คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์

All posts tagged คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์

งมเข็มในมหาสมุทร ใช้เวลา 75 ปี ไขปริศนาทำยังไงบรรลุความสุขแท้จริง

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/559784

โดย มิสแซฟไฟร์ 9 ม.ค. 2559 05:01

 

ใครๆก็อยากมีความสุขทั้งนั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจน เราดิ้นรนทำทุกอย่างก็เพื่อให้ตัวเองและคนที่เรารักได้มีความสุข แต่น่าแปลกเหลือเกินที่ความสุขมักดุ๊กดิ๊กไม่อยู่นิ่งให้เราไขว่คว้าง่ายๆ ยิ่งวิ่งไล่หาความสุขก็ดูเหมือน ความสุขจะวิ่งหนีออกไปไกลทุกที

ถ้าถามว่าอะไรคือความสุขของมนุษย์ แม้แต่นักจิตวิทยาระดับโลกยังยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ศึกษาค้นคว้ายากที่สุด เพราะมีปัจจัยตัวแปรมากมายในการสร้างความสุขความทุกข์ กระนั้น เป็นที่ฮือฮามากเมื่อนักจิตวิทยาชื่อดังของอเมริกา “ศาสตราจารย์โรเบิร์ต วัลดิงเกอร์” อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขึ้นพูดบนเวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยเทคโนโลยี, เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และดีไซน์ (TED) ไขปริศนาลี้ลับของความสุข โดยอ้างอิงจากผลวิจัยมาสเตอร์พีซของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่เริ่มทำการศึกษาตั้งแต่ปี 1938 และต้องใช้เวลานานถึง 75 ปี จึงกระจ่างแจ้งว่า อะไรคือความสุขแท้จริงของมนุษย์

งานวิจัยชิ้น สำคัญ ที่ “วัลดิงเกอร์” ใช้อ้างอิง เป็นผลงานของ “ศาสตราจารย์จอร์จ เวลแลนต์” และ “ศาสตราจารย์เชลดอนกุค” ซึ่งทำการสำรวจวิจัยจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปี 2 ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จำนวน 268 คน และเด็กผู้ชายอายุระหว่าง 12-16 ปี ที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองบอสตัน จำนวน 456 คน โดยจะสำรวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพการใช้ชีวิตของพวกเขาทุกๆ 2 ปี ไม่ว่าจะเป็นความพึงพอใจในอาชีพการงาน, ความพึงพอใจในชีวิตคู่ และกิจกรรมต่างๆในสังคม ขณะเดียวกัน ก็มอนิเตอร์เรื่องสุขภาพร่างกายทุกๆ 5 ปี โดยตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งเอกซเรย์ทรวงอก, ตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะ และตรวจคลื่นหัวใจ

สิ่งที่ค้นพบหลังทุ่มเทเวลาถึง 75 ปี น่าทึ่งสุดๆ โดยศาสตราจารย์วัลดิงเกอร์เปิดเผยว่า แก่นแท้สำคัญที่สุดคือ สัมพันธภาพที่แนบแน่นแข็งแรง ทำให้มนุษย์เรามีความสุขมากขึ้น และมีสุขภาพดีขึ้น!! เขาขยายความว่า กุญแจ 3 ดอก ที่ไขประตูสู่ความสุขแท้จริง ประกอบด้วย “สัมพันธภาพแนบแน่นกลมเกลียว” กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับครอบครัว, เพื่อนฝูง และชุมชนในสังคม มีแนวโน้มที่จะมีความสุขและสุขภาพดีกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความห่างเหินด้านสัมพันธภาพกับผู้คน พวกเขายังมีแนวโน้มจะมีอายุยืนยาวกว่า ซึ่งตรงกันข้ามกับกลุ่มคนขี้เหงาแยกตัวโดดเดี่ยว พวกนี้จะมีปัญหาด้านสุขภาพกายและใจมากกว่า มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่เผยแพร่ในช่วงปี 2014 บ่งชี้ว่า ความเหงาสามารถทำลายชีวิตคนได้ และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะล้มป่วยถึงขั้นเสียชีวิต

กุญแจดอกที่สองคือ “คุณภาพของความสัมพันธ์ ไม่เน้นปริมาณ” การมีเพื่อนล้อมหน้าล้อมหลังมากมาย แต่ไร้เพื่อนแท้จริงใจ ก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขแท้จริง เพราะคุณภาพของความสัมพันธ์สำคัญกว่าปริมาณ แม้แต่คนโสดก็อาจมีความสุขมากกว่าคู่แต่งงานที่หมดรักกันแล้ว กระนั้น ผลกระทบของคุณภาพความสัมพันธ์ที่มีต่อความสุข ขึ้นอยู่กับอายุด้วย โดยผลการศึกษาในปี 2015 ค้นพบว่า สำหรับคนวัย 20 เน้นในเรื่องปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่เมื่อเลยวัย 30 จำนวนไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับความจริงใจของคนที่เข้ามาในชีวิต

สุดยอดของความสุขแท้จริงจะขาดกุญแจดอกนี้ไม่ได้เลย นั่นคือ “ชีวิตคู่ที่อบอุ่นมั่นคง” การมีคู่ชีวิตที่ดีไม่เพียงแต่จะส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยหนุนส่งสุขภาพด้านจิตใจด้วย กลุ่มตัวอย่างที่แต่งงานโดยไม่เคยหย่าร้าง หรือทะเลาะเบาะแว้งรุนแรง กระทั่งจนถึงอายุ 50 จะมีผลการตรวจสุขภาพจิตด้านความจำในช่วงสูงวัยดีกว่าคนที่มีปัญหาชีวิตคู่ นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งงานวิจัยเผยแพร่ในปี 2013 สนับสนุนว่า การแต่งงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม

ครอบครัวอบอุ่นและมิตรภาพที่ดี ถือเป็นยาขนานเอกทำให้เราอายุยืนยาวและอยู่อย่างมีความสุข แม้แต่ชื่อเสียงเงินทองตำแหน่งใหญ่โตก็ไร้ความหมาย.

มิสแซฟไฟร์

 

ให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง ฉันจะมีสุขภาพแข็งแรง ฉันรักเธอร่างกาย

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554121

โดย มิสแซฟไฟร์ 26 ธ.ค. 2558 05:01

 

ก็เพราะโหมงานหนักเกินกำลัง ทำให้พักผ่อนไม่พอ ร่างกายมันเลยรวมหัวกันประท้วงครั้งใหญ่ ไม่ยอมให้ใช้งานดักดานอีกต่อไป รวนไปหมดทั้งตับไตไส้พุง บ้านหมุนวันละหลายรอบ ปวดเมื่อยตัวเหมือนร่างจะแหลกซะให้ได้ เพิ่งรู้สึกตัวเมื่อน็อกว่า ถึงเวลาที่ฉันต้องชดใช้คืนอวัยวะทั้ง 32 แล้ว

เป็นบทเรียนราคาแพงที่เจอมากับตัว เลยขอส่งท้ายปีเก่าด้วยการชวนทุกคนหันมากอดตัวเองแน่นๆ กอดรัดฟัดเหวี่ยงรักอวัยวะทั้ง 32 ให้เต็มเหนี่ยว และเมตตาร่างกายตัวเองให้มากๆ อย่าเอาแต่ใช้พวกเค้าหักโหมเกินไป โดยไม่ดูแลกัน ร่างกายเราก็เหมือนต้นไม้ ถ้าหมั่นรดน้ำพรวนดิน ดูแลอย่างทะนุถนอม พวกเค้าย่อมผลิใบออกดอกงดงาม แต่ถ้าเมื่อไหร่โดนทิ้งรกร้างก็มีแต่เหี่ยวเฉา

ไปค้นเจอหนังสือ “ธรรมชาติช่วยชีวิต” ของ “ดร.ทอม อู๋” ด็อกเตอร์ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา โอ้โหถูกใจมากๆ เพราะแนวทางของด็อกเตอร์ตอบโจทย์ค้างคาได้หมดสิ้น “ด็อกเตอร์อู๋” เกิดที่ประเทศจีน เคยศึกษาวิชาชี่กงและตำรับยาลับจากซินแสโบราณ และยังร่ำเรียนวิชาแพทย์แผนตะวันตก แต่ตอนอายุ 30 ปี เขาป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม รักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 2-6 เดือน ท่ามกลางความหดหู่ใจ ด็อกเตอร์ได้รับคำแนะนำให้ลองรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ และเปลี่ยนนิสัยการดื่มกินทั้งหมดเป็นแนวชีวจิต ภายในเวลา 6 เดือน เขามีเรี่ยวแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้น และเมื่อ 9 เดือนผ่านไป ร่างกายสามารถต้านเซลล์มะเร็งได้สำเร็จ จุดประกายให้เขาอยากแบ่งปันความมหัศจรรย์ให้คนอื่นๆ จึงเข้าอบรมหลักสูตรการรักษาแนวธรรมชาติบำบัด กระทั่งได้ดุษฎีบัณฑิต และใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะด้านธรรมชาติบำบัดของสหรัฐอเมริกา

เพราะสามารถค้นพบหนทางพาตัวเองกลับมามีสุขภาพแข็งแรงอีกครั้ง ด็อกเตอร์จึงตระหนักถึงความล้ำค่าของการมีสุขภาพที่ดี และตั้งใจเผยแพร่แนวคิดนี้ให้แพร่หลายที่สุด เพื่อช่วยผู้คนให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง วิถีธรรมชาติบำบัดตามแนวทางของด็อกเตอร์อู๋ เชื่อว่าคนเราทุกวันนี้ป่วยกันมาก เพราะลืมใส่ใจการใช้ชีวิต และมักคิดว่าโรคภัยต่างๆอยู่นอกเหนือการควบคุม ทั้งๆที่ความจริงแล้ว โรคภัยเข้าทางปากของเรา เพราะความเคยชินผิดๆในชีวิตประจำวัน ถ้าอยากได้สุขภาพแข็งแรงกลับคืนมา ก็ต้องพึ่งวิถีธรรมชาติเท่านั้น

คนไม่เคยป่วยหนักอาจไม่ซึ้ง แต่ลองได้ผ่านประสบการณ์เป็นตายเท่ากัน ต่อให้ต้องงมเข็มในมหาสมุทรก็ยอมทำ เพราะเข็ดแล้วที่ต้องนอนแน่นิ่งให้โรครุมเร้า ด็อกเตอร์ตั้งคำถามว่า คนเราทำไมถึงป่วย นอกจากความเสื่อมตามสังขาร เราป่วยกันมากเพราะกินสารพิษเข้าไปในร่างกายทุกวัน และตกค้างสะสมอยู่ในร่างกายขับออกไม่ได้ นานนับสิบๆปี ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ย่อมทำให้โรคถามหาแน่นอน

แนวทางนี้ต้องอาศัยความตั้งใจจริง สิ่งแรกที่ควรแก้ไขคือ เลิกซะนิสัยการกินดื่มเดิมๆ โดยเขาแนะนำให้เลี่ยงการกินอาหารปิ้ง-ย่าง-ทอด-ผัด, เลี่ยงเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมที่มีสารเร่งเจริญเติบโต, เลี่ยงอาหารประเภทแป้งแปรรูป, เลี่ยงอาหารเจือปนสารเคมี และอยู่ให้ห่างเครื่องไฟฟ้าพลังคลื่นสูง เช่น คอมพิวเตอร์ และมือถือ

ส่วนสิ่งที่ควรทำเพื่อให้โอกาสร่างกายได้มีสุขภาพแข็งแรงอีกครั้ง คือการเดินตามแนวทางธรรมชาติบำบัด นอกจากออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อปรับการหมุนเวียนของโลหิต และการฝึกจิตให้สงบเพื่อปลดปล่อยความเครียด สิ่งที่ด็อกเตอร์เน้นที่สุดยังได้แก่ การใช้สารอาหารบำบัด โดยให้กินอินทรียสารจากพืช แปลง่ายๆคือกินผักผลไม้ตามธรรมชาติ ที่ปราศจากสารเคมีและยาฆ่าแมลง โดยเขาค้นคว้าทำเป็นตำรับน้ำผักผลไม้สูตรธรรมชาติช่วยชีวิต ที่เหมาะตามสุขภาพร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น บำรุงสุขภาพ, ป้องกันโรค, ป้องกันมะเร็ง, ชะลอความแก่, ขับสารพิษ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวเองให้แข็งแกร่ง แนะนำให้ดื่มวันละ 4-6 แก้ว นอกจากนี้ ยังต้องกินผักผลไม้หลากสีให้มากๆ โดยยึดหลักกินอาหารดิบคือผักผลไม้ตามธรรมชาติ 90% และอาหารปรุงสุก 10% ซึ่งอาจเป็นเนื้อไก่ต้มสุก ไข่ต้มสุก, ข้าวหุงพร้อมธัญพืช และถั่วต่างๆที่เพิ่งงอก (ไม่ใช่ถั่วงอก) อุดมด้วยโปรตีนถึง 51% เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากโปรตีนในถั่วปกติ และสูงกว่าเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีน 30% ผู้ป่วยมะเร็งที่ทำเคมีบำบัดต้องการโปรตีนสูงมากควรกิน

ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเองนะคะ สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง เวลาเจ็บป่วยใครก็ช่วยเราไม่ได้!!

มิสแซฟไฟร์

 

เจ้าชายซาอุฯเศรษฐีใจบุญ การเมืองไม่ยุ่งมุ่งทำธุรกิจ

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550748

โดย มิสแซฟไฟร์ 19 ธ.ค. 2558 05:01

 

สัปดาห์ก่อน “ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย” ตกเป็นข่าวฮือฮาระดับโลก 2 ครั้งซ้อน เรื่องแรกคือซาอุฯ เป็นหัวหอกจัดตั้ง “พันธมิตรใหม่” 34 ประเทศ เพื่อต่อสู้การก่อการร้ายในโลกอิสลาม

อีกเรื่อง ซาอุฯมีข่าวพัวพัน “การเมือง” ในสหรัฐอเมริกาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อ “เจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลัล” ซึ่งนิตยสาร “ฟอร์บส์” จัดให้เป็นบุคคลร่ำรวยอันดับที่ 34 ของโลกประจำปีนี้ โพสต์ใน “ทวิตเตอร์” โจมตีนาย “โดนัลด์ ทรัมป์” อภิมหาเศรษฐีอเมริกัน ผู้แข่งขันชิงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2559 ชนิดไม่ไว้หน้าว่าเป็น “ความอัปยศของอเมริกา” ทั้งที่ปกติพระองค์ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง

มูลเหตุมาจากนายทรัมป์ผู้อื้อฉาว ซึ่งทั่วโลกรู้ดีว่าเป็นคนพูดจาก้าวร้าวขวานผ่าซาก เสนอแบบเหวี่ยงแหให้ห้ามชาวมุสลิมทั้งหมดเดินทางเข้าสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุคู่สามีภรรยาชาวมุสลิมหัวรุนแรงบุกกราดยิงในเมืองซานเบอร์นาร์ดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 2 ธ.ค. มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ

เจ้าชายอัลวาลีดทรงทวีตว่า ทรัมป์ไม่เพียงแต่เป็นความอัปยศของพรรครีพับลิกันเท่านั้น แต่เป็นความอัปยศของอเมริกาทั้งมวล ขอให้ถอนตัวจากการแข่งขันชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีซะ เพราะไม่มีทางชนะ!

เจอหมัดฮุกจังๆ ปานนี้มีหรือทรัมป์จะนิ่งเฉยอยู่ได้ รีบทวีตตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนว่า เจ้าชายอัลวาลีด ทาลัล ผู้งี่เง่า ต้องการควบคุมนักการเมืองสหรัฐฯ ด้วยเงินของบิดา แต่จะทำเช่นนั้นไม่ได้ถ้าตนชนะเลือกตั้ง

ศึกปะทะคารมข้ามโลก ทำให้เจ้าชายอัลวาลีดตกเป็นข่าวใหญ่อีก หลังทรงประกาศในช่วงเทศกาลรอมฎอนเมื่อเดือน ก.ค.ปีนี้ว่า จะบริจาคเงินส่วนพระองค์ถึง 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1,120,000 ล้านบาท) ให้มูลนิธิการกุศล “อัลลาวีด ฟิแลนโธรฟีส์” ซึ่งพระองค์เป็นผู้ก่อตั้ง และเคยบริจาคให้ก่อนนี้แล้ว 3,500 ล้านดอลลาร์

เจ้าชายอัลวาลีด ซึ่งทรงเรียกตัวเองว่า “วอร์เรน บัฟเฟตต์ แห่งอาระเบีย” (ตามชื่อนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีใจบุญชาวอเมริกัน) ตรัสว่า พระองค์ได้รับแรงบันดาลใจจาก “มูลนิธิเกตส์” ซึ่งนายบิลล์ เกตส์ อภิมหาเศรษฐี ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และ
นางเมลินดา เกตส์ ภรรยา ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2540

พระองค์ตรัสว่า การทำบุญเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล ซึ่งพระองค์ได้ทำมาตลอดกว่า 30 ปีแล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อแท้แห่งศรัทธาต่อศาสนาอิสลาม หวังว่าเงินบริจาคจะช่วยสร้างสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ช่วยพัฒนาชุมชน เพิ่มพลังอำนาจให้สตรี พัฒนาศักยภาพของเยาวชน บรรเทาทุกข์ผู้ประสบหายนภัย สร้างสรรค์โลกที่อดทนอดกลั้นและยอมรับกันและกันมากขึ้น

เจ้าชายอัลวาลีดมีพระนามเต็มว่า “อัลวาลีด บิน ทาลัล บิน อับดุลลาซิส อัล ซาอูด” ทรงพระราชสมภพเมื่อ 7 มี.ค. พ.ศ.2498 ปัจจุบันมีพระชนมายุ 60 พรรษา ทรงเป็นพระราชนัดดาทั้งในอดีตสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ฯ ซึ่งเสด็จสวรรคตเมื่อ ม.ค.ปีนี้ และในสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานฯ กษัตริย์องค์ปัจจุบัน

สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเมนโลและมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ในสหรัฐฯ มีแนวคิดก้าวหน้าสไตล์ตะวันตก ส่งเสริมสิทธิสตรี โดยคณะผู้ทำงานของพระองค์ส่วนใหญ่เป็นสตรี

นิตยสาร “ไทม์” ของสหรัฐฯ เคยจัดให้พระองค์อยู่ในกลุ่มบุคคลร่ำรวยที่สุด 100 อันดับแรกของโลก และติด 1 ใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดของโลกใน พ.ศ.2553

พระองค์เป็นประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท “คิงดอม โฮลดิ้ง คอมปานี” ดำเนินธุรกิจและการลงทุนหลากหลาย มีสำนักงานใหญ่ที่กรุงริยาด ทั้งมีหุ้นมากมายในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งซิตี้กรุ๊ป, ดิสนีย์, ทเวนตี้ เซนจูรี ฟ็อกซ์, นิวส์ คอร์ป, แอปเปิล,
จีเอ็ม, ทวิตเตอร์ ไปจนถึงโรงแรมหรูต่างๆ ทั้งนิวยอร์ก’ส์ พลาซา โฮเทล, จอร์จที่ 5 ในปารีส, โฟร์ ซีซันส์, แฟร์มอนต์ และแรฟเฟิลส์

มีวังขนาดใหญ่โตมโหฬารในกรุงริยาด มีห้องถึง 371 ห้อง พื้นที่ 42,700 ตร.กม. มีเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 แอร์บัส เอ 380 เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเรือ “ซุปเปอร์ยอชต์” ขนาดยาวถึง 85 เมตร

เจ้าชายอัลวาลีดมีพระชายาพระนามว่า เจ้าหญิงอามีรา อัลทาวีล มีทายาท 2 พระองค์ คือเจ้าหญิงรีม บิน ทาลัล และเจ้าชาย
คาลีด บิน ทาลัล

แม้ทรงอิทธิพลและร่ำรวยล้นฟ้า แต่พระองค์ไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ในรัฐบาล…มุ่งทรงงานบริหารธุรกิจเป็นสรณะ!

มิสแซฟไฟร์

 

ผู้สร้างเงิน “บิทคอยน์” เผยโฉม!

Published ธันวาคม 12, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547570

โดย มิสเตอร์แบล็ก 12 ธ.ค. 2558 05:01

 

“บิทคอยน์” (Bitcoin) หรือ “เงินดิจิตอลเสมือนจริง” ตกเป็นข่าวโด่งดังสะท้านโลกอีกครั้ง หลังจากตำรวจออสเตรเลียบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านและสำนักงานของชายคนหนึ่งในนครซิดนีย์ในออสเตรเลีย เมื่อ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเว็บไซต์ด้านเทคโนโลยี “ไวร์ด” และ “กิซโมโด” ระบุว่าเป็นรังใหญ่ของ ผู้ก่อตั้งบิทคอยน์นั่นเอง

ชายคนที่ว่านี้ชื่อ “เคร็ก สตีเวน ไรท์ส” แต่ตำรวจระบุแต่เพียงว่า การบุกตรวจค้นเกี่ยวข้องกับคดีเลี่ยงภาษี โดยไม่ยืนยันว่าชายคนนี้คือผู้ก่อตั้งบิทคอยน์จริงหรือไม่

แต่ “ไวร์ด” และ “กิซโมโด” ระบุว่าเขาครอบครองเงิน บิทคอยน์อยู่ถึง 1 ล้านหน่วย ซึ่งถ้าเทียบเป็นเงินปกติ จะมีมูลค่ามหาศาลถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 14,000 ล้านบาท)!

เป็นที่น่าสังเกตว่าการบุกจู่โจมมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมง หลัง “ไวร์ด” และ “กิซโมโด” อ้างว่านายไรท์สคนนี้ จริงๆแล้วคือผู้ใช้นามแฝงสุดลึกลับว่า “ซาโตชิ นากาโมโต” นั่นเอง โดยรวบรวมข้อมูลจากอีเมลที่รั่วไหล เอกสาร และศูนย์เอกสารในเว็บไซต์ รวมทั้งสำเนาการติดต่อสื่อสารระหว่างนายไรท์สกับเจ้าหน้าที่ภาษีออสเตรเลีย

จากข้อมูลของ “ไวร์ด” และ “กิซโมโด” นายไรท์สเป็นนักวิชาการ วัย 44 ปี เขายอมรับว่าได้พยายามอย่างที่สุดที่จะปกปิดว่าตนเองเป็นผู้สร้างเงินบิทคอยน์ตั้งแต่ปี 2552 แต่ในที่สุดความจริงก็ถูกเปิดเผยจนได้ หลังนักข่าวและผู้ติดตามความเป็นไปของเงินบิทคอยน์พยายามสืบค้นมายาวนานว่า “มันคือใคร”

เมื่อปีที่แล้ว นิตยสาร “นิวส์วีก” อ้างว่า “ซาโตชิ นากา โมโต” เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น วัย 64 ปี อาศัยอยู่ใกล้นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐฯ แต่ต่อมา นายนากาโมโตผู้นี้ออกมาปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ผู้ก่อตั้งบิทคอยน์ แถมยังฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากนิวส์วีก โทษฐานทำให้ตนเดือดร้อนทั้งเรื่องการงานและชีวิตส่วนตัว

“บิทคอยน์” อนุญาตให้ผู้คนสามารถโยกย้ายถ่ายโอนกันได้ทางออนไลน์แบบตัวต่อตัว ทั้งการซื้อขายสินค้า บริการ และแลกเปลี่ยนเงินทางออนไลน์อย่างไร้พรมแดน โดยไม่เกี่ยวข้องกับธนาคาร บัตรเครดิต หรือบุคคลที่ 3 อื่นๆ ด้วยลักษณะอันพิเศษนี้ ทำให้บิทคอยน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากพวกเสรีนิยม ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์การเงินแบบดั้งเดิม

ผู้กระโจนเข้าไปเล่นกับเงินบิทคอยน์ ยังรวมทั้งพวกที่กระสันเรื่อง “ไฮเทค” นักเก็งกำไรด้านการเงิน ไปจนถึง “อาชญากร” ซึ่งใช้เงินบิทคอยน์ในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเสพติด อาวุธ เพื่อหลบเลี่ยงหูตาของเจ้าหน้าที่ โดยการถ่ายโอนเงินกันแต่ละครั้ง จะมีการเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์และมีลายเซ็นดิจิตอลทุกครั้ง

ค่าเงินบิทคอยน์จะมากน้อยเท่าใด ขึ้นอยู่กับการตกลงกันของคู่ธุรกรรม ในช่วงแรกๆ ผู้ใช้แค่ถ่ายโอนกันจำนวนเล็กน้อย หรือแค่ใช้ในการเล่นเกมออนไลน์เท่านั้น บางเว็บไซต์ถึงกับแจกฟรี แต่เมื่อตลาดเติบโตขึ้น ค่าเงินบิทคอยน์ก็พุ่งพรวด ในช่วงพีกสุดในปีที่แล้ว เงินบิทคอยน์ 1 หน่วย มีมูลค่าถึง 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 42,000 บาท) และในวันที่ตำรวจบุกบ้านนายไรท์ส มีค่าสูงถึงหน่วยละ 417.99 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,630 บาท)!

ความนิยมใช้เงินบิทคอยน์กว้างขวางเพียงใดยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่หลายธุรกิจ ไล่ตั้งแต่บริษัทที่ใช้บล็อกกิ้งแพลตฟอร์ม อย่าง “เวิร์ดเพรสส์” ไปจนถึงบริษัทค้าปลีกอย่าง “โอเวอร์สต็อค” ก็กระโจนเข้ามาใช้เงินบิทคอยน์ด้วย ขณะที่มีการประเมินว่าแต่ละวันมีการถ่ายโอนเงินบิทคอยน์ทั่วโลกระหว่าง 60,000-70,000 หน่วย แม้หลายประเทศจะสั่งห้ามใช้เงินบิทคอยน์แล้ว

การใช้เงินบิทคอยน์ใช่ว่าจะปลอดภัยไร้อันตราย ยิ่งถ้าเจ้าของเก็บมันไว้ในกระเป๋าเงินออนไลน์มากๆ หรือใช้แลกเปลี่ยนกับเงินปกติอย่างดอลลาร์หรือยูโร แต่ระบบรักษาความปลอดภัยมีช่องว่างรอยโหว่ ก็อาจถูก “มือดี” ซึ่งเป็นเซียนคอมพิวเตอร์ หรือแฮกเกอร์ เจาะระบบเข้าไปขโมยเอาได้ง่ายๆ!

มิสเตอร์แบล็คไดมอนด์

 

ความลับคุณหมอ 100 ปี

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544402

โดย มิสแซฟไฟร์ 5 ธ.ค. 2558 05:01

 

อย่าคิดว่าอายุมากแล้ว จะออกกำลังกายไปไม่มีประโยชน์ มนุษย์เราถึงอายุ 60-70 ก็ต้องรู้จักลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวซะบ้าง จะได้มีกำลังวังชาทำสิ่งต่างๆได้คล่องแคล่วทะมัดทะแมง

แม้ปีนี้ “นพ.ชิเงะอะกิ ฮิโนะฮะระ” จะอายุ 102 ปี แต่สุขภาพร่างกายของคุณหมอกลับฟิตเปรี๊ยะเหลือเชื่อ คุณหมอคิดค้นสูตรอายุยืนห่างไกลโรคภัยด้วยตัวเอง โดยมีหลักการง่ายๆ คือ กิน-นอน-เคลื่อนไหวอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย 8 ท่าบริหารง่ายๆ และ 6 หลักการใช้ชีวิต รวบรวมไว้ในหนังสือ “กายบริหารอายุยืน สูตรคุณหมอ 100 ปี”

คุณหมอเป็นแพทย์ประจำแผนกอายุรเวชของ รพ.เซนต์ลุกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นผู้จัดตั้งมูลนิธิไลฟ์แพลนนิ่งเซ็นเตอร์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมการศึกษาด้านการแพทย์ และการพยาบาลของญี่ปุ่น โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการแพทย์เชิงป้องกันโรค พร้อมนำเสนอแนวคิดให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรักษา และการปฏิรูปการแพทย์ โดยคุณหมอเชื่อว่าโรคที่คนสูงวัยเป็นกันมากคือ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี 2000 คุณหมอได้จัดตั้งสมาคมผู้เฒ่ายุคใหม่ เพื่อนำเสนอรูปแบบการดำรงชีวิตแนวใหม่สำหรับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้านวัฒนธรรม เมื่อปี 2005

คุณหมอย้ำเสมอว่า การฝึกกายบริหารสำคัญมากก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การเอาใจใส่รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการกิน-การเดิน-การนั่ง-การนอน เพิ่มความระมัดระวังสักหน่อย จะส่งผลดีต่อสุขภาพมหาศาลทีเดียว

เริ่มจากการปรับท่ายืน-ท่านั่ง-ท่าเดินให้ถูกต้อง ท่ายืนที่เหมาะสมจะเน้นการยืนตัวตรงให้เหมือนมีแจกันอยู่บนศีรษะ ส่วนท่านั่งที่ดีคือ พยายามนั่งลึกเข้าไปให้เต็มเก้าอี้ที่สุด และยืดหลังให้ตรง สำหรับท่าเดิน คุณหมอแนะนำว่าควรฝึกเดินลงส้นเท้า และเชิดปลายเท้าขึ้น

ท่านอนก็เป็นสิ่งที่คุณหมอให้ความสำคัญมาก คุณหมอยืนยันว่าสมัยก่อนมักนอนหงายเป็นส่วนใหญ่ แต่พอเปลี่ยนเป็นนอนคว่ำตะแคงข้าง ปรากฏว่าหลับสนิทขึ้น สมัยเรียนมหาวิทยาลัยคุณหมอเคยล้มป่วยเป็นวัณโรค ต้องนอนรักษาตัวนิ่งๆ ถึง 8 เดือน นับตั้งแต่วันนั้นคุณหมอก็ทุ่มเทความสนใจในการศึกษาเรื่องการหายใจเข้าออก เพื่อเอาชนะตัวเอง

สุขภาพจะดีได้ด้วยการกินอาหารแค่พออิ่ม 70% ของความจุกระเพาะอาหาร นี่คือเคล็ดลับสำคัญยิ่งของอายุยืนยาว การควบคุมแคลอรีให้เหมาะเจาะกับความต้องการของร่างกาย ไม่เกิน 1,300 กิโลแคลอรี ช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายที่เกี่ยวข้องกับความชราได้ถึง 3 เท่า ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน หรือมะเร็ง

ควรเลือกทานอาหารที่มีความหลากหลาย มีทั้งโปรตีนและไขมันชนิดดี เช่น น้ำมันมะกอก ขาดไม่ได้คือ ต้องกินผักมากๆ ถือเป็นก้าวแรกของการเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง โดยมื้อเช้าคุณหมอจะต้องมีผักผลไม้เป็นเครื่องเคียงเสมอ ส่วนมื้อเย็นเน้นอาหารพวกสลัด จะระวังไม่ทานเนื้อสัตว์อย่างเดียว ผักสดมีความสำคัญมากต่อร่างกาย จึงขาดไม่ได้เลย

หลายคนมักบอกว่ามื้อเช้าให้กินอย่างราชา ส่วนมื้อเย็นให้กินเพียงเล็กน้อย แต่ในกรณีของคุณหมอจะกินมื้อเย็นเป็นหลัก เพราะหลังอาหารเย็นประมาณสองทุ่มกว่าๆ จะต้องทำงานที่บ้านจนถึงตีหนึ่งตีสองกว่าจะเข้านอน ถ้ากินอาหารเย็นเป็นมื้อเล็กๆ
คงจะไม่มีแรงทำงานแน่ๆ

ไม่มีคำว่าสายสำหรับการรักตัวเอง.

มิสแซฟไฟร์

 

วิ่งหนีความจนให้ไกลที่สุด พลิกชีวิตติดลบ สู่ชีวิตเงินล้าน

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542303

โดย มิสแซฟไฟร์ 28 พ.ย. 2558 05:01

 

ความจนไม่ใช่อุปสรรคทำลายความหวังในชีวิต วงการฮอลลีวูดมีตัวอย่างเยอะแยะ ที่ซุป’ตาร์ดังเกิดมาจากตม แต่ก็ดิ้นรนจนได้ดิบได้ดี มีชื่อเสียงเงินทองคับฟ้า กลายเป็นแรงบันดาลใจจุดประกายฝันให้นักสู้รุ่นหลัง

“โอปราห์ วินฟรีย์” เป็นเด็กบ้านนอกจนๆคนหนึ่ง เติบโตมากับยายในรัฐมิสซิสซิปปี แม่เป็นซิงเกิ้ลมัมต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง พอโตเป็นสาวก็ย้ายเข้ามาอยู่ในตัวเมือง ชีวิตวัยเด็กของโอปราห์ยากจนข้นแค้นมาก และโตมากับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เธอโดนลูกพี่ลูกน้องข่มขืนครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ พออายุ 14 ปี ก็เจอมรสุมใหญ่ท้องไม่มีพ่อ ต้องหนีความอับอายไปอยู่เทนเนสซีกับบิดาแท้ๆ ซึ่งเป็นช่างตัดผม ชีวิตของโอปราห์เริ่มเห็นแสงสว่างตอนได้จัดรายการข่าวภาคค่ำทางวิทยุท้องถิ่นเมืองแนชวิลล์ กลายเป็นผู้ประกาศข่าวอายุน้อยที่สุดเพียง 19 ปี และผู้ประกาศข่าวหญิงผิวสีคนแรกของอเมริกา จากนั้นประตูแห่งโอกาสก็เปิดต้อนรับเธออย่างไม่หยุดยั้ง โอปราห์ขยับขยายมาเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายช่อง ก่อนจะได้แจ้งเกิดจริงๆเมื่อย้ายมาปักหลักที่ชิคาโก เริ่มงานพิธีกรทอล์กโชว์ช่วงเช้า “AM Chicago” สร้างเรตติ้งสูงเป็นอันดับหนึ่งในชิคาโก กระทั่งทางสถานีขยายเวลาออกอากาศเป็น 1 ชั่วโมงเต็ม และเปลี่ยนชื่อรายการใหม่เป็น “The Oprah Winfrey Show” อันลือลั่น ภาย ในเวลาแค่ 2 ปี รายการของโอปราห์โด่งดังไปทั่วประเทศ และกลายเป็นรายการทอล์กโชว์ที่มีเรตติ้งสูงสุดในประวัติศาสตร์ทีวีอเมริกา จนเธอสามารถเปิดบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองได้ในอีก 2 ปีถัดมา แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 2 ทศวรรษ แต่ถึงปัจจุบัน รายการของโอปราห์วินฟรีย์ ก็ยังครองความฮิตฮอตไม่ตกกระแส โดยมีผู้ชมติดตามมากกว่า 50 ล้านคนต่อสัปดาห์ ยังไม่นับรวมยอดคนดูในอีก 126 ประเทศทั่วโลก ถ้าโอปราห์ยอมแพ้ต่อโชคชะตาซะก่อน ไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อฝัน วันนี้คงไม่มีพิธีกรหญิงผิวสีทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

แร็พเปอร์กับความจน อาชญากรรมและยาเสพติด มักเป็นของคู่กันหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกหนึ่งนักร้องแร็พที่ประสบความสำเร็จทะลุฟ้า แต่มีเบื้องหลังชีวิตลำเค็ญ ยังรวมถึง “เอ็มมิเน็ม” เจ้าพ่อเพลงแร็พผิวขาวแห่งยุคที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด เขาถูกพ่อทิ้งตั้งแต่แบเบาะ และโตมาอย่างโดดเดี่ยวกับแม่ติดยาในเมืองดีทรอยต์ เมืองอาชญากรรมขึ้นชื่ออันดับต้นๆของอเมริกา ชีวิตวัยเด็กของเขาเหมือนฝันร้ายมหาโหด ถูกทุบตีทำร้ายร่ายกายและจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาพยายามตามหาพ่อตั้งแต่เด็ก แต่จดหมายก็ถูกตีคืนตลอด ความเจ็บปวดในวัยเด็กอันร้าวลึก ถูกนำมาระบายไว้ในเพลงที่เขาแต่งเองและเป็นโปรดิวเซอร์ได้อย่างสะเทือนอารมณ์ จนหนุ่มแร็พผิวขาวหน้าอมทุกข์ได้รับยกย่องจากนิตยสารโรลลิ่ง สโตน ให้เป็นราชาเพลงฮิพฮอพยุคใหม่ แม้จะเป็นเด็กบ้านแตกมีปัญหารุงรัง แต่เอ็มมิเน็มกลับมีพรสวรรค์ด้านภาษาเพราะเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-เยอรมัน-สกอต-สวิส เขาค้นพบตัวเองว่าชอบแต่งเพลงตั้งแต่วัยรุ่น เริ่มร้องเพลงแร็พกับเพื่อนที่โรงเรียนตอนอายุ 14 ปี และทำเพลงฮิพฮอพใต้ดิน ในชื่ออัลบั้ม “Infinite” ปั๊มเองขายเองบนรถกระบะได้ 500 ก๊อบปี้ กระทั่งชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จึงได้รับการทาบทามจากวงแร็พหลายวง และมีโอกาสออกอัลบั้มเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกในชื่อ “The Slim Shady LP” ส่งให้เขาโด่งดังเป็นพลุแตก แจ้งเกิดเต็มตัวในฐานะนักร้องแร็พผิวขาวปากจัดจ้าน

หนีความจนได้อย่างถาวร เพราะใช้ความสามารถไต่เต้ามาด้วยลำแข้ง ยังต้องยกให้นักร้องแร็พชาวอเมริกันรวยที่สุดและหัวเซ็งลี้ที่สุดแห่งยุคนาม “เจย์-ซี” สามีของบียอนเซ่ เขาสร้างเนื้อสร้างตัวออกอัลบั้มและสินค้าสารพัด จนมีสินทรัพย์ในครอบครองเกือบ 520 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แถมได้รับยกย่องจากวงการเพลงมะกันให้เป็นเจ้าพ่อเพลงแร็พยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในตำนาน “เจย์-ซี” เกิดในสลัมเถื่อนบราวน์สวิลล์ ย่านบรู๊คลิน ดงพ่อค้ายาและแก๊งอาชญากรรมผิวสีสุดลือลั่น นักมวยแชมป์โลกจำนวนมากก็โตมาในสลัมดุนี้ ไม่ว่าจะเป็นไมค์ ไทสัน หรือแชนนอน บริกส์ ก่อนจะค้นพบความฝัน “เจย์-ซี” เคยเป็นเด็กขายยานรก และใช้ชีวิตดำดิ่งอยู่ในโลกมืดมาโชกโชน เขาถูกยิงหลายครั้งและเคยยิงพี่ชายตัวเองเพื่อขโมยทองไปขาย ตอนนั้นอายุแค่ 12 ปี เพราะความรักในเสียงดนตรีจึงดึงให้เด็กเกเรกลับใจเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้ เมื่อเลือกเส้นทางเดินถูกชีวิตก็พุ่งฉิว…ทุกคนทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น ไม่มีคำว่าสายสำหรับการแก้ตัวใหม่.

มิสแซฟไฟร์

 

บทเรียนชีวิต ‘ชาร์ลี ชีน’ เอดส์ไม่เคยปรานีใคร!!

Published พฤศจิกายน 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540715

โดย มิสแซฟไฟร์ 21 พ.ย. 2558 05:01

 

กลายเป็นข่าวช็อกส่งท้ายปี เมื่อจู่ๆพระเอกเพลย์บอยรุ่นใหญ่ของฮอลลีวูด “ชาร์ลี ชีน” ออกมายอมรับกลางรายการทีวีว่า ติดเชื้อเอชไอวี!! เล่นเอาคู่ขาหลายร้อยคนแตกตื่นอลหม่าน เพราะกลัวตาย

แม้จะเสี่ยงต่อการโดนคู่ขาเก่าๆฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่สาเหตุที่ “ชาร์ลีน ชีน” ออกมาเปิดโปงตัวเองครั้งนี้ เพราะทนไม่ไหวที่ถูกแบล็กเมล์ขู่กรรโชกทรัพย์ หมดเงินไปกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขาให้สัมภาษณ์กับรายการทูเดย์ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกเสียงฮือฮาสุดๆ โดยยอมรับว่าติดเชื้อเอชไอวีจริง และรู้ตัวว่าป่วยโรคนี้ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว แรกเริ่มคิดว่ามีเนื้องอกในสมอง เพราะเกิดอาการปวดหัวมากจนแทบระเบิด แต่เมื่อไปหาหมอกลับพบความจริงน่าสะพรึงว่า ติดเชื้อเอชไอวีเข้าแล้ว!! เขาไม่รู้ว่าติดโรคจากไหน เพราะเคยซื้อบริการทางเพศ และต้องต่อสู้กับการใช้ยาเสพติดเกินขนาดมากว่า 2 ทศวรรษ พระเอกวัย 50 พยายามเก็บงำเป็นความลับ แต่เมื่อเล่าให้คนใกล้ชิดฟัง กลับถูกทรยศหักหลัง นำมาแบล็กเมล์ข่มขู่เรียกร้องเงิน จนเขาทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจสารภาพความจริงเพื่อยุติการเป็นเหยื่อ กระนั้น ชีนเชื่อมั่นว่าไม่เคยแพร่เชื้อให้ใคร และได้บอกความจริงกับคู่นอนทุกคน โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า หลังจากรู้ตัวว่าติดเชื้อร้าย ชีนมีคู่ขามากถึง 200 คน

สมัยที่ยังรุ่งๆ เขาเคยคุยโวว่า ชีวิตนี้หลับนอนกับผู้หญิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 พันคน โดยสาวๆในสต๊อก มีทั้งนักแสดงระดับนางเอก, ดาราหนังโป๊, คุณโส และนักเต้นระบำเปลื้องผ้า แถมยังนิยมเล่นเซ็กซ์ผาดโผน ทั้งเซ็กซ์เดี่ยวเซ็กซ์หมู่ ก็ผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน

“ชาร์ลี ชีน” เกิดในครอบครัวนักแสดงเคร่งศาสนา เขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของนักแสดงมากฝีมือ “มาร์ติน ชีน” ทั้งพี่ชายและน้องสาวก็โลดแล่นอยู่ในวงการฮอลลีวูด แต่ไม่มีใครเปรี้ยงปร้างเท่ากับชีน เขาเข้าวงการตั้งแต่เรียนไฮสคูล ทำหนังสั้นร่วมกับพี่ชาย และเริ่มเล่นหนังครั้งแรกตอนอายุ 18 ปี สร้างชื่อเสียงมาเรื่อยๆจนได้รับการยอมรับเป็นนักแสดงคุณภาพคนหนึ่งของฮอลลีวูด โดยช่วงหลังมาเอาดีด้านการเล่นละครซิทคอมและซีรีส์ทีวี

อย่างไรก็ดี แม้จะประสบความสำเร็จเรื่องการแสดง ได้ค่าตัวแพงสุดในวงการทีวีอเมริกา แต่ชีวิตจริงของชีนกลับดำมืดเพราะตกเป็นทาสยาเสพติด เมื่อปี 1998 ชีนถูกหามส่งโรงพยาบาลครั้งแรก เพราะเสพโคเคนเกินขนาด และต้องเข้าสถานบำบัดยาเสพติดอย่างน้อย 3 ครั้ง กระทั่งเบลอทำงานไม่ได้ เลยโดนค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์สสั่งปลดจากซีรีส์ยอดฮิต “Two and a Half Men” ในปี 2011 งานนี้พระเอกแบดบอยฟ้องแหลกเพื่อเรียกค่าเสียหาย เมื่องานหายเงินหด ชีวิตของเขาก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ ภายในไม่กี่ปีมานี้ ชีนสติแตกออกมาโพสต์ประจานตัวเองหลายครั้ง กระทั่งนักจิตวิทยาฟันธงว่าเขาเป็นโรคไบโพลาร์ ต้องการการเยียวยาด่วนจี๋

สำหรับเส้นทางชีวิตรักของนักรักพันธุ์ดุ เคยผ่านการแต่งงานและหย่าร้างมาแล้ว 3 ครั้ง เขามีลูก 5 คน และหลาน 1 คน ไม่นับขาจรดาราหนังโป๊อีกเป็นขบวนที่คั่วอยู่ในช่วงทศวรรษ 1990 ถึงจะเป็นผู้ชายสำส่อน แต่ผู้หญิงที่เขารักที่สุดคือภรรยาคนที่สอง “เดนนิส ริชาร์ดส์” นางเอกดังแห่งยุค ทั้งคู่ออกเดตระหว่างฝ่ายหญิงเป็นนักแสดงรับเชิญในซิทคอมฮิต “Spin City” คบกันแค่ 3 เดือน ก็ตกลงหมั้นหมายทันที และมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน กระนั้นทั้งคู่อยู่กินกันได้แค่ 3 ปี นางเอกสาวก็ยื่นฟ้องหย่า เพราะทนไม่ไหวที่ถูกสามีซ้อมด้วยฤทธิ์คลั่งยา

หลังเกิดเรื่องโป๊ะแตก “เดนนิส ริชาร์ดส์” ออกมายอมรับว่า ล่วงรู้ความลับของชีนนานหลายปีแล้ว แต่เธอกับลูกสาวทั้ง 2 คน ไม่ได้รับเชื้อจากเขาแน่นอน เพราะชีนติดเชื้อเอชไอวี หลังจากหย่าร้างกับเดนนิส เมื่อ 9 ปีก่อน และหลังจากนั้นก็ไม่เคยข้องแวะอีกเลย

เหยื่อเคราะห์ร้ายที่อาจโดนหางเลขจากอาการป่วยของพระเอกรุ่นใหญ่ ก็เห็นจะเป็นอดีตกิ๊กทั้งหลายที่ชีนอยู่กินด้วยตั้งแต่ปี 2011-2014 ไม่ว่าจะเป็น “บรี โอลสัน” นางเอกหนังโป๊, “นาตาลี เคนลี่” กราฟฟิกดีไซเนอร์, “จอร์เจีย โจนส์” นางแบบเพนต์เฮาส์ และ “เบรตต์ รอสซี่” นักแสดงหนังสยิว รายนี้คบกันช่วงต้นปี 2014 ตกลงปลงใจจะแต่งงานกันอยู่แล้วเชียว แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่ง หลังโดนพระเอกทิ้งอย่างไม่ไยดี ฝ่ายหญิงก็เสพยาเกินขนาดต้องหามตัวส่งโรงพยาบาลอนาถใจ

น่าเสียดายที่พระเอกมากฝีมืออนาคตไกลต้องมาสิ้นชื่อ เพราะความมัวเมาในกิเลสตัณหา.
มิสแซฟไฟร์

 

ควีนภูฏานตั้งครรภ์โอรสองค์แรก

Published พฤศจิกายน 14, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539122

โดย มิสแซฟไฟร์ 14 พ.ย. 2558 05:01

 

ควีนภูฏานท้องแล้วจ้า…ได้โอรสซะด้วย!! เป็นข่าวดีสุดๆของชาวเทือกเขาหิมาลัย เพราะรอคอยวันนี้มานานถึง 4 ปีเต็ม หลังกษัตริย์หนุ่มอ่อนเยาว์ที่สุดในโลก “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก” สร้างเลิฟสตอรี่สุดโรแมนติกให้ลือลั่นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ด้วยการจัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับลูกสาวนักบินสายการบินคิงฟิชเชอร์ แอร์ไลน์ส วัยอ่อนกว่า 10 ปี “เจ็ตซัน เปมา” นักศึกษาปริญญาตรี ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรีเจนท์ส คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนกลายเป็นตำนานรักบทใหม่ระหว่างกษัตริย์ผู้สูงศักดิ์กับหญิงสามัญชน ที่ได้รับการยกย่องเป็น “เจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าหญิงเคทแห่งเอเชีย”

ข่าวดีเรื่องการมีรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์ ได้รับการเผยแพร่เมื่อกลางสัปดาห์นี้ ผ่านทวิตเตอร์ของ นสพ.ท้องถิ่นยักษ์ใหญ่ “Kuensel” ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 60 พรรษา ในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดาของคิงจิกมี จึงเท่ากับเป็นการมอบของขวัญแก่ประชาชนที่น่าประทับใจที่สุด โดยควีนภูฏานทรงตั้งพระครรภ์ทายาทองค์แรก ขณะพระชนมพรรษา 25 พรรษา แม้ราชอาณาจักรภูฏานจะเป็นเพียงดินแดนเล็กๆบนแผนที่โลก มีประชากรแค่ 700,000 คน แต่ชาวโลกก็ให้ความสนใจกับความเคลื่อนไหวของคู่ขวัญใหม่แห่งภูฏาน โดยเฉพาะแฟนคลับในเมืองไทย ต่างก็ปลื้มในความหล่อเหลาและถ่อมเนื้อถ่อมตัวของคิงจิกมี ตั้งแต่ยังเป็นมกุฎราชกุมาร เลยพลอยเทใจให้กับควีนเจ็ตซันไปด้วย เพราะทึ่งในความสวยสมดุจกิ่งทองใบหยก กรี๊ดหนักมากก็ตอนที่กษัตริย์หนุ่มบรรจงจุมพิตซินเดอเรลล่าต่อหน้าสาธารณชน ระหว่างพระราชพิธีอภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2011 ถือเป็นมิติใหม่ของราชวงศ์วังชุก

สังเกตจากภาษากายที่แสดงออกแล้ว บ่งบอกได้ชัดเจนว่ากษัตริย์จิกมีทรงรักและทะนุถนอมพระราชินีของพระองค์มาก ทรงแสดงความรักล้นใจอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน โดยทรงจูงมือ, โอบกอด และพูดคุยกะหนุงกะหนิงอย่างมีความสุขตลอดเวลา ที่สำคัญยังคงยึดมั่นว่าจะทรงมีพระชายาเพียงองค์เดียวตามที่ตั้งพระทัยไว้ ในขณะที่กษัตริย์พระองค์อื่นๆของภูฏานมีพระชายาได้ถึง 4 องค์

สำหรับเส้นทางความรักของกษัตริย์เจ้าเสน่ห์ขวัญใจสาวไทยก็สุดแสนโรแมนติกจนต้องจิกหมอน ทั้งคู่ไม่ได้เพิ่งมาปิ๊งรักกัน แต่ “กษัตริย์จิกมี” ทรงเคยคุกเข่าขอ “เจ็ตซัน” แต่งงานตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ ขณะนั้น เจ้าชายเพิ่งมีพระชนม์ 17 ชันษา ส่วนสาวน้อยผู้เป็นรักแท้อายุแค่ 7 ขวบ!! จิกมีให้สัญญาเจ็ตซันว่า “ถ้าเธอโตขึ้นเมื่อไหร่ และเรายังเป็นโสดไม่มีใคร เราจะกลับมาขอเธอแต่งงาน” เหตุการณ์น่าประทับใจมิลืมเลือนครั้งนั้นเกิดขึ้นระหว่างที่ครอบครัวทั้งสองไปปิกนิกกันในกรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน

ปั๊ปปี้เลิฟในวันวาน ได้กลายเป็นตำนานรักบันลือโลก เมื่อพรหมลิขิตชักนำให้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง โดย “กษัตริย์จิกมี” ถวิลหารักแรกพบในวัยเด็กไม่เสื่อมคลาย จึงตัดสินพระทัยสละโสด และประกาศข่าวมงคลครั้งแรกในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ขณะนั้นทรงมีพระชนมพรรษา 31 พรรษา…“ในฐานะกษัตริย์ ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องอภิเษกสมรส หลังใคร่ครวญรอบคอบ ข้าพเจ้าเห็นว่าพิธีดังกล่าวควรจัดขึ้นปลายปีนี้ หลายท่านคงมีความคิดเห็นว่าพระราชินีองค์ใหม่ควรมีบุคลิกลักษณะอย่างไร เธอต้องเป็นสตรีที่งดงาม ฉลาดหลักแหลม และสง่างาม แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าด้วยเวลาและประสบการณ์ คนเราย่อมสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีพลัง ไม่ว่าจะมาจากชนชั้นใดก็ตาม ขอเพียงมีความเพียรพยายามอย่างเหมาะควรเท่านั้น สำหรับพระราชินีของภูฏานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในฐานะปัจเจกบุคคลคือต้องเป็นคนดี และในฐานะพระราชินี ก็ต้องมีความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย ที่จะรับใช้ประเทศชาติและประชาชน”

กษัตริย์หนุ่มผู้มาดมั่นยังรับสั่งชื่นชมสตรีผู้เป็นที่รักว่า “ข้าพเจ้าได้พบสตรีที่มีคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว เธอชื่อว่า “เจ็ตซัน เปมา” แม้จะอายุน้อย (21 ปี) แต่มีบุคลิกอบอุ่น จิตใจดีงาม เมื่อผนวกกับความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่จะได้รับในอนาคต ย่อมทำให้เธอเป็นข้ารับใช้ที่ดีของประเทศชาติ “เจ็ตซัน” เป็นคนที่ข้าพเจ้าไว้วางใจที่สุด คอยสนับสนุนข้าพเจ้าตลอดเวลา ไม่ทราบว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับเธอ แต่เธอคือคนที่ใช่สำหรับข้าพเจ้า!! และจะคอยสนับสนุนเคียงข้าง ตลอดจนร่วมทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชน”.

มิสแซฟไฟร์

 

ไขปริศนาลับบนเตียงของสาวๆ ผู้หญิงจะเซ็กซ์จัดแค่เดือนละหน

Published พฤศจิกายน 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537501

โดย มิสแซฟไฟร์ 7 พ.ย. 2558 05:01

 

เรื่องเซ็กซ์กับผู้หญิงมักถูกปิดงำเป็นความลับไม่กล้าเปิดเผย โดยเฉพาะในวัฒนธรรมของชาวเอเชีย มีแต่ผู้หญิงก๋ากั่นที่จะกล้าออกมาพูดโจ๋งครึ่มเรื่องบนเตียง ลองมองเซ็กซ์ซะใหม่ว่าเป็นปัจจัยชูรักชูรสที่ขาดไม่ได้ของชีวิตคู่ แล้วสาวๆจะค้นพบความฟินที่โหยหามานาน

ในฐานะแอพพลิเคชั่นยอดฮิตในหมู่สาวๆทั้งโลก ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็นเครื่องคำนวณวงจรการตกไข่เป๊ะเว่อร์ที่สุดของโลกในวินาทีนี้ Glow ได้ทำการรวบรวมสถิติจากผู้ใช้บริการแอพสุดฮิป ที่มีมากถึง 47 ล้านคนทั่วทุกทวีป เพื่อศึกษาวิจัยถึงความโลดโผนของชีวิตเซ็กซ์ผู้หญิงยุคใหม่ บอกได้คำเดียวว่ามันว้าวมาก!!

ก่อนจะเจาะลึกข้อมูลที่ค้นพบ มาทำความรู้จักกับแอพ Glow สั้นๆ แอพนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 โดย “แม็กซ์ เลฟชิน” ผู้ให้กำเนิด “PayPal” เจ้าแห่งธุรกิจธนาคารออนไลน์อันดับหนึ่งของโลก ด้วยความอัจฉริยะของแอพ ได้ช่วยให้ผู้หญิงตั้งท้องสำเร็จไปแล้วอย่างน้อย 150,000 คน นอกจากจะสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำถึงช่วงเวลาที่จะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แอพนี้ยังตามสะกดรอยชีวิตเซ็กซ์ของผู้หญิงทุกย่างก้าว บอกสถิติได้หมดว่าสาวๆคนไหนมีคุณภาพเรื่องเซ็กซ์แบบจัดเต็ม หรือป้อแป้ ช่วงไหนเกิดอารมณ์คึกที่สุด และแต่ละคนมีเซ็กซ์บ่อยแค่ไหน หรือแห้งเหี่ยวไม่ค่อยได้เล่นเลิฟซีน

จากการเก็บสถิติของผู้ใช้แอพ Glow บ่งชี้ว่าแคนาดาเป็นประเทศที่เลิศที่สุดสำหรับการหาแม่ของลูก เพราะผู้หญิงแคนาดามีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่าสาวชาติอื่นๆถึง 21% ส่วนสาวไฟแรงสูงที่มีเซ็กซ์บ่อยกว่าใครเพื่อนต้องยกให้สาวออสเตรเลีย ทำสถิติความถี่ในการขึ้นเตียงมากกว่าค่าเฉลี่ย 37% แถมยังมีมดลูกแข็งแรงเว่อร์ มีโอกาสท้องง่ายกว่าสาวๆชาติอื่นถึง 14% สำหรับสาวอเมริกันกลับท่าดีทีเหลว เพราะมีความถี่ในการขึ้นเตียงมากกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 16% ที่น่าแปลกใจคือสาวละตินอเมริกา เห็นหุ่นสะบึมอย่างนี้ แถมเป็นเจ้าธุรกิจประกวดขาอ่อน แต่สถิติของ Glow กลับฟ้องว่าผู้หญิงอเมริกาใต้อ่อนเซ็กซ์ มีความถี่ในการซั่มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 4%

อีกหนึ่งความจริงที่ Glow นำมาตีแผ่คือ อารมณ์อยากมีเซ็กซ์ของผู้หญิงสัมพันธ์โดยตรงกับรอบประจำเดือน ปกติผู้หญิงจะมีประจำเดือนรอบละ 5 วัน ซึ่งใน 5 วันนั้น จะเป็นวันที่หมดมู้ดทางเพศที่สุด แถมอารมณ์ยังแปรปรวนเหวี่ยงขึ้นลง อาการเบื่อเซ็กซ์ยังลามไปอีกหนึ่งอาทิตย์เต็มๆหลังหมดประจำเดือน จากนั้นค่อยกลับมาซู่ซ่าส์ดี๊ด๊าใหม่ โดยสาวๆจะมีอารมณ์ทางเพศ รู้สึกเซ็กซี่ ก็วันที่ 12-14 นับจากมีประจำเดือน ถ้าหนุ่มๆเข้าไปเล้าโลมช่วงนี้ รับรองว่าจะได้ดื่มด่ำกับลีลาพิศวาสบนเตียงของแม่เสือสาวแบบจัดเต็ม แต่อ๊ะๆผลการสำรวจของ Glow เตือนว่า ถึงแม้ผู้หญิงจะเกิดอารมณ์คึกสุดในช่วงเวลานี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะโชว์ลีลาถึงอกถึงใจทุกหน กิจกรรมพรรณนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง ต้องช่วยกันออกแรงคนละไม้ละมือ

สุดยอดความลับของผู้หญิงที่น่าเซอร์ไพรส์คือ ผู้หญิงจะเซ็กซ์จัดร้อนแรงที่สุดแค่เดือนละหน ตรงกับวันที่ 30 ของรอบประจำเดือน Glow ตั้งให้เก๋ไก๋ว่าเป็น “วันออร์กัสซั่มแห่งชาติ” เพราะเป็นโอกาสทองวันเดียวที่สาวๆจะฟินถึงจุดสุดยอด โดยไม่ต้องเฟก!! ส่วนวันที่ผู้หญิงเราจะดี๊ด๊าอารมณ์ดีที่สุดคือ วันที่ 15-16 ของรอบประจำเดือน เพราะเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย หลังจากร้อนรุ่มคันยิกๆมาหลายวัน

ผลการสำรวจของ Glow ยังค้นพบว่าถ้าให้เลือกระหว่างเล่นมือถือกับมีเซ็กซ์ 1 ใน 3 ของผู้หญิงที่ใช้บริการแอพนี้ยอมรับว่าพวกหล่อนติดสมาร์ทโฟนยิ่งกว่าเซ็กซ์ เพราะมันฟินกว่ากันเยอะ!!

สำหรับคนที่อยากท้อง ใฝ่ฝันเป็นแม่คน Glow ให้ข้อมูลว่า ช่วงเวลาที่ผู้หญิงมีโอกาสตั้งท้องมากที่สุดคือ ช่วงไข่สุก หรือภายในช่วง 6 วัน ก่อนการตกไข่นั่นเอง (ตามปกติไข่จะตกในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนประจำเดือนมา) แต่สำหรับบางคู่การเปิดปฏิทินเพื่อนัดกันปั๊มเบบี้ในวันหรือชั่วโมงที่ไข่ตกเป๊ะๆ อาจทำให้เครียดจนหมดอารมณ์ไปเลย ทางที่ดีถ้าอยากจะท้องจริงๆก็ให้ขยันทำการบ้านวันเว้นวันไปเลย ปฏิบัติการชุ่มฉ่ำให้บ่อยขึ้นหลังหมดประจำเดือน รับรองว่ามีโอกาสตั้งท้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แถมชีวิตคู่ก็สุขสมอย่าบอกใครเชียว.
มิสแซฟไฟร์

 

เจ๋งโคตรๆ!! เด็กวัยรุ่นทรงอิทธิพลสุดของโลก

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/535844

โดย มิสแซฟไฟร์ 31 ต.ค. 2558 05:01

 

วัยรุ่นยุคใหม่ประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่คิด หลายคนค้นพบความฝันตั้งแต่ฟันแท้ยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ นิตยสารไทม์เชิดชูความเจ๋งของเด็กวัยรุ่น พ.ศ.นี้ ด้วยการจัดอันดับ 30 วัยทีนทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2015 แต่ละคนล้วนมีความเจ๋งน่าซูฮกจริงๆ!!

เริ่มด้วยหนุ่มน้อยผิวสี วัย 13 ปี จากรัฐเทนเนสซี “โมซิอาห์ บริดจ์ส” เป็นเถ้าแก่สร้างธุรกิจของตัวเองตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยเปิดกิจการขายหูกระต่ายยี่ห้อ “Mo’s Bows” สร้างรายได้เข้ากระเป๋าปีละกว่า 2 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ เซ็นสัญญาผลิตสินค้าป้อนหลายแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็น Cole Haan และ Neiman Marcus ยิ่งเปรี้ยงปร้างไปทั่วประเทศ หลังได้รับเชิญออกรายการทีวี “Shark Tank” ล่าสุด เพิ่งได้ออเดอร์ลอตใหญ่ผลิตหูกระต่ายให้ทีมบาสเกตบอลเอ็นบีเอ เสี่ยน้อยชอบผูกหูกระต่ายตั้งแต่แบเบาะ เลยได้แรงบันดาลใจต่อยอดธุรกิจของตัวเอง

เป็นวัยรุ่นพันล้านที่ค้นพบความฝันตั้งแต่เพิ่งตั้งไข่ก็ต้อง “แมดดี้ ซีเกลอร์” สาวน้อยนักเต้นมากพรสวรรค์ วัย 13 ปี แจ้งเกิดจากรายการเรียลลิตี้โชว์ยอดนิยม “Dance Moms” แม่ลูกจับคู่กันเต้นโชว์ แมดดี้มีแฟนๆตามเชียร์ทั่วโลก พิสูจน์ความฮอตจากยอดผู้ชมยูทูบที่ทะลุ 1,400 ล้านวิว น้องหนูเริ่มฝึกเต้นตั้งแต่อายุ 2 ขวบ กระทั่งกลายเป็นนักเต้นมือโปรกวาดรางวัลมาแล้วหลายต่อหลายเวที นอกจากจะเอาดีด้านการเต้น สาวน้อยคนสวยยังเป็นนักแสดงและนางแบบควบคู่ไปด้วย เคยขึ้นปกแมกกาซีนดังมาแล้วเกือบทุกฉบับ หนูคือตัวแทนของวัยรุ่นยุคใหม่ที่ไขว่คว้าดาวมาด้วยลำแข้งตัวเอง

ดาราเด็กโด่งดังหาตัวจับยากในวินาทีนี้ ขอยกให้ “โรวัน บลองชาร์ด” วัย 14 ปี เข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่เริ่มคลานได้ โดยกวาดโฆษณาสินค้าเด็กแทบทุกตัว กระทั่งฉายแววรุ่งเข้าตาค่ายดิสนีย์ จับมาปลุกปั้นเป็นนักแสดงในสังกัด ผลงานติดท็อปชาร์ตคือ การรับบทนำในทีวีซีรีส์เรื่องยาว “Girl Meets World” นอกจากนี้ “โรวัน” ยังสร้างชื่อจากการเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรี จับปากกาเขียนบทความหลายชิ้นที่สร้างอิทธิพลให้วัยรุ่นยุคใหม่ และเคยได้รับเชิญจากยูเอ็นขึ้นพูดบนเวที เดินตามรอยนักแสดงรุ่นพี่ “เอ็มม่า วัตสัน” ทุกกระเบียดนิ้ว

เด็กญี่ปุ่นไม่แพ้ใครในโลก ได้รับการจัดอันดับจากไทม์ให้เป็นวัยรุ่นทรงอิทธิพลด้วยคือ “อาชิม่า ชิราอิชิ” เด็กอเมริกันเชื้อสายซามูไร วัย 14 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ตั้งแต่อายุ 13 ปี ได้ขึ้นแท่นเป็นนักปีนเขาอายุน้อยที่สุดในโลก และผู้หญิงคนแรกของโลก ที่สามารถพิชิตยอดเขาหินแกรนิตสุดโหดของรายการแข่งขันปีนเขาระดับโลก “Open Your Mind Direct” ซึ่งถือเป็นโปรแกรมมหาหินต้องอาศัยความชำนาญอย่างสูง ความฝันต่อไปของน้องหนูคือ การเตรียมตัวเข้าร่วมแข่งขันปีนเขาโอลิมปิก ปี 2020 ในฐานะตัวแทนทีมชาติญี่ปุ่น

จะมีเด็กสักกี่คนได้ขึ้นหน้าหนึ่งทั่วอเมริกา เพราะตกเป็นข่าวพกระเบิดไปโรงเรียน!! เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นที่รัฐเท็กซัส โดยผู้ตกเป็นเหยื่อการเหยียดสีผิวอันลือลั่น เป็นหนุ่มน้อยมุสลิม วัย 14 ปี นามว่า “อาห์เหม็ด โมฮาเหม็ด” เขาถูกคุณครูที่โรงเรียนจับตัวส่งตำรวจ เพราะเข้าใจผิดว่าพกระเบิดมาโรงเรียน เรื่องราวบานปลายใหญ่โตกลายเป็นประเด็นถกเถียงทั่วบ้านทั่วเมือง หลังค้นพบว่าสิ่งที่อาห์เหม็ดนำไปโรงเรียนเป็นแค่นาฬิกาดิจิตอลติดตั้งในกล่องดินสอ ที่เขาประดิษฐ์เองจากเศษวัสดุในบ้าน งานนี้บุคคลสำคัญระดับประเทศโดดมาอุ้มชูเด็กชายนักประดิษฐ์กันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่เชิญหนุ่มน้อยเข้าทำเนียบขาว โดยมีนักบินอวกาศระดับตำนานขององค์การนาซาเป็นแขกวีไอพี เจ้าพ่อเฟซบุ๊กกับเจ้าพ่อกูเกิ้ล ก็จีบอาห์เหม็ดไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ เขายังได้รับเชิญจากยูเอ็น และได้รับทุนการศึกษาตลอดชีพจากรัฐบาลกาตาร์

วัยรุ่นคนเก่งที่มีหัวคิดเป็นของตัวเอง ยังต้องปรบมือให้ “แจ๊ส เจนนิ่งส์” เด็กชายที่แปลงเพศเป็นหญิงตั้งแต่อนุบาล ปีนี้แจ๊สอายุ 15 เต็ม เธอเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันให้กลุ่มคนข้ามเพศ ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นชายหรือหญิง โดยเดินสายรณรงค์เรื่องนี้ตั้งแต่ฟันน้ำนมยังไม่หมดปาก จึงกลายเป็นฮีโร่ของคนข้ามเพศ และยังเป็นแบบอย่างของวัยรุ่นยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอย่างมีสาระ.

มิสแซฟไฟร์

 

%d bloggers like this: