คนดังนั่งเขียน

All posts tagged คนดังนั่งเขียน

ข้อคิดควรทำ ถ้าอยากบริหารตัวตนของคุณให้มีภาพลักษณ์ที่ดี

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553527

โดย Nuttaputch 24 ธ.ค. 2558 10:58

 

หนึ่งในสิ่งที่เรามักจะเห็นว่าคนประสบความสำเร็จมักจะมี คือ การมีภาพลักษณ์ที่น่าชื่นชม หรือเป็นที่จดจำของคนอื่นๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ต้องไปไกลถึงขั้นโด่งดัง มีชื่อเสียง หรือมีคนติดตามมากมาย แต่มันคือเรื่องของการยอมรับจากคนรอบข้าง

แต่เวลาเราพูดเรื่องของการดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองนั้น เรามักจะคิดว่าเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมองเป็นแง่การตลาดแล้ว ตัวตนและภาพลักษณ์ของเรานั้นก็ไม่ต่างจากแบรนด์ๆ หนึ่งที่เราต้องรู้วิธีการนำเสนอออกมาให้ถูกต้อง ซึ่งถ้าทำได้แล้ว การจดจำภาพลักษณ์ของตัวเราจากคนรอบข้างก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นและดีขึ้นตามลำดับนั่นเอง

บทความวันนี้ ผมเลยขอหยิบแนวคิดง่ายๆ ที่เราสามารถเริ่มทำได้ถ้าอยากจะสร้างภาพลักษณ์ดีๆ ให้กับตัวเรามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

1. หาให้เจอว่าอะไรคือตัวตนของคุณ

แน่นอนว่าก่อนจะนำเสนออะไรออกมานั้น เราก็ต้องรู้เสียก่อนว่าเรามีอะไรที่โดดเด่น อะไรเป็นจุดแข็งของเรา อะไรคือสิ่งที่เราเชื่อ อะไรคือจุดยืนของเรา สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญว่าเราจะเป็นคนแบบไหนในสายตาของคนอื่น และยิ่งเราสามารถหาเจอจุดแข็งนี้และหยิบออกมานำเสนอได้ดีเท่าไร มันก็จะยิ่งส่งผลดีกลับไปที่ตัวเรามากขึ้นเท่านั้น

2. อย่าโกหกหรือเสแสร้ง

สิ่งสำคัญที่เรามักพูดกันเสมอคืออย่าเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น เพราะการพยายามเสแสร้งว่าเราชอบอะไร หรือเราเป็นคนแบบไหน ไม่ช้าก็เร็วมันก็จะถูกค้นพบในที่สุด ทางที่ดีคือการยอมรับตัวเองจากสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ พร้อมทั้งหาให้เจอว่ามีสิ่งดีอะไรอยู่ในนั้น แทนที่จะพยายามสร้างสิ่งใหม่ที่เราเองก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่ได้เชื่อ หรือไม่ได้รู้สึกไปกับมัน อย่าลืมว่าภาพลักษณ์ต่างๆ เกิดขึ้นจากการที่คนอื่นสัมผัสได้ว่าเราเป็นแบบไหน และความไม่จริงใจก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ง่ายๆ เช่นกัน

3. เชื่อมั่นในตัวเอง

บางคนอาจจะรู้ว่าตัวเองมีดีอะไร แต่ปัญหาสำคัญคือไม่ได้เชื่อมั่นว่าเราเป็นแบบนั้น หรือคิดว่ามันจะไม่ดีพอกับคนอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นตัวปัญหาสำคัญที่ทำให้หลายๆ คนกลบจุดดีของตัวเองเอาไว้แทนที่จะนำเสนอมันออกมา ทางที่ดีคือการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองที่จะรักและให้โอกาสกับตัวเองที่จะใช้จุดเด่นเหล่านั้นในการแสดงให้คนอื่นเห็น

4. แต่อย่าหลงตัวเอง

การหลงตัวเองกับเชื่อมั่นในตัวเองมีเส้นแบ่งบางๆ แต่สร้างผลลัพธ์แทบจะไปคนละทาง การเชื่อมั่นในตัวเองเป็นเรื่องดีแต่ถ้ามากเกินไปจนกลายเป็นว่าไม่มองตัวเองอยู่บนความจริง เพราะมันแทนที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกดีก็อาจจะกลายเป็นตรงกันข้ามเลย

5. ฟังและเรียนรู้จากคนอื่น

แน่นอนว่าในชีวิตของเรานั้นก็จะต้องเจอกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่นๆ และแน่นอนอีกเช่นกันที่ไม่ใช่ทุกเสียงวิจารณ์จะเป็นเรื่องดี หลายๆ คำพูดอาจจะบั่นทอนความรู้สึกเรา บางอย่างอาจจะฟังแล้วรู้สึกไม่ดี แต่คุณสมบัติที่คนเราควรจะมีคือการรับฟังแล้วนำกลับมาพิจารณา เรียนรู้ และเลือกดูว่าจะนำมันไปใช้ปรับปรุงต่อไปได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ว่าคุณต้องทำตามเสียงวิจารณ์ไปเสียทุกอย่าง เพราะท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถต้องใจกับทุกคนได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะฟังและคัดสรรว่าเสียงไหนที่เราควรจะฟังและปฏิบัติตาม และเสียงไหนที่ควรจะเก็บเอาไว้

Nuttaputch

 

5 การเรียนรู้ที่สร้างชีวิตดีๆ ได้โดยไม่ต้องไปเทกคอร์ส

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550255

โดย Nuttaputch 17 ธ.ค. 2558 10:34

 

การเรียนรู้เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เรายอมรับกันมาแต่ไหนแต่ไรว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จไม่ว่าจะในเรื่องหน้าที่การงานหรือการใช้ชีวิตนั้น เราก็ต้องรู้จักที่จะเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

แต่ทีนี้หลายๆ คนก็มักจะคิดว่าการเรียนรู้คือการต้องไปเทกคอร์สอบรม บ้างก็คิดว่าคือการเรียนแบบที่ต้องมีห้องเรียน การบรรยายซึ่งจริงๆ นั้นไม่ใช่เลย เพราะรอบๆ ตัวเราก็มีอะไรมากมายให้เราได้เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร บทความวันนี้ผมเลยลองหยิบการ “เรียนรู้” ที่เราสามารถเริ่มได้จากสิ่งที่เรามีอยู่ ซึ่งถ้าเริ่มเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ได้ เผลอๆ อาจจะได้อะไรมากกว่าการไปเรียนรู้จากคลาสบรรยายต่างๆ เสียอีกนะครับ

1. เรียนรู้จากความผิดพลาด

ผมมักบอกเสมอว่าบทเรียนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการพบกับความผิดพลาด เพราะมันสอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับเราและอันที่จริงนั้น เรื่องราวจากความล้มเหลวนี่เองที่ทำให้หลายๆ คนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องทำเมื่อเกิดความผิดหวัง ความล้มเหลว ไม่ใช่การพยายามลืมมันหรือเสียใจจนไม่ได้มองเห็นอะไร หากแต่เป็นการตั้งสติและพิจารณาให้เห็นว่าความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นจากอะไร สาเหตุสำคัญคืออะไร เราสามารถเรียนรู้อะไรจากมันเพื่อเอาไปปรับใช้ในอนาคตได้ และแม้ว่าบทเรียนเหล่านี้จะราคาแพงบ้างในหลายๆ ครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักเอามันมาใช้แล้วล่ะก็ มันก็จะสร้างกำไรชีวิตให้กับเราได้ในอนาคตนั่นแหละ

2. เรียนรู้จากคนเก่งที่อยู่รอบตัวเรา

ผมเชื่อว่าเราเองก็มีคนรู้จักไม่น้อยและหลายๆ คนก็เป็นคนเก่งหรือเป็นเอกในเรื่องต่างๆ อย่าให้การที่เราได้เจอคนเก่งๆ แล้วอยู่ด้วยความรู้สึกอิจฉาหรือแค่ชื่นชมเฉยๆ แต่เราควรมองให้เห็นว่าพวกเขาเก่งและมีความสามารถได้อย่างไร แน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้เก่งขึ้นแบบทันทีทันใดหรือเสกกันมา แต่มันต้องมีเบื้องหลังและปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน ลองมองให้เห็นว่าวิธีคิดของเขาคืออะไร ทัศนคติของเขาเป็นอย่างไร และลองถามตัวเองดูว่าสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาใช้หรือประยุกต์กับเราได้หรือไม่

3. เรียนรู้จากเรื่องราวต่างๆ

นอกจากคนรอบตัวเราแล้ว ผมก็เชื่อว่าเรามีเรื่องราวของคนดัง คนเก่ง ตลอดไปจนบริษัทหรือกิจการที่ทั้งล้มเหลวและสำเร็จ แน่นอนว่าเรื่องราวหลายอย่างที่เรารับรู้มานั้นจะเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นกับตัวเราแต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากมันได้ ถ้าเราศึกษาและหาข้อมูลในเรื่องราวเหล่านี้เราก็จะเห็นอะไรหลายๆ อย่างที่สามารถหยิบนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทางความคิดได้อีกมากมาย ผมเองซึ่งเป็นนักการตลาดก็มักหยิบเคสกรณีของแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศมาศึกษาและนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งยิ่งเรามีวัตถุดิบทางความคิดมาก เราก็จะสามารถพลิกแพลงและเลือกใช้ได้มากขึ้นตามสถานการณ์นั่นเอง

4. เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากงานที่กำลังรับผิดชอบ

หลายๆ คนมักพูดว่าเราต้องเรียนรู้จากการทำงานซึ่งนั่นก็คงเป็นพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในชีวิตปกติของคนทำงาน แต่สิ่งที่ผมมักจะแนะนำหลายๆ คนคือการมองให้กว้างกว่างานที่ทำอยู่ เพราะเอาจริงๆ ชีวิตการทำงานของเรานั้นจะได้ปฏิสัมพันธ์กับคนมากมาย ได้มีโอกาสเห็นเรื่องราวอีกเยอะซึ่งจะเกิดขึ้นในทุกๆ วันของการทำงาน ถ้าเราสนใจแต่งานที่เราทำเพียงอย่างเดียว เราก็จะมองเห็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นจากงาน แต่ถ้าเราขยายภาพให้กว้างขึ้น มองเห็นรายละเอียดบางอย่างจากงานของคนอื่นด้วยแล้ว เราก็จะได้ความรู้อะไรอีกมากมายเลยทีเดียว

5. เรียนรู้จากความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน

ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนอยากมีความสุข และความสุขจริงๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน เช่นมาทำงานแล้วรถไม่ติด ได้กินอาหารอร่อยๆ งานที่ทำอยู่เสร็จโดยไม่มีปัญหา ฯลฯ ความสุขและความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ อาจจะดูไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ขนาดเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา แต่ถ้ามองดีๆ เราก็สามารถจะเรียนรู้ที่จะมองสิ่งเหล่านี้ให้ชีวิตเราดูสดใสได้อยู่เสมอ และนั่นเป็นกำลังใจชั้นดีให้กับเราเลยล่ะครับ

Nuttaputch

 

5 สิ่งควร “มี” เพื่อจะมีชีวิตที่ดี

Published ธันวาคม 11, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547085

โดย Nuttaputch 10 ธ.ค. 2558 10:26

 

หลังจากที่บทความที่แล้ว 5 นิสัยที่เราควร “หยุด” เสียแต่วันนี้ ผมมีเล่าไปบ้างแล้วว่าอะไรที่เราควรจะหยุดเพื่อจะเริ่มมีชีวิตที่ดี (หรือดีขึ้นไปกว่า) มันก็ทำให้ผมกลับมาคิดต่อว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรจะมีให้กับตัวเองบ้าง

แน่นอนว่าเราพูดถึงสิ่งที่ควรมีนั้น ไม่ใช่เรื่องของการมีทรัพย์สินเงินทองกันชนิดแบบรวยสิบล้านเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตแบบสบายๆ (เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ กันเสียเมื่อไร) แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือการปรับทัศนคติและวิถีการใช้ชีวิตของเรา เพราะถ้าเรามีจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว เราก็สามารถค่อยๆ สร้างรูปแบบชีวิตที่ดีให้กับตัวเองได้นั่นเอง

1. มีเป้าหมายกับชีวิต

หนังสือพัฒนาตัวเองแทบจะ 100% พูดเรื่องนี้เป็นประเด็นแรกๆ พูดง่ายๆ คือคนจะประสบความสำเร็จหรือมีชีวิตที่ดีนั้นมักจะตั้งต้นจากการที่ตัวเองมีเป้าหมายที่ตัวเองอยากไปให้ถึงซึ่งเป้าหมายนั้นอาจจะมีหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในการประกอบอาชีพ การทำงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ ฐานะทางการเงิน สุขภาพ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหมือนหลักยึดให้เราเห็นภาพตัวเองว่าในอีกปีข้างหน้า สองปีข้างหน้า หรืออนาคตต่อๆ ไปนั้นเราจะเป็นอย่างไร ยิ่งบางคนมีภาพที่ชัดมากก็จะยิ่งทำให้เขารู้ว่าตัวเองต้องไปทางไหน ตอนนี้ห่างจากเป้าหมายแค่ไหน และต้องทำอย่างไรเพื่อจะไปถึงจุดนั้น ผิดกับคนที่ยังไม่มีเป้าหมาย ซึ่งก็จะไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อไปอย่างไร

2. มีเวลาพัฒนาตัวเอง

ถ้าเราอยากจะมีชีวิตที่ดี สิ่งที่เราต้องยอมรับก่อนคือตัวเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย และนั่นทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ หยุดหาข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวในการไม่ลงมือทำ การให้เวลากับตัวเองไม่ว่าจะมากจะน้อยคือการลงทุนให้กับตัวเองเพื่อก้าวไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า การเรียนรู้สิ่งใหม่คือการต่อยอดความคิดให้กับเรา การฝึกฝนก็เพิ่มศักยภาพให้สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้ในอนาคตและมันไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เองถ้าเราไม่ยอมให้เวลากับมัน

3. มีเพื่อนที่ดี

การมีมิตรที่ดีอาจจะมีค่ามากกว่าการมีเงินมากมาย เพราะการมีเพื่อนเป็นอะไรมากกว่าฐานะ แต่เป็นเหมือนที่พึ่งทางใจในหลายๆ สถานการณ์เช่นเดียวกับเป็นคนที่สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต่อยอดทางความคิดให้กับตัวเราได้ เราเห็นชีวิตคนมากมายได้ดีก็เพราะเพื่อนเช่นเดียวกับหลายๆ คนที่ชีวิตล้มเหลวเพราะได้เพื่อนไม่ดี ลองมองดูรอบตัวเราแล้วถามตัวเองว่าวันนี้รอบข้างเรานั้นเป็น “มิตรแท้” หรือ “มิตรที่ดี” หรือเปล่า พวกเขาช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่

4. มีครูที่ดี

ผมเคยตอบคำถามหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องครูว่ามันไม่ใช่อาชีพ แต่มันคือจิตวิญญาณของคนที่อยากถ่ายทอดและช่วยให้เราได้เรียนรู้พร้อมกับเติบโตขึ้น คำว่าครูที่ผมหยิบมาพูดตรงนี้ก็เช่นกัน การมีครูที่ดีก็เป็นเหมือนแสงส่องทางชีวิตให้กับเราได้ในวันที่เราอาจจะสงสัย หาคำตอบไม่เจอ หรือแม้แต่วันที่หลงทาง ครูในชีวิตของเรามีได้ในหลายมุม ไม่ว่าจะเป็นครูด้านการทำงานหรือครูในการใช้ชีวิต การพูดคุยกับเพื่อนก็อาจจะทำให้เราสบายใจได้ในระดับหนึ่ง แต่บางครั้งเราก็ต้องการคนที่มีประสบการณ์และความรู้มาแนะนำสิ่งที่เพื่อนเราอาจจะพูดไม่ได้ หรือไม่อยู่ในฐานะที่เราพูดได้ การมีครูที่ดีก็ไม่ต่างจากมีเครื่องนำทางชั้นเยี่ยมให้กับชีวิตเรานั่นเอง

5. มีจิตใจที่ดี

ต่อให้เราฉลาดแค่ไหน รวยขนาดไหน แต่ถ้าใจเราไม่สะอาด ชีวิตเราก็อาจจะไม่ได้มีความสุข เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราพูดๆ กันเสมอ เพราะใจที่ไม่สะอาดมักสร้างความทุกข์ให้กับเราไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ระยะสั้นหรือระยะยาว แต่คนที่จิตใจดี เราก็จะมองโลกต่างๆ ด้วยทัศนคติที่ดี รู้จักใช้ชีวิตกับสิ่งที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์กับชีวิต แทนที่จะเลือกเอาใช้ชีวิตกับสิ่งที่ดึงให้เราอยู่กับที่หรือแย่ลงกว่าเดิม

Nuttaputch

 

5 นิสัยที่เราควร “หยุด” เสียแต่วันนี้

Published ธันวาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/543941

โดย Nuttaputch 3 ธ.ค. 2558 10:30

 

ถ้าจะว่าไปแล้ว คนเราเองก็มักมีนิสัยที่ติดตัวเรามาโดยไม่รู้ตัว หลายๆ อย่างเกิดจากการสะสมของประสบการณ์ หรือการบ่มเพาะจากสิ่งแวดล้อมจนกลายเป็นการหล่อหลอมพฤติกรรม แน่นอนว่าหลายๆ พฤติกรรมก็เป็นเรื่องดี แต่บางอย่างก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

และเมื่อเราพูดถึงนิสัยเสียๆ ที่เรามักจะเผลอทำกันนั้น เราก็จะเห็นมีหลายอย่างอยู่เหมือนกัน ซึ่งถ้าเราสามารถหยุดนิสัยเหล่านี้ได้แล้ว มันก็อาจจะสร้างโอกาสและปรับปรุงตัวเราได้มากพอสมควรทีเดียว บทความวันนี้ผมเลยลองหยิบนิสัยบางอย่างที่เรามักจะทำกันแล้วอาจจะถึงเวลาที่จะ “หยุดได้แล้ว” ล่ะนะครับ

1. หยุดแคร์คนอื่นมากเกินไป

การแคร์คนอื่นเป็นเรื่องดี ไม่ว่าจะเห็นอกเห็นใจ หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่หลายๆ คนมักจะแคร์จนเกินความพอดีจนกลายเป็นว่าต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ถูกใจคนอื่น กลายเป็นว่าลดความสำคัญของตัวเองและให้คนอื่นมากกว่า การแคร์คนอื่นควรจะอยู่ในระดับที่พอดีและไม่เสียตัวตนของตัวเองเกินไป

2. หยุดเปรียบเทียบกับคนอื่น

หนึ่งในนิสัยที่น่ากลัวของมนุษย์เราโดยไม่รู้ตัวคือการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่เรื่อยๆ ไม่มากก็น้อย ซึ่งการไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนี้หลายๆ ครั้ง นำมาสู่ความรู้สึกแย่ๆ ให้กับตัวเอง หรือมองว่าตัวเองไม่ดีเท่ากับคนอื่นซึ่งสุดท้ายกลายเป็นการสร้างปมด้อยไปโดยไม่รู้ตัว หลายๆ คนกลายเป็นซึมเศร้า ถ้าหนักๆ เข้าก็กลายเป็นอิจฉาไปเสียอีกต่างหาก ทางที่ดีคือการมองเห็นคนอื่นแล้วเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ แต่ไม่ใช่เป็นการเปรียบเทียบเพื่อเอาชนะหรือต้องการจะเหนือกว่า

3. หยุดหาข้ออ้างให้ตัวเอง

อีกพฤติกรรมที่เรามักจะทำเวลาจะผัดวันประกันพรุ่งนั้นคือการหาข้ออ้างต่างๆ นานามาบอกตัวเอง เช่นไม่มีเวลาบ้าง ไม่ว่างบ้าง มันยากเกินไปสำหรับฉันบ้าง ฯลฯ พอคิดไปแบบนี้มากๆ เข้าก็กลายเป็นตีกรอบตัวเอง ปิดโอกาสที่จะเกิดขึ้นเพราะเราก็มักจะเลือกทางที่สบายกว่า ทางที่ไม่ต้องลำบาก ทางที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโดยพยายามหาเหตุผลโน่นนี่มาบอกตัวเองอยู่เรื่อยๆ ซึ่งนานวันไปก็คงไม่ดีเป็นแน่

4. หยุดจมกับความผิดพลาดในอดีต

อดีตเราแก้ไขมันไม่ได้ แต่อดีตที่ไม่ดีมักจะถูกจดจำมากกว่าอดีตที่ประทับใจเป็นธรรมดา ความผิดพลาดในชีวิตมักจะตามมาหลอกหลอนเราได้อยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าเราจับจดกับมัน ฝังใจกับมันชนิดไม่ยอมปล่อยและไม่อยู่กับปัจจุบัน ชีวิตเราเองก็คงไม่สามารถเดินออกไปไหนได้เสียที การยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปรกติที่จะเกิดขึ้นและเราต้องเรียนรู้จะอยู่กับมันให้ได้จึงเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่าจะมาคร่ำครวญหรือคิดย้ำไปย้ำมากับเรื่องเดิมๆ

5. หยุดยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

นอกจากความล้มเหลวจะเป็นเรื่องที่เรามักยึดติดกันแล้ว ความสำเร็จก็ไม่ต่างกัน เพราะหลายๆ คนมักจะเผลอลำพองในความเก่งของตัวเอง ลำพองในตำแหน่งที่ตัวเองทำงานอยู่ ผลงานในอดีต คำเยินยอ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเหมือนตัวที่ทำให้เราหลุดลอยไปจากความจริงในปัจจุบัน หลายๆ คนยึดติดกับอดีตที่รุ่งโรจน์จนไม่มองว่าปัจจุบันนั้นตัวเองไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว บางคนหลงไปกับความสำเร็จที่เคยสร้างจนไม่ได้มองว่าวันนี้ตัวเองไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว ซึ่งคนที่ไม่อยู่กับความจริงในปัจจุบันก็ย่อมเสี่ยงที่จะพบกับความผิดพลาดกันได้ง่ายๆ นั่นเอง

เอาจริงๆ นิสัยเสียๆ ที่คนเรามักเป็นกันยังมีอีกเยอะ วันนี้ผมลองหยิบบางสิ่งมาเตือนใจและหวังว่าเราจะเริ่ม “หยุด” กันแล้วนะครับ

Nuttaputch

 

3 นิสัยเสียที่ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพลดลง

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542043

โดย Nuttaputch 26 พ.ย. 2558 10:16

 

หลังจากอาทิตย์ก่อนผมได้ลองหยิบเรื่องพฤติกรรมการพูดที่ทำลายภาพลักษณ์ของเราโดยไม่รู้ตัวแล้ว (7 พฤติกรรมการพูดที่ทำลายตัวเราโดยไม่รู้ตัว) มันก็เลยทำให้ผมมานั่งคิดต่อถึงนิสัยที่เรามักจะทำกันในออฟฟิศแล้วทำให้งานไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วมันมีอยู่หลายๆ อย่างมากเลยทีเดียว แถมส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่เราบ่นๆ กันแต่ก็ยังทำกันอยู่ บทความวันนี้เลยขอยกบางเรื่องมาเล่าสู่กันฟังแล้วลองดูว่าเราจะปรับแก้กันได้อย่างไรบ้างนะครับ

1. การประชุมที่เสียเวลาโดยไม่จำเป็น

เรื่องของการประชุมมักจะเป็นเรื่องที่ถูกหยิบมาพูดบ่อยๆ ว่าเป็นวิธีการทำงานที่ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเวลามากที่สุดอย่างหนึ่ง แถมการประชุมจำนวนมากก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้เพราะส่วนมากการประชุมมักจะมาจากแนวคิดที่หวังจะรวมๆ คนที่เกี่ยวข้องเข้ามาฟังพร้อมๆ กัน เพราะคิดว่าจะเป็นการสื่อสารที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การประชุมจำนวนมากนัดกันโดยไม่มีวาระประชุมที่ชัดเจน ไม่มีกรอบการประชุม หรือไม่มีการเตรียมการก่อนว่าจะคุยเรื่องไหน ต้องตัดสินใจอะไร โดยหวังว่าการพูดคุยกันในห้องจะเกิดข้อสรุปขึ้นมา (ซึ่งก็มักจะไม่ได้เกิด)

นอกจากนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือการประชุมโดยดึงคนที่ไม่ได้จำเป็น หรือคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญกับวาระการประชุม ผลก็คือคนเหล่านี้มักจะไม่ได้มีส่วนร่วม ไม่ได้สนใจ และทำให้บรรยากาศการประชุมไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้ หนังสือพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานออฟฟิศจึงมักพูดบ่อยๆ ว่าการจะนัดประชุมแต่ละครั้งนั้น จำเป็นจะต้องทำให้กระชับ มีกรอบและเป้าหมายชัดเจน และเลือกคนที่จำเป็นเข้าประชุมเท่านั้น นอกจากนี้คนที่คุมการประชุมก็ต้องโฟกัสด้วยว่าจะพูดเรื่องอะไร และเรื่องไหนที่ควรตัดออกเพราะไม่จำเป็น ไม่อย่างนั้นเราก็จะเสียเวลากับการประชุมมากโดยใช่เหตุ

2. การส่งอีเมลที่ไม่เกิดประสิทธิภาพ

นอกจากการประชุมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คนทำงานออฟฟิศยุคปัจจุบันต้องทำกันเยอะคือการรับ-ส่งอีเมลในแต่ละวัน บางคนก็หลายสิบฉบับ บางคนไปสู่หลักร้อย ซึ่งถ้าคำนวณๆ กันดูแล้ว จะเห็นได้ว่าเราหมดเวลากับการจัดการอีเมลมากเป็นอันดับต้นๆ ของเวลาที่เราใช้ในออฟฟิศเลยก็ว่าได้

แม้ว่าเราอาจจะพูดกันทำนองว่าการใช้งานอีเมลช่วยให้เราสื่อสารกันสะดวกขึ้น แต่ในความจริงหลายๆ อย่างก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องใช้อีเมลก็ได้ การเดินไปคุยตรงหน้าแทนที่จะส่งเมลสอบถามกันไปมาอาจจะได้ความชัดเจนมากกว่า รวดเร็วกว่า และลดจำนวนอีเมลที่นับวันจะเยอะจนเต็ม Inbox แล้วทำให้คนไม่อยากจะเช็กอีเมล

นอกจากเรื่องการส่งอีเมลที่เยอะมากในแต่ละวันแล้ว การส่งอีเมลโดย cc ให้กับคนอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายๆ คนมักทำกันทั้งที่จริงๆ อาจจะไม่ได้จำเป็นที่จะต้อง cc ก็ได้

การรับส่งอีเมลในออฟฟิศเป็นเรื่องที่เราต้องทำกันทุกวัน ฉะนั้นแล้วใช้มันให้เกิดประโยชน์และลดสิ่งที่ไม่จำเป็นลงไปเสียก่อนที่จะทำให้มันกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อในการทำงาน

3. เล่น Social Media มากเกินไป

ผมมักบอกว่าการเล่น Social Media นั้น มีผลดีอยู่ไม่น้อยถ้าเรารู้จักใช้ แต่ถ้าเราไม่รู้จักควบคุมตัวเอง การเล่น Social Media มากเกินไปก็ทำให้เราเสียงานได้เหมือนกัน เพราะเราต้องไม่ลืมว่าการละตัวเองมาเล่น Facebook ระหว่างทำงานก็เป็นเหมือนกับการดึงความสนใจออกจากสิ่งที่ตัวเองกำลังโฟกัส แถมเผลอๆ การเช็ก Facebook ทีอาจจะได้ทำอะไรนานกว่าแค่อัพสเตตัสเฉยๆ

จริงอยู่ที่การเล่น Social Media อาจจะมองได้ว่ามันคือการผ่อนคลาย และทำให้เราลดความเครียดระหว่างทำงาน แต่สิ่งที่เราต้องพึงระวังเอาไว้บ้างคืออย่าให้การผ่อนคลายนั้นนานเกินจนกลายเป็นนิสัยเสียชนิดไม่อยากทำงาน กองงานเอาไว้ก่อน ซึ่งนั่นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ล่ะครับ

ยังมีนิสัยอีกหลายอย่างที่เราอาจจะทำกันในออฟฟิศโดยไม่รู้ตัวแล้วกลายเป็นการบั่นทอนความสามารถในการทำงานเราอยู่ไม่น้อย ยังไงก็ลองสังเกตแล้วลดๆ กันดูเสียหน่อยนะฮะ

Nuttaputch

 

7 พฤติกรรมการพูดที่ทำลายตัวเราโดยไม่รู้ตัว

Published พฤศจิกายน 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540433

โดย Nuttaputch 19 พ.ย. 2558 10:20

 

เรื่องการพูดจานั้นคงเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็คงต้องทำในทุกๆ วัน แน่นอนว่าการพูดจาให้คนรู้สึกดี หรืออยากสนทนาด้วยนั้นเป็นเสน่ห์ที่ใครๆ ก็ล้วนอยากจะมี แต่ในขณะเดียวกัน เราเองก็มักจะมีพฤติกรรมที่ทำลายเสน่ห์นี้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

วันก่อนผมได้นั่งดู TED Talk ของ Julian Treasure ที่ว่าด้วยเรื่องวิธีการพูดให้คนอยากฟัง เขาได้อธิบายพฤติกรรมการพูดที่อันตราย และทำลาย “ความน่าสนทนาด้วย” ของเรา บทความวันนี้ผมเลยขอเรียบเรียงสิ่งที่เขาพูดมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะครับ

1. การนินทา

พฤติกรรมการนินทาคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น อาจจะเป็นเรื่องสนุกปากที่เรามักเผลอจะทำกันบ่อยๆ แต่สิ่งที่เราอาจจะลืมคิดกัน คือ บางคนอาจจะไม่ได้สนุกกับการฟังเรานินทาเท่าไรนัก เพราะมันก็ทำให้พวกเขารู้ว่าเราเองก็พร้อมจะนินทาพวกเขาได้เหมือนกัน และนั่นทำให้หลายๆ คนคงไม่อยากมาคุยกับเราเป็นแน่

2. การตัดสินคนอื่น

การพูดคุยโดยพยายามตัดสิน หรือสรุปรวบรัดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะการตัดสินคนที่คุยด้วย คงไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าท่าสักเท่าไร เพราะมันก็คงไม่มีใครที่อยากอยู่ในจุดที่ตัวเองถูกคนอื่นตัดสิน (โดยเฉพาะถ้าถูกตัดสินให้เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น) เราจึงมักพบว่า คนประเภทที่ชอบตัดสินผู้อื่นนั้น จะไม่ใช่คนที่คนอยากจะพูดคุยหรือสนิทด้วยนัก

3. การบ่น

การพร่ำบ่น มักเป็นสิ่งที่เราทำเพื่อระบายความรู้สึกเหนื่อยหน่ายของตัวเอง แต่สิ่งที่เราอาจจะลืมคิดคือ ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะรับความรู้สึกของเรา ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าเราเจอคนที่เอาแต่พร่ำบ่นกับเรื่องต่างๆ นั้น มันคงไม่ใช่การพูดคุยที่เราอยากเข้าไปร่วมสนทนาสักเท่าไร

4. การพูดในแง่ลบ

การเอาแต่มองอะไรในด้านลบ ไม่ได้ส่งผลกับตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่มันยังส่งผลกับคนรอบข้างด้วย คนที่มองทุกอย่างอยู่ในแง่ลบและสื่อสารออกมา ก็ไม่ต่างจากการถ่ายทอดทัศนคติแง่ลบให้กับคนที่สนทนาด้วย ซึ่งการรับความรู้สึกแง่ลบก็คงไม่ใช่สิ่งที่หลายๆ คนพึงประสงค์สักเท่าไร

5. การพูดเกินจริง

จริงอยู่ที่ว่าคนอาจจะอินหรือรู้สึกอยากเล่าอะไรบางอย่าง แต่การเล่าอะไรที่มันเกินจริงก็ไม่ต่างจากทำให้คนอื่นรู้สึกว่าคุณขี้โม้ หรือพยายามโอ้อวดมากเกินไป การเล่าอะไรในระดับที่พอดีๆ โดยไม่ต้องใส่อารมณ์ให้เยอะเกิน อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะคงไม่มีใครอยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกโอ้อวดใส่หรอกครับ

6. การแก้ตัว

ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง คนเราก็ล้วนมีข้อผิดพลาดกันไม่มากก็น้อย แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดแล้วไม่ยอมรับ เอาแต่แก้ตัวโดยที่คนอื่นก็รู้ว่ามันเป็นการปัดความรับผิดชอบนั้น ก็มีแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของเราลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งมันคงจะดีกว่าถ้าเรากล่าวคำ “ขอโทษ”

7. การเถียงแบบดื้อรั้น

ไม่มีใครอยากเป็นผู้แพ้ แต่การแพ้ไม่เป็น ทำให้หลายๆ คนกลายเป็นคนที่คนอื่นไม่อยากจะคุยด้วย เพราะมันทำให้คู่สนทนารู้สึกว่าเป็นคนไม่มีเหตุผล ไม่ยอมฟังคนอื่น และเอาแต่จะใช้ความเห็นตัวเองเป็นใหญ่เพียงคนเดียว

ผมเชื่อว่า 7 พฤติกรรมดังกล่าวนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันไม่มากก็น้อย บางอย่างเราอาจจะเคยฟังคำเตือนกันอยู่บ่อยๆ แต่เอาเข้าจริงๆ บางครั้งเราก็เผลอทำอยู่เหมือนกัน ยังไงก็หวังว่าบทความนี้จะชวนให้เรากลับไปเตือนตัวเองกันมากขึ้นนะครับ

Nuttaputch

 

เล่าเรื่อง “บราซิล” เจ้าภาพโอลิมปิกเกมส์ 2016

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/534913

โดย ณวัฒน์ อิสรไกรศีล 30 ต.ค. 2558 05:01

 

จากตอนที่แล้ว โอลิมปิก มหกรรมการแข่งกีฬา ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทุกท่านคงทราบเรื่องราวที่มาของกีฬามวลมนุษยชาติโอลิมปิกเกมส์กันแล้วนะครับ ต้องยอมรับว่าเป็นมหกรรมการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของโลก ถึงแม้ในปัจจุบันพฤติกรรมคนชมกีฬาอาจเปลี่ยนไปบ้าง เช่น มีการชื่นชอบกีฬาเฉพาะประเภท และทำให้กีฬาเฉพาะประเภทกลายเป็นกีฬาที่โดดเด่นขึ้นมาก็ตาม เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล เป็นต้น แต่สุดท้ายกีฬาโอลิมปิกก็ยังครองความสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลกรู้จัก ให้ความสำคัญ และอยากเข้าร่วมการแข่งขัน และถือเป็นกีฬาที่มีเม็ดเงินมหาศาล

การที่ประเทศใดจะได้เลือกเป็นเจ้าภาพในแต่ละครั้งนั้น เป็นการแสดงถึงศักยภาพของประเทศอย่างชัดเจนในทุกๆ ด้าน เพราะถือเป็นการประชาสัมพันธ์ เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน จวบจนจบการแข่งขันเลยทีเดียว

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2016 ถือเป็นครั้งที่ 31 ของการแข่งขันในรายการนี้ ประเทศเจ้าภาพที่ถูกคัดเลือกอย่างเป็นทางการนั่นก็คือ “ประเทศบราซิล” โดยมีการคัดเลือกกันหลายรอบ จนถึงรอบสุดท้าย มีการตัดสินและประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี ค.ศ 2009 หรือประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะถึงนี้ ได้มีการเปิดตัวสัญลักษณ์ของงานเป็นที่เรียบร้อยไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2010 โดยลักษณะรูปสัญลักษณ์ เปรียบเสมือน คนสามคน จับมือกันเต้นรำเป็นวงกลม โดยใช้สีสามสีคือ เหลือง น้ำเงิน เขียว ตามสีของธงชาติบราซิล และอีกมุมหนึ่ง จำลองลักษณะเทือกเขา ชูการ์ โลฟ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง ริโอ เดอ จาเนโร ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง เป็นข้อความย่อว่า RIO แนวความคิดของโลโก้โอลิมปิกที่บราซิลครั้งนี้ เกิดจากแนวคิดรวมกันถึง 4 เรื่องนั่นก็คือ 1 พลังที่ส่งถึงกัน 2 ความหลากหลายที่กลมกลืน 3 ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ 4 จิตวิญญาณ โอลิมปิก


สัญลักษณ์กีฬาโอลิมปิก 2016

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 31 นี้ จะมีขึ้นตั้งแต่วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม จนถึงวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม ปี 2016 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมีพิธีเปิด ณ สนามกีฬา มารากานัง ซึ่งเป็นสนามเดียวกับสนามที่เคยแข่งฟุตบอลโลกในปี 2014 นั่นเอง โดยการแข่งขันกีฬาในครั้งนี้ จะประกอบด้วย การแข่งขันกีฬาถึง 28 ชนิด รวมทั้งหมด 41 ประเภท เป็นการชิงชัยเหรียญทองรวมทั้งหมด 306 เหรียญทอง นี่คือรายละเอียดคร่าวๆ ทั้งหมด ของกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 31 ปี 2016 ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ประเทศบราซิล และงบประมาณที่นำเสนอทำให้ได้รับการเป็นเจ้าภาพ สูงถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราวๆ 462,000 ล้านบาท

เมื่อพูดถึงเมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิลแล้ว ถือเป็นอีกหนึ่งเมือง ที่มีความน่าสนใจ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากมาย ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย และเป็นประเทศที่มักได้รับความสนใจในการเป็นเจ้าภาพในหลายๆ งานระดับสากล และถือว่าเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านกีฬา และเทศกาลแห่งความบันเทิงมากมาย

เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปรากฏชื่อนี้อย่างเป็นทางการเมื่อกว่า 500 ปีที่ผ่านมา โดยนักสำรวจชาวโปตุเกส ชื่อ กาสปาร์ เลมอส ได้ล่องเรือมาสำรวจดินแดนใหม่ๆ และเดินทางมาบริเวณปากแม่น้ำบริเวณนี้ และได้ตั้งชื่อว่า ริโอ เดอ จาเนโร ซึ่งแปลว่าแม่น้ำแห่งเดือนมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่เค้าได้เดินทางมาถึง เมืองแห่งนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงถือเป็นเมืองที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศบราซิล และถือเป็นเมืองหนึ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศ เป็นทั้งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว มีชายหาดที่โด่งดังที่สุดในโลก “โคปาคาบานา” และมีเทศกาลที่โด่งดังอีกเช่นกันนั่นก็คือ เทศกาล คาร์นิวัล ซึ่งถือเป็นเทศกาลรื่นเริงที่สำคัญของประเทศบราซิล ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปร่วมงานมากกว่า 1 ล้านคน และที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร แห่งนี้ เป็นเมืองที่กำเนิดแนวเพลง บอสซาโนวา อีกด้วย

ถ้าพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่น่าสนใจ ประกอบด้วย

ชูการ์โลฟ หรือยอดเขา ชูการ์ เป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายหาด โคปาคาบานา ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร เป็นยอดเขาที่มีคามสูง 396 เมตร ซึ่งสูงและเป็นสง่าอยู่บนปลายสุดของปากอ่าว กวานาบารา บนยอดเขาแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ประกอบกับการเดินทางขึ้นไปบนยอดเขา จะได้ชมวิวทิวทัศน์ ของเมือง ริโอ เดอ จาเนโร อย่างสวยงามยิ่ง วิธีการขึ้นเขาชูการ์โลฟ จะต้องใช้กระเช้าข้ามเขา จากด้านล่างขึ้นไปสู่ยอดเขาอีกลูกหนึ่ง และพาดผ่านขึ้นไปยังยอดเขาชูการ์โลฟ ซึ่งกระเช้านั้นจะมีความสูงชัน ทำให้เกิดความสนุก ตื่นเต้น และด้านล่างจะมองเห็นชายหาดทรายขาวสวยงาม โดยกระเช้าที่บริการนี้ สามารถพานักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบนได้ประมาณวันละ 4,000 คน และกระเช้านี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งความคลาสสิก ของการขึ้นสู่ยอดเขาแห่งนี้

พระเยซู บนยอดเขา คอร์โควาโด

รูปปั้นพระเยซู บนยอดเขา คอร์โควาโด เป็นอีกหนึ่งยอดเขาที่เป็นจุดชมเมืองที่สามารถมองเห็นเมือง และชายหาดได้อย่างสวยงาม แต่สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น จะมีรูปปั้น ของพระเยซู ที่ยืนเพ่งมองลงมายังเมือง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการคุ้มครอง ให้ประเทศบราซิลนั้น มีแต่ความสุข ซึ่งวิธีการขึ้นยอดเขานี้ จะมีรถรางพานักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบน ระหว่างทาง ก็จะได้ชมวิวตลอด 2 ข้างทางไปด้วย และรูปปั้นพระเยซูนี้ ยังได้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่อีกด้วย

สนามกีฬา มาราคาน่า

สนามกีฬา มาราคาน่า ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่สำคัญของวงการฟุตบอลบราซิล และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับสามของเมืองอีกด้วย ด้วยความภาคภูมิใจของคนบราซิล และประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอล โดยเฉพาะเรื่องราวของเปเล่ เมื่อ 40 ปีก่อน และสนามแห่งนี้ ยังคงมีชีวิต อันยืดยาว ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และยังคงเตรียมพร้อมกับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2016 อีกด้วย

นี่เป็นบรรยากาศคร่าวๆ ของริโอ เดอ จาเนโร ที่พร้อมแล้ว สำหรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกปี 2016 ในปีหน้าเราจะได้ร่วมลุ้นร่วมเชียร์นักกีฬาของไทย และทั่วโลกในการแข่งขันกีฬาระดับโลกนี้กันแน่นอนครับ.

ที่มาภาพ – olympic.org, rio2016.com, maracana.com, facebook/Trem do Corcovado

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

 

5 สิ่งที่ควรเริ่มทำ ถ้าอยากจะมีความสุขกับชีวิตในทุกๆ วัน

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/538870

โดย Nuttaputch 12 พ.ย. 2558 10:33

 

การจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขนั้น ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องมีเงินเป็นล้านๆ เป็นเจ้าของกิจการกันเสมอไป (แม้ว่าหลังๆ เราจะเห็นการพยายามโฆษณาไปในทางนี้อยู่ค่อนข้างเยอะก็ตาม) เพราะอันที่จริงแล้วความสุขและการ “ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต” เริ่มได้ที่ตัวเราเอง เหมือนกับที่เรามักได้ยินเรื่องราวดีๆ ของหลายๆ คนที่อาจจะไม่ได้มีฐานะอะไรมากมาย แต่ก็สามารถยิ้มและดูมีความสุขมากกว่าคนที่ทำงานตำแหน่งใหญ่โตแต่เต็มไปด้วยความเครียด

ในหนังสือพวกพัฒนาตัวเองนั้นมักพูดอยู่เสมอว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ไปสู่ความสุขนั้นเริ่มต้นได้จากการปรับความคิดและพฤติกรรมบางอย่าง บทความวันนี้ผมเลยลองสรุปประเด็นน่าสนใจบางอย่างที่คิดว่าเราสามารถเริ่มทำกันได้เลยนะครับ

1. หาสิ่งที่คุณชอบและใช้ชีวิตกับมัน

เรื่องงานนั้นเป็นสิ่งที่เรามักได้ยินเสียงบ่นกันบ่อยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และปัญหาจำนวนมากที่เกิดขึ้นคือหลายๆ คนกำลังทำงานที่ตัวเองไม่ได้ชื่นชอบ บ้างก็เป็นงานที่ไม่เหมาะกับตัวเองทั้งที่งานคือสิ่งที่เราใช้ชีวิตกับมันค่อนข้างมาก (เผลอๆ อาจจะมากกว่าเวลานอนของเราเสียด้วยซ้ำ) พอเป็นเช่นนี้แล้ว หลายๆ คนจึงมักพูดว่าเราควรหางานที่ใช่ให้เจอ หาสิ่งที่เรารักและมีความสุขกับมัน เพื่อที่อย่างน้อยแม้ว่าเราอาจจะเจอปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน (ซึ่งยังไงก็ต้องเจอ) เราก็ยังคงมีความชอบและหลงรักในสิ่งที่ทำพยุงความรู้สึกเราได้อยู่ ลองดูคนเก่งๆ หลายคนที่อาจจะถูกมองว่าทำงานหนักก็จริง แต่พวกเขานั้นมักหลงรักหรือมีเป้าหมายของงานอยู่ในชีวิตของพวกเขา ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะหาแรงบันดาลใจต่างๆ มาเติมตัวเองได้อยู่เสมอ

2. อย่าเพิ่งมองผลตอบแทนเป็นเงิน

อีกเรื่องที่มักเป็นคำแนะนำเรื่องการทำงาน คือการอย่ามองแค่เงินเป็นเป้าหมายของการทำงาน เพราะมันจะกลายเป็นว่าเราเอาตัวเองไปผูกกับผลประโยชน์เป็นสำคัญแทนที่จะให้ความสำคัญกับคุณค่าของการได้ทำงานหรือสนใจกับคุณค่าของตัวเอง นอกจากนี้แล้ว เรื่องผลประโยชน์นั้นมักทำให้เราลืมที่จะมองสิ่งดีๆ อย่างอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขของการทำงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เวลาให้กับตัวเอง ฯลฯ

3. หยุดเปรียบเทียบกับคนอื่น

การเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นนั้นมักจะทำให้เกิดความรู้สึกแย่ไม่มากก็น้อย เราเคยได้เงินเดือนมากก็จะกลายเป็นดูว่าน้อยเมื่อเทียบกับคนที่ได้มากกว่า เราได้ตำแหน่งงานที่ดีก็ดูด้อยเมื่อเทียบกับคนรู้จักที่เป็นผู้บริหารหรือเพื่อนที่เป็นเจ้าของกิจการ การเทียบกับคนอื่นถ้าหากไม่ได้พิจารณาดีๆ ก็จะกลายเป็นการเอาตัวเองไปอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการทำให้รู้สึกหมดความมั่นใจ หรือไม่ภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองมีเอาได้ง่ายๆ ทั้งที่จริงๆ ตัวเราอาจจะมีอะไรดีๆ ที่คนอื่นไม่มี หรือมีมากพอแล้วสำหรับตัวเราเองด้วยซ้ำ

4. มีเป้าหมายใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะลืมมองสิ่งดีๆ ในแต่ละวัน

การมีเป้าหมายใหญ่ๆ ในชีวิตเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันทำให้เราโฟกัสและสร้างแรงบันดาลใจในชีวิตได้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางที่เราเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ก็ใช่ว่าเราจะเลิกสนใจทุกๆ อย่างไป มันยังมีสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ นาทีของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือบางอย่างที่อาจจะเข้ามาสร้างความประหลาดใจให้กับตัวเรา การให้เวลาสักนิดที่จะชื่นชมและมองเห็นสิ่งเหล่านี้มันก็ทำให้เรารู้สึกดีๆ กับตัวเราเองได้อยู่บ่อยๆ แทนที่จะต้องคาดหวังว่าจะมีความสุขก็ต่อเมื่อไปถึงเป้าหมายใหญ่เท่านั้น

5. เรียนรู้จะยอมรับความผิดหวังและลุกกลับมา

เราพูดกันถึงความสุข ความสำเร็จกันเสียเยอะ แต่สิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้คือการที่ชีวิตเราต้องเจอความผิดหวังเข้าไม่ช้าก็เร็ว คนหลายคนมีปัญหาเพราะไม่สามารถรับความล้มเหลวได้และกลายเป็นปมที่สร้างความโศกเศร้าอยู่นาน แต่ถ้าเราสามารถเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เราควรจะเรียนรู้เป็นประสบการณ์ เติบโตขึ้นและลุกกลับมาอีกครั้ง มันก็จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น มองชีวิตรอบด้านมากขึ้น และมีภูมิต้านทานชีวิตมากขึ้นด้วย คนเก่งๆ หลายคนผ่านอุปสรรคมาไม่มากก็น้อย ล้มลุกคลุกคลานมาก็เยอะ และนั่นทำให้พวกเขาสามารถรับมือสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นตามมา

นอกจาก 5 ข้อข้างต้นแล้ว ยังมีแง่คิดอีกมากมายที่เราสามารถเริ่มปรับตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ ถ้าใครมีแง่คิดอะไรดีๆ ก็ลองมาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ

Nuttaputch

 

เกรดเฉลี่ย คำพิพากษา หรือ มายาสังคม?

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/536788

โดย Dr. POP 4 พ.ย. 2558 05:30

 

“เฮียครับ แม่ด่าว่าผมโง่” น้องชายคนหนึ่งในแก๊งเล่าให้ฟัง
“เฮ้ย ใจเย็น เรื่องอะไร?” ผมถาม
“ผมได้เกรดเฉลี่ย 3.25”
“ว้าว นั่นยอดมากเลย!”
“แต่แม่ผมบอกว่ายังไม่ดีพอ”
เงียบไปแป๊บ “มึงล่ะคิดว่ายังไง ทำเต็มที่หรือยัง?”
“เต็มที่แล้วครับเฮีย”
“มึงแบ่งเวลาเล่นเกม ไปเที่ยว ทำกิจกรรม อ่านหนังสือดีแล้ว ใช่ไหม”
“ใช่ครับเฮีย แต่บางวิชาผมก็ไม่เข้าใจจริงๆ ครับ ผมพยายามแล้ว”
“งั้นก็จงภูมิใจนะครับ ว่าทำเต็มที่แล้ว มึงเก่งแล้ว”
“แล้วทำไมแม่ถึงด่าผมวาโง่ล่ะครับ?” น้องมันยังสงสัย
“การที่เกรดเฉลี่ยเราไม่เยอะคือโง่หรือครับ?”
ได้ยินคำถามนั้นแล้วก็หดหู่ใจ

ใช่ หลายคนด่วนตัดสินคนแบบนี้ “เกรดเฉลี่ยน้อยคือโง่ คือไม่เก่ง คือไร้ความสามารถ คือปัญหาสังคม”

คำถามคือ “เกรดเฉลี่ยใช้พิพากษาคนได้จริงหรือ?”

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยถูกอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกพบด้วยเรื่องแปลกที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นเท่าไหร่

“ฐาวรา เธอเก่งมากนะที่ได้คะแนนดีในวิชาหลักของสาขาโฆษณาทั้งหมดเลย” อาจารย์บอก “แต่ครูงงว่าทำไมเธอถึงเกือบตกวิชาสถิติ บัญชี ไฟแนนซ์ ทั้งที่วิชาอื่นๆ ของโฆษณาเธอได้เกรดบี กับ เอ”

“ผมไม่ถนัดครับ”

ใช่ครับ บางวิชาผมห่วยเพราะ “ผมไม่ถนัด” แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเอง “ถนัด” อะไร

ผมหาคำตอบได้ว่าผมถนัดภาษา การนำเสนอ การพูด และผมก็ตั้งใจเรียนวิชาเหล่านี้ถึงที่สุด ส่วนวิชาอื่นที่ผมไม่ถนัด ผมก็ไปติวเพิ่ม ไปอ่านเพิ่ม แม้มันจะออกมาห่วยแตก แต่ผมก็พูดได้เต็มปากว่า “ผมทำดีที่สุดแล้ว” และถามว่าการที่ผมไม่ถนัดบางวิชาซึ่งส่งผลให้เกรดไม่ดี แปลว่าผมไร้ความสามารถ หรือเป็นปัญหาสังคมหรือเปล่า ผมก็ว่าไม่ เกรดเฉลี่ยมันวัดความเข้าใจในแต่ละวิชานี่ครับ ไม่ได้ใช้วัดระดับสิ่งมีชีวิตเสียหน่อย เกรดหนึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นเปรต เกรดสี่ไม่ได้แปลว่าเป็นพระอรหันต์

และสิ่งที่ผมทำเพิ่มคือ “การหาความถนัดนอกตำรา”

ผมค้นพบว่าตัวเองถนัดการใช้ภาษา การนำเสนอ การกล้าแสดงออก การเขียน ผมใช้สิ่งเหล่านั้นในการเรียนและผลักดันตัวเองเป็นพิธีกรโรงเรียน เป็นประธานชมรมศิลปะการพูด ทำการแสดง แข่งโต้วาที แข่งพูด แถมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วย (งงอ่ะดิ) จบมาผมก็มีงานทำในระดับที่เหนือความคาดหมายโดยตลอด ซึ่งเป็นผลพวงจากความถนัดทั้งด้านการเรียนและกิจกรรมของผมนี่แหละ นั่นเพราะผมเรียนรู้ว่า เราควรค้นหาความถนัดทั้งในตำราและนอกตำราไปพร้อมกัน เพื่อใช้เป็นอาวุธผลักดันความสามารถอันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ถ้าคุณเกรดไม่ดี แต่ยังใฝ่ดีหาโอกาสให้ตัวเอง คุณคือคนที่มีค่า
แต่ถ้าเกรดไม่ดีแล้ว แล้วซ้ำเติมตัวเองโดยการเหลวไหลไปวันๆ คุณคือคนที่เต็มใจลดคุณค่าในตัวเอง

เด็กบางคนเกรดไม่ดี ก็ผันตัวเองไปเป็นอันธพาล โดดเรียน ติดยา ทำตัวเป็นภาระสังคม เพราะคิดว่า “ฉันเกรดไม่ดี ฉันก็เป็นคนไม่ดี” นั่นไม่ใช่เลย เกรดเฉลี่ยไม่ได้เกี่ยวกับความดีหรือไม่ดีในตัวคุณ ทัศนคติกับการกระทำนั่นแหละที่กำหนดความดีไม่ดีของคุณ หากรู้ตัวว่าเกรดไม่ดี แล้วไปอ่านมากขึ้น ติวมากขึ้นดีไหม? ไปค้นหาความถนัดนอกตำรามาเสริมคุณค่าตัวเองมากขึ้นดีไหม? ไปเล่นกีฬา เล่นดนตรี แข่งทักษะโน่นนี่ หาโอกาสดีๆ ให้ชีวิตตัวเองบ้างดีไหม?

มีดีสักอย่างในชีวิต ก็ดีกว่าใช้ชีวิตแบบคนไม่มีดีนะ

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเกรดเฉลี่ยเป็นเหมือน “คำใบ้ชีวิต”
มันทำให้คุณรู้ว่าเก่งอะไร คุณถนัดอะไร คุณน่าจะได้ดีด้านไหน
มันทำให้คุณได้ตั้งคำถามว่า “เฮ้ย เราทำเต็มที่ยังวะ?”
มันทำให้คุณสงสัยตัวเองว่า “เฮ้ย เราจะดีกว่านี้ได้ไหมวะ?”
และบางทีมันก็สะกิดใจให้คุณหาคำตอบว่า “เราจะเอาความถนัดด้านไหนมาเสริมตัวเองให้เจ๋งขึ้นได้บ้างวะ?”

ถ้าถามว่า “เราใช้เกรดพิพากษาคนได้ทุกด้านไหม?” โดยส่วนตัวผมคิดว่า “ไม่”

บางคนใช้นิยามของเกรดเฉลี่ยในทางที่ผิดประหนึ่งเป็นมาตรฐานตัดสินชีวิตมนุษย์ จนบางทีมันเป็นเหมือนมายาสังคมที่พรางตาจนเรามองไม่ทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงของคน บางคนจริงจังกับมันมากไปจนปลูกค่านิยมการมองคนที่ “เปลือก” เราไม่สามารถวัดจริยธรรมในใจคนจากเกรดเฉลี่ยได้ หลายคนที่เก่งก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป คนที่เรียนไม่เก่งอาจเพราะเขาเกิดมาเพื่อเจ๋งด้านอื่นที่เราไม่ถึงก็ได้

การตัดสินใจคุณค่าของคนจากเกรดเฉลี่ยจึงไม่ควรทำและไม่สามารถทำได้ กระนั้นนักเรียนนักศึกษาก็ควรตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองอย่างเต็มความสามารถ เพื่อพิสูจน์ว่าคุณได้ใช้โอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มที่ ใช้เวลาไม่กี่ปีในการเรียนให้คุ้มค่าที่สุด

เกรดเฉลี่ยไม่สามารถใช้พิพากษาคนได้ทุกด้าน
แต่เกรดเฉลี่ยใช้ตัดสินบางอย่าง เช่น ความถนัด ความรับผิดชอบ ความใฝ่ดี
ไม่จำเป็นต้องสวยหรู แต่จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุด
กระนั้นก็อย่าให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ผูกติดกับตัวเลขไม่กี่ตัว

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : www.twitter.com/drpoppop
Dr.Pop Ig & Line : @drpoppop

Dr. POP

 

แด่คุณ ผู้มีปมด้อย

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533883

โดย Dr. POP 21 ต.ค. 2558 15:05

 

“เฮียครับ ผมไม่ไหวแล้ว” น้องชายคนหนึ่งในแก๊งผมโทรมา เสียงสะอื้นเจ็บปวด

“มึงเป็นไร ใจเย็นๆ ครับ”

“ผมทะเลาะกับแฟนมา ผมหึงที่เขาไปคุยกับผู้ชาย เขาก็ด่าผม งอนผม ไม่คุยกับผมเลย ไอ้นั่นมันหล่อ มันขาว มันดูดี มันเคยบอกผมบ่อยๆ ว่าผมดำ ผมไม่หล่อเหมือนคนอื่น ผมผิดหรือเฮียที่เกิดมาดำ ไม่ดูดีแบบมัน” ไอ้น้องชายเริ่มเกรี้ยวกราด “ผมคบกับแฟนมาหลายคน ก็โดนทิ้งเพราะเขาไปเจอคนใหม่ ที่ขาวกว่า หล่อกว่า เพื่อนๆ ก็ชอบล้อผมว่าไอ้ดำ อยู่ในโรงเรียนไม่เคยมั่นใจเลยเฮีย เฮียบอกผมทีเถอะครับ ผมจะทำยังไงให้ตัวเองขาวได้บ้าง ผมอยากขาวเร็วๆ อยากหล่อ อยากเป็นที่รักของทุกคน ผมไม่อยากเป็นไอ้ตัวอัปลักษณ์อย่างนี้ ผมรับชีวิตตัวเองไม่ไหว”

แล้วมันก็ปล่อยโฮอย่างเศร้าโศก

“เฮียมีอะไรจะแนะนำมึง เล็กๆ น้อยๆ แหละ มึงอยากฟังไหม”

“ครับเฮีย”

“เฮียจะบอกว่าปัญหาที่มึงเจออะนะ เป็นเรื่องเล็กน้อยมากเลย เป็นเรื่องที่ทุกคนเคยเจอ ที่อเมริกาเรื่องสีผิวนี่หนักหน่วงมาก แม้แต่เฮียก็เคยโดนแหละ ตอนเรียนอะนะ เฮียผิวดำเมี่ยมเลย เพื่อนก็ล้อเฮีย ไอ้ดำๆ ถ้าถ่ายรูปหมู่นะ เพื่อนก็จะแซว เอาไอ้ป๊อบมาอยู่หน้าจะได้โดนแฟลช ตอนนั้นเฮียโคตรหดหู่เลย เคยไปหาครีมมาใช้ก็ไม่ได้ผล เฮียเคยถึงขนาดเก็บเงินไปขัดผิวห้าพันบาท กลับมาโดนแดดดำกว่าเดิมอีก เคยซื้อสารพัดครีมมาใช้จน สิวเพียบ! เพียบแบบไม่มีพื้นที่ให้ขึ้น พอเครียด เฮียก็ตะบี้ตะบันกิน จนหนักกว่าเจ็ดสิบโล จนเพื่อนทัก ‘มีห่วงยางด้วย’ เฮียโดนมาหมดครับ ทั้ง ไอ้ดำ ไอ้สิว ไอ้อ้วน”

“เฮียโดนหนักกว่าผมอีก…”

“แต่แล้วเรื่องมันก็มาถึงจุดเปลี่ยน” ผมเน้นเสียงอย่างให้ความสำคัญ “พอเฮียเริ่มมีผลงาน มีรายได้ ความมั่นใจมันก็มา เดินไปไหนคนทักทาย ชื่นชอบเรา จิตใจเราก็เบิกบานจากข้างใน ส่งผลให้หน้าตาเราดูมีความสุขอิ่มเอมเสมอเลย ถึงเฮียจะสีผิวดำมาก ไม่ได้เจิดจ้า แต่ก็มีงานชุกตลอดสิบสามปีเลย ไปงานไหนก็ทำให้คนมีความสุขได้งานนั้น เฮียยอมรับว่าโตขึ้นมันก็ต้องมีการดูแลตัวเองบ้าง แต่เฮียก็คงไม่สามารถขาวได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ซึ่งเฮียก็ไม่เคยเดือดร้อนอะไรกับมันเลย เพราะเฮียรู้ว่าปมด้อยต่างๆ ในชีวิตเรา ไม่สามารถแผลงฤทธิ์ หากเราปรับทัศนคติชีวิต

“ยังไงครับเฮีย?”

“ถ้าเรารัก เราภูมิใจในตัวเอง จิตใจมันก็จะเบิกบาน รอยยิ้มแห่งความสุขที่จริงใจจะเผยออกมาบนหน้าเราอย่างไม่ต้องเสแสร้ง และเป็นหนทางให้ความรักความสำเร็จหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ดูพวกคนดังอย่าง บารัค โอบามา, บียอนเซ่, แซมูแอล แจ็คสัน ซิ คนพวกนี้เขาก็ไม่ได้ขาวอะไร แต่ความเก่ง ความสามารถ ความมั่นใจ ทำให้พวกเขาเฉิดฉายได้ นั่นเพราะพวกเขาภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็นไงครับ”

ผมพูดต่อ

“มนุษย์เป็นในสิ่งที่เขาเชื่อ เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นแบบไหน เขาก็เป็นแบบนั้น ถ้าเขาเชื่อว่าเขาเจ๋ง เขารวย เขามีสเน่ห์ เขาก็จะสมหวัง แต่เคล็ดลับคือต้องเชื่ออย่างแรงกล้า แล้วคำพูดสบประมาทจากใครก็ทำร้ายเราไม่ได้เลย ใครจะล้อเลียนอะไรเรา ปล่อยเขา มันเป็นปัญหาทางจิตของเขา”

“ตามทฤษฎีจิตวิทยามนุษย์ ระบุชัดเจนแล้วครับว่า คนที่ชอบล้อเลียนคนอื่น เพราะชีวิตเขาเองก็ไม่ได้ดีอะไรมากมายนัก เขาอาจไม่เคยประสบความสำเร็จ มีปมส่วนตัวที่เลวร้าย หรือ เขาอาจจะไม่พึงพอใจในบางส่วนของร่างกายตัวเอง เขาจึงพยายามทำร้ายคนอื่นให้จมดิ่งทุกข์ใจเหมือนเขา ถ้าเราเดือดร้อน ก็คือเราติดกับเขา แต่ถ้าเขาล้อมาแล้วเงียบซะ เขาก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าคันปากมากก็ลองแย๊บไปสั้นๆ ว่า ​‘ขอบใจที่ล้อกูนะ ดีใจที่มึงให้ความสำคัญกับกูมาก แต่คือกูภูมิใจจริงๆ เลย ที่เกิดมาเป็นแบบนี้แล้วไม่เคยดูถูกใคร พ่อแม่กูสอนมาแบบนี้อะ’ ก็คงจะทำให้เขาหุบปากไปได้นาน แต่เฮียแนะนำว่าเงียบไปเหอะ ยิ้มไป ถ้าเขารู้สึกว่าทำร้ายมึงไม่ได้ เดี๋ยวเขาก็เลิก”

มันเริ่มหัวเราะออก ผมพูดต่อ

เคล็ดลับพลิกปมด้อยให้กลายเป็นปมเด่น จะสีผิวอะไร หน้าตาแบบไหน ก็ยอมรับมัน ภูมิใจกับมัน แล้วให้อภัยคนที่คิดทำร้ายเรา จากนั้น ตั้งใจทำสิ่งดีๆ เพื่อตัวเอง วันใดมึงเก่ง มึงได้ดี ความมั่นใจ ความภูมิใจจะทำให้มึงดูดีขึ้นมาเองไม่ว่าจะสีผิวใด รูปร่างหน้าตาแบบไหน ทุกคนล้วนสวยงาม อย่าทำลายความสวยงามนั้นด้วยทัศนคติลบที่มีต่อตัวเอง ถ้าเราเจ็บปวดเพราะถูกล้อเลียน ถูกข่มเหง นั่นเพราะเราอ่อนแอเอง หากเราภูมิใจในตัวเอง ใครหน้าไหนก็ทำร้ายเราไม่ได้ แล้วถ้ามึงต้องเสียใครไป เพราะเขารับสีผิว หรือรูปร่างหน้าตามึงไม่ได้ ก็ช่างมันเถอะครับ นั่นคือหลักฐานที่แสดงว่าคนเหล่านั้นรักมึงเพียงเปลือกนอก อย่าพกติดตัวให้ชีวิตมีมลทินเลย เอาเวลาไปให้คนที่เขารักเราด้วยใจเถอะ ถ้าใครรักเราจริง สิ่งที่เรียกว่า สีผิว น้ำหนัก รูปร่าง หน้าตา จะไม่ใช่ปัญหาของเขา”

นี่คือเรื่องราวของน้องชายผมที่เคยตกเป็นเหยื่อของคำว่า “ปมด้อย” ผมเชื่อคุณเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ หลายคนเสียศูนย์ ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก ดังนั้น ผมขอฝากถึงคน 3 ประเภท

1. แด่คนที่ชอบล้อเลียนปมด้อยคนอื่น

หากคุณคิดว่าการกระทำแบบนี้น่าสรรเสริญ ดูดี มันทำให้คุณดูเจ๋งมาก ก็จงทำต่อไป เพราะผมไม่อาจบังคับต่อมสำนึกของใครได้ แต่คุณก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าที่คุณล้อเลียนคนอื่น เพราะลึกๆ คุณเองก็มีปมด้อยในใจเหมือนกัน คุณแค่พยายามกลบเกลื่อนมันด้วยการทำร้ายคนอื่นก็เท่านั้น จงจำไว้นะ คุณไม่เคยเป็นผู้ชนะ ไม่เคยน่าเชิดชู คุณแค่อ่อนแอเกินกว่าจะจมอยู่กับความด้อยของคุณเพียงลำพัง คุณแค่พวกเรียกร้องความสนใจ เพื่อชดเชยความไม่เอาไหนในตัวเอง ถ้าคิดว่าดีทำต่อไป

2. แด่คนรอบกายคนที่ถูกล้อเลียน

หากคุณรักเขาจริงก็จงให้กำลังใจ พยายามดึงความสามารถด้านดีของเขาออกมา ให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีดี มีความน่าภาคภูมิใจ เขาจะรู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีด้านที่สวยงามเคียงข้างเขาอยู่ เขาจะรักตัวเองขึ้น

3. แด่คนที่ถูกล้อเลียน

ถ้าคุณ “ภูมิใจและรักในตัวเอง” เสียอย่าง ใครก็ทำร้ายคุณไม่ได้ คุณจะมาหวังให้คนอื่นเขาคอยปลอบคุณไปตลอดไม่ได้หรอก อย่าทำตัวอ่อนแอให้มาก คุณไม่ได้ว่างขนาดนั้น หัดฮึดสู้ซะบ้าง ถ้าคุณได้ดี คุณก็รู้สึกดี คนที่คุณรักก็รู้สึกดี มันเจ๋งใช่ไหมล่ะ?

คนเราจะดูดีหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับวิถีการมองตัวเองของเรา
จงพลิกปมด้อยเป็นปมเด่น รักในสิ่งที่ตัวเองเป็น
แล้ว รักดีๆ สิ่งดีๆ คนดีๆ จะเข้ามาหาเราเอง

ปล. 1 บทสนทนานี้เกิดขึ้นจริง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2015 ที่ผ่านมา
ปล. 2 วันนี้น้องชายผมรู้สึกดีกว่าเดิมแล้ว มันตกลงใจว่าจะปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปเงียบๆ เพราะรู้สึกรักตัวเองมากขึ้น และรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องง้อคนที่ไม่เห็นค่าของมันมากพอ
ปล. 3 ผมได้ขออนุญาตเขาก่อนนำเรื่องเหล่านี้มาลงแล้ว

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : www.twitter.com/drpoppop
Dr.Pop Ig & Line : @drpoppop

Dr. POP

 

%d bloggers like this: