ขึ้นค่าแรง

All posts tagged ขึ้นค่าแรง

ธุรกิจเลี้ยงหมูเจ๊งยับ

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191601.

Pic_191601

เงินเฟ้อ-ขึ้นค่าแรงทำธุรกิจเกิดใหม่ ก.ค.ลด 12% ทุนหดเฉียด 3 พันล้านบาท ส่วนยอดเลิกกิจการพุ่ง 116% ทุนหาย 5 พันกว่าล้านบาท ธุรกิจเลี้ยงหมูเจ๊งมากอันดับ 2 หลังราคาหมูแพง ทำรายย่อยเจ๊งยับ…

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถิติการนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เดือนก.ค.54 ว่า มีจำนวน 4,746 ราย ลดลง 12% หรือลดลง 687 ราย เทียบกับมิ.ย. 54 แต่ถ้าเทียบเดือนก.ค.53 เพิ่มขึ้น 24% หรือ 921 ราย ส่งผลให้ยอดจัดตั้งนิติบุคคลจดทะเบียนช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) 54 มี 36,280 ราย เพิ่มขึ้น 25% หรือ 7,300 ราย

เทียบกับช่วงเดียวกันปี 53 ด้านทุนจัดตั้งนิติบุคคลเดือนก.ค. 54 มีทุนจดทะเบียน 22,958 ล้านบาท ลดลง 11% หรือ 2,867 ล้านบาท เทียบกับมิ.ย.54 แต่เพิ่มขึ้น 63% หรือเพิ่ม 8,880 ล้านบาท เทียบกับก.ค. 53 ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนสะสมช่วง 7 เดือน 54 มีมูลค่า 191,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% หรือเพิ่มขึ้น 1,840 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี 53

ขณะที่ยอดการจดทะเบียนยกเลิกจัดตั้งนิติบุคลเดือนก.ค.54 เพิ่มขึ้น 116% เทียบกับก.ค. 53 หรือเพิ่มขึ้น 571 ราย ส่วนเมื่อเทียบกับมิ.ย.54 เพิ่มขึ้น 15% หรือ 144 ราย ส่วนทุนจดทะเบียนยกเลิกก.ค.54 มีมูลค่า 5,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159% เมื่อเทียบกับก.ค.53 และเพิ่มขึ้น 3% หรือ 211 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมิ.ย.54 ส่งผลให้มีทุนจดทะเบียนยกเลิกสะสมช่วง 7 เดือน ปี 54 มูลค่า 22,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 56% มูลค่า 8,288 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

โดยประเภทธุรกิจที่มีจำนวนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และบริการด้านธุรกิจอื่น ส่วนธุรกิจที่มีจำนวนทุนสูงสุดที่เลิกกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ 1,225 ล้านบาท เลี้ยงสุกร 441 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์ 389 ล้านบาทโดยธุรกิจเลี้ยงสุกรที่เลิกกิจการจำนวนมาก เป็นเพราะราคาหมูแพงในปัจจุบัน จนทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุน ประกอบกับ ยอดการบริโภคลดลง ฟาร์มเลี้ยงหมูรายย่อยไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนได้จึงล้มเลิกกิจการ

”ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ยอดการจดทะเบียนชะลอตัว คืออัตราเงินเฟ้อในประเทศที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นดอกเบี้ยเชิงนโยบายจาก 3% เป็น 3.25% ความไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท/วัน และการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ยังมีความมั่นใจในการฟื้นตัวเศรษฐกิจของสหรัฐฯในเรื่องแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3 ” นายอลงกรณ์กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

ท่องเที่ยว-เอสเอ็มอีผวาหนัก ค่าแรงวันละ 300 บาท

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 06:30 น.

ท่องเที่ยว-เอสเอ็มอีผวาหนัก ค่าแรงวันละ 300 บาท.

Pic_184733

ท่องเที่ยว-เอสเอ็มอีผวาหนัก ค่าแรงวันละ 300 บาท ดีเดย์ 1 ม.ค. ทุบธุรกิจเดี้ยง สทท.แนะรัฐบาล ค่อยๆทยอยปรับขึ้นภายใน 4 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาตั้งตัว …

นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานฝ่ายนโยบายสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า มีความกังวลว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ และค่าแรงวุฒิปริญญาตรี เริ่มต้นเดือนละ 15,000 บาท หากจะเริ่มทีเดียวในวันที่ 1 ม.ค.55 เป็นต้นไป จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เพราะภาคท่องเที่ยวจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการ ที่จะต้องใช้แรงงานมาก และต้องเป็นแรงงานคุณภาพ โดยปกติสัดส่วนแรงงานที่ใช้ในธุรกิจท่องเที่ยวจะเป็น 15-20% ของต้นทุนรวม

“หากรัฐบาลประสงค์จะปรับขึ้นค่าแรง สทท.มองว่าควรจะค่อยๆทยอยปรับขึ้นภายใน 4 ปี ตามเทอมของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว”

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว หรือ ทีทีเอเอ กล่าวว่า ในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะไม่กระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวมากนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นแรงงานคุณภาพที่มีอัตราจ้างเกินกว่าอยู่แล้ว แต่เงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่ 15,000 บาทต่อเดือน มีผลกระทบต่อการทำธุรกิจแน่นอน เพราะธุรกิจท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะจ้างแรงงานวุฒิปริญญาตรี และเมื่อเด็กใหม่ฐานเงินเดือนสูงขึ้น ก็จะต้องขยับฐานพนักงานเก่าด้วย จึงถือเป็นภาระที่หนักมาก

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า จากการศึกษาของ สสว. พบว่าโครงสร้างต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและเงินเดือนของผู้ ประกอบการเอสเอ็มอี เฉลี่ยคิดเป็น 16.2% ของต้นทุนปัจจัยการผลิตทั้งหมด ดังนั้น หากค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่มขึ้น 0.16%

สำหรับนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง โดยกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการจ้างงานเอสเอ็มอี 3.3 ล้านคน หากมีการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน จะทำให้ธุรกิจมีค่าแรงงานเพิ่มขึ้น 39.5% และต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่มขึ้น 6.4%

“ผมเห็นว่าเพื่อลดผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน รัฐบาลอาจพิจารณาดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในกลุ่มที่มีความพร้อมก่อน เช่น ผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องใช้แรงงานกึ่งฝีมือหรือมีประสบการณ์”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 กรกฎาคม 2554, 06:30 น.

กรณ์แย้มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ25%กลางปี55

Published มีนาคม 30, 2011 by SoClaimon

28 มีนาคม 2554, 15:09 น.

กรณ์แย้มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ25%กลางปี55 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159438

 

รมว.คลังเผย 4 นโยบายระยะยาว เรียกความเชื่อมั่นต่างชาติ ย้ำปัญหาเงินเฟ้อไม่น่าห่วง ระบุ ธปท. มีมาตรการดูแลอยู่แล้ว แย้มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 25% กลางปีหน้า …

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ได้ให้ข้อมูลกับผู้จัดการกองทุนต่างชาติในงานสัมมนา ไทยแลนด์โฟกัส โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายระยะยาวใน 4 เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการขนส่งในระบบราง และระบบน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งมีแผนแม่บทในการลงทุนมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท รวมทั้งการเปิดตลาดสินค้าไทยให้เข้าถึงตลาดโลก และเปิดโอกาสให้นานาประเทศเข้าถึงตลาดไทยมากขึ้น และการพัฒนาระบบการแข่งขันในทุกภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยยอมรับว่า ปัจจุบันไทยยังมีระเบียบขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรี ดังนั้น ยุทธศาสตร์ต่างๆ ของรัฐบาลจะมุ่งตอบสนองต่อทั้ง 4 ด้านดังกล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมได้มีการซักถามเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย โดยมีประเด็นปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งตนได้ชี้แจงว่า ไม่น่าเป็นห่วง เพราะทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการในการกำกับดูแลอยู่แล้ว แต่ในส่วนของภาครัฐจะช่วย ในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนแทน โดยมีทั้งการประกันรายได้และราคาสินค้าภาคการเกษตร และการขึ้นค่าจ้างแรงงานขึ้นต่ำอีก 25% ในกลางปีหน้า  นอกจากนี้ ยังจะมีการพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับผู้ประกอบการ เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานด้วย แต่ในส่วนของภาษีต้องพิจารณาให้รอบครอบ และไม่ให้กระทบกับรายได้ของรัฐบาลระยะยาว เพราะปัจจุบันภาษีนิติบุคคลที่รัฐเก็บในอัตรา 30% นั้น เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้ประกอบได้รับแล้ว ภาครัฐได้รับภาษีเข้ามาเป็นรายได้เพียง 18-19% แต่ก็มีบางกลุ่มได้รับสิทธิประโยชน์และบางกลุ่มที่ไม่ได้รับ

นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามถึงการบริหารกองทุนน้ำมัน ซึ่งได้ชี้แจงว่าตามหลักการแล้วไม่ได้เป็นการทำให้ราคาน้ำมันถูกลง และไม่ได้เป็นการนำเงินภาษีมาใช้ แต่เป็นการช่วยลดโอกาสการปรับเพิ่มขึ้นค่าขนส่ง เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากเงินกองทุนน้ำมันลดลงจนติดลบ รัฐบาลก็คงไม่นำเงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันได้ตลอดไป แต่หากยังมีกำไรหรือรายได้เข้ามา ก็จะดูความเหมาะสมในการบริหารกองทุนน้ำมันมากกว่า.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มีนาคม 2554, 15:09 น.

 

%d bloggers like this: