คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

All posts tagged คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

บอร์ด ก.ล.ต.เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบกรณี คนท.ร้องยิ่งลักษณ์

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

22 กรกฎาคม 2554, 00:03 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188157.

Pic_188157

บอร์ด ก.ล.ต. รับทราบข้อเรียกร้องของ คนท. เผยกรณี “ยิ่งลักษณ์” ได้ตรวจสอบพร้อมส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ระบุบางเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยอื่น …

วันที่ 21 ก.ค. รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. แจ้งว่าตามที่เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.) ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. และสำนักงาน ก.ล.ต. ดำเนินการกับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นำเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมวันนี้

คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นว่า กรณีที่ คนท. เรียกร้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รวมทั้งได้มีหนังสือชี้แจงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว คณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงได้มีมติรับทราบโดยไม่มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการของสำนักงาน ก.ล.ต. ในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ ในปัจจุบันประเด็นทางกฎหมายบางประเด็นที่ คนท. เรียกร้องให้สำนักงาน ก.ล.ต. ดำเนินการนั้นก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ในชั้นนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. จึงจะไม่ดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติมอีกโดยจะให้ความร่วมมือส่งข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนึ่ง กรณีที่ก่อนหน้านี้ นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. ในการตรวจสอบและออกแถลงการณ์กรณีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีหนังสือมายังสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ให้ชี้แจงกรณีดังกล่าวภายใน 7 วัน สำนักงาน ก.ล.ต. ได้มีหนังสือชี้แจงไปยังรัฐมนตรีฯ แล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2554 โดยได้ชี้แจงและตอบข้อสงสัยทุกประเด็นอย่างละเอียด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 กรกฎาคม 2554, 00:03 น.

ประธานก.ล.ต.คนใหม่ เผย 3 ภารกิจที่อยากทำ

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 18:20 น.

ประธานก.ล.ต.คนใหม่ เผย 3 ภารกิจที่อยากทำ.

Pic_186390

ประธานก.ล.ต.คนใหม่ เผย 3 ภารกิจที่อยากทำ ได้แก่ ดันตลาดตราสารหนี้ให้ดีขึ้น-บริหารการเงินผู้สูงอายุ และให้ความรู้การบริหารการเงินและการลงทุน

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นางสาวนวพร เรืองสกุล ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คนใหม่ เปิดเผยภายหลังเข้ารับตำแหน่ง ประธานก.ล.ต.ว่า มีงานหลัก 2 ด้าน คือ ดูแลนโยบายตลาดทุนและการกำกับตลาดฯ รวมทั้งดูแลงานภายใน ก.ล.ต. แต่สิ่งที่อยากทำในระหว่างนั่งในตำแหน่งนี้มากที่สุดมี 3 อย่าง คือ การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้ดีขึ้น เพราะปัจจุบันยังมีสภาพคล่องน้อย ดังนั้นจึงต้องมาคิดวิธีการว่าจะทำอย่างไร หรือต้องเพิ่มบทบาทของใครให้ตลาดนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เนื่องจากตลาดตราสารหนี้เป็นตลาดคู่ขนานกับตลาดหุ้น ดังนั้นหากตลาด ตราสารหนี้มีสภาพคล่องดีซื้อขายได้กว้างขึ้นรวมทั้งให้มีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่ง จะมีผลทำให้รัฐบาลสามารถระดมเงินทุนได้ง่ายและมีต้นทุนที่ถูกลงด้วย

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องการทำอีกอย่างคือ การบริหารเงินให้ผู้สูงอายุ หรือทำการบริหารจัดการทางการเงิน(ไฟแนนเชียล แมเนจเม้นท์) เนื่องจากอยู่ใน วัยใกล้ตัว และเห็นว่าที่ผ่านมา มักให้ความสำคัญถึงการออมเงินเพื่อการเกษียณเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงการบริหารจัดการเงินหลังเกษียณ ฉะนั้นจึงต้องการให้ ผู้สูงวัยสามารถจัดการเงินส่วนนี้เพื่อดูแลตัวเองในระยะข้างหน้าด้วย ส่วน เรื่องที่สามคือ การให้ความรู้ด้านการเงิน(financial educate)ซึ่งจะกว้างกว่าการให้ความรู้ด้านการลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์และก.ล.ต.ได้ดำเนินการอยู่แล้ว เพื่อให้นักลงทุนสนใจในลงทุนตราสารทางการเงินประเภทต่างๆ อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่าควรจะให้การศึกษาว่าจะบริหารจัดการเงินทอง อย่างไรด้วย

” การประชุมคณะกรรมการก.ล.ต. ในนัดแรกวันที่ 21 ก.ค.นี้ อาจจะมีการนำความมุ่งหวังทั้ง3เรื่องนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการต่อไป”นางสาวนวพร  กล่าว

ส่วนปัญหาภาพพจน์ของก.ล.ต.นั้น นางสาว นวพร กล่าวว่า จะใช้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งจะทำให้เกิดความไว้วางใจ โดยมองว่าในส่วนของเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.ได้มีการทำงานอย่างเต็มที่อยู่ แล้ว

ทั้งนี้นางสาวนวพร ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ(กบข.) ได้รับความเห็น ชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ดำรงตำแหน่งประธานก.ล.ต. แทนนายวิจิตร สุพินิจซึ่ง มีเวลาเหลือในการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องถึงเดือนเม.ย.55เท่านั้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 18:20 น.

ก.ล.ต.ปรับคนช่วยปั่นหุ้น ASCON รวม 3.33 แสนบาท

Published กรกฎาคม 1, 2011 by SoClaimon

30 มิถุนายน 2554, 20:30 น.

ก.ล.ต.ปรับคนช่วยปั่นหุ้น ASCON รวม 3.33 แสนบาท.

Pic_182949

ก.ล.ต. ปรับ “กฤษณ์ ปิติมานะอารี” รวม 3.33 แสนบาท กรณีช่วยเหลือสนับสนุนปั่นหุ้น ASCON ด้วยการให้ยืมใช้ชื่อในการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และบัญชีเงินฝากธนาคาร และอำนวยความสะดวกด้านธุรกรรมทางการเงิน

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า คณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบ ปรับนายกฤษณ์ ปิติมานะอารี ในฐานะผู้ช่วยเหลือสนับสนุน กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ASCON) ในระหว่างวันที่ 9 ม.ค.49 ถึงวันที่ 25 ม.ค.50 เป็นจำนวนเงินรวม 333,333.33 บาท

โดยจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่านายกฤษณ์ ได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนการสร้างราคาหุ้น ASCON ด้วยการให้ยืมใช้ชื่อในการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และบัญชีเงินฝากธนาคาร และอำนวยความสะดวกด้านธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 244 และมาตรา 243(2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงมีคำสั่งเปรียบเทียบ ปรับนายกฤษณ์ เป็นเงิน 333,333.33 บาท

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้คณะกรรมการเปรียบเทียบได้เปรียบเทียบปรับตัวการและผู้สนับสนุนการกระทำผิดรายอื่นไปก่อนหน้านี้แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มิถุนายน 2554, 20:30 น.

‘ธีระชัย’ โพสต์เฟซบุ๊กโต้ ‘กรณ์’ ลั่น ไม่เคยละเว้นหน้าที่

Published มิถุนายน 16, 2011 by SoClaimon

15 มิถุนายน 2554, 17:00 น.
\’ธีระชัย\’ โพสต์เฟซบุ๊กโต้ \’กรณ์\’ ลั่น ไม่เคยละเว้นหน้าที่ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_179255

“ธีระชัย” โพสต์ข้อความโต้ “กรณ์” ผ่านเฟซบุ๊ก ลั่นไม่เคยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และที่เคยถามมา ได้ตอบครบทุกคำถามแล้ว…

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุนาล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้โพสต์หรือเขียนข้อความในหน้าเฟซบุ๊คของตัวเอง ชี้แจงกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่านาย ธีระชัย อาจเข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่ กรณีไม่เอาผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้การเท็จ เกี่ยวกับการปกปิดการถือหุ้นชินคอร์ป โดยหน้าเฟ ซบุ๊คของของนายธีระชัยมีเนื้อหาสำคัญระบุว่าตนขอยืนยันว่าไม่มีการละเว้ นการปฎิบัติหน้าที่ รมว.คลังมีจดหมายถามมา ก็ตอบไปทุกครั้ง ซึ่ง ก่อนหน้านี้ นายกรณ์เคยทำจดหมายมา ในฐานะฝ่ายค้าน ซึ่ง ก.ล.ต.ก็ตอบไปแล้ว และในครั้งนี้ ท่านก็ทำจดหมายมาอีก และก็เป็นเหตุให้ ก.ล.ต.ต้อง แถลงข่าวพร้อมกับทำจดหมายตอบไป

“มีข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ว่า รมว.คลังแถลง ว่าเคยทำจดหมายมาถึง ก.ล.ต. แต่ทาง ก.ล.ต. ยังไม่มีรายงานคำตอบ มา ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตนจึงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียด พวกเราค้นกันทั้งอ๊อฟฟิซ ตั้งแต่ท่านเป็นรัฐมนตรีคลัง
ก็มีจดหมายฉบับ เดียวนี้แหละครับ”

นายธีระชัย  ยังระบุว่า สาเหตุที่ผมต้องเร่งให้มีการแถลงข่าว และแจ้งให้ทั้งรัฐมนตรีและกรรมการก.ล.ต. รับทราบนั้น ผู้ที่เดินทาง ไปดูงานกับผมที่ลอนดอนหลายคนก็ทราบเบื้องหลัง เพราะงานแบบนี้ คงหวังให้เป็นที่ถูกใจของทุกคนไม่ได้ แต่ก็ทำกันดีที่สุดแล้วอย่างไร ก็ตามเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ก.ล.ต.ทำงานกันเป็นทีม และเข้ามาทำงานกันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างขยันขันแข็ง เพื่อให้ตนสามารถชี้แจงต่อสาธารณะได้ในวันจันทร์ที่ 13มิ.ย. (เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯบ่ายวันอาทิตย์) ตนจึงต้องขอขอบคุณทีมงานเป็นอย่างยิ่ง

“สำหรับเหตุผลที่ ก.ล.ต. ชี้แจงเรื่องบริษัทเอสซี แอสเสทจำกัด(มหาชน) SC ไปด้วยนั้น ก็เนื่องจากมีข่าวเรื่องนี้ปรากฏในสื่อมวลชน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เขาหยิบยกขึ้นมาลอยๆจากอากาศ หรือเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลใด ผมเองก็มิได้ไปสั่งการ แต่เขาพิจารณากันเองระหว่างที่ผมอยู่ต่างประเทศเห็นว่าสมควรมี เรื่องนี้ ก็ได้ใส่เข้าไปในร่างแถลงข่าวมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ผมไปขอให้เจ้าหน้าที่เขาเพิ่มเติมภายหลังแต่ประการใด”นายธีระชัย ชี้แจง

อย่างไรก็ตามจากการที่นายแก้วสรร อติโพธิ แกนนำเครือข่ายพลเมือง คัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.) ได้มาพบและขอคำชี้แจงจากก.ล.ต.นั้น และอาจารย์แก้วสรรค์ได้มาอธิบายความเห็นต่างๆ นั้นในฐานะที่อทจารย์แก้วสรรถือเป็นผู้ที่มีความรู้สูงและเป็นคนที่มีเหตุมี ผล ประเด็นข้อสังเกตุที่เสนอมานั้นทาง ก.ล.ต.จึงรับไว้และนำไปประกอบ การทำงานต่อไป อย่างไรก็ตามในประเด็นข้อกฎหมายนั้น

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายธีระชัยได้รับการเปิดเผยว่าสาเหตุที่ได้ออกมา โพสต์ข้อความดังกล่าวบนหน้าเฟซบุ๊คของตนเองนั้น เพื่อเป็นการป้องกันชื่อเสียงของตนเองและสำนักงาน ก.ล.ต.เพราะหากไม่ออกมาธิบายคนอาจเข้าใจผิดว่าองค์กรไม่ทำหน้าที่ที่ควรจะ ทำหรือละเลยการตอบข้อซักถามของ รมว.คลัง ซึ่งจะถูกมองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งยืนยันว่าที่รมว.คลังถามมาเราได้ตอบไปแล้ว

ผู้บริหารในวงการตลาดทุน ให้ความเห็นว่า ช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่ 2 พรรคการเมืองกำลังแข่งขันกัน รุนแรงรมว.คลังไม่น่าฉวยโอกาสหรือมีปฎิกริยาในเรื่องนี้มากเกินไป เพราะเห็นชัดๆว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันการเมืองอาจทำให้ถูก มองได้ว่าเป็นการฉวยโอกาสหรือหวังผลทางการเมือง คนเป็น รมว.คลังน่าจะนิ่งกว่านี้ ไม่ใช่พอเห็นอีกฝ่ายกำลังตกเป็นเป้าก็ยิ่งฉวย โอกาสถล่มทันทีเพื่อผลทางการเมือง อย่างไรก็ตามในช่วงใกล้การเลือกตั้งหน่วยงานต่างๆคงต้องโดนแรงเสียดทานจาก การเมืองไม่มากก็น้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นต่างๆเกิดขึ้นจากการที่นายแก้วสรร ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดกับ น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กรณีให้ปากคำและให้การเท็จกับพนักงานเจ้าหน้าที่และศาลในคดีที่ศาลฎีกามีคำ พิพากษาคดีซุกหุ้นชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้โอนหุ้นบางส่วนมากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยัน ว่าเป็นหุ้นของตนเอง แต่ศาลฎีกามีคำพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ขณะที่ก.ล.ต.ออกแถลงการณ์ว่า ก.ล.ต.ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนเองตามกฎหมายหลักทรัพย์ทั้งหมดแล้ว และบางประเด็นที่ได้ดำเนินการกล่าวโทษพ.ต.ท.ทักษิณและพวกเพิ่มเติมหลังมีคำ พิพากษาศาลฎีกาออกมานั้นอัยการก็ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องออกมาแล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 15 มิถุนายน 2554, 17:00 น.

ก.ล.ต.แจงปม ยิ่งลักษณ์ ไม่เข้าข่ายกม.

Published มิถุนายน 13, 2011 by SoClaimon

13 มิถุนายน 2554, 19:28 น.
ก.ล.ต.แจงปม ยิ่งลักษณ์ ไม่เข้าข่ายกม. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_178739

ก.ล.ต.ออกแถลงการณ์ระบุ กรณี “ยิ่งลักษณ์” พัวพันคดีซุกหุ้น ได้ดำเนินการตามอำนาจ ก.ล.ต.ครบถ้วนแล้ว และไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม พรบ.หลักทรัพย์ ขณะเดียวกันคดีหุ้นเอสซีฯ ก็ยุติแล้ว โดยอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคลทุกราย…

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 1 โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวการเคลื่อนไหวของเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.) ที่เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ก.ล.ต. ให้ดำเนินการกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้เป็นไปตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดแล้ว ขอเรียนว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการในเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ก.ล.ต.แล้ว ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ก.ล.ต. 2 ประเด็นคือ

1. ประเด็นที่สืบเนื่องจากการที่ศาลฎีกาฯ ได้วินิจฉัยว่า การถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของบุคคล 4 ราย (ซึ่งรวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และของบริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด  เป็นการถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ชินวัตร)  ดังนั้น บุคคลที่ถือหุ้นแทนดังกล่าว จะถือว่ามีการรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์อันเป็นเท็จหรือไม่  และ 2.  ประเด็นที่สืบเนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ชี้แจงต่อ ก.ล.ต. เมื่อเดือน มี.ค. 2549 ว่าครอบครัวชินวัตรไม่มีความเกี่ยวข้องกับกองทุน 2 แห่ง หรือเกี่ยวข้องกับบริษัท วินมาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) และบริษัทชินคอร์ปฯ ด้วย  แต่ปรากฏจากผลการตรวจสอบของ ก.ล.ต.พบหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าของที่แท้จริงคือ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดังนั้น คำชี้แจงดังกล่าวจะถือว่าเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หรือไม่

สำหรับ ประเด็นที่ 1 กรณีการรายงานการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รายงานการขายหุ้นให้แก่บุคคลทั้ง 4 ราย และบริษัทแอมเพิลริชฯ ในปี 2543 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 ว่าไม่ใช่การขายจริง  ในเรื่องนี้ ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. 2553 (ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 24/2553) ในข้อหาว่าไม่รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ  ซึ่งได้ครอบคลุมถึงการรายงานอันเป็นเท็จทั้งในปี 2543-2544 และการขายในปี 2549 ด้วย ขณะที่ ก.ล.ต. ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษลงวันที่ 21 ต.ค. 2553 แจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในกรณีการรายงานการถือหลักทรัพย์อันเป็นเท็จในปี 2543 และต่อมาพนักงานอัยการก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคลทั้ง 2 ในกรณีดังกล่าวแล้วเช่นกัน และในประเด็นที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะมีหน้าที่ประการใดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ หรือไม่นั้น  เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีจำนวนหุ้นที่เกี่ยวข้องต่ำกว่าร้อยละ 5 จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายงานใดๆ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งการกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. ดำเนินการภายหลังจากที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ โดย ก.ล.ต.ก็ได้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปแล้ว  ดังนั้น สำหรับด้าน ก.ล.ต. จึงถือได้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ครบถ้วนแล้ว

ส่วนประเด็นที่ 2 กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้แจงว่า ครอบครัวชินวัตรไม่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นในกองทุน 2 แห่ง และบริษัทวินมาร์ค โดยขัดต่อพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. ได้จากการตรวจสอบนั้น  ก.ล.ต.ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจาก (ก) ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 238 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ที่ครอบคลุมเฉพาะการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ โดยเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือเกี่ยวกับราคาซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงกรณีนี้เป็นเรื่องเฉพาะที่เกี่ยวกับการถือหุ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับบริษัทหรือราคาซื้อขาย จึงไม่เข้าลักษณะความผิดที่กฎหมายหลักทรัพย์กำหนดไว้  และ (ข) การชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนทั่วไปที่ ก.ล.ต. สอบถามมิใช่การชี้แจงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ  จึงไม่ใช่ความผิดที่ ก.ล.ต. จะใช้อำนาจกฎหมายดำเนินการได้ตามมาตรา 302 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

กรณีเกี่ยวกับการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามประเด็นที่ 2 ก.ล.ต. ได้รวบรวบข้อมูลหลักฐานทั้งในและต่างประเทศ และส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2550 โดยมีการประสานความร่วมมือต่อเนื่องมาจนกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นควร สั่งฟ้องบริษัท และนางบุษบา ดามาพงศ์ ในฐานะกรรมการบริษัทที่ร่วมลงนามในแบบดังกล่าวในความผิดฐานเปิดเผยข้อมูล เป็นเท็จในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 278 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และเห็นควรสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในความผิดเกี่ยวกับรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ และการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามมาตรา 246 และ 247 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ในปัจจุบันคดีนี้ได้ยุติแล้วโดยพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคลทุกรายดังกล่าว

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงข้างต้น ก.ล.ต. จึงเห็นว่าได้ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หรือการถือหุ้นของครอบครัวชินวัตรในบริษัทชิน คอร์ปฯ และบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามอำนาจหน้าที่แล้ว และได้รายงานการดำเนินการให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. ทราบในการประชุม เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2553 ด้วยแล้ว  อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าข้อมูลใดใหม่ ก.ล.ต. ก็พร้อมจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้อีกครั้ง และจะแจ้งดำเนินการในเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อทราบในการประชุมครั้งต่อไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 13 มิถุนายน 2554, 19:28 น.

ให้ความเป็นธรรมคนอื่นกลับโดนเสียเอง“วิจิตร”เปิดใจเหตุไขก๊อก ก.ล.ต.

Published มิถุนายน 8, 2011 by SoClaimon

8 มิถุนายน 2554, 06:00 น.
ให้ความเป็นธรรมคนอื่นกลับโดนเสียเอง“วิจิตร”เปิดใจเหตุไขก๊อก ก.ล.ต. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177324

“วิจิตร”เปิดอกแบกปัญหาTTAเป็นหน้าที่ต้องดูแลผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกลับโดนย้อนเกล็ด เผยไม่เสียใจหลังพ้นตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ติงหน่วยงานรัฐควรดูแลรายย่อยให้มากกว่านี้ ย้ำกรรมการก.ล.ต.นั่งกรรมการบจ.ไม่เสียหาย หากขจัดความขัดแย้งผลประโยชน์ได้ และมีจริยธรรม…

นายวิจิตร สุพินิจ อดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยเป็นครั้งแรกหลังเกิดกรณีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาบริษัท โทรีเซนต์ไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ที่บานปลายจนส่งผลให้ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง ว่า ตนมีความตั้งใจจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาในการเป็นตัวกลางที่ประสานให้ฝ่ายบริหารและตัวแทนผู้ถือหุ้นที่ไม่พอใจในการบริหารจัดการของฝ่ายบริหารได้มาพบกัน และมีการเจรจาเสนอแนวคิดแผนธุรกิจในการฟื้นฟูส่งเสริมธุรกิจบริษัท ซึ่งหากการเจรจามีข้อยุติหรือจบลงด้วยดีจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทั้งผู้ถือหุ้นและตัวบริษัทเอง แต่ผลกลับมาอย่างที่ไม่คาดคิด และมีข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาถึงตนเอง ทำให้พนักงาน ก.ล.ต.เรียกร้องให้ตนลาออก ซึ่งตนเข้าใจพนักงานที่รักองค์กร เพราะในฐานะผู้ร่วมจัดตั้ง ก.ล.ต.ก็รักหน่วยงานนี้ไม่น้อยกว่าพนักงานเช่นกัน

นายวิจิตรยังกล่าวว่า กรณีนี้ถูกบิดเบือนเป็นเรื่องที่ว่ามีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่จะเข้ามา Take over หรือฮุบกิจการ TTA ซึ่งความจริงก็พิสูจน์ออกมาชัดเจนแล้วว่าไม่มีการ Take over แต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมรวมตัวกันแสดงความไม่พอใจในการบริหารจัดการของบริษัทที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นที่มีการเสนอให้ตนเป็นประธานกรรมการ TTA นั้น ตนได้ปฏิเสธไปตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้อง

“ปัญหา TTA มีความพิเศษที่มีรายย่อยกว่า 20,000 ราย ไม่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกิน 6% นักลงทุนรายย่อยจึงเข้ามาปรึกษาและขอความช่วยเหลือ ซึ่งผมอาจจริงจัง หวังผลเลิศ และอาจเข้าไปคลุกวงในลึกเกินไป แต่ตอนนั้นก็มองว่าหากไม่ทำอาจเกิดปัญหาต่อไปไม่จบ ผมอาจมองคนผิด คิดว่าเป็นสุภาพบุรุษ” นายวิจิตรกล่าวและว่า ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าตนไม่มีธรรมาภิบาลนั้น นายวิจิตรกล่าวว่า หากกรณีนี้มีการ Take over และให้ตนเข้าไปเป็นประธานก็ถือว่าขาดธรรมาภิบาล แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตนได้ปฏิเสธการรับตำแหน่งตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“เรื่องธรรมาภิบาลนั้นตนเข้าใจดี เพราะอยู่ในวงการตลาดเงินตลาดทุนมาตลอดทั้งชีวิต และยังเป็นที่ปรึกษาศูนย์ธรรมาภิบาลของตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เห็นว่ากรรมการ ก.ล.ต.ที่เข้าไปเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียน ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หากรู้จักแยกแยะและไม่เข้าไปหาผลประโยชน์

“อยากให้สังคมมองเรื่องนี้ในภาพกว้างและลึกกว่านี้ ในแง่ลอจิกส์ มันเป็นไปได้ยังไง มันตื้นไปไหมที่ผมจะเข้าไปช่วยเพื่อหวังตำแหน่งประธานบริษัท ทั้งที่ผมนั่งเป็นประธาน ก.ล.ต.อยู่ และผมยังมีงานหรือตำแหน่งอื่นให้ทำมากมาย อยากให้นึกถึงข้อเท็จจริงก่อนนำเรื่องนี้มาโจมตีกัน”

นายวิจิตรยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาธรรมาภิบาลที่พูดกันมากนี้ว่า คงต้องย้อนถามกลับไปว่าใครกันแน่ที่ไม่มีธรรมาภิบาล ผู้บริหารบริษัทมีธรรมาภิบาลหรือไม่ กรณีรายย่อยร้องว่าผลประกอบการเสื่อมลง การขยายการลงทุนย่ำแย่ แต่กลับมีการเพิ่มผลตอบแทนผู้บริหาร ขณะที่ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นลดลง “ผมตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้มีเจตนาแฝงที่มีการตีกันภายนอกเพราะภายในบริษัทมีปัญหาหรือไม่ หรือมีเรื่องการเมือง ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้าไปเจรจาด้วยดี แต่กลับมาฟาดฟันอีกฝ่ายอย่างรุนแรง ซึ่งตนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความยุ่งยากของ TTA ที่จะมีปัญหาตามมาอีกมาก”

ทั้งนี้ จากข้อมูลงบการเงิน TTA พบว่า 6 ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมลดลงจาก 30,000 ล้านบาท เหลือ 15,000 ล้านบาท ราคาหุ้นจาก ต.ค. 50-มิ.ย.54 ลดลงจาก 55 บาท เหลือ 22 บาท หรือลดลง 61% ทำให้มูลค่าผู้ถือหุ้นหายไป 23,000 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการปี 51-53 กำไรสุทธิลดลงจาก 8,770 ล้านบาทเหลือ 800 ล้านบาท ลดลง 90% และปีนี้โบรกเกอร์คาดการณ์กำไรจะเหลือเพียง 160 ล้านบาท ขณะที่ค่าตอบแทนผู้บริหารเพิ่มขึ้นเท่าตัว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 มิถุนายน 2554, 06:00 น.

กลต.ยังไม่เห็นฟองสบู่ แนะนักลงทุนระวังหลังหุ้นพุ่งพันจุด

Published มิถุนายน 6, 2011 by SoClaimon

3 พฤศจิกายน 2553, 18:10 น.
กลต.ยังไม่เห็นฟองสบู่ แนะนักลงทุนระวังหลังหุ้นพุ่งพันจุด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124097

เลขา ก.ล.ต. รับธุรกิจอสังหาฯ มีปัญหาล้นตลาด ในคอนโดฯ ราคาต่ำกว่า 3 ล้านขึ้นไปในช่วงปีนี้และปีหน้า ระบุ ตลาดหุ้น ยังไม่เห็นฟองสบู่ แต่หุ้นที่สูงกว่า 1,000 จุด สูงกว่าระดับจิตวิทยา เตือนนักลงทุนติดตามข้อมูล และลงทุนอย่างระมัดระวัง…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ธปท.ได้เสนอให้ กนส. อนุมัติ การปรับปรุงเกณฑ์การให้วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อราคาประเมินสินทรัพย์ (Loan to value) สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม ราคาต่ำกว่า 3 ล้านขึ้นไป โดยจะมีการปรับลดสัดส่วนวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะให้ได้ต่อ ราคาประเมินลง เพื่อป้องกันปัญหาการล้นตลาดของคอนโดมิเนียมราคาสูงในอนาคต

“ในขณะนี้อาจจะมีการถกเถียงกันเรื่องว่า มีฟองสบู่หรือยังในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากมองในด้านราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งขึ้นเร็วเกินไป อาจจะไม่ใช่ภาวะฟองสบู่ แต่ถามว่าไม่มีปัญหาคงไม่ใช่ เพราะเท่าที่ได้สอบถามข้อมูลจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพ (บสก.) พบว่า ในปีนี้ และปีหน้า คอนโดมิเนียมราคา 3 ล้านขึ้นไปนี้ จะมีภาวะล้นตลาดหรือมากกว่าความต้องการซื้อประมาณ 20-25% นอกจากนั้น หากพิจารณาตัวเลขยอดการสร้างเพื่อเสนอขายของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ พบว่า จะมียอดการสร้างคอนโดมิเนียมในแต่ละปี ประมาณ 30,000-40,000 ยูนิต แต่ในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีสูงถึง 70,000-75,000 ยูนิต ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะล้นตลาดในพื้นที่ และบางราคาได้” นายธีระชัย กล่าว

ขณะเดียวกันฝั่งผู้ซื้อพบว่า พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนจากส่วนใหญ่เป็นการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัย ขณะนี้มีประมาณ 60% ที่ซื้อเพื่ออยู่ ขณะที่ 30% ซึ่งเพื่อลงทุน ส่วนนี้อาจจะหวังอยู่อาศัยก็ได้ หรือขายต่อก็ได้ และมีอีก 10% ที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรราคาที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ ได้แข่งขันการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคอนโดฯที่ราคาสูง มีอัตราการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 30-40% บางช่วงสูงถึง 50% ดังนั้น จะต้องมีการเพิ่มเติมการกำกับให้มีความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่ที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวอีกว่า ก.ล.ต. จะเพิ่มเติมความเข้มงวดของเกณฑ์ในด้านนี้เช่นกัน โดยจะสั่งการไปยังบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในประเทศ เช่น บริษัททริส คอปอเรชั่น จำกัด หรือ บริษัทฟิชท์ เรตติ้ง (ประเทศไทย) เพิ่มเติมว่า ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการให้อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ที่ ออกโดยบริษัทดังกล่าว จะต้องเข้าไปดูถึงความตระหนักถึงการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนโครงการใหม่ ที่จะไม่ก่อให้เกิดภาวะล้นตลาดของอสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้นๆ รวมถึงทำเลที่จะสร้างด้วย ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ว่ามีจำนวนอสังหาฯที่สร้างพร้อมขาย หรือสร้างใหม่มากน้อยหรือยัง เพื่อนำมาคำนวณอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ และตราสารหนี้นั้นๆด้วย

“ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ บริษัทจัดอันดับฯก็ต้องเข้าไปดูด้วยว่า ธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อในส่วนนี้มากน้อยแค่ไหน ด้วย และนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการให้อันดับเครดิตของธนาคารพาณิชย์” นายธีระชัย กล่าว

นายธีระชัย กล่าวถึงภาวะฟองสบู่ในตลาดหลักทรัพย์ว่า ในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการเกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นไทย เพราะนักลงทุนต่างชาติยังมองงว่า ด้วยพื้นฐานที่ดีของเศรษฐกิจเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย เงินจะยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ดัชนี และราคาหุ้นของไทยได้ขึ้นมาสูงอย่างรวดเร็วในระดับหนึ่งแล้ว ดัชนีอยู่สูงกว่า 1,000 จุด ซึ่งถือว่าเกินระดับจิตวิทยา ดังนั้น แม้ว่า ทิศทางการไหลข้าวของเงินทุนต่างชาติจะยังไม่เปลี่ยน แต่นักลงทุนควรจะติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และมีการลงทุนอย่างระมัดระวังและรอบคอบ เนื่องจากการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน อาจจะไม่ได้ถูกกระทบจากปัจจัยภายในประเทศของไทยแต่อย่างเดียว แต่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ จากสถานการณ์ในโลกตะวันตกด้วย เช่นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ หรือการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะที่กลับเพิ่มสูงขึ้นอีกในยุโรป

“เมื่อดัชนีหุ้นขึ้นมาสูงกว่า 1,000 จุด นักลงทุนไทยอาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะแม้ทิศทางการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติอาจจะไม่เปลี่ยน แต่ความเปราะบางอาจจะมีมากขึ้น” เลขาธิการ ต.ล.ต. กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 พฤศจิกายน 2553, 18:10 น.

บอร์ดก.ล.ต.นัดถกกรณีฮุบ TTA ชี้ ‘วิจิตร’ ไม่ควรเข้าประชุม

Published มิถุนายน 2, 2011 by SoClaimon

31 พฤษภาคม 2554, 20:00 น.

บอร์ดก.ล.ต.นัดถกกรณีฮุบ TTA ชี้ ‘วิจิตร’ ไม่ควรเข้าประชุม.

Pic_175580

ปลัดคลังเผย ที่ประชุมบอร์ดก.ล.ต.จะพิจารณาความเหมาะสมของการนั่งในตำแหน่งประธานก.ล.ต. ของ วิจิตร สุพินิจ หลังเป็นตัวแทนเข้าเทกโอเวอร์กิจการโทรีเซนไทย

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังในฐานะรองประธานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต.ในสัปดาห์นี้ จะมีการหารือถึงกรณีปัญหาที่นายวิจิตร สุพินิจ ประธาน ก.ล.ต.ถูกกล่าวอ้างว่า เป็นตัวแทนการเจรจาเข้าเทกโอเวอร์กิจการบริษัท โทรีเซนไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีทีเอ โดยเลขา ก.ล.ต.จะเป็นผู้รายงานข้อเสนอเกี่ยวกับการดำเนินการต่อกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ โดยหลักของการประชุม หากที่ประชุมจะมีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลที่เป็นกรรมการ หรือประธาน ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นๆ จะต้องไม่เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อเปิดทางให้ที่ประชุมได้พิจารณาอย่างอิสระ

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของตนในฐานะเป็นตัวแทนจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลการทำงานของ ก.ล.ต.โดยภาพรวม จะเสนอหารือในที่ประชุมถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. โดยเฉพาะกรณีที่เข้าไปในนั่งในตำแหน่งประธานบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ของประธานก.ล.ต. เพราะแม้ว่า จะไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย แต่ในแง่ความเหมาะสมนั้น ถือเป็นการสมควรหรือไม่ เพื่อให้ ก.ล.ต.วางมาตรฐานที่เหมาะสมต่อไป

“การเข้าไปนั่งในตำแหน่งในบริษัทจด ทะเบียนของประธานก.ล.ต.นั้น ไม่มีกฎหมายที่บอกว่า ขัดต่อคุณสมบัติ แต่ถ้ามองในแง่ธรรมาภิบาลแล้ว ก็เห็นว่าน่าจะต้องมีการแก้ไขกฎเกณฑ์นี้” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 31 พฤษภาคม 2554, 20:00 น.

รมว.คลังสั่งสอบ’วิจิตร’ ร่วมกลุ่มทุนเทคโอเวอร์’ทีทีเอ’

Published พฤษภาคม 28, 2011 by SoClaimon

27 พฤษภาคม 2554, 17:00 น.

รมว.คลังสั่งสอบ’วิจิตร’ ร่วมกลุ่มทุนเทคโอเวอร์’ทีทีเอ’.

Pic_174591

รมว.คลัง ชี้หาก “วิจิตร สุพินิจ” เข้าเทคโอเวอร์ ทีทีเอ จริงถือว่าไม่เหมาะสมเพราะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  ด้าน ก.ล.ต.ร่อนหนังสือให้ผู้เกี่ยวข้อง แจงกรณีมีชื่อเอี่ยวฮุบ TTAภายใน7วัน ยันพร้อมตรวจสอบเต็มที่ ไม่เลือกปฎิบัติ พร้อมเล็งสอบปั่นหุ้นTTA

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับกลุ่มทุนที่มีการระบุชื่อนายวิจิตร สุพินิจ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมอยู่ด้วย จะเข้าเทกโอเวอร์ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซี่ส์ (TTA) ว่า ต้องสอบถามนายวิจิตรว่า มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยส่วนตัวไม่ขอออกความเห็นในตอนนี้ แต่หากมีการกระทำดังกล่าวจริงถือว่า ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

“ผมได้กำชับให้ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯ ตรวจสอบในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่มีระดับความสำคัญหลายด้าน หากพบว่ามีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรพย์ ก็คงจะเข้าข่ายความผิดในหลายมาตราเช่น การรวบรวมหุ้นโดยไม่แจ้ง และการถือหุ้นเกิน 25% แต่ไม่แจ้งต่อทางการและสาธารณะ รวมถึงการไม่ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือจากรายย่อย แม้จะเป็นการถือโดยนอมินีก็ไม่มีข้อยกเว้น” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า หากพบว่าเป็นการกระทำความผิดจริงก็จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่มี ส่วนร่วม โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวถึงคือนายวิจิตร ซึ่งเป็นประธาน ก.ล.ต. และยังนั่งอยู่ในตำแหน่งถึงวันที่ 16 ก.ค. 54 ยิ่งทำให้ ก.ล.ต.ต้องเข้มงวดในการตรวจสอบ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อชื่อเสียง และระดับความเชื่อมั่นขององค์กร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกระแสข่าวที่มีการระบุชื่อนายวิจิตร ยังไม่มีการตรวจสอบใดๆ จึงต้องให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และที่สำคัญต้องรอฟังการชี้แจงจากอีกฝ่าย เพราะตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ

ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงการแถลงข่าวของผู้บริหารบริษัทโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)(TTA) ว่า บริษัทได้รับการติดต่อจากกลุ่มนักลงทุนที่อ้างว่าถือ หุ้นและรวบรวมหุ้นของบริษัทได้ 30 % และต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงผู้ยริหารและกรรมการของบริษัทรวมทั้งเสนอ ให้ปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยปรากฏชื่อนายวิจิตร สุพินิจ ประธานกรรมการ ก.ล.ต.อยู่ในกลุ่มนักลงทุนดังกล่าว รวมทั้งบริษัทจะให้ ก.ล.ต. พิจารณา เกี่ยวกับความเหมาะสมกรณีที่นายวิจิตร เข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยนั้น นายธีระชัย กล่าวว่า วันนี้ (27พ.ค.) ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือ ถึงตัวบริษัทและบุคลลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งนายวิจิตรให้ชี้แจงประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้นและให้ตอบกลับมาภายใน 7 วันหลังจากได้ข้อมูลแล้ว ก.ล.ต.จะนำมาประมวลเพื่อพิจารณาว่า มีการกระทำผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์หรือไม่โดยยืนยันว่าแม้จะมีชื่อของ ประธาน ก.ล.ต.เข้ามาเกี่ยวข้องแต่ไม่มีความกดดันในการปฎิบัติงาน แน่นอน เพราะถือว่าก.ล.ต.ทำตามหน้าที่ หากไม่ทำจะถือว่าละเว้นการปฎิบัติงาน และประธานวิจิตรเองก็มีหน้าที่ต้องตอบคำถามเรา

“ยืนยันว่าไม่กดดัน แม้แต่ นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รมว.คลังเราก็เคยส่งหนังสือให้ชี้แจงมาแล้ว กรณีการออกมาเปิดเผย
เรื่องหุ้นไทยคม ซึ่งในครั้งนั้น รมว.คลังก็ยังมีหนังสือชี้แจงกลับมา ซึ่งการตรวจสอบเรื่องนี้เป็นการทำงานปกติ แม้แต่ผม ในฐานะเลขาธิการ ก.ล.ต. หรือใครก็เข้าไปขัดขวางหรือแทรกแซงไม่ได้ เพราะ มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน มีการตรวจสอบถ่วงดุล และยืนยันว่า จะไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากพบการกระทำผิดกฎหมายหลักทรัพย์” นายธีระชัย กล่าว

นายธีระชัย  กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ ก.ล.ต.ต้องตรวจสอบคือ การได้หุ้นมาของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้มีการรายงานการได้มาของหุ้นTTA ที่ก้าวข้ามสัดส่วนทุกๆ5%หรือไม่ เพราะมีหน้าที่ต้องรายงาน รวมทั้งหากมีการถือหุ้นหรือประกาศว่าจะเข้าถือหุ้น 25% ขึ้นไป และมีความ ตั้งใจกระทำการร่วมกันเข้ามาควบคุมกิจการของ TTA บุคคลเหล่านั้นมีหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์(เทนเดอร์ ออฟเฟอร์)จากผู้ถทิหุ้นรายย่อย อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่ามีการกระทำผิดแล้วหรือไม่ เพราะ ต้องรอดูข้อมูลว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

นอกจากนี้ก.ล.ต.ยังจะตรวจสอบ ว่ามีการเข้ามาสร้างราคาหรือปั่นหุ้นหรือไม่ โดยจะรวบรวมข้อมูลงว่ามีความผิดปกติของราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หรือไม่ และกลุ่มบุคคลใดเป็นผู้เข้ามาใช้ประโยชน์ซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไร ก็ตาม ในกรณีทั่วไป หากผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทเห็นพ้องตรงกันว่าผู้บริหารทำงานไม่เป็นที่ ยอมรับ หรือไม่มีความสามารถ ตามกฎหมายเปิดช่องให้ผู้ถือหุ้นรวมตัว กันหรือรวบรวมเสียงเพื่อเรียกประชุมเพื่อของปลดหรือปรับเปลี่ยนผู้บริหาร หรือเสนอบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทได้

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวถึงความเหมาะสมหากนายวิจิตรจะเข้าไปนั่งเป็นประธานบริษัท TTA ในขณะที่ยังคงเป็นประธาน ก.ล.ต.ว่า ตามกฎหมายของก.ล.ต.นั้น ไม่ได้ห้ามกรรมการก.ล.ต.เข้าไปมีผลประโยชน์หรือ หรือห้ามมีตำหน่งกรรมการในบริษัทจดทะเบียน โดยเข้าใจว่ากฎหมายต้องการให้ผู้ที่เข้ามาเป็นกรรมการหรือบอร์ดในบริษัทจด ทะเบียนมีความรอบรู้ด้านตลาดทุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 พฤษภาคม 2554, 17:00 น.

ก.ล.ต. สั่งปรับนักปั่นหุ้นพร้อมแฉพฤติกรรมสุดแสบ

Published พฤษภาคม 26, 2011 by SoClaimon

26 พฤษภาคม 2554, 20:00 น.

ก.ล.ต. สั่งปรับนักปั่นหุ้นพร้อมแฉพฤติกรรมสุดแสบ.

Pic_174375

ก.ล.ต. สั่งปรับนักปั่นหุ้น ของ 2 กรณีรวมเป็นเงินกว่า 50 ล้านบาท พร้อมแฉพฤติกรรมสุดแสบ ทั้งผลักดันและพยุงราคาและซื้อขายจับคู่กันเองระหว่างบัญชีใน ลักษณะอำพรางเพื่อให้บุคคลทั่วไปหลงผิดเกี่ยวกับปริมาณและราคาซื้อขาย หุ้น ASCON

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการเปรียบเทียบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า มีคำสั่งเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดกรณีสร้างราคาหุ้น 2 กรณี ได้แก่ นายพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา กรณีสร้างราคาหุ้น บริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ASCON) นายไผทภูมิ สงเคราะห์ และนางสาวชลาลัย สาลิวรรธนะ ในฐานะผู้ช่วยเหลือสนับสนุน เป็นจำนวนเงินรวม 48.79 ล้านบาท รวมทั้งปรับนางสาวสุปราณี โยธินอุปไมย นายพงศ์ภพ งามอัจฉริยะกุล และนายสมบุญ แซ่จ๋าว กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (KC) รวมทั้งนายคณิสร์ พลานันต์ และนางสาวอัยรินทร์ พงศ์เกษมหิรัญ ในฐานะผู้ช่วยเหลือสนับสนุน เป็นจำนวนเงินรวม 2.16 ล้านบาท

โดยพฤติกรรม ดังนี้ กรณีสร้างราคาหุ้น ASCON ก.ล.ต. ได้รับแจ้งจากตลาดหลักทรัพย์ว่า ตรวจสอบพบสภาพการซื้อขายหุ้น ASCON ที่ผิดปกติ อันเนื่องมาจากการซื้อขายของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าระหว่างวันที่ 9 ม.ค.49 ถึง 25 ม.ค.50 นายพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ได้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบุคคลอื่น 5 ราย ซื้อขายหุ้น ASCON ในลักษณะทั้งผลักดันและพยุงราคาและซื้อขายจับคู่กันเองระหว่างบัญชีใน ลักษณะอำพรางเพื่อให้บุคคลทั่วไปหลงผิดเกี่ยวกับปริมาณและราคาซื้อขาย หุ้น ASCON

รวมทั้งซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องที่ทำให้การซื้อขายหุ้น ASCON ผิดไปจากสภาพปกติเพื่อชักจูงบุคคลทั่วไปให้ซื้อขายหุ้นดังกล่าว โดยมีนายไผทภูมิ สงเคราะห์ และนางสาวชลาลัย สาลิวรรธนะ ซึ่งในขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนของบล. บัวหลวง และบล. ซีมิโก้ ตามลำดับ ให้ความช่วยเหลือด้วยการส่งคำสั่งซื้อขายซึ่ง มีลักษณะสร้างราคาดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งรับคำสั่งซื้อขายจากบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของบัญชีและและปกปิดตัวตนของ บุคคลที่ใช้บัญชีดังกล่าว

การกระทำของนายพัฒนพงษ์เข้าข่ายเป็นความผิด ตามกฎหมายหลักทรัพย์ จึงสั่งปรับนายพัฒนพงษ์ เป็นเงิน 48.12ล้านบาท และ สั่งปรับนายไผทภูมิ และนางสาวชลาลัย รายละ 333,333.33 บาท สำหรับในด้านการเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน ก.ล.ต. จะดำเนินการกับนายไผทภูมิและนางสาวชลาลัยต่อไป

สำหรับกรณีสร้างราคาหุ้น KC จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าปริมาณและราคาซื้อขายหุ้น KC ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.ถึง. 18 ส.ค51 ได้เปลี่ยนแปลงไปผิดจากสภาพปกติของตลาด เนื่องจากนางสาวสุปราณี โยธินอุปไมย ได้รู้เห็นตกลง กับนายพงศ์ ภพ งามอัจฉริยะกุล และนายสมบุญ แซ่จ๋าว ซื้อขายหุ้น KC ด้วยการจับคู่ซื้อขายระหว่างกันจำนวนมากในลักษณะทั้งผลักดันและพยุงราคา รวมทั้งซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกัน เพื่อชักจูงบุคคลทั่วไปให้ซื้อขายหุ้นดังกล่าว โดยมีนายคณิสร์ พลานันต์ ให้การช่วยเหลือในการอำนวยความสะดวกด้านธุรกรรมการเงิน ส่วนนางสาวอัยรินทร์ พงศ์เกษมหิรัญ ให้การช่วยเหลือโดยเป็นผู้สั่งซื้อ ขายหุ้นในบัญชีของนางสาวสุปราณี การกระทำของนางสาวสุปราณี นายพงศ์ภพ และนายสมบุญ เข้าข่ายเป็นความผิดกฎหมยหลักทรัพย์ สั่งปรับรายละ 500,000 บาท สำหรับนายคณิสร์และนางสาวอัยรินทร์ ในฐานะผู้สนับสนุน ปรับ รายละ 333,333.33 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 พฤษภาคม 2554, 20:00 น.
%d bloggers like this: