คนดังนั่งเขียน

All posts tagged คนดังนั่งเขียน

“ความจริงที่ถูกแบน”

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/532203

โดย Dr. POP 14 ต.ค. 2558 11:00

 

ผมเคยถามเพื่อนว่า “เฮ้ยมึง เวลาสูบบุหรี่อ่ะ รูปน่าเกลียดๆ บนซองมันช่วยให้มึงอยากเลิกสูบมะ?”
สิ่งที่มันตอบคือ “ก็กลัวอยู่นะ แต่ก็เลิกสูบไม่ได้”
…จนหลายปีต่อมา เมื่อมันมีลูก มันก็เลิกดูดบุหรี่ได้หน้าตาเฉย
“กูแค่อยากทำสิ่งดีๆ เพื่อคนที่กูรักว่ะ” มันบอก

ผมเชื่อนะว่าสิงห์นักสูบหลายคนมีความรู้สึกอยากเลิกอยู่ในจิตใต้สำนึกลึกๆ จากภาพอันตรายบนซองบุหรี่ หรือจากความรู้เรื่องโทษของบุหรี่ตามสื่อต่างๆ เพียงแต่พวกเขากำลังรอโอกาสที่เหมาะสมก็เท่านั้น ซึ่งก็ต้องขอบคุณสื่อทุกแขนงที่กล้า “เปิดเผยความจริง” ทำให้เกิด “การรับรู้ วิเคราะห์ กระทำ และผลลัพธ์” ที่ชัดเจนกับสาธารณชน ซึ่งนั่นทำให้เราหลายคนงงว่า

ทำไมภาพยนตร์ที่กล้าตีแผ่ความจริงด้านมืดของสังคมถึงถูกแบน?

ทั้งที่หนังแบบนี้พูดถึงความจริงที่เกิดขึ้นจริงในวงการศาสนาทำไมไม่ควรฉาย? ผมเข้าใจการตัดสินใจของหลายคนที่เห็นว่าเราไม่ควรตีแผ่เรื่องเหล่านี้เพราะเด็กๆ หรือบางคนอาจเอาเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี


ทำไมเราไม่คิดว่า “เปิดเผยความจริงให้พวกเขารู้ซิดี เขาจะได้รู้ว่าอะไรผิดถูกแล้วแก้ไขกันไป” ล่ะ?

ผมเชื่อว่าตอนนี้ก็มีพระมีเณรไม่น้อยหรอกที่ทำผิดศีลธรรมขัดหลักศาสนาอยู่ การที่หนังแบบนี้ออกมาผมว่ามันกลับเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ทำให้พวกเขาตระหนักว่า “สังคมรับรู้และจับตามอง” อันจะส่งให้คนผิดละอายต่อสิ่งที่ทำ ระวังไม่ให้ผิดศีลด้วยซ้ำ ยิ่งกับคนที่เป็นประชาชนทั่วไปก็ยิ่งดีใหญ่ ลูกหลานจะได้รู้ว่าถ้าทำผิดพระวินัยจะได้รับผลกรรมยังไง

แม่ผมเคยให้ผมอ่านหนังสือ “เที่ยวแดนนรก” ตอนเด็ก มันเป็นเต็มไปด้วยภาพวาดสุดสยองของคนที่ทำผิดแล้วถูกลงทัณฑ์ในนรก เช่น คนมากชู้หลายเมียหลายผัวจะถูกจอบฟันไอ้จ้อนขาดแล้วให้หนูแทะชอนไชไปในแผล พวกฉ้อราษฎร์บังหลวงจะถูกจับเลื่อยตัวเป็นสองท่อน พวกชอบนินทาด่าว่าใส่ร้ายคนอื่นสนุกปากจะโดนตัดลิ้นแล้วเจาะเหล็กร้อยกรามแขวนไว้กับราว ผมอ่านแล้วกลัวจนไม่กล้าทำผิดศีลหลายๆ ข้อ นรกสวรรค์มีจริงหรือเปล่าเราไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยคำสอนนั้นก็ป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมายอันจะนำไปสู่บทลงโทษที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ซ้ำเมื่อได้เห็นเหล่าอาชญกรรับโทษเหมือนตกนรกทั้งเป็นก็ยิ่งตอกย้ำให้เราหลีกเลี่ยงทำผิดเข้าไปใหญ่ นี่แหละคือการสอนแบบเอาความจริงและผลของการกระทำมาตีแผ่ให้ดูกันโต้งๆ จนสร้างจิตสำนึกได้

แทนที่จะกลัวคนเห็นความจริงด้านมืดของสังคม ลองคิดว่า “ดีเสียอีกที่ทำให้พวกเขาเห็นด้านมืดที่แท้จริง จะได้รู้ว่าไปทางสว่างไปทางไหน” ดีไหมครับ?

 

มันถูกต้องที่จะบอกว่า “สื่อมีส่วนต่อพฤติกรรมมนุษย์” แต่ก็ต้องยอมรับว่า “มันไม่ใช่ทั้งหมด” และ “คนส่วนมากไม่ได้เป็นทาสของสื่อขนาดนั้น” คนไทยเป็นชาติที่ฉลาดครับ เราคิดเป็น แยกแยะเป็น อาจจะมีคนบางส่วนที่แยกแยะไม่ได้ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถสอนให้ทุกคนคิดตรงกันหมดได้ ไม่งั้นเด็กทั้งประเทศคงกลายเป็นนักเรียนโอลิมปิกกันไปหมดแล้ว ทว่าถ้าลองสังเกตกัน ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องไม่ดีของสังคมไทยออกมา มันก็จะมีคนส่วนหนึ่งที่ตระหนักถึงความถูกต้องใช่หรือไม่? เวลามีข่าวฆ่ากันตาย คนส่วนมากรู้ว่าไม่ดี เขาก็ไม่ทำตาม เพราะทำแล้วโดนจับ เขาก็มีสำนึกกัน ด้านมืดของสังคมที่ถูกเปิดเผยไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียเสมอไป มันคือวัคซีนที่ใช้สร้างภูมิต้านทานในใจคนด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น เปิดเผยความจริงให้คนรับรู้เพื่อไปวิเคราะห์สร้างภูมิต้านทานชีวิตกันเองดีไหมครับ?

การรับรู้นำไปสู่การวิเคราะห์ ต่อด้วยการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ สุดท้ายคือผลลัพธ์ ไม่ว่าผลลัพธ์จะดีหรือร้ายล้วนทำให้มนุษย์เติบโตอย่างมีบทเรียน ดีกว่าไม่ได้รับรู้อะไรแล้วเติบใหญ่แบบคนหลงทาง เหมือนรูปภาพอันตรายบนซองบุหรี่นั่นแหละ มันอาจไม่ได้ทำให้นักสูบเลิกสูบได้ทันทีทันใด แต่อย่างน้อยมันก็ปลูกทัศนคติบางอย่างลงในจิตใต้สำนึกพวกเขา และผมยังเชื่อว่ามันทำให้หลายคนขยาดที่จะลองสูบบุหรี่เช่นกัน เพราะเขาเห็นชัดเจนแล้วว่าผลลัพธ์ของการกระทำนั้นจะลงเอยยังไง การเปลี่ยนแปลงในด้านที่ดีต่างๆ ของประเทศไทยก็เกิดขึ้นจากการเปิดเผยด้านมืดให้สังคมตื่นตัวไม่ใช่หรือ? แล้วใยเราจึงดิ้นรนหาหนทางปิดบังปัญหาที่มีอยู่ล่ะ?

หยุด “แบน” เพื่อหลบซ่อน เพราะการเผยแพร่ความจริงเพื่อ “สอน” ได้ผลกว่า

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : www.twitter.com/drpoppop
Dr.Pop IG & Line : @drpoppop

Dr. POP

 

“เพราะคุณตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ ชีวิตเลยเสียศูนย​์”

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/530353

โดย Dr. POP 7 ต.ค. 2558 05:30

 

ผมเชื่อว่าคุณเคยตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ มันคือ “หายนะ” ที่คุกคามชีวิตเราหลายคน ผมก็เช่นกัน

วันก่อนขณะนั่งกินข้าวอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า
“นี่แก ฉันติดตามเพจดร.ป๊อบอยู่ ชอบมากเลยเวลาเขาโพสต์คำคม ดูมีสาระ”  ไอ้เราก็แอบยิ้มกริ่มดีใจ แต่แล้วอารมณ์ปีติยินดีก็พังทลายเมื่อได้ยินประโยคต่อมาว่า
“แก แต่เราไม่ชอบเวลา เขาโพสต์รูปตัวเอง หรือรูปไลฟ์สไตล์เลยอ่ะ เราว่ามันไร้สาระ เราไม่ไลค์”

ประโยคนั้นตามมาด้วยคำถามที่ว่า “สังคมคาดหวังอะไรจากเรากันแน่วะ?”
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนถามว่า “ทำไมเป็นนักเขียนต้องออกแสดงทอล์กโชว์ทั่วประเทศ? ทำไมเป็นนักเขียนต้องร้องเพลง ต้องเป็นพิธีกร ต้องออกงานอีเวนต์? ต้องเที่ยวห้าง?”

ประเด็นคือ ถ้าเป็นนักเรียน ต้องเรียนตลอดเวลาหรือเปล่า?
ถ้าเป็นลูกเสือ ต้องผูกเงื่อนพิรอดทั้งวันไหม?
ถ้าเป็น รด. ต้องวิดพื้นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือเปล่า?
นักร้อง ต้องร้องเพลงทุกวินาทีไหม?
หรือเป็นนักข่าว ต้องอ่านข่าวทุกห้วงลมหายใจหรือเปล่า?
คำตอบ คือ “ไม่!”

ทุกคนบนโลกนี้มันแบ่งตัวตนเป็น 2 แบบ คือ “ตัวตนที่แท้จริง” กับ “ตัวตนในหน้าที่” เวลาเราอยู่ในหน้าที่ เราก็มีหน้าที่ทำมันให้ดีที่สุด แต่เราก็มีด้านที่ต้องเป็นตัวเองเช่นกัน ตัวตนที่สนุกสนานได้ตามใจโดยไม่เบียดเบียนใคร ตัวตนที่ได้ทำสิ่งที่เรารักอย่างมีความสุข

ทว่าหลายคนกลับตายทั้งเป็นเพราะถูกคุกคามโดยหายนะที่มีชื่อว่า “ความคาดหวังจากสังคม”

หายนะที่ทำให้เด็กบางส่วนจะประสาทแตก เพราะแบกรับความหวังว่าฉันต้องเรียนดีเท่านั้นฉันจึงจะมีค่า หายนะที่ทำให้คนบางคนต้องดิ้นรนจะเป็นคนที่เพอร์เฟกต์เสมอ ดูดีเสมอ ฉลาดเสมอ แสนดีเสมอ หายนะที่ทำให้เด็กหลายคนไม่กล้าเป็นนักดนตรี ไม่กล้าเป็นนักกีฬา เพราะผู้ใหญ่บางคนบอกว่าไร้สาระ หายนะที่ทำให้เด็กหลายคนไม่กล้ายกมือแสดงความเห็น เพราะสังคมบางส่วนคาดหวังให้เขาสงบปากสงบคำอย่าอวดรู้ หลายคนสูญเสียความเป็นตัวเองและแสร้งเป็นในสิ่งที่ตอบสนองความหวังจากสังคมอย่างสิ้นศักดิ์ศรี

ผมเคยตกเป็น “เหยื่อ” ของภัยคุกคามนี้ แต่จากนี้ “ผมจะไม่ยอมจำนนให้มันอีกต่อไป”

ผม และ “คุณทุกคน” เกิดมามีชีวิตของตัวเอง และเราเท่านั้นที่กำหนดชีวิตตัวเองได้ เราเท่านั้นที่สร้างรอยเท้าบนประวัติศาสตร์ของเราเองได้ ทุกคนมีสิทธิเสนอได้ว่าเราควรไปทางไหน แต่สิทธิในการเลือกทางเป็นของเราเอง ทางที่คนอื่นบอกว่าดีเลิศประเสริฐศรี แต่ถ้ามันไม่ใช่ตัวคุณก็อย่าเดินไป ถ้าเขาบอกว่าเรียนคณะนี้ซิดี ทำงานแบบนั้นซิดี แต่ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันฝืนความเป็นตัวคุณ ไม่เลือกก็ได้! เพราะหากเลือกไปก็เหมือนอมยาพิษไว้ทั้งชีวิต คอยให้มันกัดกร่อนจิตวิญญาณคุณไปทีละนิดๆ จนกว่าชีวิตจะสิ้นสลาย คุณชอบแบบนั้นหรือ?

ถ้าหากสิ่งที่คุณเป็น มันไม่ทำร้ายใคร ไม่ผิดกฎหมาย ทำไป สิทธิของคุณ!

ทำไมเราต้องพยายามจะเพอร์เฟกต์ตามความหวังของใครด้วยล่ะ
ในเมื่อคนที่คาดหวังในตัวเราก็ไม่ได้เป็นคนที่เพอร์เฟกต์เช่นกัน!

หนทางที่คุณจะหลุดพ้นจากพันธนาการของสังคมได้คือ “ความภูมิใจในตัวเอง”

มองกระจกซิ มองเงาสะท้อนที่จ้องคุณกลับมา รู้สึกซิว่ามีบุญแค่ไหนที่เกิดมาเป็นคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิด มีตัวตน มีพลังแห่งความสร้างสรรค์ เป็นรูปธรรมที่มากมายด้วยพลังอันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ มองสองมือของเรา มองสองเท้าของเรา มองหัวของเรา นี่คือรูปแบบของวิวัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ ดีกว่าเกิดเป็นสัตว์ไหนต่อไหน คุณคือสเปิร์มหนึ่งในหลายพันล้านตัวที่วิ่งเข้าเส้นชัย แล้วไยจึงชอบดูถูกตัวเอง ไม่รักตัวเอง

พอสักที ตัวตนของคุณมันดีอยู่แล้ว หากใครจะมีปัญหา ก็เป็นปัญหาของเขา ไปแก้ที่เขาโน่น!

เป็นตัวเองในทางที่สร้างสรรค์แล้วเขาไม่ชอบ ก็ดีว่าปั้นแต่งตัวตนให้เขาชอบแต่สูญสิ้นความเป็นตัวเอง

แต่ถึงจะเป็นตัวเองแค่ไหน ก็อย่ามองข้ามคำว่า “รัก” ที่อยู่เคียงข้างเราเสมอมา

มันมีเส้นคั่นบางๆ ระหว่าง “เป็นตัวของตัวเอง” กับ “เห็นแก่ตัว” – พวกเห็นแก่ตัว คือคิดถึงแค่ตัวกู ชีวิตกู ไม่เห็นหัวใคร ไม่เคารพกฎเกณฑ์ศีลธรรมใดๆ นั่นไม่ใช่คนที่น่าคบ จะเป็นตัวของตัวเองก็เป็นไปเถอะ แต่อย่าระรานใคร อย่าทำผิดกฎหมาย หมั่นดูแล เอาใจใส่ คนที่รักเรา คนที่สู้เคียงข้างเขา ให้ใจ ให้เกียรติ ให้อภัยเขา สำนึกบุญคุณเขาว่าถ้าไม่มีเขาเราก็เป็นแค่ไอ้คนโดดเดี่ยว การมาของครอบครัว พี่น้องผองเพื่อน คือรางวัลอันใหญ่ที่ทำให้เรารู้ว่าคนแบบเราก็คู่ควรกับความรัก และที่เขารักเราก็เพราะเราเป็นเรา หากมีสิ่งใดที่จะปรับปรุงเพื่อให้ใช้ชีวิตกับพวกเขาได้สุขขึ้น ก็ควรทำ แต่ถ้าต้องถึงขนาดเปลี่ยนแปลงจนลืมตัว อย่าเลย

เชื่อผมเถอะ เมื่อคุณเป็นตัวของตัวเองในทางที่สร้างสรรค์ สักวันความภูมิใจในตัวเองจะตอบแทนคุณ!

หากเป็นตัวเอง แล้วใครไม่ like เขาไม่ love ก็ขออภัย และปล่อยเขาไป

จงเกิดและตายอย่างเป็นตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ
ดีกว่าตายไปทั้งที่ทรยศจิตวิญญาณตัวเอง มันเสียชาติเกิด

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter, IG, Line : @drpoppop

Dr. POP

 

ถ้าเขารักคุณจริง นี่คือสิ่งที่เขาจะทำ!

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/528735

โดย Dr. POP 30 ก.ย. 2558 05:01

 

ผมเคยคิดฆ่าตัวตายเมื่อปีก่อนเพราะผิดหวังจากความรัก

ยอมรับกันตรงๆ ผมเคยห่วยสุดๆ ทั้งขี้วีน เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ในที่สุดนิสัยเหล่านี้ก็เป็นภัยให้ผมถูกทิ้ง บางคนที่ผมเสียไป เป็นคนที่ผมอยากเขี่ยไปจากชีวิตอยู่แล้ว อันนี้ผมไม่แคร์

แต่เคยมีไหม บางคนที่เราวาดฝันว่าจะรักกันตลอดไปจู่ๆ ฝันก็สลายดังโครม อันนี้แหละเจ็บ

ทว่าในวินาทีที่ผมกำลังจะปลิดชีพตัวเองด้วยยานอนหลับ ลางสังหรณ์บางอย่างก็สั่งให้ผมเปิดมือถือ

…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สิ่งที่เจอเปลี่ยนความคิดผมไปตลอดกาล

มันคือ “ข้อความจากคนที่ผมรัก” – พ่อ แม่ เพื่อน พี่น้อง ข้อความเป็นพัน สายที่ไม่ได้รับเป็นร้อย

“เฮียอยู่ไหนครับ?”

“ป๊อบ มึงโอเคไหม ติดต่อไม่ได้ โทรกลับกูด่วน”

“เฮียผมใจไม่ดีเลย โทรหาผมทีครับ”

“กลับบ้านนะลูก”

นั่นคือส่วนหนึ่งของข้อความที่ผมอ่านทั้งน้ำตา สิ่งเหล่านี้คือคลื่นกำลังใจลูกมหึมาที่สาดซัดมาชำระมลทินในใจผม รู้สึกตื้นตัน ประทับใจ เหมือนเกิดใหม่ ให้ตาย ยังมีหลายคนที่เห็นค่าในตัวผม และผมต้องอยู่ไปเพื่อพวกเขา

และนั่นอาจเป็นนาทีแรกในชีวิตที่ผมเข้าใจว่า “รักแท้” คืออะไร?

รักแท้ ไม่ใช่แค่ เที่ยวกัน กินข้าวกัน ถือของให้กัน ซื้อของให้กัน หรือบอกรักกัน

แต่รักแท้ คือ การยอมรับในตัวตนที่ดีและร้ายของกันและกัน การพร้อมจะรับรู้ถึงความสุขความทุกข์เคียงข้างกัน การแสดงออกและเอ่ยเป็นคำพูดด้วยความรู้สึกที่สื่อไปทางเดียวกัน นั่นแหละรักแท้

กระนั้นมันก็มีเรื่องให้ผมสับสนอยู่เหมือนกัน…

มีหลายคนที่ผมคุยด้วย คนที่เราบอกรักกันทุกวัน แต่พอผมหายไป เขาก็ไม่ได้ตามหา?

มีคนที่ชอบไปไหนมาไหนกับผม แต่เขาไม่ได้ทำอะไรที่แสดงว่าเขาห่วงผมจริงด้วยซ้ำ?

มีคนที่ปรี่เข้ามาหาผมเวลาต้องการผลประโยชน์ แต่พอผมทุกข์ ไม่เห็นแม้แต่เงาหัว?

คนพวกนี้คืออะไร?

ยอมรับแบบแมนๆ แรกๆ ก็เสียใจนะว่า “เฮ้ยกูให้ใจ ให้อะไรๆ หลายๆ อย่าง กับมึง แต่มึงไม่เห็นค่าของกูเลยหรือวะ?” แต่พอได้สติ ฉลาดขึ้น ก็คิดได้ว่า “กูมีสิทธิไปทวงบุญคุณอะไรเขาวะ?” ก็ในเมื่อคนแบบนี้มันไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก ไม่ใช่คนที่รักเราจริง “มันปัญหาของเราหรือปัญหาที่จิตเขา?”

ช่างเถอะครับ!

ถ้าคุณโดนทิ้ง เพราะคุณเลว คุณชั่ว ก็จงรู้ตัว แล้วปรับปรุง คุณจะได้เป็นรักแท้ของคนใหม่

แต่ถ้าคุณโดนทิ้ง เพราะเขาเลว เขาชั่ว ก็จงดีใจ คุณได้เคลียร์หัวใจไว้ให้รักแท้จริงๆ

ถ้าถามว่า “เราจะพิสูจน์ได้ไงว่าใครคือรักแท้ในชีวิต?” ขอตอบสั้นๆ ว่า “เวลา”

เวลาจะทำให้ต่างฝ่ายเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เวลาจะทำให้เราเห็นด้านที่น่ารักและน่ารังเกียจของกันและกันมากขึ้น เวลาจะทำให้เราพบเจออุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาทดสอบความรัก

คุณจะได้เจอพวกที่เข้ามาเห่อคุณช่วงแรกๆ แล้วจู่ๆ ก็ห่างหายไป เพราะข้ออ้าง “ไม่มีเวลา งานเยอะ” จำไว้นะ ถ้าเขารักคุณจริง “ต่อให้ไม่มีเวลา เขาก็จะหาเวลามาใส่ใจ” จะมากหรือน้อย ยังไงเขาก็มาครับ

คุณจะได้เจอพวกที่รักคุณปานจะเข้าไปสิงในขนรักแร้คุณ ต่อให้คุณอยู่ไหนมันก็จะตามกลิ่นคุณจนเจอ พวกนี้จะทำให้คุณคลั่งและเพ้อได้เลยล่ะ รอก่อน ถ้าเขาเสมอต้นเสมอปลายได้เป็นปีค่อยว่ากัน

คุณจะได้เจอพวกที่ทำดีกับคุณต่อหน้า จนคุณหลงละเมอว่ามันแสนดี แต่กลับทำร้ายคุณลับหลัง

คุณจะได้เจอพวกที่ปากหวานมาก บอกรัก พร่ำหยอกคุณทุกที แต่คือ มันก็ทำกับคนอื่นแบบนี้เว้ย!

คุณจะได้เจอพวกที่ชอบทำผิดซ้ำ และคุณก็จะโง่พอให้อภัยมันซ้ำๆ ได้เหมือนกัน ทั้งที่มันรับปากว่าไม่ผิดอีก มันก็ผิดเสมอ ก็โปรดจงเฉลียวใจคิด “ถ้าเขารักจริง เขาต้องพยายามรักษาคำพูดกับเราหรือเปล่า?”

คนที่เป็นรักแท้ของคุณจริง ความจริงใจ ความรัก ความใส่ใจจากเขา จะอยู่เหนือกาลเวลา เขาจะเสมอต้นเสมอปลาย อาจไม่มากขึ้น แต่ก็เท่าเดิม ไม่จืดจาง ไม่เลือนรางห่างหาย

มีคนกล่าวว่า “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน” ใช่ “ไอ้คนที่เปลี่ยน ก็เพราะมันไม่ใช่รักแท้ไง”

ถ้าเขาเป็นรักแท้ของคุณ เวลาจะเปลี่ยนแปลงอะไรเขาไม่ได้เลย!

ผมมี 10 เทคนิคเล็กๆ จากหนังสือหลายเล่มในการดูสำรวจรักแท้ในชีวิตมาฝาก ลองทำ

1. เปิดเผยนิสัยแย่ๆ ของคุณให้เขารู้ ดูซิ เขายังรักคุณเหมือนเดิมไหม?

2. เวลาไปเที่ยวไหนต่อไหน เขารอให้คุณเลี้ยง หรือเขาช่วยคุณออก?

3. ลองแง้มความลับของคุณให้เขารู้ บอกด้วยว่าเขารู้คนเดียว ดูซิ เรื่องนี้แพร่งพรายไหม?

4. ลองโทรหาเขา เขารับสายไหม? ถ้าเขาไม่ว่าง เขารีบโทรกลับไหม?

5. เวลาเขารับปากอะไรกับคุณ เขาทำได้หรือเปล่า? เขาพยายามหรือเปล่า?

6. เวลาคุณมีปัญหา เขารู้ไหม? เขาช่วยแก้ไหม? เขาถามไถ่เป็นห่วงคุณไหม?

7. ลองนัดเขาไปไหนมาไหน แล้วดูว่าเขาอยากมาเจอคุณไหม?

8. เขากล้าวิจารณ์ความห่วยแตก ความไม่เอาไหนของคุณไหม?

9. เขาเคียงข้างคุณเสมอต้นเสมอปลายไหม? คุยกับคุณ หรือสื่อสารกับคุณเสมอไหม?

10. เขากล้าแสดงออกหรือบอกคุณไหมว่าเขารัก เช่น การพูด การกอด

แถมด้วยเทคนิคสำรวจภาษากายเล็กๆ ให้เอาไปลองสำรวจคนรอบตัว

1. คนที่ใจกับคุณ เวลายืนคุยกัน ปลายเท้าจะหันเข้าหาคุณ เป็นสัญชาตญาณล้านปี ฝืนไม่ได้

2. คนที่ใจกับคุณ เวลากอดคุณ คุณจะรู้ได้ว่าเขากอดแบบไม่เขินอาย

3. คนที่ใจกับคุณ จะเป็นคนที่รีบนั่งลงใกล้ๆ คุณ ไม่ว่าจะเวลากินข้าว ดูหนัง

4. คนที่ใจกับคุณ จะเดินด้วยความเร็วพอๆ กับคุณ จะไม่นำหน้า หรืออยู่หลังเกินไป

5. คนที่จริงใจกับคุณ เวลาเจอคุณแววตาจะเปล่งประกาย (ถ้าคุณสังเกตจะเห็นรูม่านตาเขาขยาย)

ทั้งหมดนี้คือวิธีที่ผมใช้สำรวจมิตรแท้ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า “มันได้ผล 100% กับผม” แต่จะได้ผลแค่ไหนกับคนรอบตัวคุณ ต้องลองเอง บางคนอาจเป็นรักแท้แม้ไม่ได้ตรงตามทุกข้อก็ได้ ทุกอย่างขึ้นกับความเชื่อ วิจารณญาณ ผนวกประสบการณ์ส่วนตัว คุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ ได้ผลยังไงก็บอกผมละกัน

จำไว้เสมอว่าทุกอย่างต้องใช้ “เวลา” อย่ารีบร้อน อย่ากระสันจะมีเขาในชีวิตจนไม่ลืมหูลืมตา จงกล้าจะเสียคนที่ไม่ใช่ไป หรือลดระดับความสัมพันธ์กับเขาเพื่อเหลือแค่คนที่เป็นตัวจริงเอาไว้ คุณไม่ใช่สโนไวท์ คุณไม่ต้องรักทุกสิ่งตั้งแต่กระรอกยันเจ้าชายหรอก รักแค่คนที่คู่ควรจะทำให้ชีวิตรู้สึกมีค่าที่ได้เกิดมาก็พอ

และขณะที่ตามหารักแท้รอบกาย ก็อย่าลืมถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ด้วยว่า

คุณล่ะเป็นรักแท้ในชีวิตคนอื่นแล้วหรือยัง?

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld

Dr.Pop Twitter : @DrPopPop

Dr.Pop IG : @DrPopPop

Dr.Pop Line : @DrPopPop

Dr. POP

 

จะรับน้องกันไปทำไม?

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525068

โดย Dr. POP 16 ก.ย. 2558 05:01

 

“การรับน้อง” คือ ดราม่าประจำปีของประเทศไทย

ทุกปีต้องได้ยินข่าวการรับน้องถึงขั้นเสียชีวิต การใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือ การรับน้องจนสร้างความบาดหมาง โดยส่วนตัว ผมโอเคกับการห้อยป้ายชื่อใหญ่ (ไม่ว่าจะมาในรูปแบบแก้วน้ำ หรือ ว่าป้ายโฆษณาใดๆ) ผมว่ามันน่ารักดี , ผมโอเคกับพี่ว๊าก ที่ต้องตะเบงเสียงกดดันน้องๆ (เรารู้กันอยู่ว่ามันเป็นการแสดง) , ผมโอเคกับการปะแป้ง ลอดซุ้ม เต้นไก่ย่าง และ กิจกรรมสันทนาการฮาเฮทั่วไป

แต่ผมไม่โอเคกับ “การใช้ความรุนแรง” ใดๆ และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมก็ไม่โอเคกับเรื่องนี้เช่นกัน

จุดประสงค์ของการรับน้อง คือ “สร้างความสามัคคี ความรัก และความเป็นหนึ่งเดียวกันในสถาบัน” นี่คือใจความหลักซึ่งผมเชื่อว่าคุณเข้าใจตรงกัน ผมดีใจที่รุ่นพี่ส่วนใหญ่เข้าใจจุดนี้ แต่ก็มีรุ่นพี่บางกลุ่มที่ไม่รู้ว่าอ้างสิทธิ์อะไรจึงหาข้ออ้างชอบธรรมเพื่อฉีกบริบทนี้ทิ้งไป

บางกลุ่มไปจัดการรับน้องนอกสถานที่เพื่อจงใจหลบตาอาจารย์ มีการบังคับให้น้องกินเหล้า พอขาดสติก็เกิดการทะเลาะวิวาท บางกลุ่มใช้กำลังกับน้อง และบางกลุ่มใช้ให้น้องทำสิ่งที่ฝืนร่ายกายจนเจ็บป่วย หรือ เสียชีวิต

ใครสอนคุณครับว่าการทำร้ายกันเป็นเรื่องเท่?

พ่อแม่คุณ? สถาบันคุณ? หรือ ตัวคุณเอง?

บางสถาบันถือเรื่องการรับน้องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่ากฎหมาย หากรุ่นน้องคนใดไม่สามารถเข้าพิธีรับน้องได้รุ่นพี่จะพากันแบน ประเด็นคือ ทุกคนมีเหตุผลที่จะไม่เข้าร่วม บางคนบ้านอยู่ไกล บางคนร่างกายไม่พร้อม บางคนเขาก็ไม่ได้อยากร่วมด้วยใจ นั่นนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจว่า “คุณรักรุ่นน้องด้วยใจจริงๆ หรือรุ่นน้องจะได้ความรักต่อเมื่อตอบสนองกฎของคุณ?”

ถ้าคำตอบคือ ข้อแรก นั่นหมายความว่า คุณต้องรักรุ่นน้องอย่างไม่มีเงื่อนไข รักด้วยเลือดสถานบันเดียวกัน รักเพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาเจ็บคุณจะเคียงข้างเขา เขาพลาดคุณจะตักเตือน นี่คือ “รักที่แท้จริง รักที่น่าภูมิใจ” แต่ถ้าคำตอบคือข้อสอง นั่นหมายความว่า คุณจะรักเขาก็ต่อเมื่อเขายอมตกอยู่ในบัญชาของคุณ เมื่อเขาได้ทำบางสิ่งแลกเปลี่ยนความรักจากคุณ และเมื่อเขายอมเล่นเกมตามคุณ

ถ้าคิดแบบที่สองนี่ ต้องถามตัวเองแล้วว่า “คุณรู้จักความรักจริง หรือ แค่สะกดคำว่ารักเป็น?”

ทุกคนมีสิทธิ์จะเข้าการรับน้องหรือไม่ก็ได้ นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา เป็นอิสระเสรีความชอบธรรมตามกฎหมาย ซึ่งรุ่นพี่ หรือ อาจารย์ ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายด้วยความชอบใดๆ แทนที่จะโทษน้องว่าเขาไม่อยากร่วมพิธี ลองถามตัวเองว่า “ทำไมน้องๆ ถึงไม่มาร่วม?” บางทีคำตอบเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ให้รุ่นพี่เอามาใช้ปรับปรุงเพื่อการรับน้องที่สร้างสรรค์กว่าเดิมในอนาคต มีวิธีมากมายที่สามารถสร้างความทรงจำอันดีงามให้ติดผนึกเป็นพลังแห่งความสุขในจิตใต้สำนึกของรุ่นน้องได้

ที่น่าทึ่งก็คือ​ “พลังจิตใต้สำนึก” มีผลต่อชีวิตอย่างใหญ่หลวง

จิตใต้สำนึกเป็นระบบอัตโนมัติ คุณบังคับไม่ได้ แต่มันมีเพื่อกำหนดชีวิตคุณทุกลมหายใจ เช่น เวลามีอะไรจะปะทะ จิตใต้สำนึกจะสั่งให้ขาคุณโกยหนี เด็กที่ผ่านการรับน้องอย่างมีความสุข เขาจะจดจำความสุขลงในจิตสำนึก ทำให้เกิดความสดชื่นแจ่มใส และรู้สึกรักสถาบัน รักเพื่อน เคารพรุ่นพี่โดยธรรมชาติ ส่งผลให้การเรียนดี เข้าสังคมได้ มีแววเป็นพลเมืองที่ดี นี่คือผลจากการปกครองด้วย “ความรัก” มิใช่ “ความกลัว”

แต่เด็กที่ถูกบันทึก “ความทุกข์” ในจิตใต้สำนึกจะเกิดผลข้างเคียงทางจิตใจที่ซับซ้อนกว่าตาเห็น หลายคนจะรู้สึกหวาดระแวงคนรอบกายโดยไม่รู้ตัว หลายคนก้าวร้าว หลายคนจะรู้สึกเกรงกลัวรุ่นพี่ หลายคนจะรู้สึกไม่สบายอกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ โดยหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร ส่งผลต่อสมาธิในการเรียน การไม่กล้าแสดงออกในทางที่ถูก หรือมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม

และที่จะแย่กว่านั้นคือ ทำให้เกิดความคิด “เอาคืน”

รุ่นพี่ที่รับน้องอย่างรุนแรงวันนี้ ส่วนมากเพราะเคยถูกรับน้องด้วยวิถีนั้นมาก่อน บางคนเคยถูกตบตีก็เอามาลงที่รุ่นน้องให้สาแก่ใจ มันเป็นตะกอนความแค้นที่ฝังรากลึกในจิตใจ คุณอาจไม่ยอมรับ แต่มันมีอยู่จริง เมื่อคุณทำร้ายรุ่นน้อง รุ่นน้องก็ซึบซับความคิดแง่ลบจากคุณลงในจิตใต้สำนึก พอเขาโตขึ้นก็เอาไปลงกับรุ่นน้องอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันจบสิ้น

นี่คือวิถีของผู้มีอารยธรรมมีการศึกษาหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าสังคมจะชื่นชมมาก หากมีรุ่นพี่บางสถาบันกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติการรับน้องโดยปราศจากความรุนแรงและเคารพสิทธิมนุษย์ชน หลายคนอาจจะเถียงผม “เฮ้ย เขาทำแบบนี้มานานแล้วนะโว้ย”

ประเด็นคือ “อะไรที่มันแย่มันก็เปลี่ยนได้เปล่าวะ? หรือคุณไม่กล้าพอจะทำสิ่งที่ดีกว่าล่ะ?” บางคนอาจจะบอกว่า “พวกเรามันเด็กแหกคอกเว้ย เราจะไม่ทำอะไรที่อยู่ในกฎ” ช้าก่อน เด็กแหกคอกมันมีสองประเภท

1. แหกคอกเพราะมั่นใจว่าความดีของตัวเองมันเจ๋งๆ จนสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกได้ เช่น สตีฟ จอบส์, บิล เกตต์, จอห์น เลนนอน

2. แหกคอกเพราะตัวเองไม่มีดีอะไร เลยต้องแหกต้องขบถเพื่อเรียกร้องความสนใจ เติมเต็มปมด้อยให้ตัวเองมีจุดยืนในสังคม เช่น พวกก่อความไม่สงบในบ้านเมือง, อาชญากร

คุณเป็นแบบไหนอ่ะครับ? 1 หรือ 2 ?

ส่วนคำตอบของคำถามที่ว่า “จะรับน้องกันไปทำไม?” ก็คงหนีไม่พ้นเพื่อ “สร้างความสามัคคี ความรัก และความเป็นหนึ่งเดียวกันในสถานบัน” ผมเชื่อว่าเราเข้าใจจุดยืนร่วมนี้ตรงกัน ผมขอชื่นชมทุกสถาบันที่จัดพิธีรับน้องอย่างอบอุ่น ไม่หนักไป ไม่แย่งเวลาน้องเกินไป เป็นที่ไว้ใจของอาจารย์ผู้ปกครอง คุณทำถูกแล้ว และผมก็เชื่อว่าจะมีอีกหลายที่ที่จะยอมปรับนิดเปลี่ยนหน่อยเพื่อให้การรับน้องดูน่าสนใจมากขึ้น

ผมแนะนำเคล็ดลับให้นิดนึง ไม่ว่าคุณจะจัดกิจกรรมอะไร โปรดโฟกัสไปที่ “รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาจากความสุข” จงทำให้รุ่นน้องรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ทำให้เขารู้สึกกับรุ่นพี่เหมือนเป็นสายเลือดร่วมสถานบันที่เปี่ยมด้วยความรักบนหนทางที่สร้างสรรค์ เมื่อนั่นแหละกิจกรรมของคุณจะทรงพลัง ตราตรึงใจ เป็นที่เล่าขาน และประทับใจไม่รู้ลืม ผมเชื่อในสมองเด็กไทยว่าคุณเจ๋งพอจะคิดอะไรดีๆ ได้ บางทีคุณอาจเปลี่ยนเทรนด์การรับน้องให้เป็นอะไรที่เด็กๆ กระสันต์อยากจะเข้าร่วมจนตัวสั่นไปเลยก็ได้ เด็กไทยเก่งครับ ผมเชื่อในตัวพวกคุณ

ถ้ารับน้อง จงรับน้อง ด้วยความรัก แล้วน้องจะรักคุณ

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : @drpoppop
Dr.Pop IG : @drpoppop
Dr.Pop Line : @drpoppop

Dr. POP

 

คุณคือผู้สร้างประวัติศาสตร์

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/524054

โดย Dr. POP 9 ก.ย. 2558 15:35

 

พี่โน้ส อุดม แต้พานิช กล้าฉีกตัวเองจากพิธีกรมาเป็นนักจัดเดี่ยวไมโครโฟน จากผู้ชมหลักพันบนเวทีแรก วันนี้คนชมต่อรอบเป็นหมื่น คนรู้จักเป็นล้าน พี่โอปอล์ ปาณิสรา ที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าเธอไม่ใช่คนสวย แต่เธอมั่นใจในความสามารถของเธอ วันนี้เธอก็กลายเป็นคนที่สวยอย่างมีเอกลักษณ์ เป็นต้นแบบให้ผู้หญิงอีกหลายคน

ถ้าไประดับโลก คุณคงคุ้นชื่อกับ นาตาลี พอร์ตแมน นางเอกสาวสวยจากภาพยนตร์เรื่องสตาร์ วอร์ส เธอไม่ใช่แค่แสดงเก่ง แต่เธอเลือกจะเป็นนักแสดงที่มุ่งมั่นกับการเรียนมาก จนถึงขนาดไม่ไปงานเปิดตัวภาพยนตร์ตัวเองเพื่ออ่านหนังสือสอบ แม้ขณะที่ดังสุดๆ เธอยังขอพักงานแสดงเพื่อไปเรียนต่อสาขาจิตวิทยา จนได้มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ หรือนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังก้องโลกว่า “สตีเฟ่น ฮอว์คิง” ผู้ป่วยเป็นโรคกลไกประสาทเสื่อม จนต้องนั่งบนรถเข็นตลอดเวลา พูดไม่ได้ เขายังเลือกจะแตกต่างจากคนพิการทั่วไป โดยใช้เครื่องแปลงตัวหนังสือเป็นเสียง จนสามารถให้กำเนิดทฤษฎี “หลุมดำ” ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ในวงการวิทยาศาสตร์ได้อย่างตื่นตะลึง และขณะที่หลายคนบอกต้องผิวขาวเป็นยองใยจึงจะได้ดี แล้วทำไมบียอนเซ่ กับ บารัค โอบามาถึงได้ดีระดับโลกล่ะ?

อะไรทำให้คนพวกนี้ต่างจากเรา? คำตอบคือ “เขาค้นพบความลับที่พาความแตกต่างในตัวเขาเฉิดฉาย” เกิดเป็น “การทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ” ทำให้เขามีตัวตนแสนมหัศจรรย์

ถ้าเขาทำได้ ทำไมคุณจะทำไม่ได้ล่ะ?

เริ่มจากถามตัวเองว่า “คุณชอบทำอะไร?”

สิ่งที่คุณชอบทำ สิ่งที่คุณพูดถึงนั้นบ่อยๆ นั่นแหละ คือ คำใบ้สู่ความแตกต่างที่กรีดร้องจะถูกปลดปล่อยออกมาใจจะขาด เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ชอบแก้โจทย์วิทยาศาสตร์, โรนัลโด ชอบเตะบอล, โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ชอบเล่นเปียโน ผมชอบอ่านหนังสือ เล่มเกม ร้องเพลง เล่นคอมพ์ ช็อปปิ้ง เที่ยว ดูหนัง ศึกษาผู้คน วันหนึ่งผมก็ค้นพบว่า หลายสิ่งที่ผมชอบเป็นแหล่งของจินตนาการอันใหญ่ ผมเลยเอาความรู้จากหลากแหล่งมารวมกัน จนกลายเป็นนักเขียนสมัครเล่น ต่อมาเป็นนักเขียนออนไลน์ ต่อมาเป็นนักเขียนอาชีพ และการชอบพูดชอบแสดงออกของผม ก็ทำให้เป็นได้เป็นพิธีกร นักพูด ศิลปิน และนักแสดงที่ได้ทอล์กโชว์กว่าสองร้อยรอบต่อปีในปัจจุบัน ทุกอย่างมาจากสิ่งที่ผม “ชอบทำ” คุณล่ะครับ ชอบทำอะไร?

จากนั้นถามตัวเองต่อ “เป้าหมายคืออะไร?”

จะคิดว่าแค่ ฉันจะเป็นนักธุรกิจ จะเป็นนักออกแบบ แค่นั้นไม่พอ คุณต้องเห็นเป้าหมายนั้นชัดเจนมากด้วย แทบจะต้องเห็นว่าคุณสวมเสื้อผ้ายังไง ทำงานที่ไหน สิ่งแวดล้อมรอบกายมีอะไรบ้าง คุณต้องโคตรอินกับมันเหมือนคุณได้เป็นแล้ว อย่าใช้คำว่า “อยากเป็น” เพราะนั่นแสดงว่าคุณไม่ได้เป็น เปลี่ยนใช้คำว่า “ฉันเชื่อว่าฉันจะเป็น” แค่คิดคำต่างกัน ความรู้สึกในใจคุณก็แปรข้อมูลต่างกัน ส่งผลให้ความมานะพยายามต่างกัน จงคิดคำที่เป็นบวกกับชีวิตไว้ ถ้าอยากผอม อย่าใช้คำว่า “ไม่อยากอ้วน” คำว่า “ไม่” และ​ “อ้วน” จะบันทึกในจิตใต้สำนึกคุณทำให้คุณอ้วนแน่ๆ คิดแค่ว่า “ฉันเชื่อว่าฉันจะหุ่นดี” แบบนี้ซิ คุณหุ่นดีได้แน่นอน

อาวุธสำคัญคือ “ความเชื่อ และ การฝึกฝัน” ต้องบอกตัวเองว่า “ฉันทำได้ ฉันทำได้ ฉันทำได้” ใครจะนินทา ดูถูก เหยียดหยาม ยังไง ต้องบอกฉันตัวเอง ฉันทำได้เว้ย จะไม่มีอะไรขัดขวางคุณได้ และคุณต้อง “ฝึกฝนสิ่งที่ชอบอย่างบ้าคลั่งเสมอ” คุณจะค้นพบ สไตล์ ความแตกต่างในแบบฉบับตัวเอง ถ้าไม่รู้จะฝึกยังไง ขโมยจากไอดอลของคุณมาอย่างละนิดละหน่อยก็ได้ คุณอยากร้องเพลง อาจลองออกเสียงแบบพี่ตูน ลูกเอื้อนแบบสิงโต นำโชค ลากเสียงแผ่วๆ แบบปาล์มมี่ โอยตาย คุณจะเป็นซุปตาร์ในแบบที่สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้วงการได้เลย

เมื่อคุณรักความแตกต่างในตัวคุณ ความแตกต่างจะตอบแทนนำความรักและความมั่งคงมาให้คุณ ไม่ว่าจะเรียนอยู่ หรือทำงานแล้ว มันยังไม่สายไปหรอกที่คุณจะหาสไตล์ความแตกต่างของตัวเอง อย่าตกเป็นทาสค่านิยมของสังคมจนลืมว่าตัวเองเป็นใคร อย่าตามกระแสจนลืมว่าว่ายทวนกระแสสามารถไปยังอีกเกาะที่งดงามได้ คิดต่างคือความสร้างสรรค์ ไม่ใช่การขวางโลกที่สักแต่เรียกร้องความสนใจ เลิกสนใจเสียทีว่าคนอื่นจะอินกับอะไร จะชอบอะไร ฟังเสียงหัวใจตัวเองเถอะ แล้วให้สัญชาตญาณพาคุณบินไป

จำไว้คุณไม่ได้เกิดมาเป็นคนธรรมดา คุณคือจิ๊กซอว์มหัศจรรย์ที่มีไว้เติมเต็มความสวยงามของโลกใบนี้

ทำไมเราต้องเดินตามรอยเท้าคนอื่น ทั้งที่เราสร้างรอยเท้าตัวเองได้?
ทำไมเราต้องย่ำตามประวัติศาสตร์คนอื่น ทั้งที่เราสร้างประวัติศาสตร์ในแบบตัวเองได้?

ผมเชื่อว่าคุณจะค้นพบความแตกต่างที่พาให้ชีวิตดีขึ้นได้
และผมรู้ คุณก็เชื่อในตัวเองเช่นกัน 🙂
Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : @drpoppop
Dr.Pop IG : @drpoppop
Dr.Pop Line : @drpoppop

Dr. POP

 

แน่ใจนะว่าคุณจะคิดแบบนี้?

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/522253

โดย Dr. POP 2 ก.ย. 2558 10:07

 

คุณเคยดูหนังเรื่องไหนที่สะเทือนใจจนเปลี่ยนชีวิตได้ไหม?

สำหรับผม Inside Out คือ หนึ่งในเรื่องนั้น การ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องนี้เล่าถึงอารมณ์ ซึ่งส่งผลต่อการกระทำของคน เป็นข้อสรุปว่า “มนุษย์คือทาสของอารมณ์” บางคนเดือดดาลตลอดเวลา เพราะเขาตกอยู่ใต้คำบัญชาของความโกรธ, บางคนเอะอะก็หดหู่หมดแรงใจ เพราะเป็นเบี้ยล่างของความโศกเศร้า, บางคนไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง เพราะความกลัวคือเจ้านายเขา, บางคนหวาดระแวงโน่นนี่ไปหมด เพราะยึดติดกับความขยะแขยง และบางคนที่ชีวิตดีแสนดี เพราะเขามี “เจ้าอารมณ์ดี” เป็นที่มั่น หลากความคิดหลากอารมณ์ต่อสู่ฟาดฟันกันทุกวินาทีเพื่อประมวลผลการแสดงออกในแบบที่เป็นตัวคุณ

แล้วใครล่ะคือแม่ทัพสูงสุดผู้สามารถสั่งการทุกอารมณ์? – ก็คุณไง

หลายคนอ่านถึงบรรทัดนี้ คงมีเถียง “อย่ามาไร้สาระ ฉันจะโกรธทำไม ถ้าไอ้นั่นมันไม่งี่เง่าใส่ฉันก่อน” หรือ “ใครจะอยากหมดหวัง ถ้าชีวิตมันไม่พังแบบนี้ล่ะ” และ “จะกล้าหาญอะไรตลอดเวลา ฉันไม่ใช่ชาวบ้านบางระจันทร์นะ” – ใช่ ทุกคนล้วนมีข้ออ้างกัน เชื่อเถอะ แม้แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่สุขสันต์ได้ตลอดเวลา

คำถามก็คือ “เราพยายามควบคุมตัวเองแล้วหรือยัง?”

สังเกตไหมว่า เวลาเราโกรธแค้นใคร บรรยากาศรอบกายจะดูมืดมนหดหู่ไปหมด นั่นเพราะเราได้แพร่เชื้อร้ายทางความคิดไปรอบกาย ส่งผลให้หน้าตาเราบูดบึ้ง ไม่มีสมาธิจดจ่อกับงาน เป็นการผลาญทรัพยากรความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้เหตุผล และรางวัลที่เราได้ตอบแทนอย่างสาสม ก็คือ มันทำให้เรากลายเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วชวนอึดอัด ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้เรา เมื่อผู้คนหมางเมิน เราก็พยายามเรียกร้องความสนใจด้วยการกระวีกระวาดสาดโทสะ เหมือนคนขาดความอบอุ่น แต่แทนที่คนจะเห็นใจ เขากลับเวทนา นั่นเพราะคุณลดคุณค่าตัวเองไปเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจคุมจิตใจได้ เหมือนคนบกพร่องทางสมองที่ทางด่วนแห่งความสุขถูกตัดขาด เหมือนคนบ้าที่จงใจเปิดสวิตซ์รางขนส่งระเบิดความรู้สึกให้ทำงาน

แต่ขณะที่ความโกรธปะทุไม่ยั้ง เจ้าความสุขก็ทำหน้าที่อย่างหนักเช่นกัน

มันดิ้นรนแทบตาย เพื่อขุดหาเหตุผลและศีลธรรมมาหยุดยั้งหายนะในใจคุณ มันตะเกียกตะกายคว้าก้อนความทรงจำอันงดงามก้อนแล้วก้อนเล่ายัดใส่หัวคุณ เพื่อให้คุณตะหนักว่าชีวิตยังมีด้านที่สวยงามเสมอ ยิ่งคุณทุกข์ เจ้าความสุขก็ยิ่งตะบี้ตะบันยัดเยียดความรักความเมตตาใส่สติคุณ คุณรับรู้ แต่จงใจปฏิเสธ จนในที่สุด

บึ้ม!

หลายครั้งที่ดราม่า ความสุขมักเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ และใครคือศพแรกในที่เกิดเหตุ? – ก็คุณไง

คุณบอกว่าก็คนรักฉันมันไม่ดี ฉันเลยเป็นแบบนี้ – ถามจริง ไอ้นิสัยวีน เหวี่ยง เป็นคนขาดความอบอุ่นนี่ทำให้เขารักคุณมากขึ้นไหม?

คุณบอกว่าชีวิตฉันมันห่วยแตก ฉันเลยต้องปกป้องตัวเอง – แน่ใจไหมว่านิสัยแบบทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น?

ผมอยากให้คุณใช้เวลาสักสามวิ คิดถึงภาพ “เจ้าความสุข” ในหัวคุณ ลองสมมติเขาเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่วิ่งวุ่นไปมาในหัวคุณเพื่อหาทางให้คุณมีชีวิตดีๆ เห็นไหมว่าเขาแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว หลายครั้งคุณเผาเขาทั้งเป็นเพราะไฟแค้น จากการคิดร้ายกับตัวเองและคนรอบกาย หลายครั้งคุณผลักไสเขาเพราะความหดหู่เศร้าหมอง หลายครั้งคุณลืมไปว่าเจ้าความสุขมีตัวตนด้วยซ้ำ คุณกล้าทำได้ไง?

ไม่สงสารเขาหน่อยหรือ? ไม่สงสารตัวเองหน่อยหรือ?

ทันทีที่ดูหนังเรื่องนี้จบผมก็บอกตัวเองว่า จากนี้ผมจะดูแลเจ้าความสุขอย่างดี ผมจะกอดเขาด้วยสติ จะทะนุถนอมหอมเขาด้วยความรัก ผมจะไม่ยอมให้เขาถูกแผดเผาด้วยไฟโทสะอีกต่อไป พอแล้ว เลิกโง่ได้แล้ว

คุณล่ะ ถึงเวลาจะเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมหรือยัง?

ถ้าคุณตอบว่า “ใช่” จากนี้จะทำอะไรจงนึกถึงหน้าเจ้าความสุขตัวน้อยในหัวคุณทุกครั้ง คิดซิว่าคุณกำลังจะทำร้ายเขาหรือเปล่า คุณกำลังทำให้เขาเหนื่อยหรือไม่ แล้วรีบใช้สติเปลี่ยนระบบความคิดเข้าสู่ทางแห่งความสุขทันใด “การรีบยิ้มอย่างเร่งปุ๊บปั๊บ” ช่วยคุณได้ มีงานวิจัยทดสอบแล้วว่า เพียงอมยิ้มนิดๆ เส้นประสาท และจิตใต้สำนึกก็สามารถอิ่มเอมด้วยความสุขอย่างเร็วไว ลองทำ คุณจะทึ่งจริงๆ

แต่ถ้าคำตอบคือ “ไม่” คุณไม่พร้อมจะเปลี่ยนอะไร ผมก็จะถามคุณต่อไป

“แน่ใจนะว่าคุณจะคิดแบบนี้?” ….
Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : @drpoppop
Dr.Pop IG : @drpoppop
Dr.Pop Line : @drpoppop

Dr. POP

 

ถ้าไม่อยากโดนระเบิด ก็อย่าจุดชนวน!

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/519282

โดย Dr. POP 19 ส.ค. 2558 11:20

 

ทุกครั้งที่สิ้นเสียงระเบิดความเสียหายจะตามมา

สิบเจ็ดสิงหาคมห้าแปด เกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ มีผู้เสียชีวิตยี่สิบคน

สิบแปดสิงหาคมห้าแปด เปลวเพลิงยังไม่ทันมอดดับ ก็เกิดเหตุระเบิดอีกครั้งที่ท่าเรือสาทร โชคดีที่ไม่มีชีวิตใดได้รับความเสียหาย ต่างชาติคงเห็นว่าการวางระเบิดในไทยเป็นเรื่องทั่วไปเหมือนการพบเห็นแมลงสาบในห้องครัวไปแล้ว ทุกฝ่ายกำลังเร่งตามหาตัวคนร้าย เราต่างทำได้แค่คาดเดาเบาะแสต่างๆ โดยไม่รู้เรื่องจริงอะไร

แต่ที่เรารู้แน่นอนคือ เบื้องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบทุกครั้งมาจาก “อารมณ์ของคน”

น่าแปลกที่อารมณ์เกิดขึ้นเพราะคน แต่คนกลับควบคุมมันไม่ค่อยได้ และอารมณ์ “โกรธ” ก็เป็นหนึ่งในอารมณ์ฮิตที่คนมักพกติดตัวไปเสมอ ทุกครั้งที่ความโกรธครอบงำจิตใจ มันมักจะพาเพื่อนที่ชื่อ “รังเกียจ” “เคียดแค้น” และ “พยาบาท” มาร่วมทีมหายนะด้วย และเมื่อมันประชุมทีมกันเสร็จ “การทำร้าย” จึงตามมา

หนังสือเรื่อง “อยู่แต่ในกล่องคุณจะไปเห็นอะไร” ของ Arbinger Institute ได้ให้หลักฐานที่น่าสนใจว่า “เรามักอ้างความชอบธรรมประหลาดๆ 4 ข้อ ให้ตัวเองสวมบทเพชฌฆาตเสมอ”

1. อ้างว่าฉันมีสิทธิทำร้ายคน เนื่องจากฉันด้อยกว่าเขา
2. อ้างว่าฉันมีสิทธิทำร้ายคน เนื่องจากฉันสูงส่งกว่าเขา
3. อ้างว่าฉันมีสิทธิทำร้ายคน เนื่องจากฉันเพียบพร้อมกว่าเขา
4. อ้างว่าฉันมีสิทธิทำร้ายคน เนื่องจากฉันเป็นผู้เคราะห์ร้าย

การรู้สึกด้อยกว่า นำไปสู่ความอิจฉาริษยา ช่วงชิง, การรู้สึกกว่าตัวเองเทพมาก ทำให้คุณคิดว่าฉันมีพลังล้นเหลือจนจู่โจมทุกคน และการบอกตัวเองแสนเพอร์เฟกต์ นำไปสู่การรักษาหน้า ไม่กล้ายอมใคร และที่คิดว่า อ้าว เขาเลวใส่ฉันก่อน ฉันก็ต้องเลวกลับ ก็นำมาสู่การแก้แค้น เราอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้ทุกคน และมันไปสู่การทำร้ายห้ำหั่นที่ไม่จบสิ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีมูลเหตุมาจากสังคมแต่อย่างใด

ชีวิตคนจะดีจะชั่ว มันขึ้นอยู่กับความคิดตัวเอง เพราะเรานั่นแหละที่อ่อนแอ ควบคุมตัวเองไม่ได้จนหลงทาง

เราคิดว่าการทำร้ายคนอื่นทำให้เราดูเจ๋ง แต่เปล่า การทำร้ายใครก็ตาม คือ “การลดคุณค่าตัวเองอย่างน่าเกลียด”
เมื่อคุณหมดค่า แล้วใครมันจะอยากรัก อยากอยู่ใกล้คุณ?

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยอ้างสิทธิต่างๆ ทำร้ายคนอื่นสารพัดวิธี จนมาวันนี้ เมื่ออ่านหนังสือเยอะขึ้น ตระหนักรู้เห็นมากขึ้น ผมพบว่าผมดับไฟโทสะได้ง่ายเหมือนเป่าเทียน

เคล็ดลับก็คือ จับความคิดให้ได้ในทันทีที่มันเกิดขึ้น

โกรธปั๊บ ยอมรับเลยว่า “กูโกรธ” และสวมบทผู้ชมดูซิว่า ถ้าเราเห็นคนอื่นทำสิ่งทุเรศๆ แบบที่เราคิดจะรู้สึกยังไง? ถ้ายอมรับว่าความคิดเรางี่เง่า ไร้สาระ เลวทราม ก็อย่าทำ ทุกคนมีสิทธิทำร้ายเรา ปล่อยเขา ปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของเรา การตอบโต้ด้วยการให้อภัย และก้าวต่อไปด้วยใจที่เบิกบานคือการแก้แค้นที่วิจิตรที่สุดแล้ว

จงจำไว้เสมอว่า เราไม่ได้ขาดความอบอุ่น ขนาดต้องใช้ความโกรธเรียกร้องความสนใจ

เราไม่ได้ขาดแคลนอะไร จนถึงขนาดต้องบันดาลโทสะให้คนเขาสมเพช เห็นอกเห็นใจ

เราคู่ควรกับชีวิตที่ดีที่สุดในทุกขณะจิต เราฮอตมากเพราะมีเรื่องดีๆ ต้องทำ ทั้งเรียนให้ดี ทำงานให้ดี ดูแลคนรักให้ดี เพื่อชีวิตดีๆ แบบที่เราถูกสร้างมา เมื่อเราไม่โกรธไม่เกลียด เราจะกลายเป็นสนามแม่เหล็กแห่งความสุขที่แผ่ไปยังคนรอบข้าง ครอบครัวเรา โรงเรียนของเรา ที่ทำงานของเรา สังคมของเรา และกลายเป็นโรคระบาดแห่งความสุข ที่แพร่ไปทั่วประเทศของเราหรือโลกของเรา

ก่อนจะดับเสียงระเบิดจากภายนอก จงดับเสียงระเบิดในหัวใจ

ถ้าไม่อยากโดนระเบิด ก็อย่าจุดชนวน
Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : @drpoppop
Dr.Pop IG : @drpoppop
Dr.Pop Line : @drpoppop

Dr. POP

 

คุณโง่หรือเปล่า?

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/517560

โดย Dr. POP 12 ส.ค. 2558 05:30

 

“คุณยายไม่หายใจแล้ว”

นั่นคือเสียงที่พ่อได้ยินจากปลายสายเมื่อสิบกว่าปีก่อน

ไม่นานหลังจากนั้นครอบครัวเราก็ปรากฏตัวที่โรงพยาบาล ภาพที่เห็นคือยายนอนนิ่งอยู่บนเตียง มีสายอะไรมากมายไม่รู้ระโยงระยางตัวยายเต็มไปหมด กลิ่นความสิ้นหวังฟุ้งเต็มห้อง มีเสียงร้องไห้ มีเสียงครวญคราง แต่ผมไม่กล้าเข้าไปหายายด้วยซ้ำ

แล้วจู่ๆ ยายก็หันมามองผม หันมามองอย่างเชื่องช้าด้วยแรงทั้งหมดที่มี

สายตาของยายสื่อความนัยบางอย่างที่เชื้อเชิญให้เข้าไปหา ผมยิ้มอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วเดินเข้าไป ผมบรรจงประคองมือยายขึ้นมากุมอย่างรักใคร่ มือคู่นี้ที่เลี้ยงดูทะนุถนอมผมมาตั้งแต่เด็ก

และสิ่งที่ยายทำคือฮึดแรงทั้งหมดเพื่อกำมือผมไว้…กำไว้แน่นอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่ายายจะทำได้

เราสองคนสบตากัน และนั่นคือวินาทีที่ความทรงจำมากมายหวนมา

ผมเห็นภาพที่ยายโอ๋ผมตอนร้องไห้ เห็นภาพที่เช็ดตัวผมตอนเจ็บไข้ เห็นภาพที่ยายไล่ตีผมตอนปีนต้นไม้ ตอนโดดน้ำลงคลอง เห็นภาพที่ยายแบกกระสอบข้าวอันใหญ่เดินมาตามถนนเพราะบ้านเราข้าวหมดและผมตัวเล็กเกินกว่าจะช่วยได้ เห็นภาพที่ยายนั่งรอรับผมตอนเลิกเรียน ภาพที่ยายมักจะอ้าแขนขอกอดผม ทุกคนหอมผมทุกครั้งที่เจอหน้า ภาพที่ยายเคยพูดว่า “ไม่ว่าใครจะมองป๊อบเลวร้ายยังไง ป๊อบก็ยังเป็นหลานที่ยายรักเสมอนะ” ภาพที่ยายยืนส่งผมหน้าบ้านทุกครั้งที่เราขับรถออกจากบ้านยาย ยายมักรอส่งจนกระทั่งเราหายลับตา

มีคำขอบคุณมากมาย มีคำขอโทษมากมายที่ผมอยากบอกไป แต่ผมทำได้แค่กำมือยายเอาไว้

ยายยิ้มให้ผม พยักหน้าให้ผม น้ำตายายไหลออกมา ยายบีบมือผมไว้ ผมรู้สึกได้ถึงความหวังว่ายายยังแข็งแรง แต่แล้วจู่ๆ มือของยายก็คลายแรงไป…

ดวงตาของยายปิดลงทั้งที่ยังยิ้ม

ผมอ้าปากเหมือนพยายามจะพูดบางอย่าง แต่ทำไม่ได้

ยายสิ้นใจทั้งที่ยังกำมือผมไว้ และผมไม่มีโอกาสได้พูดอะไรออกไป

ทำไมผมไม่พูด…

ทำไมคุณไม่พูด…

ทำไมเราไม่พูด…

เรารักเขาจริงหรือแค่สะกดคำว่ารักเป็น?

ถ้าคุณคิดว่าเวลาเรามีเหลือเฟือนัก จงสละเวลาเสี้ยววิคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์http://www.worldometers.info/th/ มันคือเว็บที่รายงานสถิติต่างๆ ของมวลมนุษย์ชาติทั้งโลก

มีคนตายเฉลี่ยนนาทีละร้อยกว่าคน เฉลี่ยวันละแสนกว่าคน และปีหนึ่งมีคนตาย 35 ล้านคน

นาทีต่อไป อาจเป็นคุณ อาจเป็นคนที่คุณรัก อาจเป็นใครที่เพิ่งทะเลาะกันเมื่อกี้ อาจเป็นคนใกล้ตัวคุณก็ได้

เราโง่หรือเปล่าที่เอาเวลาอันมีค่ามาโกรธเกลียดอิจฉาริษายากัน?

เราโง่หรือเปล่าที่มัวแต่ประชด ตะโกนโวยวายใส่กัน นินทาว่าร้ายกัน?

เราโง่หรือเปล่าที่ไม่ได้พยายามทำให้คนที่เรารักรู้สึกเสมอว่าเรารักเขาแค่ไหน

เราโง่หรือเปล่าที่สิ่งดีๆ ที่ควรต้องทำเพื่อคนที่เรารักแต่กลับมองผ่านไป

เราโง่หรือเปล่าที่คิดว่าเวลามีเหลือเฟือจนปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป

ผมเชื่อว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบคุณคงจะมีบางสิ่งที่อยากพูด หรือ อยากทำเพื่อคนที่คุณรัก

จะมัวรออะไร? เขารอคุณอยู่นะ

Dr.PopFacebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter, Instagram, Line : @drpoppop

Dr. POP

 

‘คุณมันกาก’

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/514865

โดย Dr. POP 29 ก.ค. 2558 11:55

 

วันก่อน บนเครื่องบิน
ผมนำกระเป๋าโน้ตบุ๊กวางไว้ข้างใต้ที่นั่งตัวเองตามปกติ จากนั้นก็ปล่อยตัวให้สุนทรีย์ไปกับหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งได้มา ผมมักจะวางของใต้ที่นั่งตัวเองแบบนี้เสมอ มันสะดวกดี
แต่แล้ววันนี้กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
“น้องครับ”
ใครบางคนสะกิดผมจากด้านหลัง ผมเหลียวมองไป พบชายคนหนึ่ง
“ว่าไงครับพี่?”
“น้องช่วยย้ายของไปไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าได้ไหมครับ?”
“อะไรนะครับ?” ผมคิดว่าตัวเองต้องหูฝาดไปแน่ๆ ที่ได้ยินคำขอร้องแบบนั้น
อ้าว ก็นี่มันที่นั่งผม ผมก็ต้องเก็บสัมภาระไว้ใต้ที่นั่งตัวเองซิ จะยัดไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าที่เป็นของคนอื่นได้ยังไง
พี่คนนี้ท่าจะประสาท
“รบกวนย้ายของไปใต้ที่นั่งด้านหน้าน้องดีกว่านะครับ พี่เหยียดขาไม่ได้”

ชายคนนั้นไม่พูดเปล่า แต่จงใจสอดรองเท้ามาชนกระเป๋าโน้ตบุ๊กผม
เฮ้ย ทำอย่างนี้มันจะกากเกินไปละนะ!
บังเกิดภาพสงครามล้านแปดฉากในหัวผม ผมเห็นภาพตัวเองตะโกนใส่เขาว่า “พี่ น้อยๆ หน่อย นี่ของมีค่าผมนะ” ใช่ ถ้าทำอย่างนั้นมันต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ คนจะมองกัน ไอ้พี่คนนี้จะได้อายม้วนเสื่อกลับบ้าน แต่ใจเย็นไว้ก่อน เราคนของประชาชนอย่าเพิ่งกระโตกกระตาก ถ้าคิดจะเรียกร้องความยุติ ต้องคุมตัวเองให้อยู่ ต้องแผนสูงเข้าไว้ดร.ป๊อบ

“โอเคครับผม” ผมย้ายของอย่างไม่เต็มใจแล้วยัดใส่ใต้ที่นั่งด้านหน้าตัวเอง จากนั้นตั้งสติ หยิบคู่มือผู้โดยสารขึ้นมา กาง คอยดูนะผมจะหาข้อมูลการวางสัมภาระไปตะบันใส่หน้าไอ้พี่คนนี้ให้ได้ ผมพลิกไปๆ
อ้าว เฮ้ยไม่เจอว่ะ

ไม่มีข้อมูลลายลักษณ์อักษรบอกผมเลยว่าเราสามารถเก็บของใต้ที่นั่งของเราได้
ฮึ เอาเถอะ ไม่เป็นไร ผมมีแหล่งข้อมูลเจ๋งๆ ที่จะน็อกไอ้หมอได้อย่างไม่คาดฝันอยู่ใกล้ๆ นี่แล้ว – แกเสร็จฉันแน่

“เฮ้ ขออภัยนะครับ” ผมโบกมือเรียกแอร์โฮสเตส
“คะ” เธอขานรับ
ผมโน้มตัวไปกระซิบถามเธอว่า “ผมอยากจะทราบว่าการเก็บสัมภาระไว้ใต้ที่นั่งนี่คือต้องเก็บยังไงครับ ใต้ที่นั่งเรา หรือ ใต้ที่นั่งด้านหน้าเราครับ”

ผมวางมาดสุภาพ แต่แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ฮึ คอยดูเหอะ เธอจะตอบเสียงหวานว่า ‘ผู้โดยสารต้องเก็บไว้ใต้ที่นั่งตัวเองนะคะ ไม่ใช่ใต้ที่นั่งด้านหน้า’ แล้วผมก็จะกล่าวขอบคุณเธออย่างมีมารยาท จะย้ายของกลับมาใต้ที่นั่งตัวเอง อาจจะจงใจวางทับขาหมอนั่นเล็กน้อย พอเขาสะดุ้ง ผมก็จะบอกว่า “เฮ้ ขอโทษนะครับ คือแอร์โฮสเตสบอกว่าผมมีสิทธิวางของไว้ใต้ที่นั่งตัวเองน่ะ คุณคงต้องหลบเท้าของคุณไปไว้ที่อื่น เสียใจด้วย” คงต้องมีการยักไหล่อย่างมีชัยเล็กๆ เกิดขึ้น แล้วผมก็จะเอาเรื่องนี้ไปเขียนสเตตัสแสดงความสะใจที่ได้ผดุงความยุติธรรมบนเฟซบุ๊ก – ฮึ ช่วงเวลาการตามล่าคนร้ายอันหอมหวานมาถึงแล้ว!
“อ๋อ ผู้โดยสารต้องวางสัมภาระไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าค่ะ”
เห็นไหมล่ะ!! “ขอบคุณครับ” ผมยิ้มแฉ่ง – เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ “อะไรนะครับ?” ผมถามทวนอีกครั้ง
“ผู้โดยสารต้องวางสัมภาระไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าค่ะ” เธอผายมือไปวางกระเป๋าโน้ตบุ๊กผมที่อยู่ใต้ที่นั่งคนอื่น “คุณทำถูกแล้ว” เธอโปรยยิ้มนางฟ้าให้ผมแทนคำชื่นชม จากนั้นก็เดินจากไป ผมช็อก อึ้ง ไม่ขยับไปหลายวิ
อะไรกัน นี่ผมทำผิดมาตลอดเลยหรือ? ผมแน่ใจว่าตัวเองทำถูกมาตลอดใช่ไหม?
แล้วผมยังถือดีจะต่อว่าคนที่ทำถูกต้องด้วยใช่ไหม?
นาทีต่อมา ผมก็รู้สึกว่าตัวเล็กลีบ หมดความมั่นใจ หน้าเจื่อน ละอายแก่ใจ แทบจะได้ยินเสียงปิศาจหัวเราะสมน้ำหน้าในหัว
กี่ครั้งแล้วล่ะ ที่เราคิดว่าตัวเองถูกแต่จริงๆ เราผิด
กี่ครั้งแล้วล่ะ ที่เราตั้งป้อมจะโจมตีอีกฝ่ายทั้งที่เขาไม่ใช่ศัตรู
กี่ครั้งแล้วล่ะ ที่เราสวมบทตำรวจจับผู้ร้าย ทั้งที่เรานั่นแหละคือผู้ร้ายเสียเอง
กี่ครั้งแล้วล่ะ ที่เราตราหน้าคนอื่นว่ากากทั้งที่ไอ้กากนั่นคือตัวเราเอง

กี่ครั้งแล้ว…

Facebook : DR.POP

Dr. POP

 

‘เรื่องแปลกที่ฆ่าชีวิตเรา’

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/513355

โดย Dr. POP 22 ก.ค. 2558 13:55

 

น่าแปลกที่เรารู้ว่าคนบางคนห่วยแตก แต่เราก็หยุดรักเขาไม่ได้

น่าแปลกที่เราไม่ชอบถูกใครนินทา แต่เรากลับนินทาคนอื่นสนุกปาก

น่าแปลกที่เราอยากผอม แต่ยอมกินทุกอย่างที่ขวางหน้า

น่าแปลกที่เราอยากมีสุขภาพดี แต่ขี้เกียจออกกำลังกาย

น่าแปลกที่เราอยากเรียนดี แต่ติดเกมติดเที่ยว

น่าแปลกที่เราไม่อยากเป็นหนี้ แต่ก็ใช้เงินเกินตัว

น่าแปลกที่เราอยากรวย แต่มีนิสัยเฮงซวยชอบอู้งาน

น่าแปลกที่เราไม่กล้าบอกรักคนที่เรารัก แต่เรื่องชักสีหน้าตะโกนโวยวายล่ะกล้านัก

น่าแปลกที่เราอายจะทำเรื่องดีๆ แต่เรื่องอัปรีย์เรียกร้องความสนใจล่ะเชี่ยวชาญ

น่าแปลกที่เราห้ามเด็กๆ สูบบุหรี่กินเหล้า แต่เราก็เสพก็เมาให้พวกเขาเห็น

น่าแปลกที่เราแสดงตัวต่อต้านคอร์รัปชัน แต่เรื่องเล็กๆ อย่างแซงคิวชาวบ้านเราก็ทำ

น่าแปลกที่เราสัญญากับคนรักว่าจะรักกันตลอดไป แต่แค่เข้าใจเขา ใส่ใจเขา ให้อภัยเขาดันทำไม่ได้

น่าแปลกที่เราอยากไปถึงที่หมายให้เร็ว แต่ไม่เคยวางแผนการเดินทาง

น่าแปลกที่เราเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ใครเห็นต่างเราหน่อยก็ตราหน้าเป็นศัตรูได้

น่าแปลกที่เราอยากมีเพื่อนแท้ แต่กลับแพ้ภัยความยโส โอหัง และเห็นแก่ตัวในใจตน

น่าแปลกที่เราอยากเจริญก้าวหน้า แต่อ้างว่าไม่มีเวลาทำงานให้หนักขึ้น

น่าแปลกที่เราบอกว่าไม่มีเวลาสะสางการงาน แต่เวลาที่ใช้เล่นเกม เล่นเน็ต ไปเที่ยวนั่นล่ะคืออะไร?

น่าแปลกที่เราตะเกียกตะกายไขว่คว้าความหรูหรามาประดับตัว แต่ความรู้ที่ใส่หัวกลับตื้นเขิน

น่าแปลกที่เราอยากมีอนาคตที่ดี แต่ไม่มีปัญญาจะสละเวลาไปหาหนังสือดีๆ มาอ่าน

น่าแปลกที่เราเข้าเรียนเพื่อให้มีการศึกษา แต่พอมีปัญหาก็ซัดกันเหมือนสุนัขไร้การศึกษา

น่าแปลกที่เราเป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตคนอื่นได้ แต่ปกป้องตัวเองจากความเลวร้ายในหัวไม่ได้

น่าแปลกที่เราเกลียดการถูกแขวะถูกเสียดสี แต่ถ้ามีโอกาสเราก็แซะคนโน้นคนนี้ผ่านคีย์บอร์ด

น่าแปลกที่เราเกลียดคนโกหก แต่เราฉวยโอกาสพูดปดทุกครั้งที่ทำได้

น่าแปลกที่เราอยากอยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ แต่ถ้าทิ้งขยะไม่ลงถังแล้วไม่มีใครเห็นเราก็ทำ

น่าแปลกที่เราเกลียดคนบางคน แต่ก็สนอกสนใจสอดรู้สอดเห็นเรื่องเขาทุกเรื่อง

น่าแปลกที่เรามีเวลาวิจารณ์คนอื่นมากมาย แต่ไม่ยินดีวิจารณ์ตัวเอง

น่าแปลกที่เรามักโทษการศึกษาว่าย่ำแย่ แต่ถามตัวเองซิว่าขยันเรียนขยันใฝ่ดีแค่ไหน

น่าแปลกที่ฟังเพลงและดูหนังดีๆ แต่แผ่นผีหรือโหลดฟรีถ้ามีเราก็เอา

น่าแปลกที่แท็กซี่ไทยบางคนอยากมีเงินใช้ แต่ไกลนิดไกลหน่อยไม่ไป

น่าแปลกที่เราอยากเจอเพื่อนผองและเนื้อคู่ดีๆ แต่ก็ไม่เคยพัฒนานิสัยให้ดีพอจะดึงดูดคนดีๆ

นี่แหละมนุษย์เรา เรามักมองว่าทางเลือกของเราเจ๋งที่สุด ทั้งที่เรากำลังเดินผิดทางอย่างจงใจที่สุด บางเรื่องที่เราเห็นว่าเป็นตะกอนความผิดเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันมันกลับกลายเป็นภูเขาไฟแห่งความพลาดพลั้งที่สายเกินจะทลาย ท้ายที่สุดเมื่อภูเขาไฟนั้นระเบิดขึ้นมา อำนาจการทำลายล้างก็เผาผลาญทั้งตัวเรา คนที่เรารัก และสังคมที่อยู่

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะซื่อสัตย์กับศีลธรรมในใจเรา

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเคารพความถูกต้องอันจะพาเราไปสู่จุดที่ดีกว่านี้

น่าแปลกที่เราอยากมีชีวิตดีๆ แต่ก็ไม่ค่อยไขว่คว้าเรื่องดีๆ ใส่ตัวสักที

น่าแปลกเนอะคน…

Dr. POP

 

%d bloggers like this: