คิดอย่างนักบริหาร

All posts tagged คิดอย่างนักบริหาร

หาจุดขายให้มหาอำนาจซื้อ

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07069150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

หาจุดขายให้มหาอำนาจซื้อ

เห็นข่าวเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25-วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2558 เกี่ยวกับไม้พะยูง ในทำนองว่าประชาชนชาวจีนมีความต้องการอย่างมาก

ทั้งนั้นเพราะครั้งหนึ่งรัฐบาลจีนเคยสั่งซื้อไม้พะยูงจากรัฐบาลไทยเพื่อไปซ่อมแซมพระราชวังต้องห้ามในปี 2551 เป็นปีเดียวกันกับที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

หรือ มหกรรมกีฬาโอลิมปิก

ครั้งนั้นไม่เพียงทำให้ประชาชนชาวจีน และนักกีฬาจากทั่วโลกมีโอกาสเข้าชมความงดงามของพระราชวังต้องห้าม ที่ต่างเต็มไปด้วยลวดลายจากเนื้อไม้สีแดงจากธรรมชาติ

ยังทำให้เหล่าบรรดามหาเศรษฐีชาวจีนที่ทราบข่าว ต่างพากันต้องการไม้พะยูงจากเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ทั้งนั้นเพื่อจะนำมาทำโต๊ะ ตู้ เก้าอี้ และอื่นๆ อีกมากมาย

จนทำให้มีออร์เดอร์เข้ามายังองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เป็นจำนวนมาก

แต่อย่างที่ทุกคนทราบ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านมา จนมีการออกคำสั่งให้ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ตามประกาศฉบับที่ 106/2557

พร้อมกับเพิ่มชนิดไม้เข้าไปอีก รวมเป็น 17 ชนิด ได้แก่ ไม้สัก, ไม้ยาง, ไม้ชิงชัน, ไม้เก็ดแดง, ไม้อีเม่ง, ไม้พะยูงแกลบ, ไม้กระพี้, ไม้แดงจีน, ไม้ขะยุง, ไม้กระซิก, ไม้กระซิบ, ไม้พะยูง, ไม้หมากพลูตั๊กแตน, ไม้กระพี้เขาควาย, ไม้เก็ดดำ, ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย

กล่าวกันว่าสนนราคาของไม้พะยูงเมืองไทยเฉลี่ยลูกบาศก์เมตรละ 300,000-500,000 บาท แต่ถ้าไม้พะยูงเดินทางไปยังประเทศจีน สนนราคาจะพุ่งสูงถึงลูกบาศก์เมตรละ 2 ล้านบาท

ตรงนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงทางภาคอีสานใต้อยู่บ่อยๆ

ที่สำคัญอีกประการ ไม้พะยูงเติบโตช้า ใช้เวลาประมาณ 30-40 ปีถึงจะตัดได้ ทั้งยังเป็นไม้สีแดง มีลวดลายตามธรรมชาติ ชอบขึ้นอยู่ตามตะเข็บชายแดนของไทย กัมพูชา และลาว

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่หลังจากไม้พะยูงของไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังต้องห้าม จึงทำให้เหล่าบรรดามหาเศรษฐีชาวจีนอยากที่จะครอบครองเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้พะยูง

เพราะไม้พะยูงถือเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งด้วย

แต่การจะขอซื้อไม้พะยูงจาก อ.อ.ป. เพื่อมาทำเฟอร์นิเจอร์ไม่สามารถทำได้ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบ ไม้พะยูงเป็นสมบัติของชาติ ดังนั้น ของกลางที่สิ้นสุดคดีจึงถูกนำมาเก็บไว้ที่โรงเลื่อยของ อ.อ.ป. อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ขณะที่ของกลางอีกส่วนหนึ่งจะนำไปเก็บที่กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมศุลกากร ซึ่งมีมากกว่า 1,813 ลูกบาศก์เมตร

ลองคูณกันเล่นๆ ดูว่ามูลค่ามหาศาลเท่าไหร่

ตอนที่อ่านข่าวนี้แรกๆ ผมนึกอยากชวนผู้อ่านปลูกไม้พะยูง เพราะราคาดีกว่าปลูกไม้สักทองหลายเท่าตัว แต่เมื่อเห็นประกาศของ คสช. ผมจึงได้แต่ทำตาปริบๆ อีกอย่างอายุของไม้พะยูงกว่า 30-40 ปีถึงจะตัดได้

พูดง่ายๆ ว่ารุ่นเราอาจไม่ทันได้รวย

แต่ถ้าเป็นรุ่นลูก รุ่นหลานไม่แน่

เหมือนอย่างที่ตอนนี้เกษตรกรหลายรายหันไปนิยมปลูกพืชพรรณไม้เศรษฐกิจแถวภาคอีสาน และภาคเหนือ พวกเขาลงทุนเพื่ออนาคต และระหว่างที่พืชพรรณไม้เศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโตในแต่ละปี เขาปรับสภาพพื้นที่ให้กลายเป็นสวนป่าธรรมชาติ

อุทยานเดินเท้า

หรือ วนอุทยานชั่วคราว

ไม่บางคนก็ปรับสภาพพื้นที่ให้กลายเป็นรีสอร์ตเล็กๆ แล้วนำกิจกรรมเดินป่า แคมปิ้ง และผจญภัยในรูปแบบต่างๆ เข้าไปเพื่อให้มีรายได้พอเลี้ยงตัว

ปรากฏว่ากลับทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก

ผมจึงอยากแนะนำผู้อ่านที่พอจะมีที่ดิน ลองหันไปปลูกพืชพรรณไม้เศรษฐกิจดูบ้าง เพราะถ้าขืนไปปลูกไม้ต้องห้ามก็อาจจะฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จนกลายเป็นความผิดทางกฎหมายได้

แต่กระนั้น ต้องลงทุนในการวางภูมิสถาปัตย์เสียหน่อย มีการวางโซนของพืชพรรณไม้แต่ละชนิดให้มีความสมดุล กลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ มีร้านชา กาแฟน่ารักๆ ตามโซนต่างๆ และมีขนมเค้กรสชาติดีๆ วางขายด้วย

สำคัญไปกว่านั้น ถ้าหากสามารถแปรรูปผลผลิตที่เกิดจากพืชพรรณไม้เหล่านั้น ให้ออกมาเป็นสินค้าอุปโภค และบริโภค มีการจัดทำแพ็กเกจจิ้งอย่างดีให้ดูดีมีรสนิยม

สนนราคาไม่แพงมาก

โดยให้อยู่ในโซนของที่ระลึก

ทั้งภายในโซนของที่ระลึก ยังแบ่งพื้นที่ออกเป็นห้องอาหารให้ดูใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด โดยมีการแบ่งเป็นโซนห้องอาหาร และห้องไวน์เลาจน์ให้แยกออกจากกัน

เท่านั้นเราก็จะได้สวนป่า

อุทยานเดินเท้า

หรือ วนอุทยานชั่วคราวบนพื้นที่ของเราโดยไม่ยาก

ที่เขียนเล่าให้ฟังอย่างนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะโลกแห่งอนาคตนักท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติกำลังมาเที่ยวบ้านเรา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีกำลังซื้อมากที่สุดกำลังแห่แหนมาเที่ยวบ้านเราในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ

ขอให้เรามีการบริหารจัดการดีๆ

มีกฎ ระเบียบที่เคร่งครัด และทำให้เขารู้ว่าพวกคุณกำลังแฝงกายอยู่ในท่ามกลางธรรมชาติ เพราะฉะนั้น โปรดอย่าทำอะไรให้ผิดธรรมชาติ

เท่านั้นเราจะควบคุมเขาโดยไม่ยาก

ทั้งผู้บริโภคชาวจีนเป็นชาติมหาอำนาจที่ชมชอบผลไม้ไทยมากที่สุด โดยเฉพาะทุเรียน ดังนั้น ถ้าใครทำการตลาดเป็น และมีสวนผลไม้อยู่ก่อนแล้ว ลองพยายามย่อสวนทุเรียนของคุณเข้าไปไว้ในโลกอินเตอร์เน็ต เผื่อบางทีสวนของคุณนอกจากจะถูกเหมาเพื่อการส่งออกไปยังบ้านของเขาแล้ว

บางทีสวนของคุณอาจเป็นสถานที่แห่งใหม่ให้พวกเขาบอกมัคคุเทศก์ว่า ต้องพาไปให้ได้ ใครจะไปรู้

เพราะทุกเรื่องเกิดขึ้นจริงได้ทั้งนั้น

ขอให้ผู้บริโภคชาวจีนสนใจจริงๆ

ก็เหมือนอย่างกับไม้พะยูง ที่ผมเล่ามาตั้งแต่ต้นนั่นแหละครับ

ไม่เช่นนั้นจะมีข่าว กวาดจับผู้ลักลอบตัดไม้พะยูงทุกสัปดาห์หรือ?

โฆษณา

เสือลำบาก

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

เสือลำบาก

เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกคล้ายๆ กันเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพราะจากเดิมทีเรากำเงิน 1,000 บาทเพื่อไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า เราจะได้สินค้ากลับมาน้อยมาก

แถมไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เนื่องจากสินค้าราคาแพงขึ้น ทั้งสินค้ายังมีความหลากหลาย ยี่ห้อเดิมที่มีอยู่ปรับราคาสูงขึ้น ยี่ห้อใหม่ที่เข้ามาในตลาด ราคาก็ไม่แตกต่างกันมาก

ขณะที่เราเองคุ้นชินกับสินค้าเก่า

ที่สุดผู้บริโภคอย่างเราๆ จึงเลือกสินค้าชนิดเดิม แม้ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นก็ตาม

แต่ปัจจุบัน

เงิน จำนวน 1,000 บาท กลับมีความสำคัญกว่าแต่ก่อน เพราะแทนที่เราจะเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตสัปดาห์ละครั้ง 2 สัปดาห์ครั้ง หรือเดือนละครั้ง

เพื่อจับจ่ายสินค้า

แต่ตอนนี้ผู้บริโภคกลับเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตลดลง แถมยังลดขนาดกำลังซื้อของตัวเองลงอีกด้วย และจากที่เคยซื้อตามใจ ตามปาก จะกลับมาเห็นความสำคัญของเงินจำนวน 1,000 บาทมากขึ้น

ทำให้การจับจ่ายใช้สอยมีสติมากขึ้น

ไม่ผลีผลามตามใจตัวเองเหมือนก่อน

สำคัญกว่านั้น ตอนนี้ไม่ว่าเราจะเดินทางไปทางไหนจะพบเห็นแต่คนขายของมากกว่าคนซื้อ และเท่าที่ผมลองสอบถามพ่อค้า แม่ค้าแถวบ้านที่ขายข้าวเหนียวหมูทอด ได้รับคำตอบหนักแน่นจากปากของเขาว่าคนซื้อน้อยลง

เขาเลือกที่จะกินข้าวบ้านมากกว่า

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือแท็กซี่

ผมถามเขาในคืนหนึ่งว่า…เดี๋ยวนี้ลูกค้าหายากไหม

ยากมาก…เขาตอบอย่างรวดเร็ว

“คิดดูแล้วกัน ศุกร์ เสาร์ที่คนชอบออกมาทานอาหารนอกบ้าน หรือออกมาเที่ยวกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นแถวเกษตร-นวมินทร์, รัชดาภิเษก, พระราม 9, สีลม, เพชรบุรีตัดใหม่ หรือแถวสุขุมวิท ตอนนี้เงียบมาก”

“รถที่เคยติดขัดบริเวณเหล่านี้ ตอนนี้ไปดูซิ วิ่งสบาย และร้านแต่ละร้าน พนักงานเสิร์ฟแทบจะนั่งตบยุง หรือบางคนก็เล่นไลน์ เล่นเฟซกันเพลิน เพราะแทบไม่มีลูกค้าเลย”

เขาเล่าให้ผมฟังซะยืดยาว

ทั้งยังบอกเพิ่มเติมว่าร้านข้าวต้มด้วยนะ ลองไปดูซิถนนทุกเส้นที่มีร้านข้าวต้มเปิดตอนกลางคืน เดี๋ยวนี้แทบไม่มีคนกินเลย

“ผมเชื่อว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเจ๊งแน่”

เขาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

จนทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่านอกจากข่าวสารที่เรารับรู้ตลอดมาว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังประสบปัญหาทั้งเรื่องการส่งออก และสภาวะเงินฝืด

จนทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และน่าจะต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 รวมถึงอัตราเงินเฟ้อจากดัชนีผู้บริโภคที่ติดลบลงอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ไม่นับรวมราคาสินค้าเกษตรต่างๆ อาทิ ข้าว, ยางพารา, อ้อย, น้ำตาล และมันสำปะหลัง ที่กำลังทำท่าจะดิ่งเหวลงอย่างต่อเนื่อง

ล้วนเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า หากขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปจะต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแน่

เมื่อผมฟังเช่นนี้ จึงพยายามค้นหาคำตอบว่ามาจากอะไร จนไปอ่านเจอบทความของ “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร” ที่เขียนคอลัมน์คนเดินตรอก ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 1 – วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558 จึงทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น

“ดร.โกร่ง” ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อกำลังซื้อของประเทศนำเข้าก็ดี กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศก็ดี อ่อนตัวลง ผลกระทบย่อมต่อเนื่องไปถึงภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เช่น กิจการค้าส่งค้าปลีก การขนส่งการคมนาคม ก็พลอยถูกกระทบกระเทือนไปด้วย

“นอกจากนั้น ปัญหาการเมือง ปัญหาการไม่ยอมรับของประชาคมโลก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเรา ทำให้มีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากปัญหาเศรษฐกิจซบเซาของโลก เราจึงเป็นประเทศที่เศรษฐกิจซบเซามากที่สุดในบรรดาประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”

“ดร.โกร่ง” บอกว่า ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไปสัก 3-4 ปี ผู้ผลิตทั้งภาคเกษตรกรรม ผู้ผลิตข้าวนาปรังในภาคกลาง ผู้ผลิตข้าวนาปีในภาคอีสานและภาคเหนือ ผู้ผลิตยางพาราที่ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมนี้คงต้องปรับตัว เพราะอยู่อย่างเดิมไม่ได้ หากไม่ได้รับการชดเชย

“แต่การชดเชยจะทำไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ สถานการณ์คงจะเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศ แต่ในส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกคงมีปัญหาอย่างเดียวกัน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการลงทุนของนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ซึ่งอาศัยตลาดอาเซียน ตลาดญี่ปุ่น และตลาดการส่งออกของญี่ปุ่นเป็นหลัก”

“แต่เนื่องจากขณะนี้ การใช้กำลังการผลิตมีเพียงครึ่งเดียวของกำลังการผลิต โอกาสในการลงทุนเพื่อขยายโรงงาน หรือสร้างโรงงานใหม่จึงยังมีน้อย”

“ดร.โกร่ง” สรุปในตอนท้ายบทความว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าปลีก ค้าส่ง การคมนาคมขนส่ง จะต้องมีการปรับโครงสร้างอย่างเร่งด่วน

เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในระยะยาว

ซึ่งฟังแล้วอาจทำให้ไม่เห็นทางออก

แต่ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่ “ดร.โกร่ง” เตือน จะเห็นว่าการทำมาค้าขายในทุกภาคธุรกิจ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก และไม่เฉพาะแต่ภาคธุรกิจใหญ่ๆ เท่านั้น

ชาวบ้านร้านตลาดเองก็เหมือนกัน

ผมจึงอยากจะบอกว่า แม้สภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้จะตกอยู่ในสภาวะเสือลำบาก แต่ในฐานะที่เราๆ ท่านๆ เป็นพ่อค้าแม่ขายที่จะต้องทำมาหากินทุกวัน

จึงต้องพึงตระหนักเสมอว่า จะลงทุนทำอะไร อย่าให้สต๊อกบวมเด็ดขาด

เพราะถ้าสต๊อกบวมจนมีของเหลือมาก โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดย่อมมีสูง เพราะฉะนั้น จึงค่อยๆ ประเมินสถานการณ์ในแต่ละวันให้ดี ลงทุนพอประมาณ เก็บหอม รอมริบเป็นทุนรอน เพื่อเป็นเงินคงคลัง

แล้วดูว่า ถ้าฟ้าสดใสเมื่อไหร่

เมื่อนั้นค่อยมาว่ากันอีกที

ดีไหมครับ?

แม่บ้านทำความสะอาดคอนโดฯ

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07069010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

แม่บ้านทำความสะอาดคอนโดฯ

ไม่กี่วันผมลาพักร้อนกลับบ้านที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีครับ

ซึ่งอยู่ใกล้กันกับอำเภอหัวหิน ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ทุกคนคงทราบกันดีว่านอกจาก 2 อำเภอนี้จะอยู่ติดกัน ทั้ง 2 อำเภอยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิปอีกแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก

ทั้งในรูปแบบของธรรมชาติ

และสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมา

จนหลายคนที่มาท่องเที่ยวทั้ง 2 อำเภอ เป็นต้องเซลฟี่กับเพื่อนๆ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นฉากหลังให้เห็นทั้งในเฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม

โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวในหัวหิน

ที่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวเริ่มบานปลายไปยังอำเภอปราณบุรี ระเรื่อยไปจนถึงกุยบุรี และอ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กันบ้างแล้ว

การกลับบ้านครั้งนี้ นอกจากจะไปทำหน้าที่ลูกหลานที่ดีของครอบครัว ผมยังตระเวนไปดูคอนโดมิเนียมต่างๆ ที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดตลอดเส้นทางเลียบชายทะเลด้วย

ผมสังเกตเห็นว่านอกจากคอนโดฯ และโรงแรมต่างๆ ที่เคยเห็นเมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบัน เริ่มมีคอนโดฯ ของค่ายอสังหาริมทรัพย์ดังๆ จากกรุงเทพฯ มาสร้างเป็นจำนวนมาก

บางแห่งสร้างถึง 2-3 โครงการในแต่ละอำเภอ

ที่สำคัญ ยังขายดีอีกด้วย ทั้งๆ ที่สนนราคาต่อห้องไม่ใช่ถูกๆ เพราะราคาเริ่มต้นตั้งแต่เกือบ 2 ล้านบาทขึ้นไปจนถึงเกือบ 10 ล้านบาท ที่สำคัญ ทุกๆ ทำเลล้วนอยู่ติดชายทะเลเกือบทั้งสิ้น

ถามว่าลูกค้าที่มาซื้อคือใคร?

ส่วนใหญ่คนกรุงเทพฯ ทั้งนั้น

หรือไม่ก็เป็นพวกคนไทยที่มีสามีเป็นฝรั่งปลดเกษียณ แรกๆ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมฝรั่งที่มาเที่ยวพักผ่อนแถวชะอำ หรือหัวหินมีแต่ฝรั่งแก่ๆ ทั้งนั้น

จนได้คำตอบจากน้องๆ ที่ขายคอนโดฯ เหล่านั้นว่า ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี เป็นเมืองสงบ ไม่หวือหวา มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ทั้งน้ำตก ภูเขา ทะเล

พูดง่ายๆ ว่ามีครบ ทั้งในส่วนของการผจญภัย และการแสวงหาความรื่นรมย์จากธรรมชาติ รวมถึงแสงสีแบบเบาๆ ไม่อุจาดตาแบบพัทยา

ซึ่งผมเชื่อว่าน้องๆ เหล่านั้นพูดถูก

แต่กระนั้น ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงแห่มาซื้อคอนโดฯ แถวชะอำ หัวหิน กันเป็นจำนวนมาก น้องๆ กลุ่มเดิมจึงเล่าให้ฟังว่าเพราะช่วงปีสองปีมานี้เศรษฐกิจไม่ดีเลย

ราคาพรีเซลส์ที่เปิดราคากันที่ห้างดังในกรุงเทพฯ ขายได้เพียงไม่กี่ห้อง

เจ้าของโครงการเขาถึงดัมพ์ราคาขายลงมา

บางห้องลดราคาเกือบ 2 ล้าน

พื้นที่ใช้สอยเริ่มตั้งแต่เกือบ 50 ตารางเมตร ไปจนถึง 80 กว่าตารางเมตร เป็นใครจะไม่ซื้อล่ะครับ ยิ่งถ้าใครมีเงินเย็นด้วย หรือถ้าใครต้องการกู้แบงก์ ธนาคารเขายอมปล่อยให้กู้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าใครไม่มีภาระหนี้ผูกพัน รับรองเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย

มิหนำซ้ำยังนำมาเป็นห้องเช่าให้พวกฝรั่ง หรือคนหนุ่มสาวเช่าได้ราคาอีกด้วย

เพราะสนนราคาค่าเช่ารายวันอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 บาท ต่อคืน ส่วนอัตราค่าเช่ารายเดือนอยู่ที่ 30,000-50,000 บาท ต่อเดือน ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการตกแต่งห้อง ขนาดตารางเมตร ทำเลอยู่ติดสระว่ายน้ำ และทะเลหรือไม่

ที่สำคัญ จะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนกับโรงแรมห้าดาว

เพียงแต่โรงแรมระดับห้าดาวพักได้เพียง 2 คน ต่อห้อง เท่านั้น ดังนั้น ถ้าจะมีใครมาพักเพิ่มก็จะต้องจ่ายให้กับโรงแรมเพิ่มเติม อย่างดีก็ได้เพียง 2 คนสำหรับเด็กเท่านั้น

แต่ถ้าเรามา 4-5 คนก็จะต้องเปิด 2 ห้อง

แต่สำหรับคอนโดฯ ให้เช่าพักได้ 4-5 คน หรือมากกว่านั้นอีกนิดหน่อย สนนราคาก็ถูกกว่ากันมากเมื่อเทียบกับโรงแรมแล้ว

ผมถึงบอกว่า คนหนุ่มสาวในปัจจุบันเลือกที่จะพักคอนโดฯ มากกว่า ยิ่งถ้าคอนโดฯ ไหนมีความเป็นส่วนตัว มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีฟิตเนส จักรยาน รถกอล์ฟคอยบริการถึงห้อง

เป็นใครก็เลือกพักคอนโดฯ มากกว่าโรงแรม

ที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมด ไม่ใช่ผมจะพูดแต่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น เพราะเหตุผลหลักๆ ที่จะเล่าให้ฟังคือมีอาชีพซ่อนอยู่ในนี้ด้วย แถมเป็นอาชีพที่ดี ทำเงินอย่างเป็นกอบเป็นกำ

เพราะส่วนใหญ่คอนโดฯ เหล่านี้เขาจะให้ทางโครงการบริหารจัดการหาคนเช่ารายเดือนให้ ซึ่งเขาจะมีแม่บ้านของโครงการเป็นคนทำความสะอาดให้ทุกอย่าง

แต่สำหรับพวกเช่ารายวัน นอกจากเจ้าของห้องจะต้องเป็นคนหาเองแล้ว บางส่วนอาจให้เอเยนซี่เป็นคนจัดการให้ พวกเขาไม่มีแม่บ้านประจำที่จะมาทำความสะอาดห้อง ซักผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ดูดฝุ่น และอื่นๆ

เขาจึงต้องหาแม่บ้านท้องถิ่นมาช่วยจัดการให้

สนนราคาค่าทำความสะอาดห้องประมาณ 250-300 บาท ต่อห้อง หากจะต้องซักผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และอื่นๆ ก็จะมีอัตราการใช้บริการเพิ่มเป็นชิ้นๆ

ชิ้นหนึ่งมีตั้งแต่ราคา 50-150 บาท

รวมเบ็ดเสร็จที่เจ้าของห้องจะต้องจ่ายประมาณ 500-600 บาท ต่อห้องต่อครั้ง

ผมมีโอกาสคุยกับแม่บ้านพวกนั้น เธอเล่าให้ฟังว่า เป็นอาชีพที่ดีมาก เพราะห้องหนึ่งใช้เวลาในการทำความสะอาดไม่นานก็ได้เงินแล้ว

ส่วนผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว เราก็ส่งร้านซักอบรีด

ไม่เหนื่อย แถมยังบวกค่าขนส่งเพิ่มได้อีกด้วย

เธอบอกผมว่า วันๆ หนึ่งมีรายได้เกือบ 2,000 บาท เพราะตอนหลังมีคนมาซื้อคอนโดฯ แล้วเปิดให้เช่ารายวันเยอะมาก ที่สำคัญ ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี ไม่มีไฮซีซั่น โลว์ซีซั่น เพราะเป็นอำเภอที่มีนักท่องเที่ยวมาตลอด

พวกเขาไม่อยากพักโรงแรม เพราะพักได้จำนวนจำกัด

แต่พวกเขาเลือกพักที่นี่ เพราะนอกจากจะได้อยู่กันแบบครอบครัว แถมยังมีกิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกันอีกด้วย เพราะคอนโดฯ เหล่านี้เขาดีไซน์ให้มีสระว่ายน้ำล้อมรอบ

ว่ายน้ำได้ตลอดวันตลอดคืน

แถมยังติดทะเลอีก

แค่เขาซื้ออาหารมาตุนเก็บไว้ในตู้เย็น เขาสามารถทำกับข้าวกินกันเองได้ เพราะแต่ละห้องจะมีครัว และอุปกรณ์ในการทำกับข้าวครบครัน ทั้งยังมีจานชาม ช้อนส้อม หม้อต้มกาแฟ ไมโครเวฟ ที่ปิ้งขนมปัง เสร็จสรรพอยู่ในห้องทั้งหมด

เป็นใครจะไม่พักล่ะครับ

และเป็นใครจะไม่อยากรับจ๊อบเป็นแม่บ้านชั่วคราวล่ะครับ

ขนาดผมเป็นผู้ชาย ยังอยากลงไปรับจ๊อบบ้างเลย

เพราะเงินมันดีจริงๆ ครับ

ที่สำคัญ อาชีพแม่บ้านจำเป็น ขณะนี้กำลังแพร่ระบาดไปยังจังหวัดต่างๆ ที่โครงการอสังหาริมทรัพย์มีชื่อทั้งหลาย ไปสร้างคอนโดมิเนียมด้วย

อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมนะครับ?

รู้เขา รู้เรา เรื่องแรงงาน

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

รู้เขา รู้เรา เรื่องแรงงาน

พยายามนั่งอ่านหนังสือ “Insight วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย” ฉบับเดือนมีนาคม 2015 ที่จัดทำโดย Economic Intelligence Center (EIC) โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดพิมพ์

เพื่อจะดูข้อมูลเรื่องของวิกฤตแรงงานไทยว่ามีเรื่องไหนบ้างที่ยังเป็นปัญหา? และมีส่วนไหนบ้างที่จะช่วยผู้ประกอบการบ้านเราบ้าง?

เพราะตั้งแต่มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในปี 2554 เป็นต้นมา รู้สึกว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะบ่นมากกว่าชื่นชม

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเศรษฐกิจยุโรป จีน สหรัฐอเมริกา ไม่ค่อยจะดีขึ้นอย่างที่เราๆ ท่านๆ ต้องการ จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายรายปิดกิจการกันไป

โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ

เมื่ออ่านข้อมูล ผมมานั่งพิจารณาทีละหัวข้อๆ จนพบว่า สาเหตุของการขาดแคลนแรงงานที่ EIC สรุปมีอยู่ 3 เรื่องหลักๆ คือ

หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

สอง การลงทุนเพื่อช่วยในการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

สาม ทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ

โดยเฉพาะประเด็นที่สาม เนื่องจากทาง EIC ทำการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจหลายราย จนพบว่า เหตุที่ทักษะแรงงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ เนื่องจากแรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไปเข้าสู่การทำงานนอกระบบมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ราวประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบัน เพิ่มขึ้นถึง 27 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานนอกระบบ (แรงงานที่ทำงานของตัวเอง, แรงงานที่ทำงานในครอบครัว และไม่ได้รับค่าจ้าง, แรงงานในกิจการขนาดเล็กที่ไม่เกิน 5 คน) อยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวกับการค้าขาย และร้านอาหาร

ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง ภาคธุรกิจของไทยใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่นๆ ในการคัดเลือกผู้สมัครระดับชำนาญการ ผลตรงนี้ เมื่อดูข้อมูลการสำรวจของธนาคารโลก จึงพบว่า นายจ้างไทยใช้เวลาในการคัดเลือกผู้สมัครระดับชำนาญการถึง 7 สัปดาห์ นานกว่ามาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ใช้เวลาเพียง 5-6 สัปดาห์เท่านั้น

ตรงนี้ไม่เพียงทำให้เสียโอกาสในการคัดเลือกคนมาทำงาน ยังทำให้เสียโอกาสในการรับคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งต่างๆ ด้วย

เพราะบางตำแหน่งต้องใช้เวลาฝึกฝนกว่าพนักงานใหม่จะเกิดความชำนาญ

นอกจากนั้น ผลสำรวจของ EIC ยังระบุถึงคุณภาพของแรงงานที่ต่ำกว่าความคาดหวังของนายจ้าง เนื่องจากคุณภาพของบัณฑิตที่จบระดับอุดมศึกษาของไทยลดลงอย่างมาก เห็นได้จากการลดลงของผลตอบแทนสำหรับแรงงานกลุ่มนี้

โดยส่วนต่างระหว่างค่าจ้างของแรงงานปริญญาตรี กับระดับการศึกษาอื่นๆ ลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์

สาเหตุน่าจะอ้างอิงจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน โดย World Economic Forum ที่ชี้ชัดว่าคุณภาพการศึกษาของไทยในระดับมหาวิทยาลัยด้อยกว่าคู่แข่งอย่างมาก

โดยปี 2014 มีการพิจารณาด้านคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยโดยรวม พบว่าไทยอยู่อันดับที่ 87 ด้อยกว่ามาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนั้น คุณภาพการสอนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ

ผลเช่นนี้ เมื่อดูข้อมูลของธนาคารโลกที่ทำการสำรวจปี 2007 พบว่า แรงงานผู้ชำนาญการของไทยมีทักษะต่ำกว่าความคาดหวังของนายจ้าง ทั้งในเรื่องความคิดสร้างสรรค์, การคิดค้นนวัตกรรม, ไอที, ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ยิ่งเฉพาะทางด้านภาษาอังกฤษ, ไอที จากข้อมูลระบุชัดว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ กลับเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปลายปีนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าแรงงานของไทยจะถูกแรงงานฟิลิปปินส์ที่ใช้ภาษาอังกฤษดีกว่าแย่งงานไป

โดยเฉพาะงานในภาคธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยว

สิ่งสำคัญอีกอย่างของการสำรวจ EIC คือปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจต่างๆ โดยพบว่า ปัจจุบันภาคก่อสร้างมีแนวโน้มประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเชิงปริมาณมากที่สุด ขณะที่ภาคยานยนต์จะประสบปัญหาเชิงคุณภาพมากกว่า

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีโอกาสประสบปัญหาทั้งในเรื่องแรงงานเชิงปริมาณ และแรงงานเชิงคุณภาพ

นอกจากนั้น EIC ยังระบุว่า การสำรวจครั้งนี้พิจารณาจาก 6 ภาคธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์, ก่อสร้าง, อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, อาหารและเครื่องดื่ม, ท่องเที่ยว และการค้าส่งค้าปลีก

โดยภาคธุรกิจเหล่านี้มีการจ้างงาน 56 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานทั้งหมดที่อยู่นอกภาคเกษตร เพราะมีการจ้างงานรวมถึง 13.5 ล้านคน ในปี 2013

ดังนั้น ในแง่ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจเหล่านี้ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมกันถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ทั้งยังสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของการเติบโตในช่วงปี 2008-2012

เพราะฉะนั้น ทางแก้ของการวางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตแรงงานไทย จึงต้องใช้ 3 แนวทางประกอบกันคือ

หนึ่ง ปรับปรุงวิธีการสรรหา-เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ผู้ประกอบการต้องพยายามดูแลให้ถ้วนถี่ว่าบริษัทมีจำนวนพนักงานใหม่เพียงพอหรือไม่ และควรปรับปรุงวิธีการสรรหา รวมทั้งนำมาตรการต่างๆ มาใช้ เพื่อดึงดูดใจผู้สมัคร และว่าจ้างให้สำเร็จ

สอง เพิ่มผลิตภาพแรงงาน-ในสภาวการณ์ปัจจุบัน หากผู้ประกอบการไม่สามารถสรรหาพนักงานได้เพียงพอ หรือใช้เวลาสรรหานานกว่าที่วางแผนไว้ การทำให้พนักงานที่มีอยู่ มีผลิตภาพสูงสุดเท่าที่จะทำได้ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

สาม เพิ่มอัตราการคงอยู่ในงาน-การดูแลให้พนักงานมีความสุข และทำงานอย่างมุ่งมั่นให้แก่บริษัท เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดผลกระทบของการขาดแคลนแรงงาน

เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ประกอบการทำทั้งหมดนี้ได้ เชื่อแน่ว่า กลยุทธ์ในการฝ่าวิกฤตแรงงานไทยครั้งนี้ น่าจะประสบความสำเร็จในที่สุด

เพราะจากข้อมูลทั้งหมด ทำให้เรารู้เขา แต่เราจะปิดช่องโหว่เพื่อไม่ให้เขารู้เรา ก็เชื่อแน่ว่าน่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการตัดสินใจของผู้ประกอบการโดยไม่ยาก

โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจขณะนี้?

จงทำในสิ่งที่รัก

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 372

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

จงทำในสิ่งที่รัก

ร้อนๆ อย่างนี้ทำให้ผมนึกถึงสมัยเด็ก ตอนไปเที่ยวบ้านป้าที่จังหวัดเพชรบุรี

บ้านป้ามีอาชีพขายของชำ ส่วนลุงมีอาชีพทำนา ทำสวน

ภายในสวนนอกจากจะมีกระท้อนห่อ มะม่วงแก้ว มะม่วงสามฤดู ยังมีกล้วย พริก มะเขือ ต้นกะเพรา ต้นโหระพา รวมถึงชะอม และตำลึงที่ชูใบเขียวขึ้นข้างรั้วอีกมากมาย

ผมเองไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งเหล่านี้เลย

นอกจากตระเวนเที่ยวกับลูกของป้า และเพื่อนๆ ข้างบ้าน เพื่อไปหาน้ำตาลสดกินจากต้นตาลบ้าง ไปหากะละแมกินแถวโรงน้ำตาลที่ชาวบ้านเขาทำน้ำตาลปี๊บกัน

หรือไม่เย็นๆ ค่ำๆ ก็แต่งตัวหล่อขี่จักรยานกับหนุ่มๆ แถวบ้าน และลูกชายของป้าเพื่อไปเที่ยวงานวัด ดูหนังกลางแปลง และดูสาวๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน

เนื่องจากเดือนเมษายนของทุกปี จะเป็นช่วงฌาปนกิจของชาวบ้านแถบละแวกนี้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงฌาปนกิจกันในช่วงเดือนเมษายน เป็นไปได้ว่าอาจเป็นเพราะช่วงนี้ลูกๆ หลานๆ ปิดเทอม ลาพักร้อนกลับบ้าน

หรือไม่เขาก็รอเผาศพกันในช่วงนี้

เพราะชาวบ้านสมัยก่อนมักจะเก็บศพไว้ 100 วัน หรือมากกว่านั้น เพื่อรอให้ลูกหลานที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศกลับมาบ้านอย่างพร้อมเพรียง เพื่อจะได้ทำการฌาปนกิจไปในคราวเดียวกัน เสมือนอยู่กันครบหน้า

อีกอย่างเผื่อจะได้อัพเดตด้วยว่าลูกหลานคนไหนไปทำอะไร แต่งงานหรือยัง ทำงานอยู่ที่ไหน เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ภายในหมู่ญาติมิตร

ผลเช่นนี้ จึงทำให้งานศพในต่างจังหวัดค่อนข้างยิ่งใหญ่ ทั้งปี่พาทย์ ฆ้องวง หนังกลางแปลง ลิเก ลำตัด หรือบางงานถึงกับจ้างนักร้อง นักดนตรีลูกทุ่งมาแสดงกันเลยก็มี

เมื่อมีความบันเทิงเกิดขึ้นยามค่ำคืนภายในวัด

ผู้คนจากหมู่บ้านต่างๆ จึงมาเที่ยวกันมากมาย

จนทำให้เกิดพ่อค้าแม่ค้าของแต่ละชุมชนเกิดขึ้นโดยบังเอิญ บางคนขายก๋วยเตี๋ยวเมืองเพชร บางคนขายผัดไทย หอยทอด หรือบางคนก็ขายขนมเบื้องห่อไข่

ขายน้ำ

ไอติม ลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึกเสียบ หอยเสียบ ฯลฯ

หนึ่งในพ่อค้า แม่ค้าชุมชนเหล่านั้น ลูกสาวป้าของผมคนหนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็เอามะม่วงแก้วแช่น้ำขัณฑสกร รสชาติหวานกรอบ พร้อมพริกกะเกลือ และกระท้อนแช่อิ่มออกมาขายด้วย

สินค้าของเธอขายหมดทุกวัน

ได้กำไรหลายร้อยบาทในแต่ละคืน

จนทำให้ผมอดชื่นชมเธอไม่ได้ และไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งจะทำ แต่เธอทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ปิดเทอม ไม่ว่าจะขายสลากสินค้าจับเบอร์ ขายมะม่วงแก้ว กระท้อนแช่อิ่ม กระท้อนสดชั่งกิโล หรือแม้แต่เพาะเห็ดฟางขาย

เธอทำจนเป็นนิสัย ตั้งแต่เล็กจนโต

เพื่อหาเงินช่วงปิดเทอมแบ่งเบาภาระพ่อแม่ เพื่อสำหรับค่าหนังสือ และชุดนักเรียน เพราะอย่างที่ทราบครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร และค้าขายเล็กๆ น้อยๆ

อีกอย่าง ป้าของผมมีลูกหลายคนด้วย เธอจึงอยากช่วยเหลือพ่อแม่ แม้กระทั่งเรียน เธอไปเรียนปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เธอก็ยังทำอยู่เช่นนี้

จนใครจะเชื่อล่ะว่าหลังจากที่เธอสอบชิงทุนปริญญาโทเพื่อเรียนหนังสือที่ออสเตรเลีย เธอยังหางานพิเศษทำตามร้านอาหารไทย ฝ่ายบริกรของโรงแรม กระทั่งเรียนจบปริญญาโท และแต่งงานกับชาวฝรั่งเศสที่เรียนหนังสือด้วยกัน

หลังจากแต่งงาน เธอตามสามีไปทำงานที่ฝรั่งเศสอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะลาออกมาดูแลครอบครัวอย่างจริงจัง และระหว่างนี้ เธอเริ่มสนใจธุรกิจเปิดร้านอาหารไทย เพราะเมืองลีอองที่เธออยู่ ยังไม่มีร้านอาหารไทย

เธอเริ่มต้นจากเช่าร้านเล็กๆ เพื่อเปิดเป็นร้านอาหาร มีลูกน้องเพียงไม่กี่คน แต่เมื่อขายดีขึ้น เธอจึงเริ่มขยายกิจการ จนสามารถเปิดร้านเป็นของตัวเอง

ทำอยู่ไม่กี่ปีเธอเปิดสาขา 2

บนทำเลที่ต่างกัน

เนื่องจากระยะหลังๆ ชาวฝรั่งเศส และชาวต่างชาติเริ่มนิยมชมชอบอาหารไทย และหนึ่งในเมนูของหวาน และผลไม้ที่เธอนำมาแนะนำให้ลูกค้าทาน ต้องมีมะม่วงแก้วจิ้มพริกกะเกลือ และกระท้อนแช่อิ่มด้วย

โดยเฉพาะกระท้อนแช่อิ่ม กลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านเลยทีเดียว

ผมมาทราบตอนหลังว่า ร้านอาหารของเธอประสบความสำเร็จเกินคาด ร้านเริ่มใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับลูกค้าที่นิยมชมชอบอาหารไทย แต่เมื่อวันหนึ่งสามีของเธอต้องไปรับผิดชอบในตำแหน่งที่สูงขึ้นในโซนเอเชีย

ล่าสุดมาประจำการประเทศไทย

เธอจึงขายร้านอาหารไทยทั้ง 2 ร้านเพื่อมาอยู่เมืองไทยกับสามี พร้อมกับลูกผู้หญิงอีก 3 คน เพราะเธอคิดว่าธุรกิจที่ทำจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็ตาม หากไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัว ไม่มีประโยชน์

เงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าขยัน

แต่ความสุขของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญกว่า เพราะถ้าครอบครัวอบอุ่น มีความสุข พลังในการทำงานจะเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

อีกอย่าง เธอมีความคิดที่อยากจะกลับมาอยู่เมืองไทย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเธอด้วย

เหตุผลที่ผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังไม่มีอะไรมาก อาจเป็นเพราะช่วงนี้อยู่ในช่วงปิดเทอม และเพิ่งผ่านเทศกาลมหาสงกรานต์มาไม่นาน อีกทั้งยังเป็นช่วงปีใหม่ไทย และวันครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย

จึงอยากที่จะนำเรื่องดีๆ มาบอกเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าวันหนึ่งใครที่ทำธุรกิจแล้วท้อแท้ สิ้นหวัง จงหันหลังกลับมามองที่ครอบครัว แล้วคุณจะมีกำลังใจ

คงเหมือนกับญาติผมคนนี้

ที่ชอบการค้าขายมาตั้งแต่เด็กๆ และไม่ว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร จะฝึกหัด ฝึกขาย ฝึกทดลองทำอยู่ตลอด จนที่สุดเธอก็ได้เป็นเจ้าของธุรกิจสมดั่งที่เธอชอบ และรัก

ซึ่งไม่ได้เกิดจากโชคใดๆ ทั้งปวง

แต่เกิดจากสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาเองตั้งแต่วัยเยาว์ทั้งสิ้น

จนกลายเป็นเรื่องเล่าขานที่ผมนำมาเล่าให้ผู้อ่านฟังอีกที

หวังว่าคงชอบนะครับ

จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ดีกว่า

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 371

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ดีกว่า

จำได้ว่าสมัยมหาวิทยาลัยเริ่มขยายตัวออกสู่ชานเมือง เรามักจะเห็นนักธุรกิจหลายรายสร้างอพาร์ตเมนต์เพื่อดักลูกค้านิสิต นักศึกษา

รวมถึงผู้เริ่มต้นวัยทำงาน

นอกจากส่วนหนึ่งเขาจะปล่อยให้เป็นห้องเช่ารายเดือน

บริเวณชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์ยังกันเป็นห้องเช่าให้กับลูกค้าที่ต้องการเช่าพื้นที่ทำร้านซัก อบ รีด ร้านคอมพิวเตอร์ ร้านมินิมาร์ท ร้านอาหาร

และร้านอะไรต่างๆ อีกมาก

ทั้งนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่าอพาร์ตเมนต์

ยิ่งเฉพาะนิสิต นักศึกษา และผู้เริ่มต้นวัยทำงานด้วยแล้ว พวกเขาคือลูกค้าเบอร์ 1 ที่เจ้าของร้านต่างๆ เหล่านั้นนิยมชมชอบ จนทำให้ใครก็ตามที่คิดจะประกอบธุรกิจอพาร์ตเมนต์ในยุคหลังๆ ต่างใช้โมเดลธุรกิจเดียวกันนี้ไปบริหารกิจการ

แต่ถึง ณ วันนี้

กลุ่มลูกค้าที่เป็นนิสิต นักศึกษา และผู้เริ่มต้นวัยทำงานเริ่มไม่อยากอยู่อพาร์ตเมนต์ เขาต้องการที่จะอยากอยู่คอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้ามากกว่า

เพราะนอกจากจะสะดวกสบาย

เดินทางไปไหนง่าย

ยังทำให้คุณภาพชีวิตมีความทันสมัย

ทั้งๆ ที่ราคาคอนโดมิเนียมแต่ละห้องไม่ถูกเลย

1 ล้านกว่าๆ ขึ้นไปจนถึงหลักสองสามล้าน

ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับทำเลแต่ละแห่ง และเข้าไปลึกจากปากซอยมากน้อยเท่าไหร่

ที่สำคัญ ราคาผ่อนคอนโดมิเนียมกับธนาคารแพงกว่าค่าเช่านิดหน่อย เป็นใคร ใครจะเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ละครับ นอกจากนั้น ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ระบบการรักษาความปลอดภัยดีกว่า มีที่จอดรถกว้างขวาง มีสวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ทั้งร้านซัก อบ รีด

ร้านมินิมาร์ทที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านคอมพิวเตอร์

และอื่นๆ อีกมากมาย

หรือบางทีร้านอาหารบางร้านยังมีเซอร์วิสบริการยกอาหารเสิร์ฟถึงห้องก็ยังมี พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่อยากออกไปข้างนอก ท่านก็สามารถอยู่ในห้องได้อย่างมีความสุข

ผมเคยถามน้องๆ ที่แห่ซื้อคอนโดมิเนียมกันหลายคน ว่าทำไมถึงชอบอยู่คอนโดมิเนียม เขาตอบว่าสบายดีครับ ไม่ต้องไปเสียค่าเช่าอพาร์ตเมนต์

เอาเงินค่าเช่าบวกลบอีกนิดหน่อยก็ได้ห้องเป็นของตัวเอง

แถมอยู่ใกล้ที่ทำงานด้วย

ประหยัดทั้งค่าเดินทาง

ที่สำคัญ ดูเหมือนเรามีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ถ้าวันไหนเกิดมีแฟน มีครอบครัว หรืออยากกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด ก็สามารถขายได้ เพราะราคามันขึ้นอยู่เรื่อยๆ

หรือไม่ก็ขยับขยายไปซื้อบ้านเดี่ยว

แต่ตอนนี้ขอเลือกอยู่คอนโดมิเนียมก่อน

ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยกับเขาทุกประการ และคิดว่าสมัยผมกว่าจะมีทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆ สักหลัง หรือจะมีรถยนต์ขับสักคัน ผมต้องใช้เวลาเก็บเงินหลายปีกว่าจะมีเงินไปดาวน์

ทั้งยังต้องมาลุ้นอีกครั้งว่าไฟแนนซ์ หรือธนาคารจะอนุมัติหรือเปล่า

แต่สมัยนี้พวกเขาไม่ต้องมานั่งลุ้นเหมือนผม แค่เขาทำงานประจำ มีเงินเดือนแน่นอน และทำงานอยู่ในบริษัทที่มั่นคง หรือบริษัทนั้นๆ มีคอนแทรกต์การผ่อนสินเชื่อเงินกู้กับธนาคารต่างๆ

พวกเขาจะมีคอนโดมิเนียมได้อย่างไม่ยากเย็น

ส่วนรถยนต์เองก็เหมือนกัน ตอนนี้มีโปรโมชั่นยังกับขายรถจักรยานยนต์ มีเงินดาวน์ไม่กี่ตังค์ ก็ถอยรถออกมาขับได้แล้ว

ไม่นับไอโฟน 6 และไอโฟน 7 ที่กำลังจะมาอีก

เห็นแล้วก็อิจฉาครับ

แต่กระนั้น ก็ชี้ให้เห็นเทรนด์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ ธุรกิจไอที และอื่นๆ ที่ทำให้เห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

ชอบความทันสมัย

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เพราะฉะนั้น ถ้าใครทำธุรกิจและอยากจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ คุณต้องดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเขาให้ออก ไม่ว่าจะเป็นร้านตัดผม ร้านเสื้อผ้า รองเท้า

ร้านอาหาร

คลับ ผับ บาร์

คุณต้องสอดแทรกความทันสมัยใส่ลงไป ที่สำคัญ ร้านของพวกคุณจะต้องเชื่อมต่อกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงด้วย มีหน้าร้านในเฟซบุ๊กด้วยยิ่งดีจะได้ค้นหาง่าย

และถ้าคุณเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเขา พูดคุยกันรู้เรื่อง โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในธุรกิจย่อมมีสูง เพราะอย่างที่เราเห็น เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ออกมาทำงานส่วนตัวกันค่อนข้างมาก

ถามว่าทำไมเขาถึงออกมา?

เพราะเขามองเห็นแล้วว่าปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง หาไม่เช่นนั้นคอนโดมิเนียมตลอดแนวรถไฟฟ้าไม่ขายดีหรอก

หรือรถยนต์อีโคคาร์ไม่ขายดีหรอก

ลองศึกษาตลาดดูนะครับ

แล้วคุณจะรู้ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ตัดสินใจซื้ออะไรไม่ยากเลย?

พนักงานคือทรัพย์สิน

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

พนักงานคือทรัพย์สิน

ทุกครั้งที่มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหาร นอกจากผลกำไรที่เขาต้องการจะบอกเล่าให้ฟังแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ยินพร้อมๆ กันคือ การพัฒนาคน

เพราะ “คน” เป็นผู้สร้าง “ผลกำไร”

ทำไมถึงไม่ใช่โปรดักต์?

ทำไมถึงไม่ใช่กลยุทธ์ในการขาย ประชาสัมพันธ์ และการตลาด?

ซึ่งผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะบอกว่า จริงๆ ก็เกี่ยวข้องกันทั้งหมด เพียงแต่ทุกส่วนย่อยที่กล่าวมาล้วนมาจาก “คน” ทั้งสิ้น

“คน” เป็นผู้สร้างโปรดักต์

“คน” เป็นฝ่ายขาย

“คน” เป็นประชาสัมพันธ์ และการตลาด

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะทำให้ “คน” หรือ “พนักงาน” เหล่านั้นเชื่อได้อย่างไรว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญ

เป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กร

และเป็นผู้สร้างผลกำไรให้กับบริษัท

คำถามตรงนี้ไม่ใช่ผมคนเดียวเท่านั้นที่คิด

ผู้บริหารเหล่านั้นก็คิดเช่นเดียวกัน และเขาพยายามหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้พนักงานเหล่านั้นเชื่อกันว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้พนักงานเชื่อในสิ่งที่ผู้บริหารพูด เป็นความท้าทายอย่างมาก

เพราะเราคุ้นชินกับคำพูดของนักการเมือง

ที่พูดโดยเชื่อถือไม่ได้เลย

ขณะเดียวกัน เราก็คุ้นชินกับการพูดที่เชื่อถือไม่ได้ของผู้บริหารหลายคน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่หลายองค์กรเลือกที่จะลอยแพพนักงานมากกว่าช่วยเหลือดูแลกัน

เป็นการบริหารแบบเลือกข้าง

คือเลือกที่จะเอาตัวรอดมากกว่าลงเรือลำเดียวกัน

จนที่สุด มีคนตกงานจำนวนมาก และบริษัทเหล่านั้นรอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปในช่วงสั้นๆ เพราะในระยะยาว หลังจากเศรษฐกิจฟื้น บริษัทเหล่านั้นก็ออกมาตรการต่างๆ ตามมาอีกจำนวนมาก จนทำให้พนักงานรุ่นเก่าๆ ค่อยๆ ทยอยหายไป

เพราะพนักงานเหล่านี้รู้ดีว่ากำพืดของผู้บริหารเป็นเช่นไร

ประกอบกับพนักงานเหล่านั้นพบคำตอบในความจริงว่า บริษัทนี้บริหารแบบเอาตัวรอด พอเขาพ้นช่วงแห่งวิกฤต เขาจึงเลือกที่จะไปมากกว่าอยู่

โดยไม่มีความผูกพันใดๆ เลย

ผมถามผู้บริหารเหล่านั้นว่า เมื่อคุณเห็น “พนักงาน” หรือ “คน” มีความสำคัญ และสามารถสร้างผลกำไรให้กับบริษัท ไหนคุณลองเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมว่าจะทำอย่างไร

เขาบอกผมว่า อันดับแรก ต้องทำลายกำแพงระหว่างชนชั้นออกให้ได้เสียก่อน เพราะคนเราส่วนใหญ่ชอบคิดไปเองว่า ผมหัวหน้า คุณลูกน้อง

ผมอยู่ตำแหน่งสูงกว่าคุณ

จนเกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นขึ้นมา

ยิ่งในระดับผู้บริหารระดับสูง กับพนักงานปฏิบัติด้วย ยิ่งห่างกันใหญ่ ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นหายไปคือ ทำลายกำแพงลง

เมื่อทำลายกำแพงเสร็จ ช่องว่างระหว่างความรู้สึกจะหายไป ยิ่งถ้าเราใช้การจิบกาแฟยามเช้ากับพนักงาน หรือจิบน้ำชายามบ่ายกับพนักงานเป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน จะยิ่งทำให้ความรู้สึกของพนักงานดีขึ้น

ที่สำคัญ ต้องแสดงออกอย่างจริงใจ

ตรงนี้ไม่เพียงจะทำให้เรารับรู้ปัญหาของพนักงานโดยตรง เรายังมีโอกาสหาทางช่วยเหลือพนักงานอีกทางหนึ่งด้วย เสมือนเป็นการดูแลเอาใจใส่พนักงานโดยตรง

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ใจพนักงานแล้ว เป้าหมายต่อไปที่ผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงคือการพูดถึงทิศทางของบริษัท

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจ

ผลกำไร

รวมไปถึงเส้นทางการเติบโตของพนักงาน

เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารควรวางกรอบ และทิศทางให้ชัดเจน ที่สำคัญ ควรจะต้องพูดให้พนักงานฟัง เพราะเสมือนเป็นแผนที่การดำเนินชีวิตให้พวกเขารู้ว่าต่อไปเราจะทำงานกันอย่างมีเป้าหมาย

มีทางเดินที่ชัดเจน

ไม่ใช่เดินไปอย่างไม่มีความหวัง หรือความฝันใดๆ เลย

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การอบรม และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในส่วนต่างๆ ตรงนี้ไม่เพียงจะช่วยเติมเต็มให้เขามีความแข็งแกร่งในวิชาชีพมากขึ้น

ยังทำให้เขาเกิดการพัฒนาตัวเองในทางอ้อมด้วย เพราะการพัฒนาไม่เพียงทำให้เขาเติบโตทั้งวิธีคิด ความคิด หากยังทำให้เขานำผลของการพัฒนาไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต และครอบครัวต่อไปในอนาคตด้วย

เมื่อทำทั้งหมดนี้สำเร็จ ทุกอย่างจะสะวิงกลับมาที่องค์กรเอง และถ้าองค์กรไหนมี “คน” หรือ “พนักงาน” เหล่านี้มากขึ้นๆ เชื่อแน่ว่าความสำเร็จอย่างยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นกับองค์กรของคุณ

ซึ่งผมฟังแล้วรู้สึกดี

รู้สึกว่าหากผู้บริหารในประเทศไทยมีความคิดเช่นนี้กันมากๆ เห็นทีเราคงจะมีอนาคตที่สดใสเหมือนกับอารยประเทศทั่วไป

แม้จะเป็นเพียงความฝัน

แต่ผมรู้สึกว่าความฝันเช่นนี้ไม่ได้ไกลจากตัวเราเลย เพราะทุกวันนี้หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับ “คน” และ “พนักงาน” มากขึ้น

มากจนรู้สึกว่า ถ้าทุกองค์กรมอง “คน” หรือ “พนักงาน” เป็นทรัพย์สิน หรือสินทรัพย์ของบริษัท ก็เชื่อแน่ว่าสักวันหนึ่ง ทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ที่เราลงทุนไป จะดีดขึ้นเสมือนหุ้นในวันหนึ่ง

ในวันที่ทุกคนจะมีแต่รอยยิ้มเปื้อนหน้าทุกคน

ทุกอย่างอยู่ที่การจัดการ

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

ทุกอย่างอยู่ที่การจัดการ

เห็นข่าวที่ทางกรุงเทพมหานครออกมาจัดระเบียบทางเท้าบริเวณแถวคลองถม ก็ให้เกิดความรู้สึกหลายอย่าง อย่างแรก คงเห็นด้วยที่คนกรุงเทพฯ จะได้ทางเท้ากลับคืนมา

เพราะถ้าใครไปย่านนั้นในวันเสาร์-อาทิตย์คงจะคุ้นชินกับความจอแจ แออัดที่ต่างเต็มไปด้วยร้านขายของข้างถนนมาตลอดหลายสิบปี

จนค่อนข้างคุ้นชินต่อการเลือกเดินซื้อของ

หรือค่อนข้างคุ้นชินต่อการลงไปเดินข้างทางเท้า แม้จะต้องหลบรถมอเตอร์ไซค์ รถเมล์ หรือรถตุ๊กๆ ที่อาจจะเชี่ยวชนเราวันไหนก็ได้

แต่ที่สุดผมก็เอาตัวรอดมาจนได้

ตลาดของเก่าไม่ว่าจะเป็นแถวคลองถม, วรจักร, สะพานพุทธ หรือบริเวณคลองหลอด ระเรื่อยไปจนถึงด้านหลังของศาลฎีกา ที่อยู่ใกล้สนามหลวง ล้วนเป็นภาพชินตาของคนกรุงเทพฯ มาช้านาน

แม้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครบางสมัย จะพยายามจัดระเบียบทางเท้าให้สัมฤทธิผล แต่ท้ายที่สุด ก็ทำไม่ได้ เพราะพ่อค้าแม่ค้าไม่ยอม เพราะอ้างว่าเขาขายของย่านนี้มาช้านาน

เขาประกอบอาชีพสุจริต

เขาแค่ทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ

ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะไปเสียค่าเช่าขายของตามสถานที่ต่างๆ ที่ทางกรุงเทพมหานครจัดให้ หรือภาคเอกชนจัดให้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะไกลจากจุดขายของเดิม

อย่างสนามหลวง 2 แถวคลองทวีวัฒนา

หรือตลาดเอกชนที่สนนราคาค่าแผงเช่าหลายพันบาทต่อสัปดาห์

ทั้งๆ ที่เขาขายเพียงรองเท้ามือสอง เสื้อผ้ามือสอง เครื่องมือช่าง และพระเก่าไม่กี่สิบองค์เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าฟังในมุมของพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของแถวนี้ คงเป็นเรื่องจริง ที่ยากจะปฏิเสธ

เพราะเขาขายของที่นี่มานานจริงๆ

นานจนเขาคิดว่าที่นี่เป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเขา ดังนั้น เมื่อทางกรุงเทพมหานครมีความคิดที่จะจัดระเบียบการขายของบริเวณทางเท้า จึงมักจะถูกต่อต้านอยู่เสมอ

บางครั้งเกิดการทำร้ายกันระหว่างพ่อค้าแม่ค้ากับเจ้าหน้าที่เทศกิจจนเห็นเป็นภาพชินตาอยู่บ่อยๆ

ซึ่งถ้ามองอย่างเป็นธรรม

ต้องหันมามองกรุงเทพมหานครที่ปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ขายของตรงนี้นานจนเกินไป นานจนเขาคิดว่าที่นี่เป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเขา เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าคนที่มาขายของบริเวณทางเท้า ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน

หาเช้ากินค่ำ

เขาแค่ขอพื้นที่ยืนในสังคมบ้าง

เพื่อประกอบอาชีพสุจริต

เขาต้องการเงินจากการค้าขายเหล่านี้ไปเลี้ยงปากท้อง เลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่ ลูกหลาน และเขาแค่ขอเพียงวันเสาร์-วันอาทิตย์เท่านั้น

ไม่ได้ขายทุกวัน

ตรงนี้จึงเป็นมูลเหตุใหญ่ที่ทางกรุงเทพมหานครเกาไม่ถูกที่คัน เพราะการจะผลักดันเขาให้ไปขายของที่อื่น อย่างน้อยต้องไม่ไกลจากบ้านเรือนของเขา

ไม่ไกลจากลูกค้าของเขา

และไม่ต้องเสียค่าเช่าในราคาแสนแพง

เพราะฉะนั้น ในกรอบความคิดว่าจะให้เขาไปขายของยังสถานที่แห่งหนึ่ง หรือบริเวณตลาดเอกชนที่เสียค่าเช่าแพงกว่าเดิม มิหนำซ้ำ ยังไม่มั่นใจว่าลูกค้าจะไปซื้อของหรือไม่

เป็นใครจะไปล่ะครับ

เพราะเดิมทีเขาเคยขายที่นี่ได้วันละ 1,000 บาทอย่างต่ำ

แต่ต้องไปขายที่อื่น

แถมเสียค่าเช่าอีก

เขาจะได้วันละ 1,000 บาทหรือไม่

ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทางกรุงเทพมหานครต้องคิดเหมือนกัน เพราะจากเดิมเหตุผลหลักๆ ที่ทางกรุงเทพมหานครไม่กล้าจัดระเบียบ เป็นเพราะกลัวคะแนนนิยมของตัวเองจะลดลง

กลัวไม่ได้กลับมาเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครอีกครั้ง

ทุกพรรคจึงปล่อยเรื่องนี้คาราคาซังมาเนิ่นนาน

แต่ถ้ามองฝั่งกรุงเทพมหานครบ้าง ก็นับเป็นเรื่องดี เพราะอย่างที่ทราบๆ กัน ถนนหลายเส้นในกรุงเทพฯ ต่างแออัดไปด้วยหาบเร่ แผงลอย จนเกิดภาพอุจาดตา

บางสถานที่เป็นแหล่งมั่วสุม

เป็นแหล่งขายเทปผี ซีดีเถื่อน

โดยเฉพาะวิดีโอลามกอนาจารมากมาย และไม่ได้แอบขายด้วยนะ แต่วางขายกันจะจะ เด็ก คนแก่ ผู้หญิง เดินผ่านไปผ่านมาก็เห็น

ผมไม่เห็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ หรือตำรวจจะกล้าเข้าไปจับสักราย

สงสัยคงกลัวรุมประชาทัณฑ์

จนกลายเป็นภาพชินตาของคนที่ไปเดินคลองถม

ดังนั้น ถ้าทางกรุงเทพมหานครอ้างว่าจะเป็นการคืนทางเท้าให้กับประชาชน และเป็นการจัดระเบียบบ้านเมืองให้ดูสะอาดตา ที่สำคัญ ประชาชนที่เป็นเจ้าของตึกแถวในย่านชุมชนเหล่านั้น จะได้หายใจสะดวกขึ้นบ้าง ก็น่าจะเป็นเรื่องดีเหมือนกัน

แต่กระนั้น จะทำอย่างไรให้ทั้ง 2 ส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ตรงนี้เป็นโจทย์ที่ทางกรุงเทพมหานครต้องคิด

อย่าผลักให้เขาไปขายสนามหลวง 2 เลย เพราะลูกค้าเองก็คงไม่อยากไปไกลขนาดนั้น เพราะอย่างที่ทราบๆ กัน เสน่ห์ของกรุงเทพมหานครอย่างหนึ่งก็คือ ความไร้ระเบียบนี่แหละ

ยิ่งไร้ระเบียบยิ่งมีเสน่ห์

หรือถ้าจะให้เป็นระเบียบ และมีเสน่ห์ด้วย ต้องหันไปดูการจัดการตลาดนัดของเก่าทางฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี และอีกหลายประเทศ

เขามีตลาดนัดของเก่าในวันเสาร์-อาทิตย์-จันทร์

เริ่มขายกันตั้งแต่เก้าโมงเช้าไปจนถึงห้าหกโมงเย็น

ขายทุกอย่างตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์, นาฬิกา, โต๊ะ, ตู้, เก้าอี้, ตุ๊กตา, รองเท้า, กระเป๋า, เสื้อผ้า และอื่นๆ สนนราคาไม่แพงมาก ทั้งยังมีพ่อค้าจากเมืองไทย, จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย ไปตระเวนหาซื้อเพื่อนำมาขายในประเทศของตน จนร่ำรวยไปหลายคนแล้ว

ที่นั่นมีการจัดการดีมาก

พ่อค้าแม่ค้าเยอะ

ของขายเยอะ

คนเดินก็เยอะ

แต่มีวิธีการจัดการที่ดี โดยให้รถยนต์จอดอยู่ด้านนอก เมื่อเลือกซื้อสินค้าได้แล้ว ถ้าเป็นชิ้นใหญ่จะมีคนไปส่งให้ที่รถ แต่ถ้าไม่ได้เอารถมา เขาจะมีเจ้าหน้าที่นำไปส่งที่บ้าน

หรือใช้บริการของบริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ

ไม่วุ่นวายเลย

ไม่เชื่อลองไปดูเถอะครับ เพราะเขาขายที่นี่มากว่า 145 ปีแล้ว ชื่อว่า Paris Flea Market at Porte de Clignancourt

หรือที่ใครๆ เรียกว่า ตลาดร้อยปีปารีส นั่นเอง

เผื่อจะได้มีไอเดีย?

เติบโตอย่างไม่เร่งรีบ

Published กรกฎาคม 27, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

เติบโตอย่างไม่เร่งรีบ

ผมไม่ทราบว่าประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นตัวเลขอยู่ประมาณเท่าไหร่ และก็ไม่ทราบว่าทั้งระบบ ธนาคารต่างๆ มีการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ประมาณเท่าไหร่

รวมถึงตัวเลขที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ด้วย

แต่เท่าที่สังเกตจากธนาคารต่างๆ ล้วนออกแคมเปญการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีหลากหลายมาก จนทำให้คิดว่าหากผู้ประกอบธุรกิจส่วนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

อะไรจะเกิดขึ้น?

เพราะทุกวันนี้เดินไปทางไหนก็มีแต่คนขายของ แทบเห็นคนซื้อของน้อยมาก ยิ่งคนที่ขายเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือพูดตรงๆ คือพวกที่ขายสินค้าฟุ่มเฟือย แทบจะไม่ค่อยเห็นมีใครซื้อเลย

ไม่เฉพาะแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น

หากหลายจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ๆ ก็เป็นแบบนี้ และอย่างที่ทุกคนทราบกัน นิสิต นักศึกษา หรือคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มักเลือกประกอบอาชีพอิสระมากกว่าที่จะทำงานในระบบ

เพราะอยากเป็นนายตัวเอง

ไม่อยากง้อใคร

เขา และเธอเหล่านี้นอกจากตระเวนขายของไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นแหล่งชุมนุมของคนหนุ่มสาว หากเขา และเธอเหล่านี้บางรายยังมีหน้าร้านเป็นของตัวเองด้วย

ไม่นับการขายของผ่านออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่

ซึ่งบางรายประสบความสำเร็จ

แต่บางรายเจ๊งไม่เป็นท่า

คำตอบคือไม่มีคนซื้อ

แต่กระนั้น ก็มีคนหนุ่มสาวอีกจำนวนมากที่เลือกขายของกิน บางรายมีคอนเซ็ปต์ มีความหวือหวา และมีจุดเด่นของตัวเองก็ประสบความสำเร็จ

แต่บางรายก็อย่างที่พวกเราทราบๆ กัน

แทบจะขายไม่ได้เลย

จนทำให้คนเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบ แล้วก้มหน้าก้มตาเป็นมนุษย์เงินเดือนต่อไป ซึ่งเห็นแล้ว ทราบทันทีว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้หดตัวอย่างมาก

มีการจับจ่ายใช้สอยน้อยมาก

ยิ่งพวกที่ทำธุรกิจป้อนร้านโมเดิร์นเทรดด้วย ไม่ต้องพูดถึง เพราะคุณจะต้องมีสายป่านยาวไกลพอสมควร แถมยังมีเงื่อนไขมากมายที่ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องยอมถอย

เพราะเกมธุรกิจในปัจจุบันเป็นของผู้เล่นรายใหญ่

เรื่องนี้ผมมีข้อมูลสนับสนุนจากข่าวเล็กๆ ของประชาชาติธุรกิจ ในหน้านิวบิซ ที่เขาไปคุยกับ “บุญชัย ธนะสิทธิชัย” ประธานเอสเอ็มอีของจังหวัดนครปฐม ที่บอกว่าตอนนี้สภาพธุรกิจในจังหวัดนครปฐมค่อนข้างนิ่ง ผลิตอะไรก็ขายไม่ค่อยได้

เขาจึงอยากเสนอ 3 ทางเลือกให้ทางรัฐบาลช่วยแก้ปัญหา

หนึ่ง เรื่องของช่องทางการจัดจำหน่ายในร้านโมเดิร์นเทรดที่มีต้นทุนสูงมาก

สอง ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นไม่สามารถเข้าร้านสะดวกซื้อได้

สาม ทักษะแรงงานที่ไม่มีฝีมือ

ผมอ่านจากข่าวเล็กๆ ชิ้นนี้แล้วเข้าใจเลยว่าไม่เฉพาะแต่จังหวัดนครปฐมเท่านั้นที่เกิดปัญหา แต่เป็นปัญหาของทุกจังหวัดในประเทศไทย

เพราะอย่างที่ทราบกันดี การจะนำสินค้าสักชิ้นหนึ่ง ยี่ห้อหนึ่งเข้าโมเดิร์นเทรด นอกจากคุณภาพสินค้าต้องดีจริงๆ แล้ว เราจะต้องมีเงินสำรองส่วนหนึ่งด้วย เพราะกว่าเขาจะตัดรอบบิลมาให้ผู้ประกอบการจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง

หากไม่มีเงินสำรองกักเก็บไว้ เราจะหมุนเงินตรงนี้ไม่ทัน

เช่นเดียวกับร้านคอนวีเนี่ยนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ก็เช่นกัน เพราะนอกจากเขาจะมีสินค้าของเขาเองส่วนหนึ่งแล้ว เขายังมีสินค้าของคู่ค้ารายใหญ่ๆ ที่เป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน

ทั้งสินค้าของเขายังเป็นแบรนด์ระดับประเทศที่หลายคนรู้จัก ที่แตกต่างจากแบรนด์ท้องถิ่นทั่วไป ตรงนี้เป็นปัญหาของคนที่ทำธุรกิจเอสเอ็มอีที่อยากจะอวดสินค้าในร้านสะดวกซื้อ

เพื่อให้คนบริโภค

ที่สุดจึงเลือกวางขายสินค้าในตลาดชุมชนแทน

หรือกระจายสินค้าผ่านร้านโชห่วยต่างๆ ที่เขารู้จัก

เช่นเดียวกับ ปัญหาเรื่องทักษะฝีมือแรงงาน ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ปัจจุบันนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เขาเปิดโอกาสให้แรงงานไร้ฝีมือเข้าไปอบรมทักษะฝีมือแรงงาน ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ ซึ่งหลายคนก็ใช้โอกาสนี้เข้าไปอบรม

เพื่อการันตีตัวเอง

ในการนำไปสมัครงานยังที่ต่างๆ

แต่อย่างที่ทุกคนทราบดี แรงงานทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ค่อยไป และแรงงานส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก จึงทำให้พวกเขาเหล่านี้ขาดทักษะฝีมือ เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อไปทำงาน เดี๋ยวหัวหน้างานก็จะเทรนให้

ปัญหาแรงงานของจังหวัดนครปฐม

หรือจังหวัดอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้

จึงทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไม่ค่อยได้แรงงานฝีมือดีๆ เพราะคนเหล่านี้คิดว่าขอทำงานสักระยะ พอได้เงินทองส่งเสียตัวเองเรียนจบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)

เขาจะกลับเข้าไปทำงานในระบบ

จนเป็นเหตุให้เขา และเธอเหล่านั้นขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาฝีมือแรงงาน และกลายเป็นปมปัญหาที่ทำให้ผู้ประกอบการหันไปใช้แรงงานเพื่อนบ้าน

ที่ค่าแรงถูกกว่า

แต่คุณภาพขึ้นอยู่กับการฝึกปรือของนายจ้างแต่ละคนว่าจะสร้างให้เขาเหล่านั้นเป็นแรงงานที่มีฝีมือได้อย่างไร เพราะของพวกนี้มันฝึกกันได้

แต่อย่างที่ทราบ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาธรรมชาติ

รัฐบาลจะแก้ไขได้ หรือไม่ได้ ไม่รู้

แต่อยากจะบอกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกรายที่ทำธุรกิจอยู่ขณะนี้ว่า ไม่ว่าจะประสบปัญหาใดในการทำธุรกิจ สินค้าเราต้องดีก่อน ราคาต้องไม่แพงจนเกินไป ที่สำคัญ จะต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราคือใคร

และจะต้องทำธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป

ค่อยๆ เติบโต

ค่อยๆ ขยายธุรกิจ

แล้วจะประสบความสำเร็จเอง

ผมเชื่อเช่นนั้นนะ?

จับปลาให้เป็น

Published กรกฎาคม 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 367

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

จับปลาให้เป็น

จำได้ว่าสมัยที่ “วิชา พูลวรลักษณ์” ผู้บริหารระดับสูง เครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ให้สัมภาษณ์ผมเมื่อสักเกือบ 20 ปีก่อน บอกว่า การทำธุรกิจโรงหนัง ต้องคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า?ที่ไหนมีปลา ให้ไปจับปลาที่นั่น

พร้อมกันนั้น “วิชา” ยกตัวอย่างการทำโรงหนังสแตนด์อะโลนสาขาแรกที่เมเจอร์ฯ ปิ่นเกล้า ให้ฟัง ซึ่งตอนนั้นศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า ยังไม่เกิด

มีแต่ พาต้า ปิ่นเกล้า

เมอร์รี่คิงส์ ปิ่นเกล้า

ทั้ง 2 ห้างถือเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำสำหรับผู้คนที่อยู่แถบละแวกนั้น ทั้งยังเป็นจุดต่อรถเมล์หลายสายเพื่อเดินทางไปยังเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

“วิชา” ไม่ได้มองแค่ห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แต่เขายังมองว่าเมเจอร์ฯ ปิ่นเกล้า อยู่ใกล้กับสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ซึ่งเป็นเกตเวย์สู่ภาคใต้ และภาคตะวันตก ทั้งยังมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงเรียนต่างๆ อีกมากมายอยู่รายรอบ

ที่ล้วนเป็นปลาชั้นดีทั้งสิ้น

กล่าวกันว่า แนวคิด ที่ไหนมีปลา ให้ไปจับปลาที่นั่น “วิชา” ยังใช้กับเกตเวย์สู่ภาคตะวันออก ด้วยการเปิดเมเจอร์ฯ เอกมัย, รามคำแหง และเกตเวย์สู่ภาคเหนือ ด้วยการเปิดเมเจอร์ฯ รังสิต

ที่ตอนนั้นเริ่มมีมหาวิทยาลัยขยายวิทยาเขตไปยังแถบชานเมืองบ้างแล้ว

แต่ “วิชา” เลือกที่จะไปก่อน

เหมือนกับรู้แผนธุรกิจล่วงหน้าว่าเมื่อมีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้น แน่นอนว่าเหล่าบรรดาปลาที่เป็นนิสิต นักศึกษา หรือนักเรียน จะต้องมาดูหนังของเขาเป็นแน่

เพราะโรงหนังเครือเมเจอร์ฯ ทุกโรงมีจุดเด่นอยู่ที่ซื้อตั๋วหนังแล้วดูได้ทันที

ไม่ต้องไปเดินรอหลายชั่วโมง

หรือไม่ต้องรอรอบ

เพราะโรงหนังของเขาจะมีหลายโรง และมีหลายเรื่องให้เลือก ชอบเรื่องไหนดูได้ทันที ยิ่งสมัยนี้ไม่ต้องพูดถึง จองที่นั่งผ่านออนไลน์ หรือผ่านแอพพลิเคชั่นได้แล้ว

หรือสามารถดูหนังตัวอย่างผ่านมือถือยังได้ด้วย

สะดวกสบายมาก

แต่ประเด็นที่ผมพูดถึงวันนี้ ไม่ได้บอกแค่หลักคิด วิธีคิดของ “วิชา” เท่านั้น เพราะถ้าสังเกตกันดีๆ จะเห็นว่าตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยเริ่มออกนอกระบบ

หลายมหาวิทยาลัยเริ่มขยายวิทยาเขตออกไปชานเมือง และต่างจังหวัดมากขึ้น

และหลายมหาวิทยาลัยขยายแคมปัสเพื่อรองรับตลาดการศึกษาในระดับปริญญาโท และปริญญาเอกมากขึ้น เหมือนอย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ที่เดิมทีคิดจะขายที่ดินให้กับซีพีออลล์ เพื่อไปสร้างมหาวิทยาลัยแห่งใหม่แถวปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ปรากฏว่าน้ำท่วมหนักในปี 2554 เสียก่อน

ที่สำคัญ นักศึกษาไม่อยากไปด้วย เพราะไกลเกินไป ที่สุดผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงกลับมาใช้ที่เดิม และตอนนี้กำลังปรับสภาพภูมิทัศน์มหาวิทยาลัยใหม่ให้คล้ายๆ กับจามจุรีสแควร์

เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดนักศึกษา

และรองรับการเป็น Hybrid Learning System

ขณะที่มหาวิทยาลัยรังสิตกำลังจะเปิดแคมปัสแห่งใหม่ที่จังหวัดนครปฐม บนเนื้อที่กว่า 500 ไร่ และมหาวิทยาลัยศิลปากรกำลังขยายหลักสูตรปริญญาโท และเอก โดยใช้พื้นที่แถบบริเวณเมืองทองธานีอีกประมาณ 10 ไร่

ที่ล้วนเป็นปลาชั้นดีที่กำลังจะมาใหม่ทั้งสิ้น

ในแง่ธุรกิจ ใครที่มีที่ดิน บ้าน ร้านอาหาร หอพัก อพาร์ตเมนต์ และอื่นๆ คงจะตาโตกับข่าวนี้ เพราะเห็นลู่ทางแล้วว่าต่อไปถ้าจะลงทุนทำอะไร เพื่อให้นักศึกษาเข้ามาใช้บริการมากๆ โอกาสมีกำไรย่อมมีสูง

สำคัญไปกว่านั้น ไม่เฉพาะแต่เราๆ เท่านั้นหรอกที่มองเห็น ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ ร้านคอนวีเนี่ยนสโตร์ดังๆ และแฟรนไชส์ร้านกาแฟดังๆ เขาก็มองเห็นเช่นกัน

ไม่เช่นนั้นเขาจะเริ่มไปปักหมุดลงทุนในพื้นที่เหล่านั้นแล้วหรือ

เพราะเขามองเห็นอย่างที่ “วิชา” บอกไว้เช่นกันว่า?ที่ไหนมีปลา ให้ไปจับปลาที่นั่น

เคยมีบางคนบอกผมว่า ถ้าห้างสรรพสินค้ามีโอกาสคุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าจะขยายแคมปัส หรือวิทยาเขตที่ไหน ช่วยบอกด้วย เพราะจะทำให้เรา win win game ทั้งคู่

ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยนะ

แต่ใจหนึ่งอดรู้สึกสงสารปลาไม่ได้ เพราะไม่ทันที่จะลงทะเบียนเลย เขาก็เริ่มขุดบ่อล่อปลาให้ติดเหยื่อเสียแล้ว แต่นั่นก็เป็นกลเกมทางธุรกิจ

มีเงินมากย่อมทำได้อยู่แล้ว

แต่สำหรับนักธุรกิจรายย่อย เห็นอย่างนี้แล้ว สามารถนำหลักคิดของ “วิชา” ไปปรับใช้ได้เช่นกัน เพราะถ้าเราขายของโดยไม่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราคือใคร

สินค้าของเราเหมาะสมกับใคร

ก็อย่าไปทำ

เราต้องสำรวจอย่างรอบคอบ แล้วดูว่าสินค้าที่เราขายนั้น น่าจะมีปลามากิน มาใช้ มาซื้อ หรือมาจับจ่ายใช้สอย ก็ทำไปเลยครับ

มีเงินน้อยก็ทำแต่น้อย

มีเงินมากหน่อย ก็ขยายการลงทุนเพิ่ม

เท่านั้นจะทำให้เราจับกลุ่มลูกค้าของเราอยู่หมัดเช่นกัน ซึ่งเหมือนกับห้างสรรพสินค้าทุกวันนี้ ที่พยายามขยายสาขาออกไปชานเมือง หรือไปหัวเมืองในต่างจังหวัด

เพราะเขามองเห็นแล้วว่าศักยภาพที่ไปลงทุนล้วนมีปลาชั้นดีอยู่ทั้งสิ้น

เขาถึงกล้าไป

เราทุนน้อย ปลาซิว ปลาสร้อยก็เอาไปก่อนเถอะครับ เพราะบางทีรายได้การหากำไรจากปลาซิว ปลาสร้อย อาจทำให้เรามีโอกาสจับปลาแซลมอนในวันหนึ่งก็ได้

ใครจะไปรู้?

%d bloggers like this: