ข่าวเกษตรทั่วไป

All posts tagged ข่าวเกษตรทั่วไป

อบจ.หนุนศูนย์โอท็อป”เมืองลุง” เพิ่มช่องทางตลาดสินค้าติดดาว

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันพุธที่ 29 กันยายน 2553

ผ่านทางอบจ.หนุนศูนย์โอท็อป”เมืองลุง” เพิ่มช่องทางตลาดสินค้าติดดาว คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

สุมาลี สมมาตย์ โชว์ผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว

ผลิตภัณฑ์กระจูด วางจำหน่ายภายในศูนย์

คมชัดลึก : จากการที่รัฐบาลได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้จากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มา จากภูมิปัญญาของท้องถิ่น ภายใต้โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือที่รู้จักกันในนาม “สินค้าโอท็อป” มาตั้งแต่ปี 2544 และมีการคัดสรรเพื่อหาสุดยอดผลิตภัณฑ์เด่นของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ที่มีเอกลักษณ์ผสมผสานด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น มีคุณค่าเป็นที่นิยม มีศักยภาพในการผลิตและความสามารถด้านการตลาด โดยพิจารณาจากผู้บริโภคและการส่งเสริมของหน่วยงาน

พัทลุงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีสุดยอดผลิตภัณฑ์อันน่าภาคภูมิใจ อย่างหลากหลาย เป็นที่ยอมรับของลูกค้ามาอย่างยาวนาน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เด่น 4 อย่างที่สามารถคว้ารางวัลผลิตภัณฑ์ดีเด่นหรือโอท็อป 5 ดาวระดับประเทศมาแล้ว ได้แก่ผลิตภัณฑ์จากกระจูด ผลิตภัณฑ์รูปหนังตะลุง ผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวสังข์หยด

แต่ปัญหาไม่มีสถานที่จัดวางจำหน่ายอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)พัทลุง จึงได้เจียดงบประมาณกว่า 6 ล้านบาท จัดสร้างอาคารสำหรับวางจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้านที่โดดเด่นของจังหวัด โดยใช้พื้นที่เกือบ 3 ไร่ริมถนนเพชรเกษม หมู่ 2 ต.เขาเจียก อ.เมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 15 กิโลเมตร โดยก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันมีสินค้าวางจำหน่ายมากกว่า 100 ผลิตภัณฑ์มาจากทั่วทุกพื้นที่ใน จ.พัทลุง

สุมาลี สมมาตย์ เจ้าหน้าที่กองแผนงาน องค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ซึ่งรับผิดชอบดูแลศูนย์โอท็อปแห่งนี้ เล่าถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมของศูนย์ โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวซึ่งมีมาจากทุกพื้นที่ แต่ที่โดดเด่นก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวสังข์หยดของชุมชนบ้านเขากลาง ต.ปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งข้าวพื้นเมืองของจังหวัดที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิให้แก่ชุมชนผู้ผลิต พันธุ์แรกของประเทศ ผลิตภัณฑ์กระจูดทะเลน้อย ผลิตภัณฑ์กะลามะพราวและผลิตภัณฑ์หนังตะลุง

“ผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้านทุกอย่างใน จ.พัทลุง จะนำมาวางจำหน่ายที่นี่ แต่จะนำมาวางในนามของกลุ่ม โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จะเห็นว่าทุกวันนี้เรามีสินค้ามาวางขายที่ศูนย์มากกว่า 100 รายการจากทั่วทุกพื้นที่ของจังหวัด มีทุกเกรดไม่มีดาวจนถึงระดับ 5 ดาว มีทุกราคาให้เลือกซื้อหา แต่ที่ขายดีที่สุดก็คือข้าวสังข์หยดบรรจุถุง และผลิตภัณฑ์จากกระจูด ลูกค้าจะชอบมาก ขายได้ทุกวัน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลสินค้าจะขายได้เพิ่ม 4-5 เท่าจากปกติ”

เจ้าหน้าที่คนเดิมระบุอีกว่านอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังสามารถแบ่ง ออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ ประเภทศิลปะประดิษฐ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เทริดมโนราห์ ผลิตภัณฑ์ดอกไม้ประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ดอกหญ้าไม้กวาด ประเภทผ้า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือและผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก ประเภทอาหาร ได้แก่ผลิตภัณฑ์นมโค ผลิตภัณฑ์กุ้งแก้ว ผลิตภัณฑ์กาละแม ผลิตภัณฑ์ลูกหยี ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มและผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้า สุดท้ายเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาทิ คณทีดำและสมุนไพรกับความงาม

“แต่ละวันจะมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเฉลี่ย 4-5 พันบาท ส่วนหนึ่งก็จะหักไว้สำหรับการบริหารจัดการศูนย์ สำหรับกลุ่มลูกค้านั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนในพื้นที่ ยกเว้นในช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ก็จะมีนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรไปมาบนถนนเส้นนี้จะแวะเวียนเข้ามาเลือกหา ซื้อสินค้าเพื่อเป็นของฝากของขวัญและเป็นของที่ระลึก ส่วนราคาก็จะมีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักหมื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วย” สุมาลีเผย

ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พัทลุง นอกจากเป็นแหล่งรวมของผลิตภัณฑ์พื้นบ้านชั้นเยี่ยมแล้ว ยังเป็นช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มแม่บ้านได้เป็นอย่างดีด้วย สนใจผลิตภัณฑ์ของศูนย์โทร.0-7461-2219, 08-9599-3044 ได้ทุกวัน

“สุรัตน์ อัตตะ”

วิจัยพบ”ไมคอร์ไรซา”เชื้อราชีวภาพ กระตุ้นพืชโตเร็ว-รักษ์สิ่งแวดล้อม

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันอังคารที่ 28 กันยายน 2553

ผ่านทางวิจัยพบ”ไมคอร์ไรซา”เชื้อราชีวภาพ กระตุ้นพืชโตเร็ว-รักษ์สิ่งแวดล้อม คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

ผศ.ดร.โสภณ อธิบายขั้นตอนงานวิจัย

ถั่วลิสงพันธุ์ไทยนาน 9



คมชัดลึก :นัก วิจัย มข.ค้นพบเชื้อรามีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยดูดซับและละลายฟอสเฟตในดินที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงปุ๋ยเคมี ที่นอกจากช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจ อย่างถั่วลิสง อ้อย พริก มะละกอ เห็นผลอย่างชัดเจนแล้ว ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ผศ.ดร.โสภณ บุญลือ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยถึงโครงการศึกษาวิจัยเรื่องปุ๋ยชีวภาพจากจุลินทรีย์กลุ่มดูดซับและ ละลายฟอสเฟต ว่าได้ค้นพบคุณสมบัติพิเศษของเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา ซึ่งเป็นเชื้อราที่พบได้ตามดินทั่วไป โดยมีคุณสมบัติทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับพืช อาศัย

“เชื้อรานี้ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช โดยเพิ่มการดูดซับธาตุอาหารในดินให้พืชเศรษฐกิจ เช่น มะละกอ อ้อย พริก และถั่วลิสง ส่วนแบคทีเรียละลายฟอสเฟต (phosphate solubilizing bacteria, PSB) ซึ่งพบในดินเช่นเดียวกัน มีคุณสมบัติผลิตกรดอินทรีย์ที่ย่อยสลายฟอสฟอรัสฟอสเฟตที่ถูกตรึงอยู่ในดินใน รูปไม่ละลายน้ำ ทำให้ละลายสู่ดิน จากนั้นเชื้อราไมคอร์ไรซาจะช่วยดูดซับฟอสฟอรัสให้แก่พืช ทำให้พืชโตเร็ว ให้ผลผลิตดี โดยเราได้นำเชื้อจุลินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่มนี้ไปใช้ปลูกถั่วลิสงในแปลงทดลอง ได้ผลน่าพอใจ” ผศ.ดร.โสภณอธิบายการทำงาน

ทั้งนี้ กระบวนการทดลอง ผศ.ดร.โสภณแจงว่า ปกติแล้ว ถ้าจะทดลองในพืชชนิดใดก็จะไปเก็บดินที่อยู่รอบๆ รากพืชนั้นมา จากนั้นนำมาแยกสปอร์ของเชื้ออาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา ด้วยการร่อนแบบเปียก คือร่อนผ่านน้ำในตะแกรง 4 ชั้น รูตะแกรง มีขนาดเล็กต่างกันในระดับไมโครเมตร นำสปอร์ที่ได้มาตรวจสอบคุณลักษณะว่าใช่เชื้อราดังกล่าวหรือไม่ โดยส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์ แบบสเตอริโอไมโครสโคป พร้อมคัดเลือกสปอร์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ นำมาเพิ่มปริมาณ โดยใช้ข้าวโพดพืชที่มีระบบรากมาก มีวงชีวิตสั้น ใช้เวลา 3 เดือน ก็เพิ่มปริมาณสปอร์เชื้อได้

ส่วนแบคทีเรียละลายฟอสเฟต นำมาแยกโดยใช้อาหารจำเพาะ คือไตรแคลเซียมฟอสเฟต แล้วเพาะเลี้ยงในอาหารเหลว ผสมกับพาหะซึ่งใช้ผงซีโอไลท์ทำให้แห้งแล้วนำไปใช้ทดลองต่อไป ทั้งนี้ เมื่อได้เชื้อจุลินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่มในปริมาณที่เพียงพอแล้ว ก็นำไปทดสอบกับพืชเป้าหมาย

“ขั้นแรกนำไปทดสอบระดับกระถางก่อน โดยใช้ถั่วลิสงที่มีพันธุ์แตกต่างกัน ทดสอบกับเชื้อไมคอร์ไรซา ร่วมกับแบคทีเรียละลายฟอสเฟตในแต่ละชนิด ซึ่งพบว่าเชื้อไมคอร์ไรซา ชนิดโกมัส คาร์ลัม เป็นเชื้อที่ดีที่สุด สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของถั่วลิสงได้ดีที่สุด ส่วนพันธุ์ของถั่ว ที่ให้ผลการเจริญเติบโตที่ดีต่อเชื้อชนิดโกมัส คาร์ลัม คือพันธุ์ไทยนาน 9 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรได้รับการส่งเสริมให้ปลูก” ผศ.ดร.โสภณกล่าว

จากการศึกษาพบว่า ต้นถั่วลิสงพันธุ์ไทยนาน 9 ที่ใส่เชื้อราไมคลอไรซา ชนิดโกมัส คาร์ลัม ร่วมกับแบคทีเรียละลายฟอสเฟตทำให้ ถั่วลิสงมีเมล็ดโต น้ำหนักดี เมื่อเทียบกับถั่วที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยชนิดใดเลย และได้ผลดีเท่ากับถั่วลิสงที่ใส่ปุ๋ยเคมี ดังนั้นการใช้เชื้อจุลินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม จึงเป็นการเสริมประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของถั่วลิสง เนื่องจากการทำงานของเชื้อร่วมกันนี้ และยังช่วยรักษาสภาพดินให้ร่วนซุยได้ดีอีกด้วย

ผศ.ดร.โสภณเสริมถึงแนวทางการพัฒนาว่า ต้องการพัฒนาเชื้อรานี้และแบคทีเรียละลายฟอสเฟสให้เป็นปุ๋ยชีวภาพที่มี คุณภาพสูง โดยจะพัฒนาเรื่องกระบวนการผลิต ซึ่งกำลังทดลองใช้กับอ้อย สำหรับผู้สนใจงานวิจัย สอบถามรายละเอียดได้ที่ ภาควิชาจุลชีววิทยา โทร.0-4320-2377

เร่งผุดแผน ดัน”มะพร้าว” แข่งอาฟตา

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันอังคารที่ 28 กันยายน 2553

ผ่านทางเร่งผุดแผน ดัน”มะพร้าว” แข่งอาฟตา คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก : เกษตรฯ เร่งคลอดยุทธศาสตร์ “มะพร้าว” สร้างศักยภาพแข่งขันทางการค้า ชี้แนวโน้มนำเข้าสูง หลังเปิดเสรีอาฟตา หวั่นสินค้าจากอินโดฯ-มาเลย์ทะลักตีตลาดไทย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์ อาทิ เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว เป็นสินค้าเกษตรอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ภายหลังไทยเปิดตลาดนำเข้าตามกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา (AFTA) โอกาสที่มะพร้าวราคาถูกจากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย จะทะลักเข้าตีตลาดในประเทศมีความเป็นไปได้สูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิต การตลาด และราคามะพร้าวของไทย

ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่เกษตรกรและอุตสาหกรรมมะพร้าวของไทย สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร จึงเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์มะพร้าวปี 2554-2558 ขึ้น เพื่อเป็นกรอบการปฏิบัติงานวิจัยและพัฒนามะพร้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก คือ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2.การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ 3.การแปรรูปพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และการนำวัสดุเหลือใช้ไปใช้ประโยชน์ 4.การตลาด และ 5.การขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกร

นางพิศวาท บัวรา ผอ.สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การเปิดเขตเสรีการค้าฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างเดียว แต่มะพร้าวไทยยังมีโอกาสในตลาดดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน และผลิตภัณฑ์มะพร้าว ได้แก่ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ กะทิสำเร็จรูป ซึ่งทั้งในและต่างประเทศให้การยอมรับสูง และมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น คาดว่าแผนยุทธศาสตร์นี้จะช่วยพัฒนา ผลักดัน มูลค่าการส่งออกมะพร้าวเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 30% ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ ซึ่งภายในปี 2558 ตั้งเป้าไทยจะมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มขึ้น 20%

“ปศุสัตว์”เตรียมรับมือไข่ไก่ล้นตลาดพ.ค.-มิ.ย.

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2553

ผ่านทาง“ปศุสัตว์”เตรียมรับมือไข่ไก่ล้นตลาดพ.ค.-มิ.ย. คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก :Egg Board” ไม่ยุบพร้อมเดินหน้าทำงานต่อ หลังผลศึกษา ม.เกษตรฯ พบเป็นประโยชน์ต่อระบบ ไก่ไข่ ส่วนสถานการณ์ภาพรวมสั่งปศุสัตว์เตรียมรับมือล่วงหน้า จากการวิเคราะห์ข้อมูลคาดกลางปี’54 ไข่เพิ่ม 4.5 ล้านฟองต่อวัน

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ว่า ได้หารือผลการศึกษาปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และ ผลิตภัณฑ์ และคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในเบื้องต้นมีความเห็นว่า ยังควรให้มี Egg Board ต่อไป เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงไก่ไข่ของประเทศ โดยมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย เพื่อบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ คือ การแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาแพง สร้างความมั่นคงทางอาชีพให้กับเกษตรกร และผู้บริโภคได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี

โดยควรมีแผน 3 ระยะ แบ่งออกเป็น ระยะสั้น มีข้อเสนอแนะ อาทิ ควรปรับปรุง Egg Board ในส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่เป็นกลางและมี ประสิทธิภาพ รวมถึงปรับนโยบายการนำเข้าไก่ไข่พันธุ์ให้กระจายผลผลิตลูกไก่ไปยัง เกษตรกรกลุ่มต่าง ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระรวมตัวกันเป็นสถาบัน เกษตรกรเพื่อจะได้รับสิทธิการผลิตลูกไก่ไข่เอง

ระยะกลาง ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ใน ประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พัฒนาสถาบันเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านการผลิตและการ ตลาด วิจัยและพัฒนาการแปรรูปไข่ไก่ให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งขยายตลาดผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ให้กว้างขวางมากขึ้นและส่งออกได้

ระยะยาว ควรพัฒนาโครงสร้างการเลี้ยงไก่ไข่ให้มีความสามารถในการแข่งขันที่ทัดเทียม กัน รวมถึงพัฒนาเกษตรกรรายกลาง-รายย่อยให้เป็นธุรกิจเกษตรขนาดย่อย และยังมีการเสนอแนะถึงการกำหนดให้มีการสร้างพันธุ์ไก่ไข่ในประเทศเพื่อพึ่ง พาตนเองให้เป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งรายละเอียดข้อเสนอแนะทั้งหมดจะต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้ต่อไป โดยจะรอผลการศึกษาซึ่งวิเคราะห์เสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2553 เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่งและรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับสถานการณ์ในภาพรวมขณะนี้ ปริมาณการส่งออกไข่ไก่ ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2553 รวม 110 ล้านฟอง มูลค่า 283 ล้านบาท ลดลงจากจำนวน 267 ล้านฟอง ของช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว คิดเป็นร้อยละ 59 ซึ่งเป็นไปตามมาตรการการชะลอการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่ในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนแผนการผลิตปี 2553 ที่ได้วางปริมาณแม่ไก่ไข่พันธุ์พ่อ-แม่พันธุ์ (P.S.) 405,721 ตัว ปัจจุบันมีการนำเข้าแล้ว 326,910 ตัว ส่วนการขอนำเข้าไก่ไข่พันธุ์ ภายหลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นคนละส่วนของแผนการผลิตนั้น ปัจจุบันมีผู้ขอนำเข้าทั้งหมด 11 ราย นำเข้าไก่ไข่พันธุ์ จำนวน 62,888 ตัว และอีก 2 ราย แสดงความประสงค์ขอนำเข้าในปี 2554 จำนวน 28,000 ตัว ซึ่งคาดว่าปริมาณผลผลิตไก่ไข่จากการนำเข้าเพิ่มเติมข้างต้น จะส่งผลให้แม่ไก่ยืนกรงเพิ่มขึ้น 5.7 ล้านตัว ไข่ไก่ 4.5 ล้านฟองต่อวัน

โดยจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2554 จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เตรียมวางแนวทางรับมือสถานการณ์ผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นดังกล่าว รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัด อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง ศึกษาธิการ ในการรณรงค์บริโภคไข่ไก่จาก เดิมจำนวน 165 ฟองต่อคนต่อปี ให้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย คือ 200 ฟองต่อคนต่อปี ให้ได้ในที่สุด ควบคู่ไปกับการผลักดันการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ไก่ไข่ทั้ง 3 ด้าน ให้มีความก้าวหน้าอีกด้วย

“ธนินท์”แนะผนึก3ประเทศตั้งราคากลางข้าว

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2553

ผ่านทาง“ธนินท์”แนะผนึก3ประเทศตั้งราคากลางข้าว คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก : “ธนินท์” แนะรัฐบาลจับมือ 3 ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกบริหารจัดการข้าว ตั้งราคากลาง ส่งผลไทยสามารถเลือกขายข้าวตลาดพรีเมียมได้ ด้านสมาคมชาวนาค้านลดพื้นที่ปลูกข้าวเหตุเป็นอาชีพหลักคนไทยมีความเสี่ยงต่อ ภัยธรรมชาติสูง

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือซีพี เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาสต็อกข้าวของไทยว่าหากรัฐบาลมีวิธีจัดการที่ดีก็จะไม่ เกิดปัญหา โดยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งติดต่อกับ 3 ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ได้แก่ เวียดนาม อินเดีย และจีน เพื่อร่วมกันจัดระบบบริหารจัดการข้าวในฐานะผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ของ โลก พร้อมกำหนดราคากลางของข้าว โดยให้ประเทศที่มีข้าวปริมาณน้อยขายก่อน ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์เลือกขายข้าวในตลาดพรีเมียมได้ ซึ่งดีกว่าที่ไทยเลือกเจรจารายประเทศซึ่งอาจไม่สำเร็จ และไม่สามารถกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกได้

“ไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ต้องเป็นพี่ใหญ่ในการเจรจาตั้งราคากลาง โดยยอมเสียสละขายข้าวภายหลัง รับรองว่าราคาข้าวไทยจะไม่ตกต่ำ และจะไม่ตัดราคากับผู้ส่งออกด้วยกัน เกษตรกรไทยก็จะมีฐานะดีขึ้น” นายธนินท์กล่าวและว่า สิ่งที่น่าจะดำเนินการ คือนำข้าวในสต็อกปีละ 2 ล้านตันไปบริจาคหรือช่วยประเทศยากจน ซึ่งจะทำให้ทั่วโลกรู้จักข้าวไทยมากขึ้น ส่วนที่เหลือจากบริจาคก็นำไปขายแต่รัฐบาลต้องมีแผนและตลาดที่ชัดเจน

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกขณะนี้เริ่มสูง 9,000 บาทต่อตัน จาก 8,000 บาทต่อตัน คาดว่าจะทำให้ราคาข้าวนาปี 2553/2554 สูงขึ้นด้วย ส่วนผลผลิตข้าวนาปี 2553/2554 คาดว่าจะลดลง 20% เพราะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ส่วนที่นายธนินท์แนะนำให้ลดพื้นที่ปลูกข้าวเหลือ 25 ล้านไร่ เพื่อปลูกพืชอื่นที่ราคาสูงกว่านั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักของคนไทย และยากต่อการเปลี่ยนวิถีชีวิต รวมทั้งเสี่ยงต่อความเสียหายจากภัยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สมาคมเห็นด้วยที่จะจัดโซนนิ่งและลดปลูกข้าวนาปรังเหลือ 2 ครั้ง เพื่อตัดวงจรโรคระบาดและช่วยควบคุมปริมาณข้าวด้วย

“นายธนินท์ไม่ใช่ชาวนา แต่เป็นนักธุรกิจที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ต่างจากการปลูกข้าวที่มีปัจจัยเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทั้งโรคระบาด น้ำท่วม และป้องกันได้ยาก ถ้าผลผลิตข้าวยิ่งน้อย แม้ราคาข้าวจะดีแต่คนไทยจะไม่มีข้าวกิน” นายประสิทธิ์กล่าว

สำรวจตลาดเกษตรไทยใน”กวางโจว””ทุเรียน-มังคุด”ผลไม้ยอดนิยมชาวจีน

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2553

ผ่านทางสำรวจตลาดเกษตรไทยใน”กวางโจว””ทุเรียน-มังคุด”ผลไม้ยอดนิยมชาวจีน คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก : ความสำเร็จของผลไม้ไทยในงาน “กวางโจวแฟร์” ณ นครกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 26-29 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ไม่เพียงได้รับการต้อนรับจากผู้เข้าร่วมชมงานอย่างคับคั่งในการลิ้มลองรส ชาติผลไม้ของไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน แต่ไทยยังเป็นประเทศเดียวที่ได้รับเกียรติจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะเจ้าภาพการจัดมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่16 ณ นครกวางโจว ให้นำผลไม้มาใช้รับรองผู้นำและแขกพิเศษของประเทศในเอเชีย ในมหกรรมเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ด้วย

“ในปีนี้เน้นหนักไปในเรื่องของผลไม้ไทยที่ประเทศไทยต้องการประชา สัมพันธ์ให้ชาวจีนรู้จัก ไม่เพียงแต่ทุเรียน มังคุด แต่ยังมีผลไม้อื่นๆ ที่ชาวจีนยังไม่รู้จักและสนใจที่จะลิ้มลอง อาทิ ลองกอง สละ ลำไย ส้มโอ ชมพู่ และเงาะ แล้วยังมีซุ้มนิทรรศการจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับผลไม้ไทยต่างๆ วิธีรับประทานและสรรพคุณของผลไม้นั้นๆ ด้วย”

พิษณุ สุวรรณะชฏ กงสุลใหญ่ประจำนครกวางโจว ยอมว่ารับรสชาติผลไม้ไทยจะถูกใจผู้บริโภคชาวจีนมากกว่าผลไม้ที่มาจากที่ อื่นๆ โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดจะต้องเป็นผลไม้ที่นำเข้ามาจากประเทศไทยเท่านั้น ดังคำกล่าวของชาวจีนที่ว่า กินอาหารจีนต้องกินที่มณฑลกวางตุ้ง แต่ต้องกินกับข้าวหอมมะลิไทย เสร็จแล้วต้องตบท้ายด้วยผลไม้ไทย ถึงจะครบสูตร

ปัจจุบันผลไม้ไทยได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด มะม่วง ส้มโอ ลำไย โดยจะเห็นได้ว่าผลไม้ไทยขึ้นชื่ออีกหลายชนิดสามารถหาซื้อได้ทั่วไปในซูเปอร์ มาร์เก็ตทั่วไปและตลาดค้าส่งผลไม้ในเมืองใหญ่ของจีน โดยเฉพาะเมืองที่มีเศรษฐกิจขยายตัวดีและผู้บริโภคมีกำลังซื้อแข็งแกร่ง อย่างมณฑลกวางตุ้ง ทางภาคใต้ของจีน ซึ่งประกอบด้วย 5 เมืองใหญ่ ได้แก่ กวางโจว เสิ่นเจิ้น จูไห่ เจียงเหมิน และจงซาน ผู้บริโภคจะรู้ผลไม้ไทยเป็นอย่างดี

“ช่วงนี้ถือเป็นช่วงสำคัญ เพราะว่านครกวางโจวกำลัง จะเป็นเจ้าภาพเอเชี่ยนเกมส์ หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงการเตรียมก็บ่งบอกชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ไทย-กวางตุ้งใกล้ชิดกันมาก อย่างเช่น โอกาสที่คณะกรรมการจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์อนุญาตให้ประเทศไทยเพียง ประเทศเดียวในเอเชียให้นำผลไม้และข้าวหอมมะลิเข้ามาสำหรับเลี้ยงรับรองบุคคล สำคัญจากเอเชีย 45 ประเทศ ที่จะเข้ามาร่วมในงานแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้”

พิษณุระบุอีกว่า การติดต่อไปมาหาสู่กันของคนจีนที่นี่ เมื่อปีที่แล้วมีคนจีนทั้งแผ่นดินไปเที่ยวเมืองไทยประมาณ 9 แสนคน และ 80% เป็นคนกวางตุ้ง จะเห็นได้ว่า คนกวางตุ้งนิยมไปเที่ยวเมืองไทยมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากสถิติการขอวีซ่าเข้าประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นคนจีน และเดือนเดียวกันนี้ยังมาสร้างสถิติใหม่ในช่วงรอบ 5 ปี ประมาณ 1,800-2,000 เล่มต่อวัน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องคนจีน

“ถามว่าคนกวางตุ้งสนใจสิ่งอะไรที่เมืองไทย เท่าที่ถามดู ถ้าไปครั้งแรกก็ชอบอยู่สองสามเรื่อง ไปชมพระบรมมหาราชวัง ไหว้พระตามที่ต่างๆ กินอาหารทะเลดีๆ ถ้าถามรสนิยมการกิน ก็ชอบผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ทุกคนในมณฑลกวางตุ้งรู้จักทุเรียนไทยเป็นอย่างดีและไทยเป็นประเทศเดียวที่ ทางการจีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนมาขายในแผ่นดินจีน” กงสุลใหญ่ประจำนครกวางโจวกล่าว

หลิน ไต้ ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุกวางตุ้ง เรดิโอ หนึ่งในผู้บริโภคชาวจีนที่ชื่นชอบผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด เธอยอมรับว่า แม้จะเป็นผลไม้ที่มีราคาค่อนข้างแพง โดยราคาจำหน่ายถ้าเป็นตามตลาดทั่วไปจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-25 หยวน แต่ในห้างสรรพสินค้าราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ก็จะพยายามหาซื้อมารับประทานให้ได้ เพราะชอบมาก และคนจีนส่วนใหญ่ก็ชอบทุเรียนและมังคุดไทยมากด้วยเช่นกัน

“ไม่เคยไปเที่ยวเมืองไทย แต่ชอบกินผลไม้ไทยมาก เพราะรสชาติอร่อย แม้ราคาจะแพง แต่ก็จะพยายามหาซื้อมากินให้ได้ โดยเฉพาะทุเรียนกับมังคุด โดยทุเรียนจะชอบกินสุกๆ เนื้อเละๆ หน่อย มันหอม หวานอร่อยดี ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวเมืองไทยก็ไปเที่ยวสวนทุเรียน ไปดูว่าต้นมันเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยเห็น” หลิน ไต้ กล่าวอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ เฉิน ไล่ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง เปิดเผยถึงการค้าการลงทุนของต่างประเทศในนครกวางโจวในปัจจุบันว่า ประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น ขณะนี้มีนักลงทุนไทยเข้ามาทำธุรกิจในกวางโจวประมาณ 44 แห่ง มูลค่าประมาณ 200 ล้านดอลลาห์สหรัฐ ส่วนพืชเกษตรไทยที่มายังกวางโจว ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ ซึ่งคนกวางโจวชอบผลไม้ไทยมาก โดยมีตลาดค้าส่งใหญ่อยู่ที่ตลาดเจียงหนาน ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจีนด้วย

การนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยของมณฑลกวางตุ้งในปี 2552 ที่ผ่านมา จะยังคงรักษาระดับใกล้เคียงกับปี 2551 คิดเป็น 67.9% ของปริมาณการนำเข้าจากกลุ่มอาเซียนทั้งหมด และมีปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไทยมากถึง 83.4% อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดค้าส่งผลไม้เจียงหนานมีการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 5,000 ตัน โดยตลาดแห่งนี้เป็นตลาดค้าส่งไปยังต่างมณฑลทั่วประเทศจีน รวมทั้งเป็นตลาดค้าส่งแก่ผู้ประกอบการค้าส่ง-ปลีกในมณฑลกวางตุ้ง ผ่านช่องทางหาบเร่ แผงลอย ร้านค้าท้องถิ่น ชุมชน และโมเดิร์นเทรดด้วย ส่วนคู่แข่งสำคัญในการส่งออกผลไม้ของไทยคือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และไต้หวัน

นอกจากทุเรียน มังคุด ลำไย ที่เป็นสินค้าหลักของไทยแล้ว กลุ่มผลไม้ที่มีแนวโน้มเติบโตดีในตลาดจีน คือ กล้วยไข่ เงาะ ชมพู่ มะขามหวาน ขนุน ส้มโอ มะม่วง สละ ผลไม้ไทยในตลาดจีนที่ยังไม่มีคู่แข่ง คือ ทุเรียน ส่วนกล้วยไข่ที่รู้จักในชื่อ “หวงตี้เจียว” หรือกล้วยจักรพรรดิ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคชาวจีนเพิ่มมากขึ้น เช่นกัน

รัฐเตรียมส่งผลไม้ไทยไปเอเชี่ยนเกมส์

จากผลการเจรจาความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในโครงการผลไม้ไทยคุณภาพสู่การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ณ นครกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12-27 พฤศจิกายน 2553 นี้ ในทวีปเอเชียมีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ซึ่งได้รับเกียรติเป็นประธานร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในการกำหนดกรอบแนว ทางการดำเนินงานและวิธีการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดหาและส่งมอบผลไม้ไทย คุณภาพสำหรับการเลี้ยงรับรองผู้นำประเทศและแขกวีไอพี จำนวน 45 ประเทศ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์

สำหรับผลไม้ที่จะใช้ในโครงการนี้ ได้แก่ ผลไม้สดคุณภาพมาตรฐาน 6 ชนิด จำนวน 5 ตัน และผลไม้แปรรูป จำนวน 500 กิโลกรัม โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เพื่อจัดเลี้ยงผู้นำประเทศและแขกวีไอพี ประกอบด้วย ผลไม้สด 2 ตัน ผลไม้แปรรูป 300 กิโลกรัม ส่วนที่ 2 เพื่อมอบสำหรับแขกวีไอพี ประกอบด้วย ผลไม้สด 2 ตันและส่วนที่ 3 เพื่อจัดนิทรรศการ แนะนำ แจกชิม ประกอบด้วย ผลไม้สด 1 ตัน ผลไม้แปรรูป 200 กิโลกรัม นอกจากนั้นยังมีการจัดงานแนะนำผลไม้ไทย โดยจะจัดนิทรรศการแนะนำขั้นตอนการผลิตผลไม้ไทยที่ได้มาตรฐานปลอดภัย วิธีการบริโภค คุณค่าทางโภชนาการ การเก็บรักษาที่ถูกต้อง มีการแจก ชิม แนะนำผลไม้ไทยผ่านสื่อมวลชนในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

สุรัตน์ อัตตะ

“เซรั่มบำรุงเส้นผม” จากใบหมี่ สินค้าไทย-รุกตลาดต่างประเทศ

Published ตุลาคม 21, 2010 by SoClaimon

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2553

ผ่านทาง“เซรั่มบำรุงเส้นผม” จากใบหมี่ สินค้าไทย-รุกตลาดต่างประเทศ คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

ไชยกร นิธิคณาวุฒิ และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต้นหมี่ / โลชั่นใบหมี่สด ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่

โลชั่นใบหมี่สด ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่

คมชัดลึก :แนว โน้มจากผลแห่งความสำเร็จของหลากหลายสินค้าซึ่งผลิตจาก “ใบหมี่” พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ภายใต้แบรนด์ “จินดาสมุนไพร” ภายใต้การนำของ ไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการ บริษัท จินดาสมุนไพร จำกัด ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “แชมพู” ผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักเส้นผม ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง สามารถครองส่วนแบ่งด้านการตลาดได้ไม่น้อย ล่าสุดเพื่อต่อยอดความต้องการของผู้บริโภคให้ครบวงจนมากขึ้น จึงได้ส่ง “เซรั่มบำรุงเส้นผม” ที่ผลิตจากใบหมี่สดออกสู่ท้องตลาด เป้าหมายนอกจากขายในบ้านเราแล้ว ยังเตรียมเปิดตลาดในต่างประเทศด้วย

ด้วยตลาดสมุนไพรไทยปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทั้งในรูปสมุนไพรอบแห้งและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปในรูปแบบของสินค้า สมุนไพรในหมวดหมู่ต่างๆ มากมาย รวมทั้งตลาดเส้นผม เป็นอีกหมวดสินค้าซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้ตลาดเครื่องสำอางและอื่นๆ ไชยกร บอกเหล่านี้เป็นแรงผลักให้ตนเองก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการอันเกิดจาก “ใบหมี่สด” พืชสมุนไพรพื้นบ้านที่เกือบจะสูญพันธุ์ โดยรวบรวมเป็นสวนใบหมี่ อันเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญในการนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักเส้นผม ภายใต้แบรนด์ “จินดาสมุนไพร” ในเวลาต่อมา

“จินดาสมุนไพร เกิดขึ้นปี 2540 ในภาวะวิกฤติต้มยำกุ้ง กว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน เราพิถีพิถัน ลองผิดลองถูกกันอยู่นานกว่าสิบปี เพื่อคิดค้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค โดยร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาเกี่ยวกับใบหมี่สด จนได้เป็นผลิตภัณฑ์แชมพูสมุนไพร ครีมนวดสมุนไพร ครีมปิดผมขาว ครีมหมักผม สบู่สมุนไพร ฯลฯ โดยทั้งหมดผ่านการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เป็นสินค้าปลอดภัยได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งได้รับมาตรฐานสินค้าฮาลาลด้วย” ไชยกร แจง

พร้อมระบุถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับใบหมี่สดของศูนย์วิจัยว่า สารสกัดจากใบหมี่ เมื่อนำมาทำเป็นแชมพู จะมีความหนืดและเกิดฟอง มีความเป็นกรดด่างที่เหมาะสม มีการทดสอบกับปอยผมพบว่าหวีลื่นหลังใช้แชมพูขณะเปียก ผมนุ่มสลวยเป็นเงางาม และมีการนำไปทดลองกับผู้ใช้จริงๆ พบว่าผู้ใช้มีความพึงพอใจ 95% ทำให้ผลิตภัณฑ์จากจินดาสมุนไพรที่สกัดมาจากใบหมี่สดนั้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคมากขึ้น

ล่าสุดบริษัทเตรียมส่ง เซรั่มบำรุงเส้นผม ที่มีคุณสมบัติคือช่วยเสริมสร้างรากผมให้แข็งแรง ลดอาการหลุดร่วงของเส้นผม ในรูปโฉมใหม่ออกสู่ท้องตลาด พร้อมได้ปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่ในผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเดินหน้าลุยตลาดต่างประเทศ ทั้งยุโรป เอเชีย ซึ่งขณะนี้มีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ประเทศเกาหลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ที่มีความสนใจนำผลิตภัณฑ์แบรนด์ “จินดาสมุนไพร” เข้าไปจำหน่าย หลังได้ทดลองนำร่องไปจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่าน พบต่างชาติให้ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเอเชียที่มีแนวโน้มอัตราการเติบโตมากขึ้น

“ยอดขายของจินดาสมุนไพร 4-5 ปีที่ผ่านมาจะอยู่ประมาณ 50-60 ล้านบาทต่อปี ก็เป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ก่อร่างสร้างตัวจากห้องแถวเล็กๆ มาเป็นโรงงานขนาดย่อม และได้ตั้งเป้ายอดขายสำหรับ 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ปีละประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง แต่เชื่อว่าตลาดสมุนไพรไทยน่าจะได้รับความนิยมจากตลาดโลกเพิ่มมากขึ้นและ จินดาสมุนไพรเองก็ได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาประมาณปีละ 1-2 รายการ น่าจะมีส่วนช่วยให้ยอดขายนั้นเพิ่มขึ้นได้บ้าง” ไชยกร แจง

ส่วนการตลาดในประเทศนั้น ไชยกร ยอมรับว่า จินดาสมุนไพร ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มองหาธุรกิจเสริมหรือมีความสนใจในผลิตภัณฑ์ใบหมี่สด ด้วยการเปิดรับสมัครผู้แทนจำหน่าย จุดประสงค์คือขยายให้ครบทุกจังหวัด โดยเฉพาะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีหน้าร้านอยู่แล้ว และอยากเพิ่มเติมสินค้าประเภทเซรั่มบำรุงเส้นผม แชมพูสมุนไพรและอื่นๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค

ทว่าไม่เฉพาะการขยายตลาดด้านผลิตภัณฑ์เท่านั้น ไชยกร แจงว่า บริษัทยังได้ขยายสวนสมุนไพรใบหมี่สดเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับตลาดที่คาดแนวโน้มจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ 50 ไร่ ติดลุ่มลำชี อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสวนสมุนไพรใบหมี่ออแกนิกส์ ปลอดสารเคมีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยใช้วิธีการปลูกแบบไม้ขุดระยะห่างระหว่างต้น 2×3 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 80 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก และสามารถเก็บใบได้หลังจากที่ผลิใบแล้ว 45-50 วัน ขณะที่การดูแลรักษาก็ดูเรื่องของวัชพืชที่กำจัดเดือนละ 1-2 ครั้ง ทั้งนี้ เพื่อผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “จินดาสมุนไพร” ที่มีคุณภาพได้รับการยอมรับเพิ่มยิ่งขึ้นในอนาคต

นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจเอสเอ็มอีที่เกิดจากความมุ่งมั่นและตั้งใจจนทำให้ ชื่อ “จินดาสมุนไพร” เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อไปได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ จินดาสมุนไพร โทรศัพท์ 0-2987-1389-90

วิธีทำสมุนไพรใบหมี่สดใช้เองอย่างง่ายๆ
1.เลือกใบหมี่สดที่ใบเขียวขจี 10-20 ใบ นำมาตำในครกให้ละเอียด คั้นเอาน้ำสีเขียวให้ได้พอประมาณ
2.นำน้ำซาวข้าวขนาด 3/4 ของน้ำใบหมี่สด มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน

3.จากนั้นนำมาหมักผม หรือสระผมตรงจุดที่ผมบอบบาง ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที (ในระหว่างที่หมักผม นวดตรงที่หมักเบาๆ ให้เลือดได้หมุนเวียนเชื่อว่าจะช่วยให้เส้นผมแข็งแรงยิ่งขึ้น)

4.หลังจากนั้นสระด้วยแชมพูจินดาสมุนไพร ล้างออกให้สะอาด บำรุงด้วยครีมนวด อีกครั้ง แค่นี้ก็จะมีเส้นผมสลวยสวยงามได้ดังใจ

“ธานี กุลแพทย์”

เล็งตั้งกองทุนประกันภัยพืชเกษตรรัฐอุดหนุนปีละ5พันล้านหวังช่วยชาวนาถูกน้ำท่วม

Published ตุลาคม 21, 2010 by SoClaimon

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน 2553

ผ่านทางเล็งตั้งกองทุนประกันภัยพืชเกษตรรัฐอุดหนุนปีละ5พันล้านหวังช่วยชาวนาถูกน้ำท่วม คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก :ธ.ก.ส. พร้อมหนุนประกันภัยพืชผลเกษตรกรควบคู่ประกันรายได้ หลังพบชาวนาถูกน้ำท่วมเดือดร้อนหนัก คาดเริ่มได้ทันปีการผลิตหน้า เล็งตั้งขึ้นในรูปกองทุนวงเงินขั้นต้น 5 พันล้านบาท ปัดร่วมทุนตั้งธนาคารคนจนแต่พร้อมให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

นายลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในฤดูกาลผลิตข้าวนาปีปีหน้าคาดว่าจะมีความพร้อมในการประกันภัยความ เสียหายของพืชผลทางการเกษตรควบคู่กับการดำเนินโครงการประกันรายได้ได้ทัน ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเบื้องต้นจะจัดตั้งในรูปของกองทุนร่วมบรรเทาความเสียหายของเกษตรกรและ ต้องได้รับการจัดสรรเงินจากรัฐบาลซึ่งเฉพาะส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนั้น น่าจะใช้เงินประมาณ 3.5 พันล้านบาท หากรวมพืชข้าวโพดและมันสำปะหลังด้วยน่าจะใช้เงินประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับสิทธิการประกันภัยพืชผลต้องอยู่ในโครงการประกันรายได้อยู่แล้วและอาจต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยส่วนหนึ่งโดยรัฐอาจจ่ายให้ครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นการจูงใจ

“การบริหารกองทุนน่าจะตั้งในรูปของคณะกรรมการ โดยกระทรวงเกษตรฯก็สามารถเข้ามาร่วมบริหารจัดได้และรัฐต้องจัดสรรเงินให้กอง ทุนทุกปีเพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็จ่ายเงินชดเชยความเสียหายให้เกษตรกรผ่านทาง หน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว ต่อไปสามารถดึงเงินมารวมไว้ในที่เดียวกันเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และลดความซ้ำซ้อนของการใช้เงิน ซึ่งจะช่วยให้รัฐประหยัดงบลงด้วย ขณะที่เกษตรกรที่พืชผลได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง โรคระบาดก็จะได้รับเงินชดเชยอีกส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากเงินชดเชยส่วนต่างการประกันรายได้” นายลักษณ์ กล่าวและว่า เหตุที่สนับสนุนให้มีการประกันภัยพืช ผลเพราะเห็นว่าขณะนี้เกษตรกรในโครงการประกันราคาข้าวได้รับผลกระทบจากการที่ ราคาข้าวในตลาดสูงกว่าราคาประกันทำให้ไม่ได้รับเงินชดเชย ประกอบกับข้าวได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอีกทำให้ไม่มีข้าวไปขายจึงยิ่งได้ รับความลำบาก ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วง ธ.ก.ส.จึงกำลังเร่งสำรวจความเสียหายของพื้นที่เพาะปลูกเพื่อหาแนวทางช่วย เหลือต่อไป

นายลักษณ์ ยังกล่าวถึงการจัดตั้งธนาคารคนจนของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ว่า ธ.ก.ส.พร้อมให้การสนับสนุนเงินทุนในการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายกระทรวงการ คลัง โดยจะเป็นพี่เลี้ยงในส่วนของการส่งเจ้าหน้าที่อบรมด้านการปล่อยสินเชื่อและ ให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อมากกว่า คงไม่เข้าไปสนับสนุนในรูปของการร่วมลงทุนในบริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เพราะธ.ก.ส.มีนโยบายสนับสนุนเงินทุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางการเงินหรือมี สถาบันการเงินของชุมชนอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาทำโครงการนำร่องที่ จ.เลยและปีนี้จะดำเนินการในอีก 45 จังหวัดจากที่ตั้งเป้าไว้จะต้องมีทุกจังหวัด โดยวงเงินกู้จะขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในชุมชนซึ่งน่าจะมากกว่าชุมชนละ 1 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 9% ต่อปีเพื่อให้ชุมชนนำไปปล่อยต่อให้สมาชิกที่ระดับ 12% ต่อปี เฉลี่ยน่าจะให้กู้รายละ 2 หมื่นบาท จากที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท

ขนมเทรนด์ใหม่ “ดอกไม้สีรุ้ง” ทุนน้อย-เพิ่มอร่อยด้วยสมุนไพร

Published ตุลาคม 21, 2010 by SoClaimon

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2553

ผ่านทางขนมเทรนด์ใหม่ “ดอกไม้สีรุ้ง” ทุนน้อย-เพิ่มอร่อยด้วยสมุนไพร คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

เพิ่มความอร่อยด้วยสีสันของสมุนไพร

น้องๆ ช่วยกันทำ

คมชัดลึก :ด้วย มองว่าดอกไม้นานาพรรณมีสรรพคุณทางยามากมาย บวกกับชั่วโมงนี้คนไทยหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการบริโภคของกลุ่มผู้นิยมรับประทานเมนูขนมอร่อย เป็นเหตุผลให้น้องๆ นักศึกษาชั้นปี 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร).ธัญบุรี ได้ร่วมกันคิดค้นสูตรทำ “ขนมดอกไม้สีรุ้ง” ซึ่งนอกจากเพิ่มค่าความอร่อยด้วยสมุนไพรแล้ว หลักคิดคือต้องการถ่ายทอดเคล็ดลับขนมเทรนด์นี้สู่ผู้สนใจ เพราะลงทุนไม่มากในการจะนำไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพ เสริมสร้างรายได้ต่อไป

น้องนักศึกษาผู้คิดสูตรขนมอร่อยนี้ ประกอบด้วย จริสรา ทองทัพไทย คณาพร ฤกษ์เกษมสันต์ และ นุชนารถ แย้มสรวน ประสานเสียงบอกว่าเมนูนี้มี ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล เป็นอาจารย์ผู้ดูแล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการความร่วมมือของมหาวิทยาลัย และภาควิชาการอาหารและวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยลินคอล์น ประเทศนิวซีแลนด์ โดยเป้าหมายคือ คิดสูตรขนมรูปแบบใหม่ ที่นอกจากมีรสชาติความอร่อยเป็นตัวนำแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าของขนมนั้นด้วยสมุนไพร เพื่อเป็นอีกทางเลือกและตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกัน มากขึ้น ที่สำคัญประชาชนผู้สนใจ สามารถนำเอาเคล็ดลับเมนูอร่อยนี้ไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพได้ในอนาคต

“ใช้ต้นทุนไม่สูง วิธีทำไม่ยุ่งยาก สามารถทำเองได้ที่บ้าน อร่อยโดยใช้ส่วนผสมของแป้งและน้ำตาล เพิ่มค่าด้วยคุณค่าของดอกไม้ ทั้งด้านสีสัน กลิ่นและมีเส้นใยอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งขนม 1 ชิ้น จะประกอบด้วยดอกไม้ 7 ชนิด 7 กลีบ คือดอกคำฝอย เตยหอม เฟื่องฟ้า กระเจี๊ยบ อัญชัน ดาวเรือง และดอกเข็ม” จริสรา แจง

ส่วนผสมของตัวขนมแต่ละกลีบ คณาพร หนึ่งในทีมงานเสริมว่า ประกอบด้วย แป้งสาลีร่อนแล้ว 1? ถ้วยตวง น้ำตาลทรายป่นร่อนแล้ว ? ถ้วยตวง น้ำมันถั่วเหลือง ? ถ้วยตวง เกลือป่น ? ช้อนชา งาขาว (ใช้ติดบนเกสร) อัญชันสด (สับละเอียด) 3 ช้อนโต๊ะ ใบเตยสด (สับละเอียด) 2? ช้อนโต๊ะ ดาวเรืองสด (สับละเอียด) 2 ช้อนโต๊ะ กระเจี๊ยบแห้ง (บดละเอียด) 2? ช้อนโต๊ะ ดอกเข็มสีแดง (สับละเอียด) 2? ช้อนโต๊ะ เฟื่องฟ้าสีชมพู (สับละเอียด) 2 ช้อนโต๊ะ คำฝอย (บดละเอียด) 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนวิธีทำนั้น 1.ผสมแป้งสาลี น้ำตาลทรายป่น เกลือ และดอกไม้ที่เตรียมไว้หนึ่งชนิด เคล้าให้เข้ากัน 2.ใส่น้ำมันถั่วเหลืองทีละน้อย เคล้าให้เข้ากัน 3.ปั้นส่วนผสมให้เป็นกลีบดอกไม้หรือรูปหยดน้ำ 4.ทำตามขั้นตอน 1-3 ให้ครบทั้ง 7 ชนิด 5.ทำส่วนผสมเพิ่มอีกครึ่งส่วน โดยไม่ต้องใส่ดอกไม้ (ปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ เพื่อติดทำเป็นเกสร) 6.ประกอบกลีบดอกเข้าด้วยกันทั้ง 7 กลีบ ทาน้ำมันถั่วเหลืองระหว่างกลีบดอกเล็กน้อย เพื่อให้กลีบติดกัน 7.นำส่วนผสมสีขาวที่ปั้นเตรียมไว้มาติดกลางดอกเพื่อทำเป็นเกสร ทาไข่แดง โรยงาขาว 8.เรียงบนถาดที่ปูด้วยกระดาษไข อบที่อุณหภูมิ 280 องศาฟาเรนไฮต์

“อบไว้ประมาณ 30 นาที จนขนมสุก จะส่งกลิ่นหอม จากนั้นแซะออกจากกระดาษไข พักไว้ให้เย็น นำเก็บใส่ภาชนะปิดสนิทเพื่อรักษาความกรอบอร่อย” นุชนารถ เสริม

สนใจอยากเอาไปลองทำทานที่บ้าน หรือจะเอาสูตรไปทำขายเป็นอาชีพเสริม น้องๆ ทั้ง 3 บอก ว่าไม่มีค่าลิขสิทธิ์ หลักสูตรนี้ไม่มีวางจำหน่ายตามท้องตลาด หากแต่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ทุกเวลาที่ โทร.08-3114-8263, 08-4649-0104 และ 08-3050-6689 ทีมของเธอยินดีตอบทุกปัญหา

เร่งพัฒนา มะม่วง-มังคุด ส่งออกยั่งยืน

Published ตุลาคม 21, 2010 by SoClaimon

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2553

ผ่านทางเร่งพัฒนา มะม่วง-มังคุด ส่งออกยั่งยืน คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก :นาย อรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตผลไม้เมืองร้อน โดยเฉพาะมะม่วงและมังคุด ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายไปยังผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อย่างปีที่ผ่านมา ผลผลิตมะม่วงส่งออก 26,098.27 ตัน แยกเป็นตลาดญี่ปุ่น 2,754.96 ตัน และตลาดประเทศอื่น 23,343.31 ตัน ส่วนมังคุด ส่งออกต่างประเทศ 111,300 ตัน

ทั้งนี้ ประเทศที่สนใจนำเข้ามะม่วง นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ยังมีจีน มาเลเซีย เวียดนาม เกาหลี ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เหตุนี้จึงต้องเผชิญกับคู่แข่งอย่างฟิลิปปินส์ และอินเดีย ซึ่งผลผลิตมะม่วงของทั้งสองประเทศเป็นที่รู้จักและยอมรับของผู้บริโภคแล้ว ขณะที่มะม่วงไทยยังเป็นที่รู้จักในวงจำกัด จึงจำเป็นต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ส่วนมังคุดราชินีผลไม้ ก็มีตลาดที่น่าสนใจ อาทิ จีน ฮ่องกง เวียดนาม และนับวันจะมีตลาดมากขึ้น

นายอรรถกล่าวว่า ปัจจุบันนี้ เกษตรกรในหลายจังหวัดได้รวมกลุ่มเป็นสมาพันธ์ผู้ผลิตมะม่วงแห่งประเทศไทย เพื่อจัดการผลผลิตให้สามารถส่งออกได้ตลอดปี ตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2552-2553 เป็นต้นมา โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น

“ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดให้มีสัญญาเพื่อการส่งออกมะม่วงระหว่างเกษตรกรกับผู้ส่งออกกว่า 20 ราย เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอ สม่ำเสมอ ได้คุณภาพมาตรฐาน สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร ดำเนินมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีเพื่อให้ได้มาตรฐานของญี่ปุ่น โดยความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออก กับกรมวิชาการเกษตร อีกทั้งควบคุมให้แหล่งผลิตเป็นสวนจีเอพี ที่มีการตรวจสารเคมีตกค้างของแต่ละสวน จนถึงการส่งออกทุกรุ่น เพื่อให้ผลผลิตเป็นไปตามมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค”

%d bloggers like this: