คณะกรรมการนโยบายการเงิน

All posts tagged คณะกรรมการนโยบายการเงิน

แบงก์ชาติส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยที่ 1.75%ถึงสิ้นปี

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 16:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127451.

Pic_127451

ธปท.ส่งสัญญาณตรึง อัตรา ดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75%จนถึงสิ้นปีนี้ เหตุคุมเงินเฟ้อได้ในระดับที่น่าพอใจ แย้มธปท.มีมาตรการดูแลบาทและพร้อมใช้ แต่คงไม่ใช้ยาแรง เพราะจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายวิทยา อินาลา รองประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรมวุฒิสภา กล่าวภายหลังหารือกับ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า จากการพูดคุยกับผู้ว่าการ ธปท. คาดได้ว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี ไปจนถึงสิ้นปี 2553 เนื่องจาก ธปท.ได้คุมระดับอัตราเงินเฟ้อไว้ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และอัตราเงินเฟ้อตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพีปีนี้ น่าจะยังเติบโตได้อยู่ในกรอบ 7.3-8% และปีหน้าโต 3-5% ตามกรอบที่ ธปท.ประเมินไว้ได้

“จากที่เราได้พูดคุยกับ ธปท. เขาก็บอกว่า ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะคงไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี ไปก่อนจนถึงสิ้นปีนี้ ธปท.ยังคงให้น้ำหนักในการดูแลเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งเงินเฟ้อปีนี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง” นายวิทยา กล่าว

นายวิทยา  กล่าวต่อว่า ปัจจัยหนุนหลักที่ยังทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง ยังมาจากภาคการส่งออกเป็นสำคัญ ขณะนี้ผู้ส่งออกไทยได้มีการกระจายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และจีนมากขึ้น หลังเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก (จี 3) เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียนมากถึง 23% และส่งออกไปจีนกว่า 10% ขณะที่ส่งออกไปสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เฉลี่ยอยู่ในสัดส่วน 10% ดังนั้นหากไปดูเรื่องค่าเงิน เมื่อเทียบกับอาเซียนและจีน พบว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็อยู่ในระดับที่แข็งค่าเหมือนกันกับค่าเงิน บาท ทำให้ไม่ไทยไม่ได้เสียเปรียบด้านการแข่งขันมากนัก อย่างไรก็ตาม มองว่าหาก ธปท.ไม่บริหารจัดการเรื่องค่าเงินบาท เชื่อว่าเงินบาทน่าจะแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 27-28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไปนานแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเห็นระดับนี้ภายในสิ้นปีนี้ก็ได้ ซึ่งถือว่าเราก็พอใจ

“ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าเราแข็งค่าอยู่ในอันดับ 2 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชีย รองจาก ญี่ปุ่น ขณะที่มาเลเชียอยู่ที่อันดับ 3 แต่โชคดีที่ผู้ส่งออกเราสามารถกระจายความเสี่ยงค้าขายไปยังกลุ่มประเทศ อาเซียนได้มากขึ้น ทำให้เราไม่ได้เสียเปรียบเรื่องค่าเงินมากนัก” นายวิทยา กล่าว

สำหรับเรื่องมาตรการการดูแลค่าเงินบาทนั้น ธปท.ระบุว่าได้มีการศึกษามาตรการ เพื่อรับมือไว้แล้ว และขณะนี้ก็มีมาตรการพร้อมจะดูแลค่าเงินแล้ว แต่คงจะไม่เลือกใช้มาตรการที่เป็นยาแรง เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก มีแต่ความเสียหายอย่างเดียว และสุดท้ายภายใน 3-4 เดือนปัญหาก็จะกลับมาอีก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 16:31 น.

แบงก์ชาติ ระบุ น้ำท่วมไม่กระทบ จีดีพียังโตในกรอบ7.3-8%

Published สิงหาคม 7, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 15:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127170.

Pic_127170

ธปท.ชี้น้ำท่วมไม่ กระทบจีดีพีหดจนน่าห่วง เชื่อยังอยู่ในกรอบ7.3-8% ที่ประเมินไว้ ระบุจับตาการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ หลังเฟดปล่อยเงินใหม่ผ่านมาตรการQE2 รวมทั้งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจของจีน

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในขณะนี้ธปท.กำลังติดตามปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย รวมถึงปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาการดำเนินนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)วันที่ 1 ธ.ค. ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยผลกระทบจากปัญหาภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ ซึ่งในขณะนี้ นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานภาครัฐอื่นประเมินว่า จะมีผลกระทบให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ในปีนี้ของไทย ปรับตัวลดลงประมาณ 0.3%นั้น ธปท.มองว่า ผลกระทบในส่วนนี้ ไม่น่าเป็นห่วง และเชื่อว่าจีดีพีปีนี้ จะยังอยู่ในประมาณการที่ธปท.คาดไว้ คือ ระดับที่ 7.3%

“จากปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศที่เกิดขึ้น เชื่อว่าจะไม่กระทบจีดีพีปีนี้ให้ลดลงจนน่าเป็นห่วง และเชื่อว่าจีดีพียังอยู่ในกรอบที่ธปท.ประมาณการไว้ที่ 7.3-8% ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม จีดีพีก็อยู่ในกรอบนี้”นายไพบูลย์  กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า อีก 2 ปัจจัยที่จะต้องติดตามในขณะนี้ คือ การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งได้รับผลจากมาตรการการผ่อนคลายด้านปริมาณเงิน ระยะที่ 2 (QE 2) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน และค่าเงินบาทอย่างไร ซึ่งเราก็จะนำปัจจัยนี้ไปพิจารณาในกนง.ด้วย นอกจากนั้น อีกประเด็นที่ทั่วโลกกับวิตก คือ มาตรการการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน ที่ตลาดการเงินคาดว่า ธนาคารกลางของจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในสัปดาห์ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ แต่ในขณะนี้คงยังเร็วไปที่จะประเมินผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจและภาคการ ส่งออกของไทยได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 15:15 น.

ธปท.แย้มดอกเบี้ยนโยบายจะสอดคล้องกับศก.ในปีนี้

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 16:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188079.

Pic_188079

ผู้ว่าการธปท. แย้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายใกล้สู่ระดับปกติ คาดเข้าสู่สมดุลได้ภายในปี 2554 ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ต่ำ ไม่ขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นแก้ยาก บอกแค่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำขึ้นตามในระดับที่น่าพอใจ ช่วยคนฝากเงินได้ส่วนหนึ่งแล้ว

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวนโยบายอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน และการทยอยดูแลในอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่ระดับปกติ จากระดับต่ำมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา กนง.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังติดลบอยู่ประมาณ 0.7% และสิ่งที่จะทำ คือ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในปี 2554นี้

ส่วนคำถามที่ว่า วัฏจักรของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของประเทศสิ้นสุดแล้วหรือยังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นไปตามภาวะของเศรษฐกิจเป็นหลัก รวมทั้งแรงกดดันที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และก็ไม่ได้หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะต้องขึ้นไปจนถึง หรือหยุดขึ้นต่อเนื่องเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงเป็นบวก เพราะถ้าเทียบกับอดีตที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันก็ถือว่าใกล้ เคียงกับระดับปกติอยู่แล้ว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การดูแลอัตราดอกเบี้ยนโยบาย กนง.จะติดตามภาวะเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ ที่จะประกาศนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในช่วงต่อไปอย่างใกล้ชิด โดยในการประชุม กนง.ทุกครั้งจะใช้ข้อมูลล่าสุด เพื่อที่จะดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับนโยบายการคลัง

ต่อข้อถามที่ว่า ในช่วงที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ยังปรับเพิ่มขึ้นน้อยมากอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก 0.75% ว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทุกครั้ง ธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งถือว่าเป็นบัญชีเงินฝากที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ว่าต้องการกินดอกเบี้ยตามตลอด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยคนฝากเงินที่ต้องการผลตอบแทนได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์นั้น ธนาคารพาณิชย์อาจจะมองว่า เป็นบัญชีที่มีสภาพคล่องสูงมีการเบิกถอนตลอดเวลา และบางคนใช้ในการพักเงินเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะหาผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยโดยตรงเหมือนกับบัญชีเงินฝากประจำ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 16:50 น.

ส่งออกดีเกินคาด ธปท.จ่อปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่

Published กรกฎาคม 18, 2011 by SoClaimon

18 กรกฎาคม 2554, 17:19 น.

ส่งออกดีเกินคาด ธปท.จ่อปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่.

Pic_187286

ธปท.เตรียมประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้-ปีหน้าใหม่ 22 ก.ค.นี้ ระบุภาคส่งออกปีนี้ขยายตัวดีกว่าที่คาด ขณะที่เศรษฐกิจครึ่งหลังยังขยายตัวดีต่อเนื่อง แต่ห่วงราคาน้ำมัน และราคาสินค้าพุ่งทะยาน ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศแย่กว่าที่คิดเล็กน้อย …

วันที่ 18 ก.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า ในการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2554 และปี 2555 ใหม่ ของธปท.ในการรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับใหม่ ในวันที่ 22 ก.ค.ที่จะถึงนี้นั้น ธปท.จะมีการประเมินภาพใหม่ทั้งเศรษฐกิจในต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ต้องติดตามปัจจัยในประเทศที่กระทบเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปด้วย โดยเท่าที่พิจารณาในขณะนี้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปียังขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่ ธปท.คาดไว้

ผช.ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น การส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในช่วงครึ่งปีแรก ยังทำให้คาดว่าการส่งออกทั้งปีนี้จะขยายตัวได้สูงกว่าประมาณการเดิมที่ ธปท.ประมาณการไว้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการขยายตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศจี 3 คือ สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และราคาสินค้าในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ ธปท. กังวลมากที่สุด

ด้าน นายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในต่างประเทศอย่างใกล้ชิดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พบว่า ทั้งปัญหาหนี้สินของสหรัฐ และกลุ่มประเทศยุโรป ยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรงและอยู่ในประมาณการของ ธปท. เพราะในขณะนี้ยังเชื่อว่าปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ที่กำลังเจรจากับสภาคองเกรสเพื่อขอขยายเพดานหนี้นั้น ในที่สุดจะต้องมีทางออกที่ดีได้ เพราะสหรัฐฯก็เข้าใจสถานะดีว่า ปัญหาอาจจะจะกระทบต่อเนื่องไปทั่วโลกได้

“ขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป แม้ว่าจะลุกลามมากขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่เศรษฐกิจหลัก เช่น กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และอิตาลี แต่ในส่วนของเยอรมันยังขยายตัวได้ดี ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นค่อยๆ ฟื้นตัวหลังสึนามิ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสถานการณ์หนี้ในยุโรปที่ปะทุขึ้นเป็นระยะๆ จุดโน้นจุดนี้ กระทบให้เกิดความผันผวนของภาคการเงินและค่าเงินบาทของประเทศเราเป็นระยะๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติ” ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 กรกฎาคม 2554, 17:19 น.

โบรกฯคาด กนง.ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 3.25% หนุนการบริโภคในประเทศ

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 23:52 น.

โบรกฯคาด กนง.ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 3.25% หนุนการบริโภคในประเทศ.

Pic_186410

โบรกเกอร์คาด กนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น3.25%เป็นระดับสูงสุดของปีนี้แล้ว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้คึกคัก ชี้หุ้น CPALL ,HMPRO,SPALI,AP,BBLและSCB ได้รับประโยชน์

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินผลการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.ค. อีก 0.25% สู่ระดับ 3.25%ว่า น่าจะเป็นระดับสูงสุดของปีนี้และจะกระตุ้นให้การบริโภคภายในประเทศคึกคัก โดยระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.เนื่องจากแรงกดดันของเงินเฟ้อที่ล่าสุด ยังทรงตัวในระดับสูงราว 4% ในเดือน มิ.ย. แม้จะชะลอตัวลงจาก 4.2% ในเดือน พ.ค. ทั้งนี้เป็นผลจากผลกระทบของราคาน้ำมันดิบ และราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

อย่างไร ก็ตามฝ่ายวิจัยเชื่อว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะชะลอตัวลงต่ำกว่า 4% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มทรงตัวหรืออ่อนตัวลงตามความกังวลต่อ เศรษฐกิจโลก ขณะที่เชื่อว่าราคาอาหารในประเทศน่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด หลังจากเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ประกอบกับ นโยบายของรัฐบาลใหม่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะการงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว (เบนซิน 91-95 และดีเซล) และการเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดสายเพียง 20 บาท ซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้ทันทีที่สามารถบริหารประเทศได้ในช่วงครึ่งหลังของเดือน ส.ค. 54 น่าจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 3.81% หนุนให้เงินเฟ้อทั้งปี 54 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.7% จึงคาดหมายว่าแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมอีก 3 ครั้งที่เหลือของปี 54 น่าจะเบาบางลง และเป็นไปได้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้น่าจะเป็นรอบสุดท้าย ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ

โดย เฉพาะหุ้นค้าส่ง-ค้าปลีก ซึ่งนักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มมุมมองหุ้นค้าส่ง-ค้าปลีก เป็นมากกว่าตลาด จากเดิมเท่ากับตลาด และปรับเพิ่ม Fair Value ของหุ้นทุกบริษัทในกลุ่ม พร้อมกับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนในหุ้น CPALL และ HMPRO จากเดิม “ถือ” เป็น “ซื้อ”

อย่างไรก็ตามหากพิจารณา Upside ฝ่ายวิจัย ยังเลือกหุ้น MAKRO และ BIGC เป็น Top picks เช่นเดิม ตามมาด้วยกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยนักวิเคราะห์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ยังมีมุมมองต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าวในเชิงบวก ซึ่งยังคงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด โดยเลือก SPALI, AP เป็น Top Picks และสุดท้าย กลุ่มธนาคารพาณิชย์แม้จะได้ประโยชน์น้อยลงจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น

เนื่องจาก การแข่งขันแย่งชิงเงินฝากที่รุนแรงแต่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเดินหน้า นโยบายการพัฒนาการลงทุนสาธารณูโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอย่างจริงจัง หลังจากการเข้าบริหารประเทศ ทั้งระบบขนส่งมวลชน รถไฟรางคู่ และการขยายสนามบินระยะที่ 2 เป็นต้น นอกเหนือจากความต้องการใช้สินเชื่อที่สูงขึ้นจากผลของฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยยังเลือก BBL, SCB เป็น Top Picks.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 23:52 น.

ธปท.ร้อนตัว แจงบาทแข็งไม่เกี่ยว กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 18:00 น.

ธปท.ร้อนตัว แจงบาทแข็งไม่เกี่ยว กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%.

Pic_186382

ธปท.เผย เงินบาทแข็งค่า จากบริษัทค้าทองคำเทขายทองคำในช่วงราคาแพง ขณะที่ข่าวร้ายของสหรัฐฯ ทำให้เงินไหลเข้ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงไทยค่อนข้างมาก แจงเงินบาทแข็งไม่ได้เป็นผลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย มองเป็นเรื่องที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. น.ส.วงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรอายุ 1 วัน) อีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.25% ต่อปี ในวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ไม่ได้มีผลให้เกิดการแข็งเงินบาทแข็งค่า อย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วง เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธปท. เป็นเรื่องที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาทนั้น มาจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ ในช่วงคืนวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมากถึงวันที่ 14 ก.ค. มีผลจาก 2 ปัจจัย คือ การที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมาแตะที่ 1,587 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทำให้บริษัทค้าทองคำในประเทศได้ขายทองออกมา และเมื่อได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก็นำกลับมาแลกเป็นเงินบาทเข้ามา ทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วทะลุ 30.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ปัจจัยลบของเศรษบกิจสหรัฐ คาดกันว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่แข็งแกร่ง หลังจากที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาแถลงต่อสภาคองเกรส ว่า อาจจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทำให้ตลาดคาดว่าจะมีการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE3) ใหม่ออกมาขณะที่ข่าวของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่มีโอกาสจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ากลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียมากขึ้น รวมถึงไทยด้วย จึงส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น

น.ส.วงษ์วธู กล่าวต่อว่า ธปท.ไม่ได้กังวลเรื่องนี้ เพราะกระแสเงินทุนยังไหลเข้าออกในลักษณะ 2 ทิศทางอยู่ โดยช่วงกลางคืนของวันที่ 13 ก.ค.มีการขายเงินดอลลาร์ แต่กลับมีแรงซื้อเงินดอลลาร์เข้ามาในช่วงกลางวันของวันที่ 14 ก.ค. ทำให้เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงบ้างในระดับ 30.10-30.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้า สะท้อนได้ว่าตลาดมีผู้เล่นที่หลากหลายขึ้นและมองภาพในหลายทิศทางมากขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 18:00 น.

แบงก์ชาติ ปัดหารือรมว.คลังใหม่ปรับกรอบเงินเฟ้อ

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 17:20 น.

แบงก์ชาติ ปัดหารือรมว.คลังใหม่ปรับกรอบเงินเฟ้อ.

Pic_186091

ธปท.ระบุ ไม่จำเป็นที่จะต้องหารือกับรมว.คลัง คนใหม่เพื่อปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ของกนง.ที่อยู่ 0.5-3%ใหม่ แม้แนวโน้มเงินเฟ้อจะสูงขึ้นตามทิศทางนโยบายที่จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อพื้นฐานมีโอกาสหลุดกรอบ เพราะกรอบเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเรื่องที่ดีแล้ว

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อยังมีโอกาสที่จะหลุดกรอบเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่ตั้งไว้ 0.5-3% ในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์มีแนวโน้มสูงขึ้นจากแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะมี การกระตุ้นการใช้จ่ายแต่ในขณะนี้ ธปท.มีความเห็นว่า เมื่อมีรัฐบาลใหม่ และรมว.คลังคนใหม่เข้ามาบริหารรราชการแล้ว คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง หารือถึงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของกนง.ใหม่ หรือปรับเป้าหมายเงินเฟ้อ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ทั้งนี้ แม้ว่าตามปกติแล้วนโยบายการเงิน และการคลังจะต้องดูแลให้สอดคล้องประสานไปในทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามนั้น ในส่วนของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้นเป็นการตั้งเป้าหมายปีต่อปี จึงคิดว่าคงยังไม่ต้องหารือกับรมว.คลัง คนใหม่เพื่อปรับเป้าหมายเงินเฟ้อของ กนง.ในทันทีที่มีการรับตำแหน่งใหม่ แต่คงหารือเมื่อครบเวลาที่จะต้องประเมินกรอบเงินเฟ้อใหม่ในช่วงปลายปีที่จะ ถึงนี้ นอกจากนั้น ในหลักการของประเทศที่ใช้นโยบายการเงิน เพื่อดูแลกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น จะค่อยๆ ปรับลดกรอบเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับที่สูงลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำ เพื่อดูแลเสถียรภาพของประเทศ แต่เมื่อกรอบเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำแล้วเหมือนอย่างประเทศไทยที่อยู่ที่ 0.5-3% คงไม่มีใครคิดจะปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ดูแลให้สูงขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 กรกฎาคม 2554, 17:20 น.

กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ดูแลเงินเฟ้อที่ยังสูง

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 16:15 น.

กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ดูแลเงินเฟ้อที่ยังสูง.

Pic_186087

กนง.มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 3.25% เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง เนื่องจากเห็นทิศทางของรัฐบาลใหม่ที่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ชี้ติดตามนโยบายรัฐบาลใหม่อยู่ เตือนรักษาวินัยการคลังให้เข้ม การขึ้นค่าจ้างต้องขึ้นเพราะแรงงานมีทักษะและผลงานที่ดีขึ้นมากกว่าขึ้นให้ลอยๆ…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร อายุ 1 วัน) อีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้อยู่ที่ 3.25% โดยระบุว่า เศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 2 ยังขยายตัวได้ดี จากการอุปโภคบริโภคอุปโภคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง การลงทุนที่ยังมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และแรงกระตุ้นทางการคลังที่ยังมีต่อเนื่อง และมองไปข้างหน้าในครึ่งปีหลัง การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก แม้ว่า เศรษฐกิจประเทศชั้นนำของโลก สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ในครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าที่ ธปท.คาดไว้

“อัตราเงินเฟ้อของประเทศยังอยู่ในระดับสูง และยังเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยต่อไป แม้การต่ออายุมาตรการดูแลค่าครองชีพ รถไฟรถเมล์ฟรีจะช่วยชะลอการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อได้บ้าง แต่มาตรการต่างๆ รวมทั้งแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน และแผนการใช้จ่ายของภาครัฐในระยะข้างหน้าของรัฐบาลใหม่ จะทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในทิศทางสูงขึ้นต่อไป และส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคเอกชนปรับสูงขึ้นจากนี้ได้ ธปท.จึงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และสกัดการคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะเร่งขึ้นจากความคาดหวังในนโยบายของรัฐบาล ใหม่” นายไพบูลย์ กล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่การใช้จ่าย และการลงทุน ยังคงขยายตัวดีต่อเนื่อง และแรงกระตุ้นในภาคการคลังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภายใต้รัฐบาลใหม่ รวมทั้ง ยังมีโอกาสที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะหลุดกรอบเป้าหมายของกนง.ซึ่งกำหนดไว้ 0.5-3% ในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในขณะนี้ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังคงติดลบ ทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยในช่วงต่อไปยังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไป เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับปกติที่สอดคล้องกับการขยายตัวของ เศรษฐกิจ

“ในขณะนี้ยังต้องติดตามนโยบาย และทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลใหม่ให้ชัดเจนก่อนว่า มีแผนการลงทุน และการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างไร ซึ่งธปท.กำลังพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปว่าจะ เป็นอย่างไร แต่ตามหลักการแล้ว การดำเนินนโยบายการเงิน และการคลังมีเป้าหมายเดียวกันคือให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แต่การได้มาซึ่งความกินดีอยู่ดี จะต้องอยู่ภายใต้การรักษาวินัยทางการเงินการคลัง โดยการใช้จ่ายของรัฐบาลเหมาะสมนั้น การพูดเรื่องค่าใช้จ่ายและต้องนึกถึงข้อจำกัดต่างๆ ในด้านความยั่งยืนของเศรษฐกิจและกรอบวินัยการคลัง รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายและการลงทุน โดยเน้นโครงการที่มีการสร้างมูลค่า ประสิทธิภาพและผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นให้กับเศรษฐกิจก่อน เพราะเราไม่มีเงินทุนทุกโครงการพร้อมๆ กัน และไม่ควรให้ความสำคัญหรือให้ความสำคัญน้อยๆ กับโครงการใช้จ่ายที่ไม่ได้เพิ่มขีดความแข่งขันของประเทศ” นายไพบูลย์ กล่าว

ส่วนนโยบายการขึ้นค่าจ้างแรงงานเป็น 300 บาทต่อวันนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า จะต้องพิจารณาด้วยว่า การขึ้นค่าแรงขึ้น ตามทักษะด้านแรงงาน และผลิตภาพของการผลิตโดยรวมที่จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะการขึ้นที่มากกว่าทักษะหรือผลิตภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจจะส่งผลกระทบ ต่อภาคเอกชนในระยะยาว นอกจากนั้น การขึ้นค่าจ้างในเวลาสั้นๆ จะต้องดูความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการด้วยว่าไหวหรือไม่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 กรกฎาคม 2554, 16:15 น.

อสังหาฯ-เช่าซื้อรถ เตรียมเม็ดเงินรอนโยบายประชานิยมรัฐ

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 20:25 น.

อสังหาฯ-เช่าซื้อรถ เตรียมเม็ดเงินรอนโยบายประชานิยมรัฐ.

Pic_185828

ธุรกิจอสังหา-เช่าซื้อรถยนต์คึก เตรียมเม็ดเงินไว้รองรับนโยบายประชานิยมรัฐ บ้านหลังแรกและรถคันแรกเต็มสูบ โดยพากันระดมเงินทุนออกหุ้นกู้เพื่อล็อกต้นทุนไว้ในระดับต่ำ หนีดอกเบี้ยขาขึ้น

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีบริษัทเช่าซื้อรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ระดมออกขายหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนในตลาดทุนจำนวนมาก และยังมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อหวังล็อกอัตราดอกเบี้ย ล็อกต้นทุนการเงินในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น โดยล่าสุดคาดว่าการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาอยู่ที่ 3.25%

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4-7 ก.ค.ที่ผ่านมา บมจ. เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้(AP)ได้ออกขายหุ้นกู้มูลค่า 1,500ล้านบาท และ บมจ.ปริญสิริ เพิ่งออกขายไปช่วงปลายเดือนพ.ค.จำนวน 400 ล้านบาท ขณะที่ บมจ.ควอลีตี้เฮ้าส์ เตรียมจ่อขายอีก 2,000ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของธุรกิจเช่า ซื้อรถยนต์หรือลิสซิ่งนั้นก็พบว่า มีการออกขายหุ้นกู้ต่อเนื่อง โดยเมื่อเร็วๆนี้ บริษัทกรุงศรี แคปปิตอล ออโตลิสต์ เพิ่งออกขายหุ้นกู้วงเงิน 2,000ล้านบาท และบมจ.ฐิติกร(TK)ขายหุ้นกู้วงเงิน 500 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าตราสารหนี้พบว่าในช่วง ครึ่งปีแรกภาคเอกชนมาการระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้กว่า 110,000ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมขายหุ้นกู้ อายุ 5 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6% โดยจะเสนอขายระหว่างวันที่ 18-20 ก.ค นี้ เงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ จะนำมาขยายธุรกิจที่กำลังเติบโต และอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับถือเป็นอัตราที่ดี ซึ่งการออกหุ้นกู้ในช่วงนี้ ยังเป็นการล็อกอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนเงินของบริษัทไม่ให้สูงเกินไปใน ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังเป็นทิศทางขาขึ้น

ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท(PS)กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลที่จะให้สิทธิประโยชน์กับผู้ถือบ้านหลังแรก ถือว่าสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดเงื่อนไข และประกาศออกมาให้ชัดเจนและต้องทำทันที ไม่เช่นนั้นจะทำให้ลูกค้าชะลอการซื้อบ้านในช่วงนี้ และทำให้ธุรกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทมีสินค้าพร้อมรับมาตรการของรัฐบาลอยู่แล้วโดยมีบ้านพร้อมโอนมูลค่ากว่า 34,000 ล้านบาท

ส่วนที่ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% นั้น ไม่กระทบต่อต้นทุนการเงินบริษัท เพราะปีที่ผ่านมาได้ระดมเงินโดยการออกหุ้นกู้อายุเฉลี่ย 3-5 ปี วงเงิน 7,500 ล้านบาทแล้วมีดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.25% โดยหนี้เงินกู้ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด 16,000ล้าน เป็นเงินกู้ระยะยาว กว่า 9,000 ล้านบาทและมีต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ย 3%

ขณะที่ในส่วนของธุรกิจเช่าซื้อนั้น นายประพล พรปะภา กรรมการผู้จัดการ TK กล่าวว่า นโยบายประชานิยมจะหนุนให้ธุรกิจเติบโต ซึ่งบริษัทได้เตรียมเม็ดเงิน เพื่อรองรับธุรกิจไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นก็ไม่กระทบ เพราะได้ล็อกต้นทุนเงินกู้ไว้โดยเป็นระยะยาวกว่า 95% ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่ และเพียงพอในการปล่อยกู้ได้นาน 2-3 ปี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 20:25 น.

เชื่อหุ้นไทยสัปดาห์หน้าพุ่งต่อจากแรงหนุนตลาดภูมิภาค

Published กรกฎาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 กรกฎาคม 2554, 16:20 น.

เชื่อหุ้นไทยสัปดาห์หน้าพุ่งต่อจากแรงหนุนตลาดภูมิภาค.

Pic_185087

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าหุ้นไทย มีโอกาสปรับเพิ่มต่อตามตลาดภูมิภาค แนะติดตามนโยบายรัฐบาลใหม่ และประชุม กนง.โดยให้แนวรับที่ 1,070 จุด แนวต้านที่ 1,090-1,109 จุด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังการเมืองมีความชัดเจนขึ้น โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,088.46 จุด เพิ่มขึ้น 4.51% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 95.95% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 41,585.13 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 309.81 จุด เพิ่มขึ้น 1.82% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ หลังพรรคเพื่อไทยสามารถครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างปัจจัยบวกเกี่ยวกับเสถียรภาพรัฐบาล ก่อนที่ตลาดจะเผชิญแรงขายทำกำไรในช่วงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับหนี้ในยุโรป หลังมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิสปรับ ลดอันดับความน่าเชื่อถือของโปรตุเกสลงสู่อันดับขยะ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางของจีน อย่างไรก็ดี ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 11-14 ก.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อตามตลาดในภูมิภาค โดยจะต้องติดตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของ กนง. (13 ก.ค.) ราคาน้ำมันตลาดโลก ความคืบหน้าประเด็นเพดานหนี้สหรัฐฯ และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,070 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,090 และ 1,109 จุด ตามลำดับ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 9 กรกฎาคม 2554, 16:20 น.
%d bloggers like this: