คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

All posts tagged คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

กระแส บีโอไอแฟร์ 2011 กระตุ้นความเชื่อมั่นการลงทุนเพิ่ม

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 14:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191790.

Pic_191790

บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริม 7 เดือน เฉียด 300,000 ล้านบาท มูลค่าลงทุนเดือนก.ค.กว่า 53,000 ล้านบาท สูงที่สุดเมื่อเทียบจากตั้งแต่ช่วงต้นปี มั่นใจทิศทางลงทุนโตต่อเนื่อง ดันการลงทุนปีนี้ เกินเป้า 400,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 1,030 โครงการ มูลค่าลงทุน 299,500 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มี 747 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 37.9% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 45.5% นางอรรชาก กล่าวว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในเดือน ก.ค.เพียงเดือนเดียว มียื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 161 โครงการ มูลค่า 53,600 ล้านบาท สูงที่สุดในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา โดยมีขนาดการลงทุนกระจายทั้งในส่วนของโครงการขนาดกลางและเล็ก จนถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามามาก อาทิ การผลิตเครื่องปรับอากาศ โครงการปิโตรเคมี กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการลงทุนล่าสุด อยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท ทำให้บีโอไอมั่นใจได้ว่าการลงทุนปีนี้ จะเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 400,000 ล้านบาทได้ เนื่องจากแนวโน้มความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยยังมีการเติบโตไปจนถึงสิ้น ปี นี้ ได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่ง บีโอไอ จะมีการจัดงานนิทรรศการใหญ่ บีโอไอแฟร์ 2011 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นในการเป็นฐานการ ลงทุนของไทยในระดับภูมิภาคได้ยิ่งขึ้น” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า กิจการที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือน มีกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 265 โครงการ มูลค่า 83,100 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันปีก่อน ที่มี 140 โครงการ มูลค่า 26,600 ล้านบาท รองมาเป็น กิจการบริการและสาธารณูปโภค 222 โครงการ มูลค่า 61,500 ล้านบาท โครงการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 214 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน กิจการ เคมี กระดาษ และพลาสติก 141 โครงการ มูลค่า 49,900 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 93 โครงการ มูลค่า 16,200 ล้านบาท และ กิจการ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มี 146 โครงการ มูลค่า 46,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 111 โครงการ มูลค่า 13,600 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 14:43 น.

ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนในไทย

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 16:00 น.

ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนในไทย.

Pic_185802

บีโอไอ เผยตัวเลขลงทุนช่วง 6 เดือน ปี 2554 เงินลงทุนทะลุ 247,100 ล้านบาท มูลค่าเกินครึ่งจากเป้าหมาย ที่ประเมินไว้ทั้งปีที่ประมาณ 400,000 ล้านบาท ด้านตัวเลข เอฟดีไอ พุ่งต่อเนื่อง ทิศทางเงินทุนจากเอเชีย โหมเข้าไทย ญี่ปุ่นยังครองแชมป์สูงสุด

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. -มิ.ย.) ว่า นักลงทุนได้ยื่นขอรับส่งเสริมการเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 882 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 247,100 ล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีจำนวน 616 โครงการ เพิ่มขึ้น 43.2% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 185,000 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าเงินลงทุนเกินครึ่งจากเป้าหมายการขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ ที่ตั้งเป้าไว้ 400,000 ล้านบาท

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีทิศทางขยายตัวในอัตราสูงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือน มิ.ย.เพียงเดือนเดียว มีจำนวนโครงการสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยมี 180 โครงการ มูลค่าลงทุน 43,600 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มลงทุนรายใหญ่ รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการจำนวนมาก

“สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรก กระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ที่มีโครงการลงทุนสูงสุดรวม 226 โครงการ มูลค่า 77,000 ล้านบาท รองมาเป็นกิจการในกลุ่มบริการและสาธารณูปโภค 180 โครงการ มูลค่า 46,300 ล้านบาท ตามด้วยกิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก 126 โครงการ มูลค่า 41,300 ล้านบาท กิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า 130 โครงการ มูลค่า 35,400 ล้านบาท กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 129 โครงการ มูลค่า 25,700 ล้านบาท” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วงครึ่งปีแรก มี 522 โครงการ มูลค่า 167,274 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 375 โครงการหรือเพิ่มขึ้น 39% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 98,332 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 70% สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในไทย กลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นการลงทุนจากประเทศต่างๆ ในเอเซีย โดยญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 272 โครงการ เงินลงทุน 72,244 ล้านบาท ตามด้วยเกาหลีใต้ มีจำนวน 21 โครงการ เงินลงทุน 6,137 ล้านบาท, ฮ่องกง มี13 โครงการเงินลงทุน 10,399 ล้านบาท เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 16:00 น.

บีโอไอเดินหน้ากระตุ้นผู้ประกอบการไทยไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 15:55 น.

บีโอไอเดินหน้ากระตุ้นผู้ประกอบการไทยไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน.

Pic_183393

บีโอไอ เดินหน้ากระตุ้นผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน จัดกิจกรรมพิเศษศึกษาเส้นทาง ไทย-ลาว-กัมพูชา หวังเปิดประตูเชื่อมโยงถึง จีน-เวียดนาม พร้อมเสริมสร้างโอกาสผู้ผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มอาหารแปรรูป ลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ…

นางวาสนา มุทุตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากผลสำเร็จของการจัดคณะนักธุรกิจไทยเดินทางไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักธุรกิจไทยเข้าร่วมคณะและได้รับการรับรองเป็นอย่างดียิ่งจากภาครัฐและเอกชนของกัมพูชา สำนักงานฯ จึงตัดสินใจจัดคณะไปเยือนกัมพูชาอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 18-22 ก.ค.นี้

นางวาสนา กล่าวต่อว่า กิจกรรมในครั้งนี้ จะเน้นให้นักธุรกิจไทยได้มีโอกาสศึกษาเส้นทางคมนาคมที่มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจของกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ได้ โดยคณะจะเดินทางด้วยรถยนต์จากชายแดนไทยเข้าลาว ยังไปเส้นทางหมายเลข 7 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในการรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ของกัมพูชา ที่สามารถออกสู่ทะเลได้ที่กำปงโสม หรือ สีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญของกัมพูชา และสามารถเชื่อมต่อไปทางใต้ของเวียดนาม สู่ทะเลจีนใต้ รวมถึงเชื่อมกับเส้นทางจากลาวที่ติดกับจีนอีกด้วย นอกจากนี้ คณะนักธุรกิจไทยจะได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มนักธุรกิจไทยในกัมพูชา จับคู่ร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่นของกัมพูชา และเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ หรือ PPSEZ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดกันดาร ทางตอนใต้ของกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนให้มีการตั้งฐานการผลิตอุตสหากรรมที่เน้นการ ใช้แรงงาน เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ จักรยาน สินค้าอุปโภคและบริโภค เป็นต้น

นางวาสนา กล่าวอีกว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ มีความได้เปรียบด้านคมนาคม เนื่องจากใกล้กับสนามบินนานาชาติพนมเปญ และห่างจากท่าเรือพนมเปญเพียง 18 กิโลเมตร และ สามารถใช้เส้นทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างกรุงพนมเปญ และกรุงสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญทางตอนใต้ของกัมพูชาได้ รวมถึงยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เช่น เปิดให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้นานถึง 99 ปี ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็นเวลา 9 ปี เป็นต้น

“กัมพูชา อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุน โดยรัฐบาลกัมพูชาคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี นี้ ถึง 5.5% และเพิ่มเป็น 6.5% ในปี 2555 ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสให้นักธุรกิจไทยได้ศึกษาศักยภาพและโอกาสในด้านเส้นทางคมนาคม และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่อาจเป็นฐานการผลิตที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานในอนาคต โดยข้อมูลที่ได้ จะช่วยให้การพิจารณาเข้าไปลงทุนเป็นไปได้อย่างละเอียดรอบคอบมากขึ้น” นางวาสนา กล่าว

ปัจจุบัน มีนักลงทุนจากประเทศต่างๆ เริ่มให้ความสนใจเข้าไปลงทุนในกัมพูชา อาทิ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ในขณะที่การลงทุนจากไทยในกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2537-2552 มีทั้งสิ้นรวม 81 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 362 ล้านบาท อาทิ กลุ่มบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด บริษัทสามารถเทเลคอม กลุ่มบริษัทบางกอกการ์เม้นท์ ทั้งนี้ กัมพูชามีศักยภาพรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง อาทิ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่ปัจจุบันประเทศไทย เริ่มมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ประเทศกัมพูชา มีแรงงานจำนวนมาก อัตราค่าแรงต่ำกว่าไทย และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า เช่น สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร จากประเทศที่พัฒนาแล้ว 32 ประเทศ รวมถึงสิทธิพิเศษเกี่ยวกับข้องบัญญัติต่าง ๆ จากสหรัฐ และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป รวมทั้งการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การเพาะปลูก และโรงสีข้าว จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการเข้าไปลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรม ต่างๆ ได้อีกมาก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 กรกฎาคม 2554, 15:55 น.

ตั้ง บิ๊ก บริดจสโตน นั่งแท่น ทูตบีโอไอ

Published พฤษภาคม 23, 2011 by SoClaimon

1 พฤศจิกายน 2553, 17:30 น.
ตั้ง บิ๊ก บริดจสโตน นั่งแท่น ทูตบีโอไอ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_123506

บีโอไอประกาศ แต่งตั้ง “โซชิ อารากาวา” ผู้บริหาร บริดจสโตน นั่งแท่น ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการลงทุน หวังสร้างยุทธศาสต์จูงใจนักลงทุน จากญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า  บีโอไอได้แต่งตั้ง นายโซชิ อารากาวา ประธานคณะกรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธาน บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการลงทุน (HIA) ของบีโอไอ เพื่อเสริมสร้างยุทธศาสตร์การชักจูงการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นให้เข้มแข็ง และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งรองรับการลงทุน รวมทั้งให้ความเห็นและคำแนะนำเรื่องยุทธศาสตร์การชักจูงการลงทุนในต่าง ประเทศ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจระหว่างประเทศและการลงทุนในประเทศไทยเป็นอย่างดี

นา งอรรชกา  กล่าวต่อว่า  ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บีโอไอได้แต่งตั้ง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการลงทุนไปแล้ว ได้แก่ นายดักลาส เจ ดีฮาน รองประธานอาวุโส บริษัทซีเกท เทคโนโลยี จากสหรัฐอเมริกา นายโรเจอร์ คูเปอร์ รองประธานอาวุโสของบริษัท ฟิชเชอร์ แอนด์ พายเคิล แอพพลายแอนเซส จำกัด นายโจเซฟ อาร์ ไฮนริกส์ รองประธานบริหารของฟอร์ด นายพอล โอ มายส์ ผู้บริหารระดับสูงบริษัท บลูสโคฟ และนายชิเกโน นางาโมริ ประธานบริษัทนิเด็ค

สำหรับ บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ผลิตยางเรเดียลสำหรับรถยนต์ นั่งส่วนบุคคล และยางรถบรรทุกขนาดกลาง หรือรถปิกอัพขนาด 1 ตัน รวมทั้งรถตู้ ที่ผ่านมาได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์ในประเทศไทย ในชื่อบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ตั้งโรงงานแห่งแรกที่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ล่าสุดเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตยางรถยนต์ในประเทศไทย โดยจะขยายกำลังการผลิตที่โรงงานหนองแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นโรงงานแห่งที่ 2 ใช้เงินลงทุนราว 21,300 ล้านเยน หรือ 7,900ล้านบาท ขยายการผลิตยางเรเดียล สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางรถบรรทุกขนาดกลาง (ปิกอัพ) และรถตู้เพิ่มขึ้นวันละ 13,500 เส้น ซึ่งจะส่งผลให้โรงงานหนองแค มีกำลังการผลิตรวมวันละ 50,000 เส้นภายในปลายปี 2557

ทั้งนี้ การตัดสินใจขยายกำลังการผลิตเพิ่มครั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของ ตลาด เนื่องจากคาดการณ์ว่าความต้องการยางรถยนต์ของตลาดโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 พฤศจิกายน 2553, 17:30 น.

บีโอไอเผยโครงการกลาง-ใหญ่ ยังมั่นใจขยายลงทุนในไทย

Published พฤษภาคม 15, 2011 by SoClaimon

12 พฤษภาคม 2554, 15:44 น.
บีโอไอเผยโครงการกลาง-ใหญ่ ยังมั่นใจขยายลงทุนในไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_170949

บีโอไอรายงานตัวเลขลงทุนช่วง 4 เดือนแรกของปี 2554 เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการ และเงินลงทุนจากช่วงเดียวกันปีก่อน เลขาบีโอไอ ชี้ โครงการลงทุนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ยังมั่นใจขยายลงทุนในไทย ขณะที่ทิศทางการลงทุนจากญี่ปุ่น และต่างชาติยังโตต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. -เม.ย.) ว่า การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยมีทั้งสิ้น 582 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 170,100 ล้านบาท จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 381 โครงการ ในขณะที่มีมูลค่า เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 129,500 ล้านบาท

กลุ่มกิจการที่ได้รับความสนใจลงทุนสูงสุด ได้แก่ กิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง มีจำนวน 148 โครงการ เงินลงทุนรวม 50,300 ล้านบาท รองมาคือ กิจการบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 131 โครงการ มุลค่าเงินลงทุน 37,700 ล้านบาท กิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก จำนวน 73 โครงการ เงินลงทุน 32,900 ล้านบาท ตามลำดับ โดยกิจการลงทุนส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200- 1,000 ล้านบาท ที่มีจำนวนถึง 169 โครงการจากทั้งหมด และมีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 148,800 ล้านบาทจากมูลค่าทั้งหมด

“การลงทุนในช่วงตั้งแต่ต้นปีนี้ มีความหลากหลาย และกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งนี้จำนวนเงินลงทุนที่เป็นกลุ่มขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่ม นักลงทุนรายใหญ่ที่มีต่อประเทศไทย และยังมองเห็นศักยภาพการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญ ในภูมิภาค เพื่อกระจายสินค้าส่งออกไปยังตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิ ที่จะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น แต่ความสนใจของกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาในประเทศไทยยังมีทิศทางขยายตัว เพิ่มขึ้น โดยในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา มีโครงการจากผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่เดินหน้าขยายการลงทุนในไทย เช่น บริษัท เอจีซี ออโตโมทีฟ ( ประเทศไทย ) จำกัด ขยายกิจการผลิตกระจกนิรภัย สำหรับรถยนต์ เงินลงทุน 759 ล้านบาท บริษัท สยาม ฟูโกกุ จำกัด ขยายกิจการ ยางปัดน้ำฝน เงินลงทุน 854 ล้านบาท เป็นต้น ในขณะที่มีโครงการขนาดใหญ่ของนักลงทุนประเทศอื่น ๆ มีอาทิ บริษัท แคล –คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด ( มหาชน ) จากกลุ่มทุนไต้หวัน-สิงคโปร์ ขยายกิจการ ผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เงินลงทุน 1,962 ล้านบาท บริษัท อิเนอร์ยี ออโตโมทิฟ ซิสเต็มส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด จากกลุ่มทุนจากประเทศฝรั่งเศส ขยายกิจการผลิต ถังน้ำมันพลาสติก สำหรับยานพาหนะ เงินลงทุน 441 ล้านบาท เป็นต้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤษภาคม 2554, 15:44 น.

‘ชัยวุฒิ’ สั่งเร่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมรับผลกระทบน้ำท่วม

Published เมษายน 27, 2011 by SoClaimon

27 ตุลาคม 2553, 17:30 น.

‘ชัยวุฒิ’ สั่งเร่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมรับผลกระทบน้ำท่วม.

Pic_122212

รมว.อุตสาหกรรม สั่ง เร่งสรุปความเสียหายอุตสาหกรรมผลกระทบน้ำท่วม พร้อมสั่งให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์การเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่

เมื่อวันที่  27 ต.ค. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี  ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งสรุปความเสียหายของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ล่าสุดได้ให้หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องวางมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการหลังน้ำลด โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เสนอเกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ด้านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ซึ่งอาจยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรให้กับโรงงานที่ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาได้ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพิจารณาและสรุปความชัดเจนอีกครั้งในวันที่ 2 พ.ย.นี้

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้กับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมนั้นอาจจะพิจารณาให้กับโรงงานที่ถูกน้ำท่วมอีกครั้งว่าในปีหน้าจะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่  โดยปีนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว คงต้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณาเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สถาบันยานยนต์หารือกับผู้ประกอบการรถยนต์และรถจักรยานยนต์เปิดโครงการพิเศษเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นกรณีพิเศษ เบื้องต้นทางผู้ประกอบการเอกชนได้ให้การตอบรับเป็นอย่างดีที่จะให้การช่วยเหลือ

“สิ่งต่างๆ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการจากน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นมาตรการเฉพาะหน้า เพราะที่ผ่านมาฝ่ายที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ ภาคแรงงาน เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถเข้าไปทำงานในโรงงานได้ และโรงงานบางแห่งที่ไม่สามารถหยุดการผลิตจำเป็นจะต้องให้แรงงานทำ 2 กะ ทำให้เกิดการโอเวอร์โหลดและอาจส่งผลต่อกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนที่จะมีผลกระทบตามมา ได้แก่ ภาคการขนส่ง วัตถุดิบ และสินค้า ซึ่งจุดนี้คงต้องให้ความช่วยเหลือต่อไป” นายชัยวุฒิ กล่าว

ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นั้น แม้ว่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และมีการเฝ้าระวังระดับน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ได้กำชับให้ กนอ.เข้มงวดในการวางระบบการระบายน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนนอกนิคมอุตสาหกรรม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 27 ตุลาคม 2553, 17:30 น.

บีโอไอเยือนยูกันดา-เคนยา หาลู่ทางลงทุน

Published เมษายน 23, 2011 by SoClaimon

21 เมษายน 2554, 17:27 น.
บีโอไอเยือนยูกันดา-เคนยา หาลู่ทางลงทุน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_165749

บีโอไอสร้างโอกาสให้นักลงทุนไทย เยือนยูกันดา – เคนยา หาลู่ทางลงทุนกลุ่มบริการและโครงสร้างพื้นฐาน ตามนโยบายส่งเสริมลงทุนไทยในต่างประเทศ สบช่องต่อยอดเป็นแหล่งกระจาย สินค้าไทยตีตลาดแอฟริกา

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( บีโอไอ ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 24-30 เม.ย.นี้ บีโอไอจะเดินทางไปศึกษาลู่ทางการลงทุน ณ ประเทศ และเคนยา หลังจากวิเคราะห์โอกาสและลู่ทางการลงทุนกลุ่มประเทศตลาดใหม่ในทวีปแอฟริกา ตะวันออก พบว่าอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร อุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นอุตสาหกรรมที่ยูกันดาและเคนยาต้องการ จึงเป็นโอกาสดีของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุน กิจกรรมสำคัญของการศึกษาลู่ทางการลงทุนครั้งนี้ จะหารือกับหอการค้าและอุตสาหกรรมของยูกันดาและเคนยา เพื่อวิเคราะห์โอกาสและศึกษากฎระเบียบในการทำธุรกิจของนักลงทุนไทย หลังจากนั้นจะพบกับนักธุรกิจและบริษัทชั้นนำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเด่นที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพและความพร้อม

“นอกเหนือจากประเทศในอาเซียน และเอเชียใต้แล้ว บีโอไอยังส่งเสริมให้นักลงทุนไทยเข้าไปเปิดตลาด ในกลุ่มประเทศแถบแอฟริกาอาทิ ยูกันดาและเคนยา ที่เป็นกลุ่มประเทศคาดหวัง แม้ที่ผ่านมาการลงทุนของไทยในประเทศเหล่านี้จะไม่มาก แต่ยังมีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มโอกาสในการกระจายสินค้าไทยไปยังประเทศอื่นในกลุ่มแอฟริกาตะวันออก เพราะเคนยาเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเงิน รวมทั้งศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปสู่ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ” นางอรรชกา กล่าว

สำหรับยูกันดาบีโอไอ มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจ ในยูกันดา ที่ผ่านมาภาคเกษตรกรรมถูกปรับลดระดับความสำคัญลง ขณะที่ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการมีความสำคัญมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 45% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งเกิดจากการเติบโตของภาคโทรคมนาคม และการบริการเพื่อการท่องเที่ยว ส่วนเคนยาอยู่ในระหว่างการเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ ถนน รถไฟ ไฟฟ้า ประปา โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบชลประทาน ซึ่งธุรกิจก่อสร้างไทยน่าจะมีบทบาทเข้าไปรองรับงานก่อสร้างจากการลงทุนดัง กล่าวได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 เมษายน 2554, 17:27 น.

บีโอไอ เผย ลงทุนไทยไตรมาสแรกขยายตัว 58%

Published เมษายน 11, 2011 by SoClaimon

11 เมษายน 2554, 17:00 น.

บีโอไอ เผย ลงทุนไทยไตรมาสแรกขยายตัว 58% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_163101

 

บีโอไอเผย ภาวะการลงทุนไตรมาสแรกปีนี้สดใส หลังจากมีจำนวนโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมลงทุน 453 โครงการ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 58% โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 117,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว 13%…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า  บีโอไอ ได้รายงานให้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ)ทราบว่า ภาวะการลงทุนในไตรมาสแรกของปีนี้ มีอัตราการ ขยายตัว ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยมีโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมรวม 453 โครงการ เพิ่มขึ้น 58 %เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 286 โครงการ ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนรวมของไตรมาสแรกปีนี้ มีมูลค่าประมาณ 117,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13 % สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการขอรับส่งเสริมลงทุนมากที่สุด คือ อุตสหกรรมปิโตรเคมี กระดาษและพลาสติก มีเงินลงทุนรวม 30,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10 เท่า เพราะมีโครงการขนาดใหญ่ ยื่นขอรับส่งเสริมในกิจการผลิตปิโตรเคมี และผลิตเยื่อกระดาษ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 22,000 ล้านบาท

รองลงมาคืออุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค มีเงินลงทุนรวม 27,800 ล้านบาท มีโครงการสำคัญ คือ กิจการผลิตไฟฟ้าจากของเสียจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการขนส่งทางท่อ กิจการโรงแรม มูลค่าลงทุนรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และอุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 24,500 ล้านบาท มีโครงการสำคัญ ได้แก่ กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รวม 3 โครงการ กิจการผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วนมูลค่าลงทุนรวมกว่า 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 14,500 ล้านบาท มีโครงการสำคัญ ได้แก่ กิจการผลิต Wafer Probe และ กิจการผลิต IC และกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ลงทุนรวมกว่า 7,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 12,200 ล้านบาท มีโครงการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ กิจการผลิต Particle Board กิจการผลิตอาหารสัตว์ และกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ มูลค่าลงทุน รวมกว่า 4,000 ล้านบาท

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า สำหรับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หรือ เอฟดีไอ ในช่วง ไตรมาสแรก มี 254 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 70,111 ล้านบาท โดยการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขอรับส่งเสริมมากที่สุดทั้งจำนวนโครงการ และเงินลงทุน มีจำนวน 132 โครงการ คิดเป็น %ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 35,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 67 % โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ลงทุนรวมกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นต้น รองลงมาเป็นการลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ มีมูลค่าการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการผลิต IC และโครงการผลิตเครื่องจักรและ อุปกรณ์ เงินลงทุนรวมกว่า 7,000 ล้านบาท

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า ผลสำรวจภาวะการจ้างงาน และ การผลิต ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริม มูลค่าเงินลงทุนของทุกโครงการรวมกันตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมาพบว่า มีบริษัทที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 310 บริษัท ซึ่งระบุว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้อุปสงค์ของตลาดหลัก ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า บริษัทมีแนวโน้มจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นถึง 29,863 คน

ทั้งนี้ แนวโน้มการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มยานยนต์ และผลิตภัณฑ์โลหะ กลุ่มเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเกษตร นอกจากนี้ บริษัทที่ตอบแบบสอบถาม 310 ราย ระบุด้วยว่า ในปีนี้ จะมีการเพิ่มอัตราการใช้กำลังผลิตจาก 67 % ในปี ที่ผ่านมา เป็น 75 % ในปีนี้ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดอุตสาหกรรม โดยหมวดเกษตรกรรมและผลผลิตทางการเกษตร คาดว่าจะใช้กำลังผลิตสูงสุด คือ 82 % รองลงมา คือ หมวดเคมี กระดาษ และ พลาสติก 81 % และ หมวดยานยนต์และผลิตภัณฑ์โลหะ 78 %ขณะเดียวกันยังพบว่ามีจำนวน 109 บริษัท จากจำนวน 310 บริษัท ที่ตอบแบบสอบถาม มีแผนจะขยายการลงทุนในปีนี้ มูลค่าเงินลงทุนรวม 130,575 ล้านบาท กระจายอยู่ในทุกอุตสาหกรรม อันดับหนึ่ง คือ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค จะขยายการลงทุนกว่า 58,000 ล้านบาท รองลงมา คือ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะขยายการลงทุนกว่า 23,000 ล้านบาท กลุ่มหมวดยานยนต์และผลิตภัณฑ์โลหะ จะขยายการลงทุนกว่า 21,000 ล้านบาท และกลุ่มเคมี กระดาษ และพลาสิตจะขยายการลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาท

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 เมษายน 2554, 17:00 น.

 

บีโอไอย้ำไทยยังต้องพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน

Published มีนาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 มีนาคม 2554, 20:00 น.

บีโอไอย้ำไทยยังต้องพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159754

 

บีโอไอ ย้ำ ไทยยังต้องพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน ด้านนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก เตือน ไทยหาแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตใหม่เพราะแนวทางเดิมกำลังมาถึงทางตัน…

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับในหลายด้านอยู่ในลำดับต้น ๆ เช่น มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงที่สุดในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังได้รับการจัดอยู่ในอันดับ 11 ของประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และจากการสำรวจความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย พบว่าพึงพอใจกับการใช้ชีวิตในไทยมาก และ ต้องการต่อเวลาการทำงานออกไปอีก นอกจากนี้บรรดาผู้บริหารบริษัทต่างชาติก็แสดงความพอใจต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วย แต่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาต่อไปในหลายด้าน เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

ขณะที่ นายแมทธิว เวอร์กีส นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศในโลกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจนับจากสงครามโลกครั้งที่2 เป็นต้นมา แต่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเร่งการเติบโตของประเทศกำลังถึงทางตัน โดยไทย ต้องการแนวทางใหม่อย่างเร่งด่วนเพื่อพัฒนาในขั้นต่อไป โดยการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมานำโดยภาคเอกชน และขณะนี้เอกชนต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างไม่สะดุด

“รัฐบาลไทยควรเปลี่ยนนโยบายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ในเงื่อนไขแห่งการพัฒนา 4 ด้าน คือ พัฒนาคุณภาพของการศึกษาพื้นฐาน, กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรและนวัตกรรมใหม่ ๆ,สนับสนุนการพัฒนาภาค บริการ และมองหาหนทางพัฒนาอย่างยั่งยืนในการใส่ใจการอนุรักษ์ธรรมชาติ” นายแมทธิว กล่าว

ด้านนายสมชาย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย ในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ประเทศไทยต้องลงทุนเพิ่มในโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา รวมถึงต้องแก้ ปัญหาความยากจนในประเทศ หากจะคงความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้ รวมทั้ง ต้องเร่งปฏิรูป ด้านการเงิน,กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งด้านสังคม โดยเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้านต่างและเข้าถึงบริการพื้นฐานต่าง ๆที่รัฐมีให้ด้วย

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มีนาคม 2554, 20:00 น.

 

บีโอไอพร้อมช่วยญี่ปุ่น ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กฯ-ยานยนต์

Published มีนาคม 14, 2011 by SoClaimon

14 มีนาคม 2554, 18:30 น.

ผ่านทางบีโอไอพร้อมช่วยญี่ปุ่น ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กฯ-ยานยนต์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_155897

 

บีโอไอเผย พร้อมร่วมมือบริษัทญี่ปุ่น เพื่อหาทางสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ป้อนฐานผลิตที่บริษัทในญี่ปุ่นต้องการ หลังแหล่งผลิตได้รับผลกระทบจากสึนามิ หวังมีส่วนช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมญี่ปุ่นกลับสู่ภาวะปกติ…

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ ) เปิดเผยถึงผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่ชายฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศญี่ปุ่น ว่า บีโอไออยู่ระหว่างประสานงานกับบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนอยู่แล้วในประเทศไทย ที่มีโรงงานของบริษัทแม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่า จะส่งผลกระทบต่อการผลิตในไทยมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า บีโอไอพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร อุปกรณ์ และชิ้นส่วน ที่บริษัทแม่หลายราย มีโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยบีโอไอเตรียม เชิญบริษัทที่ได้รับผลกระทบมาร่วมหารือถึงแนวทางสนับสนุนอุตสาหกรรมของ ญี่ปุ่นต่อไป นอกจากนี้ บีโอไอมีแนวคิดที่จะจัดตั้งทีมงานขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่อาจย้ายฐานการผลิตหรือเข้ามาขยายการลงทุนในไทย

“เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นแน่ แต่ต้องรอการตรวจสอบความเสียหายและผลกระทบต่างๆ ก่อนจึงสามารถระบุได้ว่าจะเกิดผลกระทบมากน้อยเพียงใด ส่วนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรมของไทยนั้น ก็ต้องรอการตรวจสอบความเสียหายที่ชัดเจนจากบริษัทต่างๆ ก่อน เบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยมีไม่มากนัก เนื่องจากเท่าที่ได้รับรายงาน สินค้าที่ผลิตในโรงงานแถบชายฝั่งตะวันออก เป็นคนละประเภทกับสินค้าที่ผลิตในไทย แต่อาจกระทบอุตสาหกรรมไทยบ้างสำหรับชิ้นส่วนบางประเภทที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ซึ่งบีโอไอจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและร่วมมือกับหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ และเจโทรกรุงเทพฯ ในการให้ความช่วยเหลือแก่ภาคอุตสาหกรรมต่อไป” นางอรรชกา กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 มีนาคม 2554, 18:30 น.

 

%d bloggers like this: