ก่อนปิดร้าน

All posts tagged ก่อนปิดร้าน

แล้งสาหัสจริงๆ

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

แล้งสาหัสจริงๆ

เกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นปัญหาภัยแล้งวิกฤตขนาดนี้!!

จำได้ว่า ช่วงน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2554 มีคนหยิบยกเพลงท่อนหนึ่งขึ้นมาถามว่า น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้งจริงหรือไม่ เพราะตอนนั้นคนไทยกำลังทุกข์ทรมานกับปัญหาบ้านจมน้ำ หดหู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วม ก็เลยคิดกันเล่นๆ ว่า น้ำท่วมกับภัยแล้ง อันไหนหนักหน่วงกว่ากัน

แต่พอเผชิญกับปัญหาภัยแล้งเข้าจริงๆ กลับรู้สึกว่า ไม่ว่าจะท่วมหรือแล้ง ก็ล้วนสร้างความเสียหายไม่แตกต่างกันเลย เทียบจากผลพวงน้ำท่วมปี 2554 เรือกสวนไร่นาเสียหายนับแสนไร่ ตอนนี้ภัยแล้ง น้ำแห้งขอด ชาวนาชาวสวนแย่งน้ำกันยกใหญ่ มีนาข้าวเสียหายไปแล้ว 20 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตรวม และหากถึงหน้าฝนเดือนสิงหาคมไปแล้ว น้ำฝนยังมีปริมาณไม่มากพอ หรือเก็บกักในเขื่อนไม่ได้มากพอ เชื่อว่า ปีหน้าไม่แคล้วประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยแล้ง พืชผลเกษตรเสียหายอีกรอบ

ส่วนผลกระทบที่มีต่อน้ำอุปโภคบริโภค ก็ไม่แตกต่างกัน ตอนน้ำท่วม มีน้ำให้ใช้ล้นเหลือ แต่ก็ล้วนเป็นน้ำที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่นเดียวกับน้ำสำหรับการบริโภค เมื่อน้ำสกปรกไหลเข้าสู่คลองประปา มีผลให้น้ำประปาไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหาในการนำมาใช้ จำได้ว่า วิกฤตน้ำท่วมก่อให้เกิดปัญหาคนกรุงเทพฯ ตื่นตระหนกแห่กันซื้อตุนน้ำกิน กว้านซื้อทรายถุงสำหรับป้องกันน้ำ จนเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน หาซื้อไม่ได้

ภัยแล้งตอนนี้ก็แทบจะไม่แตกต่าง คนไทยในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ กำลังก่อปัญหา “ซื้อตุน” จนเกิดวิกฤตขาดแคลนสินค้าหลายประเภท เช่น เกษตรกรแห่ซื้อเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำมาเก็บไว้ใช้ ชาวบ้านกลัวขาดน้ำใช้ แห่ซื้อแท็งก์น้ำไว้ตุนน้ำ เช่นเดียวกับคนกรุงกลัวไม่มีน้ำดื่ม ตระเวนซื้อน้ำขวดไปเก็บตุนไว้ที่บ้าน ส่งผลดีให้สินค้าเหล่านี้ขายดิบขายดี

ล้วนเป็นปัญหาที่วนกลับมาซ้ำเดิม เหมือนกับว่า เราไม่ได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ได้รับเลย ปัญหาเดิมๆ จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แถมที่น่าเศร้าไปใหญ่ก็คือ เราเพิ่งผ่านพ้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วม แต่แค่ 4 ปีถัดมากลับมาเผชิญกับปัญหาภัยแล้งแสนสาหัส ทั้งที่จำได้ว่า ช่วงน้ำท่วมมีผู้เชี่ยวชาญได้เตือนไว้ก่อนแล้วว่า ประเทศไทยจะเจอปัญหาภัยแล้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แต่ไฉนรู้แล้ว มีคนเตือนแล้ว เรากลับไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือปัญหาภัยแล้งล่วงหน้าเลย!!

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้คำตอบเรื่องนี้แบบตรงๆ ว่า สาเหตุภัยแล้งครั้งนี้ เพราะรัฐตื่นตัวช้าเกินไป รัฐเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งไม่ทันการณ์ เรารู้ว่า ปีนี้จะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาก็เตือน รัฐบาลก็มีความคิดที่จะลดพื้นที่ปลูกข้าว แต่กลไกในการปฏิบัติมันไม่ได้ผล

เหมือนกับว่า รู้แต่ไม่ได้ทำอะไรนั่นเอง!!

แต่ที่ต้องตระหนัก และรีบหาทางแก้ไขปรับปรุง ไม่งั้นปัญหาจะวนกลับไปกลับมา ระหว่างเดี๋ยวแล้งเดี๋ยวท่วมไม่หยุดหย่อน นั่นคือ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างรุนแรง เหมือนอย่างที่ ดร.เดชรัต กล่าวไว้ว่า ไทยปรับการบริหารจัดการน้ำใหม่ ต้องจัดการไปข้างหน้า ไม่ใช่ย้อนหลัง อย่างปี 2553 เราเจอปัญหาแล้งเล็กน้อย มาปี 2554 เราตัดสินใจเก็บน้ำ สุดท้ายน้ำท่วมหนัก พอปี 2555 เรากลัวน้ำท่วมก็ระบายน้ำ ปีถัดมาเจอภัยแล้งแทน ดังนั้น เราไม่ควรบริหารน้ำแบบปีต่อปี เราควรใช้ข้อมูลในอนาคตมาตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ

แต่ตอนนี้ ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราคนไทยทุกคนต้องปฏิบัติโดยด่วน ทำด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้รัฐบาลหรือใครมาสั่ง ก็คือ มาตรการควบคุม ประหยัดการใช้น้ำ เช่น เลิกรดน้ำด้วยสายยาง หันมาใช้ขันหรือที่รดน้ำแทน ยืดเวลาล้างรถจาก 1-2 สัปดาห์ ต่อครั้ง มาเป็น 1-2 เดือนแทน หรืออาบน้ำด้วยขันแทนฝักบัวสักพัก จนกว่าปัญหาแล้งคลี่คลายแล้วค่อยว่ากันใหม่

ที่สำคัญ อย่า “กักตุน” เด็ดขาด เพราะเป็นการสร้างอุปสงค์อุปทานเทียม เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด สร้างปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปใหญ่!!

โฆษณา

เศรษฐกิจโลกมีปัญหา

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

เศรษฐกิจโลกมีปัญหา

ผ่านพ้นครึ่งแรกของปี 2558 มาแบบทุลักทุเลเอาการ สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศส่งสัญญาณบ่งบอกอาการที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก!!

สำหรับในประเทศก็รู้ๆ กันอยู่ว่า สภาพเศรษฐกิจที่ยังซบเซาต่อเนื่อง กำลังซื้อนิ่งสนิทมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นตัว ส่งออกยังคงชะลอตัว จนหลายสำนักเริ่มปรับตัวเลขคาดการณ์กันอีกรอบ ซึ่งหวั่นเกรงกันว่า ปีนี้อาจได้เห็นการส่งออกขยายตัวติดลบกันอีกครั้ง

แต่ที่น่าห่วงมากกว่า ก็คือ สถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ ที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ตอนนี้ ก็คือ วิกฤตเศรษฐกิจประเทศกรีซที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 เมื่อกรีซตกอยู่ในฐานะหนี้สินล้นพ้นตัว ประเทศมีภาระหนี้สินบานเบอะ จำเป็นต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ขอกู้เงินเป็นแสนล้านยูโร แต่เงินกู้ก็มาพร้อมกับเงื่อนไขการรัดเข็มขัด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษี ลดสวัสดิการความช่วยเหลือต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

เห็นแล้วสะท้อนใจ คิดถึงสิ่งที่คนไทยประสบเมื่อครั้งเกิดวิกฤตฟองสบู่แตก ปี 2540 เมื่อไทยจำเป็นต้องเข้าโครงการรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ คนไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างหนัก เงินเฟ้อพุ่งกระฉูด ค่าเงินบาทตกวูบจาก 25 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 40-50 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ คนตกงานมากมาย บริษัทต่างๆ พากันปลดคนงาน หรือไม่ก็ลดเงินเดือนพนักงาน เราตกอยู่สภาพย่ำแย่อยู่หลายปี กว่าที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ

แต่นั่นเป็นเพราะเราคนไทยมีวินัย มีความรับผิดชอบ และยินยอมที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เจ้าหนี้ หรือไอเอ็มเอฟกำหนด ขณะที่คนกรีกปฏิเสธ เป็นที่มาของการโหวตโน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา นำไปสู่ภาวะความเสี่ยงที่ประเทศกรีซอาจถูกถอดออกจากยูโรโซน ต้องกลับไปใช้เงินสกุล “ดรักมา” ซึ่งเป็นเงินสกุลเดิมของตัวเอง

ถึงตอนนี้ชะตากรรมของกรีซยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ วิกฤตเศรษฐกิจของกรีซส่งผลสะท้านสะเทือนต่อเศรษฐกิจของยุโรปและเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพียงแต่จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น

แต่ที่น่ากลัวและมีผลกระทบต่อไทยมากกว่าคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นจีนเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อตลาดหุ้นจีนเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ดัชนีหุ้นร่วงอย่างหนัก จนทำให้หุ้นในตลาดกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 1,400 บริษัทจากทั้งหมด 2,800 บริษัท ต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว เนื่องจากความวิตกว่าเกิดวิกฤตฟองสบู่ในตลาดหุ้น เพราะก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจีนเกิดพฤติกรรมการเก็งกำไรอย่างหนัก มีข่าวว่า ประชาชนจีนมีการกู้เงินมาซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ นำไปสู่ภาวะเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่

รู้กันอยู่ว่า จีนถือเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก ขณะที่ตลาดหุ้นจีน โดยเฉพาะตลาดเซี่ยงไฮ้ ถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก หากเกิดภาวะฟองสบู่แตก ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหนักหนาสาหัสกว่าวิกฤตกรีซเสียอีก ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใจจดใจจ่อว่า รัฐบาลจีนจะจัดการควบคุมดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นได้แค่ไหน และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง!!

ยาขนานเอก

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ยาขนานเอก

นานๆ ทีได้ลองใช้บริการแท็กซี่ เพราะปกติถ้าไม่ขับรถส่วนตัว ก็จะพึ่งพาบริการรถไฟฟ้า ซึ่งเข้ากับยุคสมัยที่สุด เป็นบริการสาธารณะที่เหมาะกับชุมชนเมืองมากที่สุดก็ว่าได้

รับรู้มาตลอดว่า การใช้บริการรถแท็กซี่มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง และระมัดระวังอยู่พอสมควร นอกจากการตรวจตราด้านความปลอดภัยก่อนตัดสินใจขึ้นนั่งแล้ว ยังมีเรื่องบทสนทนาบนรถแท็กซี่ที่ต้องคอยระมัดระวัง

มีประสบการณ์จากเพื่อนพ้องที่เป็นขาประจำรถแท็กซี่มาเล่าให้ฟังอยู่เนืองๆ ว่า เจอเหตุขัดใจ เสียอารมณ์กับคนขับรถอยู่บ่อยๆ เวลาที่คนขับชวนสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เมื่อความคิดความอ่านไม่ตรงกัน เผลอไปแสดงความคิดเห็นอีกด้าน พาลเกิดความไม่พอใจ มีปากเสียงจนทำให้บรรยากาศภายในรถอึดอัดตึงเครียด โดยเฉพาะช่วงความขัดแย้งทางการเมือง แบ่งสีแบ่งฝ่าย ม็อบชุมนุมปิดถนนช่วง 1-2 ปีก่อน ยิ่งหวาดเสียวว่าจะเกิดคดีทะเลาะวิวาทถึงขนาดลงไม้ลงมือระหว่างคนขับแท็กซี่กับผู้โดยสาร

แต่โชคดีแท็กซี่คันที่ใช้บริการ คุณพี่คนขับหยิบยกเรื่องกีฬามาคุย โดยเริ่มเล่าให้ฟังว่า เตรียมเลิกงานก่อนเวลา เพราะมีนัดหมายดูการถ่ายทอดสดกีฬาซีเกมส์ ซึ่งวันนั้นทีมชาติไทยมีนัดแข่งขันรอบชิงชนะเลิศถึง 2 ประเภท แถมรอบดึกต่อด้วยการแข่งขันฟุตบอลหญิงทีมไทยกับทีมเยอรมัน ในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก นัดชี้ชะตาเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกต่างหาก

เป็นหัวข้อที่เป็น “อารมณ์ร่วม” ยินดีคุยแบบตั้งอกตั้งใจ!!

การเตรียมดูกีฬาของคุณพี่คนขับเขาไม่ธรรมดาอีกต่างหาก เพราะมีการนัดหมายดูกับเพื่อนๆ วงใหญ่ เก็บเงินกันคนละ 500 บาท ตะแรกงงว่า มีการพนันขันต่อกันซะแล้ว แต่กลายเป็นว่า ลงขันค่ากับแกล้ม ประเภทคอหมูย่าง เนื้อทอด ลาบ น้ำตก ส้มตำ พร้อมขนมขบเคี้ยว เรียกว่า เป็นการเชียร์กีฬาที่ครบเครื่อง เสมือนมีปาร์ตี้กันยังไงยังงั้น เป็นจริงเป็นจังและตั้งใจกับภารกิจเชียร์ทีมชาติไทยเอามากๆ

ฟังแล้วน่าปลื้มใจ พลอยตื่นเต้น อยากร่วมวงปาร์ตี้เชียร์ไปกับเขาด้วย การเชียร์กีฬา โดยเฉพาะการเชียร์ทีมชาติไทยดูจะเป็นวิธีการหลอมรวมจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่งใจเดียวกัน หนึ่งเป้าหมายที่ไม่มีความแตกแยก เป็นยาวิเศษที่ช่วยสลายความคิดเห็นที่แตกต่างได้อย่างชะงัดที่สุด เป็นเรื่องน่าดีใจ และผู้ใหญ่ของบ้านเมืองน่าจะให้การสนับสนุน ช่วยส่งเสริมและพัฒนานักกีฬาไทยให้มีความสามารถ มีความก้าวหน้าไปสู่การแข่งขันระดับโลกให้ได้ จะยิ่งช่วยให้คนไทยลืมความบาดหมาง หันมาพูดจาภาษาเดียวกันได้ แม้จะชั่วขณะเวลาก็ตาม

ซึ่งเท่าที่ดูสถิติการจัดอันดับกีฬายอดฮิตระดับโลกประจำปี ค.ศ. 2015 อันดับ 1 หนีไม่พ้นกีฬาฟุตบอล ซึ่งว่ากันว่า ผู้ชายแทบจะทั้งโลกกระมังที่คลั่งไคล้ ชื่นชอบ รักฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ได้เล่นบอลเอง ก็ขอให้ได้นั่งดู ก็เป็นสุขแล้ว ซึ่งจากสถิติพบว่า ปัจจุบันประชากรโลกชื่นชอบฟุตบอลอยู่กว่า 3,500 ล้านคน เรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก หรือบอลชิงแชมป์ยุโรป มีคนดูมากกว่าโอลิมปิกเกมส์เสียอีก

ส่วนอันดับ 2 และ 3 กลับเป็นกีฬาที่คนไทยแทบไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่นิยมมากในแถบอังกฤษ ออสเตรเลีย และภูมิภาคเอเชียใต้ นั่นคือ คริกเกต และฮอกกี้ ว่ากันว่า มีคนดูกีฬาประเภทนี้ถึง 2,000-2,500 ล้านคน อันดับต่อๆ มา คือ เทนนิส วอลเลย์บอล ปิงปอง ด้วยสถิติผู้ชมที่ 1,000 ล้านคน 900 ล้านคน และ 850 ล้านคน ตามลำดับ

นอกเหนือจากการสนับสนุนจากรัฐบาลแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้นักกีฬาไทยได้รับการพัฒนา ก็คือ พ่อแม่ผู้ปกครองที่จะเป็น “กำลังสำคัญ” ในการส่งเสริม เอาใจใส่บุตรหลานให้รักกีฬา นอกเหนือจากสนับสนุน ผลักดันให้บุตรหลานเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพแล้ว หากเยาวชนมีแววว่าจะสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพได้ สามารถเป็นความหวัง เป็นตัวแทนคนไทยไปแข่งขันในเกมกีฬาระดับชาติได้ ยิ่งต้องไม่รั้งรอ

นอกจากจะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สูง หากประสบความสำเร็จแล้ว อาชีพนักกีฬายังช่วยสร้างความสุขให้กับคนไทยนับล้านที่แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ การทำมาหากินฝืดเคือง ค่าครองชีพแพงหูฉี่ แต่พอได้ดู ได้เชียร์นักกีฬาไทย

ทำให้จิตใจกลับพองโต เลือดสูบฉีด ลืมทุกข์ไปในบัดดล!!

กลุ่มกำลังซื้อสูง

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 375

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

กลุ่มกำลังซื้อสูง

ผ่านพ้นไปด้วยความสนุกสนาน ผสมผเสกับความวุ่นวาย ไม่ค่อยเงียบ ไม่เป็นระเบียบสักเท่าไหร่ กับงานเสวนาแบบชิลๆ ของนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ที่หยิบยกเรื่องราวธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง มาเป็นหัวข้อสนทนา พร้อมๆ กับเปิดเวทีเล็กๆ อบอุ่นแบบคนในครอบครัวที่พูดจาประสาคนรักสัตว์ได้มาสังสรรค์ นำสัตว์เลี้ยงที่รักมาโชว์โฉม แลกเปลี่ยนทัศนะกันในงานเสวนา “ซุป”ตาร์ 4 ขา น้องหมาทำเงิน” เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มติชน อคาเดมี

เป็นงานที่ต้องยอมรับว่า อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยน้องหมา เผลอๆ คนมางานยังน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะเจ้าของคนเดียวแต่พ่วงรถเข็นน้องหมาสุดรักมาถึง 2-3 ตัว เรียกว่า ประคบประหงม พากันมาออกงานด้วยความชื่นมื่น ขณะที่หลายคนที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงมาด้วย ก็ง่วนกับการเดินชื่นชมความน่ารักของน้องหมาคนอื่นแทน

สนุกสนานเฮฮากันไปอีกแบบ!!

ช่วงสนทนาสบายๆ กับ 2 เจ้าของกิจการคนรุ่นใหม่ คือ คุณพลอย-ฐิติกุล อยู่วิทยา เจ้าของบริษัท พอว์พาลส์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งทำธุรกิจสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจรคือ เริ่มตั้งแต่เกิด มีเพาะพันธุ์น้องหมาสำหรับจำหน่าย ไปจนถึงจัดงานศพให้เสร็จสรรพ กับ คุณเพอรี่-สุทิศา ปาติยเสวี เจ้าของกิจการแท็กซี่รับส่งสัตว์เลี้ยง “เพ็ทซี่ ลีโม่” ซึ่งมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยงแนวใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของคนรักสัตว์จริงๆ เข้าอกเข้าใจถึงความต้องการรถรับส่งในเวลาจำเป็นที่พึ่งพารถแท็กซี่ปกติไม่ได้ เพราะมักจะถูกปฏิเสธ กลัวรถเลอะเทอะ

รวมถึงช่วงโชว์สาธิตการปรุงอาหารสุนัข โดย คุณเชอรี่-ธิดารัตน์ สุทธิวาทนฤพุฒิ เจ้าของเพจดัง “วอดก้าบอย” และช่วงโชว์ความน่ารักน่าฟัดของสุนัขนำเข้าไซซ์บิ๊กเบิ้ม จากฟาร์มเอเชียปั๊ปปี้ ของ คุณบี-พักตร์วิมล ทองทา ที่ทำเอาคนทั้งงานตะลึงกับไซซ์ใหญ่ยักษ์ น้ำหนักตัวร่วม 100 กิโลกรัม ของสุนัข 3 สายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ

เป็นงานที่การันตีได้ว่า ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำด้วยใจรักเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงธุรกิจให้อยู่ได้ เพราะมีตัวเลขยืนยันได้ว่า กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงเติบโตขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากเมื่อ 20 ปีก่อนมียอดขายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงธุรกิจจำพวกอาหารสัตว์เท่านั้น ตัวเลขอยู่ที่ระดับไม่กี่ร้อยล้านบาทต่อปี ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว มาอยู่ที่ 5,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจแตกแขนง ไม่ได้มีเฉพาะอาหารการกิน แต่เพิ่มไลน์ของใช้ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้สารพัด ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ตั้งแต่อาบน้ำ ตัดขน บริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ และการรักษา เป็นต้น

หนำซ้ำ ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆ ของโลกที่นิยมเลี้ยงน้องหมา ด้วยจำนวนประชากรสุนัขถึงกว่า 7 ล้านตัวอีกด้วย!!

แถมด้วยข้อมูลล่าสุด เปิดเผยโดย คุณนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ว่า ผลวิจัยทางการตลาดของสหรัฐพบว่า ขณะนี้สหรัฐกำลังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง และมีอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางธุรกิจในปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มเจนวาย (Gen Y) หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี และกลุ่มรักร่วมเพศ หรือ LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) โดยเฉพาะกลุ่ม LGBT จากการสำรวจพบว่า เป็นกลุ่มที่แม้ว่า ปัจจุบันจะยังมีอยู่ไม่มาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลก แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีระดับรายได้ค่อนข้างสูง เป็นคนที่มีการศึกษา ทำให้มีกำลังซื้อต่อคนค่อนข้างสูง อีกทั้งนิยมบริโภคสินค้ามีคุณภาพ เรียกว่า แพงเท่าไหร่ก็ยอมจ่าย เน้นของดี ไม่คำนึงปัจจัยด้านราคาเท่าใดนัก นอกจากนี้ กลุ่มรักร่วมเพศยังมีคุณสมบัติเด่นอีกข้อหนึ่งคือ ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเรื่องการมีลูก

นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่ม LGBT เป็นคนกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มคนรักสัตว์ หันมาทุ่มเทความรักให้กับสัตว์เลี้ยงน้องหมาน้องแมว เลี้ยงเป็นเพื่อน เป็นลูก ทดแทนการมีลูกจริงๆ

เป็นคำตอบว่า ทำไมธุรกิจสัตว์เลี้ยงถึงโตวันโตคืน ขายดิบขายดี!!

หนี้เสียเริ่มบานฉ่ำ!!

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

หนี้เสียเริ่มบานฉ่ำ!!

และแล้ว ภาวะเศรษฐกิจซบเซาก็พ่นพิษให้เห็นแล้ว!!

เมื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการดำเนินธุรกิจของระบบธนาคารพาณิชย์ในรอบ 3 เดือนแรกของปีนี้ ยอมรับว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด หมายความว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีมาตลอดปี 2557 นั้น ธปท. คาดหมายไว้ว่า น่าจะฟื้นตัวขึ้นได้แล้ว แต่กลายเป็นว่า ผ่านมาถึงไตรมาสแรกของปี 2558 ก็ยังไร้วี่แวว

หนำซ้ำ ลางร้ายก็คือ ธปท. ระบุว่า นอกจากสินเชื่อขยายตัวลดลง คุณภาพของสินเชื่อที่มีอยู่กลับด้อยลงเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่ออุปโภคบริโภค โดยธนาคารพาณิชย์มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือที่เราเรียกกันว่า หนี้ด้อยคุณภาพ หนี้ที่เริ่มผิดนัดการชำระค่างวด เพิ่มขึ้นถึง 21,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่า น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

สอดคล้องกับข้อมูลจากเครดิตบูโร คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ระบุว่า ช่วงไตรมาสแรก สถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2557 เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่สินเชื่อที่ผิดนัดชำระหนี้ ก็เพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน โดยสินเชื่อที่น่าเป็นห่วงและต้องมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดคือ สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อรถยนต์ กลุ่มลูกค้าที่น่าเป็นห่วงคือ ลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่มีรายได้ไม่สูงมากนัก หรือกลุ่มลูกหนี้ที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางรายได้น้อย มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหา จ่ายหนี้ค่างวดไม่ได้ตามกำหนดเวลา

ตรงกับข้อมูลจากธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 1 ใน 4 แห่งของเมืองไทย ที่ระบุชัดเจนว่า หนี้เสียที่เริ่มเกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นหนี้เสียของมนุษย์เงินเดือน ที่มีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รายได้ยังเท่าเดิม ส่งผลให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ลดลงไป กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพของแบงก์ไป

คุณวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์กรุงไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่แบงก์กรุงไทยแสดงตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 14,000 ล้านบาทว่า หนี้เสียก้อนใหม่ดังกล่าว ส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นสินเชื่อบ้าน และที่สำคัญคือ เป็นลูกหนี้ขนาดกลางและขนาดเล็กเสียส่วนใหญ่ ขณะที่อีก 20 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อเอสเอ็มอี

เห็นข้อมูลกันแบบนี้แล้วใจหาย แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยที่ซบเซาอย่างหนัก กำลังส่งผลกระทบไปถึงองคาพยพที่สำคัญของสังคม นั่นคือ เหล่ามนุษย์เงินเดือนและกลุ่มนักธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะรู้กันอยู่ว่า กลุ่มลูกค้าสินเชื่อบ้านและกลุ่มเอสเอ็มอี จัดได้ว่า เป็นกลุ่มลูกค้าที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน ถือว่า เป็นสินเชื่อที่มีความมั่นคงในระยะยาว เพราะที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และมักจะเป็นสินเชื่อที่มีปัญหาน้อยที่สุด เพราะถ้าไม่ถึงคราวจนตรอก ลูกหนี้ทุกคนย่อมต้องพยายามผ่อนค่างวดบ้านให้ได้ก่อนหนี้อย่างอื่น อย่างเช่น ถ้ากู้ซื้อบ้านซื้อรถ หรือผ่อนเครื่องใช้จิปาถะ ถึงเวลาผ่อนค่างวดไม่ไหว ก็จะเลือกเบี้ยวหนี้รถ ยอมให้ยึดเครื่องใช้อื่นๆ ไปก่อน แล้วค่อยไปหาซื้อเอาใหม่ แต่จะไม่ยอมให้แบงก์ยึดบ้านไปโดยเด็ดขาด

น่าห่วงที่ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ มีผลกับกลุ่มคนที่เป็นกำลังหลักสำคัญของเศรษฐกิจ มนุษย์เงินเดือนเริ่มได้รับพิษเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเดือนรายได้เท่าเดิม ในขณะที่ค่าครองชีพ เงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้นไม่หยุดหย่อน ราคาสินค้าที่แพงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตสูงขึ้น ไม่สมดุลกับรายได้ เป็นที่มาสำคัญ ทำให้ผ่อนชำระหนี้ไม่ไหว

ขณะที่เหล่าเอสเอ็มอี เซ็งลี้ก็ไม่ฮ้อ กำลังซื้อแห้งผาก ทำมาค้าขายติดๆ ขัดๆ ยอดขายต่ำเตี้ยลงเรื่อยๆ สภาพคล่องทางการเงินฝืดเคือง จนนำมาซึ่งการเบี้ยวจ่ายหนี้เงินกู้ในที่สุด

หวังใจว่า ไตรมาส 2 สถานการณ์ต่างๆ จะปรับตัวดีขึ้น เศรษฐกิจมีสัญญาณของการฟื้นตัวบ้าง หรือรัฐบาลจะเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ตรงจุด พยายามคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงขึ้นจนแทบจะซื้อหาไม่ไหว ผลักดันการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ให้มีเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบ สร้างกำลังซื้อให้กลับมาคึกคัก ปั่นเครื่องจักรเศรษฐกิจให้เดินเครื่องเสียที ขืนคาสภาพนี้ต่อไป…

มีหวังเจ๊งกันถ้วนหน้า!!

สงครามล้มยักษ์!!

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

สงครามล้มยักษ์!!

กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองไทย และติดอันดับ 1 ใน 100 เศรษฐีโลก กำลังถูกสังคมในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ต่อต้านอย่างหนัก ถึงขนาดแชร์ภาพรณรงค์เรียกร้องให้บอยคอต ไม่เข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น หนึ่งในกิจการหลักของเครือซีพี

สาเหตุหลักน่าจะมาจากผลพวงกรณีที่มีข่าวฮือฮามาก่อนหน้า โพสต์หัวข้อ “โตเกียวบานาน่าไทย ที่แลกมาด้วยน้ำตา” เขียนโดยผู้ใช้นามแฝงว่า “assuming” ถูกแชร์ในอินเตอร์เน็ต ใจความว่า เจ้าของขนมโตเกียวบานาน่าไทย ที่ชื่อ สยามบานาน่า มีการเจรจาเพื่อเข้าวางจำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่น แต่เจรจาไปเจรจามา ปรากฏว่า ข้อตกลงถูกยกเลิก ด้วยเหตุผลว่า ไม่พร้อม ทั้งที่ลงทุนลงเงินสร้างโรงงานผลิตแล้วด้วยซ้ำ ไม่ทันไร “เลอ แปง” ขนมในเครือเซเว่นอีเลฟเว่น ก็ผลิตขนมรสกล้วย หน้าตาคล้ายโตเกียวบานาน่าออกวางขายซะเอง

เป็นที่มาให้โลกโซเชียลแชร์เรื่องราว พร้อมคอมเมนต์ตำหนิส่งต่อกันยกใหญ่ จนเซเว่นอีเลฟเว่น ต้องใช้กฎหมายเข้าป้องปราม เมนต์ถูกลบ แต่เรื่องไม่จบ กลายเป็นเรื่องดราม่าอีกยาวยืด แตกแขนงไปอีกหลายกรณี วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมบานปลายไปถึงธุรกิจอื่นๆ ทั้งเครือซีพี เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่างซีพี เป็นไม้เบื่อไม้เมา เป้าหมายโจมตีจากเหล่าเอ็นจีโอผู้รักความยุติธรรมทั้งหลายอยู่แล้ว เป็นเหตุให้ภาพพจน์ที่ถูกมองว่า ซีพีผูกขาดธุรกิจเกษตร มีอำนาจเหนือตลาด เป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม ถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มเอ็นจีโอ ในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์) และมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ร่วมวงหนุนบอยคอตเซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อผลักดันกระแสต่อต้านนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 สกัดกั้นการมีอำนาจเหนือตลาดของเครือซีพี

แม้ว่ากลุ่มซีพีจะพยายามชี้แจง แก้ไขข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ในโลกโซเชียล เช่น กรณีการบอยคอต ก็พยายามชี้ให้เห็นผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นแฟรนไชซีของเซเว่นอีเลฟเว่น โดยระบุว่า ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีอยู่กว่า 8,000 สาขานั้น กว่าครึ่งเป็นแฟรนไชส์ที่ล้วนแต่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ทำนองว่า หากบอยคอตไม่ใช้บริการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ก็จะกระทบต่อธุรกิจของเอสเอ็มอีรายย่อย

แทนที่คำชี้แจงจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ แต่ดูเหมือนว่า กลับจะยิ่งทำให้เหล่านักเลงคีย์บอร์ดในโลกโซเชียลยิ่งหมั่นไส้ กระพืออารมณ์ต่อต้านให้ยิ่งลุกโชนไปใหญ่ เพราะในขณะที่กรณีพิพาทขนมรสกล้วยระหว่าง “สยามบานาน่า-เลอ แปง” สังคมมองว่า ยักษ์ใหญ่เซเว่นอีเลฟเว่น ไร้จริยธรรม ใช้ความเหนือกว่า ใหญ่กว่า มีอำนาจต่อรองมากกว่า รังแกเอสเอ็มอีรายย่อยที่หวังจะขอทำธุรกิจด้วย แต่พอเกิดเหตุวิกฤตภาพลักษณ์ กลับดึงเหล่าเอสเอ็มอีที่เป็นคู่ค้าแฟรนไชส์ มาเป็นโล่กำบัง

ไม่น่าประหลาดใจถ้ากระแสต่อต้านจะยิ่งลุกลามบานปลาย จนเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ต้องลงมาบัญชาการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

เชื่อว่า เหตุวิวาทะในครั้งนี้ เป็นแค่เพียงระฆังยกแรกเท่านั้น ยังต้องติดตามดูกันต่ออีกยาว ไม่มีใครรู้ว่า จะจบลงเหลือแค่ “ดราม่า” แล้วลืมเลือนกันไป หรือจะยืดยาวบานปลาย จนส่งผลสะเทือนต่อธุรกิจนับแสนๆ ล้านบาทของเครือซีพีหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือ เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับเหล่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหลาย พึงระมัดระวัง ดูแลตัวเอง ทำธุรกิจด้วยความรอบคอบ หมั่นศึกษาติดอาวุธให้กับธุรกิจ พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ธุรกิจเกิดความเสี่ยง เสียท่าให้กับคู่แข่ง

ทางที่ดี…ต้องยืนให้ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง!!

ระวัง…น้ำผึ้งหยดเดียว!!

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 372

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ระวัง…น้ำผึ้งหยดเดียว!!

ไม่ทันไร ปี 2558 ก็ผ่านล่วงเข้าสู่เดือนที่ 5 พฤษภาคมแล้ว!!

แต่สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ คนทำมาหากิน อาจไม่ได้รู้สึกเร็วไปด้วย เพราะภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ กำลังซื้อหดหาย ซื้อไม่ง่ายขายไม่คล่อง บรรยากาศฝืดเคืองทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าน่าหงุดหงิด ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาวนานติดต่อกันหลายวันอย่างเดือนเมษายนที่ผ่านมา เหลือเวลาทำงาน หาเงินไม่ถึงครึ่งเดือน แถมผู้บริโภค ลูกค้าไม่ค่อยมีอารมณ์จับจ่ายซื้อสินค้า เพราะส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับโปรแกรมเที่ยว พักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว ก็ยิ่งทำให้คนขายอึดอัดคับข้องใจ พยายามทุ่มเทพละกำลังผลักดันเต็มแรงแค่ไหน ยอดขายกลับไม่ได้ตามเป้าหมาย

ดังนั้น แทนที่จะนั่งเครียดอยู่กับตัวเลขยอดขายที่ต่ำเตี้ย ออกแรงฉุดเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น สู้หยุดพักงานเอาไว้ก่อน แล้วหันไปเที่ยวพักผ่อนเหมือนคนอื่นๆ จะดีกว่า

นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่า ในขณะที่รัฐบาลเริ่มยอมรับความจริงแล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว เห็นได้จากภาวะการส่งออก ซึ่งเป็นตัวจักรหลักในการผลักดันเศรษฐกิจ อยู่ในภาวะเดี้ยงไปแล้ว กล่าวคือ การส่งออกในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะติดลบถึง 4 เปอร์เซ็นต์ จะมีเหลือที่ยังพอที่จะฝากความหวังในเรื่องการหารายได้เข้าประเทศที่พอจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยเอาไว้บ้าง ก็คือ ด้านการท่องเที่ยว เพราะบรรยากาศการท่องเที่ยวยังสดใส คนไทยชะลอกินชะลอช็อป แต่กลับไม่ชะลอท่องเที่ยว ยิ่งเทศกาลหยุดนานยิ่งเที่ยวยาว เที่ยวไกลมากขึ้น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้รายงานตัวเลขการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2558 ว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวคนไทยเอง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์สูงถึง 2.6 ล้านคน สร้างรายได้สูงถึงกว่า 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 500,000 คน ทำรายได้เข้าประเทศ 7,500 ล้านบาท ขณะที่คนไทยเที่ยวไทยกันเอง ก็มีสูงถึง 2.1 ล้านคน เม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนกว่า 7,000 ล้านบาท

ยิ่งธุรกิจท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ เราคนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกันในฐานะที่ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือสนับสนุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ประทับใจ อยู่ในความสนใจ และเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่ต่างชาติจะนึกถึง และเลือกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน การให้ความร่วมมือที่ดีที่สุด ก็คือ การทำตัวเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” ช่วยกันดูแล พัฒนาและรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวให้น่าดู น่าเที่ยว ช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีว่า ประเทศไทยยังคงความเป็น “สยามเมืองยิ้ม” คนไทยเป็นคนน่าคบหา อัธยาศัยดี มีมิตรไมตรีจิต พร้อมที่จะต้อนรับขับสู้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่แสดงท่าทีดูหมิ่นดูแคลน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กรณีของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวไทย แม้ว่าจะมีการแสดงกิริยาบางอย่างที่ขัดหูขัดตา จนมีการโพสต์ตำหนิกันเกลื่อนเฟซบุ๊กนั้น อาจบานปลายก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านขึ้นได้ เหมือนที่ คุณพรทิพย์ หิรัญเกตุ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ได้โพสต์ให้ข้อคิดไว้ว่า อยากให้คนไทยมองคนจีนด้วยสายตาแห่งความเข้าใจ เพราะคนจีนมีความรู้สึกที่ดีต่อคนไทย มองคนไทยเป็นเหมือนญาติ เหมือนเพื่อนสนิท คนจีนชื่นชอบที่จะมาเที่ยวไทย นิยมสินค้าของไทย และในอีกด้านหนึ่ง คนจีนก็เหมือนคนไทยตรงที่จะรู้สึกน้อยใจและโกรธเมื่อถูกเหยียดหยาม จนอาจลุกลามกลายเป็นการต่อต้านชาตินิยมที่รุนแรงได้ ยกตัวอย่างเมื่อครั้งคนจีนไม่พอใจที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสพูดจาดูถูกประเทศจีน มีการต่อต้านสินค้าฝรั่งเศส จนทำให้รถยนต์ซีตรองจากที่เคยเป็นรถหรูหรา ถูกมองว่าน่ารังเกียจภายในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับกล้วยหอมจากฟิลิปปินส์หายไปจากตลาดจีนเพียงเพราะคนจีนบอยคอต เหตุเนื่องจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์วิจารณ์จีนกรณีพิพาททะเลจีนใต้ หรือกระแสเกลียดชังญี่ปุ่นจนมีการทุบทำลายห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น รถยนต์ญี่ปุ่น เป็นต้น

กรณีคนไทยโพสต์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาแสดงกิริยาไม่ดีไม่งามในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้งนั้น ทางสื่อมวลชนจีนก็เริ่มตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีน เริ่มมีการนำเสนอมุมมองด้านที่ไม่ดีของประเทศไทยบ้างแล้ว น่าเป็นห่วงว่า หากภาวการณ์เช่นนี้ยังมีต่อเนื่อง และลุกลามบานปลายจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือระหว่างประเทศในที่สุด ประเทศไทยอาจจะหลุดจากอันดับแรกๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจของคนจีนไปเลย

ถึงตอนนั้น เราอยากให้เขามา แต่เขาไม่รักเมืองไทยเสียแล้ว!!

ยกเครื่องกันซะที!!

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 371

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ยกเครื่องกันซะที!!

สงสัยว่า ปีนี้จะเป็นปีของธุรกิจการบินกระมัง?

ไม่ใช่เป็นปีทองของความรุ่งเรืองนะ แต่จะเป็นปีที่มีข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบินขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ถี่ยิบ ไม่ว่าจะเรื่องข่าวเศร้า ทำให้ขวัญผวากับอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่ชักจะบ่อยเกินไป ล่าสุด ยิ่งน่าตระหนกตกใจกับกรณีเครื่องบินของสายการบินเยอรมันวิงส์ประสบอุบัติเหตุตกที่เมืองดึสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ผลการสอบสวนพบว่า ไม่ได้เกิดจากเครื่องบินขัดข้อง แต่กลายเป็นว่า เกิดจากตัวนักบินผู้ช่วยที่มีอาการบกพร่องทางจิต ก่อเหตุร้ายด้วยการล็อกห้องนักบิน ขณะที่นักบินออกไปห้องน้ำ แล้วตั้งใจนำเครื่องพุ่งชนเทือกเขาแอลป์ จนทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งลำ

อุบัติเหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุ เป็นเรื่องที่รับกันได้ แต่อุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาด ความตั้งใจของคน หรือที่เรียกว่า Human Error มันยากที่จะให้อภัย และต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับระบบบริการสาธารณะโดยเด็ดขาด

อย่างกรณีข่าวที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการบินไทย เมื่อกรมการบินพลเรือนญี่ปุ่น หรือ เจแค็บ แจ้งมายังกรมการบินพลเรือนของไทยว่า ไม่อนุญาตให้สายการบินของไทยเพิ่มเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) จากไทยไปญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนเมษายนเป็นช่วงเทศกาลชมดอกซากุระ ทำให้มีนักท่องเที่ยวไทยสนใจไปเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาก ทำให้สายการบินมีการขอเพิ่มเที่ยวบิน

การไม่อนุญาตดังกล่าว เจแค็บแจ้งว่า เนื่องจากได้รับทราบผลการตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่ระบุว่า ไทยสอบตกมาตรฐานด้านการบิน จึงเกรงว่า ไทยจะมีข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย ข่าวดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจการบินของไทยอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ส่งผลร้ายแรงเท่ากับกรณีเครื่องบินตก แต่ก็มีผลเสียหายต่อเครดิตความน่าเชื่อถือของธุรกิจการบินไทย ไม่ต่างอะไรกับกรณีอุบัติเหตุเครื่องบินตกเพราะปัญหา Human Error เลยทีเดียว

ยิ่งได้รับรู้ว่า ICAO มีรายงานเตือนประเทศไทยมาแล้วตั้งแต่ 10 ปีก่อน ที่ขอให้ไทยปรับปรุงการบริหารงานและบุคลากรด้านการบิน เพราะกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เริ่มล้าสมัย ไม่ทันกับมาตรฐานการบินใหม่ๆ ของโลก แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำเตือนของ ICAO แล้ว ธุรกิจการบินของไทยยังเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง มีสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์เกิดขึ้นมากมาย จนทำให้กรมการบินพลเรือนมีการอนุมัติใบอนุญาตสายการบินใหม่ไปถึง 46 สายการบิน

ถามว่า การทำงานยังมีปัญหา ไม่ได้มาตรฐานโลก ขาดบุคลากร ไหง…มีคนขยันขันแข็งทำงานดี ตั้งหน้าตั้งตาอนุมัติใบอนุญาตสายการบินใหม่ได้ตั้ง 46 ใบ??

ยิ่งสะท้อนใจหนักเข้าไปอีก เมื่อได้เห็นรายงานการศึกษาของมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เรื่องเกี่ยวกับข้าราชการไทย ที่พบว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระบบข้าราชการไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องฐานเงินเดือนต่ำต้อยอย่างที่เราๆ ท่านๆ เข้าใจอีกแล้ว เพราะรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยห่วงใยข้าราชการ พยายามสร้างกระแสนิยมด้วยการขึ้นเงินเดือนให้แทบจะทุกปี จนปัจจุบันเงินเดือนข้าราชการไทยโดยเฉลี่ยสูงกว่าเอกชนราว 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปัญหากำลังคน แม้ว่าจะมีนโยบายไม่เพิ่มกำลังคน ทำให้จำนวนข้าราชการเท่าเดิม แต่ที่เพิ่มคือ บรรดาลูกจ้างของรัฐและพนักงานรัฐ แถมมีกรมใหม่เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว จาก 40 กรมเป็น 168 กรม ส่งผลให้งบฯ ประจำในการจ่ายเงินเดือน สวัสดิการให้ข้าราชการ สูงถึงปีละ 1.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้รัฐ

แต่ในทางตรงกันข้าม ประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐกลับแย่ลง จากผลวิจัยของธนาคารโลก พบว่า ประสิทธิผลของรัฐบาลไทยตกจากอันดับ 65 เมื่อ 10 ปีก่อน มาอยู่ที่อันดับ 74 ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชั่นในภาครัฐ ก็ตกจากอันดับ 91 มาอยู่ที่ 98 ตอกย้ำด้วยผลสำรวจความคิดเห็นนักธุรกิจในเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม จัดอันดับเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกของข้าราชการไทย อยู่ที่อันดับ 93 จาก 148 ประเทศ

ปฏิรูประบบราชการไทยก่อนจะสายเถอะ!!

เมื่อไหร่จะเลิกเผาป่า!!

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

เมื่อไหร่จะเลิกเผาป่า!!

หงุดหงิด คับข้องใจกับปัญหาหมอกควันที่รบกวนหลายจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ว่ากันว่า ปริมาณหมอกควันชักหนักหนาสาหัสสากรรจ์ ค่าฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว

ที่น่ากังวลใจมากกว่า ก็คือ ปัญหาเรื่องหมอกควันทวีความรุนแรงอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ 6-7 ปีก่อนแล้ว ในช่วงเข้าสู่หน้าร้อน ปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเมษายนของทุกๆ ปี จะสังเกตได้ว่า เริ่มมีการเสนอข่าวหมอกควันปกคลุมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ จนมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ เด็ก คนแก่สูงอายุเริ่มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ และหืดหอบเพิ่มมากขึ้น ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะมีการออกประกาศเป็นประจำทุกหน้าร้อนอีกเช่นกัน ให้หลีกเลี่ยงการอยู่นอกตัวอาคารเป็นเวลานานๆ และงดออกกำลังกายในที่โล่ง เพื่อป้องกันปัญหาจากการสูดดมหมอกควันมากจนเกินไป และปัญหาลุกลามบานปลายส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวมีการยกเลิกการเดินทาง หลีกเลี่ยงปัญหาจากหมอกควัน

ปีนี้ถึงขนาดสายการบินต้องเลื่อนเที่ยวบิน เพราะหมอกควันหนาทึบ ทัศนวิสัยไม่เอื้อในการทำการบิน!!

ไม่เข้าใจว่า เกิดปัญหาต่อเนื่องมาติดต่อกันหลายปี กลับไม่มีการลงมือแก้ที่ต้นเหตุกันอย่างจริงจัง ปล่อยกันมาเรื่อยจนปีนี้ก็ยังเกิดซ้ำที่เก่าเวลาเดิมอีก ประหนึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล และผู้ใหญ่ของบ้านนี้เมืองนี้ไม่ได้ตระหนักว่า ปัญหาหมอกควันเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้

ใครๆ ต่างก็รู้กันอยู่ว่า หมอกควันเกิดจากไฟป่าที่ไหม้ลุกลามกินพื้นที่ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ ในช่วงหน้าร้อนที่มักจะอ้างกันไปว่า เป็นเพราะอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง ทำให้ใบไม้ กิ่งไม้แห้งจุดติดไฟได้ง่าย แต่หากดูสถิติการเกิดไฟป่าของบ้านเราย้อนหลังไป 30 ปี จะพบว่า ไฟไหม้ป่าที่เกิดจากสาเหตุตามธรรมชาติมีเพียง 4 ครั้งเท่านั้น นอกนั้นอีกกว่า 70,000 ครั้ง เกิดจากฝีมือของคน ซึ่งสาเหตุที่คนจุดไฟเผาป่า มีทั้งเป็นการเผาเพื่อการเกษตรกรรม เช่น กำจัดวัชพืช หรือเศษซากพืชที่เหลือภายหลังจากการเก็บเกี่ยว การทำกสิกรรม การเผาป่าเพื่อถางพื้นที่ให้ราบสำหรับเตรียมล่าสัตว์ หรือเพาะปลูกในส่วนของการทำไร่แบบเลื่อนลอยที่ยังคงมีอยู่ตามพื้นที่ในชนบทห่างไกล หรือจุดไฟรมควันไล่แมลงไล่ผึ้งเพื่อเอารัง เป็นต้น

ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุเป็นผลที่รับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุของการเกิดไฟไหม้ป่าที่ลุกลามบานปลาย กินพื้นที่ป่าเขาเป็นลูกๆ เกิดควันหนากระจายไปทั่วหลายจังหวัดอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ แต่ถามว่า ทำไมผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่คิดที่จะลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แก้ที่ต้นเหตุ หรือประชุมร่วมกับทุกหน่วยงานจัดทำเป็นวาระแห่งชาติในการแก้ปัญหาการเผาป่า ปัญหาหมอกควันที่ปกคลุมภาคเหนือทุกๆ หน้าร้อนแบบนี้

ไม่ใช่เกิดเรื่องที เป็นข่าวที ก็ขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศให้ช่วยส่งเครื่องบินมาดับไฟที!!

หวังว่า คำสัมภาษณ์ของ พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กล่าวว่า จะมีการจัดทำแผนแห่งชาติแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ อาจมีการตั้งหน่วยงานดับไฟป่าแห่งชาตินั้น จะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ก่อนหน้าร้อนปีหน้าจะมาถึง

หากยังไม่มีคู่มือปฏิบัติในการแก้ปัญหาหมอกควัน ขอแนะนำผลงานวิจัยของคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีการนำเสนอวิธีการเอาไว้น่าสนใจ เช่น การให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้นำชุมชน เสนอแนะแนวทางการจัดการกับกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อเครื่องบดย่อยกิ่งไม้ใบไม้ให้กับชุมชน สร้างองค์ความรู้ในการนำขยะจากการกสิกรรมมาทำเป็นปุ๋ย เพื่อให้ชาวบ้านเลิกพฤติกรรมเผาป่า รวมไปถึงการจัดตั้งกองทุนสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการแก้ไขปัญหาวิกฤตหมอกควัน

ถือเป็นอีกแนวทางในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแบบยั่งยืน!!

ไม่ค้านก็บ้าแล้ว!!

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ไม่ค้านก็บ้าแล้ว!!

กำลังเป็นหัวข้อฮอตฮิต วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสังคมโลกโซเชียล และบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ในขณะนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่คัดค้าน ติติงแทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่เป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อว่า ผู้คนกว่าครึ่งค่อน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน น่าจะโดนกันถ้วนหน้า

กับนโยบายของรัฐที่กำลังอยู่ระหว่างการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นการเรียกเก็บภาษีจากผู้มีที่ดิน มีสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งก็คือ บ้าน ที่อยู่อาศัย และที่ดินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่รกร้าง ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ หรือที่ดินเพื่อการเกษตรก็ไม่ยกเว้น

จริงๆ แล้ว แนวคิดเริ่มต้นของการออกกฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีดังกล่าวนั้น มีมาตั้งนานหลายสิบปีแล้ว และวัตถุประสงค์เริ่มต้นก็มีเหตุมีผลน่าสนับสนุนอยู่ไม่น้อย เพราะแนวคิดในการออกกฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีจากที่ดินนั้น ก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของประชาชน แก้ปัญหาคนรวยที่รวยจนล้นฟ้า ในขณะที่คนจนมีอยู่ทุกหัวระแหง แถมจนจริงๆ ขนาดมีรายได้ต่อหัวต่อปีไม่กี่พันบาทเท่านั้น

การออกกฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีจากที่ดินที่ถือครองอยู่ เป็นการเพิ่มภาระให้กับเจ้าของ โดยเฉพาะที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้เกิดผลผลิตต่อเศรษฐกิจ เป็นที่ดินที่เศรษฐีผู้มีอันจะกิน ถือครอง ซื้อเก็บเอาไว้ ทั้งนี้ จากข้อมูลการถือครองทรัพย์สินในประเทศไทย พบว่า มีความกระจุกตัวสูงมาก คนรวย ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยของสังคมเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีการถือครองทรัพย์สินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่คนส่วนใหญ่อีก 80 เปอร์เซ็นต์ ถือครองทรัพย์สินรวมกันไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น แนวคิดการเก็บภาษีที่ดินจะช่วยเพิ่มภาระ กดดันให้กลุ่มคนรวยเหล่านี้ยอมขายที่ดินออกมา อีกทั้งยังเป็นการเรียกเก็บภาษีจากเศรษฐีมาช่วยสร้างความเจริญให้กับประเทศ ไม่น่าสงสัยที่กฎหมายนี้จะได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนชั้นกลาง มีรายได้แค่พออยู่ได้ ต้องอดออมกู้หนี้ยืมสินถึงจะสามารถมีที่ดินในครอบครองสักแปลงหนึ่ง

แต่ถึงกระนั้น กฎหมายภาษีที่ดินไปไม่ถึงไหน ผ่านมาปีแล้วปีเล่าก็คลอดไม่ได้ เหตุใหญ่ใจความก็เพราะเหล่านักการเมืองทั้งหลายไม่เอาด้วย เพราะส่งผลกระทบต่อตัวเองและหัวคะแนนที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีอันจะกินทั้งนั้น จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลยุค คสช. ทำท่าว่าจะบรรลุตามเป้าหมาย แต่กลายเป็นเป้าหมายที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เพราะกลายร่างมาใช้ชื่อว่า กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันวัตถุประสงค์ที่ออกกฎหมายก็เพื่อหารายได้เข้ารัฐ ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา รายได้งบประมาณของรัฐตกต่ำลงเรื่อยๆ ขณะที่การส่งออกก็แย่ลง การค้าการขายก็ไม่ดี ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐให้ลดลงไปด้วย จึงจำเป็นต้องหาแนวทางเพิ่มรายได้

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ใจความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เคยตั้งเป้าหมายเก็บภาษีจากที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ มาเป็นการจัดเก็บภาษีจากทั้งที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ที่สำคัญคือ ที่อยู่อาศัยที่ราคาเกิน 1 หรือ 1.5 ล้านบาท (ยังอยู่ระหว่างกำหนดอัตราที่ชัดเจน) จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีทุกราย

ฟังแล้วตะลึง เพราะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ราคาข้าวแกงถีบพรวดจากจานละ 25-30 บาท เป็น 40-50 บาทไปแล้ว ไข่ไก่จากเคยฟองละบาท ตอนนี้ฟองละ 3 บาทยังเล็กกระจิดริด นับประสาอะไรกับที่อยู่อาศัยที่สมัยนี้บ้านหลังหนึ่งอย่างต่ำก็ต้อง 2 ล้านบาทขึ้นไป

ล้านนึงคงได้แค่ทาวน์เฮ้าส์ขนาดเท่าแมวดิ้นตายอยู่ในซอยลึกย่านชานเมืองกระมัง?

ถามว่า มนุษย์เงินเดือนที่สู้ทนทำงานหลังขดหลังแข็งมาหลายปี เก็บหอมรอมริบเพื่อดาวน์บ้านสักหลัง เสร็จแล้วยังมีภาระต่อ เพราะต้องกู้เงินเป็นหนี้แบงก์มาผ่อนกันยาวเหยียดอีก 20-30 ปี ซึ่งภาระผ่อนต่อเดือนเป็นหมื่น สิ้นปีได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยกู้บ้านจากรัฐบาลแค่ไม่กี่พันบาท แต่กลับถูกเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอากลับคืนไปซะงั้น

ยิ่งคิดยิ่งอยากจะขายบ้านทิ้ง หันไปเช่าอยู่ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีภาระภาษีให้เจ็บปวดใจ!!

%d bloggers like this: