คุมราคา

All posts tagged คุมราคา

รัฐไล่ทุบพ่อค้าหมูดิ้นพล่าน

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191377.

Pic_191377

กรมการค้าภายในชง “พรทิวา” ทิ้งระเบิดก่อนจาก งัดมาตรการคุมราคาเพดานสูงสุดเนื้อหมูมาใช้ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ห้ามขายเกิน กก.ละ 160 บาท เล็งพ่วงด้วยห้ามส่งออกชั่วคราว 6 เดือน ส่วนไข่ไก่แพงตั้งท่าขู่นำเข้าจากมาเลเซียมาถ่วงดุลตลาด

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในการประชุม คณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เป็นประธานวันที่ 5 ส.ค.นี้ กรมจะเสนอให้อนุมัติใช้มาตรการคุมราคาเพดานสูงสุดจำหน่ายสุกรมีชีวิตและสุกรชำแหละ เพื่อลดปัญหาการฉวยโอกาสปรับราคา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน หลังจากพบว่ามีกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรยังละเมิดกฎหมาย โดยขายสุกรมีชีวิตและเนื้อหมูเกินราคาแนะนำของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหากฝ่าฝืนขายเกินราคาเพดานที่กำหนดจะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีสินค้าเพียงชนิดเดียวคือน้ำตาลทราย ที่ กกร.อนุมัติให้กรมการค้าภายในใช้มาตรการคุมราคาขายสูงสุดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ในวันนี้ (4 ส.ค.) จะหารือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาโครงสร้างราคาหมูที่เหมาะสม โดยจะพิจารณาปรับขึ้นราคาแนะนำหมูมีชีวิตเป็น กก.ละ 80 บาท จากปัจจุบันที่ กก.ละไม่เกิน 79 บาท และหมูชำแหละจะเพิ่มเป็น กก.ละ 160 บาท จากปัจจุบัน 150 บาท

“การใช้มาตรการควบคุมเพดานราคาสูงสุดจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่นำมาตรการดังกล่าว มาใช้กับเนื้อหมูอีกครั้ง ซึ่งในช่วงนั้นเกิดโรคระบาดหมูเหมือนตอนนี้ จึงควบคุมราคาไว้ที่ กก.ละ 36 บาท แต่มาตรการที่ใช้จะเป็นระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน เพราะรอบการเติบโตของหมูอยู่ที่ 5-6 เดือน จะพอดีกับปริมาณหมูรอบใหม่ที่ออกสู่ตลาด และมีความเพียงพอจนราคาอ่อนตัวลง”

ส่วนสถานการณ์ราคาไข่ไก่นั้น คาดว่าจะปรับขึ้นราคาไม่เกินฟองละ 3.10 บาท สำหรับไข่คละ หากเกินกว่านี้ คงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะราคาไข่ไก่มาเลเซียถูกกว่า จนกว่าราคาในประเทศจะอ่อนตัว เพื่อให้ราคาไข่ไก่เบอร์ใหญ่ไม่แพงเกินไป จนกระทบต่อผู้บริโภค ส่วนไก่เนื้อราคาอ่อนตัวลงมากแล้ว กรมคงจะไม่มีการใช้มาตรการเพิ่มเติม ซึ่งผู้บริโภคสามารถหันไปพึ่งพาการบริโภคเนื้อไก่ในระยะนี้เพื่อทดแทนโปรตีนชนิดอื่นที่มีราคาแพงได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการค้าภายในกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการห้ามส่งสุกรมีชีวิตออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาความตึงตัวจากผลผลิตหมูมีชีวิตลดลง เพราะปัญหาโรคระบาดที่ทำให้ผลผลิตเสียหายกว่า 25-30% โดยพิจารณาว่าหากมีการนำมาตรการดังกล่าวมาใช้จริงจะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน และจะช่วยทำให้ราคาหมูในประเทศอ่อนตัวได้จริงหรือไม่ ซึ่งหากผลการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว จะนำเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ตัดสินใจว่าจะอนุมัติให้ใช้มาตรการดังกล่าวหรือไม่

สำหรับราคาขายปลีกเนื้อหมูในพื้นที่กรุงเทพฯตามการสำรวจของกรมการค้าภายในเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2554 พบว่าราคาเนื้อแดง (สะโพก) กก.ละ 150-160 บาท เนื้อแดง (ไหล่) กก.ละ 145-160 บาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าราคาแนะนำที่กรมกำหนด กก.ละไม่เกิน 140-150 บาท รวมถึงยังสูงกว่าราคาเนื้อวัว (ธรรมดา) ที่อยู่ที่ กก.ละ 130-135 บาท เนื้อวัว (สันนอก/สะโพก) กก. 140-150 บาท ส่วนไข่ไก่ (เบอร์ 3) ฟองละ 3.30-3.40 บาท ไก่สดทั้งตัว (ไม่รวมเครื่องใน) กก.ละ 70-75 บาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

เสนอรัฐบาลใหม่ฮุบบีทีเอส-บีเอ็มซีแอล

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190832.

Pic_190832

เสนอรัฐบาลใหม่ฮุบบีทีเอส-บีเอ็มซีแอล คมนาคมสนองคุมราคา 20 บาทตลอดสาย…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางดำเนินการตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เบื้องต้นมี 2 ทางเลือกคือ ให้รัฐอุดหนุนเงิน เพื่อจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้เอกชนที่บริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าในปัจจุบัน คือ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) ผู้รับสัมปทานรถไฟลอยฟ้า ซึ่งแนวทางนี้ทำได้ง่าย และเร็วสุด ส่วนแนวทาง 2 รัฐจะซื้อหุ้นใน 2 บริษัทดังกล่าว เพื่อให้มีสัดส่วนหุ้นใหญ่ และเข้าไปบริหารจัดการได้ ซึ่งอาจใช้เงินน้อยกว่าแนวทางแรก แต่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ก่อน ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค จะไม่มีปัญหาในการดูแลค่าโดยสาร เพราะรัฐจะจ้างเอกชนเดินรถ โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารตามนโยบายรัฐบาล

นอกจากนั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่อาจจะโอนกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้รวมเป็นหน่วยงานเดียวภายในการกำกับดูแลของ รฟม. โดยหากพรรคเพื่อไทยรับผิดชอบดูแลกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ก็จะผลักดันให้มีการโอนกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้มาอยู่ในความดูแลของ รฟม. ได้ง่ายขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

ผู้เลี้ยงไก่ชี้คุมราคาไข่รายย่อยเจ๊ง

Published มกราคม 28, 2011 by SoClaimon

27 มกราคม 2554, 14:29 น.

ผ่านทางผู้เลี้ยงไก่ชี้คุมราคาไข่รายย่อยเจ๊ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_144563

 

สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ จ.เชียงใหม่-ลำพูน และ ภาคใต้ ประสานเสียงคุมราคาไข่ไก่ เป็นการทำลายวงจรผู้เลี้ยงรายย่อย ชี้ ควรปล่อยตามกลไก เชื่อดีต่อทุกฝ่าย…

วันที่ 27 ม.ค.นายเจริญ  นันโท ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ จ.เชียงใหม่-ลำพูน เปิดเผยว่า การที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุมนั้น เท่ากับเป็นการทำลายวงจรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย เพราะเกษตรกรรายย่อยจะไม่สามารถรับภาระขาดทุนได้นาน และ ต้องเลิกกิจการไปในที่สุด ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่จะได้ผลประโยชน์อย่างมาก เพราะมีสายป่านยาวรับภาวะขาดทุนได้นานกว่า และเมื่อเกษตรกรรายย่อยล้มหายตายจากไปหมด วงการนี้ก็จะเหลือเพียงกลุ่มทุนใหญ่เท่านั้น

“เมื่อปริมาณไข่ไก่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่มีเพียงทุนใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจนี้อยู่ รัฐบาลคิดหรือว่าจะควบคุมราคาไข่ไก่ได้ ทางที่ดีควรปล่อยไข่ไก่ให้เป็นไปตามกลไกตลาดจะส่งผลดีกับทุกฝ่ายมากกว่า” นายเจริญกล่าวและว่า ก่อน หน้านี้สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ชลบุรี ก็เคยออกมาทักท้วงแล้ว เนื่องจากผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกคนรู้ดีถึงปัญหาที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งหากรัฐบาลยังดึงดันที่จะควบคุมราคาไข่ไก่ต่อไปก็สะท้อนได้ว่ารัฐไม่ เข้าใจสถานการณ์ ไม่รู้จักอาชีพผู้เลี้ยงไก่ไข่ดีพอ แต่กลับให้คนไม่กี่คนที่ไม่ใช่เกษตรกรมาตัดสินใจกันบนโต๊ะ

ด้าน นายสุเทพ  สุวรรณรัตน์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคไข่ไก่เพียง 160 ฟอง ต่อคนต่อปี หรือ คิดเฉลี่ยก็กินกันเพียงคนละครึ่งฟองกับการขึ้นราคาเพียง 10 สตางค์ต่อฟอง ก็เท่ากับกินไข่แพงขึ้นเพียงคนละ 5 สตางค์เท่านั้น รัฐบาลจึงควรเห็นใจผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยบ้าง

ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงรายย่อยต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตไข่ไก่ที่สูงขึ้นมาโดยตลอด ทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น และจากปัญหาไก่ป่วยตายด้วยสภาพอากาศแปรปรวน รวมถึงไก่กินอาหาร แต่ไม่ออกไข่ ซึ่งผู้เลี้ยงได้พยายามช่วยเหลือตนเอง โดยไม่รบกวนภาครัฐ ตลอดจนรักษาระดับราคาไข่ไก่ไม่ให้สูงขึ้นมาแล้วช่วงหนึ่ง และการที่ต้องออกมาขอขึ้นราคาไข่ไก่เพียง 10 สตางค์ในช่วงนี้ เป็นเพราะมีปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งเงินจำนวน 10 สตางค์นี้ ขึ้นมาเพียงเพื่อต่อลมหายใจ และรักษาอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ให้ดำรงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งเท่านั้น และ อันที่จริงตัวเลข 10 สตางค์ นี้ก็ไม่เกินเพดานที่คณะกรรมการเอ้กบอร์ดกำหนดไว้ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติราคาไข่ไก่ก็จะลดลงเองตามกลไกตลาด แต่ถ้ารัฐบาลควบคุมราคาไข่ไก่แล้ว กลไกตลาดก็จะบิดเบือนไปหมด

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 27 มกราคม 2554, 14:29 น.

 

พาณิชย์คุมเข้มสินค้า204รายการ แม่ไก่-ลูกเจี๊ยบติดโผ

Published สิงหาคม 20, 2010 by SoClaimon

20 สิงหาคม 2553, 19:30 น.

ผ่านทางพาณิชย์คุมเข้มสินค้า204รายการ แม่ไก่-ลูกเจี๊ยบติดโผ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_105046

พาณิชย์เตรียมชง ครม. คุมเข้มสินค้า 204 รายการ และบริการอีก 20 รายการ “แม่ไก่-ลูกไก่” ติดบัญชีจับตา ชี้มีการปรับราคาสูงขึ้น …

ใน การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ส.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์ เสนอให้ ครม.รับทราบมาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 204 รายการ และบริการ 20 รายการ ประจำเดือน ส.ค. โดยได้เพิ่มรายการสินค้าที่ติดตามดูแลใหม่อีก 2 รายการ คือ (1) แม่ไก่ และ (2) ลูกไก่ เนื่องจากสถานการณ์ไข่ไก่ได้มีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น เพราะปริมาณผลผลิตไข่ไก่ลดน้อยลง สืบเนื่องมาจากปริมาณแม่พันธุ์ไก่ไข่ และลูกไก่ไข่มีปริมาณลดลงทำให้ตั้งแต่เดือน ส.ค. จะมีสินค้าติดตามดูแลรวมเป็น 204 รายการ และบริการ 20 รายการ

จาก การประเมินและคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ด้านราคา และปริมาณของสินค้า และบริการ ได้ปรับเปลี่ยนการจัดระดับความสำคัญของสินค้าทั้ง 3 กลุ่มเป็นดังนี้ กลุ่ม Sensitive List (SL) สินค้า 6 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ ราคาวัตถุดิบหลัก คือเนื้อสัตว์และพืชผลผักทุกชนิด โดยภาพรวมมีราคาสูงขึ้น (2) น้ำตาทราย แม้ว่าปัจจุบันราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2553 แต่ราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง (3) น้ำมันเบนซิน (4) น้ำมันดีเซล ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังมีความผันผวนตามผลการรายงานทางเศรษฐกิจและนโยบาย ด้านการเงินของผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกา และจีน กอปรกับปริมาณการผลิตที่อาจลดลงจากการเกิดพายุพัดผ่านในอ่าวแม็กซิโกซึ่ง เป็นแหล่งผลิตน้ำมัน รวมทั้งเทขายน้ำมันของนักเก็งกำไร (5) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมี่ยมราคาวัตถุดิบได้ปรับสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวและบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือ พัสดุภัณฑ์รับส่งโทรสาร

กลุ่ม Priority Watch List (PWL) สินค้า 9 รายการ ได้แก่ (1) นมผง ราคาลดลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทำให้ความต้องการซื้อน้อยลง (2) น้ำดื่มบรรจุภาชนะผนึก ราคาเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตขวดบรรจุน้ำดื่มทรงตัว แต่กรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าราคาน้ำดื่มบรรจุขวด พลาสติกมีราคาแพง (3) ก๊าซ LPG หุงต้ม รัฐบาลมีนโยบายตรึงราคาสินค้าถึงเดือนสิงหาคม 2553 (4) เหล็กเส้น (5) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (6) เหล็กแผ่น (รีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส) ราคาวัตถุดิบลดลง เนื่องจากภาวะการค้าซบเซา ความต้องการใช้ชะลอตัวโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ซื้อชะลอการซื้อเพื่อรอดูราคา (7) ปูนซีเมนต์ ราคาค่าพลังงานถ่านหินปรับตัวลดลงตามความต้องการใช้ที่ลดลง (8) สายไฟฟ้า ราคาวัตถุดิบสำคัญ คือทองแดงมีความผันผวนขึ้น-ลง อยู่ในช่วงแคบ ๆ ตามความต้องการใช้ (9) ปุ๋ยเคมี ราคาขยับสูงขึ้นเล็กน้อยเป็นผลมาจากการซื้อขายเพิ่มขึ้นในตลาดโลกทั้งจาก ประเทศปากีสถานและอินเดีย และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการซ่อมรถ

กลุ่ม Watch List (WL) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมี ปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตาม ตามปกติ จำนวน 189 รายการ และบริการ 18 รายการ.

%d bloggers like this: