ขยายปมร้อน

All posts tagged ขยายปมร้อน

กู้คืนประชาธิปัตย์

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160106/219981.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 6 มกราคม 2559
กู้คืนประชาธิปัตย์

กู้คืนประชาธิปัตย์ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            ข่าว “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” เปิดตัวเตรียมลงชิงตำแหน่งหััวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เราเห็นสภาพการณ์ภายในพรรคที่เก่าแก่แห่งนี้ว่า มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงภายในพรรค

เอาเข้าจริงการเปลี่ยนแปลงในพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเป็นไปตามวัฏจักร และเป็นไปตามกลไกของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคกงสีของบางครอบครัว หรือมีใครบางคนเป็นเจ้าของพรรคอย่างชัดแจ้ง

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือสภาวการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้อยู่ในสถานะที่ตกต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ถามว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น นั่นเพราะมีเสียงตอบรับที่ชัดเจนจากประชาชน แน่นอนว่ามวลชนของพรรคเพื่อไทยนั้นไม่เผาผีกับพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าหัวก้าวหน้า ก็มองพรรคการเมืองนี้อย่างดูแคลนว่ามีจุดยืนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีส่วนในการเข้าร่วมกับม็อบ กปปส. จนนำพาสถานการณ์เข้าไปสู่การรัฐประหาร

แม้จะพยายามปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่สิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนคือแกนนำหลายคนล้วนแล้วแต่เป็น ส.ส. หรือไม่เป็นอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และมวลชนที่เข้าร่วมก็เป็นมวลชนที่เรียกว่าทาบทับกับผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้

หรือฝ่ายที่เป็นกลางๆ ก็มองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไร้ความสามารถ เพราะไม่ค่อยพอใจกับผลงานการบริหารในห้วงที่เป็นรัฐบาล

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดกลับมิใช่เป็นมวลชนฝ่ายตรงข้าม หากเป็นมวลชนที่เคยถูกเรียกว่าเป็น “ของ” ประชาธิปัตย์ ที่วันนี้หากไปสำรวจจะพบว่าเขาเหล่านั้นกลับชื่นชอบ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร และอยากให้นักการเมืองซึ่งรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาเคยชื่นชอบยุติการทำกิจกรรมทางการเมือง

สิ่งนี้เองที่ถูกเรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมวลชนที่เคยสนับสนุนพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กลับไปชื่นชอบและสนับสนุนนายกฯ ที่มาจากระบอบรัฐประหารมากกว่า

คนในประชาธิปัตย์เองก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกรู้สมกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับภาวะที่เกิดขึ้น และต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเขาเห็นสัญญาณอันตรายแล้วว่าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้มีการเลือกตั้งครั้งถัดไปพวกเขาจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

อย่าว่าแต่เรื่องชนะการเลือกตั้งที่พ่ายมาอย่างต่อเนื่องเลย เอาแค่รักษาพรรคอันดับสองเองไว้ก็อาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะหากเกิดพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาเป็นการพิเศษ

มิพักต้องพูดถึงสภาวะหมดสภาพของผู้นำพรรคคนปัจจุบันอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ในอดีตเขาเคยอยู่ในฐานะ “ตัวความหวัง” แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไป

เราจึงได้เห็นกระแสการเตรียมลงชิงชัยในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างน้อยก็เพื่อกู้ภาพลักษณ์ที่ดีคืนมา ซึ่งชื่อ “สุรินทร์ พิศสุวรรณ” ก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะเคยเป็นถึงเลขาธิการอาเซียน มีภาวะความเป็นผู้นำและการยอมรับที่เพียงพอ

นอกจากนี้เมื่อเกิดกระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรค อีกชื่อที่มักจะออกมาตีคู่กันคือ “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังก์ถัด (UNCTAD) และอดีต ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

คำถามคือ “ดร.ซุป” อยากกลับมาสู่การเมืองไทยมากน้อยเพียงใด และเขาก็เคยมีชื่อในข่าวหลายๆ ครั้งแต่ก็ไม่เป็นความจริงและถูกปฏิเสธทุกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ซึ่งขณะนี้ตกเป็นข่าวเตรียมถูกขับออกจากพรรค และปรากฏเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีนักอย่างต่อเนื่อง โอกาสสำหรับเขาจึงเป็นไปได้น้อยมาก

ทั้งนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ควรพินิจอย่างจริงจังนอกจากเปลี่ยนผู้นำแล้ว คือการเปลี่ยนระบบวิธีคิดของพรรคเอง ที่ควรคิดอย่างเป็นประชาธิปไตยที่เพียงพอ และเลิกหวังพึ่งอำนาจพิเศษเพื่อเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ เพราะจะเท่ากับพวกเขาไม่ได้ยืนบนลำแข้งของตัวเอง

พวกเขาต้องตีโจทย์ความพ่ายแพ้ในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาให้ถูกว่าไม่ใช่เป็นเพราะ “เงินๆๆ” เท่านั้น หากแต่เป็นการกระทำและจุดยืนของพรรคต่างหากที่ทำให้ประชาชนห่างออกจากพรรคไปเรื่อยๆ

หากยังคิดไม่ตกแก้โจทย์นี้ไม่ถูก ต่อให้หาใครชื่อใหม่ ฟอร์มสด หน้าตาหล่อเหลา ประวัติดีเด่นมาจากไหน สุดท้ายก็จะตกม้าตายอยู่ดี เพราะพรรคโดยรวมไม่เคยเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

โฆษณา

พล.ต.อ.วัชรพลกับอุทยานราชภักดิ์

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160105/219889.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 5 มกราคม 2559
พล.ต.อ.วัชรพลกับอุทยานราชภักดิ์

พล.ต.อ.วัชรพลกับอุทยานราชภักดิ์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

           อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการทำงานวันแรกสำหรับ กรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ ที่ร่วมประชุมกับกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเก่าเมื่อเช้าวันจันทร์ที่สำนักงานย่านสนามบินน้ำ

เผื่อจะลืม ป.ป.ช.ชุดใหม่ที่ว่านั้นประกอบไปด้วย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายวิทยา อาคมพิทักษ์ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์

ส่วนคนเก่าที่พ้นวาระไปแล้วได้แก่ นายวิชา มหาคุณ นายประสาท พงษ์ศิวาภัย และนายภักดี โพธิศิริ

งานนี้ “สปอตไลท์” จะส่องสาดไปที่ พล.ต.อ.วัชรพล เป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นประธาน ป.ป.ช.คนใหม่แล้วยังเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์ใกล้ชิดกับ คสช. ชัดเจนที่สุด

ลึกลงไปอีกนิดก็คือ ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นพิเศษ เพราะเคยเป็น “รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง” มาแล้ว

เรื่องราวของการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ จึงเป็นคำถามแรกๆ ที่บรรดาผู้สื่อข่าวอยากได้คำมั่นสัญญาจากประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้

คำตอบที่ได้ก็คือ “คดีดังกล่าวส่วนราชการและหน่วยงานอื่นได้ดำเนินการตรวจสอบไปแล้ว สำหรับ ป.ป.ช.เองก็มีอำนาจหน้าที่และพร้อมจะดำเนินการ แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย”

ชัดเจนว่า เรื่องนี้ ป.ป.ช.มีอำนาจในการดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย

แต่ยังไม่ชัดเจนว่า จะเริ่มสอบเมื่อใดและมีกำหนดหรือไม่ว่าจะจบลงเมื่อใด รวมทั้งจะนำข้อมูลที่ ป.ป.ช.ชุดเก่าส่งคนไปเก็บข้อมูลเตรียมไว้ล่วงหน้านั้น มาใช้หรือไม่ อย่างไร

รวมทั้งยังไม่ชัดเจนว่า มีประเด็นใดบ้างที่อยู่ในข่ายที่ต้องรีบจัดการให้โปร่งใส

เพราะก่อนหน้านี้ คณะกรรมการของกองทัพบกสรุปมาแล้วว่า ไม่พบการทุจริต

สำทับอีกครั้งจากกระทรวงกลาโหม ที่บอกว่า ไม่พบการทุจริต

ถึงแม้ว่า จะยืนยันในส่วนของงบกลางที่ขอเบิกจากรัฐบาล และเงินบริจาคที่ได้จากประชาชนคนทั่วไป แต่ต้องไม่ลืมว่า คณะกรรมการของกระทรวงกลาโหม ได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายข้อ โดยข้อที่น่าสนใจก็คือ เงินที่มีการเรียกเก็บจากโรงหล่อ แต่สุดท้ายมีการนำเงินไปคืน ซึ่งตรงนี้ คณะกรรมการของกระทรวงกลาโหม บอกว่า เป็นส่วนของเอกชน และตามตัวมาสอบไม่ได้

ประเด็นนี้ ป.ป.ช.ชุดใหม่ที่นำโดย พล.ต.อ.วัชรพล จะทำอย่างไร

เพราะเป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้เลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม กระทรวงที่ “พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และเป็น “พี่ใหญ่” ที่ พล.ต.อ.วัชรพล เคยทำงานอยู่ใกล้ชิด

ที่สำคัญ ประเด็นนี้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เคยให้สัมภาษณ์ในราชการ ชั่วโมงที่ 26 ของสถานีโทรทัศน์ช่อง NOW 26 ว่าเป็นประเด็นที่ สตง.ต้องพิสูจน์ทราบ

เพราะเรื่องนี้มีคนบอกว่า เห็นความไม่เหมาะสม จึงได้ให้คนลงไปจัดการ ก็มีการนำเงินมาคืน ขณะเดียวกัน มีสื่อมวลชนไปคุยกับโรงหล่อว่า เอาเงินไปคืนจริงหรือไม่ ก็ได้รับการยืนยันว่า เอาเงินส่วนนั้นไปบริจาคจริง

ถึงแม้ว่า พล.ต.อ.วัชรพล จะให้สัมภาษณ์ว่า จะร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การทุจริตน้อยลง…เมื่อ สตง.ชี้ประเด็นมาจุดนี้ พล.ต.อ.วัชรพล จะทำอย่างไร

แน่นอนว่า สังคมนั้นต้องการสิ่งยืนยันที่จับต้องได้มากกว่าสิ่งที่เป็นคำมั่นสัญญา

เรื่องนี้เป็นอย่างที่ พล.ต.อ.วัชรพล พูดเอาไว้จริงๆ ว่า ไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูน !

รัฐธรรมนูญฉบับล้าง(เฉพาะ)บาง

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160104/219845.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2559
รัฐธรรมนูญฉบับล้าง(เฉพาะ)บาง

รัฐธรรมนูญฉบับล้าง(เฉพาะ)บาง” : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

            ในปี 2559 “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” คาดหวังว่าจะนำพาประเทศให้ก้าวไปตามโรดแม็พที่วางไว้ ในระยะที่ 2 คือ การสร้างกติกาใหม่ ที่ปูทางไปสู่สังคมประชาธิปไตย ไร้ซึ่งความขัดแย้ง หรือกลับสู่วงจรความไม่สงบทางการเมืองอีก

“รัฐธรรมนูญ” ถือเป็นกติกาสำคัญซึ่ง “ผู้นำการปฏิวัติ” คาดหวังไว้ แต่ความสำเร็จของโรดแม็พระยะที่ 2 นั้น จะต้องผ่านการลงประชามติไปให้ได้เสียก่อน นั่นหมายถึง การได้รับการยอมรับจากประชาชนเสียงข้างมากของประเทศ

สิ่งที่ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” นำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” พยายามวางหลักการ และออกแบบบทบัญญัติเพื่อนำไปสู่สังคมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนั้น ล่าสุด…ถูกสรุปความและถ่ายทอดออกมาเป็นคำขวัญที่ว่า

“รัฐธรรมนูญใหม่ การเมืองใหม่ ปลอดการทุจริต เพื่อต่อชีวิตให้บ้านเมือง”

สะท้อนให้เห็นถึง “เจตนา” ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ชัดเจน คือ “ล้างบางการเมืองน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยนักการเมืองฉ้อฉล”

เหตุผลสำคัญที่ “กรธ.” พุ่งเป้าไปที่ “นักการเมือง” เป็นสำคัญ เพราะ เป็นบุคคลที่จะเข้ามาใช้อำนาจแทนประชาชนและถือเป็นอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน

ดังนั้นการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความสำคัญจึงถูกพุ่งเป้าไปยังการปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส. และการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย “กรธ.” ได้รังสรรค์ 5 หลักการใหม่ เตรียมเขียนเป็นบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่

1.พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องกำหนดวันเลือกตั้ง โดยให้ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งแยกอีกฉบับ ภายใน 15 วันนับแต่วันยุบสภา เพื่อให้รัฐบาลหารือร่วมกับ กกต.หาวันเลือกตั้งที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ให้กำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ ภายใน 45-60 วัน

เหตุผลคือ ให้ “กกต.” มีสิทธิร่วมตัดสินใจกำหนดและเลื่อนวันเลือกตั้ง เพื่อตัดปัญหาการเกิดหลุมพรางที่ทำให้ทหารออกมาปฏิวัติ

2.กรณีที่ กกต.วินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ทุจริตการเลือกตั้ง ให้ถือว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.ในระหว่างนั้น โดยไม่ต้อรอให้ศาลมีคำวินิจฉัย

3.ให้อำนาจศาลที่พิจารณาคดีเลือกตั้งเรียกค่าเสียหายจากผู้ทุจริตการเลือกตั้ง และสั่งพรรคการเมืองร่วมรับผิดชอบทางแพ่ง กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคนั้นทุจริตเลือกตั้ง โดยไม่มีโทษถึงขั้นยุบพรรค แม้ว่าผู้ทุจริตเลือกตั้งนั้นมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค

4.ให้มีหลักการว่าด้วยการให้ย้ายหรือระงับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวได้

และ 5.ปรับปรุงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยห้ามพรรคการเมืองรับเงินบริจาคจากคนต่างด้าวและห้ามคนต่างด้าวบริหารกิจการของพรรคการเมือง โดยในกรณีของบุคคลที่มีสองสัญชาตินั้น บุคคลนั้นต้องสละสัญชาติอื่นก่อนที่จะเข้ามาบริหารกิจการของพรรคการเมือง

โดยทั้ง 5 มาตรการนั้น “กรธ.” ตั้งความหวังไว้จุดสูงสุด คือ ให้นักการเมืองกลัวการทำผิดกฎหมาย และหากไม่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ถือเป็นสิ่งการันตีได้ว่า “คนดี” เท่านั้นที่สามารถผ่านด่าน และมีคนดีบริหารประเทศ ปัญหาการคอร์รัปชั่นจะลดลง

แต่จะว่าไป กรณีที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยการทุจริต-คอร์รัปชั่น บทสรุปท้ายสุด คือ เกิดขึ้นไม่ได้เพียงตัวของนักการเมือง เพราะประเทศไทยอยู่ใน “ระบบสังคมอุปถัมภ์” ดังนั้นการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ ย่อมมีปัจจัยที่เสริมหนุน คือแวดวงข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ และพ่อค้า-นักลงทุน-นักธุรกิจ ในแวดวงเอกชน

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายระดับรองจากรัฐธรรมนูญ หรือกติกาที่ใช้ในหน่วยงาน มีช่องว่างที่ทำให้กลุ่มคนโลภใช้เส้นสายก้าวเข้าสู่วงจรแสวงหากำไร ที่เลยเถิดมาเป็นการคอร์รัปชั่นใหญ่โตได้ง่าย

ดังนั้นการพยายามเพื่อให้ได้มาสู่มาตรการกลไกคัดกรอง ตรวจสอบ และลงโทษเพื่อล้างบางนักการเมืองฉ้อฉล ที่่ดีอย่างไร แต่หากไม่มีมาตรการล้างบางข้าราชการเลว หรือนักลงทุนที่แสวงหาแต่ความร่ำรวยให้ตัวเอง ต่อให้กลไกของ “กรธ.” ทำให้ได้นักการเมืองน้ำดีเข้าสู่วงการจริง แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ยังไม่ถูกปฏิรูป สักวันคนดีเหล่านั้นย่อมยอมก้าวขาเดินลุยน้ำเน่าด้วยความสมัครใจ

ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151230/219603.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2558
ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป

ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

                      ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ความขัดแย้งยังคงอยู่กับสังคมไทยไม่หายไปไหน  คนยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนและชัดแจ้ง และพร้อมที่จะเข้าเผชิญหน้าหรือห้ำหั่นกันทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นในโลกความจริงหรือโลกเสมือนจริง
                      แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนเป็นระเบียบเรียบร้อยคล้ายไม่เกิดอะไรขึ้น นั่นก็เพราะทุกความเคลื่อนไหวที่ดูจะเป็นไปในทางที่ต่างจากวิธีที่ผู้มีอำนาจต้องการกดเอาไว้ภายใต้ประกาศห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
                      คนที่แสดงความเห็นต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐ ก็มักจะถูกเชิญตัวไปปรับทัศนคติเป็นระยะๆ  ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา แกนนำ หรือนักการเมือง ความเคลื่อนไหวใดที่สุ่มเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐจะถูกระงับเพื่อไม่ให้ลุกลามขยายตัว และนัยว่าเป็นการกระชับอำนาจของ คสช. ไปในตัว
                      ในอีกมุมหนึ่งแม้จะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่หากไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลมักจะได้รับอนุญาตให้ทำได้ โดยที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรืออาจจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อาทิ การแถลงข่าวทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์  หรือกระทั่งการชุมนุมของ “พุทธะอิสระ” ที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็สามารถทำได้แม้จะชัดว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่เกิน 5 คน และครบเงื่อนไขตามประกาศ
                      แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นว่าย่อมสร้างความอึดอัดขัดข้องให้คนอีกฟาก ขณะเดียวกันก็สร้างความย่ามใจให้คนอีกกลุ่มเช่นเดียวกัน
                      และเมื่อเข้าไปดูในโลกโซเชียล เราจะเห็นความแตกแยก แตกร้าวที่ชัดเจนมาก  ต่างฝ่ายต่างถือหางกลุ่มของตนอย่างสุดขั้ว  ไม่มองถึงเหตุผลของอีกฝ่าย การกระทำหรือเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจะถูกมองเป็นสองฝั่งในมุมที่แตกต่าง และหาเหตุผลมาอธิบายการสนับสนุนของตัวเองแม้จะไม่เป็นเหตุและผลเลยก็ตาม
                      เช่นหากรัฐบาลออกมาตรการหรือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะออกมาโจมตีและมองการกระทำนั้นในแง่ลบ   ขณะที่ฝ่ายหนุนรัฐบาลก็จะเอาตัวเข้าขวางเชียร์การกระทำอย่างสุดหัวจิตหัวใจ แม้จะเห็นความผิดพลาดหรือบกพร่องก็พร้อมจะหลับตาไม่ใส่ใจ คล้ายประหนึ่งว่าเมื่อมาด้วยกันแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง แม้จะถูลู่ถูกังก็ต้องลากกันไปให้ได้
                      เหตุผลเริ่มไม่ถูกนำมาใช้ และลามมาถึงนอกจอในโลกแห่งความเป็นจริง เช่นในกรณีที่นักศึกษาจะนั่งรถไฟไป “อุทยานราชภักดิ์”  แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมืองตามที่ โฆษกรัฐบาลระบุแน่นอน แต่ทุกเรื่องก็ต้องถือเป็นเรื่องทางการเมือง นักศึกษาอาจจะมีนัยต้องการชี้ให้เห็นถึงการทุจริต เพื่อตีกระทบไปถึงรัฐบาล แต่การทุจริตที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องของทุกคนที่จะช่วยกันตรวจสอบ และรัฐบาลจะไม่ถูกดิสเครดิตเลย หากโครงการนี้ไม่มีการทุจริต หรือรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
                      แต่ที่น่าสนใจคือ มีกลุ่มมวลชนที่พร้อมปกป้องออกมาคัดค้านการกระทำของนักศึกษา จนหวิดจะเป็นเหตุปะทะกัน ดังที่เราเห็นภาพความวุ่นวายที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง
                      นี่หรือคือความสงบเรียบร้อยที่รัฐบาลต้องการ ความสงบเรียบร้อยที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรมและรอวันปะทุเมื่อถึงจุดที่เดือดเพียงพอ
                      หากยังจำกันได้วันที่ คสช. เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง ในวันนั้นมีการตั้งคณะกรรมการปรองดอง มีการจัดอีเวนท์ทั้งระดับใหญ่ กลาง เล็ก มีการนำแกนนำชุมชนมาจับมือ เตะฟุตบอล ร้องเพลงร่วมกัน ทำคล้ายๆ กับปฏิบัติการทางจิตวิทยาของทหาร  แต่กระบวนการต่อจากนั้นก็ไม่เกิดขึ้น
                      และถึงวันนี้เราแทบจะลืมนโยบายสร้างความปรองดองของรัฐบาลไปแล้ว    สิ่งที่เราจำได้กันวันนี้คือนโยบายสร้างความสงบเรียบร้อย ด้วยการใช้กฎที่เข้มข้นกับการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกับรัฐ
                      หากรัฐบาลต้องการให้สังคมกลับเข้าสู่ความปรองดองลดความแตกแยกอย่างยั่งยืนก็ควรทบทวนบทบาทที่ทำมาว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ หรือยังเดินหน้าเรื่องใดไปไม่ถึงที่สุด  และหลงลืมทิ้งอะไรไว้กลางทางหรือไม่
                      เพราะหากไม่เดินหน้าเรื่องปรองดองอย่างจริงจังแล้ว ก็เตรียมนับถอยหลังสู่จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในบ้านเมืองได้เลย
——————–
(ขยายปมร้อน : เส้นทางปรองดองที่หายไป : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)

ขยายปมร้อน : เงินหลวงก็คือเงินหลวง

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151229/219551.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 29 ธันวาคม 2558
ขยายปมร้อน : เงินหลวงก็คือเงินหลวง

ขยายปมร้อน : เงินหลวงก็คือเงินหลวง : โดย…ศรุติ ศรุตา

                      ในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุญาตให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการอุทยานราชภักดิ์ แถลงผลการตรวจสอบ
                      ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นเพียงข้อเท็จจริง ไม่ชี้ว่าใครผิด ใครจะยังไง
                      ก็ต้องไปลุ้นว่า จะถอดแบบมาจากการตรวจสอบของ “กองทัพบก” ที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. แถลงไปก่อนหน้านั้นหรือไม่
                      แต่จากคำยืนยันจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ยังคงย้ำว่า จะต้องหาคนที่ทุจริตมาให้ได้ ในเมื่อผู้ปฏิบัติก็ยอมรับมาแล้วว่า มีหัวคิวจากการหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์
                      ความพยายามชี้แจงว่า โครงการอุทยานราชภักดิ์ไม่มีการทุจริต เพียงแต่มีการไปเรียกเงินหัวคิวจากโรงหล่อ และก็ได้จัดการให้เอาเงินไปคืนของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเมื่อหลายวันก่อน ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบโครงการนี้
                      โดยเฉพาะหน่วยงานในสังกัด ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น สตง. ป.ป.ท. รวมทั้ง คตร.
                      นั่นทำให้ พล.อ.ไพบูลย์ ย้ำหนักแน่นว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น สตง. หรือ ป.ป.ท. ต่างก็เห็นตรงกันว่า จะต้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้รู้ว่า การทุจริตเกิดขึ้นตรงจุดไหน และใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
                      ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่กระทรวงกลาโหมตั้งขึ้นมาว่าจะออกมาอย่างไร
                      เพราะถ้าไม่เข้าไปตรวจสอบ ทั้งที่รู้ว่ามี “หัวคิว” หน่วยงานที่ว่านั้นก็อาจจะต้องไปลุ้นกับคดีความเอาเอง เพราะอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
                      แต่เรื่องนี้ทุกคนเห็นความตั้งใจดีของ พล.อ.อุดมเดช มองเห็นเจตนาที่จะสร้างเพื่อให้ประชาชนได้น้อมรำลึกถึงพระคุณของบูรพกษัตริย์ที่ทรงมีต่อแผ่นดิน
                      ต่อให้มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นจริง ก็ไม่มีใครเชื่อว่า พล.อ.อุดมเดช จะมีส่วนเกี่ยวข้อง
                      เพราะในการทำงานบางที ระดับหัวคงไม่รู้หรอกว่า ระดับล่างไปทำอะไร จนเกิดปัญหา
                      เรื่องนี้น่าเห็นใจทั้งในส่วนของ พล.อ.อุดมเดช และพล.อ.ไพบูลย์
                      โดยเฉพาะรายหลังนี่ เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว คงจะปล่อยให้เรื่องเงียบๆ ไปเอง ก็คงจะไม่ได้ ครั้นจะเดินหน้าไปเร่ง ไปเร็ว ก็ไม่ได้เช่นกัน
                      เพราะต้องระวังไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทั้งในส่วนของรัฐบาล ในส่วนของ คสช. และในส่วนของกองทัพ
                      แต่ถ้าปล่อยไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ยิ่งไม่ได้ ในเมื่อมีผู้ปฏิบัติออกมายอมรับเองแล้วว่า มีการหักหัวคิว
                      ในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล ก็ต้องว่ากันไปตามที่หลักฐานปรากฏ
                      เพราะทุกหน่วยงานต่างก็เข้าใจตรงกันแล้วว่า “หัวคิว” ถ้าเป็นเงินเอกชนจัดการกับเอกชน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
                      แต่ถ้าเป็นเงินของหลวง การมาหักเอาไปจึงน่าจะมีปัญหาในข้อกฎหมาย ไม่ว่าเงินที่นำมาให้นั้นมีต้นทางมาจากงบประมาณของรัฐ หรือมาจากการบริจาคของประชาชนผ่านหน่วยงานรัฐ
                      เงินที่เข้าสู่หน่วยงานรัฐ ก็ต้องเบิกตามระเบียบ ตามกฎหมายที่มีอยู่ !
———————
(ขยายปมร้อน : เงินหลวงก็คือเงินหลวง : โดย…ศรุติ ศรุตา)

‘จุดแข็ง-อ่อน’ การบริหารข่าวของรัฐบาล

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151228/219487.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2558
'จุดแข็ง-อ่อน' การบริหารข่าวของรัฐบาล

ขยายปมร้อน : ‘จุดแข็ง-อ่อน’ การบริหารข่าวของรัฐบาล : โดย…จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น

                      การบริหารจัดการการให้ข้อมูล ข่าวสาร ของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีทั้งภาพที่เห็น “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ในบางมุม ในบางโอกาส
                      เพราะอะไรทำไมจึงเขียนเรื่องนี้ นั่นก็เพราะว่า กระผมเองได้ร่วมทำข่าวและเห็นปรากฏการณ์นี้จริงทั้งภาพที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และย้อนไปถึงในหลายโอกาสที่ผ่านมาด้วย
                      “จุดแข็ง” เกิดจากการทำข่าวการแถลงชี้แจงตอบโต้ประเด็นการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ ที่มีสื่อต่างชาติบางสำนักนำเสนอข่าวว่าประเทศไทยมีการใช้แรงงานทาสที่โรงงานแกะกุ้ง ย่านมหาชัย ซึ่ง “พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด” ก็นำทีมโฆษกรัฐบาล และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 หน่วยงาน อาทิ กองทัพเรือ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาแถลงชี้แจงที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเชิญสื่อต่างชาติมาทำข่าวครั้งนี้ด้วย
                      ต่อด้วยการเปิดเวทีแถลงชี้แจงประเด็นการระบายข้าวอันสืบเนื่องจากมานโยบายรับจำนำฯ ที่มีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวนมากที่ต้องระบายข้าวที่ไม่ได้คุณภาพให้แก่เอกชนผู้ชนะการประมูลเพื่อนำไปใช้ในการอุตสาหกรรม และมีการนำเสนอข่าวจากสื่อบางสำนักที่มีเซอร์เวเยอร์เข้าไปร้องเรียน  ก็มีการเปิดเวทีแถลงชี้แจงทันทีเชิญ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแถลงชี้แจงเช่นเคย ทั้งองค์การคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ
                      นี่คือความไวและเร็วในการประเมินผลกระทบที่จะมาถึงรัฐบาล เพราะเท่าที่สอบถามผู้ที่ร่วมเวทีทั้ง 2 เวที บอกว่า มีการนัดหมายจากทีมโฆษกรัฐบาลที่ขอความร่วมมือให้เตรียมข้อมูลมาแถลงโดยด่วน เพราะถ้าไม่รีบชี้แจงหรือทิ้งช่วงเวลาในการชี้แจงนานกว่านี้ จะเกิดความบานปลาย เพราะอย่างเช่นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และการแก้ปัญหาประมง เป็นเรื่องที่รัฐบาลทำเป็นนโยบายเร่งด่วน และการระบายข้าวก็เป็นผลพวงจากนโยบายรับจำนำข้าว ที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายพรรคเพื่อไทย
                      ทั้งนี้วิธีการแถลงชี้แจงลักษณะนี้รัฐบาลนี้ใช้อยู่ตลอดเป็นระยะ แม้จะดูจำนวนคนนั่งแถลงว่ามีหลายคนมากความก็ตาม แต่ผลที่ออกมาก็คุ้มและได้ผลระดับที่น่าพอใจ ซึ่งดีกว่าการที่ให้ทีมโฆษกรัฐบาลแถลงเองไปซะทุกเรื่อง
                      ส่วน “จุดอ่อน” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการให้ข้อมูลน้อยเกินไปหรือไม่เพียงพอ ทว่าเป็นการให้ข้อมูลที่มากเกินไปและทับซ้อนกันเองในบางครั้ง
                      อย่างสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลจัดงานแถลงผลงานในโอกาสครบรอบการทำงานครบ 1 ปี โดยใช้เวลาในการแถลง 2 วันเต็ม บวกกับการตั้งบูธจัดอีเวนท์ หรือนิทรรศการผลงานหน้าทำเนียบรัฐบาลอีก 3 วันควบคู่กันไป
                      สำหรับรูปแบบการแถลงครั้งนี้ต่างจากการแถลงผลงานในรอบ 3 เดือน และ 6 เดือน โดยช่วงครบรอบ 3 เดือน ใช้เวลาในการแถลง 1 วันเต็ม รูปแบบการแถลงก็ให้นายกฯแถลงเปิดหัว ใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง จากนั้นจึงเป็นคิวของรองนายกฯแต่ละด้านแถลงต่อ
                      แต่ผลปรากฏว่า รุ่งขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อทุกแขนง ให้น้ำหนักและโฟกัสไปที่การแถลงของนายกฯมากกว่ารองนายกฯ 5 คน
                      จึงปรับการแถลงรอบ 6 เดือนใหม่ ที่ไม่ต้องมานั่งแถลงที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเปิดแถลงที่กระทรวงของตัวเอง เพื่อไม่ต้องการให้น้ำหนักข่าวมุ่งแต่จะลงข่าวที่นายกฯพูด ดังนั้น ในสัปดาห์เดียวก็แถลงกันครบทุกกระทรวง ส่วนบิ๊กตู่ก็แถลงปิดท้าย ผ่านรายการคืนความสุขฯ เป็นอันจบ
                      แต่รอบนี้ เดิมที “บิ๊กตู่” สั่งวางโปรแกรมให้แถลง 3 วัน แบ่งเป็นรองนายกฯ 6 คน แถลงวันละ 2 คน แต่สุดท้ายก่อนวันแถลงจริง 1 วันมีการรื้อโปรแกรมกะทันหัน ร่นเหลือแถลง 2 วัน แบ่งเป็นวันแรกให้คิวนายกฯและรองนายกฯ 6 คน แถลงเปิดหัวในภาพรวม วันที่สองให้คิวรัฐมนตรีแต่ละกลุ่มงานแถลงลงรายละเอียดงานของตัวเอง เรียกว่าได้รายละเอียดยิบเกือบทุกโครงการ ของแต่ละกลุ่มงาน
                      แต่ปรากฏว่านายกฯ มีคิวกล่าวปิดการแถลง ก็พูดใช้เวลาไม่น้อย และยิ่งพูดยิ่งมีอารมณ์และยิ่งมีประเด็นเพิ่ม จน “กลบ” ประเด็นผลงานที่รัฐมนตรีแถลงมาทั้งวัน หนำซ้ำช่วงค่ำวันเดียวกันยังมีรายการคืนความสุขฯ ออกอากาศตามปกติ และเนื้อหาในรายการก็มีประเด็นเพิ่มเติมขึ้นมาอีก
                      ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่วันรุ่งขึ้น “ข่าว” ซึ่งมีพื้นที่จำกัด จะเทน้ำหนักให้นายกฯ แล้วกลบหรือเบียดพื้นที่ข่าวของรัฐมนตรีที่แถลงผลงานมาทั้งวัน
                      นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่พูดกันในทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล เพราะทีมงานทราบจุดอ่อนนี้ดี แต่แก้อะไรไม่ได้ ก็เป็นปัญหาที่คล้ายกับเรื่องที่ว่า ทำยังไงให้คนไม่ปิดทีวีหนีตอนรายการคืนความสุขฯ ออกอากาศ ที่แม้แต่ตัว “บิ๊กตู่” เองก็บ่นอยู่บ่อยๆ กับเรื่องนี้
——————-
(ขยายปมร้อน : ‘จุดแข็ง-อ่อน’ การบริหารข่าวของรัฐบาล : โดย…จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น)

2559การเมืองเริ่มขยับ

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151223/219139.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2558
2559การเมืองเริ่มขยับ

2559การเมืองเริ่มขยับ : ขยายปมร้อนโดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

           เหลืออีกไม่ถึง 10 วัน   ปี 2558  ก็จะผ่านพ้นไป  ปีที่ผ่านมานั้นทางการเมืองถือว่าค่อนข้างหยุดนิ่ง ไม่มีอะไรหวือหวา  ซึ่งต้องบอกว่า สืบเนื่องจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557   ทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกแช่งแข็งเอาไว้  และเมื่อ คสช.ยังคงอยู่ในอำนาจ ทำให้ตลอดปีที่ผ่านมายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้คำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง

แม้ว่าช่วงกลางปีจะมีเรื่องที่สภาปฏิรูปฯ ตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน อาจจะทำให้ดูมีความเคลื่อนไหวขึ้นมาบ้าง แต่ที่สุดแล้วทุกอย่างก็ไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำ คสช.ก็ยังอยู่ในอำนาจต่อไป เพราะโรดแม็พการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป  พร้อมกันนั้นยังได้ถือโอกาสจัดการล้างไพ่ สปช. ที่แตกแถวเสียใหม่ และให้กลับมาอีกครั้งในชื่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

อย่างไรก็ตามความสงบที่เกิดขึ้น จะเรียกว่าความสงบที่แท้จริงได้หรือไม่ เพราะภายใต้ท้องน้ำที่ดูราบเรียบตลอดปี 2558 นั่นเป็นเพราะถูกกดไว้โดยอำนาจของ คสช.   แต่สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ความเคลื่อนไหวต่อต้านยังมีอยู่แทบตลอดเวลา  และพวกเขาก็ใช้การกระชับอำนาจโดยการเรียกคนที่มีความเห็นต่างเข้าปรับทัศนคติอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นระดับนักการเมือง แกนนำมวลชน หรือนักเคลื่อนไหวคนธรรมดา ต่างก็โดนกันไปถ้วนหน้า

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณี “อุทยานราชภักดิ์” ที่มีการไล่กวาดล้างจับกุมผู้เผยแพร่ผังการทุจริตโครงการนี้ รวมทั้งจับกุมขัดขวางนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบโครงการ สร้างแรงกระเพื่อมให้ไม่น้อย นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังเริ่มสร้างปัญหาให้รัฐบาล และใน คสช.ด้วยกันเอง

และสืบเนื่องจากกรณีนี้ น่าจะทำให้การเมืองในปีหน้าจะทวีความร้อนแรงมากขึ้น   เพราะจนถึงวันนี้ คสช.ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ นอกจากการจัดการคนที่ตั้งข้อสงสัย  และหากปล่อยต่อไปจนไม่สามารถเคลียร์ได้ก็จะเกิดความไม่พอใจ และเกิดกระแสเรียกร้องมากขึ้น  เพราะต้องไม่ลืมว่า การปราบคอร์รัปชั่นนั้นเป็นสิ่งที่ คสช.พยายามใช้เป็นจุดขายและสร้างความชอบธรรมในการอยู่กับอำนาจ

ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะอัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่ก็ไม่ทำให้ภาพรวมดูดีขึ้นเท่าไหร่  ปัญหาเรื่องปากท้องนี้จะยิ่งเป็นแรงบีบให้คนเกิดความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

และหากเกิดปัจจัยแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิดขึ้นมาอีกก็จะยิ่งจะทำให้พวกเขาตกที่นั่งลำบากมากขึ้น และแรงเคลื่อนไหวใต้น้ำอาจจะโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะปัจจัยเรื่องความไม่พอใจของคนแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในทางการเมืองแล้วพร้อมที่จะบานปลายได้ทุกเมื่อ รัฐบาลหลายๆ ชุดที่ผ่านมาได้พิสูจน์ทราบด้วยตัวเองแล้ว

นอกจากนี้ยังมีอีกสองเรื่องในปีหน้าที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมือง เรื่องแรกคือ การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ “มีชัย ฤชุพันธ์ุ” และคณะ ร่วมกันเขียนขึ้นมา ซึ่งครั้งนี้จะต่างจากที่ผ่านมา กล่าวคือ จะยิงตรงไปที่ประชาชนเพื่อทำประชามติในทันที โดยไม่มีองค์กรใดมาทำหน้าที่ด่านหน้าสกัดกั้นเหมือนที่ สปช.เคยทำมา

หมายความว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะเกิดการทำประชามติในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นหมายถึงต้องมีกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อรณรงค์รับหรือไม่รับร่างฯ และจะมีวาระแฝงคือการยอมรับหรือปฏิเสธอำนาจของ คสช.พ่วงมาด้วยและจนถึงวันนี้ก็ชัดเจนว่า พรรคการเมืองบางพรรคจะรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม หากประชามติไม่ผ่านก็แปลว่า คสช.จะยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป และย่อมมีเสียงครหาตามมาว่า “จงใจร่างให้ไม่ผ่านเพื่อสืบทอดอำนาจ” แต่หากผ่านก็เชื่อได้ว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะมีหลายเรื่องที่มุ่งสืบทอดเจตนารมณ์ หรืออำนาจของ คสช. ให้คงอยู่ต่อไปแม้วันที่ลงจากหลังเสือ

อีกจุดเปลี่ยนที่ต้องจับตาคือ การตัดสินคดี “จำนำข้าว” ของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะสืบพยานนัดสุดท้ายเสร็จในราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดการณ์ว่า คำตัดสินจะมีออกมาในปลายปี 2559 หรือต้นปี 2560 ซึ่งจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางการเมือง ได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่ากลุ่มผู้สนับสนุนของเธอคงไม่อยู่นิ่ง หากผลตัดสินออกมาไม่เป็นผลบวก

ปี 2559 จึงไม่ใช่งานง่ายของ คสช.อีกต่อไป

ลุ้นผลสอบอุทยานราชภักดิ์

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151223/219082.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2558
ลุ้นผลสอบอุทยานราชภักดิ์

ลุ้นผลสอบอุทยานราชภักดิ์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

              ยังไม่รู้ว่า ผลการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่คณะกรรมการของกระทรวงกลาโหมเข้าไปตรวจสอบนานร่วมเดือน

ฟังจากน้ำเสียงคนสอบ อย่าง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

แถมยังพร้อมที่จะแถลงผลการตรวจสอบ ภายหลังส่งผลสอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ดูแล้วได้ไฟเขียวให้แถลงได้

วันก่อนนักข่าวไปถาม พล.อ.ประวิตรว่า จะให้ พล.อ.ชัยชาญแถลงผลการตรวจสอบได้หรือเปล่า พล.อ.ประวิตรก็บอกว่า ไม่มีปัญหา

แล้วยังบอกอีกว่า ถ้าผลสอบออกมาแล้วไม่ถูกใจกระแสสังคม ก็ยังมีทั้ง สตง. ป.ป.ท. ที่นายกฯ สั่งให้ตรวจสอบอยู่อีก ซึ่งกลาโหมก็พร้อมให้ความร่วมมือ

ฟังแล้วเหมือนจะดูดี !

ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะเรื่องนี้ ต้องไม่ลืมว่า มีการตรวจสอบมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยกองทัพบก ที่พยายามบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของกองทัพบก ก็เลยตั้งคณะกรรมการสอบเอง แต่สุดท้ายผลการสอบสวนที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก แถลงยืนยันเองว่า ไม่มีการทุจริต

แล้วผู้คนเขาก็ไม่เชื่อว่าไม่มี

แถมยังเหน็บแนมด้วยอีกว่า สอบกันเองแล้วมันจะเจอได้อย่างไร

ร้อนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้ พล.อ.ประวิตรไปแก้ปัญหา เลยเป็นที่มาของการตั้ง พล.อ.ชัยชาญ เป็นประธาน

ไล่เลี่ยกันแกนนำ นปช.ก็ไปยื่นหนังสือให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) สอบ และมีการยืนยันว่า มีการทุจริต แต่จะอยู่ที่ระดับใดนั่นก็ว่ากันตามผลการตรวจสอบ

ศอตช.มีหน่วยงานที่พร้อมเข้าไปตรวจสอบอย่างน้อยๆ ก็ ป.ป.ท. สตง. หรืออาจจะรวมไปถึง ปปง. เพื่อดูเส้นทางการเงินว่า เมื่อมีการเรียกรับหัวคิวแล้ว เงินไปที่ไหน

นั่นก็ว่ากันไปว่าตามพยานหลักฐานที่หามาได้

แต่ที่น่าจะเป็นปัญหาก็คือ หากผลการตรวจสอบออกมาแล้วเหมือนกับที่ “กองทัพบก” ไปสอบมาเด๊ะๆ แล้วละก็… เป็นเรื่องแน่ๆ

เพราะเสียงครหาเดิมๆ ก็จะกลับมาอีก เพราะนี่ยังคงเป็นกรอบการสอบสวนของทหาร

แรงกดดันก็จะพุ่งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ อีกครั้ง !

คำถามจะเอ็ดอึงว่า ก็ไหนบอก มีทุจริต แล้วทำไมทหารสอบกันถึงสองครั้งแล้วยังไม่เจอ

สุดท้ายความเชื่อมั่นในรัฐบาลและใน คสช.ที่บอกจะเข้ามาทำลายล้างการทุจริต ก็จะถูกท้าทายซ้ำอีก

คราวนี้ก็ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกินจะนอนจะคิดถึงหน้าของใครบ้าง และจะหาทางออกให้รัฐบาล คสช.อย่างไร เพื่อให้การปฏิรูปประเทศตามโรดแม็พไม่สะดุด

แต่เรื่องนี้กระทรวงกลาโหมก็ใช่ว่าจะแถลงผลการตรวจสอบไปแล้วจะตรวจสอบไม่ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ศอตช.นั้นสอบคู่ขนานอยู่

ทำให้น่าเชื่อว่า ผลการสอบสวนของกระทรวงกลาโหมน่าจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน

แล้วก็คงจะไม่ต้องให้หน่วยงานสังกัด ศอตช.ออกมาแถลงสวนผลสอบของกระทรวงกลาโหม

ส่วนผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร ถึงใคร ใครอาญา ใครโดนวินัย หรือใครจะแสดงสปิริต นั่นก็ว่ากันไปเป็นอีกเรื่อง

เพราะนาทีนี้ถ้าผลสอบออกมาแล้วไม่พบ ผลกระทบนั้นใหญ่หลวงจนยากคาดเดาถึงความเสียหาย

ดาบสองคมใน‘ร่างรธน.’

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151221/218991.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2558
ดาบสองคมใน‘ร่างรธน.’

ดาบสองคมใน‘ร่างรธน.’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร (@joize_nna)

            กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณา ล่าสุดผ่านลำดับพิจารณาสิ่งที่เป็นหัวใจ คือ “มาตราที่เกี่ยวกับที่มาของคณะบริหารและการใช้อำนาจของคณะรัฐบาล” ไปแล้ว

ที่ประชุม “กรธ.” ได้วางหลักการของประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด 22 ประเด็น แม้ประเด็นทั้งหมดเมื่อนำมาเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พบว่าหลักการที่วางไว้นั้นมีสาระสำคัญที่เหมือนกัน ยกเว้น 2 หลักการ คือ คุณสมบัติรัฐมนตรี และหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคณะร่างรัฐธรรมนูญบรรจุไว้ในร่างเนื้อหาอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลที่นำมาสู่การบัญญัติ 2 หลักการใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ การเล็งเห็นการทุจริตเชิงนโยบายของฝ่ายผู้นำประเทศที่ผ่านมา จนนำมาซึ่งวิกฤติประเทศชาติ เพราะ “คณะรัฐบาลขาดสำนึกรับผิดชอบต่อประโยชน์ส่วนรวม และใช้อำนาจที่ได้ไปบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งความนิยมทางการเมืองเฉพาะกลุ่มมากกว่าการพัฒนาชาติ”

สาระของหลักการใหม่ที่ “กรธ.” เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ 1.หลักการว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่มคุณลักษณะของความเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน เข้ามาเสริมคุณลักษณะของรัฐมนตรี-นายกฯ ที่ต้องไม่เคยมีพฤติกรรมทุจริตที่พิสูจน์ทราบถึงความผิดนั้น จนพฤติกรรมนั้นเป็นเหตุให้ถูกพิพากษาจำคุก หรือถูกปลดออก ไล่ออก ให้ออกจากการทำหน้าที่ในวงราชการ

และ 2.หลักการเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหลักการข้อนี้ “อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.” อธิบายความไว้ว่า รายละเอียดของบทบัญญัติจะไม่เขียนเฉพาะเจาะจงว่า ครม.ต้องทำกิจกรรมใดบ้าง แต่จะเขียนไว้กว้างๆ เพื่อเป็นหลักที่ใช้กำกับการทำงานของ ครม.ให้ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจทางบริหารที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ หรือการเงิน หรือวินัยการคลัง หรืออีกนัยคือ เป็นมาตรการที่คอยตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร หาก ครม.ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่อาจเป็นเหตุให้ถูกร้องเรียน เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบ และผลตรวจสอบที่ได้อาจเกี่ยวโยงไปถึงกรณี ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่ง

ยอมรับว่า หลักการว่าด้วยหน้าที่ของ ครม. หรือหน้าที่ฝ่ายบริหาร ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา มีมาตรการกำกับไว้ใน 2 ส่วน คือ ส่วนว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่เนื่องด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติมา ไม่ใช่บทบังคับ ดังนั้น “รัฐบาล” จะทำหรือไม่ทำก็ได้ หากไม่ทำก็ไม่มีความผิด และมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ว่าด้วยข้อกำหนดให้รัฐมนตรีต้องบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงกำหนดบทรับผิดชอบในหน้าที่ของตน และหน้าที่ที่ต้องทำร่วมกันฐานะ ครม.ต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่เอาเข้าจริงยังพบการบริหารราชการแผ่นดินที่ไร้ความรับผิดชอบ จนบางนโยบายสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนา ทำให้ “กรธ.” ต้องเพิ่มมาตรการบังคับให้ชัดเจน รวมถึงกำหนดบทลงโทษชนิดรุนแรง ที่พ่วงเข้ากับการให้พ้นจากตำแหน่ง และถูกเว้นวรรคจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี

และเพื่อความมั่นใจว่ารัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต้องทำงานเพื่อพัฒนาประเทศมากกว่าแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง “กรธ.” ยังมีบทบัญญัติว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” ที่วางเนื้อหาไว้ 7 ประเด็น คือ 1.หน้าที่จัดการศึกษาให้เด็กทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2.หน้าที่จัดบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ 3.หน้าที่คุ้มครองผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาสให้ดำรงชีพอย่างเหมาะสม 4.หน้าที่คุ้มครองและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมถึงประโยชน์ประชาชน 5.หน้าที่จัดกลไกให้การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่เป็นธรรม 6.หน้าที่รักษาวินัยการเงินการคลังให้มีเสถียรภาพ มั่นคง ยั่งยืน และ 7.หน้าที่ขจัดทุจริต ประพฤติมิชอบ

โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ เพื่อกำหนดให้รัฐต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากหลีกเลี่ยงโดยไม่มีเหตุผลเหมาะสมจะถูกลงโทษทั้งทางกฎหมาย และ ทางจริยธรรม ที่พ่วงเข้ากับการพ้นจากความเป็นรัฐบาลทั้งคณะ

ประเด็น “หน้าที่” ที่ “กรธ.” บัญญัติเป็นหลักการใหม่เอาไว้ ถือเป็นสิ่งที่ดี…แต่สิ่งที่ดีจะตอบโจทย์และแก้ปัญหากับประเทศได้หรือไม่? อย่างการกำหนดคุณสมบัติด้านจริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต แม้จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่หากกฎหมายระดับรอง หรือระเบียบ ถูกนำไปใช้อย่างสองมาตรการ เพื่อประโยชน์บางฝ่าย ผลนั้นจะนำไปสู่วิกฤติชาติอีกหรือไม่?

รวมถึงการกำหนดให้มีบทลงโทษของการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. หรือ รัฐบาล หาก “ฝ่ายผู้นำรัฐบาล” ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายราชการ หรือ ราชการเกียร์ว่าง จะทำอย่างไร? และนำไปสู่จุดที่เป็นปัญหาทางการเมืองอีกหรือไม่?

เข้าใจว่า สิ่งที่ “กรธ.” พยายามสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ฝ่ายบริหารจะเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่สร้างใหม่มีทั้งคุณและโทษ เหมือนกับเหรียญที่จะมี 2 ด้านเสมอ

พรรคใหม่‘ใครได้-ใครเสีย’

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151216/218688.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
พรรคใหม่‘ใครได้-ใครเสีย’

พรรคใหม่‘ใครได้-ใครเสีย’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            ความขัดแย้งระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดูจะปริร้าวและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศตลอดนับแต่มีข่าว เรียกได้ว่า ไม่สู้ดีนัก หากไม่ติดว่า คสช.มีประกาศคำสั่งห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองของ คสช. เราอาจจะเห็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากกว่านี้

จากที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ที่นำทีมโดย “วิลาศ จันทร์พิทักษ์” ออกมารุกไล่ โดยตั้งคำถามไปถึึงการบริหารงานใน กทม. และที่สำคัญเรื่องความสุจริตโปร่งใส ซึ่งแม้ไม่กล่าวหาตัวผู้ว่าฯ เมืองหลวงแบบเต็มๆ แต่การไล่เช็กบิลทีมรองผู้ว่าฯ ที่ละคนๆ ก็ยากที่จะทำให้มองเป็นอย่างอื่นว่า เป้าที่แท้จริงแล้วหมายถึงใครกันแน่

หากฝ่าย “สุขุมพันธุ์” ดูยังนิ่งไม่ออกมาตอบโต้ แม้จะพบกับนักข่าวในงานต่างๆ แต่ก็เลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้ คล้ายกับจะใช้หลักปรัชญา “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว”

แต่แล้วก็มีเสียงลอยมาตามลมว่า ไม่เพียงแต่ประชาธิปัตย์เท่านั้นที่คิดจะตัดสัมพันธ์ แต่ตัว “คุณชายหมู” เองก็ระอาประชาธิปัตย์ไม่น้อยและคิดตีจากพรรคเก่าแก่แห่งนี้

เสียงลือยังดังอีกว่า การตีจากครั้งนี้เป็นไปอย่างมีขั้นมีตอน โดยเตรียมที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ โดย “สุขุมพันธุ์” จะไปจับมือกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้มากบารมีในพรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้วันนี้จะประกาศแยกทางกลับไปทำงานในฐานะ “ลุงกำนัน” หลังจากออกมาเป็นแกนนำ กปปส.และประกาศว่าจะไม่เล่นการเมืองอีก แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เขานั้นยังคงมีอิทธิพลสูงต่อนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์เป็นจำนวนมาก

ส่วนความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้น เรียกว่าอยู่ในระดับที่ดี เพราะเมื่อครั้งที่ “คุณชายหมู” จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ สมัยที่สอง ก็ได้ “สุเทพ” นี่เองที่ประกาศหนุน ทั้งๆ ที่ระดับนำในพรรคหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายแรงหนุนก็ทำให้ได้เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์

และเมื่อช่วงหาเสียง “สุเทพ” ก็ช่วยอย่างเต็มที่ จนสุดท้าย “สุขุมพันธ์ุ” เข้าป้าย และนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นสมัยที่สอง

เสียงลือเดิมเอ่ยอ้างถึงชื่อของ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ปัจจุบันผันตัวไปเป็น “บิ๊กเน” บริหารทีม “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” จนประสบความสำเร็จ และจากการให้สัมภาษณ์ของเขานั้นยืนยันหลายครั้งว่า สนุกกับการทำทีมกีฬามากกว่าความเป็นนักการเมือง แต่ก็ยังเชื่อกันว่า บารมีของเขายังมีอยู่ในระดับหนึ่ง และคำว่า “ก๊วนเนวิน” ก็ยังมีพลังทางการเมือง

ทั้งหมดผูกเงื่อนโยงใยมาสู่คำว่า เพื่อเป็นพรรคการเมืองที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับทหาร ในวันที่ต้องกลับสู่ภาวะปกติ

ข่าวเช่นว่ายังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ กระทบกับคนที่เป็นชื่อและเป็นข่าวอย่างแน่นอน คนแรกก็คือ “สุขุมพันธ์ุ” เพราะข่าวนี้ที่เป็นการจงใจให้เขาออกมาตอบโต้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนปล่อยหมัดอยู่ข้างเดียวมาพักใหญ่ และทำให้เหมือนว่าตัวเขาไม่สิ้นไร้ไม้ตอก

คนที่กระทบคนต่อมาคือ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เพราะแค่ข่าวออกมาเท่านั้น ก็เริ่มมีแฟนคลับตะโกนทวงสัญญาเมื่อครั้งเป็น “ลุงกำนัน” ว่าจะไม่กลับไปเล่นการเมืองอีก ขณะที่ฝั่งตรงข้ามก็เปล่งเสียงเหยียดหยามเย้ยหยันว่า สุดท้ายก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง

หากยึดเหตุการณ์นี้เป็นการโยนหินถามทางก็เชื่อได้ว่า เขาทั้งสองโดยเฉพาะ “สุเทพ” ก็จะได้รู้ว่า ผลตอบรับที่ออกมาไม่สวย โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ที่เคยสนับสนุนตนเอง และที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าภาพลักษณ์ของทั้งสองคนในด้านการเมืองนั้นไม่สู้ดีนัก

และหากข่าวที่ออกมานั้นเป็นความจริง ฝั่งผู้ที่กำลังปฏิบัติการอยู่นั้น ไม่น่าที่จะพอใจกับสิ่งที่ปรากฏออกมา เพราะปฏิบัติการเช่นว่าควรจะเป็นไปแบบเงียบๆ รอจนถึงวันและเวลาที่เหมาะสมจึงค่อยเปิดตัวออกมา การออกมาทำให้สังคมได้รับรู้ก่อนจึงเปรียบได้กับการ “แหวกหญ้าให้งูตื่น” การใหญ่ที่จะทำนั้นก็มีโอกาสล้มเหลวสูงก่อน

หากข่าวนี้ไม่เป็นจริง คนที่เสียหายหนักก็คงไม่พ้นชื่อหลักอย่าง “สุเทพ” เพราะไม่ว่าเขาจะเตรียมการหรือเดินหน้าอะไรต่อไปทางการเมือง น่าจะอยู่ในมุมที่ลำบากไม่น้อย

ข่าวที่ออกมาเช่นนี้อาจจะสะใจใครบางคน แต่มีใครอีกหลายคนที่ไม่น่าจะพอใจ ทั้งในระดับคิดและระดับปฏิบัติการ เพราะแผนการที่คิดและเตรียมไว้อาจต้องทบทวนและวางแผนใหม่หมด

%d bloggers like this: