ค่าเงินบาท

All posts tagged ค่าเงินบาท

ทำนายค่าเงินเคลื่อนไหวที่ 29.60-29.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

20 พฤศจิกายน 2553, 08:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128333.

Pic_128333

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าค่าเงินเคลื่อนไหวที่ 29.60-29.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ แนะจับตาการประกาศข้อมูลจีดีพีไตรมาส3ของไทยและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ…

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ค่าเงินบาทในประเทศ (Onshore) ฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้น-กลางสัปดาห์เข้าใกล้ระดับ 30.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางความต้องการเงินดอลลาร์ฯ ของนักลงทุนเพื่อปรับโพสิชั่นก่อนสิ้นปี ขณะที่ ความกังวลต่อปัญหาหนี้ของไอร์แลนด์ สัญญาณคุมเข้มทางการเงินของจีน (จีนปรับขึ้นสัดส่วนเงินสำรองตามกฎหมายอีก 0.50% ในวันที่ 19 พ.ย.) และความวิตกเกี่ยวกับมาตรการควบคุมเงินทุนของทางการหลายประเทศในเอเชีย (รวมถึงไทย) ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นแรงเทขายหุ้นและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียด้วยเช่นกัน กระนั้นก็ดี เงินบาทฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้น และสามารถลดช่วงติดลบลงบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายทำกำไร ท่ามกลางความหวังเกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับไอร์แลนด์จาก EU/IMF สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 29.92 เทียบกับระดับ 29.81 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (12 พ.ย.)

ในสัปดาห์นี้ (22-26 พฤศจิกายน 2553) ธนาคารพาณิชย์จะมีการทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ขณะที่ คงจะยังไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อสภาพคล่องในตลาดเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้เคียงระดับ 1.75%

ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 29.60-29.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยจะต้องจับตาการประกาศข้อมูล GDP ประจำไตรมาส 3/2553 ของไทย กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมถึงทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่-บ้านมือสอง รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล เดือนต.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจัดทำโดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนพ.ย. รายงาน GDP ประจำไตรมาส 3/2553 (ครั้งที่ 2) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดเมื่อวันที่ 2-3 พ.ย.2553 ทั้งนี้ ตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันพฤหัสบดีที่ 25 พ.ย. เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤศจิกายน 2553, 08:00 น.

3ซีอีโอธุรกิจไทย มอง เศรษฐกิจ 54 โตต่อ แต่การเมือง-ค่าเงินปัจจัยเสี่ยง

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128026.

Pic_128026

ประเสริฐ บุญสัมพันธ์-กานต์ ตระกูลฮุน-ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์

3 บ๊ิกซีอีโอ มองเศรษฐกิจปีหน้าโตต่อ โดยการเมือง-สงครามค่าเงิน เป็นปัจจัยเสี่ยง ปตท.ระบุ ปีหน้าน้ำมันราคาไม่ขึ้น ด้านปูนฯ ชี้ การลงทุนรัฐเป็นตัวแปรเศรษฐกิจฟื้นไม่ฟื้น ขณะที่พฤกษา ไม่หวั่นมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาฯ แบงก์ชาติ ปีหน้าอสังหาฯ โตต่ออีก 10%

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ 4-5% ถือว่าเป็นการขยายตัวในระดับฐานทีเป็นปกติของประเทศไทย แต่ที่สำคัญมากกว่า คือ การเมืองจะเป็นอย่างไร ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกจะก่อให้เกิดการไหลเข้าออกของเงินที่จะกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย และค่าเงินบาทมากหรือน้อยกว่าปีนี้ และการมีขนาดและมูลค่าของเศรษฐกิจที่ใกล้กันมากของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจ จีนอาจจะสร้างปัญหาใหญ่

“สิ่งที่ห่วงคือ สงครามค่าเงินที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อาจจะขยายวงไปสู่สงครามทางการค้าระหว่างกัน และสุดท้ายทุกประเทศจะค้าขายได้ยากขึ้น และก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะในขณะที่สหรัฐกำลังพยายามทำทุกทางเพื่อให้จีน และประเทศเอเชียทำให้ค่าเงินของตัวเองแข็งขึ้น หลายคนกำลังมองว่า ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯได้อย่างแท้จริง เพราะทุกวันนี้ปัญหาของสหรัฐคือค่าจ้างแรงงานที่แพงมาก ทำให้แข็งขันด้านการผลิต และราคาสินค้าไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าเงิน” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ในปีนี้ประเทศไทยขยายตัวได้จากภาคการส่งออก และการบริโภคในประเทศ แต่ด้านการลงทุน และศักยภาพในการแข่งขันของไทยลดลง ขณะเดียวกัน สายตาของต่างประเทศมองว่า สถานะของรัฐบาลยังไม่เสถียรภาพ เช่นเดียวกับ นโยบายของรัฐบาลด้านการลงทุนต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งหากปีหน้าต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่ม ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ต่างชาติเชื่อมั่นให้ได้ นอกจากนั้น การพัฒนาประเทศไทยจะต้องก้าวไปพร้อมๆ กันทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และการมีพลังงานที่ยั่งยืน โดยรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนที่จะไปสู่การมีพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ลดการสนับสนุนพลังงานฟอสซิส อย่างน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติลง เพราะในช่วงที่สภาวะอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง การไปสู่พลังงานสะอาดจะสร้างโอกาสการเติบโตให้กับประเทศไทยได้ สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในปีหน้านั้น

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ไม่น่ากังวล เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะอยู่ในระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงค์โปร์จะอยู่ที่ประมาณ 90 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศไม่เปลี่ยนแปลงจากในขณะนี้มากนัก ทำให้ไม่มีผลกระทบรุนแรงต่อต้นทุนภาคอุตสากรรมและภาคขนส่งของไทยในปีหน้า

ขณะที่ นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้าว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในภาคอุตสาหกรรมของไทยในปีหน้าคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ โดยแนวทางที่เหมาะสมของภาคอุตสาหกรรมของไทย และเครือเอสซีจี จะเดินหน้าต่อไป คือ การเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิด Green Movement ทั้งตัวสินค้า และกะบวนการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม และปีนี้ เครือเอสซีจี เห็นผลชัดเจนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 10 เท่าของผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรณีมาบตาพุด ที่บอกอะไรให้กับอุตสาหกรรมไทยว่าต้องสนใจสิ่งแวดล้อม ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรในปีหน้าจะดีขึ้นต่อเนื่อง จากผลผลิตที่ออมาในตลาดน้อยลงซึ่ง จะช่วยพยุงรายได้ของเกษตรกร เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศทีเพิ่มขึ้น และการขยายตัวของภาคการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยการค้าส่งและค้าปลีกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่ไปได้ต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าปิโตรเคมี ยังขยายตัวได้ดีต่อไป แม้ว่าหลายคนจะมองว่าผลผลิตในปีนี้ออกมามากเกินไปก็ตาม ส่วนปูนซิเมนต์นั้นคาดปีหน้าจะขยายตัวได้ประมาณ 5-10%

“ภาคการส่งออกโดยรวม ตลาดการค้าของโลกที่ยังขยายตัวจะช่วยพยุงภาคการส่งออกส่วนใหญ่ให้ขยายตัวต่อ ไปได้ แต่จะมีภาคส่งออกอีกส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขึ้น โดยเฉพาะภาคที่มีสัดส่วนสินค้าที่เป็นเงินบาทมาก หรือใช้วัตถุดิบแรงงานในประเทศสูง ซึ่งหากเงินบาทยังแข็งค่าธุรกิจส่วนนี้จะน่าเป็นห่วง” นายกานต์ กล่าว

นายกานต์ กล่าวต่อว่า  การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมนั้น จะดีขึ้นได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นรัฐบาลเป็นหลัก เรื่องแรกคือ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนของภาครัฐ ในงบประมาณไทยแข้มแข็งปีหน้าที่มีสูงถึง 500,000 ล้านบาท หากสามารถเบิกจ่ายได้รวดเร็วกว่าในปีนี้ ซึ่งมียอดเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งจริงประมาณ 61% หรือ 240,000 ล้านบาท รวมทั้งการเบิกจ่ายทำได้อย่างโปร่งใสจะสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของ ภาคเอกชนได้อย่างมาก และก่อให้เกิดการขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยได้ และปัจจัยสุดท้ายคือสำคัญที่สุดคือปัญหาการเมือง เพราะปีหน้าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่มี มีช้าหรือมีเร็วก็ได้ แต่ขอให้ผ่านไปอย่างสงบถึงจะมีผลดีต่อภาคธุรกิจ

ด้าน นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 นั้น จะยังขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 10% จากปีนี้ แม้ว่าจะมีมาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ของธปท.ออกมา โดยผู้ประกอบการและลูกค้าที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของธปท.คือ ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในปีหน้าที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ เพราะจะต้องเตรียมเงินสดประมาณ 12% ของราคาคอนโดฯ ในการซื้อ ขณะที่ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อบ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์สร้างเสร็จพร้อมอยู่ ในปี 2555 จะต้องมีเงินสดในมือประมาณ 7.5% ราคาบ้าน ในขณะที่โครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโดฯ ที่ยังไม่สร้างไม่กระทบเพราะมีเวลาสำหรับผ่อนดาวน์ประมาณ 1-1 ปีครึ่ง โดยปีนี้มีจำนวนที่อยู่อาศัยในกทม. และปริมณฑล ออกมาในปีนี้ประมาณ 85,000 หน่วย มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่ปีหน้าจะมีออกมาเพิ่มเป็น 90,000-95,000 หน่วยมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 250,000 ล้านบาท ขณะที่พฤติกรรมการซึ่งในขณะนี้ มีบ้านและทาวน์เฮาส์ ทั้ง 100% เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ขณะที่คอนโดฯ 70% เพื่ออยู่อาศัย อีก 15%เพื่อลงทุน ขณะที่มีการซื้อใบจองเพื่อเก็งกำไรประมาณ 15% แต่ในที่สุดจะมีคนซื้อใบจองต่อเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้เห็นว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงยังไม่มีภาวะฟองสบู่อย่างที่กลัว กัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

พาณิชย์จัดเวิร์กช็อปเอสเอ็มอี ระดมสมองฝ่าวิกฤติบาทแข็ง

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128027.

Pic_128027

“พาณิชย์” จัดเวิร์กชอป 25 พ.ย.นี้ เชิญ เอสเอ็มอี 400 รายจากทุกภาคอุตสาหกรรม ระดมสมองฝ่าวิกฤตเงินบาทแข็งค่า หลังก่อนหน้านี้ เคยเสนอ 6 มาตรการช่วยผู้ส่งออกไปแล้ว แต่ครม.ไฟเขียวแค่ 2 มาตรการ…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายวุฒิชัย ดวงรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเชิญผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประมาณ 400 ราย จากทุกภาคอุตสาหกรรม มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กชอป) ในวันที่ 25 พ.ย.53 เพื่อระดมสมองและหาทางรอดในช่วงวิกฤตเงินบาทแข็งค่า และร่วมกันหามาตรการเพื่อนำเสนอให้รัฐบาลนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูขีดความ สามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ จากนั้นจะสรุปผล และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กรมได้ประชุมร่วมกับผู้ส่งออกเพื่อรับมือกับเงินบาทแข็งค่าไปหลายครั้งแล้ว และได้จัดทำมาตรการเสนอแนะให้รัฐบาลไปแล้ว 6 ข้อ แต่ได้รับการตอบสนองเพียง 2 ข้อ คือ การอนุญาตให้จ่ายค่าระวางเรือเป็นสกุลเงินต่างประเทศ และลดค่าธรรมเนียมศุลกากรในการส่งออก

“ปัจจุบันผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ไทย ได้รับผลกระทบทั้งจากเงินบาทแข็งค่า และประสบปัญหาจากอุทกภัย การจัดเวิร์กชอปครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดเวทีให้ เอสเอ็มอี ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับภาครัฐว่าได้รับผลกระทบอย่างไร และต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้” นายวุฒิชัย กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

ธปท.มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ54

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128025.

Pic_128025

แบงก์ชาติ มองการเมือง-เงินทุนไหลเข้า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า เตรียมออกแผนพัฒนาตลาดเงิน วางแผนใช้เงินไหลออก และสกัดเงินร้อนไหลเข้า ยันยังไม่ออกมาตรการคุมเงินไหลเข้าตอนนี้ เพราะบาทเริ่มอ่อนค่า ระบุ คุมอสังหาฯจำเป็น แต่เป็นมาตรการเตือนแค่ให้ปรับตัว…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า ในปีนี้รวมผบกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอุทกภัยแล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 7-7%กว่า และคาดว่าในปีหน้าจะขยายตัวในระดับ 3-5% โดยปัจจัยเสี่ยงในการขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าในสายตา ธปท.ยังมีชัดเจนใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความเสี่ยงทางการเมือง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองภายในทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากมีผลกระทบถึงทุกภาคธุรกิจ และทำให้นโยบายในการพัฒนาประเทศไม่ชัดเจน ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ปัจจัยต่างประเทศที่จะเข้ามากระทบ ซึ่งจะต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากมองว่า มาตรการผ่อนคลายด้านปริมาณเงินหรือ QE นั้น จะมีเงินออกมาต่อเนื่อง และเมื่อหมดระยะที่ 2 แล้ว อาจจะยังมีการอัดฉีดเงินเพิ่มเข้ามาอีกในระยะต่อไป โดยในส่วนการดำเนินนโยบายมหาภาคและนโยบายการเงินของธปท.นั้น นอกจากการประสานการใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินมาช่วยดูแลเสถียรภาพของ เศรษฐกิจ หรือ Macro Prudential เพื่อช่วยเพิ่มส่วนที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจจะทำไม่ได้แล้ว ในปีหน้าจะมีการเพิ่มเครื่องมีในการดูแลเงินทุน โดยทำเป็นแผนพัฒนาตลาดการเงินขึ้นมา เพื่อวางกรอบในการสร้างเครื่องมือเพิ่มขึ้นในการผลักดันเงินทุนให้ไหลออก เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบัน และการสร้างมาตรการหรือเครื่องมือเพื่อรับมือกับเงินทุนไหลเข้าที่จะเข้ามา ต่อเนื่อง และมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการสร้างตลาดเงินของไทยให้มีความกว้างและลึกขึ้น เพื่อรองรับปริมาณเงินทุนที่ไหลจะไหลเข้ามากขึ้น ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามามากเกินไปก็เหมือนน้ำท่วม หากมีการสร้างที่พักน้ำหาที่ให้น้ำไปอยู่ได้ มากขึ้น การบริหารจัดการน้ำก็ทำได้ดีขึ้น

“ในส่วนของมาตรการการควบคุมเงิน ไหลเข้า ในขณะนี้มีการศึกษาไว้หลายมาตรการ แต่การนำมาใช้เมื่อไร ต้องพิจารณาเงื่อนไขความเหมาะสม และเงื่อนไจการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ 3-4 วันที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท อ่อนค่า จากความกังวลในปัญหาหนี้สินยุโรปของประเทศไอร์แลนด์และห่วงว่าอาจจะลามไปยัง กรีซและโปรตุเกสได้ รวมทั้งความกังวลในเศรษฐกิจจีน ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้นเพราะนัก ลงทุนย้ายจากการถือเงินสกุลอื่นไปถือดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งธปท.กำลังเฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ เพราะอาจจะเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นก็ได้” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การดูแลความสมดุลของเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในปีหน้า ธปท.จะจับตาดูใน 7 เรื่องหลัก คือ 1.เสถียรภาพด้านต่างประเทศ 2.การให้สินเชื่อ และฐานการเงินของธนาคารพาณิชย์ 3.หนี้สินของภาคครัวเรือน 4.ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.ภาวะราคาในตลาดหลักทรัพย์ 6.ฐานะการเงินของภาคธุรกิจโดยรวม และ7.ฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ ทั้งนี้ หากมีด้านใดด้านหนึ่งเริ่มเสียสมดุล ธปท.จะใช้วีส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพราะหลายครั้งหลายปล่อยให้เกิดปัญหาจะช้าไปที่จะแก้ไข

“ที่ผ่านมา ธปท.ออกมาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ไม่ใช่เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เกิด ฟองสบู่ แต่ที่ผ่านมาเกณฑ์การคิดน้ำหนักความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ต่ำไป เพราะอยู่ในช่วงวิกฤตต้องการกระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อมีความเสี่ยงที่เงินนอกจะทะลักเข้ามาในธุรกิจนี้ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หากยังคิดความเสี่ยงเดิมอาจะมีผลกระทบจนธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อจนเกิน เลยความพอดี มีผลต่อหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ และภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่มาตรการที่ออกมา ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นมาตรการเตือนเท่านั้น และมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้” นายประสาร กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 20:31 น.

ธปท.ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯส่อซึมยาว-เข้าสู่ภาวะถดถอย

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192781.

Pic_192781

ผู้ว่าธปท.เผย ขณะนี้เงินบาทมีเสถียรภาพ แม้จะผันผวน ชี้จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯครั้งนี้ ส่อเค้าทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯจ่อซึมยาว และถดถอย เนื่องจากปัญหาครั้งนี้เกิดจากภาครัฐ ยากหาคนช่วยแก้ไข…

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยค่อนข้างเสถียรภาพ โดยค่าเงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวมาก แม้มีการปรับตัวอ่อนค่า และแข็งค่าบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือเคลื่อนไหวผันผวนมากนัก เนื่องจากช่วงนี้ ตลาดมีทั้งความต้องการซื้อและขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯทั้ง 2 ทาง ทำให้ช่วงนี้ ธปท.ไม่ต้องเข้าไปดูแลค่าเงินมากนัก

“ค่าเงินบาท ขณะนี้ ไม่ได้เคลื่อนไหวมาก มีขึ้นมีลงบ้าง แต่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาก ความต้องการเงินบาทในตลาด ก็มีการซื้อและขาย ทำให้ขณะนี้เราไม่เข้าไปดูแลอะไรมากมาย ค่าเงินบาทขณะนี้ค่อนข้างมีเสถียรภาพ”นายประสาร กล่าว

ส่วนกรณีที่ บริษัทจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลง จากระดับ AAA สู่ AA+ และปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อยาวนาน จะมีผลต่อตลาดเงินอย่างไรบ้างนั้น นายประสาร กล่าวว่า ในช่วง 2 ที่ผ่านมานี้ ยังไม่เห็นปฏิกิริยาอะไรต่อตลาดเงินมากนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างๆ คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยอาจจะขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่บ้าง ซึ่งจะเห็นได้จากราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่ในส่วนของค่าเงินในสกุลเงินเอเชียต่างๆ ก็ปรับตัวอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงค่าเงินบาท ก็เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนกรณีที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสมาคมการจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (แฟนนีเม) และบรรษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (เฟรดดี แมค) ลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA รวมทั้งยังได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายแห่งของรัฐบาลสหรัฐฯนั้น คิดว่า การปรับลดครั้งนี้คงไม่เหมือนปี 2551 ที่ เลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งเป็นวาณิชยกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ล้ม ซึ่งเกิดวิกฤติการเงิน และความไม่น่าเชื่อถือในสถาบันการเงิน แต่การปรับลดครั้งนี้ น่าจะเป็นกรอบการทำงานของการจัดอันดับเครดิตที่จะต้องปรับเครดิตธนาคารของ รัฐให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจของประเทศ

“ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐฯที่ผ่านมามีการแก้ไขปัญหาไปบ้างแล้วระดับหนึ่ง ไม่น่าจะมีปัญหารุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่ปัญหาครั้งนี้เป็นปัญหาของภาครัฐ ในเรื่องระดับหนี้สาธารณะประเทศ ดังนั้นมองว่า ปัญหาครั้งนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึมยาว มากกว่าจะเกิดภาวะช็อคแรงของภาคเอกชนเหมือนปี 2551 ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะเป็นปัญหาระดับภาค ที่ยากจะหาคนมาช่วยเขาได้” นายประสาร กล่าว

สำหรับการดูแลปรับสัดส่วนการถือสินทรัพย์ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในภาวะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจของ ธปท.ในขณะนี้นั้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เรื่องการลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯในทุนสำรองเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ มีทางเลือกไม่มาก แต่ธนาคารกลางทุกแห่งต้องค่อยๆปรับ โดยตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถือสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในทุนสำรอง แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อไตรมาสแรกปีนี้ กลับพบว่า ได้ลดลงมาเหลือเพียง 50% เท่านั้น และได้มีการปรับไปถือสินทรัพย์ในรูปแบบสกุลอื่นๆบ้าง ซึ่งธปท.เองก็ปรับตัวไปในทิศทางเช่นนี้เหมือนกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 20:20 น.

ผลกระทบสหรัฐฯ ทำค่าเงินผันผวนระยะสั้น แนะเตรียมรับมือบาทแข็งหลังหายตกใจ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192675.

Pic_192675

แบงก์ชาติ ระบุ ผลกระทบจากสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินทั่วโลก และค่าเงินบาทผันผวนระยะสั้น แต่หลังจากหายตกใจคาดเงินบาทจะกลับมาแข็งค่า เนื่องจากพื้นฐานของไทยยังดี ยันธปท.ดูแลบาทใกล้ชิดให้เกาะกลุ่มไปกับภูมิภาค ช่วยผู้เกี่ยวข้องปรับตัวได้

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐฯ และการปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐลดลงเหลือระดับ AA+ ในระยะสั้นจะส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกมีความผันผวนมาก รวมทั้งค่าเงินบาทที่จะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะถือเป็นเหตุการณ์ที่หนักพอควร โดยตลาดการเงินทั่วโลกจะมีการปรับตัวในระยะสั้น โดยส่วนหนึ่ง เงินจะไหลเข้ามา เนื่องจากมีการขยายสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วออกมา ขณะเดียวกัน ก็จะมีนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงขายสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ออกมาเช่น กัน

“ในส่วนของราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงนั้น เชื่อว่า คงมีนักลงทุนเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของราคาน้ำมัน มองว่า จะกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรอบนี้ไม่มาก เพราะในที่สุดแล้ว ราคาน้ำมันจะมาจากปัจจัยพื้นฐาน คือ อุปสงค์ และอุปทานที่แท้จริงด้วยว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะเป็นอย่างไร”

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงแรกแม้ว่าจะมีความผันผวน และมีเงินไหลออกไปบ้าง แต่เมื่อฝุ่นหายตลบแล้ว เชื่อว่า ทิศทางค่าเงินบาทจะปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น เพราะจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเหล่านี้ รวมถึงเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เนื่องจากหลังจากที่นักลงทุนไตร่ตรองแล้ว จะพบว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มจี 3 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีความอ่อนแอในการฟื้นตัว และไม่มีกระสุนเหลือทั้งนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ยังมีความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจสูง และมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้มีช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้ยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพราะจะต้องดูแลแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนค่อนข้างมีความอ่อนไหว โดยหากในช่วงต่อไป มีปัจจัยที่ดีขึ้นในประเทศที่มีปัญหาเงินทุนก็จะวิ่งไปวิ่งมาได้

“ค่าเงินที่แข็งขึ้น ส่วนหนึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงลง ส่วนนี้เป็นส่วนที่ดี แต่ส่วนที่ไม่ดีคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจจะกระทบการส่งออก ดังนั้น จะต้องจับตาดู และช่วยกันดูแลให้ค่าเงินบาทของไทย เคลื่อนไหวไปเกาะกลุ่มกับประเทศในภูมิภาค เพราะถ้าค่าเงินแข็งด้วยกันทั้งหมด เราก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องความสามารถในการแข่งขันในเรื่องการส่งออก เพราะค่าเงินทุกประเทศแข็งเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯโดย ธปท.ได้ติดตาม และดูแลค่าเงินบาทของไทยมาต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

ธปท.เร่งหามาตรการภาษีคุมเงินนอกไหลเข้า

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 18:10 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127464.

Pic_127464

นางอัจนา ไวความดี

ธปท.เผย กำลังพิจารณามาตรการควบคุมเงินไหลเข้าด้วยการเก็บภาษีอย่างเข้มงวด มีทั้งเริ่มจากเบาไปหาหนัก การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขณะเดียวกันต้องพิจารณาผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยังคงพิจารณามาตรการเงินทุนไหลเข้าที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันก็จะพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศ ในระยะยาว ทั้งนี้ธปท.ไม่ได้เพิกเฉยต่อกระบวนการที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของไทยเข้าสู่ภาวะปกติ และมีความวิตกกังวลกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงที่ปัจจุบันยังติดลบ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว สำหรับประเด็นที่ว่า ไทยกำลังพิจารณามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างเข้มงวด ด้วยการเก็บภาษีเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยนั้น

นางอัจนา กล่าวว่า ประเทศต่างๆจำนวนมาก กำลังคิดหามาตรการเหล่านี้อยู่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเรา จะไม่ได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้ แต่มาตรการบางอย่างจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง พิจารณาถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการ

“ผลดีของมาตรการ ไม่มีหลักฐานในโลกบ่งชี้ว่า เมื่อใช้มาตรการเพื่อควบคุมเงินทุนไหลเข้าแล้ว จะสามารถลดปริมาณเงินทุนไหลเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคนยังพยามหลบเลี่ยงหาช่องโหว่ เงินก็ยังคงไหลเข้ามาอยู่ดี แต่เมื่อใช้มาตรการควบคุมเงินทุนก็จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ส่วนประเทศที่ต้องการการลงทุนจากภาครัฐ และเอกชน ประเทศก็ต้องการเงินทุนไหลเข้า เพื่อนำไปลงทุนในอนาคตต่อไป” นางอัจนากล่าว

นางอัจนา กล่าวต่อว่า ธปท.เตรียมมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้าไว้จำนวนมาก โดยมีทั้งมาตรการเริ่มจากเบา ไปหาหนัก ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากเราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นผลจากประเทศอื่นๆที่นำมาตรการควบคุมเงินทุนออกมาใช้ ซึ่งก็อาจมีผลกระทบเชิงลบต่อเรา.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 18:10 น.

บาทแข็งกดนำเข้าน้ำมันทุกชนิดปี53ลดลง1แสนล้าน

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 18:47 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127197.

Pic_127197

กรมธุรกิจพลังงาน เผย ค่าบาทแข็งส่งผลมูลค่านำเข้าน้ำมันทุกชนิดลดลง 1 แสนล้านบาท  พร้อมปิ๊งไอเดียแจกคูปองส่วนลดซื้อ ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนหลังหมดมาตรการก.พ.54

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมาประมาณ 9% จะช่วยทำให้ตลอดปีนี้ประเทศไทยจะมีการนำเข้าเชื้อเพลิงทุกประเภทมีมูลค่า การนำเข้าลดลง10% โดยธพ.ประเมินว่า ตลอดปีนี้ประเทศไทยจะมีการนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่ารวม เหลือเพียง 900,000 ล้านบาท หรือลดลง 100,000 ล้านบาทจากปกติในแต่ละปีประเทศไทยจะต้องนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่า1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้แยกเป็นการนำเข้าน้ำมันเพียงประเภทเดียวคิดเป็นมูลค่าปีละ ประมาณ 800,000 ล้านบาท

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  กล่าวต่อว่า ธพ.กำลังศึกษาและหาข้อสรุปว่าหลังเดือนก.พ.2554 หากรัฐบาลยกเลิกนโยบาย ตรึงราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มหรือปล่อยให้มีการลอยตัวราคาภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม แต่ให้ตรึงราคาภาครัวเรือน ภาครัฐควรจะมีมาตรการใดมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มโดยล่าสุดได้ตั้ง สมมุติฐานว่าหากให้ตรึงราคาภาคครัวเรือนต่อไป ก็อาจจัดทำเป็นคูปองสำหรับแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มโดยใช้ฐาน ข้อมูลทะเบียนราษฏรเป็นเกณฑ์ในการ คำนวณสัดส่วนการใช้ก๊าซหุงต้มเป็นรายครัว เรือนโดยใช้จำนวนรายชื่อราษฏรในทะเบียนราษฏรเป็นหน่วยวัดค่าเฉลี่ยว่า ครอบครัวใดควรได้รับการจัดสรรคูปองส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้มจำนวนเท่าใดต่อ เดือนเป็นต้น

“หากโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่6ของบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน)สามารถเปิดเดินเครื่องการผลิตได้ในเร็วๆนี้ก็จะช่วยลดการนำเข้า ก๊าซหุงต้มได้จำนวนหนึ่งรวมทั้งหากโครงการติดตั้งเอ็นจีวีในรถแท็กซี่ของ กระทรวงพลังงานระยะแรก 30,000 คันแล้วเสร็จลง ก็จะทำให้ประเทศไทยลดการใช้ก๊าซหุงต้มในรถแท็กซี่ได้อีกเดือนละ 30,000 ตัน ซึงจะทำให้การนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศลดลงจำนวนมาก ส่วนปัญหาการลักลอบขนถ่ายไปจำหน่ายตามาแนวชายแดนผ่านกองทัพมดขณะนี้ได้ลดลง เพราะการตรวจสอบที่เข้มงวดของกรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละจุดผ่าน แดน แต่ยอมรับว่ายังมีการขนถ่ายผ่านประชาชนที่ข้ามไปมาระหว่างกันของประเทศ เพื่อนบ้านซึ่งมีปริมาณไม่สูงมากนัก” นายพีระพล กล่าว

อธิบดีกรม ธุรกิจพลังงาน  กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในเดือนก.ย.ที่ผ่านมาพบว่า มีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนส.ค. โดยการใช้น้ำมันเบนซินรวมอยู่ที่ 20.3 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 2% ดีเซลอยู่ที่ 47.4 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 3% การใช้ก๊าซหุงต้ม อยู่ที่ 16,100 ตัน/วัน หรือ 482,000 ตัน/เดือน เพิ่มขึ้น 3% และการใช้ เอ็นจีวี อยู่ที่ 5,300 ตัน/วัน เพิ่มขึ้น 5% โดยคาดว่า ในเดือนต.ค. จะมีการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรที่มีการใช้เพิ่มสูง ขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของทุกปี

“ขณะที่การนำเข้าน้ำมันในภาพรวมใน ไตรมาส ที่3 มีปริมาณรวม 12,419 ล้านลิตร ปรับลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งมีการนำเข้ารวม 13,165 ล้านลิตร หรือ 5.7% มีมูลค่านำเข้ารวม 188,121 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งมีมูลค่า 212,487 ล้านบาทหรือ 11.5% ในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้า ก๊าซหุงต้ม 363,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 7,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 มีปริมาณการนำเข้า 432,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10,500 ล้านบาท ลดลง 16% และ 27% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณ 3,700 ล้านลิตร มูลค่า 59,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 อยู่ 24% และ15% ตามลำดับ”นายพีระพล กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 18:47 น.

‘กรณ์’หนุน3อุตสาหกรรมปักธงรบการค้าภูมิภาคอาเซียน

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127207.

Pic_127207

“รมว.คลัง” แนะเอกชนฉวยจังหวะบาทแข็งลงทุนนอก ขณะที่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 จะเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ทางธุรกิจ ชี้ 3 อุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดี คือ รถยนต์ สถาบันการเงิน และ การรักษาพยาบาล

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานวันนักการตลาดปี 2010 ซึ่งจัดโดยสมาคมนักการตลาดแห่งประ เทศไทยว่า สนับสนุนให้ผู้ประกอบการฉวยจังหวะที่เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐปรับค่าแข็ง ขึ้นไปลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการผลิตหรือการขยายตลาดการค้า โดยเน้นขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย กัน เนื่องจากยังมีช่องทางทางการตลาดอยู่มาก โดยเฉพาะการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุน ทั้งด้านข้อมูลที่ว่า อุตสาหกรรมใดเหมาะสมสำหรับการลงทุนและการคิดยุทธศาสตร์การลงทุน

“การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ปฏิเสธไม่ได้ที่เป็นโอกาสประวัติศาสตร์ของประเทศสมาชิก รวมถึงไทย ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีข้อจำกัดจากประชากรที่มีฐานเพียง 60 ล้านคน และ เริ่มที่จะเข้าสู่สังคมสูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่ เงินบาทแข็งค่า การลงทุนในต่างประเทศก็เป็นโอกาสสำคัญ” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า มี 3 อุตสาหกรรมหลักที่ยังสามารถขยายตัวได้ดีในประเทศภูมิภาคเอเชียนี้ คือ 1.อุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วยังมีประชากรต่อจำนวนรถยนต์อยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ มีจำนวนรถยนต์ 49 คัน ต่อประชากรในกลุ่มอาเซียน 1,000 คน แต่ประเทศเวียดนามมีจำนวนรถยนต์ 5 คัน ต่อ 1,000 คน ส่วนพม่ามีเพียง 4 คัน ต่อ 1,000 คน ทั้งนี้ ในส่วนประเทศพม่านั้น เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่มีอัตราการเติบโตได้ถึง 10 เท่าจากปัจจุบัน

2.อุตสาหกรรมสถาบันการเงินพิจารณาได้จากระดับการกู้ เงิน โดยจำนวนเงินกู้จากสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียนมีจำนวนเฉลี่ย 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สิงคโปร์ 5,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน ไทย 3,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน และ พม่ามีเพียง 7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้ ยังมีการเติบโตได้อีกมาก และ3.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ดูได้จากจำนวนประชากรต่อจำนวนแพทย์ โดยสิงคโปร์มีแพทย์ 170 คนต่อประชากร 100,000 คน ไทยมีเพียง 31 คนต่อประชากร 100,000 คน และยังมีอีกหลายประเทศที่ยังมีแพทย์ต่อประชากรในระดับต่ำ และ เป็นดัชนีเดียวที่ด้อยและสะท้อนให้เห็นการพัฒนาในแง่การแพทย์ที่สูงได้ อีก

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ความสำคัญต่อการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยระบุถึงมูลค่าการค้าระหว่างประ เทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตมากกว่า 100% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ มีประชากรจำนวนมากถึง 600 ล้านคน ส่วนใหญ่หรือ 67% อยู่ในวัยทำงาน และมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 5% เท่านั้น และมีเพียงไทยกับสิงคโปร์ที่มีประชากรวัยทำงานสูงสุดในระดับ 72% และ 74% ตามลำดับ ขณะที่ มีอัตราการเกิดใหม่ของประชากรน้อย หมายความว่า ในอีกไม่กี่ปีไทยกับสิงคโปร์จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น

“ที่ผ่านมา เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันมากนัก ขณะที่ มูลค่าการค้าขายกับกลุ่มประเทศอาเซียนสูงกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐและอียูรวมกัน แม้แต่การลงทุนในไทยจากอาเซียนยังมีมูลค่ามากกว่าญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในไทย สูงสุด” รมว.คลัง กล่าว

สำหรับการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็ยังคงให้การสนับสนุนจาก การพัฒนาลดขั้นตอนทางด้านศุลกากร ซึ่งมีการแก้ไขกฎหมายไปรอบหนึ่งแล้ว และ ต้นปีหน้าจะมีการแก้ไขเพื่อปลดล็อกการค้าขายระหว่างกัน ทั้งนี้ สำหรับตัวชี้วัดความสะดวกทางธุรกิจหนึ่ง คือ ระยะเวลาในการจัดตั้งบริษัท ซึ่งสิงคโปร์ใช้เวลาจัดตั้งเพียง 3 วัน มาเลเซีย 11 วัน ส่วนไทย 32 วัน แม้จะเป็นเวลาไม่นาน แต่ในเชิงธุรกิจถือว่า มีความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งจุดนี้ กระทรวงการคลังก็ต้องอำนวยความสะดวกให้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

เชื่อค่าบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 14:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191964.

Pic_191964

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แนะจับตาการประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า เงินบาทปรับตัวอย่างผันผวน เงินบาทแข็งค่าในช่วงต้น-กลางสัปดาห์เช่นเดียวกับทิศทางเงินเอเชียอื่นๆ ท่ามกลางแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ (ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง) หลังจากที่สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันตามกำหนดเวลา 2 ส.ค. นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ที่มาจากกลุ่มผู้ค้าทองคำอีกด้วย อย่างไรก็ดี เงินบาทต้องลดช่วงบวกทั้งหมดลงในช่วงท้ายๆ สัปดาห์ เนื่องจากความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก และการเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตของทางการญี่ปุ่น หนุนให้เงินดอลลาร์ฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ในวันศุกร์ (5 ส.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 29.84 จากระดับ 29.82 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (29 ก.ค.)

สำหรับ แนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (8-12 ส.ค. 2554) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาค เกษตรที่จะประกาศออกมาในช่วงคืนวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตลอดจนการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้นเดือนส.ค.) ยอดค้าปลีก ดุลงบประมาณเดือนก.ค. ดุลการค้าและสต็อกสินค้าคงคลังเดือนมิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 6 สิงหาคม 2554, 14:45 น.
%d bloggers like this: