ข้าวโพดฝักอ่อน

All posts tagged ข้าวโพดฝักอ่อน

การศึกษาการปลูกข้าวโพดไร่เพื่อเก็บเป็นข้าวโพดฝักอ่อน

Published กรกฎาคม 22, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=002051&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุวิทย์ ปัญญสุรินทร์; ชำนาญ ฉัตรแก้ว; ทิพย์ เลขะกุล
ชื่อเรื่อง: การศึกษาการปลูกข้าวโพดไร่เพื่อเก็บเป็นข้าวโพดฝักอ่อน
Article title: Study on growing field corn for young ear corn
ชื่อเอกสาร : รวมเรื่องย่อการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 18 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 28-30 มกราคม 2523
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2523
หน้า: หน้า 65
จำนวนหน้า: 114 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2523)
หมวดหลัก: F30-Plant genetics and breeding
หมวดรอง: F01-Crop husbandry
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: ZEA MAYS, VARIETIES, PLANTING, SELECTION, MILDEWS, DISEASE RESISTANCE, YIELDS
ดรรชนี-ไทย: ข้าวโพดไร่, ข้าวโพดฝักอ่อน, พันธุ์, การปลูก, การคัดเลือกพันธุ์, โรคราน้ำค้าง, ความต้านทานโรค, ผลผลิต
หมายเลข: 002051 KC1801067
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

ข้าวโพดฝักอ่อน ชื่อพันธุ์ : รังสิต 1

Published ธันวาคม 31, 2010 by SoClaimon

ผ่านทางรายชื่อพันธุ์พืชรับรอง.

ข้าวโพดฝักอ่อน
ชื่อพันธุ์ :  รังสิต 1
วันที่รับรอง : 28 กันยายน 2525
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
กองพืชไร่นำเชื้อพันธุกรรมข้าวโพดฝักอ่อนมาจากแหล่งต่าง ๆในปี พ.ศ.2519 ทำการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เป็นจำนวน 147 พันธุ์ ในปี พ.ศ.2520 ดำเนินการ 4 ปี ได้พันธุ์ข้าวโพดไร่ที่ดีกว่าข้าวโพดพันธุ์ต่างๆ ที่เกษตรกรใช้ปลูกเพิ่มโดยให้ผลผลิตสูงกว่ามีคุณภาพดีกว่าได้มาตรฐานตามที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ
ลักษณะทั่วไป :
ลำต้นสีเขียว แข็งแรงการเจริญเติบโตดี เหมาะสำหรับปลูกเพื่อเก็บฝักอ่อนอายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน ให้ผลผลิตสูง ขนาด สีและรูปทรงของฝักสดที่ปอกเปลือกแล้วได้มาตรฐานสูง ตรงตามความต้องการของตลาด คือมีขนาด 1.0-1.5 x 4.0-9.0 เซนติเมตร ให้จำนวนฝัก 2-3 ฝักต่อต้น น้ำหนักฝักสด 1 กิโลกรัม จะมีฝักอ่อนปอกเปลือกแล้ว 12-13 ฝัก
ลักษณะเด่น :
ลำต้นแข็งแรงเจริญเติบโตเร็วให้น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือกและน้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้วสูงคือน้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือก 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้ว 100-175 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง
พื้นที่แนะนำ :
สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีหากพื้นที่นั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์พอเพียง
ข้อควรระวัง :
ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้าง

ข้าวโพดฝักอ่อนพันธุ์รับรอง

Published ตุลาคม 13, 2010 by SoClaimon

http://www.doae.go.th/library/html/2549/0709/Baby_corn1/index.htm.

พันธุ์ : รังสิต 1
วันที่รับรอง : 28 กันยายน 2524
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

ประวัติ : ได้นำเชื้อพันธุกรรมมาจากแหล่งต่าง ๆ ในปี พ.ศ.2519 ผสมเข้าด้วยกันตามการคาดคะเนว่าจะให้ได้พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เป็นจำนวน 147 พันธุ์ ในปี พ.ศ. 2520 แล้วนำไปทดสอบเปรียบเทียบและคัดเลือกพันธุ์ในสถานี ทดลองและในไร่กสิกรที่เป็นแหล่งปลูกข้าวโพดฝักอ่อนในท้องถิ่นต่าง ๆ 4 ปี พบว่าได้พันธุ์ข้าวโพดไร่ที่ดีกว่าข้าวโพดพันธุ์ ต่าง ๆ ที่กสิกรใช้ปลูกมาแล้ว โดยให้ผลผลิตสูงกว่ามีคุณภาพดีกว่า ได้มาตรฐานตามที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ

ลักษณะทางการเกษตร : เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูก เพื่อเก็บฝักอ่อน อายุเก็บเกี่ยว 110 – 120 วันให้ผลผลิตสูง น้ำหนักสดของฝักอ่อนที่ปอกเปลือกแล้วประมาณ 150 กิโลกรัมต่อไร่ ทรงต้นและการเจริญเติบโตแข็งแรงดี ขนาด สี ตลอดจนรูปร่างของฝักสด ที่ ปอกเปลือกแล้วได้มาตรฐานสูง ตรงตามความต้องการของตลาด ( ขนาด 1.0 – 1.5 x 4.0 – 9.0 ซม.) ให้จำนวนฝัก 2 – 3 ฝักต่อต้น น้ำหนักฝักสด 1 กิโลกรัม จะมีฝักอ่อนปอกเปลือกแล้ว 12 – 13 ฝักแนะนำสำหรับเกษตรกรในเขตเกษตรก้าวหน้าที่มีการชลประทานดีปลูกเป็นการค้า และเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง

ลักษณะดีเด่น : ผลผลิตสูง ลำต้นแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ให้น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือกต่อไร่สูง ให้น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้วต่อไร่สูง ต้นมีการเจริญเติบโตแข็งแรงดี

ข้อจำกัด : สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี หากพื้นที่นั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์พอเพียง

ผลผลิต : น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือก 800 – 1,000 กก./ไร่ น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้ว100 – 175 กก./ไร่

ที่มา : http://www.doa.go.th/pl_data/BA_CORN/3var/var05.html
จัดทำโดย : ดาราวรรณ ทวีศักดิ์บวรกุล

การผลิตข้าวโพดฝักอ่อนอย่างถูกต้องเหมาะสม

Published มิถุนายน 14, 2010 by SoClaimon

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตข้าวโพดฝักอ่อน

Good Agricultural Practice (GAP) For Corn


แหล่งปลูก

สภาพพื้นที่

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย พื้นที่ควรเป็นพื้นราบ มึความสม่ำเสมอ
  • ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • การคมนาคมสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ดินร่วนถึงร่วนเหนียว
  • มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดด่างประมาณ 5.5-6.8

สภาพภูมิอากาศ

  • อยู่ในแหล่งที่มีอุณหภูมิอากาศเหมาะสมระหว่าง 24-25 องศาเซลเซียส
  • ชอบแดดจัด

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปน เปื้อน
  • มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก

******************************

พันธุ์

การ เลือกพันธุ์

  • ให้ผลผลิตสูงมีคุณลักษณะตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโตดี เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ ข้าวโพดฝักอ่อนที่มีคุณสมบัติดี นิยมปลูกเป็นการค้ามี 2 กลุ่ม คือ

พันธุ์ผสมเปิด

  • ลักษณะฝักไม่ค่อยสม่ำเสมอ เป็นพันธุ์ที่เก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้แต่ต้องปลูกห่างจากพันธุ์อื่น
    ไม่น้อยกว่า 200 เมตร หรือทิ้งช่วงการปลูกจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ ได้แก่
  • พันธุ์เชียงใหม่ 90 เริ่มเก็บเกี่ยว 48 วันหลังงอก แกนสีเหลืองครีม ต้านทานโรคราน้ำค้าง
  • ในกรณีที่เป็นแหล่งปลูกที่มีปัญหาเรื่องโรคราน้ำค้างควรปลูก พันธุ์สุวรรณ 2ซึ่งต้านทางโรครา
    น้ำค้างดีกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 90 เริ่มเก็บเกี่ยว 45 วันหลังงอก แกนสีเหลืองครีม

พันธุ์ลูกผสม

  • ลักษณะฝักสม่ำเสมอ ผลผลิตสูง โรงงานต้องการ เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ด
    พันธุ์ต่อได้ ได้แก่
  • พันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 เริ่มเก็บเกี่ยว 51 วัน แกนสีเหลือง
  • พันธุ์ฝักอ่อน G 5414 เริ่มเก็บเกี่ยว 48 วัน แกนสีเหลืองครีม ต้านทาน โรคราน้ำค้าง
  • พันธุ์ แปซิฟิค 421 เริ่มเก็บเกี่ยว 43 วัน แกนสีเหลือง

******************************

การ ปลูก

การ เตรียมดิน

  • ไถดินและตากติน 7-10 วัน ปรับระดับดินให้เสมอ เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลงให้หมด
  • วิเคราะห์ดิน ถ้าดินมีความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ใส่ปูนขาวก่อนปลูกอัตรา 100-200กก./
    ไร่ โดยหว่านแล้วพรวนกลบ
  • ทำหลุมตื้น ๆ ไว้สำหรับใส่ปุ๋ยรองพื้นบริเวณข้าง ๆ หลุมปลูก
  • ในกรณีฝนตกชุกและดินชื้น ปลูกแบบไม่ไถพรวนได้
  • ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน เช่น ตอซังพืช มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร ข้อควร
    ระวังคือต้องปล่อยให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักสลายตัวสมบูรณ์ก่อน ถ้าใช้สดจะทำให้ข้าวโพดชะงัก
    การเจริญเติบโตหรืออาจถึงตายได้

วิธี การปลูก

  • คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วย เมตาแลกซิล (35%SD) อัตรา 7 กรัม/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
  • หยอดเมล็ด 3-4 เมล็ด ต่อหลุม
  • ระยะ 25×75 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้น/หลุม ระยะ 50×50 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม
  • ถอนแยกเมื่อข้าวโพดมีอายุ 12-15 วัน

******************************

การ ดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

ที่ราบเขตภาคกลางตอนบน

  • รองก้นหลุมก่อนหยอดเมล็ดด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 40-50 กิโลกรัมต่อไร่
  • เมื่อข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัม/ไร่ หรือปุ๋ย
    แอมโมเนียมซัลเฟตสูตร 21-0-0 อัตรา 50-75 กิโลกรัม/ไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้ว
    พรวนดินพูนโคนกลบปุ๋ย

ที่ราบเขตภาคกลางตอนล่าง (บริเวณที่ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนติดต่อกันหลายปี)

  • รองก้นกลุมก่อนหยอดเมล็ดด้วยปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัม
  • เมื่อข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัม/ไร่ โรยข้างต้น
    หรือข้างแถว แล้วพรวนดินพูนโคนกลบปุ๋ย

เขตปลูกภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ

  • รองก้นหลุมก่อนหยอดเมล็ดด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 อัตรา 75-100 กิโลกรัม/ไร่
  • เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 20-40 กิโลกรัม/ไร่ โรยข้างต้น
    หรือข้างแถว แล้วพรวนดินพูนโคนกลบปุ๋ย

การให้น้ำ

  • ให้น้ำอยางสม่ำเสมอ
  • ให้น้ำทันที่หลังจากใส่ปุ๋ยและปลูก
  • ในกรณีการตักรด ในระยะแรกนับจากวันปลูกถึง 10 วัน ควรให้น้ำทุกวัน
  • ในกรณีให้น้ำตามร่องลูกฟูกปลูกในดินเหนียวบนพื้นราบ ให้น้ำทุกสัปดาห์
  • อย่าปล่อยให้น้ำท่วมขังในแปลง เกิน 24 ชั่วโมง เพราะผลผลิตจะลดหรืออาจตายได้
  • เว้นระยะบ้างตามสมควรเมื่อต้นใหญ่สมบูรณ์แล้ว แต่ต้องหมั่นสังเกตต้นข้าวโพดอย่าปล่อยให้
    เหี่ยวจากการขาดน้ำ (เมื่อข้าวโพดต้นโตสมบูรณ์แล้ว ให้น้ำทันทีเมื่อเกิดอาการเหี่ยวจากการ
    ขาดน้ำ)

การ ถอนดอกตัวผู้

  • เมื่อข้าวโพดเริ่มออกดอกตัวผู้ หรือดอกหัว ให้ถอดดอกตัวผู้ทิ้ง จะทำให้ฝักอ่อนที่ส่วนล่าง
    เจริญเติบโตได้เร็ว และมีฝักที่เก็บเกี่ยวได้ 2-3 ฝักต่อต้น

การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

  • ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูข้าวโพดฝักอ่อนมีหลายชนิดที่สำคัญและพบ ทั่วไปในแปลงข้าว
    โพดฝักอ่อน ได้แก่

แตน เบียน มี 2 ชนิด คือ

แตน เบียนไข่ไตรโคแกรมม่า

  • ทำลายไข่ของหนอนผีเสื้อขนาดลำตัวประมาณ 3 มม. ไข่ที่ถูกแตนเบียเข้าทำลายจะมีสีดำ
    และไม่ฟัก
  • แตนเบียนหนอนโคทีเซีย ตัวเต็มวัยมีสีดำ ขนาดเท่ายุง วางไข่ในตังหนอนกระทู้หอม หลังไข่
    ฟักเป็นตัวจะอาศัยอยู่ภายในประมาณ 7 วัน แล้วออกมาถักรังเข้าดักแด้ภายนอก ดักแด้มีสี
    น้ำตาลขนาดเท่าเมล็๋ดข้าวสาร แต่ยาวเพียงครึ่งเดียว ทำให้หนอนศัตรูข้าวโพดฝักอ่อนไม่กิน
    อาหารและตายในที่สุด

ตัว ห้ำ

  • เช่น แมลงหางหนีบ แมงมุม แมลงช้างปีกใส ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินไข่และหนอนศัตรู
    ข้าวโพดฝักอ่อน
  • แมลงศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 จำพวกนี้ มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้นในการ
    ป้องกันกำจัดศัตรูข้าวโพดฝักอ่อน ควนใช้วิธีการที่ปลอดภัยเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

******************************

สุขลักษณะ และความสะอาด

ควร รักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะ
    ศัตรูพืชหรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉลี่ยที่เป็นโรค ทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต หลังใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาด และเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรู
    พืช สำหรับภาชนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้อีก

*******************************

ศัตรู ของข้าวโพดฝักอ่อนและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคราน้ำค้าง หรือ โรคใบลาย

สาเหตุ        เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • ใบอ่อนจะมีทางสีขาว เขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อนเกิดจากฐานใบถึงปลายใบ ทางดังกล่าวอาจ
    จะยาวติดต่อกันไปหรือขาดเป็นช่วง บางครั้งพบลักษณะอาการเป็นปื้นสีขาวจากฐานใบไปยัง
    ปลายใบ ข้าวโพดที่เป็นโรคในระยะต้นกล้า ต้นที่เป็นโรค เมื่อโตแล้วอาจแห้งตายก่อนออก
    ดอกออกฝัก ต้นที่สามารถออกดอกได้แต่จะไม่มีฝักหรือฝักไม่สมบูรณ์ มีเมล็ดจำนวนน้อย
    หรือไม่มีเมล็ดเลย

การแพร่ระบาด

  • โรคเริ่มระบาดต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม ไปจนสิ้นฤดูฝน อุณหภูมิต่ำและความชื้น
    สูงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุชนิดนี้มาก เชื้อสาเหตุสามารถติดไป
    กับเมล็ดพันธุ์ หรือตกค้างอยู่ในเศษซากพืช เช่น ใบข้าวโพดที่เป็นโรค หรือเมล็ดข้าวโพด
    จากต้นที่เป็นโรค หรือที่อาศัยอยู่บนพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวฟ่าง หญ้าพงหรือแขม หรืออ้อยเลา
    หรือ หญ้าคาหลวง

การ ป้องกันกำจัด

  • ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้จากต้นที่ไม่เป็นโรค หรือหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่มีโรค
    ระบาดมาทำพันธุ์
  • ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ตากแห้งสนิท (ความชื้นประมาณ 10% ) มาทำพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อที่ติดมา
    กับเมล็ดฟื้นคืนชึพขึ้นมาอีก
  • ใช้พันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์สุวรรณ 1 พันธุ์สหุวรรณ 2 พันธุ์นครสวรรค์
  • คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่1
ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้างของโรคข้าวโพดฝักอ่อน
ชื่อโรคพืช
สารป้องกันกำจัด
โรคพืช
อัตราการใช้/
เมล็ด 1 กก.
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดการใช้สาร
ก่อนเก็บเกี่ยว
ราน้ำค้าง เมตาแลกซิล
(35%SD)
7 กรัม
  • คลุกเมล็ดก่อน
    ปลูก

แมลง ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

มอดดิน

ลักษณะ และการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นด้วงงวงขนาดเล็ก 2.2×3.5 มิลลิเมตร สีเทาดำ ทำลายกัดกินใบตั้งแต่ต้นอ่อน
    เริ่มงอกถึงอายุ 10 วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะทำให้
    การเก็บเกี่ยวล่าช้า พบระบาดมากในช่วงต่อฤดูปลูกที่ 2 ซึ่งมักประสบปัญหาฝนแล้ง

การ ป้องกันกำจัด

  • ปลูกข้าวโพดในแหล่งที่มีน้ำเพียงพอ หลีกเลี่ยงการปลูกในปลายฝน
  • ทำความสะอาดและกำจัดวัชพืชรอบแปลงปลูกซึ่งจะเป็นพืชอาศัยของแมลง
  • ในแหล่งที่ระบาดเป็นประจำ คลุกเมล็ดก่อนปลูกหรือพ่นตามคำแนะนำใน ตารางที่ 2

หนอนกระทู้ หอม

ลักษณะการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มสีขาวมีขนปกคลุมใต้ใบข้าวโพด หนอนจะทำ
    ความเสียหายรุนแรงเมื่ออยู่ในวัยที่ 3 ขึ้นไป โดยกัดกินทุกส่วนของ ข้าวโพดฝักอ่อนในระยะ
    กล้า หนอนโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน

การ ป้องกันกำจัด

  • เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนทำลาย
  • แหล่งระบาดเป็นประจำ หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอน เจาะลำต้นข้าวโพด

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญ
    ที่สุดชนิดหนึ่ง หนอนเจาะทำลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลำต้น แต่ชอบเจาะเข้าทำลายภาย
    ในลำต้นมากกว่าส่วนอื่น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มได้ง่าย เมื่อมีการระบาดมาก
    จะเข้าทำลายฝัก พบระบาดในระยะข้าวโพดอายุ 20 วัน ถึงเก็บเกี่ยว

การ ป้องกันกำจัด

  • หมั่นสำรวจกลุ่มไข่ หนอน และยอดที่ถูกทำลาย โดยเฉพาะช่วงข้าวโพดอายุ 20-45 วัน เพื่อ
    ทำการป้องกัน (ตามคำแนะนำในตารางที่ 2) ก่อนที่จะเจาะเข้าไปภายในลำต้น ซึ่งจะทำให้
    ยากต่อการป้องกัน
ตารางที่ 2 การใช้สารชีวินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดฝักอ่อน
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวิตทรีย์/
ป้องกันกำจัด
อัตราการใช้
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดการ
ใช้ก่อน
เก็บเกี่ยว
มอดดิน
คาร์โบซัลแฟน
(25%ST)
20 กรัม/
เมล็ด 1 กก.
  • คลุกเมล็ดก่อนปลูก
คาร์โบซัลแฟน
(20%EC)
30 มล.
  • พ่นเมื่อข้าวโพดอายุ
    10-12 วัน เมื่อพบ
    ปริมาณแมลงยังสูงอยู่
15 วัน
หนอนกระทู้
หอม
นิวเคลียโพลีฮีโดร
ซิสไวรัส
20-30 มล.
  • พ่นในช่วงเวลาเย็น
    ทุก 5 วัน 1-2 ครั้ง
    เมื่อพบหนอนเฉลี่ย
    2-3 ตัว/ต้น
0 วัน
เบตาไซฟลูทริน
(2.5%EC)
40 มล.
  • พ่นเมื่อพบหนอนเฉลี่ย
    2-3 ตัวต่อต้น 12- ครั้ง
    ห่างกัน 7 วัน (ในแหล่ง
    ที่พบแตบเบียนโคทีเซีย
    ไม่จำเป็นต้องใช้สาร
    กำจัดศัตรูพืช)
14 วัน
หนอนเจาะ
ลำต้นข้าวโพด
ไซเพอร์เมทริน
(15%EC)
10 มล.
  • พ่นเมื่อกพบหนอน
    เฉลี่ย 2-3 ตัว/ต้น
    หรือพบกลุ่มไข่ 15
    กลุ่ม/ข้าวโพด 100
    ต้น หรือพบยอดข้าว
    โพดถูกทำลาย
    40-50%
5 วัน
ไตรฟลูมูรอน
(25%WP)
30 กรัม
14 วัน

วัชพืชและการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

  • วัชพืชปรเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนติด หญ้าตีนนก หญ้าปากควายและหญ้า
    ไม้กวาด เป็นต้น
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักโขม ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ หญ้ายาง เทียนนา หญ้ากำมะ
    หยี่ โทงเทง สะอึก ตดหนูตดหมา และสาบแร้งสาบกา เป็นต้น
ตารางที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชในแปลงข้าวโพดฝักอ่อน
ชื่อวัชพืช
สารป้องกันกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใชั/ข้อควรระวัง
วัชพืชใบแคบ
(ฤดูเดียว)
อะลาคลอร์ (48%EC) 150 มล.
  • พ่นเมื่อคุมการงอก
    ของเมล็ดวัชพืช
เมโทลาคลอร์ (40%EC) 125-150 มล.
แห้วหมู
(ข้ามปี)
ไกลโพเสท (48%EC) 125-150 มล.
  • ใช้เชือก (ropewick)
    ชุบสารลากให้ระไปกับ
    ใบในขณะที่วัชพืชมีใบ
    มากที่สุด

วัชพืช ข้ามปี

เป็น วัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว ที่พบมากในไร่ข้าวโพด ได้แก่ แห้วหมู และกก

การ ป้องกันกำจัด

  • ไถดิน 1-2 ครั้งก่อนปลูก ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน
  • ใช้แรงงานหรือเครื่องกลกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก และพรวนดินหลังการใส่ปุ๋ยเมื่อข้าว
    โพดอายุ 30 วัน

******************************

คำ แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและ อัตราการ
ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการพ่น
ควรกระจายให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกาย
    ของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศีรษะเพื่อป้อง
    กันอันตรายจากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัด หรือลมแรง และผู้
    พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุง
    อาหาร แหล่งน้ำ และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่าทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่อง พ่น นิยมใช้มี 2 ชนิดได้แก่

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาด
    เล็ก(เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 มม.) สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
    และใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบปะทะ สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะ ไม่ใช้ปนกับสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น ๆและ
    หลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดินขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงบน พื้นที่ที่ต้อง
    การควบคุมวัชพืชเท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิม เพราะจะทำให้สารลงเป็น 2 เท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบ
    กรวยขนาดกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์
    หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เหมาะสำหรับ การพ่นสารฆ่าแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละออง
    ขนาดเล็กสม่ำเสมอ
  • ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นาน
    เกินไปเพราะจะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไป
    ทางใต้ลมตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
  • การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้าน
    ใต้ใบ

******************************

การ เก็บเกี่ยว

ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

  • เมื่อข้าวโพดอายุ 45-60 วันหลังงอก หรือ 7-10 วันหลังถอดดอกตัวผู้ทิ้ง
  • เก็บเกี่ยวเมื่อฝักมีไหมโผล่ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร

วิธี การเก็บเกี่ยว

  • ตัด หรือหักให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น
  • ต้องระมัดระวังไม่ให้ฝักหรือส่วนปลายฝักเกิดหักเสียหาย
  • ต้องเก็บเกี่ยวทุกวันให้แล้วเสร็จภายใน 7-10 วัน มิฉะนั้นขนาดของฝักจะไม่ได้มาตรฐานตาม
    ที่ต้องการ

มาตรฐานข้าวโพดฝักอ่อนที่โรงงานต้องการ

  • ขนาดฝักปอกเปลือก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร ความยาว 4-9 เซนติเมตร
  • ส่วนปลายฝักต้องไม่หัก
  • ฝักมีสีเหลืองหรือสีครีม
  • แกนฝักต้องสดไม่ผ่านการแช่น้ำมาก่อน
  • การเรียงของไข่ปลาตรงและแถวชิด ไม่แยกเป็นร่อง

ความยาวข้าวโพดฝักอ่อนแบ่งออกเป็น 3 ขนาด

  • ฝักใหญ่ ความยาวฝัก 10-13 เซนติเมตร
  • ฝักกลาง ความยาวฝัก 7-9 เซนติเมตร
  • ฝักเล็ก ความยาวฝัก 4-7 เซนติเมตร

การ เก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ

  • รับนำเข้าร่ม หรือโรงเรือนที่มีการระบายอากาศดี ไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • คัดขนาดตามมาตรฐานของผู้รับซื้อ หรือโรงงาน
  • โรงงานต้องเก็บรักษาผลผลิตในห้องเย็นที่อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส
  • สถานที่เก็บชั่วคราวหรือบรรจุ ต้องอยู่ห่างจากสิ่งปฏิกูลเพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน

******************************

การขนส่ง

  • เตรียมการเรื่องตลาดรับซื้อและยานพาหนะในการขนส่งไว้ล่วงหน้า
  • ไม่กองฝักข้าวโพดบนพื้นรถบรรทุกโดยตรง ควรใส่ภาชนะ
  • การขนส่งทางไกล ควรส่งโดยรถที่มีระบบห้องเย็นอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้น
    สัมพัทธ์ 85-90 เปอร์เซ็นต์
  • ควรส่งถึงปลายทางภายในระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง หลังการเก็บเกี่ยว

******************************

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

  • เมื่อเก็บเกี่ยวฝักอ่อนเสร็จแล้วต้นและเศษเหลือของข้าวโพดฝักอ่อน ให้ตัดและขนย้ายไปไว้
    นอกแปลงปลูก
  • การปอกเปลือก ต้องกรีดไม่ให้เกิดบาดแผลที่ฝัก ลอกไหมให้เกลี้ยง ซึ่งจะทำให้ง่านต่อการ
    เข้าทำลายของเชื้อราและแบคทีเรีย เครื่องมือที่ใช้เช่นมีด ภาชนะบรรจุ และมือผู้ปอกเปลือก
    ต้องสะอาด
  • สถานที่ปฏิบัติงานปอกเปลือกข้าวโพดฝักอ่อน ต้องดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ และอยู่หางไกลจาก
    สิ่งปฏิกูล เพื่อป้องกัวนการติดเชื้อโรค

******************************

การบันทึกข้อมูล

  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิด
    ข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

ข้าวโพดฝักอ่อน

Published มีนาคม 30, 2010 by SoClaimon

http://www.doae.go.th/library/html/2549/0709/Baby_corn/index.htm.

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

* ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย
* ความอุดมสมบูรณ์สูงมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน
* การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี
* ระดับหน้าดินลึก 25 – 30 เซนติเมตร
* ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5 – 6.8
* อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24 – 35 องศาเซลเซียส
*ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี

สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่นิยมปลูก

ลักษณะ
ลูกผสม
ผสมเปิด
จี 5414
เอสจี18 1/
แปซิฟิค 116
แปซิฟิค 283
ยูนิซีดส์ บี-65
เกษตร
ศาสตร์ 2 1/
เชียงใหม่ 90
สุวรรณ 2
ผลผลิตฝักอ่อนทั้งเปลือก(กก./ไร่)
1,800-2,000
1,700-2,500
1,500-1,600
2,200-2,400
1,800-1,900
1,600-1,800
870-1,200
745
ผลผลิตฝักอ่อนปอกเปลือก(กก./ไร่)
270-380
300-430
270-290
350-400
300-350
280-300
150-200
120
อัตราแลกเนื้อ 2/
6.5:1
6:1
5.5:1
6:1
6:1
5.5
6:1
6:1
จำนวนฝักต่อต้น
2-3
2-3
3
3-4
2-3
2
2-3
2
สีฝัก
เหลืองอ่อน
เหลืองอ่อน
เหลือง
เหลืองอ่อน
เหลือง
เหลืองอ่อน
เหลือง
เหลือง
ความสม่ำเสมอของฝัก
ดีมาก
ดีมาก
ดีมาก
ดีมาก
ดีมาก
ดีมาก
ดี
ปานกลาง
วันถอดช่อดอกตัวผู้หลังปลูก(วัน)
44
46-48
45-47
52
40-42
40-43
ความยาวไหมขณะเก็บเกี่ยว(ซม.)
3-5
3-5
3-5
3-5
3-5
1-3
3-4
3-5
อายุเริ่มเก็บเกี่ยวหลังปลูก(วัน)
49
50-52
48-50
47-49
54
51
43-45
45-48
ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว(วัน)
5-6
5-6
6-8
5-7
5-6
5
5-10
5-10
ความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง
ดี
ดี
ดี
ดี
ดี
ดี
ดี
ดี
ความแข็งแรงของลำต้น
แข็งแรงดี
แข็งแรงดี
แข็งแรงดี
แข็งแรงดี
แข็งแรงดี
แข็งแรงดี
แข็งแรง
ปานกลาง

1/ ไม่ต้องถอดช่อดอกตัวผู้เนื่องจากเป็นหมัน
2/ สัดส่วนของผลผลิตทั้งเปลือก:ผลผลิตฝักอ่อนปอกเปลือก

ฤดูปลูก



• ปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีการจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสม
• ข้าวโพดฝักอ่อนใช้เวลาตั้งแต่การปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 43-54 วัน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ จึงสามารถปลูกได้ 4-5 ครั้งต่อปี
• เพื่อให้ได้ผลผลิตฝักอ่อนออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจำเป็น
ต้องวางแผนการปลูกที่เหมาะสม

การเตรียมดิน

• ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร และตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1ครั้ง ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซากราก เหง้า หัว ไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก
• ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนกลบ ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดินให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลาย ดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร

ิธีการปลูก

• ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 4.5-6.0 กิโลกรัมต่อไร่ จะได้จำนวนต้นที่เหมาะสม 18,000 – 20,000 ต้นต่อไร่
• ปลูกในนาหรือสภาพไร่ ปลูกเป็นแถวคู่ยกร่องสูง 30-40 เซนติเมตร ระยะระหว่างสันร่อง100125 เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้างร่องทั้งสองข้างแบบสลับฟันปลาระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุ ประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม
• ปลูกบนร่องสวน ให้ปลูกเป็นหลุม ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร จำนวน 3-4 เมล็ดต่อหลุม เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ3 ต้นต่อหลุม

การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย
• ถ้าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่ำกว่าตามที่ระบุในข้อ 1.2ก่อนหยอดเมล็ด ให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวปนทราย และสูตร 15-15-15 สำหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
• เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ

การให้น้ำ
• ให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง หลังจากนั้นให้น้ำตามร่องปลูก ทุก 7-10 วัน
• ถ้าใบข้าวโพดฝักอ่อนเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที
• ต้องไม่ให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะชะงักการเจริญเติบโตผลผลิตลดลงและอาจตายได้

การถอดช่อดอกตัวผู้
• เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนเริ่มออกดอกตัวผู้ ให้ดึงช่อดอกตัวผู้ออกจะทำให้ฝักอ่อนเจริญเติบโตดีและเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น
• หลังดึงช่อดอกตัวผู้ทิ้งประมาณ 2-5 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวฝักแรกได้

โรคที่สำคัญ

โรคราน้ำค้าง หรือโรคใบลาย ทำให้ยอดมีข้อถี่ ต้นแคระแกร็น ใบเป็นทางสีขาวสีเขียวอ่อนหรือสีเหลืองอ่อนไปตามความยาวของใบพบผงสปอร์สีขาว เป็นจำนวนมากใต้ใบในเวลาเช้ามืดที่มีความชื้นสูงถ้าระบาดมากต้นจะแห้งตายแต่ ถ้าอยู่รอดจะไม่ออกฝักหรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลมและน้ำป้องกันกำจัดโดยคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเมตา แลกซิล (35%ดีเอส)

แมลงศัตรูที่สำคัญ
หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะทำความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตั้งแต่ 2 เซนติเมตร พบระบาดมากในแหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ป้องกันกำจัดโดยเก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลาย แหล่งที่ระบาดเป็นประจำ ควรพ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรหรือ เบตาไซฟลูทริน (2.5%อีซี) 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 20 วันถึงระยะเก็บเกี่ยว โดยเจาะเข้าทำลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มง่ายเมื่อมีการระบาดมากจะเข้าทำลายฝัก

สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนู ทำลายมากตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยวสกุลหนูพุกกัดโคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝักอ่อนสกุลหนูท้องขาว เช่น หนูบ้านท้องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักอ่อนบนต้น

การป้องกันกำจัดวัชพืช

• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวนดิน แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
• กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงาน หรือเครื่องจักรกล เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 20 วัน ก่อนใส่ปุ๋ย
• ในกรณีกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช

การเก็บเกี่ยว
• เก็บฝักอ่อน เมื่อปลายฝักมีไหมยาว 1–5 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับพันธุ์ตามตารางสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ที่นิยมปลูก หรือสุ่มปอกเปลือกดูขนาดฝักอ่อนที่ได้มาตรฐาน เพื่อกำหนดวันเริ่มเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
• การเก็บฝักอ่อนก่อน หรือหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1 วัน ฝักจะไม่ได้มาตรฐานตามที่โรงงานและตลาดต้องการ
• ใช้มือหักฝักอ่อนให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น
• ต้องเก็บเกี่ยวทุกวันให้แล้วเสร็จภายใน 5-10 วัน เพื่อให้ได้ฝักขนาดมาตรฐานตามที่โรงงานและตลาดต้องการ

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

• หลังเก็บเกี่ยว ให้รีบนำข้าวโพดฝักอ่อนเข้าที่ร่ม เพื่อไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง
• ไม่ควรกองข้าวโพดฝักอ่อนสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศภายในกอง เช่นใช้ลังไม้วางใต้กองข้าวโพดฝักอ่อน เป็นต้น
• สถานที่ปฏิบัติงานปอกเปลือกข้าวโพดฝักอ่อนควรยกพื้นสูง เพื่อสะดวกต่อการทำงาน การดูแลความสะอาด และป้องกันการปนเปื้อน
• อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น มีด และภาชนะบรรจุข้าวโพดฝักอ่อนที่ปอกเปลือกแล้วต้องสะอาด และมีขนาดเหมาะสม
• การปอกเปลือกต้องระวังไม่ให้เกิดบาดแผลที่ฝัก หรือส่วนปลายฝักหักเสียหาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของโรงงานและตลาด
• ต้องขนส่งข้าวโพดฝักอ่อนให้ถึงปลายทางภายใน 24 ชั่วโมงหลังการเก็บเกี่ยว ถ้าเป็นไปได้ควรขนส่งในเวลากลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนในเวลากลางวัน
• การขนส่งฝักที่ปอกเปลือกแล้ว ต้องบรรจุในภาชนะที่เหมาะสมและขนส่งโดยรถยนต์ที่มีระบบห้องเย็น ปรับอุณหภูมิที่ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 เปอร์เซ็นต์

จัดทำโดย : ดาราวรรณ ทวีศักดิ์บวรกุล

%d bloggers like this: