ขายหุ้น

All posts tagged ขายหุ้น

ก.ล.ต.ปรับหนักผู้บริหารยูนิค ไมนิ่ง อินไซเดอร์เทรดดิ้ง

Published สิงหาคม 16, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194237.

Pic_194237

ก.ล.ต.  ปรับหนักอดีตผู้บริหาร และผู้บริหาร บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส(UMS) ใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น UMS และ UMS-W1…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการเปรียบเทียบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) มีคำสั่งเปรียบเทียบปรับนายไพบูลย์ เฉลิมทรัพยากร นายพงศเฉลิม เฉลิมทรัพยากร นายชัยวัฒน์ เครือชะเอม กรณีขายหุ้นบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) (UMS) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (UMS-W1) โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการเป็นผู้บริหารของ UMS ก่อนที่ข้อมูลนั้นจะเปิดเผยต่อประชาชน และนางสาวภัทรา เฉลิมทรัพยากร ในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือ โดยมีคำสั่งเปรียบเทียบปรับนายไพบูลย  5,363,120.64 บาท ปรับนายพงศเฉลิม   1,296,010.44 บาท ปรับนายชัยวัฒน์  3,723,416.40 บาท และปรับนางสาวภัทรา   333,333.33 บาท

สืบเนื่องจาก ก.ล.ต. ได้รับเรื่องจากตลาดหลักทรัพย์และได้ตรวจสอบพบว่า นายไพบูลย์ ขณะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริหาร นายพงศเฉลิมขณะดำรงตำแหน่งกรรมการและกรรมการบริหาร และนายชัยวัฒน์ในฐานะกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหารของ UMS ได้ล่วงรู้เรื่องผลดำเนินงานของบริษัท ไตรมาส 4 ปี 51 ที่มีกำไรสุทธิลดลงจำนวนมากและได้ขายหุ้น UMS และ UMS-W1 ก่อนที่ข้อมูลดังกล่าวจะเปิดเผยต่อประชาชนในวันที่ 25 ก.พ.52

โดยนางสาวภัทรา ให้ความช่วยเหลือในการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง  ซึ่งการกระทำของนายไพบูลย์ นายพงศเฉลิม และนายชัยวัฒน์เข้าข่ายเป็นการขายหลักทรัพย์ โดยอาศัยข้อมูลภายในที่เป็นการเอาเปรียบบุคคลอื่นมาตรา 241 ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์

ส่วนนางสาวภัทรา ในฐานะผู้สนับสนุน  โดยนายไพบูลย์ นายพงศเฉลิม นายชัยวัฒน์ และนางสาวภัทรายินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงได้เปรียบเทียบปรับบุคคลทั้งสี่รายดังกล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 20:00 น.

“กรณ์” แจงผ่านเฟซบุ๊ก คืนภาษี (โอ๊ค-เอม)

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 10:52 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193189.

Pic_193189

“กรณ์” โพสต์เฟซบุ๊ก แจง คืน ภาษี โอ๊ค-เอม จี้ สรรพากร ตอบคำถามประชาชนถึงเหตุผลที่ไม่เก็บภาษีครั้งนี้  ขู่ หากถ่วงเวลาหาข้อเท็จจริงจนคดีหมดอายุความผู้เกี่ยวข้องอาจติดคุก ส่งไม้ต่อ “อรรถวิชช์” ตามเรื่องแทน

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเรื่องการคืนภาษีโอ๊ค -นายพานทองแท้ ชินวัตร และ เอม-นางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ผมขอเรียนอธิบายเป็นข้อๆไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยต่างๆในแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจนะครับ 1. การซื้อขายหุ้น ‘ชินคอร์ป’ ที่เป็นปัญหานั้นเนื่องมาจากการที่ผู้ขาย (บริษัท Ample Rich Investment Limited ซื่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นเจ้าของ) ได้ขายให้ผู้ซื้อ (โอ๊ค-เอม) ในราคาหุ้นละ 1 บาท สามวันก่อนที่จะมีการขายต่อให้เทมาเซคจากสิงคโปร์  โดยที่มูลค่าหุ้นจริงในตลาดขณะนั้น ราคาอยู่ที่ 49 บาท 2. กรมสรรพากรในชั้นแรกได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีว่าโอ๊ค-เอม มีภาระภาษี โดยมิได้เกิดจากกรณีที่ขายให้เทมาเซค แต่เป็นรายได้ที่ได้จากการรับซื้อหุ้นมาจากการตกลงกัน “นอก” ตลาดหลักทรัพย์ ในราคา 1 บาทเมื่อเทียบกับราคาตลาดที่ 49 บาท ส่วนต่าง 48 บาท ตามกฎหมายนั้นถือเป็นรายได้

3. ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่า หุ้นดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นของโอ๊ค-เอม แต่เจ้าของตัวจริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและให้ถือว่าเป็นการกระทำ “นิติกรรมอำพราง” (คำพิพากษาลงวันที่ 26 กพ. 2553) 4. เมื่อศาลพิพากษาว่า กรณีนี้ถือว่าเป็น ‘นิติกรรมอำพราง” ตัวผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นมีความเห็นขัดแย้งกับกรมสรรพากร โดยผมเห็นว่าเราควรจะตามไปเก็บภาษีจากเจ้าของบัญชีตัวจริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในขณะที่เบื้องต้นกรมสรรพากร มีความเห็นว่า กรณีนี้ควรถือว่า เป็น “โมฆะ” ทั้งหมดเพราะศาลได้ชี้ชัดแล้วว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง” ดังนั้นจึงไม่ควรไปตามเก็บภาษีจากใครอีก

5. สิ่งที่ผมบอกกับกรมสรรพากรคือ การขายหุ้นจาก Ample Rich กลับมาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ (โดยมี โอ๊คเอมเป็นตัวแทน) นั้น เป็นการขายระหว่าง “บริษัท” กับ “ตัวบุคคล” ซึ่งถึงแม้ว่าบุคคลคนนั้นเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท การซื้อขายก็ยังมีผลอยู่ดี และถ้าจะถือว่าความเกี่ยวข้องต่างๆกับ “นิติกรรมอำพราง” จะต้องเป็น “โมฆะ” ทั้งหมด “การซื้อขายหุ้นให้เทมาเซค” จากบัญชีนั้นก็จะต้องเป็น “โมฆะ” ไปด้วย แต่นี่การซื้อขายหุ้นดังกล่าวก็เป็นไปอย่างเสร็จสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ซื้อได้หุ้น ผู้ขายได้เงิน และเป็นการซื้อขาย “นอกตลาดหลักทรัพย์” ซึ่งมีกฎระบุชัดเจนว่า จะต้องมีการจัดเก็บภาษี 6. ถ้ากรมสรรพากรจะไม่เรียกเก็บภาษีจากกรณีนี้ โดยอ้างว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง” นั้น ก็จะต้องตอบคำถามด้วยว่า เหตุใดกรณีนี้จึงเป็น “โมฆะ” เฉพาะในส่วนของเรื่องการ “จัดเก็บภาษี” ในขณะที่ การ “ซื้อขายหุ้น”ให้เทมาเซคในกรณีนี้ ไม่ได้เป็น “โมฆะ” ไปด้วย

ในส่วนคำถามที่มีต่อตัวผมว่า ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้บ้าง ก็ขอเรียนว่า เมื่อความเห็นของผมและทางกรมสรรพากรไม่ตรงกัน กรมสรรพากรจึงต้องพิจารณาหาข้อเท็จจริงและคดีก็ยังอยู่ในอายุความ แต่ทางกรมสรรพากรก็ต้องระวังไม่ให้มีการถ่วงเวลาจนหมดอายุความ มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจติดคุกติดตะรางกันได้

สำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ และอยากให้เลิกรากันไปเสียที ผมก็ต้องเรียนว่าเงินภาษีที่เราจะจัดเก็บได้จากกรณีนี้เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว และข้อสำคัญคือ มันจะเป็นการไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี เมื่อมองจากการทำงานที่ผ่านมาของกรมสรรพากรอันเป็นที่ขึ้นชื่อในการเก็บภาษีขนาดที่พูดกันว่า มีการไปนั่งเฝ้านับชามก๋วยเตี๋ยวเพื่อจะคำนวณภาษีที่จะจัดเก็บจากร้านนั้น แล้วนี่คือภาษีของประชาชนที่ควรจะจัดเก็บได้มูลค่าเป็น “หมื่นล้านบาท” กรมสรรพากรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ถ้างดเว้นการจัดเก็บภาษีในกรณีนี้ก็จะต้องมีคำถามอย่างแน่นอนว่าเหตุผลของกรมสรรพากรในการที่จะงดเว้นการจัดเก็บภาษีนั้นเป็นเหตุผลที่เหมาะสมและถูกต้องหรือไม่

หมายเหตุ: สำหรับเรื่องนี้ผมได้มอบหมายให้คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ดูแลติดตามความคืบหน้าต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 11 สิงหาคม 2554, 10:52 น.

กองทุนฟื้นฟูเร่ขายโละหุ้น 13 บริษัท เดินหน้าหาเงินใช้หนี้

Published กรกฎาคม 18, 2011 by SoClaimon

18 กรกฎาคม 2554, 17:30 น.

กองทุนฟื้นฟูเร่ขายโละหุ้น 13 บริษัท เดินหน้าหาเงินใช้หนี้.

Pic_187290

กองทุนฟื้นฟูโละขายหุ้นลอตใหญ่ 13 บริษัท เดินหน้าหาเงินชดใช้หนี้สิน มีทั้งบริษัทอสังหาฯ อุตสาหกรรม ลิสซิ่ง สถาบันการเงิน พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค สนใจยื่นซองเสนอราคาเดือน ส.ค.นี้ …

วันที่ 18 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยต้องการจำหน่ายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญของ 13 บริษัท ซึ่งไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้รับกรรมสิทธิ์มาจากการเข้าฟื้นฟูธนาคารพาณิชย์ และ 56 ไฟแนนซ์ในช่วงที่ผ่านมา โดยวิธีซื้อซองเสนอราคา โดยเปิดให้ประมูลในช่วงวันที่ 1ส.ค.-31 ส.ค.ที่จะถึงนี้ ในเวลาราชการ เพื่อนำเงินมาชดใช้หนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งเกิดขึ้นในการเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินในช่วงปี 2540 ประกอบด้วย1.หุ้นสามัญของบริษัทเวียงชัย ฮิลล์ จำกัด จำนวน 893 หุ้น 2.หุ้นของบริษัทสยามแผ่นเหล็กวิลาศ จำกัด จำนวน 240,000 หุ้น 3.หุ้นของบริษัทเอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด (มหาชน) 1,530,403 หุ้น 4.หุ้นบริษัทจี เอ ทีลิสซิ่ง จำกัด จำนวน121,568 หุ้น 5. หุ้นบริษัทที แอลลิสซิ่ง จำกัด จำนวน 81,944 หุ้น 6.หุ้นบริษัท เอส แคปปิตอล จำนวน 3 ล้านหุ้น 7.หุ้นบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม 119,100 หุ้น

8.หุ้นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอีแบงก์)18,000 หุ้น 9.บริษัท ASEAN Finance Corporation Limited 979,000 หุ้น 10.บริษัทจี เอ็ม เอส พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) 5 ล้านหุ้น 11.บริษัทซีอาร์ซี ครีเอชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 187,306 หุ้น 12.หุ้นบริษัทอุตสาหกรรมวิวัฒน์ จำกัด จำนวน 2,000 หุ้น 13.หุ้นบริษัทอุตสาหกรรมวิวัฒน์เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 1,000 หุ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจที่จะเสนอราคาจะต้องซื้อหุ้นทั้งจำนวนที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ประกาศขาย โดยจะซื้อเพียงบริษัทเดียว หรือหลายบริษัทก็ดำเนินการได้ โดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะพิจารณาจากราคาประมูลที่สูงที่สุดเป็นเกณฑ์ และต้องเป็นราคาที่เหมาะสมและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯยอมรับได้ ผู้สนใจสามารถซื้อซองเสนอราคาได้ที่ธปท.สำนักงานใหญ่ ตามวันและเวลาที่กำหนด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 กรกฎาคม 2554, 17:30 น.

“กอร์ปศักดิ์” เล็งรื้อโครงสร้างภาษีประเทศใหม่

Published เมษายน 13, 2011 by SoClaimon

22 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

“กอร์ปศักดิ์” เล็งรื้อโครงสร้างภาษีประเทศใหม่.

Pic_120713

 

เปิดแผนอนาคตไทยอีก 4 ปี  “กอร์ปศักดิ์” รื้อโครงสร้างภาษีประเทศใหม่ เล็งฉวยโอกาสค่าเงินบาทแข็ง ซื้อเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปูทางเตรียมพร้อม …

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มจัดทำแผนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเตรียมไว้ใช้สำหรับประเทศไทยในอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้า เป็นแผนเสนอทางเลือกใหม่ ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ นโยบายชุดใหม่คงจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ภายในการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้อยู่ได้ไม่ถึงปี แต่หากมีเรื่องใดที่เห็นว่าสามารถปูทางไว้ได้ก็จะทำไว้ แต่หากไม่ได้เริ่มดำเนินการก็จะนำไปเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งหน้า

สำหรับหลักคิดสำคัญ ประกอบด้วย นโยบาย การทำอุตสาหกรรมใสสะอาด เช่น กรณีของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดต้องอยู่ร่วมกับชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่ให้ได้ และการมีอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีกคงยาก ฉะนั้น จะต้องเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยอุตสาห-กรรมใดที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือประเภทของอุตสาหกรรมหนัก จะต้องเลิกทำและคงไม่ต้องมาทำการศึกษากันต่อไปแล้ว เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ที่มีการศึกษากันอยู่ว่าจะไปอยู่ภาคใต้หรือไม่นั้นคงไม่ได้อยู่แล้ว เพราะธุรกิจหลักของภาคใต้คือ ท่องเที่ยว ที่ต้องอยู่คู่กับสิ่ง-แวดล้อม ดังนั้น พื้นที่ภาคใต้จะยึดธุรกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นหลัก

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายต่อไปต้องลงทุนสร้างประเทศไทยให้อยู่ได้ กับค่าเงินบาทที่แข็งค่าในอนาคต และทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าในอีก 3-5 ปีต่อจากนี้ไป ไม่คิดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะกลับขึ้นมาแข็งค่าได้ จึงต้องปรับประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ซึ่งในส่วนของภาคส่งออกหากไม่ต้องพึ่งตลาดต่างประเทศมากก็คงไม่โดนผลกระทบมาก ต่อไปเราไม่ควรมานั่งดีใจว่าเงินบาทอ่อนจะช่วยภาคส่งออกได้ แต่ควรมาดูในแง่ของผู้บริโภคที่ไม่เคยได้ประโยชน์เมื่อเงินบาทแข็ง

“แนวคิดนี้คือแผนการพัฒนาประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า ที่ต้องเรียนรู้ค่าเงินที่แท้จริง ขณะที่ช่วงเวลานี้ก็ต้องฉวยโอกาสค่าเงินบาทแข็งซื้อเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะราคาถูกลงถึง 10% เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นจาก 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ”

สำหรับธุรกิจที่ต้องเพิ่มขีดความสามารถ ควรจะใช้ธุรกิจที่เป็นแกนหลักของประเทศ เช่น ท่องเที่ยว และบริการ พร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจการเกษตร เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นครัวของโลกให้ได้ โดยในการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวนั้น ตั้งแต่ จ.เพชรบุรีลงไปในภาคใต้จะต้องพัฒนาชายฝั่งทะเลทั้งสองฝั่งให้ดีที่สุด หากลงทุนตรงนี้จะสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะเราไม่ต้องไปซื้อของจากต่างประเทศ เป็นการทำให้รวยโดยวิธีอื่น ซึ่งแนวคิดใหม่ ต้องไม่คิดใช้สินค้าที่ทำเอง ผลิตเองได้ทั้งหมด แต่จะต้องคิดว่าจะหาของดีที่สุด ราคาถูกที่สุดได้จากที่ไหน เพราะโลกอนาคตเป็นโลกใบเดียว

“ในส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าการที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 7-8% และมีอุตสาหกรรมส่งออกเป็นอุตสาหกรรมแกนหลักของประเทศ แต่เชื่อในแนวทางที่จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวเพื่อหารายได้ให้มากขึ้น เพราะคนนิยมการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น และมีคนสูงอายุมากขึ้น ธุรกิจบริการดูแลสุขภาพก็จะดีขึ้นตาม ถ้าหากเรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดี ไม่มีมลพิษ”

อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านี้จะมาทดแทนการส่งออกสินค้าได้ การส่งออกรถยนต์ก็ต้องมีอยู่ การส่งออกเสื้อผ้าก็ต้องปรับให้มีแบรนด์ของตัวเอง ขนาดเสื้อผ้าของอิตาลียังส่งออกได้อยู่แม้ว่าจะมีราคาแพง จุดประสงค์ ไม่อยากให้ไทยเป็นเหมือนประเทศญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้เตรียมทำธุรกิจแบบไหนดี เพราะสิ่งที่ทำอยู่ถูกคนอื่นแย่งไปหมด ก็ต้องข้ามไปเล่นเรื่องของกรีน อินดัสทรี หรืออุตสาหกรรมไฮเทคไปเลย ซึ่งประเทศ ไทยก็ยังข้ามไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทคไม่ได้

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายต่อไปอยากให้ภาคเกษตรกรรมของประเทศมีรายได้ยั่งยืน ซึ่งนโยบายประกันรายได้เป็นจุดเริ่มต้นนำภาษีคืนมูลค่าเพิ่มที่เกษตรกรจ่ายคืนไปให้กับเกษตรกร ด้วยการโอนเงินประกันรายได้โอนเข้าบัญชีเกษตรกร 5 ล้านครัวเรือนโดยตรง โดยให้กำไรกับเกษตรกร 40% จึงจะไม่เกิดการขาดทุนอีกแล้ว โดยรัฐบาลได้ใช้งบประมาณสำหรับประกันรายได้รอบละ 40,000 ล้านบาท ถือเป็นการใช้งบที่คุ้มมากและไม่เกิดการรั่วไหล และทำให้เกิดกำลังซื้อในประเทศมากขึ้นเพราะเกษตรกรเหล่านี้ได้เงินมาก็นำมาจับจ่ายซื้อของไม่เหมือนพวกคนรวยหรือบริษัทใหญ่ๆ ที่ขนเงินออกต่างประเทศหมด

นอกจากนั้น ในอีก 4 ปีข้างหน้า สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดซึ่งยังเป็นความเห็นส่วนตัวยังไม่ใช่ของพรรคประชาธิปัตย์ คือ ถึงเวลาที่ต้องปรับโครงสร้างภาษีของประเทศใหม่ทั้งหมด สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่กล้าพูดจนกว่าจะทำ ยกเว้นเรื่องภาษีที่ดินที่ต้องออกเป็นกฎหมายใหม่

“ผมไม่เคยเห็นบรรดาเศรษฐีเพื่อนผมต้องเสียภาษี มีแต่ตั้งเงินเดือนตัวเองให้ดูต่ำกว่าความจริง เพราะฉะนั้น รายได้ของรัฐบาลจึงมาจากมนุษย์ เงินเดือน ซึ่งเป็นผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่รายได้ จากภาษีที่เป็นธรรมกับสังคม ควรเป็นรายได้จากกำไรที่เกิดขึ้น ซึ่งในตลาดหลักทรัพย์ เรียกกันว่า Capital Gain หรือกำไรจากการซื้อขายหุ้น ดังนั้น จึงมีแนวคิดให้มีการจัดเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นของเจ้าของบริษัทดั้งเดิม ผมเห็นว่าต้องเข้ามาดูตรงนี้อย่างจริงจัง ในที่สุดอาจจะไม่ได้เม็ดเงินเยอะ แต่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เพราะคนเหล่านี้อยู่บ้านหลังใหญ่โตเป็นร้อยล้านแต่ไม่ต้องเสียภาษี ถ้าใครถามก็บอกแต่ว่าขายหุ้นได้กำไรจากในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ไม่ต้องเสียภาษี ตลาดหลักทรัพย์จึงกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของเศรษฐี ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรไม่ได้เลย นอกจากนั้น ต่อไปจะต้องเก็บภาษีปริมาณการใช้สาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า แอร์ของบรรดาเศรษฐีพวกนี้ด้วย”.

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

 

กลุ่มมาลีนนท์ รับ4พันล.

Published ตุลาคม 18, 2010 by SoClaimon

13 ตุลาคม 2553, 05:15 น.

ผ่านทางกลุ่มมาลีนนท์ รับ4พันล. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118406

กลุ่ม “มาลีนนท์” เจียดขายหุ้นช่อง 3 เพิ่มสภาพคล่องรับเละร่วม 4 พันล้านบาท

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีรายการซื้อขายหุ้นของบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC รายการใหญ่จำนวน 111.26 ล้านหุ้น ในราคาเฉลี่ยที่ 34 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,780 ล้านบาท โดยนายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยว่า กลุ่มตระกูล “มาลีนนท์” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบีอีซี เวิลด์ ได้ขายหุ้น BEC ผ่านกระดานรายใหญ่ (บิ๊กลอต) ประมาณ 5% ให้นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงลูกค้าส่วนบุคคลของภัทรด้วย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของหุ้นที่ซื้อขายในตลาด โดยมีบล.ภัทรเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยราคาซื้อขายที่ 34 บาทนั้น จากการสำรวจความต้องการซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบัน พบว่ามีความต้องการซื้อถึง 2 เท่า ของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย

ด้านนาย ฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บีอีซี เวิลด์ กล่าวว่า สาเหตุที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ตระกูลมาลีนนท์ ขายหุ้นออกมา 5% เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นการปรับโครงสร้างการถือหุ้นภายในตระกูล และยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่อง หรือฟรีโฟลทให้กับหุ้นที่ซื้อขายในตลาด แต่ยังยืนยันว่า หลังการขายหุ้นครั้งนี้ อำนาจการบริหารของผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากตระกูลมาลีนนท์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 51%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 ตุลาคม 2553, 05:15 น.

tags:
มาลีนนท์ ช่อง3 ขายหุ้น

กองทุนฟื้นฟูรอผู้ว่า ธปท.คนใหม่ตัดสินใจเคาะขาย-ไม่ขายกรุงไทย

Published กันยายน 29, 2010 by SoClaimon

28 กันยายน 2553, 05:15 น.

ผ่านทางกองทุนฟื้นฟูรอผู้ว่า ธปท.คนใหม่ตัดสินใจเคาะขาย-ไม่ขายกรุงไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_114566

กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รอผู้ว่าแบ้งก์ชาติคนใหม่ ตัดสินใจ ขาย-ไม่ขาย หุ้นธนาคารกรุงไทย

นาง ทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายจัดการกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนฟื้นฟูฯ กำลังเตรียมข้อมูลเพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูฯกับนาย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานกองทุนฟื้นฟูฯโดยตำแหน่งด้วย โดยจะขอนโยบายว่า ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่มีแนวคิดอย่างไร ทั้งนโยบายการขายหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB), การถือหุ้นหรือขายหุ้นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) และบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิช (BAM) รวมถึงการขายสินทรัพย์ที่เหลืออยู่รวมทั้งการชำระบัญชีเพื่อปิดกองทุน ฟื้นฟูฯ

นางทองอุไรยังกล่าวถึงการดำเนินการตามคำสั่งศาลเรื่องที่ดิน รัชดา ที่ให้การซื้อขายเป็นโมฆะว่า อยู่ระหว่างขอความเห็นจากอัยการสูงสุด ว่าจะอุทธรณ์เรื่องนี้หรือไม่ หากไม่มีมติให้อุทธรณ์ ทางกองทุนฟื้นฟูฯจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการ เพื่อคืนเงิน 772 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 57 ล้านบาทให้คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ต่อไป ส่วนการดำเนินการต่อไปคงต้องนำที่ดินผืนดังกล่าวออกมาประมูลขายอีกครั้ง แต่เรื่องนี้ต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการประมูลใหม่ให้รอบคอบ

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นอกเหนือจากการตัดสินใจดำเนินกิจการภายในของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยเฉพาะเรื่องการขายทรัพย์สินแล้ว นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ขอให้นายประสาร ในฐานะประธานกองทุนฟื้นฟูฯหาวิธีการ เพื่อให้ ธปท.สามารถชำระคืนหนี้เงินต้น 13.2 ล้านล้านบาท ของกองทุนฟื้นฟูฯให้ได้เร็วที่สุด เพื่อลดภาระเงินงบประมาณที่ต้องชำระดอกเบี้ยส่วนนี้ปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กันยายน 2553, 05:15 น.

tags:
ทองอุไร ลิ้มปิติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ขายหุ้นธนาคารกรุงไทย

บินไทยเร่งสอบข่าวขายหุ้นไทเกอร์แอร์เวย์สสิงคโปร์

Published สิงหาคม 20, 2010 by SoClaimon

19 สิงหาคม 2553, 16:45 น.

ผ่านทางบินไทยเร่งสอบข่าวขายหุ้นไทเกอร์แอร์เวย์สสิงคโปร์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_104787

การบินไทยสั่งฝ่ายบริหาร-การเงิน เร่งตรวจสอบผลกระทบผู้ถือหุ้น สายการบินไทเกอร์แอร์เวย์ส สิงคโปร์ ปล่อยหุ้นจำนวนมาก ระบุหากไม่กระทบจะดำเนินการจัดตั้งสายการบินต่อไป

การ ตั้งสายการบินใหม่ของการบินไทยยังเกิดปัญหา  เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกระแสข่าวกลุ่มผู้ถือหุ้นในสายการบิน ไทเกอร์ แอร์เวย์ส สิงคโปร์ แห่เทขายหุ้นออกไปจำนวนมาก โดยยอมรับว่าการบินไทยยังไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่ามีผู้ถือหุ้นในไทเกอร์ แอร์เวย์ส สิงคโปร์ขายหุ้นออกไป แต่ในขณะนี้ได้ให้ฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเงินไปวิเคราะห์ว่า การขายหุ้นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ สายการบิน ไทย ไทเกอร์แอร์เวย์ส ที่ร่วมทุนจัดตั้งกับการบินไทย หรือไม่ หากไม่มีผลกระทบก็จะยังดำเนินการต่อไป แต่หากมีผลกระทบ ฝ่ายบริหารก็จะต้องมาหารือในรายละเอียดกันอีกครั้ง

“ต้องไปพิจารณาใน รายละเอียดอย่างรอบคอบว่า การขายหุ้นของผู้ถือหุ้นในไทเกอร์แอร์เวย์ส ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารงาน โครงสร้างผู้ถือหุ้น ในไทเกอร์แอร์เวย์สหรือไม่ หากไม่กระทบต่อการดำเนินการจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ  ก็จะดำเนินการต่อไป  อย่างไรก็ตามการบินไทยจะเร่งหาข้อเท็จจริง เพื่อสรุปรายละเอียดดำเนินการต่อไป” นายโชคชัยกล่าว

%d bloggers like this: