ความงาม

All posts tagged ความงาม

ท่านาวาสนะขาเดียวลดหน้าท้อง

Published สิงหาคม 1, 2013 by SoClaimon

ท่านาวาสนะขาเดียวลดหน้าท้อง

  • 27 กรกฎาคม 2556 เวลา 09:57 น.

ท่านาวาสนะขาเดียวลดหน้าท้อง

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านาวาสนะ (หรือท่าเรือ) ปกติเป็นท่าที่ใช้บริหารหน้าท้อง สร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามท้องและต้นขา ส่วนท่านาวาสนะขาเดียวเป็นท่าพลิกแพลง ทำประกอบกับท่ากอดขาชิดลำตัว จะช่วยเพิ่มการยืดเส้นใต้สะโพก ช่วยฝึกสมาธิและการทรงตัวในท่านั่ง การยกขาขึ้นลงจะช่วยบริหารต้นขาและหน้าท้องมากขึ้น ฝึกใหม่ๆ อาจะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหน้าท้องหลังฝึก

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งยืดขาขวาไปข้างหน้า พับขาซ้ายเข้าหาตัว น่องขนานหน้าอก แขนทั้งสองอ้อมขาด้านข้างกอดขาเข้าชิดลำตัวมากที่สุด ยืดหลังตรง หายใจเข้าออกสักครู่

2.สอดแขนซ้ายใต้ขาซ้าย สอดแขนขวาให้ฝ่าเท้าซ้าย

3.พนมมือด้านหน้าขา ดึงขาเข้าหาลำตัวอีกครั้ง

4.หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นสูงเท่าที่ทำได้เป็นท่าเรือ ขาตรงไม่งอเข่า

5.หายใจออก ลดขาขวาลงใกล้พื้นแต่ไม่ถึงพื้น  ยกขาขึ้นลงแบบนี้อีก 58 ครั้งช้าๆ โดยพยายามยืดให้หลังตรงไว้ แล้วคลายท่าสลับข้าง

แสดงท่า : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะราย 6 เดือนขึ้นไป 500 บาท

โทร. 02-636-6758-9

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
โฆษณา

การรักษาริดสีดวงทวารโดยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

Published สิงหาคม 1, 2013 by SoClaimon

การรักษาริดสีดวงทวารโดยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

  • 27 กรกฎาคม 2556 เวลา 07:50 น.

การรักษาริดสีดวงทวารโดยศาสตร์การแพทย์แผนจีน

โดย…แพทย์จีนศิรินทรา โคตรพรหม แพทย์จีนอายุรกรรมด้านโรคผิวหนังและความงาม คลินิกหัวเฉียวไทยจีน แพทย์แผนไทย

ริดสีดวงทวาร คือ การที่เยื่อเมือกส่วนปลายของลำไส้ตรงซึ่งบริเวณลำไส้ตรงทวารหนักเป็นส่วนที่กักเก็บและขับอุจจาระทำให้กลุ่มหลอดเลือดดำใต้ผิวหนังบริเวณท่อทวารหนักเกิดการขอดและโป่งพองถ้าเป็นมากๆ จะเห็นเหมือนเป็นติ่งเนื้อโผล่ออกมาทางทวารหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บๆ คันๆ ซึ่งในระยะแรกจะเพิ่มอาการเจ็บปวดมากขึ้น การโป่งของเส้นเลือดนี้จะทำให้เกิดการเสียดสีกับอุจจาระ ในที่สุดก็จะเกิดเป็นแผลและมีเลือดออกขณะเบ่งหรือถ่ายอุจจาระ เรียกว่า “ริดสีดวงทวาร” เกิดได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัย 20 ปีขึ้นไป อัตราการเกิดในเพศหญิงมีปริมาณมากกว่าในเพศชาย ริดสีดวงทวารเป็นโรคทางระบบลำไส้และทวารหนักที่พบได้บ่อยที่สุด แบ่งเป็น 3 ชนิดตามบริเวณที่เป็นโรค คือ ริดสีดวงภายใน ริดสีดวงภายนอก ริดสีดวงแบบผสม

สาเหตุของโรค ในทางแพทย์แผนจีนสาเหตุพื้นฐาน คือ อวัยวะภายในอ่อนแอ เลือดและลมปราณพร่อง รับประทานอาหารรสจัดมากเกินไป ดื่มเหล้ามากเกินไปทำให้เกิดความชื้นและความร้อนไปสะสมบริเวณลำไส้ใหญ่ทำให้เส้นเลือดอุดตันเกิดเป็นริดสีดวงทวารเกิดขึ้น ท้องเสียต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน นั่งนานยืนนาน เหนื่อยมากจนเกินไป ท้องผูกอุจจาระแข็ง ใช้แรงแบ่งมากส่งผลให้บริเวณลำไส้ถ่วงหย่อนลงเกิดเป็นริดสีดวงทวาร

อาการแสดงของโรค

1.ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด

2.ริดสีดวงภายในยื่นออกมาภายนอก

3.อาการปวดแน่นถ่วง

4.รอบๆ ปากทวารมีความชื้น

5.ท้องผูก

โรคริดสีดวงทวารแบ่งได้เป็น 4 ระยะคือ

1.ระยะที่ยังไม่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมานอกทวารหนัก

2.ระยะที่เริ่มมีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาขณะเบ่ง ถ่ายอุจจาระ และจะหดกลับเข้าไปได้เอง โดยไม่ต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป

3.ระยะที่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ แต่ไม่หดกลับเข้าไปได้เอง จะต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป จึงจะกลับเข้าไปในทวารหนัก

4.ระยะนี้มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาแล้ว ไม่สามารถใช้มือดันติ่งเนื้อนี้เข้าไปในทวารหนักได้เลย

การรักษาริดสีดวงทวาร

ให้รับประทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณช่วยระบายความร้อน ขจัดลมร้อนชื้น เสริมพลังชี่ บำรุงม้าม กระตุ้นการไหลเวียนเลือด สลายเลือดคั่ง ลดการอักเสบ ระงับปวด

ให้แช่ยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ระงับปวด สมานแผล และลดบวม

ให้ใช้ยาสมุนไพรจีนในรูปแบบครีมทาริดสีดวง จะช่วยลดการบวม ระงับปวด ช่วยสมานแผลและห้ามเลือดได้
วิธีการป้องกัน

ป้องกันไม่ให้ท้องผูก ควรขับถ่ายอุจจาระให้คล่องทุกวัน

สร้างนิสัยการขับถ่ายเป็นเวลา

ตอนเช้าหลังตื่นนอนแล้วดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วจะกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะและลำไส้

ควรหลีกเลี่ยงการยืนนาน หรือนั่งนานเกินไป

รับประทานอาหารที่มีกากใยมาก อาหารจำพวกถั่ว ผัก ผลไม้มากๆ จะช่วยทำให้ไม่ท้องผูก อุจจาระไม่แข็ง

ไม่ควรนำหนังสือไปอ่านระหว่างถ่ายอุจจาระ ควรใช้เวลานั่งประมาณ 35 นาที

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเพิ่มการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย

ไม่ควรรับประทานรสเค็มจัด เพราะทำให้อ้วน และมีการสะสมน้ำอยู่ในร่างกายมาก และทำให้เส้นเลือดในร่างกายพองจนทำให้โรคริดสีดวงพอง เพราะเป็นส่วนของเส้นเลือดเช่นเดียวกัน

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4

เลือกได้ ชีวิตออร์แกนิค เริ่มเดี๋ยวนี้

Published สิงหาคม 1, 2013 by SoClaimon

เลือกได้ ชีวิตออร์แกนิค เริ่มเดี๋ยวนี้

  • 29 กรกฎาคม 2556 เวลา 10:17 น.

เลือกได้ ชีวิตออร์แกนิค เริ่มเดี๋ยวนี้

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ เสกสรรค โรจนเมธากุล

จากกระแสข้าวปนเปื้อน ทำให้ตระหนักขึ้นมาจริง ๆ ถึงอันตรายจากสารเคมีที่อยู่ใกล้ตัว ใกล้แค่ไหนก็ใกล้ขนาดที่ว่า “ตัวเราเอง”ที่เป็นคนตัก (ข้าว) เข้าปาก ในทุกคราวคำ สิ่งที่ซดกำซาบฟันไม่ได้มีแต่เฉพาะข้าว หากมีโบรไมด์อิออนจากเมทิลโบรไมด์และฟอสฟีน สารรมข้าวตกค้างที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน

ถามจริง ๆ ว่ามีทางเลือกไหม ? เราเลือกสิ่งที่เรากินได้ไหม เราเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ไหม?

ออร์แกนิคที่เป็นไปได้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าว่า หนึ่งในทางเลือก คือ เกษตรอินทรีย์ หรือฟาร์มเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ความพยายามของผู้ผลิตในการทำเกษตรกรรมแบบในอดีต นั่นคือ ระบบเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้คน ไม่ใช้สารเคมี หรือไม่ใช่ปุ๋ยที่สังเคราะห์มาจากภาคอุตสาหกรรม

“เพราะเราขาด เราถึงโหยหา เกิดเป็นกระแสการหวนกลับไปหาเกษตรกรรมยั่งยืน ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานทางธรรมชาติ ปุ๋ยเกิดจากสิ่งที่สังเคราะห์มาจากภาคการเกษตรด้วยกัน เช่น มูลสัตว์ มูลเศษซากพืช ต้นน้ำลำธารไม่ได้ปนเปื้อน”ธารากล่าว

“ออร์แกนิค” สำหรับธาราแล้วคือคำที่ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้กระตุ้นผู้คนเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพและอาหารที่บริโภค เกิดเป็นกระแสใหญ่ไม่เฉพาะเมืองไทยแต่ในต่างประเทศที่ต่างก็ขยาดกลัวสารเคมี

“มันมาจากการที่เรามุ่งสู่เกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีอย่างเป็นบ้าเป็นหลังในช่วงที่ผ่านมา ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งคิดว่า มันต้องมีทางเลือกสิ แล้วก็ทำออร์แกนิค ฟาร์มมิ่งขึ้นมา แม้จะไม่ใช่เกษตรวิถีโบราณแท้ แต่มันคือหนึ่งในความพยายามที่จะผลิตอาหารให้ปลอดสารเคมีมากที่สุดจนถึงไม่มีสารเคมีเลย”ธาราเล่า

คำว่า ออร์แกนิคแล้วแต่ว่าจะมองในมุมไหน และไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบ โดยปัจจุบันมีตั้งแต่ผักกางมุ้ง ผักไฮโดรโปนิกส์ ผักปลอดสาร และเกษตรอินทรีย์ไม่เอาจีเอ็มโอ (NonGMO Farming) เป็นต้น หลักเกณฑ์คือค่าวัดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของต่างประเทศ ซึ่งยอมรับและใช้แพร่หลายในระดับนานาประเทศ สำหรับประเทศไทยก็ใช้ในหลักเกณฑ์เดียวกัน (www.fda.moph.go.th)

“ผมว่าคนมีทางเลือกมากขึ้นนะ สมมติว่าผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำนาธรรมชาติ สีขายเป็นครั้งคราว ผมก็โทรบอกช่วยสีส่งมาหน่อย รุ่งขึ้นไม่กี่วันก็ได้ข้าวใหม่ๆ ปลอดสารพิษ จะเห็นว่าทุกคนมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกที่จะกินอาหารเกษตรอินทรีย์ อยู่ที่จะเลือกหรือไม่”

ชีวิตสมัยใหม่ที่ดูเหมือนเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องยาก เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ยากอย่างที่คิด สามารถทำได้ ถ้ามีข้อมูลและมีเครือข่ายที่แข็งแรง สังคมคนกรุงเทพฯ มีทางเลือกเยอะกว่าที่คิด หากขวนขวายก็จะรู้แหล่งซื้อแหล่งหา (ของ) กินที่ดีต่อสุขภาพ

“กระแสของการบริโภคปลอดสาร ถ้าทำดี ๆ ก็จะเป็นกระแสหลัก แล้วก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้น ทุกอย่างสะท้อนกลับมาที่ความต้องการผู้บริโภค ที่ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่า เรามีทางเลือก” ธาราพูด

ไปเยี่ยมบ้านไก่ม่วน

กระแสใส ๆ จากในเฟซบุ๊ค เกี่ยวกับออร์แกนิคฟาร์มมิ่ง ที่ชื่อบ้านไก่ม่วน ฟาร์มออร์แกนิคที่จ.ลำพูน ทำให้เราต้องไปเยี่ยมบ้านไก่ม่วน ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่กำลังเล่าขานในเฟซบุ๊ค “ชีวิตนี้ขอเลือกเอง” อีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรอินทรีย์ที่สำเร็จได้ด้วยมือคนเมืองที่คิดว่า ทำได้สิชีวิตออร์แกนิค!

“ใหม่” หรือ อุไรวรรณ ชัยพิพัฒน์ เจ้าของฟาร์มบ้านไก่ม่วน เล่าว่า ผลผลิตทางการเกษตรของบ้านไก่ม่วน มีหลักการสำคัญที่จะไม่ใช้ยาฆ่าแมลงทุกชนิด แต่จะใช้สารชีวภาพเพื่อป้องกันแมลงและโรคพืช ส่วนปุ๋ยเคมียังใช้อยู่บ้างตามความจำเป็น หากเน้นที่ปุ๋ยหมักมูลวัววิธีธรรมชาติ ปัจจุบันทำนา ทำแปลงผัก และสวนลำใยปลอดสาร รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่น้ำพริกปลอดสาร ที่เสียงตอบรับดีเกินคาด

ใหม่จบวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ก่อนจะมาเป็นคนทำงานออแกไนซ์ บ้างาน เวิร์คอะฮอลิคเต็มขั้น ถึงจุดอิ่มตัวในกายใจและความรู้สึกเมื่อ 1 ปีก่อน จึงเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต จากคนเมืองก็จะลองเป็นเกษตรกรดูสักตั้ง ด้วยมีความชอบในเกษตรอินทรีย์มาก่อน จึงมุ่งไปที่เกษตรอินทรีย์

ใหม่อบรมคอร์สทำดินทำปุ๋ยเบื้องต้นสำหรับบุคคลทั่วไป ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนเข้าอบรมที่มูลนิธิข้าวขวัญ สถาบันการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์สุพรรณบุรี โดยพ่อทองเหมาะ แจ่มแจ้งและครูผึ้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไย แม่โจ้ บ้านเจ้าชายผัก และโครงการ 1 ไร่ 1 แสนจากพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อบรมไม่นานก็ลุยเลย

“อยากเปลี่ยนชีวิตค่ะ คิดว่าถ้าทำได้จริง ๆ ก็คงจะมีความสุข พ่อซื้อสวนลำใยทิ้งไว้ที่ลำพูน 6 ไร่ ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หนีน้ำขึ้นไปอยู่ พ่อแม่เกิดชอบและคิดจะอยู่ลำพูนถาวร ก็เป็นห่วงเพราะสูงอายุแล้วทั้งคู่ ประกอบกับเบื่อเมืองอย่างว่า จึงลาออกจากงานเพื่อมาอยู่ดูแลกัน โครงการเกษตรอินทรีย์ของใหม่เริ่มจากตรงนี้”

เรียนรู้และค่อยๆ ทดลองไปทีละน้อย เริ่มจากแปลงนาเล็กๆ แปลงผักเล็กๆ เก็บกินไป เหลือก็ขาย ชีวิตมีความสุขมาก ทุกคนที่รู้จักบอกเธอเปลี่ยนไป จากคนหน้าดำคร่ำเครียด ก็เป็นตรงกันข้าม ออราและแววตาฉายประกายสดใส สะท้อนถึงความสุขที่จับต้องได้ แผนคือการขยายแปลงผักและแปลงนาอีก 3 ไร่เร็วๆ นี้

ชื่อบ้านไก่ม่วน มาจากบรรดาไก่น้อยที่พ่อเลี้ยงไว้ โดยเป็นฝูงไก่แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าจำนวน 7 ตัวที่เลี้ยงปล่อยในไร่ อิสระเสรีมีความสุข ใครไปใครมาต้องเร่เข้ามาต้อนรับขับสู้ในฐานะเจ้าบ้าน ถือเป็นเอกลักษณ์ประจำไร่ที่นำมาตั้งเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ซะเลย ล่าสุดคือ น้ำพริกบ้านไก่ม่วน ที่แม่และน้าปรุงเองตำเอง ใครอยากชิมแวะเข้าไปชมในเฟซบุ๊ค (มีสายส่งทุกเส้นทางในกรุงเทพฯจ้า)

ยากที่สุดอาหารออแกนิคส์นอกบ้าน

ยากที่สุดของการใช้ชีวิตออแกนิคส์ หลายคนตอบตรงกันว่า คือการกินอาหารนอกบ้าน ที่ยากจะหาและยากจะเดินทางไปถึง บทความนี้ลองด้นสดๆ ไปที่ตลาดบองมาเช่ ย่านประชานิเวศน์ ได้พบกับร้านขายอาหารออร์แกนิคที่น่าสนใจซาลาด้า ออร์แกนิค คิทเช่น (Salada Organic Kitchen)

เจ้าของร้านคือ นิรัชรา ดิษฐบำรุง หรือ แอน เล่าว่า ผักและผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายและปรุงขายในร้านเป็นผลิตภัณฑ์จากออร์แกนิคฟาร์ม 100% ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชื่อ ไร่ยิ้มเขียว ตั้งอยู่ที่ปากช่อง จ.นครราชสีมา ร้านเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่มีมาแต่ต้นในการปรุงเมนูออร์แกนิคเพื่อชีวิตที่สมดุล

“ไร่ยิ้มเขียวเป็นของเพื่อนกัน ที่ปรับปรุงดินอยู่เกือบ 2 ปี ปุ๋ยในไร่ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพทำเอง ดูทุกอย่างทั้งดินและน้ำ เราจึงมั่นใจมากในแหล่งวัตถุดิบ จานผักสลัดออแกนิคและอาหารทุกจานของเรา ปรุงอย่างตั้งใจและเต็มร้อยด้วยพลังชีวิต”

เพราะเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตสมดุล ซาลาด้าฯ ใช้หลักอาหารที่ดี โดยคำนึงถึง 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ วัตถุดิบที่ได้คุณภาพ การปรุงสดจานต่อจาน และคุณค่าอาหารที่ได้จากจานนั้นๆ เมนูแสนอร่อยยังคำนึงถึงรสชาติที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ลองไม่รู้ถึงการเข้าถึงรสชาติความอร่อยและให้คุณประโยชน์ในคราวเดียวกัน

ชีวิตออแกนิคทำได้หรือไม่ ก็ทำได้นะ ถ้าจะทำ (ฮา) อยู่ที่ตัวคุณเองที่จะตัดสินใจเลือกอะไร ลองตั้งใจมองหาร้านอาหารออแกนิคใกล้บ้านสิ วิธีนี้เครือข่ายออแกนิคจะแข็งแรงขึ้น คุณก็จะแข็งแรงขึ้น

เลือกได้ชีวิตออร์แกนิคเริ่มเดี๋ยวนี้เลย!

ป้องกันเชื้อ ‘เอชพีวี’ ลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกองคชาต

Published กรกฎาคม 24, 2013 by SoClaimon

ป้องกันเชื้อ ‘เอชพีวี’ ลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกองคชาต

  • 20 กรกฎาคม 2556 เวลา 03:39 น.

ป้องกันเชื้อ ‘เอชพีวี’ ลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกองคชาต

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

1 หมื่นรายต่อปี คือสถิติผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกหน้าใหม่ ในจำนวนนี้ 50% เสียชีวิต

14 ชีวิตต่อวัน คือความสูญเสียที่เกิดขึ้น อายุระหว่าง 25-65 ปี คือช่วงวัยที่มีความเสี่ยง

70% ของผู้ป่วย เกิดจากเชื้อ “ฮิวแมนแพปปิลโลมาไวรัส” หรือ “เอชพีวี”

ความเข้าใจโดยรวม จึงเป็นไปในลักษณะที่ว่า เชื้อ “เอชพีวี” คุกคามหญิงไทยจนเข้าสู่ระดับวิกฤต

ทว่า ความเป็นจริงที่ถูกละเลยคือ เพศชายก็ถูกเชื้อ “เอชพีวี” คุกคามไม่แพ้กัน

นพ.เกษมสิษฐ์ แก้วเกียรติคุณ คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล อธิบายว่า เอชพีวีเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์มหาศาล ปัจจุบันค้นพบมากกว่า 200 ชนิด

หากแบ่งเอชพีวีออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ สามารถจำแนกได้ 2 ประเภท

หนึ่ง คือ กลุ่มที่ก่อให้เกิดมะเร็งของอวัยวะต่างๆ (ทั้งหญิงและชาย) เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งช่องคลอด มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก

อีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่เป็นสาเหตุของโรคหูดในอวัยวะต่างๆ แม้จะมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากเกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะรักษา อาทิ หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ (90% เกิดจากเอชพีวี) ทวารหนัก ช่องปาก กล่องเสียง หรือกระทั่งหลอดลม

นพ.เกษมสิษฐ์ บอกว่า เชื้อเอชพีวีสามารถแพร่กระจายโดยการสัมผัสขณะมีเพศสัมพันธ์ ทั้งการร่วมเพศ การใช้มือ หรือการใช้ปากสัมผัสกับบริเวณที่มีเชื้ออยู่ จึงนับว่าเป็นไวรัสร้ายแห่งยุคนี้ เนื่องจากติดต่อได้ง่ายเพียงแค่ผิวหนังสัมผัสกันเท่านั้น หากผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณสัมผัสมีแผลหรือรอยถลอกเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้

การป้องกันที่ดี คือ ต้องไม่มีเพศสัมพันธ์หรือไม่สัมผัสกับบริเวณที่มีเชื้อเอชพีวี แต่แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าเชื้อเอชพีวีอยู่ที่ไหน เพราะผู้ที่มีเชื้อมักไม่มีอาการหรือรอยโรคให้เห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน

นพ.เกษมสิษฐ์ ระบุว่า ปัจจุบันนี้มีวัคซีนที่สามารถป้องกันทั้งมะเร็งอวัยวะเพศ มะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่ได้ ถึงแม้ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วก็ไม่ต้องกังวล ยังสามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้เช่นกัน และสามารถฉีดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

“ปัจจุบันมักเข้าใจว่าวัคซีนเอชพีวีฉีดได้เฉพาะผู้หญิงเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก แต่ที่จริงแล้วผู้ชายก็ควรฉีดวัคซีนป้องกันเช่นกัน และจะได้ประโยชน์มากกว่าการฉีดในผู้หญิงอีก” นพ.เกษมสิษฐ์ กล่าว

สาเหตุที่ได้ประโยชน์มากกว่าเพศหญิง เนื่องจาก 1.ป้องกันการเกิดโรคในผู้ชายอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น 2.ป้องกันการรับเชื้อจากคู่นอน 3.ผู้ชายมักเป็นเพศต้นทางของเชื้อ ดังนั้นจึงช่วยป้องกันการแพร่เชื้อเช่นกัน

นอกจากนี้ หากฉีดวัคซีนทั้งผู้ชายและผู้หญิง อัตราการเกิดโรคในผู้ชายจะลดลงอีก 64% และอัตราการเกิดโรคในผู้หญิงจะลดลงอีก 40% ประสิทธิภาพการป้องกันโรคจึงมากกว่าฉีดคนเดียว

  • 1
  • 2

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า …สมุนไพรเรือนแสน

Published กรกฎาคม 24, 2013 by SoClaimon

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า …สมุนไพรเรือนแสน

  • 16 กรกฎาคม 2556 เวลา 10:40 น.

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ...สมุนไพรเรือนแสน

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่ว่าจะมีคลิปหรือไม่มีคลิป (ฮา) สิ่งเล็กๆ ที่มีราคาแพงแสนแพงอย่างถั่งเช่า สมุนไพรจีนที่กำลังเลื่องชื่อลือกระฉ่อน เคยมีราคาแพงระยิบมาอย่างไร ก็แพงระยับอยู่อย่างนั้น ความแพงที่ว่านี้ เก็บตกตัวเลขจากถนนเยาวราช ย่านขายยาจีนและสมุนไพรจีนที่คนไทยคนจีนรู้จักดี

สมุนไพรจีนเติบโตคู่บ้านเมืองไทย สมัยคนจีนเดินทางเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเมื่อกาลนานก่อน ชะรอยสมุนไพรจีนก็เดินทางเข้ามาพร้อมๆ กัน ตัวที่แพงมาตั้งแต่ไหนมีหลายตัวเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นโสม กระเพาะปลา รังนก และที่ถือเป็นแถวหน้าของสมุนไพรจีนเรือนแสนอีกตัวหนึ่งก็คือ ถั่งเช่า หรือตังถั่งเช่า บางคนเรียกหญ้าหนอน หรือบางตำราว่าหนอนตายอยากก็เรียก

สิ่งเล็กๆ แลไปคล้ายตัวหนอนอันกระจิ๋ว ไม่น่าเชื่อถึงความแพงลิบ แต่ถั่งเช่าถูกอ้างอิงในงานวิจัยจากทั่วโลก รับรองสรรพคุณในทางบำรุงร่างกาย บำรุงหลอดเลือด ว่ากันในทางราคา เถ้าแก่ร้านยาจีนย่านเยาวราชบอกตรงกันว่า ราคาถั่งเช่า แพงถึงใจ แต่ก็มีคนกล้าซื้อกล้ากินเสมอมา

“กิโลกรัมละ 2.5 แสนบาท อันนี้อย่างเกรดล่างหรือเกรดทั่วๆ ไป แต่ถ้าเป็นถั่งเช่าเกรดดี จะมีราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นตำลึงก็ไม่ต่ำกว่าตำลึงละ 7,000 บาท”

เหมือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่ราคาบัดเดี๋ยวขึ้นบัดเดี๋ยวลง ถั่งเช่าไม่ได้แพงติดเพดานตลอดเวลา ผู้รู้ระบุว่า ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือหน้าของถั่งเช่า หน้าไหนมีของน้อย ราคาก็แพง หน้าไหนเป็นหน้าถั่งเช่า ราคาก็ถูก แต่ถึงจะถูกอย่างไร ก็ไม่หนีราคามาตรฐานไปเท่าไหร่ สำหรับช่วงนี้มีข่าวเรื่องคลิปเสียงลึกลับ ดัชนีราคาถั่งเช่าบนถนนเยาวราชปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังมีบางกระแสบอกว่า ถั่งเช่าแท้ๆ นั้นหาแทบไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นระวังโดนหลอก

สำหรับสมุนไพรจีนที่แพงจนต้องซี้ดปากอีกตัวหนึ่งก็คือ โสม คนไทยคนจีนคุ้นเคยกับโสมดี ในฐานะของสมุนไพรบำรุงร่างกาย ปัจจุบันมีโสมจากสองแหล่งที่ขายกันอยู่ คือโสมจากแหล่งตะวันออก แหล่งใหญ่มาจากจีนและเกาหลี เรียกว่าโสมแดง สรรพคุณใช้บำรุงเลือด ส่วนอีกแหล่งหนึ่งเป็นโสมมาจากฟาร์มเพาะของสหรัฐอเมริกา เรียกรู้ในหมู่นักกินโสมว่า โสมขาว สรรพคุณใช้บำรุงสมอง

“ในช่วงที่โสมฮิตๆ ราคาวิ่งขึ้นไปกิโลละเป็นแสน” เถ้าแก่หมายถึงราคาโสมช่วงหนึ่งที่เคยแพงมาก ทำให้เวลาเข้ายา ตกตำลึงละ 3 หมื่นบาทขึ้น ปัจจุบันโสมมีราคาถูกลง เนื่องจากส่วนหนึ่งทำการเพาะผลิตขึ้นเองได้ อย่างไรก็ตาม โสมก็เหมือนถั่งเช่า คือมีหลายเกรด หลายราคา โดยโสมเกรดมาตรฐานทั่วไป ปัจจุบันตกตำลึงละ 5,0006,000 บาท

ส่วนชิ้นส่วนจากสัตว์อย่างรังนกกระเพาะปลา ที่เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของยาบำรุงตามหลักแพทย์แผนจีนก็เป็นของแพง รังนก ทำมาจากน้ำลายของนกนางแอ่นหรือนกอีแอ่น ซึ่งสำรอกออกมาแล้วจับตัวแข็งมีรูปร่างคล้ายกับรังนก น้ำลายของนกนางแอ่นที่สำรอกออกมาครั้งแรกจะมีสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเรียกกันว่า รังนกขาว จัดว่าเป็นรังนกที่มีคุณภาพดีที่สุดและแพงที่สุด สรรพคุณว่าดีในทางบำรุงปอด รักษาโรคระบบทางเดินหายใจและม้าม

“ราคารังนกทั่วไปวิ่งอยู่ที่ 1.21.65 หมื่นบาทต่อกิโลกรัม ถ้าเกรดสูงอยู่ที่ 33.5 หมื่นบาท คนจีนถือรังนกเป็นอาหารชั้นสูงเทียบชั้นกับโสมและปลิงทะเล ส่วนหื่อโต้วหรือกระเพาะปลา มีตั้งแต่กิโลกรัมละ 2006,000 บาท และอาจมีแพงกว่านี้ได้อีก ถ้าเป็นกระเพาะปลาทะเลตัวใหญ่ๆ ลักษณะดี คือ แห้ง บาง เหนียว และยังมีหาง ที่เกรดดีๆ หายากๆ ขายกันเป็นขีด ขีดละ 1,000 บาท”

แหล่งข่าวจากคลินิกไทยจีน โรงพยาบาลหัวเฉียว ระบุว่า ราคาสมุนไพรจีน ขึ้นอยู่กับแหล่งผลิต เช่น โสมและถั่งเช่า ถ้ามาจากมณฑลนี้หรือแถบนี้ ก็จะมีสารประกอบสำคัญมาก ประกอบกับช่วงฤดูกาลของสมุนไพร ถ้าเป็นช่วงนอกฤดูกาล ก็ทำให้มีราคาแพง ปัจจุบันรัฐบาลจีนพยายามคุมพื้นที่แหล่งต้นกำเนิดสมุนไพรบางตัว ไม่ให้อุตสาหกรรมรุกล้ำเข้าไปมาก ถ้าไม่คุมเข้มคงได้เห็นราคาสมุนไพรปรับตัวสูงขึ้นอีก

“นี่ก็เป็นหลักอุปสงค์อุปทานธรรมดา ที่อธิบายว่าทำไมสมุนไพรอันเท่าตัวหนอนเล็กๆ ถึงมีราคาตัวละ 1,0002,000 บาท” แหล่งข่าวเปิดเผย

สำหรับความสมราคาของสมุนไพรเรือนหมื่นเรือนแสนอย่างถั่งเช่านั้น แพทย์แผนจีนใช้บำรุงปอด บำรุงไต ใช้ห้ามเลือด ละลายเสมหะ ส่วนเรื่องสมรรถภาพทางเพศก็ถือว่าใช้ได้ เนื่องจากไต ในทัศนะแพทย์แผนตะวันออก คุมอวัยวะสืบพันธุ์ ส่วนโสมใช้บำรุงปอดและม้าม ฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร

“เหตุผลด้านราคาของสมุนไพร เป็นเงื่อนไขในการสั่งยาเหมือนกัน โสมและถั่งเช่าโดยทั่วไปนั้น เราไม่ใช้เป็นตัวเลือกอันดับแรก โดยถ้าต้องบำรุงร่างกาย ก็สั่งจ่ายสมุนไพรที่ราคาถูกกว่า ยกเว้นว่าเป็นกรณีที่โรคหนักจริงๆ อ่อนแอจริงๆ ต้องการยาแรงจริงๆ เราถึงจะสั่งจ่ายยาแพง” ผู้สันทัดกรณีกล่าว

ยาบำรุงมีหลายตัว แบ่งเป็นบำรุงอย่างอ่อน อย่างกลาง และอย่างแรง โสมและถั่งเช่าจัดเป็นยาแรง ในทางสรรพคุณแล้ว ถ้าร่างกายไม่อ่อนเพลียมาก สมุนไพรตัวอื่นก็แทนได้ แต่อาจใช้เวลานานกว่า ใช้แทนโสม เช่น บั๊กคี้ หวงฉี ส่วนถั่งเช่ามีตัวเต็กสี่ที่ใช้แทนกันได้ ของแพงคือของดี ซึ่งไม่จำเป็น ใช้ของที่เหมาะกับร่างกายเราดีกว่า ถั่งเช่าเป็นยาแรง ที่ต้องให้แพทย์สั่งและอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

“หลายคนกินถั่งเช่าเพราะอยากหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของไวอะกร้า ซึ่งใช้งานแล้วไม่ยอมหด กินถั่งเช่าดีกว่า เพราะใช้งานแล้วก็แล้วกัน อันนี้ไม่เป็นความจริง ถั่งเช่ามีผลต่อคนสูงวัยที่มีภาวะความดันสูง หรือเป็นโรคเบาหวาน หากใช้เยอะไป ความร้อนขึ้น ความดันก็ขึ้น อาจทำให้โรคประจำตัวรุนแรงขึ้นได้”

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า ในทางเวชศาสตร์อายุวัฒน์ คอร์ดีเซ็พส์ ไซเนนซีส (Cordyceps sinensis) ในถั่งเช่า จะช่วยต้านไม่ให้เกิดไขมันแข็งตัวจากการถูกออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระ และป้องกันไขมันแอลดีแอลไม่ให้เกาะหลอดเลือด นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพของไต

“มีการศึกษาพบว่าผลของถั่งเช่าต่อผู้เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ช่วยให้ดีขึ้นถึง 51% หลังจากรักษาด้วยถั่งเช่าเพียง 1 เดือน”

งานวิจัยยังระบุว่า ถั่งเช่าช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยเบาหวานไวต่ออินซูลินขึ้น จัดการน้ำตาลในร่างกายดีขึ้น และในนักกีฬาช่วยให้สมรรถนะของนักวิ่งดีขึ้น ส่วนผลในการเสริมสมรรถภาพทางเพศยังไม่มีงานวิจัยรองรับมากนัก เว้นแต่เป็นสมรรถภาพทางเพศที่ดีขึ้นในสัตว์ทดลอง คือหมูป่าเท่านั้น

ทำไมบางคนถึงยอมจ่ายเงินซื้อภาพเขียนหรือโบราณวัตถุราคาหลายล้าน เรื่องของถั่งเช่าและสมุนไพรราคาแพงก็อาจเป็นเรื่องที่อธิบายได้ด้วยสาเหตุดุจเดียวกัน นั่นคือความชอบและความเชื่อส่วนบุคคล อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเอง

ใบหน้าบอกโรคกับศาสตร์แพทย์จีน

Published กรกฎาคม 24, 2013 by SoClaimon

ใบหน้าบอกโรคกับศาสตร์แพทย์จีน

  • 13 กรกฎาคม 2556 เวลา 07:40 น.

ใบหน้าบอกโรคกับศาสตร์แพทย์จีน

โดย…แพทย์จีนศิรินทรา โคตรพรม แพทย์จีนอายุรกรรมด้านโรคผิวหนังและความงาม คลินิกหัวเฉียว

การสังเกตโรคจากใบหน้าถือเป็นขั้นตอนหนึ่งในการรักษาโรคตามแนวทางของแพทย์จีน ที่สามารถบ่งบอกอาการความผิดปกติของร่างกายจากการสังเกตลักษณะบนใบหน้าตามศาสตร์แพทย์จีน การรักษาโรคด้วยวิธีสังเกตใบหน้านั้น มีความเชื่อว่าลักษณะของอวัยวะต่างๆ ที่อยู่บนใบหน้า สามารถใช้เป็นแผนที่บ่งบอกถึงความผิดปกติหรือไม่ปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้เกือบทั้งหมด เพื่อทำการวินิจฉัยโรคตามแบบแพทย์จีนไปพร้อมๆ กับขั้นตอนวินิจฉัยอื่นๆ ได้แก่ การฟัง การดมกลิ่น การซักถามอาการคนไข้ การตรวจดูว่ามีอาการผิดปกติของร่างกายที่บริเวณใดบ้าง และการจับชีพจร การตรวจเบื้องต้นตามแผนจีนนี้จะวินิจฉัยอย่างละเอียดด้วยขั้นตอนข้างต้นเสียก่อน จากนั้นจึงดำเนินขั้นตอนการรักษาดังนี้ คือ ปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน ใช้การนวดทุยหนาแบบจีน ใช้วิธีการฝังเข็ม ใช้สมุนไพรในการรักษา เป็นต้น

หลักการสังเกตโรคจากการดูลักษณะใบหน้า

บริเวณหน้าผาก หมายถึง หัวใจ

บริเวณปลายจมูก หมายถึง ม้าม

บริเวณแก้มด้านซ้าย หมายถึง ตับ

บริเวณแก้มด้านขวา หมายถึง ปอด

บริเวณคาง หมายถึง ไต

ผิวหน้าเป็นภาพสะท้อนของสภาพร่างกายโดยรวม ซึ่งสามารถแสดงความอ่อนแอของอวัยวะภายในทั้ง 5 ที่มีผลต่อความงาม หากอวัยวะภายในป่วย ร่างกายและผิวหน้าจะสะท้อนออกมาดังนี้

1.บริเวณหน้าผาก หมายถึง หัวใจ

อาการ : ใบหน้ามีลักษณะเป็นสีแดง ใจหวิว นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ ขี้หลงขี้ลืม มักจะเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น คอแห้ง มักจะมีอาการปากขม คอแห้ง มีแผลในปาก ปัสสาวะเหลืองเข้ม เวลาปัสสาวะมีความรู้สึกร้อน ลิ้นแดง ฝ้าบนลิ้นเหลือง แสดงให้เห็นว่ามีภาวะไฟหัวใจแกร่ง

2.บริเวณแก้มด้านขวา หมายถึง ปอด

อาการ : สีหน้ามีลักษณะเป็นสีขาวซีด ผิวหนังแห้ง มีริ้วรอย และเป็นสิวง่าย ตัวเย็น เหงื่อออกง่าย เป็นหวัดบ่อยใบหน้ามักจะขาวซีด เหนื่อยหอบง่าย อ่อนเพลียง่าย ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็เหนื่อย ประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนด ระบบการดูดซึมอาหารไม่ค่อยดี มักจะท้องอืดบ่อยๆ และสามารถรับประทานถั่วขาว ช่วยในการบำรุงการทำงานของปอดได้

3.บริเวณปลายจมูก หมายถึง ม้าม หรือระบบย่อยอาหาร

อาการ : สีสันบนใบหน้าเป็นสีเหลือง ผิวหนังจะหยาบกร้าน เป็นสิวอักเสบ เป็นฝ้า หน้าจะบวม มีถุงใต้ตา จะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสียง่าย มีกลิ่นปาก หรือรู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อยง่าย ปวดฟันโดยไม่ทราบสาเหตุ มักจะมีอาการแน่นในท้อง เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน ระบบการย่อยดูดซึมไม่ดี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตับ ถุงน้ำดี

การรักษา บำรุงพลังเสริมม้าม ระบายตับสลายการอุดกั้นของเลือด

ยกตัวอย่าง อาหารที่มีสรรพคุณในการบำรุงม้าม คือ กระเพาะหมู ซึ่งมีรสชาติและสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุอุ่น ช่วยเสริมส่วนพร่อง บำรุงม้าม และกระเพาะอาหาร เหมาะกับผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ อุจจาระเหลว กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และเด็กที่ตัวผอม สุขภาพอ่อนแอ และม้ามชอบสีเหลืองสามารถรับประทานถั่วเหลือง ช่วยในการบำรุงการทำงานของม้ามได้

4.บริเวณแก้มด้านซ้าย หมายถึง ตับ

อาการ : สีสันบนใบหน้าออกไปทางสีเขียวเหลือง เป็นฝ้าได้ง่าย และมักจะเป็นๆ หายๆ ขึ้นลงตามอารมณ์ ดวงตาไม่สดใส เสียงเบา ไม่แข็งแรง ปวดประจำเดือน มักจะมีอาการหงุดหงิด ปวดแน่นสีข้าง ปวดเต้านม แน่นหน้าอก เบื่ออาหาร มีน้ำย่อยออกมามาก ในสตรีระวังจะมีประจำเดือนมาไม่ปกติ

ยกตัวอย่าง เช่น เก๋ากี้ ชงดื่มกับน้ำร้อน หรือใส่รวมกับแกงจืดที่ชอบ ร่างกายก็ได้รับสรรพคุณในการบำรุงตับ เสริมภูมิต้านทานโรค และตับชอบสีเขียว สามารถรับประทานถั่วเขียว ช่วยในการบำรุงการทำงานของตับได้

5.บริเวณคาง หมายถึง ไต

อาการ : สีสันบนใบหน้าสีดำคล้ำ มักจะมีอาการปวดเมื่อยเอวและเข่า เวียนศีรษะบ่อย ไม่มีกำลัง กลัวหนาว แขนขาเย็น สมรรถภาพทางเพศลดลง สตรีจะมีบุตรยาก อุจจาระเป็นน้ำ ระบบย่อยไม่ดี อาเจียนบ่อย ท้องเสียตอนเช้า เท้าบวม หายใจหอบ เหนื่อย ผิวจะดำหมองคล้ำ ขอบตาคล้ำ อาจมีฝ้าและดูมีอายุมากกว่าวัย ปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะตอนกลางคืน นอนไม่ค่อยหลับ มีเสียงดังในหู หรือผมร่วง เป็นต้น สาเหตุมักเกิดจากความเครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดจากฮอร์โมนไม่สมดุลโดยเฉพาะในผู้หญิง เกิดจากโดนสารเคมีทำให้เกิดการระคายเคือง โดนแดดจัดๆ ทำให้ผิวแห้งขาดน้ำง่าย เป็นฝ้า เป็นสิวอุดตัน เป็นต้น และไตชอบสีดำ ให้กินถั่วดำ หรือเก๋ากี้ พุทราจีนช่วยในการบำรุงการทำงานของไตได้

การรักษาโรคตามแนวทางของแพทย์จีน ร่างกายของเรามีสภาวะหยินและหยาง

ใบหน้าแบบ ‘หยาง’ ซึ่งมีลักษณะข้างบนเล็กแหลม คางกว้าง จะสันทัด ซึ่งในภาคปฏิบัติจะมีความอดทนมากกว่าการใช้สมอง และมีอารมณ์ฉุนเฉียว

จึงเหมาะมากที่จะใช้ศิลปะเข้ามาช่วยสร้างความสมดุล เช่น การใช้ดนตรีเข้าช่วยขัดเกลาอารมณ์

ใบหน้าแบบ ‘หยิน’ คือ มีหน้าผากกว้าง ปลายคางเล็กแหลม บอกได้ว่าเป็นคนที่มีความฉลาด ถนัดเรื่องการคิด แต่ขาดความอดทน คนลักษณะแบบนี้จึงต้องเสริมเรื่องการออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต และเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรงจากการออกกำลังกายได้มากขึ้นด้วย

เมื่อสังเกตได้ถึงความผิดปกติ แนวทางการดูแลสุขภาพ คือ ควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้ง/อาทิตย์ การกำจัดความเครียด มีสุขภาพจิตที่ดีอยู่เสมอ ควรงดหรือลดรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป ไม่กินจุบกินจิบในตอนดึก

‘พาราเซตามอล’ กินเกินวันละ 8 เม็ด ตับวายตายได้

Published กรกฎาคม 24, 2013 by SoClaimon

‘พาราเซตามอล’ กินเกินวันละ 8 เม็ด ตับวายตายได้

  • 06 กรกฎาคม 2556 เวลา 09:01 น.

‘พาราเซตามอล’ กินเกินวันละ 8 เม็ด ตับวายตายได้

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน หารูปประกอบให้ด้วยครับ

ปวดหัวที ก็หยิบกินที ปวดนิดปวดหน่อย ก็หยิบใส่ปากกินเอาง่ายๆ

ยาครอบจักรวาล “พาราเซตามอล” ที่กินกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน น้อยคนนักที่รู้ว่าเป็นยาอันตราย

ผลข้างเคียงจากยาสามัญประจำบ้านชนิดนี้ คือ การเป็นพิษต่อตับ บางรายหนักเข้าถึงขั้นตับวาย

ตับวาย ตับอักเสบเฉียบพลันและภาวะตับวาย หากไม่ได้รับการรักษาหรือเปลี่ยนตับอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้ ส่วนตับเป็นพิษ แม้อาการจะเบาลงหน่อย แต่ในระยะยาวมีโอกาสเข้าสู่ภาวะตับวายได้

ดังข้อจำกัดหรือเพดานขั้นสูงของการกินยาพาราเซตามอล คือ ไม่ควรเกิน 8 เม็ดต่อวัน หรือ 4 กรัม นั่นเพราะผลการศึกษาของประเทศสหรัฐ พบว่า ผู้ที่กินพาราเซตามอลเกิน 4 กรัมต่อวัน กว่า 50% ป่วยเป็นโรคตับวาย

ความอันตรายที่เกิดขึ้น ถึงขั้นที่องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐ (U.S.Food and Drug Administration หรือ USFDA) ออกประกาศในปี 2554 ให้บริษัทยาที่ผลิตยาแก้ปวดสูตรผสมที่มีพาราเซตามอล ลดปริมาณยาพาราเซตามอลลงจากเดิม จากขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด เป็น 325 มิลลิกรัมต่อเม็ด

สำหรับฉลากยาในประเทศไทย มีการเขียนติดไว้ว่ารับประทานครั้งละ 12 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าผิด!!

นั่นเพราะหากผู้ป่วยมีอาการมากๆ แล้วกินตามที่ฉลากแนะนำ อาจถึงขั้นกิน 12 เม็ด ซึ่งแน่นอนว่าอันตรายเป็นอย่างมาก ยิ่งหากกินติดต่อกัน 3-4 วัน มีโอกาสเกิดพิษต่อตับสูง

ความเชื่อเดิมๆ โดยเฉพาะที่เข้าใจกันว่า กินยาพาราเซตามอลตามอาการ ปวดมากกินมาก ปวดน้อยกินน้อย เด็กน้ำหนักน้อยกินน้อย ผู้ใหญ่น้ำหนักมากกินมาก นั้นจึงเป็นความเชื่อที่ผิดอีกเช่นกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วง คือความเคยชินของการซื้อยา บางครอบครัวมีการซื้อยาพาราเซตามอลเป็นกระปุก กระปุกละ 100 เม็ด ทุกคนในครอบครัวสามารถหยิบกินได้ง่าย มองเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่บางอาการปวดสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องกินยา แต่หากกินครั้งหรือสองครั้งไม่เป็นไร ยังอยู่ในระดับปลอดภัย แต่เมื่อเริ่มกินติดต่อกันนั่นเท่ากับกำลังเข้าสู่ความอันตราย

อย่างไรก็ตาม ในบางอาการ อาทิ ปวดท้อง ท้องเสีย ลำไส้บิด ไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาพาราเซตามอล ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ในการกินยาพาราเซตามอลร่วมกับยาอื่นๆ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อซึ่งมีส่วนผสมของพาราเซตามอลด้วยเช่นกัน อาจส่งให้ร่างกายได้รับยาเกินขนาดได้

เดชประกาศิตฤทธิ์ความดัน (สูง)

Published กรกฎาคม 24, 2013 by SoClaimon

เดชประกาศิตฤทธิ์ความดัน (สูง)

  • 04 กรกฎาคม 2556 เวลา 07:45 น.

เดชประกาศิตฤทธิ์ความดัน (สูง)

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

อ๋อ! มิได้และมิใช่ เห็นหัวเรื่องข้างบนแล้วอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นสำนวนแปลของ น.นพรัตน์ เนื่องจากบทความนี้มิใช่นิยายจีนกำลังภายในแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นถ้อยวจนะส่วนตัวที่เจรจากับใจตัวเองเพียงแผ่วๆ เมื่อคุณหมอประจำตัวได้กล่าววาจาประกาศิตให้ลดความดันแบบด่วนๆ

เดินคอตกออกจากห้องตรวจ พยายามไม่สบตากับบรรดาคนไข้ในโรงพยาบาล ต่างคนต่างหอบหิ้วสังขารมารไว้ด้วยประการต่างๆ นั่งบ้างยืนบ้าง ล้วนแต่มีใบหน้าหมองคล้ำ ชวนจิตใจของเราที่ห่อเหี่ยวอยู่แล้วให้ห่อเหี่ยวหนักขึ้นไปอีก คำสั้นๆ แต่มีความหมาย “ความดันสูง” หรือคำๆ นี้ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเราให้เป็นไป

คนทุกคนมีคำเปลี่ยนชีวิต ซาโตริส่วนตัวที่เจ้าตัวจะรู้เองแบบปัจจัตตัง เคยสงสัยว่า คำๆ ไหนหนอ ที่จะทำให้ชีวิตเปลี่ยน ในที่สุดก็เจอแล้วที่โรงพยาบาล คือคำนี้เองสินะ…ความดันโลหิต… (เป็นคำอื่นไม่ได้เหรอ? โฮๆๆๆ) …โอ้ว่าอนิจจังวัฏสังขารา สังขารบานแล้วหุบ เหตุไม่ควรดันก็มาดัน มิลลิเมตรปรอทตัวบนพุ่งปรี๊ดไปถึง 200 ตัวล่าง 120 จะไม่ให้หมอดุยังไงไหว

“นี่เป็นเรื่องจริงจังนะ กรุณาตั้งใจฟังหน่อย” หมอดุ

โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่มีระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรัง มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ผู้คนจำนวนมากมีภาวะความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตัวเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ปรากฏอาการชัดเจนในช่วงแรก แต่เมื่อปล่อยนานไปโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา แรงดันในหลอดเลือดที่สูงจะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย

สรุปแล้ว ความดันโลหิตสูงจะระเบิดฤทธิ์เดชด้วยอาการของ 5 โรคสำคัญ คือ 1.โรคหลอดเลือดสมอง 2.อัมพฤกษ์อัมพาต 3.หัวใจโต 4.ไตพัง และ 5.เซ็กซ์เสื่อม

ใครไม่อยากเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน เพราะไลฟ์สไตล์ผู้คนคือสาเหตุสำคัญ โดยเฉพาะการบริโภคอาหารรสเค็ม (โซเดียม) รับประทานผักและผลไม้ (รสหวานน้อยๆ) ไม่เพียงพอ ความอ้วน วิถีชีวิตนั่งๆ นอนๆ การขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่ และมีภาวะเครียด อ้อ! อายุที่เพิ่มขึ้น ก็ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่ง

“ความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ ทำให้เส้นเลือดแดงแข็งขึ้น ลดความเร็วการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนไปสู่หัวใจ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อ เป็นสาเหตุให้หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ (Stroke) โรคเบาหวาน แถมด้วยแนวโน้มการเป็นไตวายที่จะตามมา”

ไปหาหมอหนนี้ นอกจากได้พบเจอกับสัญญาณเตือนที่มาในรูปของมิลลิเมตรปรอทความดันโลหิตแล้ว ยังได้รับการบ้านสำคัญ คือ การลดความดันโลหิตลงให้ได้ คนทุกคนควรรู้ค่าความดันโลหิตของตัวเอง ควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ มีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน และควบคุมให้ได้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท จึงจะถือว่าไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เล่าถึงวิธีควบคุมความดันว่า คือ 1.การใช้ชีวิตให้กระฉับกระเฉงอย่างสม่ำเสมอ (Stay ActiveAll Ways) การมีกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอและกระฉับกระเฉง เริ่มต้นได้ตั้งแต่กิจกรรมเบาๆ ไปจนถึงกิจกรรมปานกลาง เช่น การทำสวน การเดินทำงานบ้าน การวิ่ง การว่ายน้ำ การออกกำลังกาย (วันเว้นวันวันละ 30 นาที วัดผลด้วยเหงื่อที่ (ต้อง) ซึมถึงไหลซ่กๆ!!)

2.เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ (รสหวานน้อย) (Eat more Fruits and Veggies) โดยกินผลไม้ที่หวานน้อยหรือธัญพืชแทนของว่าง ขนมกรุบกรอบ ควรกินผักผลไม้หลากสีในทุกๆ วัน และควรกินอาหารมังสวิรัติอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 มื้อ

นอกจากนี้คือการลดการกินอาหารผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง (Decrease Fast Processed Foods)

3.ลดอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล เกลือสูง ซึ่งมักพบได้ในอาหารจานด่วน อาหารขยะ อาหารสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารตามร้านค้าต่างๆ สำหรับการปรุงอาหารเองที่บ้านควรลด/จำกัดการใช้เครื่องปรุง (หวาน มัน เค็ม) ลง บนโต๊ะอาหารไม่ควรวางเครื่องปรุงรสไว้ การตัดวงจรไม่ให้เด็กติดเค็ม ควรเริ่มตั้งแต่เด็ก ส่วนคนโตๆ ก็ฝึกได้

“คนตายเพราะลิ้น คนตายเพราะความเค็ม ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความดันสูง รู้หรือไม่ว่า ความเค็มหรือเกลือโซเดียม เป็นสาเหตุการตายของคนกว่า 3 ล้านคนทั่วโลกต่อปี”

4.จำกัดการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (Limit Alcohol) ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม (ชายดื่มวันละไม่เกิน 2 แก้ว ส่วนหญิงดื่มวันละไม่เกิน 1 แก้ว) เป็นไปได้งดดื่ม งดสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ (Stop Smoking)

5.ความเครียด คนต้องปรับตัว ถ้าปรับตัวได้คลายเครียดได้ ความดันก็ลด เคล็ด(ไม่)ลับมีให้เลือกตั้งแต่การนวดแผนไทย การทำสมาธิ ดูหนังฟังเพลง สัตว์เลี้ยง ฯลฯ การใช้ยาลดความดันต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ระดับ 9 ชช. ผู้จัดการสำนักงานบริหารแผนงานอาหารและโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข เล่าให้ฟังถึงเคล็ดลับสำคัญในการลดความดันโลหิตว่า ต้องเริ่มที่จิตใจ ต้องหาแรงบันดาลใจในการควบคุมความดันโลหิตให้ได้ก่อน เช่น อยากมีร่างกายแข็งแรง อยากสวย อยากมีชีวิตอยู่ให้ถึงลูกรับปริญญา ไม่อยากป่วยเป็นโรค และอยากใช้ชีวิตกับคนที่รักให้นานที่สุด

จากนั้นทุกอย่างก็จะเป็นไปตามครรลอง ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ เป็นไป สูตร 3 อ. นำมาใช้ได้ เพราะอยู่ในวงจรของชีวิตประจำวันอยู่แล้ว นั่นคือ อ.อาหาร อ.ออกกำลังกาย และ อ.อารมณ์ ความจริงแล้วศูนย์รวมของสูตรนี้อยู่ที่ อ.ตัวสุดท้าย คือ อารมณ์ จากประสบการณ์แล้ว เมื่อมีแรงจูงใจแล้ว ความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นจะตามมา

ความดันเปลี่ยนชีวิตคุณ! เริ่มจากความคิดว่า เราเปลี่ยนได้

อาหารสยบความดัน

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า การรับมือความดันด้วยสไตล์อายุรวัฒน์ หรือการคุมความดันโลหิตสูงในทางเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นั้น สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) เน้นการรักษาด้วยอาหาร โดยมีอาหารที่เรียกว่า แดช ไดเอต (Dash Diet) มุ่งลดความดันเป็นหลัก (Dietary Approaches to Stop Hypertension)

แดช ไดเอต หรืออาหารสยบความดันนี้ ในทางอายุรวัฒน์มีการปรับให้เป็นโปรแกรมง่ายๆ เหมาะกับคนไทย

1.ปลา ช่วยสยบความดันที่พุ่งดันเส้นเลือดได้ เพราะปลามีไขมันดีโอเมก้า 3 ซึ่งมี DHA สูง ป้องกันผนังหลอดเลือดให้ไม่พ่ายแพ้ต่อความดันที่มากระแทกกระทั้น ทำให้ยืดหยุ่น หลอดเลือดไม่แข็งจนปริแตก

2.โพแทสเซียม เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยต้านพลังความเค็ม ที่เติมเต็มความดันให้พุ่งจู๊ด สูตรของตะวันตกให้กินโยเกิร์ตและช็อกโกแลตดำ แต่ของไทยมีทีเด็ดคือ กล้วยน้ำว้า ขึ้นฉ่าย กุยช่าย กระเทียม หัวหอม และถั่วต่างๆ

3.วิตามินดี มีการศึกษาใหญ่ (DCarDia collaboration) ลงลึกถึงระดับยีนของคนกว่า 1 แสน ราย พบว่าความดันสูงเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินดี และเมื่อมีวิตามินดีในเลือดมากขึ้น จะช่วยลดความดันสูงลงได้ถึงเกือบ 10% ซึ่งวิตามินดีมีมากในอาหารไทยอย่าง ไข่แดง ปลา เห็ด สาหร่าย นมวัว และแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้า

4.ล้างพิษหัวใจ ข้อสุดท้ายแต่สำคัญสุดๆ ความดันที่สูงฉุดไม่ลงแม้กระทั่งกินยาก็แล้ว ส่วนหนึ่งมาจาก “ใจ” ที่สะสมพิษเครียด กังวล จนตกตะกอนเป็นนิ่วในใจ

การศึกษาล่าสุดในปี 2013 จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า คนที่ใช้เวลาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในสังคมเพียงน้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง ช่วยลดความดันสูงได้ถึง 40%

ลองทำดูแล้วจะรู้

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5

Exercise

Published กรกฎาคม 24, 2013 by SoClaimon

Exercise

  • 29 มิถุนายน 2556 เวลา 13:48 น.

Exercise

โดย ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่า Low Lunge พับขาด้านข้าง – ตอนที่ 1

ท่า Low Lunge (Ashwa Sanchalanasana) พับขาด้านข้าง เป็นท่าช่วยเปิดสะโพกและช่วงอก ช่วยยืดกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง เส้นช่วงขาหนีบและต้นขายืดหยุ่น ทำให้ลำตัวช่วงล่างแข็งแรง ท่าแรกในชุดนี้เป็นท่ากางแขนใต้ขา ช่วยทำให้หลังแข็งแรงมากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าสุดขา ตั้งเข่าขวาลงที่พื้น เข่าซ้ายจะตั้งฉาก วางมือทั้งสองที่พื้นข้างในขาซ้าย แล้ววาดขาขวาไปด้านข้างซ้าย ขนานไปกับด้านหน้า โดยที่เข่าขวาอยู่ที่จุดเดิม (รูป 1, 2)

2.ค่อยๆ ลดศอกทั้งสองลงที่พื้น ศอกอยู่ตรงกับส้นเท้าซ้าย ตอนนี้จะรู้สึกถึงขาขวาด้านในถูกยืดมากๆ หายใจเข้าออก (รูป 2)

3.หายใจเข้า หายใจออก เกร็งแขม่วหน้าท้อง ยกตัวขึ้น เหยียดแขนออกด้านข้างเหมือนกางปีก โดยที่แขนซ้ายลอดใต้ขาซ้าย พยายามยืดหลังและมองไปด้านหน้า หายใจเข้าออก 23 ลมหายใจ (รูป 3) (ต่อท่า Low Lunge พับขาด้านข้าง ตอนที่ 2 สัปดาห์หน้า)

แสดงท่า : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะราย 6 เดือนขึ้นไป 500 บาท

โทร. 02-636-6758-9

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4

ทำยังไง…?

Published กรกฎาคม 24, 2013 by SoClaimon

ทำยังไง…?

  • 29 มิถุนายน 2556 เวลา 13:47 น.

ทำยังไง...?

ภาวการณ์มีบุตรยากบั่นทอนคู่สามีภรรยาไทยไม่น้อย ปัจจุบันพบว่าคนไทยนิยมรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีนมากขึ้น แพทย์จีนเผย 6 สาเหตุส่ออาการมีลูกยาก ชี้ทางวิธีรักษาแบบจีนให้ได้ผล อายุน้อยรักษาได้ผลกว่าอายุมาก

สถิติของคู่แต่งงานในประเทศไทยนับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้น แพทย์หลายสำนักออกมาฟันธง ว่าต้นเหตุสำคัญเป็นเพราะคนไทยแต่งงานช้าลง โดยเฉพาะในสังคมเมือง ยิ่งแต่งงานอายุมากเท่าไร โอกาสมีลูกยากยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการมีลูกยากปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนที่ทำให้ครอบครัวไทยมีสิทธิแตกร้าว หรือไม่ก็หดหู่ เศร้าใจอยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นคนจูงลูกจูงหลานไปตามที่ต่างๆ อย่างไรก็ดี จากหลายสาเหตุที่ส่อว่าเราอาจเป็นผู้หนึ่งที่มีลูกยาก นอกจากพึ่งแพทย์แผนปัจจุบันในการรักษาแล้ว แพทย์แผนจีนยังเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

หญิงชายต้องตรวจภายในก่อนรักษา

คนที่ถือว่ามีบุตรยาก ดูได้ง่ายๆ คือ แต่งงานแล้ว 12 ปี ไม่ได้คุมกำเนิดใดๆ แต่ยังไม่มีลูก หรือคนที่เคยมีลูกมาแล้ว แต่หลังจากมีลูก 12 ปี ไม่ตั้งครรภ์อีก ก็ถือว่าเข้าข่ายคนเป็นโรคผู้มีบุตรยากทั้งสิ้น

เมื่อคู่ไหนตัดสินใจแล้วว่าจะทำการรักษาโดยการแพทย์แผนจีน แนะนำว่าต้องเริ่มต้นจากการไปตรวจร่างกายที่การแพทย์แผนปัจจุบันก่อนดังนี้

ฝ่ายหญิง ต้องตรวจ 3 ประเภทด้วยกัน คือ หนึ่ง ให้ตรวจอุลตราซาวด์ช่องท้อง มดลูก และรังไข่ ในช่วง 1 สัปดาห์หลังประจำเดือนหมดแล้ว สอง ให้ตรวจฮอร์โมน 5 ชนิดด้วยกัน คือ FSH, LH, Estradiol, Prolactin และ Progesterone และสาม ตรวจดูท่อนำไข่ว่าอุดตันหรือไม่

ฝ่ายชาย ต้องตรวจน้ำเชื้ออสุจิ ว่าเชื้ออสุจิมีปริมาณมากหรือน้อยและมีความแข็งแรงหรือไม่ โดยควรตรวจหลังจากจากมีเพศสัมพันธ์ผ่านไปแล้ว 4 วัน

ในการแพทย์แผนจีนจะแยกประเภทของสาเหตุใหญ่ๆ ไว้ 6 ประการด้วยกัน คือ

1.ไตบกพร่องเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือ ภาวะหยินหยางในร่างกายไม่สมดุล ตับบกพร่อง และเลือดลมไม่ดี ซึ่งในผู้หญิงอาจทำให้มดลูกมีขนาดเล็กเกินไป รอบเดือนน้อยกว่าปกติ ผู้ที่มีไตบกพร่องมักจะไม่สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย

2.ตับบกพร่อง เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ การดื่มเหล้ามากเกินไป แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ดื่มเหล้าจะเกิดปัญหานี้ ในผู้หญิงภาวะตับบกพร่องอาจทำให้เกิดการมีประจำเดือนที่ไม่ปกติ มีผลต่อฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไม่แข็งแรง

3.เลือดลมบกพร่อง เกิดจากผู้มีร่างกายอ่อนแอ ระบบการย่อยไม่สมบูรณ์ จุกเสียดกระเพาะง่าย

4.มีเสลดสะสมจำนวนมาก เสลดในที่นี้เป็นสารน้ำตกค้างซึ่งจัดเป็นของเสียที่จะอยู่ในอวัยวะภายในร่างกาย ไม่สามารถขากทิ้งได้เหมือนเสลดที่คอ แต่จะทำให้เกิดซีสต์ในรังไข่ หรือประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งเสลดนี้สามารถเกาะได้หลายที่ ถ้าเกาะที่จุดไหนเยอะแสดงว่าจุดนั้นมีปัญหาทำให้มีบุตรยาก โดยเสลดนี้สามารถก่อตัวกลายเป็นพังผืดในภายหลังได้ด้วย

5.ธาตุในร่างกายร้อนเกินไป จะทำให้ส่งผลให้บริเวณอุ้งเชิงกรานอักเสบได้

6.เลือดคั่ง ส่งผลให้เกิดอาการท่อนำไข่ตีบตัน หรือเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ มีเนื้องอกฝังในมดลูก พังผืดอยู่ในมดลูก ปากช่องคลอดมีพังผืด ซึ่งส่งผลต่อการมีบุตรยากทั้งสิ้น

อาการทั้งหมดนี้ อาจนำไปใช้สังเกตอาการของตนได้แต่เพียงคร่าวๆ เพราะเท่าที่พบมานั้น ผู้ที่มีบุตรยากมันเกิดจากหลายสาเหตุที่เกี่ยวข้องกัน และแต่ละคนจะมีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถกินยาชุดเดียวกันได้ หรือหากมีคนนำยามาขายโดยบรรยายสรรพคุณว่าแก้ปัญหามีบุตรยากได้นั้น ไม่ควรเชื่อหรือซื้อมากินเด็ดขาด

ทางที่ดีคือต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อหาสาเหตุหลักให้ได้ก่อน จากนั้นแพทย์แผนจีนจะทำการรักษาให้ตรงจุดนั้นๆ โดยยาที่รักษาก็จะใช้สมุนไพรหลายตัวที่แตกต่างกัน ไม่สามารถหาซื้อมาทานเองได้ อีกทั้งใน 1 สูตรยาประกอบด้วยตัวยาสมุนไพรกว่า 10 ชนิด

“รู้ต้นเหตุจะรักษาได้ดีกว่าการแมะอย่างเดียว เพราะไม่ค่อยได้ผล คนที่มาหาหมอจีนและได้ยาจีนไปกิน ก็จะต้องกินยาอย่างต่อเนื่องให้ครบชุด อย่ากินครึ่งๆ กลางๆ ”

ทั้งนี้ นอกจากการรักษาโดยให้ยารักษาไปตามอาการแล้วนั้น คู่สามีภรรยาที่ตัดสินใจทำการผสมเทียม หรือทำกิฟต์ ก็สามารถมาหาแพทย์จีนได้เช่นกัน โดยแพทย์จีนจะให้ยาสมุนไพรประเภทบำรุงร่างกายให้ หากร่งกายแข็งแรงมดลูกสมปกติ เลือดลมบริบูรณ์ โอกาสจะประสบผลสำเร็จก็จะมีมากขึ้น

%d bloggers like this: