กุ้ง

All posts tagged กุ้ง

สัตวแพทย์จุฬาฯเผยงานวิจัยโรคกุ้งตายด่วน

Published พฤศจิกายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/166464

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2555 เวลา 13:39 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันนี้(13พ.ย.) ที่ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีการพบโรคชนิดใหม่ ซึ่งส่งผลให้สัตว์น้ำต่างๆไม่ว่าจะเป็นกุ้ง กั้ง ปู ปลา ซึ่งทางศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.น.สพ.ดร.จิรศักดิ์ ตั้งตรงไพโรจน์ ได้ทำการศึกษาและวิจัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตของสัตว์ดังกล่าว

รศ.น.สพ.ดร.จิรศักดิ์  กล่าวว่า สืบเนื่องจากบริเวณปากแม่น้ำประแสร์ จ.ระยอง และที่ต.ช้างข้าม จ.จันทบุรี พบมีกุ้งที่เพาะเลี้ยงไว้ในบ่อตายเป็นจำนวนมาก และกระจายไปทั่วพื้นที่เลี้ยงกุ้ง ภาคตะวันออกทั้งจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา ก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท มีพื้นที่การเลี้ยงกุ้งเหลือเพียง 30%  ในขณะนี้โรคดังกล่าวระบาดสู่พื้นที่ทางภาคใต้ของไทย ทั้งฝั่งอ่าวไทย  ฝั่งอันดามัน ทำให้ทางศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำเกิดความสนใจถึงสาเหตุการตายของกุ้ง จึงนำกุ้งมาทำการตรวจสอบ โดยการศึกษาทางจุลพยาธิวิทยา พบว่าเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของกุ้งที่ป่วย เกิดการอักเสบ และตายอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นที่ตับและตับอ่อนกุ้ง (มันกุ้ง) กระเพาะอาหาร ลำไส้ เหงือก หัวใจ ต่อมสร้างเม็ดเลือด กล้ามเนื้อ ผิวหนัง รังไข่ ตลอดจนปมประสาท โดยพบว่าบริเวณที่เกิดการอักเสบและตายของอวัยวะต่างๆ นั้นมีเชื้อโปรโตซัวก่อให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆ โดยเชื้อโปรโตซัวนี้จะไปตามกระแสเลือดกุ้งก่อให้เกิดภาวะเลือดกุ้งติดเชื้อโปรโตซัว หรือเรียกว่า Hemocytic Parasitosis หรือเรียกว่า โรคเลือดติดพยาธิ  หรือโรคกุ้งเลือดจาง  หรือโรคอีเอ็มเอส

รศ.น.สพ.ดร.จิรศักดิ์  กล่าวอีกว่า การติดต่อของโรคนี้สามารถติดต่อได้ทั้งทางแนวดิ่งจากแม่สู่ลูกทางรังไข่ และทางแนวราบโดยกุ้งปกติกินสปอร์ของเชื้อหรือกินพาหะต่างๆที่อยู่ในน้ำรวมทั้งเชื้อเข้าสู่ตัวกุ้งทางผิวหนังกุ้งเมื่อกุ้งลอกคราบ ส่งผลให้กุ้งขนาดเล็กป่วยและตายได้มากกว่ากุ้งขนาดใหญ่เพราะกุ้งเล็กจะลอกคราบบ่อยกว่ากุ้งใหญ่ จึงพบกุ้งตายด่วนหลังจากปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดิน อย่างไรก็ตามมีวิธีการสังเกตได้ง่าย หากสงสัยว่ากุ้งที่เลี้ยงมีการติดเชื้อโปรโตชัว คือกุ้งจะว่ายส่ายไปมา อ่อนแรง จนกระทั่งตายโดยจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ส่วนมากจะพบในกุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม  อย่างไรก็ตามโรคอีเอ็มเอสพบระบาดครั้งแรกในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี พ.ศ. 2552 แล้วระบาดเข้าสู่ประเทศเวียดนาม มาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2553 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกุ้ง ในประเทศเวียดนามเป็นมูลค่ามากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จนในขณะนี้ที่ประเทศเวียดนามก็ยังเสียหายจากโรคนี้อยู่ ซึ่งทางศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดการสัมมนาให้ความรู้และสาเหตุชองปัญหา วิธีการป้องกันโรคอีเอ็มเอสให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ในหัวข้อ “กุ้งไทยไร้โรคอีเอ็มทเอส ” ในวันพฤหัสบดีที่  15 พ.ย. ณ ห้องประชุมสาธิต อาคาร 60 ปี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย…

โฆษณา

ยกระดับราคากุ้งขาวแวนนาไมบรรลุผล – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/160494

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2555 เวลา 00:02 น.

นายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งขาวแวนนาไมโดยระบบตลาดเครือข่ายแบบกลุ่มว่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมาได้อนุมัติวงเงินงบประมาณให้กรมประมงดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งขาวแวนนาไมโดยระบบตลาดเครือข่ายแบบกลุ่ม โดยมีสหกรณ์ ชมรม สมาคม และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงเข้าร่วมโครงการ

สำหรับกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้ง และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ได้ร่วมมือกับผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภค เนื่องจากทั้ง 3 ส่วนนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ พ่อค้าคนกลางถือเป็นส่วนสำคัญเพราะเป็นบุคคลที่ทำกิจกรรมกับตลาด นำผลผลิตจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะคงราคากุ้งขาวแวนนาไมให้อยู่ในราคาคงที่คือ 100 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีข้อกำหนดว่าจะต้องขายในราคาที่ไม่ต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรถึงจะได้ค่าชดเชย เช่น เกษตรกรขายกุ้งขาวได้ 80 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนต่างราคา 20 บาทต่อกิโลกรัม สหกรณ์ก็จะชดเชยให้ โดยเกษตรกรจะต้องนำเอกสารมาเบิกเงินกับสหกรณ์

“โครงการนี้ได้มีการดำเนินงานมา 3 ครั้ง ในปี 2555 โดยครั้งที่ 1 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน-18 กรกฎาคม 2555 ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม-18 สิงหาคม 2555 และ ครั้งที่ 3 เริ่มเมื่อวันที่ 5 กันยายน-4 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา ปัจจุบันราคากุ้งเกินราคาที่ได้กำหนดไว้กับเกษตรกร และพ่อค้าคนกลางแล้ว โครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งขาวแวนนาไมโดยระบบตลาดเครือข่ายแบบกลุ่มจึงไม่ต้องดำเนินการ แต่จะยังมีการเสนอให้คงไว้โครงการนี้ไว้ก่อน เพื่อให้ระบบโครงการยังอยู่ หากราคากุ้งตกต่ำอีกก็จะสามารถนำโครงการนี้มาช่วยเกษตรกรได้ทันที ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้เข้มแข็ง ยกระดับราคากุ้งให้ได้สอดคล้องกับต้นทุนการเลี้ยงกุ้งที่สูงขึ้น และสามารถดำเนินธุรกิจทางด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้กลไกการตลาดเครือข่ายแบบกลุ่มเป็นตัวกำหนด เพื่อให้เกษตรกรสามารถที่จะแข่งขันกับตลาดในท้องถิ่น และตลาดโลกอย่างประเทศเพื่อนบ้านได้” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

กุ้งขาวแวนนาไมมีลักษณะใกล้เคียงกับกุ้งแชบ๊วย กรีมีสีดำเหมือนกัน แต่กุ้งขาวแวนนาไมกรีมีฟันด้านบน 7-8 ซี่ ด้านล่างมีฟันเพียง 1 หรือ 2 ซี่ เปลือกหัวบริเวณหลังนัยน์ตาหยักเป็นฟันเลื่อย มี 3 ซี่ เปลือกลำตัวที่โคนหางเป็นสัน แพนหางค่อนข้างใหญ่ หัวสีคล้ำ กรีดำ ลำตัวสีขาว ปลายแพนหางสีน้ำตาลขอบแดงเรือ มีจุดดำกระจายอยู่บนหัวและลำตัว ขาเดินและขาว่ายน้ำสีขาว ขนาดใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 23 เซนติเมตรอาศัยอยู่แถบชายฝั่งทะเลย่านมหาสมุทรแปซิฟิก แถบประเทศเม็กซิโก ปานามา และเปรู ประเทศไทยได้นำเข้ากุ้งชนิดนี้เพื่อเลี้ยงทดแทนกุ้งกุลาดำ สำหรับบริโภคภายในประเทศและเป็นสินค้าส่งออกการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากกุ้งกุลาดำในหลายพื้นที่ ยังมีปัญหาการโตช้า และผลผลิตไม่ได้ตามเป้าหมาย ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งขาวสายพันธุ์ที่ดี โตเร็ว ขนาดเท่า ๆ กัน ผลผลิตสูง ก็เริ่มต้นกันที่การปล่อยลูกกุ้งในความหนาแน่นที่เหมาะสมกับความพร้อมของแต่ละฟาร์มต้องมีเครื่องให้อากาศพอเพียงมีน้ำเปลี่ยนถ่ายพอเพียงและมีบ่อพักน้ำอัตราการปล่อยลูกกุ้งนั้น ความเค็มต่ำ 2-3 พีพีที ควรปล่อยไร่ละ 60,000-70,000 ตัว หากความเค็ม 3-5 พีพีที มีน้ำเปลี่ยนถ่ายพอเพียงและมีเครื่องให้อากาศดี ควรปล่อยไร่ละ 100,000 ตัว และความเค็มมากกว่า 5 พีพีที มีน้ำเปลี่ยนถ่ายพอเพียง และเครื่องให้อากาศดี ก็ควรปล่อยไร่ละ 120,000 ตัว

การให้อาหารลูกกุ้ง 100,000 ตัวควรให้ 2 กก.ต่อวัน ให้วันละ 3-5 มื้อ เพิ่มอาหารไปเรื่อย ๆ เมื่อกุ้งอายุ 30 วัน ในปริมาณกุ้ง 100,000 ตัว ควรจะกินอาหาร 8-12 กก.ต่อวัน จะทำให้กุ้งมีน้ำหนัก 2.5-3.0 กรัมขึ้นไป

จากนั้นปรับอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของกุ้ง การปรับอาหารโดยใช้ยอ มีโอกาสผิดพลาดได้ เพราะกุ้งชนิดนี้ บางครั้งไม่ค่อยเข้าไปกินอาหารในยอ ให้สังเกตจากลำไส้ ถ้ามีสีดำหรือสีเข้มจัด ซึ่งไม่ใช่สีของอาหารแสดงว่าอาหารที่ให้ในบ่อไม่เหลือ ถ้าถึงเวลาให้อาหารมื้อถัดไป แต่ในลำไส้ยังมีสีที่เป็นอาหารเม็ด แสดงว่าให้อาหารมากเกินไป สำหรับการจัดการระหว่างการเลี้ยง พีเอชเหมาะสมตอนเช้าไม่ควรต่ำกว่า 7.5 ตอนบ่ายไม่เกิน 8.5 อัลคาไลน์ ค่าความกระด้างไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร และควรถ่ายน้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้น้ำเข้มจัด พร้อมเครื่องให้อากาศต้องมีอย่างพอเพียง.

ใช้เทอร์โบ-โปรแกรมเลี้ยงกุ้ง ประมงชาวตรังอยู่อย่างยั่งยืน

Published กันยายน 28, 2012 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/293645

โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน 26 ก.ย. 2555 05:00

ระบบการเติมอากาศใต้บ่อ .

การเลี้ยงกุ้ง… ความสำคัญที่สุด คือ…สายพันธุ์คุณภาพดีเป็นจุดเริ่มต้น…เกษตรกรผู้เลี้ยงในปัจจุบันจึงหันมาให้… ความสนใจในการเลือกพันธุ์กุ้ง…ที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ ให้มีความแข็งแรง ทนต่อเชื้อโรค และเจริญเติบโตดี ทดแทนการ จับพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ…

…แต่สายพันธุ์ที่ดีเพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถเกิดความยั่งยืนได้ ต้องอาศัยระบบการเลี้ยงที่เหมาะสมทุกขั้นตอน ด้วยเหตุนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้วิจัยและพัฒนาโปรแกรมการเลี้ยงกุ้งที่เหมาะสม… กระทั่งคิดค้นระบบ “โปรไบโอติกฟาร์มมิ่ง” (Probiotic Farming) ที่ ใช้จุลินทรีย์ที่เป็นมิตร มาช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ และ ควบคุมสภาพธรรมชาติในบ่อให้เกิดความสมดุล…

ปัจจุบันพัฒนาศักยภาพเพิ่มไปสู่ระบบ “เทอร์โบ โปรแกรม โปรไบโอติกฟาร์มมิ่ง” ถูกเกษตรกรนำไปปฏิบัติใช้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างผู้ประสบความ สำเร็จ…นายพิพัฒน์ศักดิ์ มากเปีย เจ้าของ “จุรีรัตน์ฟาร์ม” ตั้งอยู่ที่ อ.กันตัง จ.ตรัง ฟาร์มกุ้งที่อยู่ในวงการมากว่า 20 ปี และ สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

พิพัฒน์ศักดิ์ บอกว่า…เมื่อก่อนทำประมงในทะเล ต่อมาก็เข้ามา เลี้ยงกุ้งในกระชังควบคู่กับเลี้ยงในบ่อ พบกับปัญหาการเลี้ยง คือ โรคระบาด ซึ่งพบเกือบทุกปี โดย เฉพาะช่วงที่สภาพอากาศ เปลี่ยนแปลง ทำให้แผนการ ดำเนินงาน มีความคลาดเคลื่อนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ที่วางไว้ เงินทุนที่ใช้ไปให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ต้นทุนและความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ ทางฟาร์มเคยมีความคิดที่จะเลิกเลี้ยงกุ้ง…

จนได้ผู้ชำนาญการด้านการเลี้ยงกุ้งของซีพีเอฟที่แนะนำให้ใช้ระบบ “ซีพีเอฟ เทอร์โบ โปรแกรม” โดยมีหลักสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ถ้าไม่ต้องการให้กุ้งเสียหายจากโรคระบาด จะต้องมีระบบป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้จริง ประการที่สอง ถ้าต้องการให้กุ้งโตเร็ว ต้องมีระบบฟาร์ม ระบบน้ำ อุปกรณ์เครื่องมือ และการจัดการที่ดี ที่สามารถส่งเสริมให้กุ้งอยู่ดี กินดี

พิพัฒน์ศักดิ์ บอกอีกว่า…หลังจากทางทีมงาน ซีพีเอฟได้เข้ามาวางแผนจัดระบบฟาร์มและการจัดการฟาร์มรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยทำให้ กุ้งโตเร็วโดยใช้ระบบน้ำวนและการเติมอากาศใต้ก้นบ่อ ไม่เกิดโรคระบาด โดยใช้ตาข่ายกั้นนกด้านบน และป้องกันรอบๆบ่อหรือสัตว์อื่นๆที่เป็นพาหะรอบๆบ่อ ทำให้ลดต้นทุนแฝงจากความเสียหาย การ ดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น สามารถประหยัดเวลา เพิ่มผลผลิตต่อปีให้สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง และ ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า กระทั่งในปัจจุบันมี จำนวนฟาร์ม 5 แห่ง รวม 28 บ่อ พื้นที่ 80 ไร่ และกำลังขยายเพิ่มอีก 1 ฟาร์ม จำนวน 5 บ่อ ในพื้นที่ 20 ไร่

“…ระบบการเลี้ยงตามแนว ทางซีพีเอฟ…ได้นำมาเผยแพร่สู่เกษตรกรมุ่งเน้นการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้มี อัตราการเลี้ยงรอดสูง ความเสียหายต่ำ และต้องมีอัตราแลกเนื้อดี ซึ่งเท่ากับมีการเจริญเติบโตที่ดี ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำรอบการเลี้ยงต่อปีให้กับเกษตรกรได้…” พิพัฒน์ศักดิ์บอกอย่างนั้น

…นับเป็นการ เพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ให้ตลาดในระดับสากลยอมรับมาตรฐาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ สามารถฟื้นฟูอาชีพการเลี้ยงกุ้งให้มั่นคง ลืมตาอ้าปากกินอยู่อย่างยั่งยืน…!!

ไชยรัตน์  ส้มฉุน

‘กุ้ง-ข้าว’เสียแชร์เวียดนาม ขายต่ำกว่า20-30%

Published กันยายน 16, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/291475

16 กันยายน 2555, 12:28 น.
Pic_291475

ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดข้าว-กุ้งให้เวียดนาม หลังขายราคาต่ำกว่า 20-30% กอปรกับผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย เนื่องจากยังไม่มั่นใจมาตรการแก้วิกฤติหนี้ยุโรป …

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของกลุ่มประเทศในสหรัฐฯ อเมริกาเหนือ ยุโรป ลาตินอเมริกา เป็นต้น ได้รายงานสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทะเลของไทย ว่าขณะนี้ได้เสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับประเทศเวียดนามแล้ว โดยเฉพาะข้าว และกุ้ง เพราะเวียดนามตั้งราคาขายต่ำกว่าไทย 20-30% ประกอบกับผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายและไปหันซื้อสินค้าราคาถูกลง เพราะยังไม่มั่นใจมาตรการแก้วิกฤติหนี้ยุโรป อีกทั้งยังไม่มั่นใจสถานการณ์การเมืองโลก และความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ที่อาจมีผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าทั้ง 2 รายการ ระบุว่า การทำตลาดยากมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ สหภาพยุโรป เพราะราคาสินค้าไทยแพงกว่าคู่แข่งมาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 กันยายน 2555, 12:28 น.

ดัน“Contract Farming”กุ้ง ประมงต่อยอดโครงการรักษาเสถียรภาพราคาผ่านระบบตลาดเครือข่ายแบบกลุ่ม

Published สิงหาคม 25, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/19492

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : กุ้งContract Farmingวิมล จันทรโรทัยกรมประมงประมงกุ้งขาว,
ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งขาวแวนนาไม โดยระบบตลาดเครือข่ายแบบกลุ่ม (Shrimp Cluster) เพื่อแก้ไขปัญหาราคากุ้งขาวแวนนาไมตกต่ำขณะนี้ได้ดำเนินการในรอบที่ 2 (19 ก.ค. – 18 ส.ค.55) เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ผลปรากฏว่ามีกลุ่มเกษตรกรแจ้งความสนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน. 20 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ จันทบุรี ชุมพร ตรัง ตราด นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ระนอง ระยอง สงขลา สตูล สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี ราชบุรี และฉะเชิงเทรา โดยปริมาณกุ้งขาวแวนนาไมที่มีการซื้อขายกัน อยู่ที่จำนวน 2,150 ตัน จากเกษตรกรจำนวน 237 ราย เมื่อเทียบกับการดำเนินการในรอบที่ 1 นั้นมีจำนวนลดลง ด้วยเหตุที่เกิดจากความพอใจ

ในสถานการณ์ราคากุ้งในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันราคากุ้งในตลาดกลางขยับเพิ่มสูงขึ้นไปถึง 30.20% เช่น ขนาด 60 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 145 บาท (ก่อนเริ่มโครงการฯ ราคา 120 บาท) จึงแสดงให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวซึ่งใช้กลไกการตลาดเครือข่ายแบบกลุ่มเป็นตัวกำหนด เริ่มที่จะประสบผลสำเร็จสามารถสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ยื่นหนังสือขอบคุณมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมประมง สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น จึงทำให้การดำเนินงานในรอบที่ 1 เกิดปัญหาบางประการขึ้น อาทิ การประสานงานที่ค่อนข้างสับสนระหว่างหน่วยงานในส่วนกลาง จังหวัด กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการห้องเย็น รวมถึงความล่าช้าในการดำเนินงาน ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทางกรมประมงได้มีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร ผู้ประกอบการ มาร่วมหารือและหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้เกิดการทำงานที่คล่องตัวมากขึ้นจนกระทั่งเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

สำหรับในอนาคตเมื่อการดำเนินโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว กรมประมงมุ่งหวังให้การดำเนินการ contact farming มีการทำสัญญาซื้อ – ขาย ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการเป็นไปอย่างยั่งยืน เพราะประโยชน์จะเกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่าย คือ เกษตรกร และผู้ประกอบการห้องเย็น กล่าวคือ เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้ เช่นเดียวกับที่ผู้ส่งออกสามารถวางแผนการซื้อขายได้ล่วงหน้าร่วมกันภายใต้การกำกับดูแลจากกรมประมง ก่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้เกิดความตื่นตัวในการรวมตัวเป็นกลุ่มสหกรณ์ อีกทั้ง ผู้ประกอบการก็จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานป้อนสู่ตลาดโลกอีกด้วย

ใช้ 562 ล้านรักษาเสถียรภาพกุ้ง ยกบทบาทผู้เพาะเลี้ยงร่วมซื้อ-ขาย

Published สิงหาคม 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/278707

26 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_278707

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำต่อคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) จึงมีมติให้กรมประมงจัดทำโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งฯ ในวงเงินจ่ายขาด จำนวน 562 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคากุ้งเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยให้กรมประมงเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับห้องเย็นโดยผ่านกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ เพื่อให้ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งรวมกันเป็นกลุ่มทำเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง หรือคลัสเตอร์ และเปิดให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมซื้อขายกับห้องเย็นได้โดยตรงด้วย และเป็นการรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง

“จากผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวที่เริ่มมาแล้ว 1 เดือน ค่อนข้างประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจของเกษตรกร โดยมีการตกลงซื้อขายกันแล้วกว่า 8,813 ตัน จากโควตาในเดือนแรก 10,000 ตัน ใน 18 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคใต้จำนวน 6,000 ตันเศษ และภาคตะวันออกประมาณ 2,000 ตันเศษ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 886 ราย ห้องเย็น 23 แห่ง อีกทั้งขณะนี้ราคากุ้งได้ขยับตัวขึ้นบ้างแล้ว โดยราคากุ้งขนาด 60 ตัวต่อ กก. ราคาอยู่ที่ 120 บาทต่อ กก. เพิ่มขึ้นจากต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 5 บาทต่อ กก. และคาดว่าจะสูงขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ เนื่องจากคำสั่งซื้อจะเริ่มมากขึ้น โดยห้องเย็นจะรับซื้อกุ้งจากเกษตรกรเพื่อส่งขายในตลาดต่างประเทศซึ่งมีความต้องการบริโภคกุ้งมากขึ้นในช่วงคริสต์มาส” นายธีระกล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 26 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

ขยายเวลาแทรกแซงราคากุ้ง

Published กรกฎาคม 24, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/14859

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ราคากุ้งแทรกแซงขยายเวลา,

 

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ต่อคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) และได้มีมติให้กรมประมงจัดทำโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง ในวงเงินจ่ายขาด 562 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคากุ้งเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยให้กรมประมงเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับห้องเย็นโดยตรง ผ่านกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง รวมกันเป็นกลุ่มทำเป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งที่เข้มแข็ง หรือคลัสเตอร์ และเปิดให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมซื้อขายกับห้องเย็นได้โดยตรงด้วย และเป็นการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งนั้น

“จากผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวที่เริ่มมาแล้ว 1 เดือน ค่อนข้างประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจของเกษตรกร โดยได้มีการตกลงซื้อขายกันแล้วกว่า 8,813 ตัน จากโควตาในเดือนแรก 10,000 ตัน ใน 18 จังหวัด อีกทั้งขณะนี้ราคากุ้งได้ขยับตัวขึ้นบ้างแล้ว โดยราคากุ้งขนาด 60 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 120 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 5 บาท/กก. และคาดว่าราคากุ้งจะสูงขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ค. เป็นต้นไป เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงคริสต์มาส”

นายธีระ กล่าวอีกว่า ที่ประชุม คชก. ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังได้เห็นชอบให้ขยายโครงการไปอีก 1 เดือน เริ่มนับแต่วันที่ 19 ก.ค. ซึ่งการพิจารณาขยายโครงการนั้น จะใช้ผลการปฏิบัติงานเป็นรายเดือนมาประเมิน จนกว่าราคากุ้งจะฟื้นตัวได้ราคาดี

สำหรับสถานการณ์การผลิตกุ้งของไทยขณะนี้ ถือว่ายังมีจุดแข็งเนื่องจากมีการพัฒนาระบบการผลิตเป็นไปตามมาตรฐาน GAP มาตั้งแต่ปี 2548 มีระบบการเลี้ยงในระบบปิดและการเฝ้าระวังโรคกุ้งที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ราคาผลผลิตกุ้งของไทยมีราคาดีมาโดยตลอด โดยปี 2554 มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้นการทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยขยายตัวอย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงทางการตลาด ไทยต้องเร่งเจรจากับสหภาพยุโรปเพื่อให้คืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2556 ให้เร็วที่สุด รวมถึงต้องส่งออกในรูปสินค้ามูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในด้านการผลิต เกษตรกรก็ต้องควบคุมผลผลิตในช่วงไตรมาสที่ 2 ให้เหลือเพียง 15-17% โดยลงกุ้งให้น้อยลง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากุ้งล้นตลาด

วิจัยกุ้งกุลาฯทนโรค ทดแทนแหล่งเดิมในธรรมชาติิ

Published กรกฎาคม 23, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/277934 

23 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_277934

กุ้งกุลาดำในศูนย์เพาะพันธุ์ฯ.

ปัจจุบัน “ประชากรกุ้งกุลาดำ” จากแหล่งธรรมชาติ เริ่มมีไม่เพียงพอกับความต้องการของกลุ่มผู้เลี้ยง ส่งผลให้พ่อค้าบางราย “นำกุ้งกุลาดำปลอมปนกับกุ้งกุลาลาย” ส่งขายเกษตรกร ซึ่งเมื่อเลี้ยงไประยะเวลานานทำให้เกิดปัญหาอัตราการเจริญเติบโตน้อย และมีขนาดที่เล็ก

ฉะนี้…เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อีกทั้งให้ไทยเป็นผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงกุ้ง เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกด้านคุณภาพการผลิต ดร.บัลลังก์ เนื่องแสง นักวิจัยจากศูนย์เพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ คณะเทคโนโลยีทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ได้ วิจัย “เพิ่มปริมาณพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และพัฒนาพันธุ์กุ้งกุลาดำให้มีความแข็งแรงต้านทานโรค” ขึ้น โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี ชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนทุน

ดร.วศิน ยุวนะเตมีย์ และ ดร.บัลลังก์ เนื่องแสงดร.วศิน ยุวนะเตมีย์ และ ดร.บัลลังก์ เนื่องแสง

ดร.วศิน ยุวนะเตมีย์ คณบดีคณะเทคโนโลยีทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า เริ่มแรกทางศูนย์กักกันสัตว์น้ำที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตรวจโรคกับกุ้งทุกตัว จากนั้นส่งต่อมายังศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุ์กุ้งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยสงขลา–นครินทร์เป็นผู้ทำวิจัย และเมื่อคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีความเหมาะสมคุณภาพดี จะส่งต่อมายังมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นจุดสุดท้าย

ดร.บัลลังก์ บอกถึงแนวทางการวิจัยว่า เริ่มจากนำกุ้งในระยะพีแอล 15 หรือลูกกุ้งเล็กที่ได้รับ มาทำการอนุบาลและเลี้ยงในบ่อดิน จากนั้นเลี้ยง มาระยะแรกประมาณ 4-6 เดือน จะเริ่ม คัด เลือกกุ้งที่มีลักษณะที่ดี โตเร็ว ต้านทานโรค เพื่อเลี้ยงต่ออีกประมาณ 8-10 เดือน จากนั้นทำการชั่งน้ำ– หนัก วัดความยาว เพื่อตรวจสอบการเจริญเติบโตของกุ้งทั้งเพศผู้และเพศเมีย

และ…ในระหว่างการเลี้ยงจะตรวจสอบดูความสมบูรณ์เพศของกุ้งก่อนจะส่งเข้าสู่ระบบ “การเลี้ยงแบบปลอดเชื้อ” (ระบบไบโอซีเคียวริตี้) เลี้ยงต่อไปจนกระทั่งกุ้งอายุประมาณ 14 เดือน จึงเริ่มคัดพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่มีขนาด 8-12 ตัว/กก. ที่มีความพร้อมของลักษณะและความสมบูรณ์พันธุ์ แล้วส่งต่อไปโรงเพาะฟักเพื่อทดลองเพาะพันธุ์ และผลิตลูกกุ้งจากพ่อแม่ที่เลี้ยงในบ่อดิน

บ่อดินเลี้ยงกุ้ง.บ่อดินเลี้ยงกุ้ง.

…พร้อมทั้งนำลูกกุ้งส่วนหนึ่งไปให้เกษตรกรในเขต จ.ระยอง และจันทบุรีทดลองเลี้ยง ผลที่ได้พบว่า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ได้มีอัตราการให้ลูกกุ้งใกล้เคียงกับพ่อแม่พันธุ์ในธรรมชาติ แม้ว่าเปรียบเทียบขนาดของพ่อแม่พันธุ์แล้วจะดูเล็กกว่ากุ้งในธรรมชาติเล็กน้อย แต่มีอัตราการรอดสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีตามเกณฑ์มาตรฐาน…

ทั้งนี้ ทีมงานยังได้ทำวิจัยพัฒนาอาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เป็นการลดต้นทุนการผลิต และเพื่อให้กุ้งแม่พันธุ์มีพัฒนาการของรังไข่ เป็นการหลีกเลี่ยงวิธีการ “ตัดตา” ซึ่งเป็นวิธีการที่หลายคนมองว่าเป็นการทรมานสัตว์ และอาจกลายเป็นประเด็นกีดกันทางการค้าของธุรกิจการส่งออกกุ้งในอนาคตได้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละ-เอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0–3931–0000 ต่อ 3011 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 23 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

วิเคราะห์…กุ้งไทยราคาตก

Published กรกฎาคม 13, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/275123

12 กรกฎาคม 2555, 05:00 น. 

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน…รู้สึกว่าจะเป็นคำที่ฮิตมากในยามนี้ มิใช่เฉพาะ 10 ประเทศที่ร่วมจับมือกันเป็นสมาชิกเท่านั้น จีนพี่เอื้อยใหญ่ก็เข้ามาแจม แม้จะยังไม่เต็มตัวเต็มที่ แต่อีกไม่กี่ปีก็คงเป็นประเทศที่ 11

ช่วงของกาลเวลาที่นับถอยหลังในการเปิดตัว แต่ละประเทศก็ต่างระมัดระวังทีท่า โดยเฉพาะเกี่ยวกับราคาของสินค้ามิให้ร่วงรูด อย่างเช่นยางพารา และก็มิใช่เพียงแค่ชนิดเดียว ก็มีอีกหลายหลากที่แนวโน้มจะไปในแนวๆเดียวกัน

…ที่บ่งชัดอีกรายการหนึ่งก็คือ “กุ้ง” ยกตัวอย่างเมื่อวันวาน (9 ก.ค.) ขนาด 50 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 122 บาท หากเปรียบเทียบ

กับเมื่อเดือนมกราคมกิโลกรัมละ 166 บาท ถ้าตัวเล็กลงไปราคาก็ถูกกว่านี้ตามขนาด

การปล่อยให้กุ้งไทยราคาถูกทั้งๆที่เป็นกุ้งคุณภาพสูงระดับพรีเมียมคงไม่เป็นการดีต่ออุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทยในระยะยาวแน่นอน และกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ก็คงมีเหตุมีผลที่ไม่ถูกไม่ควรบนเส้นทางของการค้า…

คุณบรรจง นิสภวาณิชย์ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย บอกถึงสถานการณ์ว่า “…เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ราคากุ้งที่ตกลงตั้งแต่ เดือนมีนาคม ปีนี้มีบางส่วนทะลักเข้าไปขายในเวียดนามในราคาถูก ทั้งๆที่โดยปกติไตรมาสแรกของเวียดนามไม่ค่อยมีกุ้งเนื่องจากเป็นหน้าหนาว…

แต่…ปรากฏว่าเวียดนามส่งออกได้มากขึ้นเพราะได้กุ้งจากไทยนำเข้าสู่การแปรรูป ส่งออกไปขายต่างประเทศในราคาที่ถูกทั้งนี้เพราะค่าแรงที่ต่ำกว่าไทยถึง 3 เท่า เมื่อเขาส่งไปขายในราคาถูกให้กับลูกค้าซึ่งเคยเป็นคู่ค้ากับไทย ลูกค้านั้นๆก็หันมากดดันประเทศไทยให้ขายสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งในราคาถูก ไล่เรียงเป็นลูกระนาดหรือแบบงูกินหาง…อาการจึงน่าเป็นห่วง…”

นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ยังวิเคราะห์ต่ออีกว่า…หากวันนี้ยังปล่อยให้ราคาถูกต่อไปก็คงต้องเสียตลาดให้เวียดนามเป็นแน่ และคงไม่มีโอกาสที่กุ้งไทยจะราคาสูงได้อีก (ขายกุ้งได้ราคาไม่ดี) คงต้องกลับมาทบทวนไตร่ตรองกันว่า…

…จะปล่อยให้สถานการณ์อยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป สนับสนุนและสร้างความแข็งแกร่งให้เวียดนามเติบโตขึ้นมาแข่งขันในทางอ้อม โดยส่งผลกระทบตรงๆต่อความมั่นคงต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยแบบเต็มๆ

ขอบคุณคนที่ทำให้กุ้งไทยราคาถูกได้…คุณคือผู้เตะสุกรเข้าปากสุนัข..!!!
ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 12 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

ประมงราชบุรีจัดงานวันกินกุ้งปลอดภัย

Published กรกฎาคม 10, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/135002

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ประมงราชบุรี จัดงาน “วันกินกุ้งปลอดภัย ประจำปี 2555” ระหว่างวันที่ 13-19 ก.ค. ณ ศูนย์การค้าเมืองทองเซ็นเตอร์พอยท์ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามและปลานิลในพื้นที่ราชบุรี และใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมสนุกสนานมากมาย

นายเกียรติศักดิ์ โฆษิตชัยวัฒน์ ประมงจังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี ได้กำหนดจัดงาน “วันกินกุ้งปลอดภัย ประจำปี 2555” ขึ้นในระหว่างวันที่ 13-19 ก.ค. ณ ศูนย์การค้าเมืองทองเซ็นเตอร์พอยท์ อ.เมือง จ.ราชบุรี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามและปลานิลในพื้นที่ จ.ราชบุรี และใกล้เคียง ให้นำกุ้งออกมาจำหน่ายในงานในราคาถูก ป้องกันกุ้งล้นตลาดและมีราคาแพงเกินไป โดยกิจกรรมในงานนอกจากจะมีการจำหน่ายกุ้งและปลานิลในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปแล้ว ยังมีการจัดการแข่งขันกินกุ้ง การแข่งขันประกอบอาหารจากกุ้ง การแข่งขันปอกเปลือกกุ้ง การแข่งขันคีบกุ้งด้วยตะเกียบ การแสดงนิทรรศการเรื่องต่าง ๆ นอกจากนี้มีการแสดงบนเวทีด้วยดนตรีศิลปินดัง การประกวดสาวประเภทสอง การประกวดชายหนุ่มหุ่นดี การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกมากมาย จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจมาเที่ยวชมงานในครั้งนี้ด้วย.

%d bloggers like this: