาวณัฏศิญาพร นรินทรางกูล ณ อยุธยา ผู้ชนะเลิศการประกวดโครงการ “ปั้นนักพิพิธภัณฑ์สายพันธุ์สยาม ครั้งที่ 4” หรือ Young Muse Project ภายใต้โจทย์ สยาม 2020 เห็นอะไรในอนาคต ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ที่ต้องการกระตุกความคิดของคนไทยว่าอย่าละเลยหรือหลงลืมรากเหง้า เพราะสิ่งเหล่านี้คือมรดกล้ำค่าที่สะท้อนความเป็นไทยได้อย่างชัดแจ้ง
นายอรัญ รมยานนท์ อธิบายว่า จากโจทย์ที่ได้รับนำไปสู่การสืบหาข้อมูลเชิงลึก ซึ่งพบกับคำตอบที่น่ากังวลใจว่า ทุกวันนี้ภูมิปัญญาและความภาคภูมิใจของชาติหลายๆ สิ่งกำลังถูกละเลยโดยคนไทยด้วยกันเอง แต่ขณะเดียวกันกลับเป็นต่างชาติที่ให้ความสนใจนำสิ่งที่เป็นของไทยไปต่อยอดใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง นิทรรศการอย่าลืมฉันจึงเป็นเสมือนเสียงสะท้อนจากภูมิปัญญาและความภาคภูมิใจของชาติ ที่ต้องการบอกกับคนไทยว่า โปรดอย่าลืมหรือละเลยสมบัติชาติที่มีคุณค่าเหล่านี้
“นิทรรศการอย่าลืมฉันได้จำลองเหตุการณ์ปริศนาน่าตื่นเต้นขึ้นมา 3 เรื่อง ได้แก่ การเกิดโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนนับพัน เหตุโจรปล้นธนาคารสมบัติชาติท้าทายกฎหมาย และการสูญหายอย่างไร้ร่องรอยของสัญลักษณ์ประจำชาติ โดยคำตอบของแต่ละปริศนาคือความเป็นไทย 3 สิ่ง คือสมุนไพรไทย มวยไทย และช้างไทย ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งต้นเหตุของการเกิดเหตุการณ์ปริศนาคือการที่คนไทยสมัยใหม่ต่างละเลยความเป็นไทยเหล่านี้” นายอรัญอธิบาย
เมื่อเข้าไปในห้องนิทรรศการการผู้ชมจะต้องทำหน้าที่เป็น “นักสืบ” และรับมอบ “แฟ้มคดี” เพื่อสืบเรื่องราวปริศนาซ่อนเงื่อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ “ภาคภูมิใจ ภูมิปัญญาไทย และเอกลักษณ์ไทย” ผ่าน 3 คดีสำคัญระดับชาติ ได้แก่ “ห้องคดีสมุนไพร” เมื่อมนุษย์อาจถึงคราวสิ้นสุดจากการระบาดของโรคร้ายแรง แต่นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่าประเทศไทยมีสารตั้งต้นของตัวยาสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากโรคร้ายครั้งนี้ได้ สุดท้ายสารตั้งต้นตัวนี้จะตกไปอยู่ในมือของใคร แล้วคนไทยจะเก็บรักษาสารตั้งต้นนี้ไว้ได้ทันหรือไม่ เป็นหน้าที่ชอบผู้ชมที่ต้องช่วยหาคำตอบ
ตามมาด้วย “ห้องคดีมวยไทย” เมื่อธนาคารสมบัติแห่งชาติที่ใช้เก็บรักษาเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของไทย ถูกคนร้ายบุกรุกเข้าไปขโมยสมบัติชิ้นหนึ่งในห้องนิรภัย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปถึง กลับพบว่าคนร้ายนอนสลบสิ้นฤทธิ์อยู่กับพื้น โดยมี รปภ.ควบคุมตัวไว้ เป็นไปได้อย่างไรที่ รปภ.คนเดียวจะสามารถต่อสู้กับคนร้ายที่มีอาวุธครบมือเช่นนั้นได้
มาช่วยกันไขปริศนาที่อยู่ในภาพจากสถานที่เกิดเหตุ และสืบต่ออย่างเข้มข้นไปกับคดีสะเทือนใจคนไทยทั้งชาติใน “ห้องคดีช้างไทย” เมื่อช้างซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำชาติไทยหายสาบสูญไป หลงเหลือไว้เพียงรอยเท้าให้คอยติดตามไปทุกย่างก้าว ว่าช้างหายไปไหน และในห้องสุดท้ายของนิทรรศการยังปรากฏคดีปริศนาอีกมากมายที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ ทั้งที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของเอกลักษณ์ วิถีแบบไทย และสมบัติของชาติทั้งสิ้น
นางสาวพิชชาพร แสงชัยทวีรักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความสนุกที่ซุกซ่อนอยู่ในนิทรรศการอย่าลืมฉันคือ คำเฉลยท้ายเหตุการณ์อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ว่าคนไทยกำลังลืมอะไร
“วิธีชมนิทรรศการชุดนี้คือผู้ชมต้องสวมบทนักสืบค้นหาความจริงจากเบาะแสที่มี ซึ่งนักสืบต้องกระทำการบางอย่างกับเบาะแสนั้น เช่น สวมแว่นนิรภัยเพื่ออ่านข้อความล่องหน หรือการเดินตามเงาปริศนาไปยังที่ต่างๆ แม้จะได้คำตอบว่าเป็นสมุนไพรไทย มวยไทย และช้างไทย แต่ผู้ชมจะรู้ทันทีว่าสิ่งที่ถูกละเลยอย่างแท้จริง นั่นคือคุณค่าและความสำคัญของทั้ง 3 สิ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน ซึ่งได้อธิบายไว้ในเบาะแสอย่างหมดเปลือกเรียบร้อยแล้ว” น.ส.พิชชาพรกล่าว
ด้าน นางสาวณัฏศิญาพร นรินทรางกูล ณ อยุธยา กล่าวสรุปถึงความคาดหวังจากการสร้างสรรค์นิทรรศการคือ การกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ทุกคนซึ่งต่างภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย ได้ฉุกคิดและหันกลับมามองเห็นคุณค่าความสำคัญของวิถีความเป็นไทยและเอกลักษณ์ไทยมากขึ้น
“ภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกวันนี้คือ สมบัติชาติที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ถึงแม้วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่หากเราศึกษาทำความเข้าใจกับในรากเหง้าของตนเองให้ลึกซึ้งถึงประโยชน์แก่นแท้ ก็จะสามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินชีวิตยุคปัจจุบันได้ และในฐานะคนไทยยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติด้วยการสืบทอดสมบัติชาติไทยให้ยั่งยืน” น.ส.ณัฎศิญาพรสรุป
ร่วมสืบหา “ความเป็นไทยที่ถูกละเลย” จนอาจหลงลืมคุณค่าและความสำคัญผ่านนิทรรศการ “อย่าลืมฉัน” ตั้งแต่วันนี้ถึง 29 มิถุนายน 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ณ ห้องนิทรรศการชั่วคราว มิวเซียมสยาม ท่าเตียน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร.0-2225-2777 ต่อ 123 หรือ http://www.museumsiam.org

จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/150614/91727

สาระน่ารู้
Sunday, 15 June, 2014 – 00:00
.
เลือกเรียนอย่างไร จะได้ไม่ตกงาน
จากสภาวะนักเรียนจบใหม่ เดินเตะฝุ่นตกงานถีบตัวสูงขึ้นในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาสำคัญมาจากแรงงานที่จบใหม่มักขาดทักษะวิชาชีพ การมีความเชื่อที่ว่า ขอให้ได้เพียงใบปริญญาก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ จึงเป็นเพียงความเชื่อในอดีตชวนฝันที่ไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน
หากดูจากผลสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ปี 2547-2550 พบว่า แรงงานไทยยังขาดทักษะความรู้ทางภาษามากที่สุด ตามด้วยทักษะการใช้เทคโนโลยี การคิดคำนวณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ การบริหารเวลา การติดต่อสื่อสาร และการแก้ไขปัญหา เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทักษะที่จำเป็นสู่โลกของงาน
ขณะที่กลุ่มแรงงานกลับประเมินตนเองว่า ขาดเพียงทักษะภาษาอังกฤษและการสื่อสาร ส่งผลให้ภาวะ “ตำแหน่งว่าง” ทั้งที่ “คนตกงานล้นประเทศ”
เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “การเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะการทำงานสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อประมวลแนวคิดและบอกถึงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทย ที่มีต่อทักษะวิชาชีพในตัวเด็กและเยาวชน โดยมีทั้งนักวิชาการ ตัวแทนจากภาครัฐ และตัวแทนจากท้องถิ่นเข้าร่วมเสวนา
นางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การสร้างทักษะการทำงานให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในปีหน้านี้เรากำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และสิ่งที่ต้องรับรู้ในยุคปัจจุบันคือ แรงงานที่มีทักษะดี เงินเดือนก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งทักษะที่ว่านี้คงไม่ใช่การมุ่งเน้นแค่เพียงใบปริญญา เพียงแต่โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เยาวชนไทยมีทักษะวิชาชีพอย่างจริงจัง
“การเข้าใจว่า การมีทักษะที่ดีต้องเรียนอาชีวะคงไม่ใช่ทั้งหมด อันที่จริงทักษะการใช้ชีวิตบวกกับทักษะวิชาชีพถือเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า ซึ่งปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้คือ เราขาดแคลนครูสอนวิชาชีพ ฉะนั้นต้องมาคิดว่าทำอย่างไรกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถือว่าเป็นของดีที่มีอยู่ให้สอดประสานกับภาคเอกชน รวมถึงปัญหาการแยกส่วนกันจัดการศึกษาทั้งอาชีวะหรือมหาวิทยาลัยเองที่ต่างคนต่างทำ การศึกษาไทยของเราจึงไม่ก้าวหน้าเสียที”
นายถาวร ชลัษเฐียร รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในส่วนของการขาดแคลนแรงงาน ต้องเข้าใจก่อนว่าอัตราการเกิดของเรามีแนวโน้มลดลงอยู่ตลอด ขณะที่ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่ตลาดแรงงานไทยก็ไม่สอดคล้องกับคุณวุฒิและประสบการณ์ โดยเฉพาะการขาดแรงงานที่มีทักษะ ยกตัวอย่าง คนจบระดับระดับปริญญาตรีมาสมัครงานเป็นแสน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการคนมีฝีมือมาทำงานก็มีมาสมัครจำนวนน้อย ซึ่งมันสวนทางกันเป็นอย่างมาก หรือมีกรณีโรงงานแห่งหนึ่งเห็นว่าตลาดแรงงานมีฝีมือขาดแคลน ก็ยินดีรับเด็กที่จบ ม.3, ม.6 มาทำงานสายช่าง แต่ก่อนที่จะทำงานได้ก็ต้องอบรมก่อนหลายเดือนทำให้เสียเวลา
“ไม่ว่าคุณจะจบปริญญาโทกันทั้งประเทศ ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณจะมีงานทำกันทั้งหมด เพราะสุดท้ายบริษัทเขาจะรับคุณเข้าทำงานก็ต่อเมื่อคุณมีทักษะที่ดีสามารถทำงานได้เลย เพราะความต้องการแรงงานในปัจจุบัน ขอย้ำว่าในส่วนของปริญญาตรีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดแรงงานทางด้านวิชาชีพยังมีความต้องการอีกมาก” รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมกล่าว
นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทุกวันนี้จะเห็นว่าหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตลาดแรงงานต้องการ ขณะนี้พบว่ามีผู้มาเรียนเพื่อที่จบออกไปจะได้มีงานทำนั้นน้อยมาก อย่างเช่น วิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร ทุกวันนี้ขาดแคลนอย่างมาก แต่คนที่จะเรียนทางด้านนี้ก็ยังมีน้อยอยู่ และเมื่อมาดูสายไอที เราก็ต้องมาถามตัวเองว่า ขณะนี้เราตามทันเขาหรือไม่ เขาไปไกลถึงไหนแล้ว ตรงนี้ต้องแก้ไขเพื่อให้มีความสามารถต่อการแข่งขันในตลาดโลก
ถัดมาเป็นเรื่องของการประกอบการธุรกิจ ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกเบื่อกับงานประจำ ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ส่วนใหญ่เท่าที่ดูมักไปไม่รอด ซึ่งแน่นอนว่าการไปไม่รอดมักมาจากการขาดทักษะวิชาชีพและความคิดสร้างสรรค์ ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา เขามีปัญหาผู้อพยพจากหลายเชื้อชาติเข้าไปอยู่อาศัยจำนวนมาก และมักติดปัญหาตามมาด้วย ตั้งแต่การไม่รู้ภาษา แรงงานไร้ฝีมือ หรือแม้กระทั่งปัญหาสังคมที่พ่อแม่ที่อพยพมามีการหย่าร้างสูง รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองมักทำงานกลางคืน จากปัญหาดังกล่าวเขาจึงใช้วิธีการตั้งโรงเรียน “Career Academy” จำนวน 1,200 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสอนเกี่ยวกับทักษะวิชาชีพโดยตรง ซึ่งเด็กที่จบที่นี่เพียง ม.6 ก็สามารถออกไปทำงานได้เลย
ในประเทศเยอรมันมีความเข้มข้นต่อหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการอาชีวะเป็นอย่างมาก โดยในกฎหมายจะกำหนดไว้เลยว่า ในระดับไฮสคูลต้องมีหลักสูตร “PARTIME TRANING” เพื่อให้เด็กได้ฝึกงานทดลองทำงานจริง ซึ่งหากเอกชนที่ไหนไม่รับเด็กมาทำงาน PARTIME ก็จะถูกเรียกเก็บเงิน 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้กันเลยทีเดียว ซึ่งการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จในการฝึกทักษะวิชาชีพให้กับเด็กที่ว่านี้ มักสวนทางกับการศึกษาของเราทั้งหมด ที่เน้นเพียงการเรียนทฤษฎี จนละเลยกับการฝึกทักษะวิชาชีพให้กับเด็กไป
จะเห็นได้ว่า การปลูกฝังทักษะวิชาชีพให้กับเยาวชนในการเรียนการสอน ล้วนแต่มีความยั่งยืนทางด้านการประกอบอาชีพ มากกว่าค่านิยมที่ต้องการเพียงใบปริญญา.

จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/080614/91382

สาระน่ารู้
Sunday, 8 June, 2014 – 00:00
.
สวัสดิการแรงงานข้ามชาติ
ภายใต้กระแสบูรณาการAEC

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย จัดประชุมเวที สกว. (TRF Forum) ประเด็นเกี่ยวกับ AEC เรื่อง “สวัสดิการแรงงานข้ามชาติภายใต้กระแสการบูรณาการของภูมิภาคอาเซียน” เพื่อให้นักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนในเรื่องแรงงานข้ามชาติของ สกว. นำเสนอข้อมูล ผลการวิจัย และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อันเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติต่อสาธารณชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ ผู้ประสานงานโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย สกว. กล่าวว่า “สกว.ให้การสนับสนุนการวิจัยในเรื่องแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติชาวไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติในระดับต่างๆ และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ขณะนี้บางโครงการที่เกี่ยวกับประเด็นแรงงานข้ามชาติ ความเป็นอยู่สภาพการทำงานในต่างประเทศ และการส่งเงินกลับถิ่นต้นทางของแรงงาน ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้จัดเวที สกว. หรือ TRF Forum ครั้งนี้ขึ้น เพื่อเผยแพร่ผลวิจัยต่อสาธารณชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
อ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนองานวิจัยเรื่อง “กระบวนการสร้างความร่วมมือด้านสวัสดิการประเทศต้นทาง ปลายทาง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” โดยพบว่า “ลักษณะแรงงานข้ามชาติในตลาดแรงงาน มีความแตกต่างจากแรงงานไทยในด้านความยืดหยุ่น ความคาดหวัง และการจัดการในส่วนรายได้ที่ได้รับ โดยสวัสดิการตามกฎหมายที่ภาครัฐจัดให้ยังไม่ครอบคลุมทั้งในระดับปริมาณและคุณภาพ และไม่สอดรับกับลักษณะตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งสวัสดิการแบบเน้นรัฐไม่สามารถตอบรับการเคลื่อนบ้ายของแรงงานในยุคโลกาภิวัตน์ได้”
โดยผู้วิจัยให้ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐว่า 1.ควรทำข้อตกลงการคุ้มครองทางสังคมระหว่างรัฐบาลประเทศต้นทางการอพยพ เพื่อให้สิทธิการคุ้มครองทางสังคมที่มีในรัฐไทยไม่สิ้นสภาพ อันจะสอดรับต่อการบูรณาการอาเซียน (ส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) 2.พยายามปรับใช้หลักการของ ILO หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ให้สอดรับต่อการควบคุมแรงงานไทย เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรฐานด้านแรงงานที่ไม่ตรงกัน และ 3.ควรศึกษาเพิ่มเติมแนวทางบูรณาการเพื่อสร้าง Permanent Residence หรือวิธีการขอเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร เพื่อให้ได้สิทธิทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ตามพื้นที่ที่ทำงาน อันสอดรับต่อการบูรณาการอาเซียน และลักษณะการทำงานของแรงงานข้ามชาติที่มีแนวโน้มอยู่อาศัยระยะยาวมากขึ้น ขณะที่มุมมองข้อเสนอแนะต่อภาคเอกชน เห็นว่าฝ่ายนายจ้างควรส่งเสริมการประกันกับบริษัทเอกชนคู่ขนานไปกับสวัสดิการภาครัฐ เนื่องด้วยประกันของกองทุนข้ามชาติมีความยืดหยุ่นต่อการขยายการคุ้มครองข้ามพรมแดน และควรร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนระดับกลาง สร้างฐานข้อมูลผู้ใช้แรงงานเพื่อประโยชน์ด้านการจัดสรรแรงงานและสวัสดิการในอนาคต
ถัดมาเรื่องที่สอง อาจารย์สุทธิพร บุญมาก มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวนำเสนองานวิจัยเรื่อง “การส่งเงินกลับบ้าน : กรณีศึกษาผู้ย้ายถิ่นจากจังหวัดชายแดนใต้ในประเทศมาเลเซีย” ว่า “มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนพฤติกรรมการส่งเงินกลับบ้าน ช่องทางการรับเงินส่งกลับบ้าน วิธีการบริหารจัดการเงินส่งกลับบ้าน และผลกระทบของการส่งเงินกลับบ้านที่มีต่อครอบครัวและชุมชน ซึ่งทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานอยู่ในธุรกิจที่เรียกว่า Tom Yam Restaurant Business ซึ่งพบว่าการส่งเงินกลับของกลุ่มแรงงานจะมากกว่ากลุ่มผู้ประกอบการ เนื่องด้วยพันธะและความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ข้างหลังในประเทศไทย โดยจำนวนเงินส่งกลับบ้านจากมาเลเซียสู่ไทยไม่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ เพราะส่วนใหญ่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย จึงส่งเงินอย่างไม่เป็นทางการ รวมทั้งอาจเป็นการส่งเงินกลับภายในประเทศไทยเอง เพราะบ้านติดอยู่ชายแดน ซึ่งแรงงานแต่ละประเภทได้รับค่าจ้างต่างกัน มีผลต่อความสามารถในการส่งเงินในขนาดที่ต่างกัน เช่น แรงงานประมงจะมีความสามารถส่งเงินได้มากกว่าแรงงานทั่วไป เพราะค่าจ้างขึ้นอยู่กับปริมาณของการจับประมงได้มาก”
การศึกษาเรื่องนี้ทำให้พบว่าเป็นกระบวนการทางสังคมที่มีความเป็นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และส่วนใหญ่มักเป็นวิธีการส่งเงินกลับอย่างไม่เป็นทางการ ไม่สามารถบันทึกได้ในระบบบัญชีประชาชาติ เช่น ฝากญาติ ฝากเพื่อนที่จะกลับประเทศ นอกจากนี้ยังพบข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย ว่าควรพัฒนาระบบการส่งเงินระหว่างไทยและมาเลเซียโดยเฉพาะ และควรส่งเสริมการส่งเงินกลับในรูปแบบเพื่อชุมชนหรือสังคมในถิ่นต้นทาง เพื่อกระตุ้นความผูกพันของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในรูปแบบของซะกาต (Zakat) หรือทานประจำปีของชาวมุสลิมให้มากขึ้น นอกเหนือจากส่งเงินเพื่อใช้ส่วนตัวและเพื่อครอบครัว รวมทั้งควรส่งเสริมการสะสมทุนและเงินออมไปพร้อมกันด้วย”
และเรื่องที่สาม อ.ดร.พิมเสน บัวระภา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวนำเสนองานวิจัยเรื่อง “เครือข่ายและการส่งเงินกลับบ้าน : ผู้อพยพข้ามชาติชาวไทยในประเทศเวียดนาม (ภาคเหนือ)” ว่า “โครงการนี้ให้ความสนใจศึกษากลุ่มผู้อพยพข้ามชาติชาวไทยข้ามชาติ ที่กำลังพักอาศัยและประกอบอาชีพอยู่ในบริเวณภาคเหนือของเวียดนาม ปี พ.ศ.2532 เป็นต้นมา โดยผลวิจัยพบว่า ผู้เคลื่อนย้ายข้ามชาติชาวไทยในเวียดนาม (ภาคเหนือ) มีชุดของปฏิสัมพันธ์หรือสายสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดเครือข่ายให้สามารถทำอยู่ทำกินได้อย่างสมดุล 2 ชุดคือ สายสัมพันธ์เครือข่ายภายในกลุ่มผู้เคลื่อนย้ายข้ามชาติชาวไทย หรือเครือข่ายการทำอยู่ และสายสัมพันธ์ภายนอกระหว่างผู้เคลื่อนย้ายชาวไทยข้ามชาติ กับชาวเวียดนามเจ้าของพื้นที่ใหม่ หรือชาวต่างชาติอื่นใด หรือเครือข่ายการทำกิน ซึ่งสายสัมพันธ์ชุดแรกนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการยึดโยงชาวไทยให้สามารถดำรงและคุ้นเคยในพื้นที่ใหม่ ด้วยการสร้างชุมชนชาวไทยในจินตนาการร่วมกัน เพื่อเติมเต็มในความโหยหาบ้านเกิดเมืองนอน ส่วนสายสัมพันธ์ที่สองคือ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การทำกินของเขาเหล่านั้นดำรงอยู่ได้”
งานวิจัยยังพบว่า องค์กรโครงสร้างทางสังคมหลักที่มีบทบาทและพลังในการประสานสายสัมพันธ์ระหว่างผู้อพยพชาวไทยข้ามชาติเข้าด้วยกัน โดยอาศัยกิจกรรมทางรัฐชาติและวัฒนธรรมในการรวมศูนย์ มี 2 องค์กรสำคัญคือ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำ ณ กรุงฮานอย ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในการรักษาผลประโยชน์และดำเนินงานเพื่อสร้างผลประโยชน์ของชาติ และสมาคมนักธุรกิจไทยในประเทศเวียดนาม หรือ TBA (ภาคเหนือ) องค์กรเอกชนที่เกิดจากสายสัมพันธ์ของผู้ทำอยู่ทำกินในเวียดนามภาคเหนือเป็นส่วนมาก ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ทางกิจกรรมสาธารณกุศล และจัดกิจกรรมต่างๆ ระหว่างคนไทยด้วยกัน
ด้านข้อเสนอแนะเชิงนโนบายที่ได้จากการวิจัย อ.ดร.พิมเสน บัวระภา ได้ให้ไว้หลายประการ อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยควรปรับยุทธวิธีในการเป็นที่พึ่งพาแก่ผู้ประกอบการ ด้วยการประยุกต์เอาแนวคิดในเรื่องเครือข่ายจากองค์กรเอกชนเข้าไปประสานช่วยเหลือในระบบการทำงาน การเร่งสร้างศูนย์กฎหมายและการค้าในแต่ละประเทศให้เป็นรูปธรรม ที่มีความเหมาะสมและยืดหยุ่นกับประเทศนั้นๆ เพื่อสนองตอบต่อการเดินทางเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศ รวมทั้งอาจสร้างเครือข่ายการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนด้านสื่อการแสดง ภาพยนตร์ แฟชั่น ดารา ให้เป็นสื่อทางวัฒนธรรม เผยแพร่โฆษณาประชาสัมพันธ์ อัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย พร้อมกับการสร้างสัญลักษณ์ทางสินค้าไทย ดังเช่นที่เกาหลีใต้ได้ดำเนินการก่อนแล้ว เป็นต้น.

จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/010614/91054

สาระน่ารู้
Sunday, 1 June, 2014 – 00:00
.
ภาพสะท้อนเด็กชายขอบการศึกษา
จากบทเรียนภาพยนตร์“คิดถึงวิทยา”

“ครู” เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักเรียนให้เต็มตามศักยภาพของเขา
ในการประชุมวิชาการ “อภิวัฒน์การเรียนรู้ สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ภายใต้หัวข้อ “คิดถึงวิทยา คิดถึงเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส” ได้นำตัวอย่างครูที่ได้รับรางวัลครูสอนดีมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ครูผู้ร่วมวิชาชีพและต่อสังคม
“จะดีกว่าไหมหากสอนให้เด็กรู้จักจับปลา และคิดเลขเป็นเพื่อให้เขาไม่ถูกโกง ใช้ชีวิตรอดได้ในสังคม มากกว่าการเรียนเพื่อสอบ!” ครูสามารถ สุทะ ครูสอนดี โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร สาขาเรือนแพ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง “คิดถึงวิทยา” ที่สะท้อนภาพครูผู้หยิบยื่นโอกาสให้แก่เด็กชายขอบการศึกษา
ครูสามารถเล่าว่า ที่ผ่านมาต้องใช้เวลา 10 ปี ฝังตัวเองอยู่ที่นั่น เพื่อให้ชุมชนเหล่านี้ได้เห็นคุณค่าทางการศึกษา และสอนให้เด็กเลี้ยงปลากระชัง ปลูกผักบนแพ ตามวิถีชีวิตของเขา
ขณะที่ครูที่รักดนตรีไทย อย่าง ครูนิตยดา อ้อเอก ครูผู้สอนเด็กพิการโรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล ได้นำดนตรีไทยมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนเด็กพิการ โดยบอกว่า การสอนดนตรีไทยให้กับเด็กพิการช่วยให้เด็กมีจิตใจสงบ มีมารยาทอ่อนหวาน และยังทำให้มีสมาธิในการเรียน ที่สำคัญเป็นการปลูกฝังให้เด็กเยาวชนรุ่นใหม่มีใจรักในดนตรีไทย นับเป็นความภาคภูมิใจของครูที่ได้สร้างเด็กให้มีใจรักในดนตรีไทย และเด็กสามารถนำเอาความเก่งด้านดนตรีไทยไปพัฒนาสติปัญญาของตนเองด้วย
ความเป็นครูนั้นมีได้ทุกสาขาอาชีพ ร.ต.ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์ ครูตำรวจ สน.บางซื่อ ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะครูตำรวจผู้สอนเด็กเร่ร่อนข้างถนนว่า มีความใฝ่ฝันอยากเป็นครู แต่ไม่มีโอกาส เมื่อมาเป็นตำรวจมักจะได้ประจำสถานีตำรวจที่ดูแลพื้นที่ที่มีเด็กเร่ร่อน ทำให้ได้รู้ว่าการจับเด็กเร่ร่อนไม่แก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เพราะเด็กส่วนมากถูกกระทำมาจากครอบครัว จึงตัดสินใจลงพื้นที่สอนเด็กเร่ร่อน โดยใช้เวลาช่วงเลิกงาน 4 โมงเย็น เข้าไปสอนเด็กที่อยู่ตามข้างถนน
“เริ่มแรกสอนให้มีจิตใจรักตำรวจก่อน โดยเข้าไปเล่านิทานให้ฟัง และทำกิจกรรมต่างๆ ตามมา ส่วนเด็กที่ติดยาเสพติดจะให้ไปทำงานที่สถานีตำรวจ เพื่อให้เด็กมีงานทำ ซึ่งการทำงานที่สถานีตำรวจ ทำให้เด็กไม่กล้าเสพยา และทำให้เด็กกลับใจไม่ติดยาเสพติด ส่งเสริมความรักในครอบครัว
ผมสอนเด็กมาแล้ว 720 คน ให้เป็นคนดี แม้มีบางคนที่ติดคุก แต่พอออกจากคุกก็สามารถกลับตัวกลับใจเป็นคนดีของสังคม นับเป็นความภูมิใจอย่างมาก” ครูหมวดสมศักดิ์กล่าว
สำหรับเด็กยากจนนับเป็นกลุ่มเสี่ยงของสังคม การสอนเด็กยากจนจึงเป็นสิ่งที่ ครูพีระพงษ์ วงษ์ศรีจันทร์ โรงเรียนซับมงคลวิทยา จ.ชัยภูมิ ให้ความสำคัญ เขาเล่าว่า โรงเรียนที่สอนอยู่นักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เด็กมักต้องออกจากโรงเรียนไปช่วยพ่อแม่ทำงาน จึงเริ่มความคิดด้วยการเข้าไปคุยกับพ่อแม่ เด็กนักเรียนให้เห็นความสำคัญของการได้เรียนหนังสือ และนำเด็กมาพักที่โรงเรียน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ เมื่อเด็กคุ้นเคยจะเล่าปัญหาต่างๆ ให้ครูฟัง ซึ่งอยู่เหมือนเป็นพี่มากกว่าเป็นครู และหากิจกรรมให้เด็กได้ทำ เช่น บอล วาดรูป และพาไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วค่อยๆ ใส่จริยธรรมตามไปด้วย
“สิ่งที่ภาคภูมิใจมากคือ การที่ได้เห็นเด็กประสบความสำเร็จ และรู้จักใช้ชีวิตทางสังคม นี่คือรางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของอาชีพครู” ครูพีระพงษ์กล่าว
นอกจากครูที่ดีที่ทุ่มเทให้กับนักเรียนแล้ว โครงสร้างและระบบที่เอื้ออำนวยเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาขับเคลื่อนไปได้ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุแนวทางแก้ไขปัญหาว่า สำหรับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสต้องหาทางให้ได้เรียนกับเด็กทั่วไป เพื่อให้มีวิวัฒนาการที่ดี โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องจำแนกให้ชัดเจนว่าเด็กด้อยโอกาสมีกี่กลุ่ม กี่ประเภท แล้วต้องมีกระบวนการดูแลเด็กเหล่านี้อย่างถูกต้อง และให้โอกาสอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงเห็นว่าควรมีการตั้งกรรมการแห่งชาติขึ้นมา เพื่อดูแลปัญหาเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการโดยเฉพาะ
นายเอด วิบูลย์เจริญ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ย้ำว่า เงินทุกบาทที่กระทรวงการคลังสนับสนุนโครงการครูสอนดีนั้นถือว่าคุ้มค่า ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของกำไร เพราะสิ่งที่ได้กลับมาไม่สามารถตีเป็นมูลค่าได้ แต่จะช่วยทำให้คนมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอด
การสะท้อนปัญหา มุมมอง และการถ่ายทอดประสบการณ์ที่หลากหลายในเวที “อภิวัฒน์การเรียนรู้ สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” จะเป็นแรงผลักดันให้กับ ”ครู” ทุกคนเกิดแรงบันดาลใจที่จะเป็นส่วนเล็กๆ ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษา พัฒนาเด็กทั้งด้อยโอกาส เด็กพิการ หรือเด็กปกติ ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่จะดำเนินชีวิต และเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป.

จัตุรัสทั่วไทย

Published พฤษภาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/180514/90616

สาระน่ารู้
Sunday, 18 May, 2014 – 00:00
.
“ตาลโตนด”ของชาวลำน้ำเพชร
เมื่อวัฒนธรรมพบแพทย์แผนไทย

สิ่งที่ถือว่าเป็นทรัพย์สำคัญและมีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์เราคือ การที่มีสุขภาพดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
จะเห็นได้ว่าแต่ละปี เราต้องเสียเงินเป็นค่าดูแลสุขภาพกันปีละจำนวนไม่น้อย บางคนถึงกับพูดว่า ทำงานมาทั้งชีวิต ท้ายที่สุดก็ต้องนำเงินทั้งหมดยกให้หมอ ให้โรงพยาบาลหมด เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ชีวิตก็มาจบลงที่เกิดความเจ็บป่วย ต้องรักษาตัว
ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถบรรเทาให้ลดน้อยลง หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเราให้ดี เป็นการใช้วิธีป้องกันเสียก่อนที่จะใช้วิธีการละเลยจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ แล้วต้องมานั่งเยียวยาให้หายเป็นปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่า และหมดเปลืองไม่ใช่น้อย
การดูแลร่างกายนั้นสามารถหาความรู้ได้จากโลกออนไลน์ และข้อมูลต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บสำหรับคนไทย เรายังมีการแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือก ซึ่งหลักการสำคัญอย่างหนึ่งในการดูแลตนเองด้วยการแพทย์แผนไทยนี้ เราให้ความสำคัญกับอาหารการกินที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก
ดังกรณีศึกษาระหว่างเรื่องของตาลโตนด กับวิถีของคนเพชรบุรี ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้
หากพูดถึง “ตาล” เราคงต้องนึกถึงจังหวัดเพชรบุรี ที่ซึ่งมีผลิตภัณฑ์และขนมหวานลือชื่อจากตาลมากมาย ตาลโตนดจัดเป็นไม้ตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่ง มีอายุยืนนับร้อยปี และเป็นของดีอยู่คู่กับพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี มาตั้งแต่โบราณกาล จึงไม่แปลกที่อาชีพการขึ้นต้นตาลจะเป็นอาชีพหลักของคนเมืองเพชร พร้อมด้วยผลิตผลจากต้นตาล โดยเฉพาะน้ำตาลโตนดยังเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการทำขนมหวานเมืองเพชร และในการทำอาหารอีกมากมาย และมีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังคำสวดสุบินกุมารที่มีอายุมากกว่าร้อยปี กล่าวว่า
โตนดเต้าแลจาวตาล เป็นเครื่องหวานเพชรบุรี
กินกับน้ำตาลปี ของมากมีมาช่วยกัน
ตาล (Asian Palmyra palm) จัดเป็นพรรณไม้พวกปาล์มขนาดใหญ่ และแยกเพศอยู่คนละต้น แบ่งต้นเป็นตาลตัวผู้และต้นตาลตัวเมีย ต้นตาลตัวผู้แตกต่างจากตาลตัวเมียชัดเจนคือ ต้นตาลตัวผู้จะออกงวงเป็นช่อ ไม่มีผล เรียกว่า “จั่น” และมีทางใบวนไปทางซ้าย ส่วนต้นตาลตัวเมียมีลักษณะการเรียงตัวของทางใบวนไปทางขวามือจากโคนสู่ยอด และมีลูกเป็นช่อ เรียกว่า “ทะลายตาล”
ภูมิปัญญาเกี่ยวกับตาลของคนเมืองเพชรมีมากมาย ตั้งแต่การขึ้นต้นตาลเพื่อนำตาลมาประกอบอาหาร-คาว หรือทำขนมหวาน โดยชาวเมืองเพชรจะนำพะองไปผูกมัดติดกับลำต้นตาลที่จะต้องปีนขึ้นไปปาดตาล ใช้ตะเกียบลำกลมนวดงวงตาลไปตามช่องระหว่างผลตาลอ่อน ค่อยๆ นวดจากปลายงวงเข้ามา การนวดจะต้องนวดถัดกันไปตามลำดับ ให้นวดแรงขึ้นจนครบ 7-8 วัน และควรระมัดระวังไม่นวดแรงจนเกินไป เพราะจะทำให้ไส้ในแตก จากนั้นจะนำกระบอกใส่น้ำมาผูกแช่วงตาลที่นวดแล้ว โดยแช่ให้หมดทั้งงวงเป็นเวลา 2 คืนกับอีก 1 วัน แล้วจึงนำกระบอกน้ำออกในตอนเย็น จากนั้นให้ปาดผลตาลอ่อนทิ้งผลละครึ่งลูก และปล่อยให้น้ำฝาดไหลทิ้งเป็นเวลาประมาณ 2 วัน เมื่อเห็นว่าเริ่มมีน้ำตาลไหลดีก็ให้นำกระบอกสวมรองรับน้ำตาลไว้ที่ปลายงวง
ตาล สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งคาว-หวาน ไม่ว่าจะเป็น ขนมตาล จาวตาลเชื่อม ข้าวเหนียวลูกตาล ขนมโตนดทอด แกงหัวตาล แกงคั่วหัวตาล ส่วนเปลือกดำๆ แข็งๆ ของตาลใช้ทำของเล่น ทำจานเล่นขายของ ต้นใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ครก เรือ โต๊ะครก ตลับใส่ของสวยงาม ใบใช้สานเป็นกระติบข้าว เสื่อ ปลาตะเพียนห้อยแขวนเหนือเปลเด็ก
นอกจากภูมิปัญญาของคนเมืองเพชรที่สามารถนำต้นตาลมาทำเป็นผลผลิตมากมายแล้ว สรรพคุณทางยาสมุนไพรของตาลก็มีอยู่เช่นเดียวกัน เพราะตาลถือว่าเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งนั่นเอง โดย งวงตาลตัวผู้ (ช่อดอกเพศผู้) นำต้มกินต่างน้ำ สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด และแก้ขัดเบาได้ ราก ของต้นตาลนำมาต้มเอาน้ำมาดื่ม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้แก้กระหาย แก้อาการร้อน แก้พิษซางตานในเด็ก กาบ หรือ ทางตาล นำไปอังไฟหรือย่าง แล้วบิดหรือบีบเอาแต่น้ำกินแก้ท้องร่วงท้องเสีย ท้ายสุดคือ ใบ ใช้แก้อาการกระสับกระส่ายสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้สิ่งที่เป็นอาหาร เป็นขนม ในแง่มุมวัฒนธรรมทางปัญญามาผสมผสานกับการใช้ของดีพื้นบ้านให้ทำหน้าที่ยา
ภูมิปัญญา วัฒนธรรมไทย และสมุนไพรดีๆ ของคนเมืองเพชรแห่งลุ่มน้ำเพชรบุรียังมีอีกมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยจากชาวเพชรบุรี และอีก 24 จังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออกของไทย สามารถร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆ ได้ไนงานมหกรรมการแพทย์แผนไทยภาคกลางและภาคตะวันออก 2557 “สุขภาพดี เริ่มที่การแพทย์แผนไทย” ในระหว่างวันที่ 5-8 มิถุนายน 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี.

จัตุรัสทั่วไทย

Published พฤษภาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/040514/89917

สาระน่ารู้
Sunday, 4 May, 2014 – 00:00
.
มูลนิธิสยามกัมมาจลขับเคลื่อน
พี่สอนน้อง แลกเปลี่ยนเรียนรู้

เพราะการเรียนรู้มีอยู่ไม่สิ้นสุด และการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ก็เป็น “หัวใจ” สำคัญของการเรียนการสอนของ “ครูยุคใหม่” ที่นำเทคนิคการสอนนอกห้องเรียนและโครงงานมาใช้พัฒนาศักยภาพของลูกศิษย์และเกิดการ “ต่อยอด” สู่ชุมชนอื่น นั่นคือแนวคิดของ “ครูจรวยพรรณ เย่าเฉื้อง” จากโรงเรียนห้วยยอด จ.ตรัง ภายใต้ฐานคิดแบบนี้ที่ทำให้เกิด “กิจกรรมพี่สอนน้อง” ขึ้น ที่วัดห้วยม้าลอย ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี
กิจกรรมพี่สอนน้องนำทีมโดย นางสาวทิพย์มณี มีจิตร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 โรงเรียนห้วยยอด มีเพื่อนร่วมห้องนำฐานการเรียนรู้ทั้งหมด 5 ฐานจากโครงงานวิชาภาษาไทย ได้แก่ โดนัทจิ๋วหิ้วมาสุพรรณ สอนให้น้องๆ ทำโดนัท, โครงงานโคหายในก้อนเมฆ สอนให้น้องๆ ทำขนมพื้นบ้านของ จ.ตรัง, โครงงานกระดาษมหัศจรรย์ สอนให้น้องๆ พับกระดาษแบบสร้างสรรค์, โครงงานดนตรีสดใสพาใจสร้างสรรค์ ให้น้องๆ ร่วมร้องเพลง เป็นการสร้างความบันเทิงและกล้าแสดงออก และโครงงานสุขหรรษาผ้ามัดย้อม สอนให้น้องๆ รู้จักการทำผ้ามัดย้อม
โดยมีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนห้วยม้าลอย และโรงเรียนบ้านกวด จำนวนกว่า 50 คน มาร่วมเรียนรู้ บรรยากาศแต่ละกิจกรรมที่น้องๆ เวียนกันเรียนรู้จนครบฐาน ได้รับความสนุกสนานและความรู้มากมาย อาทิ การขูดมะพร้าวจากกระต่าย การปั้นแป้งเป็นลูกกลมๆ ใส่น้ำตาลโตนดและตักขนมที่สุกแล้วเฉพาะลูกที่ลอยขึ้นมาจากคำพี่ๆ บอกในการทำขนมโค, การผสมสีและการนำหนังยางมามัดผ้าเป็นรูปต่างๆ ที่ตัวเองต้องการ ลองหย่อนผ้าลงไปให้มีสีสัน เพื่อทำผ้ามัดย้อม, การลองตีแป้ง หยอดแป้งลงในเตาโดนัท,
เด็กๆ ได้ลองทำและชิมขนมจากที่ตัวเองทำ, ได้พับกระดาษเป็นรูปต่างๆ ได้แสดงออกด้วยการร้องเพลงร่วมกัน ทำให้นักเรียนจากโรงเรียนห้วยม้าลอยพูดอย่างมั่นใจว่า จะนำฐานการเรียนรู้นี้ไปสอนให้กับเพื่อนๆ และรุ่นน้องได้แน่นอน ในการจัดกิจกรรมซัมเมอร์แคมป์ของหมู่บ้านต่อไป “หนูคิดว่าหนูจะเอาโดนัทจิ๋วและขนมโคไปสอนเพื่อนๆ ค่ะ หนูว่าทำได้ง่ายและสนุกด้วยค่ะ” เด็กๆ สะท้อน
นางสาวทิพย์มณี ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนห้วยยอดสะท้อนว่า “หนูรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสนำสิ่งที่เราได้เรียนรู้จริงๆ มาสอนน้องๆ ค่ะ ที่เราเดินทางมาไกลถึงสุพรรณฯ เพราะคิดว่านอกจากได้ใช้ความรู้ที่เราได้เรียนมาบอกต่อน้องๆ แล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอีกด้วยค่ะ”
สำหรับ ครูจรวยพรรณ เย่าเฉื้อง ครูสอนภาษาไทย ที่เป็นครูแกนนำในครั้งนี้ เล่าที่ไปที่มาของการจัดกิจกรรมว่า “การเรียนรู้ในปัจจุบันที่ตัวเองนำมาใช้ก็คือ การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นอกจากเขาจะเรียนรู้ในห้องเรียนแล้ว สิ่งหนึ่งก็คือเขาจะต้องไปเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย เพราะเรามองว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนเขาไม่สามารถเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง ก็เลยคิดว่าจะใช้วิชาภาษาไทยที่สามารถเป็นสื่อไปเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือไปเชื่อมกับวิชาอื่นๆ และกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ และเราก็ใช้การสอนแบบ PLC หรือชุมชมแห่งการเรียนรู้ (PLC – Professional Learning Community) คือนักเรียนต้องเรียนรู้กับเพื่อนในห้องเรียน และต้องไปเรียนรู้กับคนในชุมชน และกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีกในห้องเรียน เราก็มองว่าถ้าเขาเรียนรู้อยู่แค่นี้ก็จบเพียงแค่ตัวเขาเอง ก็จบเพียงแค่นี้ ก็คิดว่าเขาน่าจะเอาความรู้ไป “ต่อยอด” ให้กับคนอื่นได้อีก คือการเล่าให้คนอื่นฟัง คิดว่าคนที่ดีที่สุดน่าจะเป็นรุ่นน้อง เพราะว่าเขาไปสอนผู้ใหญ่ก็น่าจะไม่ใช่ ก็เลยจัดกิจกรรมแบบให้เขาเอาสิ่งที่เขาเรียนรู้ไปเล่าให้กับน้องแบบเรียนปนเล่น
ที่เลือกที่โรงเรียนห้วยม้าลอยก็เพราะว่าโรงเรียนนี้มีโครงการที่เราเคยทำ KM (การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management) ที่เข้าอบรมกับอาจารย์ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผู้อำนวยการ สรส. (สถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข) ท่านก็เปรยว่า ท่านมีศูนย์อยู่ที่ห้วยม้าลอยที่จัดการดูแลเด็กที่มีวัด มี อบต. มีอนามัยที่ร่วมมือกัน ท่านก็คุยว่าถ้ามีโครงการให้นักเรียนห้วยยอดมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะดีไหม เราก็คิดว่ามันน่าจะดี นอกจากเด็กจะเรียนรู้ต่อในจังหวัด โรงเรียนของตัวเองแล้ว ยัง “ต่อยอด” ไปที่ชุมชนอื่นอีกด้วย
นอกจากเกิดทักษะวิชาการเรียนรู้ในชุมชนแล้ว ยังเกิดทักษะชีวิต ทักษะการแก้ปัญหา เป็นการเตรียมให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่เลือกเด็กเก่งห้องนี้มาทำกิจกรรม เพราะหนึ่งเราเป็นครูที่ปรึกษา และสอง เรามีความคิดส่วนตัวกับเด็กเก่งว่า เด็กที่มาเป็นเด็กห้องเก่งมักเห็นแก่ตัว ไม่แบ่งความรู้ให้คนอื่น เราก็เลยอยากจะปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ ว่า ความเป็นคนเก่งหาความรู้ได้ แต่ความดีต้องสร้างเอง จึงค่อยๆ ใช้กิจกรรมที่จัดมาเป็นตัวเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนั้นของเขา เขาต้องไปเรียนรู้กับคนอื่น ต้องไปเรียนรู้กับคนข้างนอก เขาได้ความรู้มาเพราะความแบ่งปันจากคนอื่น
จากที่เห็นเขาค่อยๆ เปลี่ยน เพราะเราใช้กระบวนการกลุ่มเกิดการแบ่งปัน อย่างเช่น เด็กที่มาทำกระป๋องออมสินใช้เวลาเยอะ โดนัทจิ๋วก็ต้องใช้เวลาไปเรียน ถ้าเป็นเด็กเก่งส่วนใหญ่ก็คิดว่าจะใช้เวลาอ่านหนังสือดีกว่ามาทำกิจกรรมทำไม แต่เด็กกลุ่มนี้ยอมทำ ก็ทำให้เขาเปลี่ยนได้ ครูมีความคิดว่าจะ เปลี่ยนเด็กเก่งให้เป็นเด็กดีและมีความสุข ด้วย
สำหรับวันนี้เห็นเด็กๆ จัดกิจกรรมเองก็ชื่นใจ ไม่นึกว่าเด็กวิทยาศาสตร์เขาจะสนุกได้ขนาดนี้ หวังผลสิ่งที่เขาจะทำในวันนี้ เขาจะสามารถนำไปเชื่อมกับชีวิตในอนาคตได้ อยากที่จะให้เขาอยู่กับคนอื่นๆ ได้ จากภาคใต้มาถึงสุพรรณฯ เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชีวิตคนที่นี่และไปเปรียบเทียบกับชุมชน และพาให้ของเราเป็นแบบนี้ได้ไหม” สำหรับโรงเรียนห้วยยอด มีครูสุทธิรัตน์ เสนีชัย และครูนฤมลเจษฏารมย์ ร่วมเดินทางมาด้วย
สำหรับผู้ใหญ่ใจดีจาก อบต.หนองสาหร่าย ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น อาทิ พระอธิการประเสริฐ ศิริปุญโญ (พระอาจารย์โส) เจ้าอาวาสวัดห้วยม้าลอย, นายพรสันต์ อยู่เย็น นายก อบต.หนองสาหร่าย, นายสวัสดิ์ กันจรัตน์ ปลัด อบต.หนองสาหร่าย, นายมีชัย ศิลปรัตน์ อดีต ผอ.รร.บ้านห้วยม้าลอย, นายมงคล จินตนประเสริฐ ผอ.รร.วัดบ้านกรวด, นายเตียง ชมชื่น ส.อบต. หมู่ที่ 4 (ครูใหญ่โรงเรียนครอบครัวบ้านห้วยม้าลอย), นายประดับ คงใจดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านกรวด
กิจกรรมพี่สอนน้องในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเชื่อมกันระหว่าง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเยาวชนโดยการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเชื่อมกับพื้นที่ของโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น 4 ภาค ระยะที่ 2 : หลักสูตรนักถักทอชุมชน ที่ดำเนินการโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นับว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างการเรียนรู้แบบลงมือทำจริงของเยาวชน และทำให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมากมายอย่างแท้จริง.

จัตุรัสทั่วไทย

Published พฤษภาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/040514/89917

สาระน่ารู้
Sunday, 4 May, 2014 – 00:00
.
มูลนิธิสยามกัมมาจลขับเคลื่อน
พี่สอนน้อง แลกเปลี่ยนเรียนรู้

เพราะการเรียนรู้มีอยู่ไม่สิ้นสุด และการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ก็เป็น “หัวใจ” สำคัญของการเรียนการสอนของ “ครูยุคใหม่” ที่นำเทคนิคการสอนนอกห้องเรียนและโครงงานมาใช้พัฒนาศักยภาพของลูกศิษย์และเกิดการ “ต่อยอด” สู่ชุมชนอื่น นั่นคือแนวคิดของ “ครูจรวยพรรณ เย่าเฉื้อง” จากโรงเรียนห้วยยอด จ.ตรัง ภายใต้ฐานคิดแบบนี้ที่ทำให้เกิด “กิจกรรมพี่สอนน้อง” ขึ้น ที่วัดห้วยม้าลอย ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี
กิจกรรมพี่สอนน้องนำทีมโดย นางสาวทิพย์มณี มีจิตร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 โรงเรียนห้วยยอด มีเพื่อนร่วมห้องนำฐานการเรียนรู้ทั้งหมด 5 ฐานจากโครงงานวิชาภาษาไทย ได้แก่ โดนัทจิ๋วหิ้วมาสุพรรณ สอนให้น้องๆ ทำโดนัท, โครงงานโคหายในก้อนเมฆ สอนให้น้องๆ ทำขนมพื้นบ้านของ จ.ตรัง, โครงงานกระดาษมหัศจรรย์ สอนให้น้องๆ พับกระดาษแบบสร้างสรรค์, โครงงานดนตรีสดใสพาใจสร้างสรรค์ ให้น้องๆ ร่วมร้องเพลง เป็นการสร้างความบันเทิงและกล้าแสดงออก และโครงงานสุขหรรษาผ้ามัดย้อม สอนให้น้องๆ รู้จักการทำผ้ามัดย้อม
โดยมีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนห้วยม้าลอย และโรงเรียนบ้านกวด จำนวนกว่า 50 คน มาร่วมเรียนรู้ บรรยากาศแต่ละกิจกรรมที่น้องๆ เวียนกันเรียนรู้จนครบฐาน ได้รับความสนุกสนานและความรู้มากมาย อาทิ การขูดมะพร้าวจากกระต่าย การปั้นแป้งเป็นลูกกลมๆ ใส่น้ำตาลโตนดและตักขนมที่สุกแล้วเฉพาะลูกที่ลอยขึ้นมาจากคำพี่ๆ บอกในการทำขนมโค, การผสมสีและการนำหนังยางมามัดผ้าเป็นรูปต่างๆ ที่ตัวเองต้องการ ลองหย่อนผ้าลงไปให้มีสีสัน เพื่อทำผ้ามัดย้อม, การลองตีแป้ง หยอดแป้งลงในเตาโดนัท,
เด็กๆ ได้ลองทำและชิมขนมจากที่ตัวเองทำ, ได้พับกระดาษเป็นรูปต่างๆ ได้แสดงออกด้วยการร้องเพลงร่วมกัน ทำให้นักเรียนจากโรงเรียนห้วยม้าลอยพูดอย่างมั่นใจว่า จะนำฐานการเรียนรู้นี้ไปสอนให้กับเพื่อนๆ และรุ่นน้องได้แน่นอน ในการจัดกิจกรรมซัมเมอร์แคมป์ของหมู่บ้านต่อไป “หนูคิดว่าหนูจะเอาโดนัทจิ๋วและขนมโคไปสอนเพื่อนๆ ค่ะ หนูว่าทำได้ง่ายและสนุกด้วยค่ะ” เด็กๆ สะท้อน
นางสาวทิพย์มณี ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนห้วยยอดสะท้อนว่า “หนูรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสนำสิ่งที่เราได้เรียนรู้จริงๆ มาสอนน้องๆ ค่ะ ที่เราเดินทางมาไกลถึงสุพรรณฯ เพราะคิดว่านอกจากได้ใช้ความรู้ที่เราได้เรียนมาบอกต่อน้องๆ แล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอีกด้วยค่ะ”
สำหรับ ครูจรวยพรรณ เย่าเฉื้อง ครูสอนภาษาไทย ที่เป็นครูแกนนำในครั้งนี้ เล่าที่ไปที่มาของการจัดกิจกรรมว่า “การเรียนรู้ในปัจจุบันที่ตัวเองนำมาใช้ก็คือ การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นอกจากเขาจะเรียนรู้ในห้องเรียนแล้ว สิ่งหนึ่งก็คือเขาจะต้องไปเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย เพราะเรามองว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนเขาไม่สามารถเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง ก็เลยคิดว่าจะใช้วิชาภาษาไทยที่สามารถเป็นสื่อไปเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือไปเชื่อมกับวิชาอื่นๆ และกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ และเราก็ใช้การสอนแบบ PLC หรือชุมชมแห่งการเรียนรู้ (PLC – Professional Learning Community) คือนักเรียนต้องเรียนรู้กับเพื่อนในห้องเรียน และต้องไปเรียนรู้กับคนในชุมชน และกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีกในห้องเรียน เราก็มองว่าถ้าเขาเรียนรู้อยู่แค่นี้ก็จบเพียงแค่ตัวเขาเอง ก็จบเพียงแค่นี้ ก็คิดว่าเขาน่าจะเอาความรู้ไป “ต่อยอด” ให้กับคนอื่นได้อีก คือการเล่าให้คนอื่นฟัง คิดว่าคนที่ดีที่สุดน่าจะเป็นรุ่นน้อง เพราะว่าเขาไปสอนผู้ใหญ่ก็น่าจะไม่ใช่ ก็เลยจัดกิจกรรมแบบให้เขาเอาสิ่งที่เขาเรียนรู้ไปเล่าให้กับน้องแบบเรียนปนเล่น
ที่เลือกที่โรงเรียนห้วยม้าลอยก็เพราะว่าโรงเรียนนี้มีโครงการที่เราเคยทำ KM (การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management) ที่เข้าอบรมกับอาจารย์ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผู้อำนวยการ สรส. (สถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข) ท่านก็เปรยว่า ท่านมีศูนย์อยู่ที่ห้วยม้าลอยที่จัดการดูแลเด็กที่มีวัด มี อบต. มีอนามัยที่ร่วมมือกัน ท่านก็คุยว่าถ้ามีโครงการให้นักเรียนห้วยยอดมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะดีไหม เราก็คิดว่ามันน่าจะดี นอกจากเด็กจะเรียนรู้ต่อในจังหวัด โรงเรียนของตัวเองแล้ว ยัง “ต่อยอด” ไปที่ชุมชนอื่นอีกด้วย
นอกจากเกิดทักษะวิชาการเรียนรู้ในชุมชนแล้ว ยังเกิดทักษะชีวิต ทักษะการแก้ปัญหา เป็นการเตรียมให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่เลือกเด็กเก่งห้องนี้มาทำกิจกรรม เพราะหนึ่งเราเป็นครูที่ปรึกษา และสอง เรามีความคิดส่วนตัวกับเด็กเก่งว่า เด็กที่มาเป็นเด็กห้องเก่งมักเห็นแก่ตัว ไม่แบ่งความรู้ให้คนอื่น เราก็เลยอยากจะปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ ว่า ความเป็นคนเก่งหาความรู้ได้ แต่ความดีต้องสร้างเอง จึงค่อยๆ ใช้กิจกรรมที่จัดมาเป็นตัวเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนั้นของเขา เขาต้องไปเรียนรู้กับคนอื่น ต้องไปเรียนรู้กับคนข้างนอก เขาได้ความรู้มาเพราะความแบ่งปันจากคนอื่น
จากที่เห็นเขาค่อยๆ เปลี่ยน เพราะเราใช้กระบวนการกลุ่มเกิดการแบ่งปัน อย่างเช่น เด็กที่มาทำกระป๋องออมสินใช้เวลาเยอะ โดนัทจิ๋วก็ต้องใช้เวลาไปเรียน ถ้าเป็นเด็กเก่งส่วนใหญ่ก็คิดว่าจะใช้เวลาอ่านหนังสือดีกว่ามาทำกิจกรรมทำไม แต่เด็กกลุ่มนี้ยอมทำ ก็ทำให้เขาเปลี่ยนได้ ครูมีความคิดว่าจะ เปลี่ยนเด็กเก่งให้เป็นเด็กดีและมีความสุข ด้วย
สำหรับวันนี้เห็นเด็กๆ จัดกิจกรรมเองก็ชื่นใจ ไม่นึกว่าเด็กวิทยาศาสตร์เขาจะสนุกได้ขนาดนี้ หวังผลสิ่งที่เขาจะทำในวันนี้ เขาจะสามารถนำไปเชื่อมกับชีวิตในอนาคตได้ อยากที่จะให้เขาอยู่กับคนอื่นๆ ได้ จากภาคใต้มาถึงสุพรรณฯ เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชีวิตคนที่นี่และไปเปรียบเทียบกับชุมชน และพาให้ของเราเป็นแบบนี้ได้ไหม” สำหรับโรงเรียนห้วยยอด มีครูสุทธิรัตน์ เสนีชัย และครูนฤมลเจษฏารมย์ ร่วมเดินทางมาด้วย
สำหรับผู้ใหญ่ใจดีจาก อบต.หนองสาหร่าย ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น อาทิ พระอธิการประเสริฐ ศิริปุญโญ (พระอาจารย์โส) เจ้าอาวาสวัดห้วยม้าลอย, นายพรสันต์ อยู่เย็น นายก อบต.หนองสาหร่าย, นายสวัสดิ์ กันจรัตน์ ปลัด อบต.หนองสาหร่าย, นายมีชัย ศิลปรัตน์ อดีต ผอ.รร.บ้านห้วยม้าลอย, นายมงคล จินตนประเสริฐ ผอ.รร.วัดบ้านกรวด, นายเตียง ชมชื่น ส.อบต. หมู่ที่ 4 (ครูใหญ่โรงเรียนครอบครัวบ้านห้วยม้าลอย), นายประดับ คงใจดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านกรวด
กิจกรรมพี่สอนน้องในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเชื่อมกันระหว่าง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเยาวชนโดยการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเชื่อมกับพื้นที่ของโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น 4 ภาค ระยะที่ 2 : หลักสูตรนักถักทอชุมชน ที่ดำเนินการโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นับว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างการเรียนรู้แบบลงมือทำจริงของเยาวชน และทำให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมากมายอย่างแท้จริง.

%d bloggers like this: