งานค้นคน คนค้นงาน

All posts tagged งานค้นคน คนค้นงาน

‘เปียโน’ คือชีวิตของ ‘ครูมายด์’ การได้สอนเป็นความสุขทางใจ

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 3 มกราคม 2558 เวลา 04:46 น.

“มีหลายเหตุผลที่ทำให้เราได้มาอยู่ตรงนี้ หนึ่งในนั้นคือการได้อยู่กับเด็ก ๆ และเสียงดนตรี ทำให้เรามีความสุข”

แค่เพียงเหตุผลข้างต้น ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ กชกัญญา สายหยุด หรือ “มายด์” วัย 24 ปี เลือกเดินตามความฝันในเส้นทาง ครูสอนเปียโน ด้วยการรับสอนทั้งที่บ้านเธอเองและตามบ้านของนักเรียนภายใต้ชื่อ Smypiano

ครูมายด์ เล่าย้อนช่วงเวลาเยาว์วัยที่มีความผูกพันต่อเปียโนว่า มายด์เริ่มเรียนดนตรีสากลตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จากนั้นพออายุได้ 6 ขวบ ก็เริ่มต้นเรียนเปียโนอย่างจริงจัง และสอบเกรดมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งอายุ 15 ปี จึงหยุดเรียน ในระหว่างนั้นมายด์จบเกรด 6 ของ Trinity และหลังจากที่หยุดเรียนไปหลายปี จนชีวิตเริ่มเข้าสู่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย มายด์ได้มีโอกาสสอนเปียโนตามบ้านเด็ก ๆ และในสถาบันสอนดนตรีต่าง ๆ อีกหลายแห่ง

“ในตอนนั้นเราเพียงแค่อยากมีรายได้พิเศษ จึงมีความคิดว่า เรามีความสามารถเล่นเปียโน และพอจะสอนได้ จึงไปสมัครสอนตามสถาบันดนตรี เป็นครูพาร์ทไทม์ จนได้สัมผัสกับเด็ก ๆ ทำให้รู้สึกว่าการเป็นครูสอนเปียโนเป็นอาชีพที่มีความสุข การที่เด็ก ๆ เรียกเราว่าครู มีคนยกย่อง เคารพ เชื่อฟัง และรักเรา ตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจ” ครูมายด์เล่าด้วยสีหน้าแววตาเปี่ยมไปด้วยความสุข

จากจุดเริ่มต้นนั้นเอง หลังจากเรียนจบปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น มายด์ได้เดินเข้าสู่อาชีพครูสอนเปียโนอย่างเต็มตัวและเต็มใจ

แม้ว่าเส้นทางในชีวิตจะดูสวยงาม แต่กระนั้น การทำงานร่วมกับเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย มายด์เล่าว่า “ในการสอนเด็กจะพบปัญหา ด้วยนิสัยของเด็กที่แตกต่างกันออกไป ในแต่ละคนที่เจอ บางคนซน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ขยันซ้อม ในขณะที่เด็กบางคนบุคลิกนิ่ง ไม่ยอมพูด ทำให้บางครั้งเราต้องหันกลับมาคิดว่า เราทำให้เด็กเครียดไปหรือไม่ และหาวิธีแก้ไข ปรับการสอน”

“ซึ่งวิธีแก้นั้น คือ หาสิ่งจูงใจให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเล่นเปียโน โดยการมอบสติกเกอร์ดาวให้เป็นรางวัลในการเรียน เมื่อเด็ก ๆ สะสมดาวได้จำนวน 100 ดวง จะสามารถนำมาแลกตุ๊กตาได้ 1 ตัว จุดนี้ทำให้เด็ก ๆ ชื่นชอบ รู้สึกตื่นเต้นท้าทาย และมีความพยายามในการฝึกซ้อมมากขึ้น เพื่อจะได้รับรางวัลจากเรา”

นอกจากนี้ไม่เพียงแต่สอนในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กโตเท่านั้น ครูมายด์ยังถ่ายทอดศาสตร์ด้านนี้ให้กับผู้ใหญ่ที่สนใจเรียนเปียโนอีกด้วย “ใน 1 ชั่วโมงของการเรียนการสอน การให้เด็กเล่นเปียโนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่าย จึงจะต้องมีการปรับรูปแบบการสอน โดยอาจให้เล่นเปียโนครึ่งชั่วโมงและอีกครึ่งชั่วโมงเป็นการเล่นเกมเกี่ยวกับตัวโน้ต หรือร้องเพลง จะทำให้เด็ก ๆ รู้สึกชอบ และสนุกกับการเรียนยิ่งขึ้น ส่วนผู้ใหญ่ที่เข้ามาเรียน จะให้กลับไปฝึกซ้อมบทเรียนนั้น ๆ ซึ่งนอกจากความสุข และความสนุกสนานที่ได้รับแล้ว จะได้พัฒนาทักษะทางดนตรี และเทคนิคเปียโนต่าง ๆ อีกด้วย”

เด็ดกว่านั้นในการสอนของครูมายด์ ใช้หลักสูตร Alfred ซึ่งเป็นหลักสูตรมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา สำหรับรายละเอียดของคอร์สเรียนจะมีทั้งคอร์สเปียโนกรณีเรียนที่บ้านคุณครู สำหรับเด็ก และสำหรับผู้ใหญ่ ยังมีหลักสูตรแบบเร่งรัดกรณีรับสอนที่บ้าน (รับสอนในละแวกลาดพร้าว, รัชดา) สำหรับเด็ก และสำหรับผู้ใหญ่ โดยเน้นเทคนิคสอนเปียโนและดนตรีเบื้องต้นขั้นพื้นฐานแบบตัวต่อตัว โดยคุณครูจะอยู่ในห้องตลอดชั่วโมงเรียนอีกด้วย

หากถามว่าอาชีพครูสอนเปียโนให้อะไรกับสังคม ครูมายด์ ตอบว่า “เปียโนคือชีวิตของเรา เป็นงานอิสระ สามารถจัดสรรเวลาเองได้ สร้างรอยยิ้มได้และเป็นอาชีพที่ทำให้เรามีความสุขกับสิ่งที่ได้เป็นผู้ให้ความรู้ ให้เด็ก ๆ ได้มีวิชาพื้นฐานทางด้านดนตรี ซึ่งในอนาคตจะสามารถนำไปต่อยอด หรือเรียนดนตรีในด้านอื่น ๆ ที่ชื่นชอบได้หรืออาจเป็นงานอดิเรกเล่นกับเพื่อน ๆ ดีกว่านำเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเขา”

ทราบอย่างนี้แล้ว ใครสนใจเรียนเปียโนสามารถพูดคุยมาได้ที่ 205/1 ซอยภาวนา 41 ถนนลาดพร้าว เขตห้วยขวาง แขวงสามเสนนอก กทม.10310 โทร. 08-3491-8519 หรือที่เฟซบุ๊ก mind babymind แฟนเพจเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/Smypiano หรือที่ Line: babymindzs

“จ๊อบแมน”
job_man28@yahoo.co.th

โฆษณา

‘โมเดลอาหารปลอม’…ศิลปะทำเงิน

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 27 ธันวาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ด้วยความช่างสังเกต เมื่อครั้งเดินผ่านร้านขายข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง แล้วพบว่า อาหารที่โชว์ในตู้กระจกนั้น ช่างดูไม่น่ารับประทาน อีกทั้งเมื่ออาหารถูกแขวนไว้นาน ๆ สียังดูไม่สด จึงทำให้ “เปี๊ยก” ปิ๊งไอเดียนำความรู้และประสบการณ์ด้านศิลปะที่สะสมตั้งแต่สมัยเรียนมาประยุกต์เพื่อเป็นช่องทางทำมาหากิน ด้วยการนำเรซิ่น มาเนรมิตให้กลายเป็น “โมเดลอาหารปลอม” ซึ่งเมื่อจัดวางดูแล้วหน้าตาและสีสัน แยกไม่ออกว่าเป็นของปลอมเลย จึงชวนชิมยิ่งนัก

เปี๊ยกเท้าความว่า “ผมชื่นชอบงานศิลป์มาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เลือกศึกษาในด้านศิลปะมาตลอด ตั้งแต่ชั้นมัธยม จนถึงชั้นปวช. ก็เลือกศึกษาที่ โรงเรียนศิลปะธนบุรี จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง ในระดับชั้น ปวส.” และในระหว่างเรียน เปี๊ยกไม่หยุดนิ่ง เดินหน้าหาประสบการณ์ และความรู้เพิ่มเติมให้กับตนเอง ด้วยการฝึกงานกับรุ่นพี่ และช่วยงานอาจารย์ในบางครั้งบางคราว เพราะเปี๊ยกมองว่า การศึกษาในชั้นเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอ

จากนั้นเมื่อเรียนจบ เปี๊ยกได้เริ่มทดลองทำโมเดลอาหารปลอมด้วยเรซิ่นเมื่อเขาสังเกตเห็นร้านข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง หรือข้าวขาหมู บางครั้งอาหารที่แขวนโชว์ในตู้กระจกเหลือน้อยดูไม่น่ากิน ทำให้ลูกค้าไม่เข้าร้าน หรือแขวนของจริงไว้นาน ๆ ทำให้สีไม่สด และเสียไป “จึงน่าจะมีของปลอมมาโชว์แทนของจริง เพื่อช่วยให้พ่อค้า-แม่ค้า มีอาหารโชว์หน้าร้านได้ตลอด อีกทั้งยังดูสดสะอาด น่ากินตลอดเวลาอีกด้วย”เปี๊ยกบอกกับตัวเอง และเริ่มลงมือทำโมเดลอาหารปลอมชิ้นแรกทันที

สำหรับขั้นตอนของการจัดทำนั้น เริ่มด้วยการ หาต้นแบบ จากนั้นจึง กั้นพิมพ์ ถอดพิมพ์ หล่อ ปะโป๊ ทำสี เคลือบสี โดยใช้วัสดุเนื้อเรซิ่น ที่มีคุณสมบัติ เก็บรายละเอียดงานได้ดี มีความเหนียวยืดหยุ่น และทนทาน ทั้งนี้ในแต่ละขั้นตอน จะต้องใส่ใจลงไปในงานด้วย โดยเปี๊ยกเล่าว่า “ในการทำโมเดลอาหารปลอม ต้องใช้องค์ประกอบทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งความรู้ ความสามารถ ช่างสังเกต มีจินตนาการ และที่สำคัญคือไอเดีย”

การสร้างสรรค์โมเดลอาหารปลอมนั้น นอกจากจะทำอาหารปลอมทำให้เหมือนของจริง ยังไม่เพียงพอ เปี๊ยกเล่าต่อด้วยความภูมิใจว่า “งานที่ทำออกมา จะต้องทำให้สวยกว่าของจริง เพราะการที่เราคิดอย่างนี้ จะทำให้เรามีความพยายามมากขึ้น ในทุกครั้งที่ทำโมเดลอาหารแบบใหม่ ๆ ทำให้เรารู้สึกสนุกกับงาน และตื่นเต้นที่จะได้เห็นงานที่ทำเป็นชิ้นแรก”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่าทุกคนนึกจะทำก็ทำได้ เพราะการทำโมเดลอาหารปลอมต้องอาศัยสะสมประสบการณ์ ความรู้ ประกอบกับใจที่รักในงานศิลปะ

“วิชาความรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ต้องมีปัญหาเข้ามาให้แก้ตลอด ซึ่งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ต้องคิดเสียว่า ปัญหานั้นจะทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติม การลองผิด ลองถูก อาจทำให้เราได้เทคนิคใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีก แต่ถ้าอยากให้ปัญหาน้อยลง ก็ต้องพิถีพิถันงานตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้งานออกมาดี”เปี๊ยกกล่าว

สำหรับ ผลงานของเปี๊ยกเรซิ่น โมเดลอาหารปลอม มีตั้งแต่ ไก่ตอนปลอม ไก่พะโล้ปลอม เป็ดพะโล้ปลอม เป็ดย่างปลอม หมูกรอบปลอม หมูแดงปลอม กุนเชียงปลอม ขาหมูปลอม ไก่ทอดปลอม เนื้อวัวปลอม เนื้อหมูปลอม ตับปลอม สไบนางปลอม ข้าวมันไก่ปลอม ข้าวหมูแดงปลอม ข้าวขาหมูปลอม ซึ่งมีร้านอาหาร ต่าง ๆ ทั่วประเทศให้ความสนใจ และติดต่อสั่งซื้อ เพื่อใช้ดึงดูดลูกค้าในร้านของตนเองอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เปี๊ยกยังมีโมเดล พืชผักสวนครัวปลอม และผลไม้ปลอม เพื่อรองรับลูกค้าอีกด้วย

หากถามว่า งานของเปี๊ยกในวันนี้ ตอบโจทย์แก่สังคมอย่างไรบ้าง เปี๊ยกตอบว่า “สำหรับใครที่อยากเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ต้องสะสมความรู้ ความสามารถ ประกอบกับเป็นคนช่างสังเกต มีจินตนาการ และสุดท้ายต้องมีใจรักในงานที่ทำ จะทำให้สามารถทำงานออกมาได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ต่องานที่ทำ ต่อลูกค้าของเรา เพราะเชื่อว่า หากลูกค้าได้งานที่พึงพอใจ ประทับใจแล้ว เขาก็จะกลับมาเป็นลูกค้าของเราอีกแน่นอน”

ท่านที่สนใจไอเดียบรรเจิดของเปี๊ยกเรซิ่น โมเดลอาหารปลอม พูดคุยมาได้ที่โทร. 08-6131-3082, 08-9181-5281 หรือเว็บไซต์ http://www.piakrasin.com หรือที่เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/piakresin

“จ๊อบแมน”
job_man28@yahoo.co.th

3 เกลอบุฟเฟ่ต์ จาก ‘ยูทูบ’ สู่ ‘จอเงิน’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 20 ธันวาคม 2557 เวลา 01:38 น.

ความฝันของคนที่ร่ำเรียนมาทางด้านภาพยนตร์ คงหนีไม่พ้นความต้องการทำงานในแวดวงบันเทิง ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังก็ตาม เช่นเดียวกับ “เจแปน” ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ “ดื้อ” ธนาคาร คงมั่น และ“กะตั้ว” วรเทพ ธรรมโอรส 3 ขุนพลหลัก ร่วมกันก่อตั้งบริษัท บุฟเฟ่ต์ โปรดัคชั่น จำกัด เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง หลังบ่มเพาะความรู้สำเร็จจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

“เจแปน” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของความฝันต้องย้อนไปเมื่อ 4 ปีขณะที่เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนโดยการแชร์ความฝันกันกว่า 10 ชีวิต เมื่อลองเอาความฝันของทุกคนมาวิเคราะห์จนได้บทสรุปแล้ว ความฝันของเราคือจะสร้างหนังใหญ่ฉายในโรงภาพยนตร์ และด้วยความฝันอันแรงกล้าจึงก่อให้เกิดโปรเจคท์ เพื่อนขีดเส้นใต้ ซึ่งนำเอาผลงานการเรียนจบของกลุ่มโดยใช้ชื่อว่า “บุฟเฟ่ต์” มาร้อยเรียงเป็นเรื่องเป็นราวเดียวกัน จนเกิดแนวคิดที่อยากจะทำให้กลุ่ม บุฟเฟ่ต์ ที่เป็นเพียงนักศึกษาธรรมดากลุ่มหนึ่ง ก้าวไปเป็นโปรดักชั่นเฮาส์ที่มีความพร้อมทั้งด้านโปรดักชั่น ความคิด และฝีมือในการทำงานอย่างมืออาชีพ ผลงานที่ผ่านมาของกลุ่ม “บุฟเฟ่ต์” ได้ถูกเผยแพร่ลงใน ยูทูบ โดยใช้ชื่อว่า บุฟเฟ่ต์ แชนแนล

ขณะที่ “กะตั้ว” เสริมว่า เราเริ่มลองฝีมือโดยทำคลิปล้อเลียนตัวอย่างภาพยนตร์อย่าง เกย์ มึน โฮ, ลัดดาแรงส์, ฝากไว้ในก้นเธอ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งผลของการตอบรับก็มีหลากหลาย ทั้งชอบมาก ไม่ชอบ และเฉย ๆ ส่วนมากจะเป็นชอบมาก เพราะด้วย แนวทางของเราจะเป็นการทำอะไรเพื่อให้คนรู้สึกสนุกและได้สาระแฝงไปกับมัน หากถามว่ามีอะไรบ้างที่เรายังไม่ได้ทำ ก็มีอยู่มากมายที่เรายังไม่เคยได้ลอง ทั้งหนังในรูปแบบต่าง ๆ หรือประเภทงานของโฆษณา การทำคอมพิวเตอร์กราฟิกต่าง ๆ นานา ที่ต้องใช้เวลาและมีฝีมือในการทำต่อไปในอนาคต จะมีงานอีกหลายประเภทที่เราอยากจะเรียนรู้และลงมือทำกับมัน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้มีบริษัทโปรดักชั่นเฮาส์เกิดขึ้นมามากมายในประเทศไทย แข่งขันกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่มีจำเพาะของแต่ละบริษัท ขายความครีเอทให้กับลูกค้าที่ต้องการความแปลกใหม่ “ดื้อ” นำเสนอจุดเด่นของบริษัทว่า เราใช้คำว่า “เพื่อน” ในการสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยการทำงานแบบเพื่อนเป็นการทำงานที่คุยกันได้ ไม่มีเรื่องใด ๆ มาผูกมัดจนทำให้ทะเลาะกันรุนแรง มีการพูดคุยอย่างเปิดเผยและชัดเจน ไม่ต้องเป็นระบบอะไรมากมายแต่ก็ยังมีความเป็นระเบียบอยู่ที่การตกลงกันอย่างเข้าใจ ทำให้ทุกสิ่งที่เราคิดกันมาหรือตัวตนของเรานั่นคือ ความฮาที่ไม่ไร้สาระ เราจะชอบคิดอะไรตลก ๆ กันอยู่ตลอด มีเสียงหัวเราะลั่นบริษัท และมีการแบ่งปันไอเดียกันอย่างมากมาย

“จึงทำให้จุดขายของบุฟเฟ่ต์ คือความฮาแบบไม่ไร้สาระ และด้วยคุณภาพโปรดักชั่นที่สามารถเทียบเท่ากับมืออาชีพได้ในระดับหนึ่ง จึงทำให้เราได้มีโอกาสทำงานมากมายจึงเป็นการพัฒนาศักยภาพไปในตัว อย่างการทำคลิปล้อเลียนตัวอย่างจึงกลายเป็นลายเซ็นของเรา สรุปง่าย ๆ ก็ล้อเลียน ตลก ไม่ไร้สาระ”

3 เกลอเพื่อนซี้ พูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาอยากจะโตไปในอุตสาหกรรมภาพยนตร์บุฟเฟ่ต์เลย คาดหวังไว้ว่าอนาคตเราอยากจะเป็นค่ายหนังเล็ก ๆ ที่คอยป้อนหนังดีดีเข้าสู่ตลาดภาพยนตร์ไทย แต่คงไม่นานเกินรอที่ท่านผู้อ่านจะได้ติดตามผลงานของพวกเขาผ่านจอภาพยนตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีให้ผลิตภาพยนตร์ “เพื่อนขีดเส้นใต้” ถือได้ว่าเป็นโปรเจคท์หนังใหญ่เรื่องแรกในนาม บริษัท บุฟเฟ่ต์ โปรดัคชั่น จำกัด ก็ว่าได้ โดยมีกำหนดเข้าโรงภาพยนตร์ในช่วงเดือน ม.ค.–ก.พ.

มาถึงช่วงสุดท้ายคงจะเห็นแล้วว่าความฝันของเด็กรุ่นใหม่นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ “เจแปน” ยังฝากบอกว่า ตอนนี้บริษัทเรารับทุกรูปแบบ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดงานว่าพวกเราเหมาะสมที่จะทำงานนั้นออกมาดีพอหรือเปล่า ซึ่งงานที่เรารับกันมาก็จะประเภท พรีีเซ็นเทชั่น, มิวสิกวิดีโอ, หนังสั้น, หนังยาว, ไวรอลคลิป, รายการทีวี และโฆษณา ท่านสามารถติดต่อมาพูดคุยได้ที่ 69/1 ซอย 119/3 หมู่บ้านเสนานิเวศน์ 1 แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กท. 10230 หรือโทร. 08-1757-6455 และ บุฟเฟ่ต์_production@hotmail.com

“จ๊อบแมน”
job_man28@yahoo.co.th

‘ชัยนันต์’ กับเส้นทางสร้างคนข่าว

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 13 ธันวาคม 2557 เวลา 03:20 น.

เกือบ 20 ปีที่ “แจ้” ชัยนันต์ สันติวาสะ คลุกคลีในวงการสื่อสารมวลชน ไต่เต้าเส้นทางจากนักข่าว ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้ประกาศข่าว และนั่งตำแหน่งบรรณาธิการข่าวในที่สุด มาถึงวันนี้ประสบการณ์ ที่สั่งสมมาจึงถึงพร้อมที่จะถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปในรูปแบบ เอ็มคอท เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ (MCOT Training Center) โดยที่เขาสวมบทบาทเป็นผู้อำนวย การฝ่ายเอ็มคอท เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ ทำหน้าที่วิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและร่วมทำความฝันให้กับผู้สนใจประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้เป็นจริง

ชัยนันต์ เล่าถึงเส้นทางสายนี้ว่า งานที่ผมทำในปัจจุบันถือเป็นสิ่งใหม่ แต่น่าสนใจและท้าทาย เพราะเราทำหน้าที่เป็นผู้ให้ โดยนำทักษะที่ได้เรียนรู้ ประกอบกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการลองผิดลองถูก รวมไปถึงปัญหาที่ได้พบเจอ มามอบให้กับคนรุ่นใหม่ ในการทำหน้าที่ช่วงเริ่มต้น ที่เอ็มคอท อะคาเดมี่ ทำให้เขาต้องเริ่มต้นการทำงานจากจุดที่เรียกว่า เป็นศูนย์ รวมทั้งต้องพยายามสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก ไม่เพียงเฉพาะจากผู้เข้าอบรมภายนอกเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างผลงานให้คนในองค์กรได้เห็นและยอมรับ ภายใต้การบริหารงานที่มีขีดจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเลย

ทว่าชัยนันต์ยังคงมุ่งมั่น กับงานฝึกอบรมด้วยเหตุผลที่ว่า “โชคดีที่เราเป็นองค์กรสื่อที่อยู่คู่กับวงการวิทยุและโทรทัศน์ไทยมานาน จึงมีนักวิชาชีพที่มากประสบการณ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้เข้ามา ลองฝัน ซึ่งหลายคนที่ได้มาอบรม ในหลักสูตรต่าง ๆ เช่น ดีเจ ผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการ ผู้รายงานข่าว ทำให้พวกเขาได้ค้นพบว่าความฝันนั้น สามารถเป็นจริงได้หรือไม่”

“ไม่เพียงแต่ผู้เข้าอบรมจะได้ใบประกาศรับรองแล้ว พวกเขายังได้รับความมั่นใจ อีกทั้งยังได้พิสูจน์ความสามารถที่ตนเองมีอีกด้วย บางคนได้ใช้จุดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วงการสื่ออย่างแท้จริง” ชัยนันต์ กล่าวด้วยความภูมิใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่องานที่ทำเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องมีเรื่องการบริการ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เข้าอบรม หรือในฐานะลูกค้า ย่อมคาดหวังว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรด้านไหนก็ตาม“ทั้งนี้จึง ต้องสร้างความพึงพอใจให้ผู้เข้าอบรม ทั้งความพร้อมของสถานที่ การได้เรียนรู้จากผู้ที่รู้จริง รวมทั้งได้ทดลองฝึกปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกดีใจ เมื่อหลายคนกลับมาสมัครเรียนกับเราใหม่ในหลักสูตรอื่น ๆ อีก” ชัยนันต์ ระบุ

ขณะนี้เอ็มคอท อะคาเดมี่ มีหลักสูตรประจำจำนวน 5-6 หลักสูตร และในอนาคตมีแผนที่จะเปิดหลักสูตรใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์อีกด้วย ซึ่งชัยนันต์ มองเห็นว่า “ถือเป็นโอกาสที่ดีในการขยายหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อรองรับตลาดที่ต้องการคนทำงานที่มีคุณภาพ โดยอาจมีการเชิญสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ มาร่วมพูดคุย ว่า ในวงการสื่อสารมวลชนของเรา ยังขาดเหลือสิ่งใด หรือยังต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านใด เพื่อร่วมกันพัฒนาวงการสื่อฯ”

หากถามว่าวันนี้ เอ็มคอท อะคาเดมี่ ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ชัยนันต์ ตอบว่า “ขณะนี้ถือเป็นที่น่าพอใจแล้ว แต่เนื่องจากยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงต้องอาศัยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราต้องการสร้างความมั่นคง และในระยะหลัง มีเรื่องที่ทำให้ดีใจ คือ นอกจากเอ็มคอท อะคาเดมี่ จะมีชื่อเสียงจากบุคคลภายนอกแล้ว คนในองค์กรเองก็ให้ความสำคัญ รวมทั้งมีนักวิชาชีพที่มากประสบการณ์ ให้ความสนใจมาเป็นวิทยากรมากขึ้นอีกด้วย”

“ส่วนตัวผมคิดว่าวงการสื่อสารมวลชนไทย ยังขาด “แบบอย่าง” ที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ ที่เขาจะได้ก้าวตาม ดังนั้น สิ่งที่ต้องเน้นคือ การพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพสื่อ ให้มีคุณภาพที่ดี ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง ต้องยอมรับว่าสื่อมีอิทธิพลในการเข้าถึงสังคมอย่างมาก” ชัยนันต์ กล่าวทิ้งท้าย

มาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าสนใจใคร่รู้พูดคุยมาได้ที่ สถาบันพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมด้านสื่อสารมวลชน (เอ็มคอท อะคาเดมี่) โทร. 0-2201-6000 ต่อ 6710-1 หรือเฟซบุ๊ก mcot academy.

“จ๊อบแมน”
job_man28@yahoo.co.th

‘ป้าเล็ก’ ชีวิตเริ่มจากศูนย์ สู่ธุรกิจน้ำพริกร้อยล้าน

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 6 ธันวาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ช่วงชีวิตของ “ป้าเล็ก” นภาพร จินดาวรานนท์ นับว่าน่าสนใจไม่น้อย จากชีวิตที่เริ่มจากศูนย์ เป็นแม่ค้าขายปลาธรรมดาสามารถไต่เต้าขึ้นเป็นเศรษฐีร้อยล้าน ด้วยธุรกิจแบบบ้าน ๆ สไตล์ “น้ำพริกป้าเล็ก”

“ป้าเล็ก” วัย 65 ปี เล่าถึงเบื้องหลังการสู้ชีวิตว่า ชีวิตของป้าค้าขายมาตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยการพายเรือขายปลาในคลองรังสิต จ.ปทุมธานี ต่อมาได้พบรักกับ “ลุงขจรเกียรติ” ผู้จัดการบริษัทไม้ขีดไฟย่านรังสิต และได้ช่วยกันทำมาหากิน เก็บหอมรอมริบ ขยายกิจการจากพายเรือขายปลา เป็นขายส่งโดยใช้รถบรรทุกปลาจากมหาชัยมาขายที่ตลาดรังสิต จนกระทั่งผ่านมา 12 ปี ผลของการเก็บหอมรอมริบ ทำให้ทั้งคู่สะสมเงินทุนได้จำนวนหนึ่ง

ด้วยความที่ “ป้าเล็ก” ทำงานอยู่ในตลาดรังสิตแทบทุกวัน ได้เห็นเกษตรกรนำตะไคร้ หอม กระเทียม มาขายที่ตลาดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีราคาถูก บางครั้งก็เหลือทิ้งอย่างน่าเสียดาย จึงทำให้ป้าเล็กเกิดไอเดียนำพืชผักเหล่านี้มาแปรรูป โดยทำเป็นน้ำพริก อาทิ แกงเผ็ด แกงป่า เป็นต้นออกสู่ตลาด

แต่เส้นทางการขายน้ำพริกก็ไม่ง่ายนัก เนื่องจากตลาดรังสิตมีแม่ค้าขายน้ำพริกเจ้าประจำจำนวนมาก ประกอบกับป้าเล็กเป็นแม่ค้าหน้าใหม่ จึงทำให้การขายในระยะเริ่มแรกท้อจนแทบจะถอดใจ แต่เลือดนักสู้ ก็ทำให้ป้าเล็กไม่ยอมแพ้ แถมงัดกลยุทธ์นักธุรกิจออกมาใช้ ทั้งลด แจก แถม ทำให้ธุรกิจน้ำพริกเล็ก ๆ เริ่มไปได้สวย

“ความที่เป็นแม่ค้าหน้าใหม่ขายไม่ค่อยได้ แรก ๆ ก็ใช้วิธีแจกให้ฟรีบ้าง หรือบ้างก็ซื้อน้ำพริกแกง แถมพริกแกงเขียวหวานบ้าง ประกอบกับได้สามีมาช่วยออกแบบภาชนะ โดยเปลี่ยนจากการใช้กะละมังธรรมดาใส่พริกแกง เป็นใช้ภาชนะสเตนเลส ทำให้น้ำพริกดูน่าทาน รวมถึงจัดตกแต่งร้านใหม่ให้แปลกตา เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าที่เดินผ่านไปมาอีกด้วย”

พอจับทางได้ธุรกิจของป้าเล็กก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ป้าเล็กและลุงขจรเกียรติ สามารถซื้อตึก อาคาร และห้องแถว แถมสามารถส่งเสียลูกชายทั้ง 4 คน ไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ นับว่าเป็นเรื่องที่ป้าเล็กภาคภูมิใจที่สุด ครั้นลูกชายทั้ง 4 คน จบการศึกษามาแล้วยังได้นำวิชามาต่อยอดธุรกิจครอบครัวอีกด้วย

“เราสอนลูกเสมอว่าทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย ล้วนมีวันหมดไป แต่วิชาความรู้เป็นสิ่งที่จะติดตัวต่อไป ขอให้ตั้งใจเรียน และกลับมาช่วยพัฒนากิจการของบ้าน แล้วก็ไม่ผิดหวัง โดย “พี่ใหญ่” หรือ “ธีรพันธ์” ทำหน้าที่ดูแลการบริหารงานทั่วไป ตามด้วย “ปัญญาพล”รับหน้าที่วางแผนการตลาด ส่วนลูกชายคนที่ 3 “ธรรมรัตน์” ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ และคนสุดท้อง “สัมพันธ์” ทำการตลาดทั้งในและต่างประเทศ” ป้าเล็ก บอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ปัจจุบันน้ำพริกป้าเล็ก ได้เติบโตจนกลายเป็นบริษัท เค.อาร์.เอส.สไปร์ซี่ฟู้ด จำกัด มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดที่หลากหลาย อาทิ น้ำพริก น้ำจิ้ม ซอสต่าง ๆ และล่าสุดป้าเล็กวางแผนที่จะทำอาหารซองพร้อมทานป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ของป้าเล็ก ยังส่งออกในหลายประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย รวมถึงเอเชีย ซึ่งรวมแล้ว มีมูลค่าส่งออกมากถึงปีละกว่า 300 ล้านบาท

ทุกวันนี้ แม้ “ป้าเล็ก” และ “ลุงขจรเกียรติ”จะวางมือจากธุรกิจแล้ว แต่ยังคงทำงานทุกวัน โดยช่วยเหลืองานด้านสังคม ที่ไม่ว่าจะมีงานบุญงานกุศลที่ไหน ต้องได้เห็นป้าเล็กนำน้ำพริกสูตรเด็ดไปบริการถึงที่นั่น

ถ้าอยากรู้ว่าน้ำพริกเงินล้านของป้าเล็กนั้น รสเด็ดจริงหรือไม่ ต้องไปพิสูจน์ที่บริษัท เค.อาร์.เอส.สไปร์ซี่ฟู้ด จำกัด 202 ซอยรังสิต-ปทุมธานี 17 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12130 โทรศัพท์ 0-2569-6317-9 หรือที่เว็บไซต์ http://www.krsspicyfood.com.

“จ๊อบแมน”
job_man28@yahoo.co.th

‘นมัสเตโยคะ’…งานที่เป็นทั้งผู้ให้-ผู้รับ

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 29 พฤศจิกายน 2557 เวลา 02:50 น.

“นมัสเต โยคะ ไทยแลนด์” (namaste yoga Thailand) เป็นส่วนผสมของกลิ่นอายความเอื้ออาทร สมาธิและความสงบนิ่งระหว่างครูผู้ให้และศิษย์ผู้รับ จนก่อเกิดเป็นกัลยาณมิตรระหว่างกันภายในสตูดิโอแห่งนี้

“ดวงชีวัน จำปาทอง” คีย์แมนก่อตั้งสตูดิโอนมัสเต โยคะฯ เล่าว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการเปิดสตูดิโอสอนโยคะ เกิดมาจากได้เป็นครูสอนโยคะและมีโอกาสได้เห็นคนที่เข้ามาเล่นได้รับความสุขกาย มีสุขภาพแข็งแรง และสุขใจ มีจิตใจที่ดี มีสมาธิ และความสงบนิ่ง ซึ่งเป็นความหมายของการเล่นโยคะ คือ การรวมร่างกาย จิตใจ และลมหายใจ เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยการกำหนดลมหายใจ ซึ่งช่วยให้สามารถฝึกการหายใจได้อย่างถูกต้อง สิ่งนี้เป็นข้อแตกต่างระหว่างโยคะกับการออกกำลังกายประเภทอื่น ๆ

จากนั้นก็ได้มีโอกาสไปเรียนโยคะเพิ่มเติม ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งถือเป็นประเทศต้นกำเนิดของโยคะ ทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์มากมายที่จะนำกลับมาใช้สอน “คนที่ได้เข้ามาเล่นโยคะส่วนใหญ่ จะหลงรักการเล่นโยคะ แต่มีผู้เล่นบางคนที่ลองเข้ามาเล่นแล้ว รู้สึกไม่ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาเล่นเลย”

“นมัสเต โยคะ ไทยแลนด์” เปิดสอนให้กับผู้ไม่มีพื้นฐานโยคะ จนกระทั่งไปถึงการสอนระดับสูง นอกจากนี้ยังเปิดสอนหลักสูตรโยคะที่เกี่ยวกับการบำบัด สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่ทั้งนี้นมัสเต โยคะ จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูผู้สอนเป็นหลัก เพื่อให้ผู้เรียนได้รับรอยยิ้ม ความสุข และความพึงพอใจในการให้บริการ และกลับมาใช้บริการใหม่

“สิ่งที่ผู้เรียนต้องมี คือ ความตั้งใจ เพราะการฝึกโยคะต้องอาศัยความตั้งใจจริง จึงจะสามารถทำปฏิบัติได้โดยต้องอาศัยทั้งความมีวินัย ความสม่ำเสมอ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่เวลามาเรียน จะมองไปที่ท่ายาก ทำให้เกิดความกังวลว่าจะทำไม่ได้ ดังนั้นการเล่นโยคะ จึงต้องมีสมาธิอยู่กับตัวเอง อยู่กับร่างกาย และความรู้สึกของตัวเอง จนเกิดความรู้สึกสบาย ไม่ใช่การฝืนร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บได้”

นมัสเต โยคะ เปิดสอนหลากหลายชั้นเรียน เพื่อตอบสนองความสนใจของสมาชิก อีกทั้งเปิดหลากหลายช่วงเวลา เฉลี่ย 5-6 ชั้นเรียนใน 1 วัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดสรรจัดตารางเรียนให้ตรงกับความสะดวกได้

แต่ในแง่ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการ จึงต้องสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันโยคะเป็นที่นิยมค่อนข้างมาก ทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างสูง และมีสตูดิโอเปิดใหม่ค่อนข้างมาก “นมัสเต โยคะ ไทยแลนด์” จึงดำเนินงานภายใต้สโลแกน “ราคาไม่แพง ครูดีมีคุณภาพ คลาสเรียนเยอะ” เพื่อสร้างความเป็นกันเองให้กับสมาชิกที่เข้ามารับบริการ อีกทั้งสร้างความแตกต่างอีกด้วย นอกจากนี้ในงานเรายังให้บริการเรื่องการจัดหาครูสอนโยคะมือดีให้กับสตูดิโออื่น ๆ ที่สนใจด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากถามว่าสิ่งที่ทำให้อะไรกับสังคม ตอบได้ว่าการที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ทำด้วยความตั้งใจ เชื่อว่าจะทำให้เราทำสิ่ง ๆ นั้นได้ดี เมื่อพบปัญหา ก็พร้อมที่จะแก้ไขด้วยความมีสติ เพราะการฝึกจิต และสมาธิ คือสิ่งที่เราได้รับจากการฝึกโยคะ ดังนั้น ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร ขอเพียงจิตใจนิ่ง มีสมาธิกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็จะทำให้สามารถทำสิ่ง ๆ นั้น ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่นได้

ท่านที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่ ชั้น4 ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาปิ่นเกล้า 3 ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 โทร. 08-4764-2734, 0-2884-6634 หรือ http://www.namasteyoga-thailand.com.

“จ๊อบแมน”

job_man28@yahoo.co.th

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่องทางสร้างอาชีพใหม่

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 22 พฤศจิกายน 2557 เวลา 00:00 น.

“ช่างเครื่องช่วยคนพิการ” ชื่อที่ฟังไม่ค่อยคุ้นหู ทว่าถ้าได้สัมผัสความเป็นไปจะรู้ว่าภารกิจของพวกเขาคือการเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในชีวิตของคนพิการให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้พิการขาขาดเนื่องจากแผลของโรคเบาหวาน จากข้อมูลทางด้านสาธารณสุข พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยมีจำนวนสูงถึง 3 ล้านคน ในจำนวนนี้มีปัญหาเรื่องแผลที่เท้าและรักษาไม่ถูกวิธีจนต้องถูกตัดขา

โครงการฝึกอบรมช่างเครื่องช่วยคนพิการ ประจำโรงพยาบาลชุมชน ถือกำเนิดขึ้นเพื่อสร้างช่างทำพื้นรองเท้าชั้นใน สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นการป้องกันการเกิดแผล และช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ให้ถูกตัดขาในที่สุด

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เล่าถึงแนวคิดในโครงการนี้ว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จ.เชียงใหม่ เล็งเห็นว่าช่างทำรองเท้าคนพิการและช่างทำขาเทียม จะเป็นคำตอบเรื่องการช่วยเหลือคนพิการที่ยังขาดโอกาสในการดำเนินชีวิต ในด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ ขณะเดียวกันโครงการนี้ยังถือเป็นการสร้างงานในสาขาช่างที่ตลาดมีความต้องการสูงไปด้วย โดยกพร.เป็นผู้ให้การสนับสนุน เพื่อให้มูลนิธิฯสามารถดำเนินการอบรมช่างได้อย่างกว้างขวาง และสามารถผลิตช่างทั่วประเทศในระยะเวลา 1 ปี แทนที่จะต้องใช้เวลา 2 ปี

เราเปิดอบรมจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ ช่างทำรองเท้าคนพิการ จำนวน 6 รุ่น มีผู้รับการฝึกจำนวน 120 คน โดยรุ่นที่ 1-2 ได้เปิดอบรมไปแล้วเมื่อวันที่ 3-5 พ.ย.และวันที่ 17-19 พ.ย. ที่ผ่านมา ส่วนรุ่นที่ 3 ฝึกวันที่ 1-3 ธ.ค. รุ่นที่ 4 วันที่ 15-17 ธ.ค. รุ่นที่ 5 วันที่ 5-7 ม.ค. 2558 และรุ่นที่ 6 วันที่ 2-4 ก.พ. 2558 นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 22-28 พ.ย.นี้ ยังเปิดอบรม ช่างทำขาเทียม ด้วยวิธี Sand Casting 1 รุ่น จำนวน 64 คน โดยฝึกปฏิบัติการทำขาเทียมให้กับคนพิการที่ อ.ปัว จ.น่าน จำนวน 200 คน เพื่อเฉลิมพระ เกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย

“การฝึกอบรมช่างทำรองเท้าคนพิการจะมีขึ้น 3 วัน ในวันแรกจะอบรมเกี่ยวกับกายวิภาคของเท้า ชีวกลศาสตร์ของเท้า เมื่อยืน เดิน และกลไกการเกิดแผล วิธีการทำพื้นชั้นในรองเท้าจากหุ่นทราย ที่ทำให้สามารถทำพื้นชั้นในรองเท้าของรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้ถูกต้องให้เสร็จในเวลา 3 ชั่วโมง จากวิธีการเดิมซึ่งต้องใช้เวลา 1-2 วัน”

บิ๊กบอส กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บอกต่อว่า จากนั้นในวันที่ 2 และวันที่ 3 เป็นการฝึกปฏิบัติและสอบเพื่อให้ใบประกาศนียบัตรเป็นผู้ชำนาญการทำพื้นชั้นในรองเท้าเบาหวาน นอกจากนี้ปี 2558 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานใหม่ หลักสูตร ช่างอุปกรณ์คนพิการ (ขาเทียม) โดยใช้เวลาการฝึกอบรม 5 เดือน (720 ชั่วโมง) เริ่มฝึกในเดือนม.ค.-พ.ค. 2558 จำนวน 20 คน

“ขณะนี้ตลาดขาดแคลนช่างประเภทนี้ไม่ต่ำกว่า 1,700 คน จึงมั่นใจได้ว่าเมื่อฝึกจบแล้วจะมีงานรองรับทันที นับเป็นโอกาสที่ดีของผู้เข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แถมได้รับวัสดุและอุปกรณ์เครื่องมือประกอบอาชีพภายหลังการฝึกอบรมเพื่อเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพ เพราะเราต้องการพัฒนาช่างท้องถิ่นให้มีฝีมือ รวมถึงการสร้างโอกาสให้พวกเขาสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ไม่เพียงเท่านี้ในส่วนของผู้ป่วยเบาหวาน ก็จะได้รับขาเทียมที่มีคุณภาพ ซึ่งทำมาจากช่างที่มีความรู้และความเข้าใจในผู้ป่วยอีกด้วย”

ทั้งนี้หลังการฝึกอบรมเสร็จสิ้นจะมีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทั้งในระดับ 1 และระดับ 2 เพื่อเข้าทำงานเป็น ช่างอุปกรณ์คนพิการ ในโรงพยาบาลชุมชนต่อไป

สำหรับท่านที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรม สามารถเข้าไปดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ เว็บไซต์ http://www.prosthesesfoundation.or.th หรือที่มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สำนักงานเชียงใหม่ 199 หมู่ 4 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 50180 โทร. 0-5311-2271-3.

“จ๊อบแมน”

job_man28@yahoo.co.th

หมอฉุกเฉิน ‘Sky Doctor’ พาผู้ป่วยเหินฟ้า…ฝ่าวิกฤติ

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 15 พฤศจิกายน 2557 เวลา 00:00 น.

“ทุกครั้งที่ผมสามารถช่วยผู้ป่วยได้ ผมก็รู้สึกดีนะ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา แต่ก็ไม่ได้เป็นที่จดจำเท่าการ ที่เราช่วยชีวิตเขาไม่ได้ ซึ่งตรงนั้นทำให้ผมมีความรู้สึกมากกว่า”

เป็นความรู้สึกของ “หมอเต้น” นพ.บุญฤทธิ์ คำทิพย์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน รพ.นครพิงค์ หัวหน้าศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการจังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่ดูแลระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) ซึ่งประชาชนที่ประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินทั่วประเทศ สามารถโทรฯ ไปที่ 1669 ฟรี ระบบจะไปติดที่ศูนย์รับแจ้งเหตุของแต่ละจังหวัด จากนั้นจะจัดหน่วยกู้ชีพ ตามความเหมาะสมกับระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ประกอบด้วยหน่วยกู้ชีพ ทั้งของมูลนิธิ อาสาสมัคร และที่เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงรถพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในเบื้องต้น พร้อมนำส่งโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ค่ารักษาพยาบาลหลังจากนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับสิทธิของผู้ป่วยแต่ละคน

หมอหนุ่มวัย 33 ปี เล่าว่า เมื่อตอน ม.5 สอบเทียบได้และเอนทรานซ์ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง แต่เขาเลือกที่จะเรียนต่อจนจบ ม.6 จากนั้นสอบเข้าโควตา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ มช.ได้คณะแพทยศาสตร์ โดยแรงบันดาลใจในการเลือกที่จะเรียนแพทย์นั้น เนื่องจากตอน ม.6 “หมอเต้น” ได้ฝึกงาน ที่ห้องฉุกเฉิน ในโรงพยาบาล (รพ.)เป็นเวลา 10 กว่าวัน แล้วรู้สึกชอบ ตื่นเต้นกับการทำงาน เพราะได้เห็นคนไข้ห้องอีอาร์ เลือดไหล ขาหัก กระดูกโผล่ เขาจึงฟันธงว่า ชีวิตนี้จะต้องเป็นหมอให้ได้

ในขณะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ มช. “หมอเต้น” บอกว่ามีความสนุกกับการเรียน และการออกค่ายพัฒนาชนบท จนกระทั่งเรียนจบแล้วศึกษาต่อในสาขา “เวชศาสตร์ฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นสาขาที่ขาดแคลน และเพิ่งเปิดใหม่ “ที่ตัดสินใจเรียนสาขานี้เพราะตอนไปฝึกแพทย์ปีสุดท้าย (Extern) ผมเจอเคสผู้ป่วยยิงตัวตาย ตรงคาง เลือดกระจาย เพราะคางแตก มองไม่เห็นอะไรเลย ผมก็ช่วยกันกับพี่หมออีกคนหนึ่งใส่ท่อหายใจให้ผู้ป่วยอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง สุดท้ายผู้ป่วยก็ไม่ไหวครับ มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมช่วยเขาไม่ได้ แล้วก็จดจำมาถึงวันนี้ และเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเรียนต่อสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน” หมอเต้นกล่าว

“ผมเคยมีอาชีพเสริมเป็นช่างภาพตามงานต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานรับปริญญา มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเป็นคนชอบท่องเที่ยวและถ่ายภาพ แต่ตอนนี้ภาระการทำงานมากขึ้น จึงถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกแทน”

หลังจากเรียนจบ ก็ไปสมัครเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ที่ รพ.เอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่ทำงานที่นั่นได้เพียง 2 ปี ก็ลาออก มาเป็นแพทย์ที่ รพ.นครพิงค์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข

“คนไข้อุบัติเหตุและฉุกเฉินที่ รพ.เอกชน เวรเดียวมีแค่ 5-10 คน แต่ที่ รพ.นครพิงค์ แค่วันเดียว มีคนไข้เยอะมาก เทียบกับ รพ.เอกชนที่ผมเคยทำได้ทั้งเดือน นับว่างานหนักขึ้นอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ”

และด้วยความที่เป็นคนชอบทำงาน และมีพื้นฐานที่ชอบทำกิจกรรมค่ายพัฒนาชนบท ทำให้เขาได้รับรู้ถึงความยากลำบากของคนที่อยู่ห่างไกล เขาจึงใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ ไปช่วยสร้างและพัฒนาระบบ “การลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ” หรือ Sky Doctor จึงนับได้ว่าเขาเป็น 1 ในทีมแพทย์หลักของเชียงใหม่ที่ช่วยกันผลักดันและจัดระบบนี้ขึ้น

ทั้งนี้ สพฉ.ได้ลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่มีอากาศยาน 6 องค์กร เช่น กองทัพบก รพ.กรุงเทพ เพื่อลำเลียงผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินจากพื้นที่ห่างไกลในภาคเหนือ โดยพื้นที่เป้าหมายคือแม่ฮ่องสอน และน่าน ไปรับการรักษาใน รพ.ที่มีความพร้อมกว่า

ที่ผ่านมาการลำเลียงผู้ป่วยทางรถยนต์ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เช่น จาก อ.เมืองแม่ฮ่องสอน มา รพ.ในเชียงใหม่ เส้นทางผ่านป่าเขา หลายครั้งที่ผู้ป่วยฉุกเฉินเสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์

การทำงานบนเครื่องบิน และ ฮ.ทหาร ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการลำเลียงผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้นทีมแพทย์ พยาบาล จะต้องมีการฝึกอบรม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานบนอากาศยานได้ โดยต้องยอมรับว่าคุณหมอเหล่านี้ “ขึ้นบินด้วยใจ” เพราะไม่มีหลักประกันด้านความปลอดภัย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มีเพียงอากาศยานของเอกชนเท่านั้นที่มีประกันชีวิตให้กับผู้โดยสาร จึงพูดได้ว่าเพราะอุดมการณ์ล้วน ๆ ที่ทำให้พวกเขาขึ้นบิน เพื่อนำคนไข้ฉุกเฉินส่งไปรักษาให้ทันเวลา ภายใต้การดูแลระหว่างการเดินทางอย่างถูกต้องและปลอดภัย

“Sky Doctor เป็นงานที่ผมภาคภูมิใจที่สุด และผมฝันว่า ประเทศไทยจะมีอากาศยานสำหรับการลำเลียงผู้ป่วยโดยเฉพาะ เพื่อเปิดทางให้ผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล มีโอกาสเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้มากขึ้น” หมอเต้นกล่าว.

“จ๊อบแมน”

job_man28@yahoo.co.th

‘พิมพาพรรณ’ กับงานท้าทาย หัตถศิลป์ไทย

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 8 พฤศจิกายน 2557 เวลา 00:00 น.

‘พิมพาพรรณ’ กับงานท้าทายหัตถศิลป์ไทย…จรรโลงโลก

งานหัตถศิลป์ของไทย ชื่อชั้นเรื่องความประณีตและงดงาม เป็นที่เลื่องลือไม่แพ้ชาติใดในโลก สิ่งเหล่านี้ถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนไทยที่มีมานานในอดีต จึงควรค่ายิ่งต่อการอนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ หรือ ศ.ศ.ป. (องค์การมหาชน) ภายใต้การนำของ ซีอีโอ “พิมพาพรรณ ชาญศิลป์” ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ มีบทบาทสำคัญที่จะผลักดันภารกิจนี้ เพื่อทำให้ “งานหัตถกรรม” เป็นสินค้าที่สามารถส่งออกได้ ทว่าการจะเดินไปสู่เป้าหมายได้นั้นต้องมีการพัฒนาผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์และพัฒนาตลาดเป้าหมายเสียก่อน

“พิมพาพรรณ” บอกว่า ปัจจุบันงานหัตถศิลป์แขนงต่าง ๆ ที่เคยทำกันมา เริ่มประสบปัญหาไม่มีคนสืบทอด เช่น การทอผ้าบางชนิดบางลวดลาย งานจักสาน งานปั้น เมื่อครูช่างสิ้นไป ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็จะสูญหายไปด้วย จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์ด้วยการสนับสนุนทายาทหรือผู้สืบทอดช่างฝีมือในแต่ละแขนง ซึ่งทายาทเหล่านี้ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ เราต้องช่วยกันส่งเสริมให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมกับความเป็นคนรุ่นใหม่ ร่วมสมัย เกิดคุณค่าสูงสุด ทำอย่างไรทายาทจึงจะมองเห็นว่างานของบรรพบุรุษมีความสำคัญ และสร้างอนาคตให้กับเขาได้

ทุกวันนี้เราจึงต้องร้อยเรียงภารกิจดังกล่าวควบคู่ไปกับ การสร้างธีมกำหนดทิศทางที่จะเดินไป คล้ายกับการ ประคองคนเดินเตาะแตะให้ค่อย ๆ ก้าวเดินและเติบโตไปด้วยกัน เริ่มจากปี 2556 เราเน้นงานชุมชน ค้นหาและพัฒนาทักษะของคนในชุมชน พอปี 2557-2558 เราพัฒนาเรื่องการออกแบบ เทคนิคการผลิต และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ส่วนในปี 2559 เน้นการตลาดให้มากขึ้น ขยายตลาดที่มีอยู่ให้เผยแพร่ไปกว้างไกลมากยิ่งขึ้น

งานของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ มิใช่เพียงการสร้างรายได้หรือเป้าหมายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เรายังมีบทบาทสำคัญอีก 2 ด้าน คือ ด้านวัฒนธรรมและด้านสังคม เพื่อสร้างให้งานหัตศิลป์เป็นสิ่งที่มีค่า มีการยกย่องเชิดชูครูช่าง เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าของบุคคลที่มีความรู้ มีฝีมือ มีความสามารถทางหัตถศิลป์ ได้ร่วมกันเชิดชูผู้ที่สืบทอดวัฒนธรรม ให้ท่านเหล่านั้นเกิดความภาคภูมิใจ

ในปี 2558 เป็นปีที่เปิดสู่ประชาคมอาเซียน เรามีโครงการ ASEAN Craft Trend เป็นเรื่องแนวโน้มการตลาดของหัตถกรรมอาเซียน จะมีการแลกเปลี่ยน พบปะ พูดคุย ของผู้นำเทรนด์ในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการดี ๆ เช่น ทำ Exhibition ผ้าอาเซียน ซึ่งจะเป็น Hi-Light Exhibition เป็นครั้งแรกที่จะรวบรวมผ้าของวัฒนธรรมต่างๆ ในอาเซียนมาจัดแสดงไว้ด้วยกัน มีโครงการ LUX by Sacict ซึ่งเป็นการ เชิดชูครูช่าง ผู้เป็นปูชนียบุคคล โครงการ Sustainable Craft งานหัตถศิลป์ที่ก่อให้เกิดความความยั่งยืน ที่สำคัญระหว่างวันที่ 6-9 มีนาคม 2558 จะมีงาน นวัตศิลป์นานาชาติ ที่มีการแสดงผลงานหัตถกรรมจาก 20 ประเทศทั่วโลก และงาน Thailand InternationalPorcelain Painting Convention 2015 การจัดแสดงผลงานจิตรกรรมเครื่องกระเบื้อง การประกวดผลงานเครื่องกระเบื้องแบบสากล และการประกวดเครื่องเบญจรงค์ โดยมีศิลปินระดับโลกมาร่วมแสดงผลงานและสาธิต

“ในฐานะซีอีโอต้องชัดเจน ต้องบริหารและวางแผนให้ชัด แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเรายึดหลัก GoodGovernance ดิฉันโชคดีที่ได้ทำงานกับคนเก่งและคนดีมาโดยตลอด มีผู้บังคับบัญชาคอยสอนและเป็นแบบอย่างของการทำงานที่ดี ซึ่งดิฉันเองได้เรียนรู้และทำเป็นแบบอย่างให้คนอื่น ๆ องค์กรจะดีได้นั้นผู้นำต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี งานต้องแน่วแน่ชัดเจน และ ผู้นำต้องผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แม้จะคืบหน้าเพียงหนึ่งก้าว ก็ต้องนับว่าก้าวหน้า”

อยากฝากถึงคนไทยทุกคนว่าถ้ามีโอกาสอยากให้มาชมผลงานหัตถศิลป์ด้านต่าง ๆ ฝีมือคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงงาน Thailand International Porcelain Painting Convention 2015 เราจะมีศิลปิน Porcelain Painting ระดับโลกมาร่วมแสดงผลงานและทำกิจกรรมสาธิตให้ได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.sacict.or.th/www.tippconvention.com

“จ๊อบแมน”

job_man28@yahoo.co.th

‘วิชัย’ กับงานอาสาเพื่อศักดิ์ศรีของชนชั้นกรรมาชีพ

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันเสาร์ 1 พฤศจิกายน 2557 เวลา 00:30 น.

‘วิชัย นราไพบูลย์’ กับงานอาสา เพื่อศักดิ์ศรีของชนชั้นกรรมาชีพ

“หยาดเหงื่อจากแรงกาย และคราบน้ำตาของคนที่สู้เพื่อสิทธิแรงงาน คือเรื่องราวที่จะพบเห็นได้จากที่นี่” เป็นคำจำกัดความของ “วิชัย นราไพบูลย์” ยามที่เอ่ยถึง พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สถานที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของผู้ใช้แรงงาน โดยที่เขาสวมบทบาทผู้จัดการพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ในย่านถนนมักกะสัน

จากคำบอกเล่าของ “วิชัย” ทำให้เรารู้ว่า เป็นเวลากว่า 21 ปีแล้ว นับจากวันที่ 17 ต.ค. 2536 ที่ขบวนการแรงงานร่วมกันต่อสู้จนได้มาซึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ของแรงงานแห่งแรกในประเทศไทย รวมถึงยังเป็นแห่งเดียวในเอเชียก็ว่าได้

“วิชัย” เล่าว่า ก่อนที่เขาจะเข้ามาทำงานตรงนี้ พิพิธภัณฑ์แรงงานเกือบถูกปิดมาแล้วในปี 2540 เนื่องจากขาดการเหลียวแลที่ดีพอ ทำให้เขาจึงถูกชักชวนให้มาร่วมทำงานลักษณะกึ่งอาสาสมัครเพื่อให้สถานที่แห่งนี้อยู่รอด และหลังจากที่เข้าฟื้นฟูแล้วก็มีผู้ร่วมสนับสนุนมากขึ้น ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ มูลนิธิต่างประเทศ หน่วยงานในประเทศ รวมถึงสถาบันการศึกษาจำนวน 20 แห่ง จัดหลักสูตรมาเรียนรู้งาน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่มีเรื่องราวบรรจุไว้ในหนังสือและแผนที่ท่องเที่ยวของเขตราชเทวี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และคู่มือท่องเที่ยวของต่างชาติอีกด้วยทำให้มีรายได้มาหล่อเลี้ยงเจ้าหน้าที่และตัวพิพิธภัณฑ์ได้บ้าง

“เราตัดสินใจทิ้งสิ่งที่เป็นตัวตน เพื่อมาทำงานกึ่งอาสา ซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่กว่า สังคมได้ประโยชน์มากกว่า ก็เพื่อต้องการจุดประกายให้คน เห็นและยอมรับถึงความมีอยู่ของแรงงาน ทั้งเรื่องการปกป้องสิทธิ ความเท่าเทียมและโอกาสในสังคม”

ทุกวันนี้ถามว่าเรามีรายได้เพียงพอแล้วหรือยัง ผมบอกได้เลยว่าถ้ารัฐไม่อุดหนุนเราก็ไปไม่รอด ที่อยู่ได้ในแต่วันเราต้องหาเงินทุนกันเอง โดยการรับบริจาคเงินสนับสนุน การทำกิจกรรมเพื่อหารายได้ เช่น กิจกรรมทอดผ้าป่า การจัดคอนเสิร์ตดนตรีเพื่อชีวิต แต่รายได้ที่มีเข้ามาไม่มากพอที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์แรงงานไทยอยู่ในสถานะที่มั่นคง เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายสูง การก้าวต่อไปข้างหน้ายังต้องพึ่งพาสังคมเพื่อให้พิพิธภัณฑ์สามารถไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง

ทว่าปัญหาและอุปสรรคไม่ได้มีเพียงเท่านี้ “วิชัย” เล่าต่อว่า ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แรงงาน ยังต้องเจอปัญหาการถูกไล่ ซึ่งมีข่าวเรื่อยมาว่าจะมีการก่อสร้างมักกะสันคอมเพล็กซ์ เพื่อพัฒนาพื้นที่มักกะสันให้เป็นย่านธุรกิจ ซึ่งปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาเรื้อรังที่สร้างความหวั่นใจให้กับคนรักพิพิธภัณฑ์ว่า พิพิธภัณฑ์ที่เปรียบเสมือนศักดิ์ศรีของแรงงานแห่งนี้จะคงอยู่ต่อไปหรือไม่ เนื่องจากไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ดำเนินกิจกรรม โดยจัดให้มีการแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมา ชีวิตความเป็นอยู่ และการทำงานของผู้ใช้แรงงาน ผ่านนิทรรศการถาวรภายในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีห้องแสดงรวม 7 ห้อง เพื่อเป็นสถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้า รวบรวม และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แรงงานไทย นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดแรงงาน และศูนย์กลางรวบรวมเอกสารชั้นต้น เช่น เทปบันทึกเสียง วิดีโอเทป อีกทั้งยังเป็นศูนย์จัดเก็บและจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมด้านแรงงาน รวมไปถึงเผยแพร่ตำนานเพลงเพื่อชีวิตของผู้ใช้แรงงานไทย อย่าง “วงภราดร” และ “วงอินโดจีน” ที่ “วิชัย” มีส่วนร่วมในฐานะผู้ก่อตั้งอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกลุ่มแรงงาน ที่มักมารวมตัวกันขอใช้ห้องในการจัดเสวนาอภิปราย และการฝึกอบรมในวาระต่าง ๆ อีกด้วย

ท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงไว้พิพิธภัณฑ์แรงงาน ติดต่อ 08-6342-2339, 0-2251-3173 หรือที่อยู่ถนนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะโปรดแจ้งล่วงหน้า.

“จ๊อบแมน”
job_man28@yahoo.co.th

%d bloggers like this: