การเมืองเรื่องเงินๆ

All posts tagged การเมืองเรื่องเงินๆ

ดองกองทุนการออม เอาผิดรัฐมนตรีไวท์ลายไม่ได้ สะท้อน “ระบบรัฐล้มเหลว”

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/15237

การเมือง.. เรื่องเงินๆ    พัสณช เหาตะวานิช    3 พ.ย. 2557

ดองกองทุนการออม เอาผิดรัฐมนตรีไวท์ลายไม่ได้ สะท้อน “ระบบรัฐล้มเหลว”

ยังคงจำ “กองทุนการออมแห่งชาติ” ได้ใช่มั้ยครับ

กองทุนการออมแห่งชาติ หรือพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ 2554 ร่าง บรรจุเข้าคณะรัฐมนตรี และผ่านเรียบร้อยแล้ว 100%ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กองทุนนี้มีหน้าทีหลักคือ “ลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาส” กลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันคือ กลุ่มคนที่เป็นแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ถ้าเจาะไปอีก 10 กว่าล้านคนหรือ 4 ล้านครัวเรือนคือ “ชาวนาไทย” ที่เหลือคือกลุ่มอาชีพอิสระเช่น แม่ค้า พ่อพ้า วินมอเตอร์ไซค์ทั่วประเทศ คนรับจ้างรายวันในเมือง ฯลฯ คนเหล่านี้ไม่มีทุน ไม่มีโอกาส สาเหตุเพราะเขาหารายได้ไม่มากเพียงพอที่แม้แต่จะเอาไป “ออมเงิน”

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช ตระหนักดีในปัญหาสังคมเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาระดับชาติในข้อนี้ ยิ่งแล้วใหญ่ ความเหลื่อมล้ำยังเป็นเครื่องมือหากินของลิ่วล้อพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่มักหยิบมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ความจริงอย่างน้อยๆเราจะสามารถสะท้อนให้เห็นได้จากบทความนี้ครับว่า แท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่พยายามช่วยเหลือประชาชนลดความเหลื่อมล้ำ ใครกันแน่ที่ขัดขวางไม่ให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก !

ตั้งแต่ปลายปี 2551 เรื่อยมาจนกลางปี 2554 ปัญหาการลดความเหลื่อมล้ำคือเรื่องสำคัญลำดับแรกๆในการทำงานของรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ มีหลายต่อหลายร่างกฎหมายที่ออกแล้ว และพยายามจะออกในสมัยนี้ ได้แก่เรื่องโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน ภาษีที่ดิน รวมไปถึง “กองทุนการออมแห่งชาติ

โฉนดชุมชนมีการนำร่องโครงการระหว่างที่รอกฎหมายออกสำเร็จทั้งหมด ธนาคารที่ดินเช่นเดียวกัน ส่วนภาษีที่ดินก็ผลักดันได้ไกลที่สุดหากเทียบกับทุกรัฐบาลที่ผ่านๆมา โดยได้ผ่านทุกขั้นตอนของครม.และกฤษฎีกา บรรจุเข้าวาระในสภาเรียบร้อย เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว แต่ด้วยปัญหาทางการเมืองต้องยุบสภาไปก่อนกำหนด ส่วนกองทุนการออมแห่งชาติ ผ่านสภาเรียบร้อยเรื่องส่งกลับเข้าเจ้าของกฎหมายนั่นคือ กระทรวงการคลัง เตรียมทำขั้นตอนปฏิบัติต่อไป

แต่…… !!! เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยร่างโคลนนิ่งไร้สมองของอดีตนายกฯ ทักษิณเข้ามา ทุกเรื่องที่ได้กล่าวมานั้น ถูกปัดออก ตีตก ยกขึ้นหิ้งเอาไว้ แล้วถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่เหลียวแล โดยไม่แคร์ว่า จะมีประชาชนนับสิบๆล้านคนที่รอประโยชน์จากการออกกฎหมายลดความเหลื่อมล้ำนี้อยู่ โฉนดชุมชนกับธนาคารที่ดิน พรรคเพื่อไทยไม่เคยพูดถึงเลย ทั้งที่ข้างหลังห้องประชุมรัฐสภา ส.ส.ต่างจังหวัดในพรรคเพื่อไทยหลายต่อหลายคนบ่นเสียดาย เพราะชาวบ้านก็เรียกร้อง เพราะเขาไม่มีที่ดินทำกิน และนี่คือเรื่องหลักของเขาที่จะได้ทำมาหากิน ส่วนภาษีที่ดินนั้น งานแรกๆ ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเข้ามาคือ เอาภาษีที่ดินกลับเข้าเคาะใหม่ในครม.แต่กลับ”ตีตก”ทั้งฉบับอย่างน่าเสียดาย

สำหรับ กองทุนการออมแห่งชาติ ที่บอกว่า ผ่านสภาแล้วเรื่องกลับไปอยู่ที่กระทรวงการคลังรอเพียงขั้นตอนปฏิบัตินั้น เรื่องนี้เป็นการ จงใจละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีขี้โกหก ภาพลักษณ์ย่ำแย่ ไร้ประสิทธิภาพไม่มีความสามารถ ไร้จิตสำนึก อย่างไม่น่าให้อภัยได้ สิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนั้นคือเพียง”จรดปลายปากกา” เซ็นกฎหมายเล็กๆ อื่นๆในกระทรวง แต่งตั้งคณะกรรมการ ประธานกองทุนการออม จัดสรรงบประมาณหลักแค่พันล้านต้นๆเท่านั้น ประชาชนกว่า 25 ล้านคนจะได้มีหลักประกันชีวิตขึ้นมาลืมตาอ้าปากกับเขาได้บ้าง แต่ …รัฐมนตรีไวท์ลาย ขี้โกหกคนนี้ ไม่ทำ ! ใครๆ เขาทราบกันทั้งนั้นแหละว่า นี่.. คือเหตุผลทางการเมืองล้วนๆ เอาประโยชน์ทางการเมืองเป็นที่ตั้งจนประชาชนเสียประโยชน์ คนพรรคเพื่อไทยยอมทำได้หมด

เรื่องนี้สะท้อนระบบการบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลวต่อมาตรงที่ว่า รัฐมนตรีคลังคนที่ออกกฎหมายลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชน ก็ไปฟ้อง มาตรา 157 ยื่นเรื่องไปที่วุฒิสภาส่งต่อให้ป.ป.ช. ผ่านมาสองปีกว่า ล่าสุดป.ป.ช.บอกว่า เอาผิดไม่ได้ !!! แล้วแบบนี้ หากใครออกกฎหมายดีๆมาให้ประชาชน แต่คนชั่วๆไม่ทำ ก็เอาผิดคนชั่วๆไม่ได้ แบบนี้ต่อให้ออกกฎหมายดีๆ ให้ตาย แต่การบังคับใช้ไม่เป็นโล้เป็นพาย ทำก็ได้ไม่ทำก็ไม่ผิด แบบนี้ ยังจะออกกฎหมายกันไปทำไมครับ

คุณกรณ์ ในฐานะรัฐมนตรีคลัง ผู้ออกกฎหมาย “กองทุนการออมแห่งชาติ” กับมือ ถึงกับสะท้อน”ระบบรัฐล้มเหลว” นี้เอาไว้ในบทความส่วนตัว ได้น่าสนใจ พร้อมฝากงานต่อไปให้ สภาปฏิรูปที่ต้องดูเรื่องเหล่านี้โดยตรงตามนี้ครับ

นิติบัญญัติออกกฎหมาย – ฝ่ายบริหารไม่ทำตาม – องค์กรอิสระไม่มีทางไป

เรื่องนี่ยาวนิดนึง แต่มีผลต่อเราทุกคนครับ

๑. ข้อเท็จจริง

– “รัฐสภา” สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ออกกฎหมาย “กองทุนการออมแห่งชาติ” (กอช.) เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐในการส่งเสริมการออมให้กับประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญประมาณ ๒๕ ล้านคน กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๔ โดยผู้รักษาการกฎหมายคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

– กลางปี ๒๕๕๔ เปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีคุณธีระชัยและคุณกิตติรัตน์มาเป็นรัฐมนตรีคลังตามลำดับ คุณธีระชัยอยู่ในตำแหน่งไม่นาน พอคุณกิตติรัตน์เข้ามาสานต่อก็ปฏิเสธที่จะดำเนินการจัดตั้ง กอช.ตามที่กฎหมายกำหนด การละเว้นโดยเจตนานี้พิสูจน์ได้จากบทสัมภาษณ์ จากการรายงานโดยข้าราชการและจากการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้จัดสรรงบประมาณตามกำหนดเพื่อจัดตั้งกองทุนตามบทบัญญัติของกฎหมาย กองทุนเพื่อส่งเสริมเงินออมของคนไทย ๒๕ ล้านคนจึงเกิดไม่ได้

– ทั้งหมดนี้คือความจงใจของฝ่ายบริหาร ที่จะไม่ทำตามกฎหมายของบ้านเมือง กฎหมายที่มาจากการลงคะแนนสนับสนุนโดยนักการเมืองจากทุกพรรค รวมไปถึงวุฒิสภา

๒. คำถามสามข้อ

– คำถามข้อที่หนึ่ง ผมขอถามว่า ฝ่ายบริหารควรมีสิทธิ์หรือไม่ ในการที่จะเลือกว่าจะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับที่ผ่านสภามาแล้ว

ผมมั่นใจว่าทุกๆคนต้องตอบว่า “ไม่มีสิทธิ์!” รัฐบาลรวมถึงรัฐมนตรีทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกฉบับ มิเช่นนั้นยุ่งแน่ครับ หากละเลยก็จะกลายเป็นว่าฝ่ายบริหารเปรียบเป็นพระเจ้า นิติบัญญัติร่างกฎหมายไป ก็โดนปฏิเสธง่ายๆด้วยการนิ่งเฉย กฎหมายไม่สามารถคุ้มครองสิทธิให้ใคร

– คำถามที่สอง ผมขอถามต่อว่า “เอาผิดเขาได้ไหม”

เดิมทีผมก็คิดว่าน่าจะได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ”

– คำถามที่สาม สรุปว่าเอาผิดอดีตรัฐมนตรีกิตติรัตน์ได้ไหม

ไม่ได้ครับ เพราะ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ “ยกคำร้อง” โดยให้เหตุผลว่าคุณกิตติรัตน์ “ไม่มีเจตนาทำผิดทางอาญา และไม่ส่อไปในทางทุจริต หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” (จากคำแถลงผลการประชุมกรรมการ ป.ป.ช. วันที่ ๒๑ ตุลาคม)

๓. ทางออก

ที่ผมและพวกยื่นฟ้องคุณกิตติรัตน์ไม่ใช่เพราะเราหวังร้ายต่อท่าน เราเพียงหวังว่าเราจะสามารถกระตุ้นให้ผู้เป็นรัฐมนตรีทำตามหน้าที่เท่านั้น

ผมขอไม่เถียงกับ ป.ป.ช. ที่สำคัญคือข้อเท็จจริงที่วันนี้ประชาชน ๒๕ ล้านคนเสียโอกาสที่จะได้รับจากการสมทบเงินออมของเขาจากรัฐบาล คนหาเช้ากินคํ่านับสิบล้านคนมีแต่หนี้ ไม่มีเงินออม ไม่มีหลักประกันชีวิตในวัยชรา ส.ส.จากทุกพรรคได้ช่วยกันออกกฎหมายนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหา ประเด็นสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้กองทุนตามกฎหมายนี้กลับมาเดินหน้าได้

และเราจะทำอย่างไรไม่ให้ฝ่ายบริหารเลือกใช้อำนาจตามใจชอบแบบนี้อีก

ผมไม่ขอพูดถึงเหตุผลของคุณกิตติรัตน์ที่ไม่ยอมทำตามหน้าที่ แต่ขอพูดเพียงว่า “กฎหมายคือกฎหมาย” ถ้าฝ่ายบริหารคิดว่ากฎหมายไม่ดี ก็ควรเสนอแก้กฎหมายในสภา ตอนนั้นคุณก็มีเสียงข้างมากอยู่แล้ว

แต่เมื่อ ปปช. บอกว่าเราไม่สามารถเอาผิดฝ่ายบริหารที่มีพฤติกรรมแบบนี้ได้ ผมว่านี่คือความล้มเหลวของระบบการบริหารบ้านเมือง และถ้าเป็นเช่นนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเราจะมานั่งเสียเวลาออกกฎหมายใหม่กันทำไม ถ้ารัฐบาลในอนาคตไม่ต้องทำตาม และป.ป.ช. ก็ยืนยันว่าเอาผิดเขาไม่ได้

ดังนั้นเมื่อ ป.ป.ช. ตีความกฎหมายอย่างนี้ เราจึงต้องขอฝากให้ คสช. และสภาปฏิรูปช่วยพิจารณาปัญหานี้ด้วยครับ ถ้ามาตรา ๑๕๗ ใช้กับกรณีนี้ไม่ได้ ก็ควรแก้ให้ใช้ได้ซะ

เพราะหากกฎหมายที่ผ่านสภาไร้ความหมาย หากอำนาจเท่านั้นที่จะเป็นตัวกำหนดว่าประชาชนมีสิทธิอะไรบ้าง

เมื่อนั้น… ประเทศไทยคงไม่ใช่สังคมที่น่าอยู่

จำนำข้าว กู้มา 9 แสนล้าน เจ๊งแน่ 7 แสนล้าน !!

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/15203

การเมือง.. เรื่องเงินๆ    พัสณช เหาตะวานิช    1 พ.ย. 2557

จำนำข้าว กู้มา 9 แสนล้าน เจ๊งแน่ 7 แสนล้าน !!

มหากาพย์เรื่องนี้ให้ดี คงต้องมีการบรรจุไว้ในแบบเรียนของนักเรียนประถมศึกษาในหมวด “โตไปไม่โกง”โดยต้องยกกรณีศึกษาจำนำข้าวไว้ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของนโยบายทางการคลังที่มีการโกง มีการทุจริตคอร์รัปชั่นที่สร้างมูลค่าเสียหายไว้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยวิธีการโกงทั้งหมด 4 ขั้นตอน 20 วิธีการ

จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 บัญชีจำนำข้าวก็ยังปิดไม่ได้เสียที สรุปตัวเลขที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นเพื่อให้เข้าในไปในทิศทางเดียวกันก่อนจะมาคำนวณไปพร้อมๆ กันในบทความนี้นะครับ

จำนำข้าวใช้เม็ดเงินภาษีโดยเป็นการกู้นอกระบบงบประมาณ โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันให้หน่วยงานรัฐที่ต้องเอาเงินไปให้ชาวนานั่นคือ ธ.ก.ส. นอกจากนี้ยังใช้วิธีการให้ธ.ก.ส.เอาสภาพคล่องออกไปจ่ายแทนก่อน แล้วกระทรวงการคลังจ่ายคืนทีหลังก็มี เหล่านี้รวมกันทั้งหมดเป็นเม็ดเงินกู้กว่า 8-9 แสนล้านบาท (ย้ำว่า ยังไม่รวมดอกเบี้ย ยังไม่รวม ค่าบริหารจัดการ)

มาดูด้านปริมาณกันบ้าง เงิน 8 แสนล้านบาทนั้น ไปรับจำนำข้าว จากชาวนารวมแล้ว 3 ปี 5 ฤดูกาล แบ่งเป็น ก้อนที่หนึ่งจำนวน 15 ล้านตันที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขายแล้วได้เงินเข้ามาแล้ว มีผลขาดทุนแล้วสองแสนกว่าล้าน ก้อนที่สองคือก้อนที่เหลืออยู่หรือขายไม่ออกนั่นเอง ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้คือ ก้อนที่สองนี่แหละครับ จำนวนทั้งสิ้น 18 ล้านตัน

นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกไว้เองว่า “รับยอดมาตั้งแต่ วันที่ 1 มิ.ย. 2557 ส่งยอดมาในจำนวน 18 ล้านตัน ได้มีการตรวจสอบซึ่งมีทั้งได้มาตรฐาน และไม่ได้มาตรฐานมีทั้งมาตรฐานต่ำและข้าวหาย โดยคณะกรรมการระบายข้าวจะสรุปกันภายในเดือนนี้”

ข้อเท็จจริงก็เป็นตามนายกฯ ว่าไว้นั่นแหละครับ คือ 18 ล้านตันแบ่งเป็นข้าวดี 10% หรือเกือบ 2 ล้านตันข้าวเสื่อมคุณภาพ 70% หรือกว่า13 ล้านตัน รวมสองข้อนี้ได้ 15 ล้านตันส่วนที่ไม่ระบุอีก 3 ล้านตัน ก็ตรงกับการสรุปขอกระทรวงการคลังว่ามี “ข้าวหาย” กว่า 3 ล้านตัน

กรณีข้าวหายขอให้จับตากันไว้ดีๆ ครับ สาเหตุเป็นเพราะมันจะไปเกี่ยวข้องโดยตรงต่อคดีความของพวกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ร่วมกันยักยอกข้าว โยงไปถึงการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตของนายกฯ กระทรวงการคลังโดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าว เปิดเผยอย่างขึงขังว่า“ไม่สามารถปิดบัญชีความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวได้เสร็จสิ้นตามที่ตั้งเป้าไว้ เนื่องจาก องค์การคลังสินค้า(อคส.)และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)ส่งตัวเลขข้าวที่เหลือในสต๊อกให้ไม่ครบแม้จะขยายเวลาหลายครั้งแล้ว”

ด้วยเหตุนี้เองตัวแทนจากสภาวิชาชีพบัญชีจึงไม่ยอมให้ปิดบัญชีเพราะผิดหลักการทางบัญชีทำให้ไม่สามารถรู้
ผลขาดทุนที่แท้จริงได้ กรณีนี้ไม่แน่ใจว่า เป็นการจงใจเล่นเกมเตะถ่วงของ หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์กับสภาวิชาชีพบัญชีที่ประธานคนก่อนก็ถ่อไปเป็นพยานให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ทางเราไม่อยากกล่าวหา แต่ขอตั้งข้อสังเกตหนักๆ เอาไว้ก็แล้วกันครับ

ตราบใดที่ยังปิดบัญชีข้าวไม่ได้ก็จะไปเอาผิดยิ่งลักษณ์เต็มปากเต็มคำไม่ได้ว่า ผลเสียหายจากการปล่อยปละละเลยของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกขช.(คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ)นั้นก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติในฐานะคนออกนโยบายชั่วๆ นี้ไว้อย่างไร

แต่กระนั้นก็ตาม…

ทางเราขออนุญาต เชิญชวนคุณผู้อ่านทุกท่าน มาคำนวณตามหลักฐานตัวเลขที่ปรากฏด้วยกันตามนี้ครับว่าผลขาดทุนจำนำข้าวนั้นป่านโน้นจนป่านนี้รวมกันแล้วเป็นจำนวนเท่าไหร่เข้าไปแล้ว

ว่ากันไปถึงตอนอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ปัจจุบันเป็นกรรมการป.ป.ช. คุณสุภา ปิยะจิตติ ปิดบัญชีข้าวเอาไว้ ณ พ.ค.2556 จำนวนเงินขาดทุน3.3 แสนล้านบาท และจำนวนนี้เองก็เป็นเลขแรกที่รับรู้โดยทั่วกันในสังคม และยังเป็นเลขที่ทำให้ กิตติรัตน์ณ ระนอง อดีตรมว.คลัง ต้องเสียผู้เสียคนเพราะดันให้สัมภาษณ์จนมีเทปออกรายการดังทางช่องสามไว้ว่า “หากผลเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้าน คงจะอยู่ไม่ได้” แต่ก็เห็นหน้าด้านอยู่ได้จนโดนศาลตัดสินให้พ้นตำแหน่งในคดีอื่น

ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการคำนวณตามนี้ครับ

ยิ่งลักษณ์ขายข้าวไปทั้งหมดในช่วงที่เป็นรัฐบาลจำนวนทั้งหมด 15 ล้านตันที่ราคารวม 1.82 แสนล้านบาท หารแล้วตกตันละ 12,000 บาทเท่านั้น แต่ราคาทุนข้าวสาร 28,000 บาท แปลว่า ยิ่งลักษณ์ขายขาดทุนตันละ 16,000 บาท คิดเป็นเงินรวมที่เอาภาษีคนไทยไปขายขาดทุนเสียโง่ให้คนทั้งโลกอย่างน้อย 2.4 แสนล้านบาทหากรวมดอกเบี้ยค่าบริหารจัดการเข้าไปด้วยก็ออกมาใกล้เคียงกับตัวเลขที่รองปลัดสุภาทำเอาไว้

ถัดมามีการประเมินตรวจโกดังแล้วพบว่าข้าวที่เสื่อมคุณภาพมีสูงถึง 70% หรือคิดเป็น 13 ล้านตัน ซึ่งจะขายได้แค่ตันละไม่เกิน 5,000 บาทเท่านั้น หากคิดที่ราคาต้นทุนเดียวกันจะขาดทุนคิดเป็นต่อ และผลรวมของการขาดทุนส่วนนี้จะสูงถึง 2.9 แสนล้านบาท แล้วยิ่งถ้ารวมข้าวที่หายไป 3 ล้านตัน แปลว่าต้องตัดหนี้สูญไปทั้งก้อนคูณต้นทุนเดียวกันเข้าไปแล้วจะกลายเป็นเจ๊งแน่ๆ อีก 84,000 ล้านบาท

สุดท้ายก็จะมีส่วนข้าวดีที่ยังพอมีเหลืออยู่ 2 ล้านตัน เท่านั้นที่พอขายได้หน่อย ในที่นี้หากเอาราคาข้าวดีตอนขายสมัยยิ่งลักษณ์มาคูณก็จะยังขาดทุนอีกอยู่ดีอีก 32,000ล้านบาท

ประเมินผลขาดทุนจากสมมุติฐานตัวเลขทางการและสถิติของรัฐบาลก่อนแล้วก็จะได้ ขาดทุนสรุปแล้วของรองสุภา 3.3 แสนล้าน ขาดทุนจากการขายข้าวเสื่อมสภาพ(หากขายได้) 2.9 แสนล้าน ขาดทุนจากข้าวหาย 84,000 ล้าน และขาดทุนจากการขายข้าวดีที่พอเหลืออยู่ 32,000 ล้านบาท รวมผลกรรมของชาติในครั้งนี้จาก “ขาดทุนจำนำข้าว” ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วเป็นจำนวนเงินประมาณ 7 แสนล้านบาท !!!!!

รัฐบาลมีแนวคิดจะยืดหนี้ 8-9 แสนล้านบาทนี้ออกไปให้นานๆ อาจนานถึง 30 ปี โดยการออกพันธบัตรระยะยาวมากๆ ให้ประชาชนมาซื้อ ขอบอกเลยครับว่า แบบนี้เรียกได้ว่า คนที่ซวยสุดๆ คือประชาชน 9 แสนล้านบาทนี้นอกจากจะถูกนำไปใช้ไม่เกิดประโยชน์ หนำซ้ำยังทำร้ายชาวนา เสียโอกาสพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ แล้ว ประชาชนยังต้องมาช่วยรัฐซื้อพันธบัตรเพื่อเอาไปใช้หนี้ก้อนนี้อีกรอบ อนาถชาติไทยจริงๆ

อย่างที่กล่าวไปในบทความสัปดาห์ก่อนครับว่า อย่างไรก็แล้วแต่ ก่อนจะมาให้ประชาชนช่วยแบ่งเบาภาระรัฐบาล รัฐบาลก็ต้องเอาผลการดำเนินการเอาผิดมาโชว์กางให้ประชาชนรับรู้เสียก่อนว่า สุดท้ายแล้วเจ๊งแน่เท่าไหร่ ใครทำเจ๊ง ไอ้ อี พวกนั้นมันต้องเข้าไปอยู่ในคุกให้เห็นกันจะจะ ถึงจะค่อยมาว่ากันเรื่องอื่น

ตอนนี้ขั้นตอนแบ่งเป็นสองเรื่องใหญ่ๆ คือ 1.โกงจริงๆโกงแบบผิดอาญา โดยรมว.พาณิชย์ บุญทรง เตริยาภิรมย์ ขี้ข้าเจ๊แดงพี่สาวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และพวกโดนชี้มูลไปแล้ว กับ 2.ปล่อยให้โกง นี่ก็ต้องจัดการเด็ดหัวตัวคนออกนโยบายซึ่งก็หมายถึงยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกฯ และประธานนโยบาย

เรื่องจริงเรื่องนี้สอนให้รู้ครับว่า นอกจาก ทักษิณจะหลอกน้องสาวมาให้กลายเป็นตัวบ้า ตัวโง่ ตัวเสนียดของคนทั้งประเทศแล้ว เจ๊แดงยังหลอกน้องสาวคนเดียวกันนี้ ให้ต้องมาเข้าคุกแทนตัวเองซะด้วย มั่นใจว่าคนไทยรอวันนั้นครับ

ถอดถอน… เสียที !!

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/15121

การเมือง.. เรื่องเงินๆ    พัสณช เหาตะวานิช    27 ต.ค. 2557

ถอดถอน… เสียที !!

ชนักติดหลังอันมหึมาชิ้นแรกของรัฐนาวาที่นำโดยพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคสช. ไม่ใช่ไม้จิ้มฟันอย่างกรณีไมโครโฟนฉาว ไม่ใช่เศษไม้ผุอย่างการทุ่มโพเดี้ยม ไม่ใช่ซุงลอยน้ำไร้ค่าอย่างการวิวาทะกับนักข่าว เหล่านั้นมันขี้ปะติ๋วชิ้นใหญ่สุดที่ว่าคือ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยสนช.”

ล่าสุด สำนวนเจ้าปัญหาคือสำนวนของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรานนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิฃ อดีตประธานวุฒิสภา ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า ทั้งสองร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวดที่มาส.ว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งกระบวนการ และทั้งเนื้อหา ต่อมาเรื่องจึงถูกส่งไปที่ป.ป.ช. และป.ป.ช.ก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาและชี้มูลไปแล้วเรียบร้อย

แต่สุดท้ายเกิดการรัฐประหารเสียก่อน เมื่อมีการยึดอำนาจ ก็เป็นธรรมดาที่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรต้องถูกยกเลิก เมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญก็ไม่มีวุฒิสภา เมื่อไม่มีวุฒิสภาก็ไม่มีองค์กรที่จะทำหน้าที่ถอดถอนตามกฎหมาย

หากแต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ได้ระบุไว้ในมาตรา 6 วรรคสอง ว่าให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทน ส.. .. และรัฐสภา

เรื่องก็น่าจะจบแต่เพียงเท่านี้ สนช.ควรรับหน้าที่ต่อจากวุฒิสภาในการถอดถอนนักการเมืองชั่ว…

แต่ไม่ใช่กับที่ประเทศไทย ประเทศที่มีนักกฎหมายที่หาช่องว่างทางกฎหมายแล้วตีความเข้าข้างตนเองและพวกเก่งที่สุดในโลก

ต้องทำความเข้าใจอีกประเด็นหนึ่งว่า นอกเหนือจากนายสมศักดิ์และนายนิคม ยังมีอีกหลายสำนวนที่รอจ่ออยู่ที่ป.ป.ช. เพื่อส่งต่อให้สนช.ถอดถอน ทั้งอดีต 39 ส.ว. และอดีตส.ส.อีกเกือบ 300 คน ในคดีเดียวกันคือ แก้รัฐธรรมนูญ รวมไปถึงเรื่องใหญ่กระทบต่อตัวแม่ตัวใหญ่นั่นคือคดีทุจริตจำนำข้าวของน..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หากนับจำนวนคนที่จะต้องเดือดร้อนหาก สนช.มีอำนาจถอดถอน ก็พูดง่ายๆว่าจะมีคนตายจากการเมืองไปห้าปีอย่างต่ำๆก็สามร้อยกว่าคน หายไปครึ่งสภาและที่มากไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็กำหนดไว้ด้วยว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับใหม่จะห้ามมิให้นักการเมืองผู้เคยถูกถอดถอน หรือถูกชี้มูลความผิดว่าทุจริตลงเล่นการเมือง ตลอดชีวิต”

ห้าปีก็ว่าแย่แล้ว นี่จะเพิ่มเป็นตลอดชีวิต กระบวนการต่อต้านอำนาจถอดถอนของสนช.จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างร้อนแรง

เริ่มจากข้ออ้างทางกฎหมายที่ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี50 ถูกยกเลิกไปแล้ว ความผิดทั้งหลายที่มีฐานความผิดตามรฐธรรมนูญก็ต้องถูกยกเลิกไปด้วย

ป.ป.ช.แก้ลำด้วยการทำสำนวนเพิ่มตามฐานความผิดพระราชบัญญัติประกอยรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต ที่ยังประกาศใช้อยู่ พวกร้อนตัวก็รีบออกมาแก้ลำว่า รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้ว จะไปเอากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ามาตัดสินได้อย่างไร

(นี่จะเป็นบรรทัดฐานอันเลวทรามสำหรับกฎหมายไทยต่อไป มีอย่างที่ไหน คนทำผิด แต่พอกฎหมายเลิกไป ความผิดก็หายไปด้วย)

เรื่อยไปจนถึงกระทั่ง หากสนช.ถอดถอนจะเป็นการฆาตกรรมหมู่ทางการเมืองและเป็นการใช้การรัฐประหารล้างบางกลั่นแกล้งขั้วอำนาจเดิม

(ถ้าขั้วอำนาจเดิมไม่ทำผิด ไม่ว่าจะกี่สิบคสช. กี่ร้อยประยุทธ์ก็ไปเอาผิดท่านไม่ได้)

นี่คือเรื่องราวอันน่าเศร้าของฝั่งที่ดิ้นพราดเพราะจะถูกถอดถอน หันมาดูเรื่องที่น่าเศร้ากว่าของฝั่งที่จะลงดาบถอดถอนคนผิดกันบ้าง ที่ว่าน่าเศร้ากว่าเพราะดาบอยู่ในมือแต่ไม่กล้าฟัน

จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวมิได้บัญญัติหมวดการถอดถอนเอาไว้ แต่ในมาตรา 5 และ 6 ก็ได้ให้อำนาจครอบคลุมไว้แล้วว่าสามารถทำได้ หลายคนตั้งคำถามว่าหากสนช.ไม่ถอดถอนครั้งนี้ก็หมายความว่าต่อจากนี้ไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยก็จะไม่มีองค์กรไหนถอดถอนนักการเมืองชั่วได้เลย เพราะสนช.ท่านไม่ทำ

ความผิดปกติอีกอย่างคือ ในสนช.เองก็ปรากฏชื่อนักการเมืองที่อยู่ในสำนวนถอดถอนถูกเลือกเข้ามาเป็นสมาชิก มากไปกว่านั้นในสภาปฏิรูปแห่งชาติก็มีนักการเมืองที่อยู่ในสำนวนถอดถอนเข้าไปเป็นสมาชิกถึงสองคน

เขาทำผิด ชื่อก็อยู่ในสำนวนที่ป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว คสช.จะเลือกเขาเข้าไปทำไมให้สังคมเคลือบแคลงใจ

ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สนช.ประชุมแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งหน้าที่นี้เป็นของวุฒิสภาตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ50

อ้าว รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ไม่ได้เขียนไว้ให้ท่านแต่งตั้งผู้ตรวจการ มันเป็นอำนาจของวุฒิสภา ทีถอดถอนไม่ทำ ทีแต่งตั้งดันสะเออะไปทำหน้าที่แทนวุฒิสมาชิกซะฉิบ

สองมาตรฐานชัดๆ

ท้ายสุดเรื่องถอดถอนที่ตามจริงแล้วเมื่อสนช.รับเข้าสู่วาระ ท่านมีเวลา 30 วัน ในการพิจารณาว่าจะถอดถอนหรือไม่ แต่ที่ตลกคือ สุดท้ายท่านก็ขอมติที่ประชุมยกเว้นข้อบังคับไปอีก เรื่องถอดถอนก็เลยถูก “แขวนไว้” ไม่รู้จะเข้าสู่วาระการประชุมอีกเมื่อไร คงต้องรอให้สิ่งศักดิ์สิทธื์ในบ้านนี้เมืองนี้ดลบันดาลใจให้ท่านคิดได้ ถึงจะนำเข้าสู่วาระซะล่ะมั้ง

แล้วไอ้ข้ออ้างเรื่องที่ต้องอ่านสำนวนถอดถอนหลายพันหน้านี่ก็อย่าอ้างเลยครับ มันฟังดูปัญญาอ่อนสำหรับคนระดับสนช.ที่ดันไม่ประสีประสาข้อกฎหมายง่ายๆอย่างเช่นการถอดถอน และทั้งหมดทั้งปวงป.ป.ช.เขาก็สรุปไว้ให้เสร็จแล้วเรียบร้อย เคี้ยวจนละเอียด คายออกมาป้อนเข้าปากให้แล้วยังไม่ยอมกลืน

                เข้าใจว่าไอ้ที่จะโดนถอดถอนก็ใหญ่คับฟ้าคับแผ่นดินกันทั้งนั้น แต่ขอโทษเถิดท่าน ไอ้ที่ว่าใหญ่นักใหญ่หนานั่นมันคนชั่ว คนฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าสนช.ไม่ทำ บอกได้คำเดียวว่ารัฐประหารครั้งนี้ เสียของ”

 

หากแยกไม่ออกระหว่างการปรองดอง กับ การลงโทษคนผิด หากกลัวว่าถอดถอนแล้วจะสร้างศัตรูเพิ่ม หากกลัวว่าถอดถอนไปแล้วนักการเมืองระดับบนจะหมดสิทธิ์เล่นการเมืองไปอีกหลายคน หากหวังว่าจะเอาใครบางคนมาเป็นแนวร่วมในอนาคตจึงไม่อยากถอดถอน หากกลัวว่าถอดถอนแล้วการเมืองบนถนนจะกลับมา หากกลัวไปต่างๆนานา ประชาชนฉลาดพอที่จะตามทันว่า ท้ายสุดแล้ว การเมืองนี่โคตรสกปรก

คุยกัน ตกลงกัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างเป็นการต่างตอบแทน ปิดบังอำพรางความผิดให้กันได้ กฎหมายประเทศนี้ไม่เคยศักดิ์สิทธิ์

และก็ไม่ต้องไปคิดว่าจะ ปฏิรูป”

หนี้จำนำข้าว คือหนี้ของคนไทยทุกคน

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/15099

การเมือง.. เรื่องเงินๆ    พัสณช เหาตะวานิช    25 ต.ค. 2557

หนี้จำนำข้าว คือหนี้ของคนไทยทุกคน

วันนี้ขออนุญาตนำบทความของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณกรณ์ จาติกวณิช ที่ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ “หนี้จำนำข้าว” มาขยายความกันต่อครับ

หนี้จำนำข้าวแน่นอนชัดเจนที่สุดแล้วว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทยได้ใช้นโยบายการคลังที่เป็นนโยบายหลักชูนำการหาเสียงมาตั้งแต่ตอนเริ่มแรกของการเข้ามาในวงการการเมืองไทย นั่นคือนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น หลายต่อหลายคนไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ หรือแม้แต่อดีตข้าราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานด้านการเกษตรและการคลัง ก็ได้แสดงความเห็นในเชิงเป็นห่วงเป็นใยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นระบบการค้าข้าว วิถีแห่งการปลูกข้าว การควบคุมดูแลคุณภาพข้าว ในภาพใหญ่ก็ลามบานปลายไปจนมีปัญหาต่อกรอบความยั่งยืนทางการคลัง สุ่มเสี่ยงต่อการเสียวินัยการคลัง

เมื่อประเทศชาติมีหนี้จำนวนสูงถึง 8 แสนล้านบาทที่ก่อขึ้นมาภายในรัฐบาลเดียวในระยะเวลาเพียง 2 ปี 9 เดือน 2 วัน ภาระในการชำระหนี้ทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นของคนไทยทุกคน รัฐบาลยุคถัดไปต้องนำเงินภาษีมาชำระหนี้ที่ไปกู้มาทั้งจำนวน รัฐบาลใหม่ตอนนี้อยู่ในสภาพหลังพิงฝา เงินงบประมาณทำอะไรไม่ได้มากงบประมาณรายจ่ายประจำบานปลาย งบลงทุนแทบไม่เหลือมากพอให้ได้นำไปใช้ลงทุนให้เกิดงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจำเป็นที่จะต้องหามาตรการต่างๆ นานา สารพัดจะปวดหัวมาเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาหนี้ก้อนโตก้อนนี้

เรามาเข้าเรื่องสู่บทความคุณกรณ์ ที่จะขยายความในประเด็นนี้กันต่อไปเลยครับ คุณกรณ์เขียนไว้ว่า “หนี้จำนำข้าวของคนไทยทุกคน” ตอกย้ำว่า หนี้ใดๆ ก็แล้วแต่ที่รัฐบาลใดก็แล้วแต่ก่อขึ้นมา ภาระทั้งหมดนั้นตกเป็นภาระผูกพันของคนไทยทั้งชาติทันที

ต่อมา รมว.คลังก็นำแนวคิดของสบน.ว่าจะมีการยืดหนี้ โดยคุณกรณ์บอกว่า “แนวคิดรัฐบาลที่จะออกพันธบัตร 30 ปี มูลค่ารวม 800,000 ล้านบาท เพื่อมาชดเชยความเสียหายจากโครงการจำนำข้าวรวม 5 ฤดู เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ”

คุณกรณ์อธิบายไว้ว่า

“ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะถ้าต้องตั้งงบประมาณมาชดเชยด้วยเงินภาษี (เหมือนในงบปีปัจจุบันที่ตั้งงบชดเชยจำนำข้าวไว้ 70,000 ล้านบาท) จะมีผลกระทบกับการพัฒนาประเทศไปอีกร่วม 10 ปี จึงมีความจำเป็นต้องแยกส่วนภาระนี้ออกมา เพื่อเฉลี่ยการชำระออกไป และการออกพันธบัตรนี้คือ การบังคับให้มีการปิดบัญชีที่ชัดเจน มิเช่นนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบในกระทรวงพาณิชย์ก็จะถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ ยังไงๆ เราหนีความเสียหายประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้ครับ ใครที่วันนี้อายุ 30 ต้องทำงานผ่อนชำระหนี้นี้จนเกษียณ ใครอายุเท่าผมคงต้องรับภาระไปจนตาย”

นี่คือประเด็นทางบวกของการต้องออกพันธบัตรนี้ออกมา โดยสรุปคือ ก็ต้องยืดหนี้เพื่อให้พอมีเงินคล่องตัวมากขึ้นในการจะเอาไปทำอะไร ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเอาเงินไปจ่ายหนี้จำนำข้าวกับดอกเบี้ยมหาศาลจนประเทศชาติไม่เป็นอันลงทุนอะไร

ทั้งนี้ทั้งนั้นประเด็นอุปสรรคของการออกพันธบัตรแบบนี้ ก็มีอยู่เช่นเดียวกัน

“ปัญหาคือ ที่รัฐบาลบอกว่าจะขายพันธบัตรนี้ให้คนไทย แต่ที่ผ่านมาคนไทยไม่นิยมซื้อพันธบัตรอายุยาวกว่า 5 ปี และเงิน 8 แสนล้าน จะมีผลกระทบต่อการดูดสภาพคล่องออกจากระบบอย่างมาก ถ้าจะเดินหน้าจริง กระทรวงการคลังคงต้องพิจารณารายละเอียดวิธีการเพิ่มเติม ที่ต้องมาปวดหัวเวียนเกล้ากัน ก็เพราะความเสียหายครั้งนี้ใหญ่หลวงจริงๆ”

นับว่านี่คืออุปสรรคของข้าราชการกระทรวงการคลังที่จะต้องไปหาทุกวิธีที่จะทำให้พันธบัตรนี้มีเสน่ห์น่าสนใจต่อบุคคลที่มีกำลังซื้อ แต่ประเด็นคือ กำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่อาจจะใกล้ชิดกับคนออกนโยบายนี้ด้วยซ้ำไป

คุณกรณ์ย้ำประเด็นที่สำคัญที่สุดเอาไว้ตอนท้ายเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ชัดเจนรู้โดยทั่วกันและตอนนี้ก็กำลังรอผลของกระบวนการยุติธรรมจาก ป.ป.ช. อัยการสูงสุด และศาลอยู่ครับว่า ผลจะออกมารูปแบบไหน

คุณกรณ์บอกต่อไปว่า “ส่วนที่ทำใจยากคือประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่ที่คนไม่กี่คน ชาวนาก็ยังจนเหมือนเดิม ส่วนคนโกงยังลอยตัว

ครั้งที่แล้วที่ต้องมีการออกพันธบัตรลักษณะนี้คือ “หนี้กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน” เพื่อชดใช้ความเสียหายจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 และจนถึงวันนี้หนี้นี้ยังใช้ไม่หมด ดังนั้นพันธบัตร “จำนำข้าว” ควรมีเงื่อนไขการชำระในแต่ละปีที่รวมเงินต้นด้วย มิเช่นนั้นหนี้ก้อนนี้จะกลายเป็น “หนี้สาธารณะถาวร” เหมือนหนี้กองทุนฟื้นฟู

ในสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งมีการฟ้องร้องผู้บริหารสถาบันการเงินจำนวนมากไล่ไปถึงผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ส่วนวันนี้ความผิดยิ่งชัด เพราะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ (ป.ป.ช.) ได้เตือนรัฐบาลอย่างชัดเจนถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น”

เอาว่า ต้องจับคนผิดให้ได้ก่อน ปิดบัญชีข้าวให้ได้ทั้งหมดเพื่อจะได้รับรู้ทั่วกันว่า ผลเสียหายจากนโยบายนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่กันแน่ ข้าวดีข้าวเสียมีเท่าไหร่ จากนั้นเราจะได้รู้กันว่า ผลเสียหายของนโยบายนี้ มากมายมหาศาลกว่า 8 แสนล้านบาท เท่าไหร่อย่างไร

คุณกรณ์จบการแสดงความเห็นในเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นบรรทัดฐานหลักการบริหารบ้านเมือง คนไทยไม่มีสิทธิปฏิเสธร่วมแบกหนี้ 30 ปีนี้ แต่เรามีสิทธิเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมทำงาน ถ้ารัฐบาลต้องการให้ประชาชนคนไทยมาช่วยแบกรับภาระหนี้นี้ ด้วยการร่วมซื้อพันธบัตร ก็ขอให้ช่วยลงโทษทุกคนที่ทำผิดกฎหมายจนเกิดความเสียหายถึงขนาดนี้ด้วยครับ”

น่าสนใจนะครับ ว่าสุดท้ายจะจบลงยังไง ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์ซื้อพันธบัตรคนหนึ่ง ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่จะบอกรัฐบาลใหม่นี้ว่าก่อนจะเอาพันธบัตรนี้ออกมาช่วยจัดการเอาคนผิดลงโทษ ปิดบัญชีจำนำข้าวสร้างความกระจ่างให้สังคมได้รับรู้กันทั้งหมดก่อนจะผลักภาระมาให้ประชาชนต้องช่วยรัฐบาลอีกครั้งด้วยการต้องควักเงินออกมาซื้อพันธบัตรระยะยาวมากนี้ช่วยรัฐบาล

ชาวนาเผาตัวตาย มรดกบาปรัฐบาลยิ่งลักษณ์

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/15004

การเมือง.. เรื่องเงินๆ    พัสณช เหาตะวานิช    20 ต.ค. 2557

ชาวนาเผาตัวตาย มรดกบาปรัฐบาลยิ่งลักษณ์

สัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวสังคมเคล้าการเมือง ที่ฟังดูแล้วน่าหดหู่อย่างมาก คือ ข่าวการเผาตัวเอง เพราะปัญหาหนี้สินเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกรยากจนชาวลพบุรี ทำให้ฉุกคิดอะไรต่ออะไรต่อไปได้อีกไม่น้อยครับ

เท้าความกันก่อนครับ เพื่อจะได้ปะติดปะต่อกันได้โดยมีหลักฐานตัวเลขอ้างอิง

กรณีนี้ขอนำตัวเลขแบงก์ชาติ ประกอบกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย เรื่องหนี้ครัวเรือน ก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศนั้น ระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับปกติที่ 55% ของ GDP แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์บริหารประเทศด้วยนโยบายการคลังที่เน้นประชานิยมสร้างหนี้มอมเมาประชาชน บริหารไป 2 ปี 9 เดือน 2 วัน หนี้ครัวเรือนพุ่งเป็น 81% ของ GDP เท่านั้นไม่พอ ยังคงเพาะเชื้อนโยบายคลังเอาไว้ คาดปีนี้พุ่งต่อเป็น 85% ของGDP

จนเป็นสาเหตุให้คนไทยทุกระดับกลายเป็นหนี้กันไปทั้งระบบ ก็อย่างที่ย้ำครับ สาเหตุหลักเพราะนโยบายการคลังของรัฐบาลที่แล้วมุ่งเน้นในการ “สร้างหนี้” แต่ไม่สร้างรายได้ แถมยังมีนโยบายที่ทำให้ต้นทุนสินค้าพื้นฐานเพิ่มเป็นค่าใช้จ่ายของประชาชนอีกมากทีเดียว

ในส่วนของคนรายได้น้อย หรือกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มีจำนำข้าว ที่เน้นให้กู้หนี้ยืมสินทั้งโดยเกษตรกรเอง และโดย “บัตรเครดิตเกษตรกร“ที่รัฐแจกให้แบบไม่ต้องมีอะไรมาค้ำประกัน ทั้งนี้เพื่อเร่งให้เขาเพาะปลูกเอา “ปริมาณ” เป็นหลัก ไม่เน้นคุณภาพหรือความเหมาะสม แต่แล้วพอผลผลิตออกมาดันไปติดหนี้เขาอีกเป็นครึ่งปี หนี้สินก็พัวพันกันไปหมด

พอมาดูชนชั้นกลางอันนี้ก็ชัดว่า “รถคันแรก” สร้างหนี้ไปล้านกว่าคน เลิกผ่อนโดนยึดเข้าสู่กระบวนการศาลก็มีให้เห็นแล้วด้วยเช่นกัน

พอถอยออกมามองทั้งระบบมหภาคก็พบอีกว่า นอกจากจะสร้างหนี้แล้ว ยังเพิ่ม “ค่าใช้จ่าย” ให้ประชาชนอย่างคาดไม่ถึง ปีแรกมีปรากฎการณ์ “แพงทั้งแผ่นดิน” สาเหตุเพราะบริหารนโยบายพลังงานล้มเหลว จนเป็นปัญหาเรื้อรังเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ กองทุนน้ำมันที่เคยบวกก็ลบ ราคาแก็สที่เคยเหมาะสมก็พุ่งสูงลอยตัว ซ้ำเติมประชาชนอย่างสาหัส

พอมาดูขา “รายได้” กลับกลายเป็นว่า ค่าแรง 300 บาท กับ เงินเดือน 15,000 บาทที่ให้ไปนั้นกลายเป็น”ต้นทุน” ให้ผู้ประกอบการเอาไปเป็นต้นทุนทวีคูณพุ่งไป แต่คนที่ได้เงินจำนวนนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง มีไม่มากเท่าคนที่ต้องมาเสียรายจ่ายเพิ่มไปกับการเพิ่มรายได้ทั้งระบบแบบไม่ได้มีการวางแผน

ฝ่ายค้านเขาก็ทำได้เพียงพร่ำบอกอภิปรายในสภามาโดยตลอดไงครับว่า ผลร้ายจะตามมายังไง อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรต้องศึกษาก่อน อะไรไม่พร้อม จนแล้วจนรอด รัฐบาลดื้อดึง มาถึงวันนี้เรื่องคนจุดไฟเผาตัวฉุกกลับมาทำให้รู้สึกอีกครั้ง แต่ที่ความละเหี่ยใจเพลียใจยิ่ง คือ เมื่อเห็นบทสัมภาษณ์ของคนจากฝั่งรัฐบาลเพื่อไทย ยังคงดักดานโทษรัฐบาลทหารที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน งบประมาณปีใหม่ก็เพิ่งได้ใช้ คนเพื่อไทย กลุ่มลิ่วล้อรัฐบาลเก่าไม่ได้ชะโงกดูกะลาหัว ผู้นำรัฐบาลสมัยตัวเองเลยแม้แต่น้อยว่า ต้นเหตุที่แท้จริงคือพวกตนนั่นแหละ ที่ทำฉิบหายเอาไว้

อีกเรื่องที่ประเด็นนี้สามารถสะท้อนปัญหาสังคมได้อีกคือ สื่อ(ขอย้ำว่าบางกลุ่มบางพวกนะครับ สื่อดีๆก็มีเยอะ) สื่อสมควรต้องสังคายนา ช่วงนี้นอกจากจะเรียกร้องเสรีภาพเกินหน้าคุณภาพแล้ว วันนี้ยังเห็นได้อีกว่า เกินหน้าสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรมไปอีกเยอะเลย คนกำลังจะเผาตัวแท้ๆ กล้องพร้อม ขาพร้อม รอกดชัตเตอร์ แต่ไม่ได้มีกะใจจะช่วยเหลือเขาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนปัญหาของเกษตรกรคนนี้ เขาชี้แจงในจดหมายว่า เพราะปัญหา “หนี้สิน” โดยเฉพาะเรื่อง“ที่ดินทำกิน” หรือที่นาในการทำการเกษตรนั่นแหละครับ เรื่องนี้นับเป็นค่าเสียโอกาสครั้งใหญ่ของการมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ต้องแลกมาด้วยการไม่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์ 2  เพราะตอนนั้นเราเริ่มนโยบาย 1.โฉนดชุมชน 2.ธนาคารที่ดิน โดยทำมาได้แล้วเป็นรูปธรรม มีพื้นที่นำร่องแล้วระยะหนึ่งยุบสภาไป เขาก็ไม่สานต่อเลย อะไรดีๆ ไม่ทำ หลักการคือ เอาที่ดินรัฐ หรือที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ไปเป็นที่ทำกินให้คนที่ไม่มีแม้แต่จะอาศัยหรือปลูกอะไรเป็นของตัวเองแบบนี้แหละ ภาษีที่ดินที่เราผลักดันมายิ่งลักษณ์ก็ถีบตก มันสะท้อนกันอย่างบูรณาการไปหมดครับว่า ความล้มเหลวของประเทศในการมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 ปี 9 เดือน 2 วันนั้น มันมหาศาลในทุกมิติแค่ไหน

ส่วนในทางกฎหมาย มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ฉบับที่นับเป็นค่าเสียโอกาสครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่มีรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ ร่างพรบ.2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ เจือจุน ดูแลเกษตรกรผู้ยากไร้ในกรณีนี้คือ ร่างพรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และร่างพรบ.ทวงถามหนี้ฯ

ถามว่า ทั้ง 2 กฎหมายนี้ที่มาที่ไปเป็นยังไง เอาง่ายๆ คือ เป็นกฎหมายที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ร่างเอาไว้ ผ่านมติครม.เพื่อเตรียมส่งต่อในชั้นสภาฯ ให้มีการพิจารณาออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พอชนะเลือกตั้งเข้ามาก็ตีตก ร่างพรบ.ภาษีที่ดินฯทันที ส่วนร่างพรบ.ทวงถามหนี้นั้น ก็ดองเอาไว้นานจนเกือบยุบสภาแค่เดือนเดียว เพิ่งจะหยิบขึ้นมาดูกัน

ร่างพรบ.ภาษีที่ดินฯ อันนี้ชัดเจน หลักใหญ่ใจความคือ เก็บภาษีจากคนรวยที่มีที่ดินมากๆลดการจูงใจในการที่คนรวยจะถือครองที่ดินเปล่าๆ ไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการกระจายที่ดินทำกินให้กับผู้ต้องการใช้ทรัพยากรนั้นๆอย่างแท้จริง นอกจากนี้ในแผนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รมว.คลัง กรณ์ จาติกวณิช เตรียมแผนที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นคือ การระบุให้ชัดเลยว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บมาจากภาษีที่ดินจะต้องถูกจัดสรรงบประมาณสำหรับนำไปใช้เพื่อเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินทำกินเป็นกี่ % ของที่เก็บได้ก็ว่ากันไป โดยอาจนำไปใช้ผ่านนโยบายหรือโครงการธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน ที่ก็เริ่มทำมาอย่างจริงจังแล้วเช่นกันโดยรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ส่วนร่างพรบ.ทวงถามหนี้ฯ หากรีบนำมาประกาศใช้ การทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม ขู่เข็ญ รีดไถ โดยเฉพาะกับเกษตรกรผู้ไม่มีทางสู้ก็จะลดลงได้เยอะ เนื้อหาของร่างพรบ.ฉบับนี้ หลักๆ คือ 1. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง 2. กำหนดให้คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้เป็นผู้กำกับดูแลการทวงถามหนี้ของ ผู้ทวงถามหนี้และพิจารณาข้อร้องเรียนต่างๆ 3. กำหนดวิธีปฏิบัติในการทวงถามหนี้ เช่น ผู้ทวงถามหนี้ต้องแสดงตนโดยแจ้งชื่อสกุล ชื่อหน่วยงานต้องติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้หรือบุคคลที่ลูกหนี้ได้ระบุไว้ ติดต่อได้ในเวลา 09.00 น. ถึงเวลา 20.00 น. เป็นต้น 4. กำหนดข้อห้ามในการทวงถามหนี้ลักษณะต่างๆ เช่น การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่น ถากถาง หรือเสียดสีต่อลูกหนี้หรือผู้อื่น การแสดงหรือการใช้เครื่องหมายหรือเครื่องแบบ สัญลักษณ์ หรือข้อความใดๆ ที่อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น และ 5. มีบทกำหนดโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างชัดเจน ทั้งโทษทางปกครอง และโทษทางอาญา

เมื่อดูในไทม์ไลน์ของร่างพรบ.ทวงถามหนี้ พบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช นำร่างพรบ.ทวงถามหนี้ฯ เข้าขอมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีรัฐบาลอภิสิทธิ์ และได้รับการเห็นชอบในวันเดียวกัน จากนั้นก็ส่งให้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11) ได้ตรวจพิจารณา แต่กว่า กฤษฎีกาจะทำเสร็จนั้น ก็ปาไปข้ามปี เสร็จวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาไปเสียแล้ว แต่ร่างฯ ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็กลับไปที่กระทรวงการคลังพร้อมส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ยืนยันร่างฯ หลังจากนี้ต่อไป

แต่ก็เอาอีกแล้ว อย่างที่กล่าวไปข้างต้น กว่าครม.ยิ่งลักษณ์ จะเรียกเรื่องนี้กลับมาพิจารณาใหม่ ปาไปโน่นอีก 2 ปีหลังรับตำแหน่ง ซึ่งเป็นระยะเวลาไม่กี่เดือนก่อนยุบสภา จะมาอ้างว่า ช่วงนั้นมีเหตุทางการเมืองไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดจะทำให้ไวเลย ทั้งที่รัฐบาลก่อนเขาเตรียมไว้เสร็จอยู่แล้ว ครม.ยิ่งลักษณ์ ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2556 เพิ่งจะเห็นชอบร่างพรบ.ทวงถามหนี้ แต่แล้วก็ยุบสภาไป

จนกระทั่งตอนนี้.สนช.รับหลักการ ร่างพรบ.ทวงถามหนี้ฯ สำเร็จเรียบร้อยวาระแรกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557 จากนี้เป็นขั้นตอนทางนิติบัญญัติต่อไป มั่นใจอย่างยิ่งว่า หากมีพรบ.นี้เสียตั้งแต่ตอนนั้น เหตุการณ์ที่ลูกหนี้เกษตรกรยากไร้ต้องกดดันถึงขนาดยอมปลิดชีวิตตัวเองด้วยการจุดไฟเผาคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเรื่องนี้ ปัญหาเกษตรกร ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทิ้งเอาไว้เป็นมรดกบาปให้รัฐบาลประยุทธ์ต้องคอยแก้ไขต่อไป เอาใจช่วยเต็มที่ครับ

ปฏิรูปการเงินการคลัง สั่งลา “ประชานิยม”

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/14980

การเมือง.. เรื่องเงินๆ    พัสณช เหาตะวานิช    18 ต.ค. 2557

ปฏิรูปการเงินการคลัง สั่งลา “ประชานิยม”

“ประชานิยม”เป็นคำอันน่าหวาดผวาสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน ก่อนนี้ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็น 1 ใน 13 ประเทศในโลกเท่านั้น ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่วิกฤติสงครามโลกครั้งที่ 2 หากจะหาเพื่อนร่วมเกียรติคุณดีเด่นด้านเศรษฐกิจนี้ก็คงเป็น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ฯลฯ

แต่เขาไปถึงไหนกันแล้ว เราทำไมยังอยู่ตรงนี้ สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะอยู่ๆ เราก็เจอต้มยำกุ้งต่อมาเราดันเจอนโยบายการคลังของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่เคล้าไปด้วยทุจริตคอร์รัปชั่นระดับตำนานกว่า 7 ปี เท่านั้นไม่พอครับ ผ่านเงื้อมมือไทยรักไทยมาได้เราก็ทะยานขึ้นเป็น ประเทศอันดับ 2 ของโลกที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์ได้ในปี 2553 เพราะโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลอภิสิทธิ์พรรคประชาธิปัตย์ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ต้องมาตกม้าตายเพราะนารีไม่มีสมองอีกรอบหนึ่ง จนกระทั่งสุดท้ายเราก็ติดวังวนเดิมคือการรัฐประหารอีกรอบจนได้

ประชานิยมที่สร้างความเข็ดขยาดให้ประชาชนชาวไทยที่จำฝังแน่นได้ดีที่สุดคือ นโยบายอภิมหาประชานิยมจำนำข้าว ที่สร้างภาระการคลัง 8 แสนล้านบาท ขาดทุน 5 แสนล้านบาท ข้าวล้นเน่าคาโกดังกว่า 18 ล้านตัน ขายไม่ออก ราคาข้าวตกต่ำ เสียแชมป์ส่งออกครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ เสียแชมป์คุณภาพข้าวให้ประเทศอย่างกัมพูชา นอกจากนั้นยังมีนโยบายประชานิยมสร้างหนี้อื่นๆ ตามมาอีกเป็นขบวนไล่ตั้งแต่ รถคันแรก ที่ฆ่าคนชั้นกลางทางอ้อมด้วยกับดับเครดิตบูโร ยัดบัตรเครดิตเกษตรกรใส่มือเกษตรกรยากจน แล้วยังมีกองทุนมอมเมาต่างๆ อีกมากมายที่ส่งคนในพรรคการเมืองของรัฐบาลที่แล้วไปหากินกันบนภาระหนี้สินของประชาชน

แต่แล้ววันนี้ ทุกคนได้ลืมตาอ้าปากกันแล้ว ไม่มากก็น้อย

ที่บอกว่าไม่มาก ก็เพราะรัฐบาลปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีผลสัมฤทธิ์ทางนโยบายให้เห็นมากขนาดนั้น ตอนนี้แค่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมล้างขี้เช็ดเยี่ยวความล้มเหลวของรัฐบาลก่อน ก็แทบไม่มีเวลาแล้ว แต่ที่ได้ลืมตากันขึ้นมาโงหัวดีหน่อยก็เป็นเพราะ รัฐบาลนี้เด็ดขาดฟันฉับ ไม่สานต่อประชานิยมใดๆ ของรัฐบาลนารีไม่มีสมองเลยแม้แต่น้อย ประหยัดภาษีประชาชนไปได้มากโข

บรรยากาศบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยการปฏิรูปเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาดีงามมากที่จะมีการระดมสมองรวบรวมข้อมูลปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้าน”การเงินการคลัง” บทความวันนี้ขออนุญาตนำข้อเสนอของหลายต่อหลายกลุ่ม ที่มีแนวคิดปฏิรูปประเทศด้านการเงินการคลังมาให้ได้อ่านอย่างชื่นใจ เพราะหากเอาแนวทางเหล่านี้ไปใช้กันอย่างเคร่งครัดแล้วล่ะก็ สั่งลานโยบายประชานิยมได้เลย นั่นหมายความว่า สั่งลานักการเมืองมักง่ายที่หากินคะแนนเสียงกับเงินงบประมาณได้เลยเช่นเดียวกัน

แนวทางแรกคือ Thai PBO โดย TDRI สำหรับ ThaiPBO อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยแต่สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว รวมไปถึงประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ หรือแม้กระทั่งประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศก็นำเอาหลัก PBO หรือ Parliamentary Budget Officeมาใช้แล้วเช่นเดียวกัน ดร.สมชัย จิตสุชน แห่ง TDRI บอกว่า แม้แต่ พม่าที่เพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นานก็มีการนำมาใช้แล้ว

หลักใหญ่ใจความของ PBO นี้คือ เพื่อมุ่งด้านการพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์งบประมาณและการวิเคราะห์การคลัง ก็ได้มีพัฒนาการอีกด้านหนึ่งที่คู่ขนานกับการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาที่กล่าวถึงข้างต้น คือ มีโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยสถาบันพระปกเกล้า (KPI) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ทำการศึกษา “โครงการส่งเสริมการจัดตั้งหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณแผ่นดินประจำรัฐสภา” ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารโลก เป็นโครงการวิจัยระยะปานกลางที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์งบประมาณและการคลังที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและไม่เลือกข้าง (nonpartisan) มีความน่าเชื่อถือทางวิชาการ มีการเผยแพร่ผลงานในวงกว้าง โดยให้บริการทั้งสมาชิกรัฐสภาและประชาชนทั่วไป และในปัจจุบันได้ทำการจัดตั้งทีมงานภายใต้โครงการนี้ ซึ่งเรียกตัวเองอย่างไม่เป็นทางการว่า Thai Parliamentary Budget Office หรือ ThaiPBO นั่นเองครับ

นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI อีกท่านได้มีข้อเสนอเอาไว้ 7 ข้อสำหรับขับเคลื่อน Thai PBO ดังต่อไปนี้

1. ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา เพื่อความมั่นคงขององค์กร

2. พ.ร.บ.ต้องระบุอำนาจหน้าที่ชัดเจนว่า ต้องครอบคลุมถึงการวิเคราะห์เงินนอกงบประมาณ และองค์กรกึ่งการคลัง ที่เอาเงินไปใช้โครงการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น กรณีโครงการจำนำข้าว เป็นต้น

3. Thai    PBO ต้องมีอำนาจเข้าถึงข้อมูล ดังนั้นต้องกำหนดโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ปกปิดหรือไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล มิฉะนั้นจะกลายเป็นเสือกระดาษ

4. คณะกรรมการบริหารควรแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกมีลักษณะสองขั้วคือมีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล และอีกส่วนจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งควรจะต้องมีจำนวนมากกว่า ที่สำคัญ คณะกรรการต้องรับประกันความมีอิสระขององค์กร โดยควรจะระบุในกฎหมายด้วย

5. การเลือกตั้งผู้อำนวยการ ต้องมาจากกรรมการสรรหาแบบสองขั้ว โดยใช้การโหวตเสียงข้างมากในการแต่งตั้ง

6. งบประมาณต้องถูกตรวจสอบด้วย เนื่องจากเป็นเงินของประชาชนที่ไม่ผ่านรัฐสภา โดยอาจจะให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้ตรวจสอบ

7. องค์กรต้องมีขนาดไม่ใหญ่นัก เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์มากเกินไป และเนื่องจากขึ้นตรงกับรัฐสภา ถ้าองค์กรใหญ่อาจจะทำให้ถูกแทรกแซงจากรัฐสภาได้ เช่น การฝากเด็กเข้ามาทำงาน เป็นต้น

โดยสรุปเกี่ยวกับ PBO นี้จะเป็นส่วนช่วยปฏิรูปการเงินการคลังของประเทศไทยได้ไม่น้อยเลยทีเดียวในแง่ของการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินงบประมาณภาครัฐ นั่นหมายถึงการจะเพิ่มเครื่องมือในการดูแลเงินภาษีของประชาชนคนไทยให้รัดกุมมากขึ้นไปอีกเยอะ นักการเมืองที่หวังจะล้วงเอาออกไปใช้ทำโครงการไม่พึงประสงค์ก็จะลดน้อยลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญเลยทีเดียว

ถัดมาเรามาดูข้อเสนอแนวคิดปฏิรูปการเงินการคลังของ ดร.วิรไท สันติประภพ ในฐานะกรรมการซูเปอร์บอร์ด กรรมการแบงก์ชาติ ได้นำเสนอหลักคิดในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของคนไทยในองค์รวม เพื่อให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นและเศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำได้ต้องอาศัยหลัก 5 ข้อคือ

1)ประเทศไทยควรให้ความสำคัญในการเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณในการผลิตสินค้า การส่งออกข้าวไม่จำเป็นว่าประเทศไทยต้องเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่จะทำอย่างไรให้ข้าวมีคุณภาพมากกว่า

2) การส่งเสริมการแข่งขันของภาคเอกชนให้มากขึ้น โดยภาครัฐจะต้องเป็นกำลังหลักในการผลักดันภาคเอกชนและทำขนาดของภาครัฐให้เล็กลงเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินงานตามกลไกของตลาดทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ปัจจุบันยังติดในส่วนของภาครัฐที่ควรกำหนดนโยบายและทิศทางที่ชัดเจน

3) การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้ได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้าถึงทั้งในส่วนของการทำงาน ระบบความยุติธรรม การศึกษา สาธารณูปโภค

4) ต้องมีระบบรองรับความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจของประเทศจากปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่เกิดจากทั้งในและต่างประเทศ ภัยธรรมชาติ อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาเศรษฐกิจโลก ระบบการเงินของโลกที่จะเปลี่ยนไปจากการถอนมาตรการคิวอีของสหรัฐ เป็นต้น

5) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนที่ต้องอาศัยการประสานนโยบายให้เกิดความต่อเนื่องสร้างแรงจูงใจให้เห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศ ภาคธุรกิจและสังคม ให้สามารถขับเคลื่อนไปด้วยกันได้“ปีนี้เป็นปีที่เป็นโอกาสในการเร่งปฏิรูปในทุกๆ ด้าน”

                ทั้งหมดนี้คือ ความเห็นของบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังของประเทศ ที่สำคัญที่สุด บุคคลหรือคณะบุคคลเหล่านี้ เป็นนักวิชาการที่“เป็นกลาง” ปราศจากผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น แน่นอนขณะนี้คือช่วงเวลาที่เข้มข้นของการปฏิรูปบ้านเมือง ในฐานะคนที่คลุกคลีกับตัวเลขและเรื่องเศรษฐกิจในประเทศไทย ข้อเสนอของบุคคลเหล่านี้สามารถช่วยให้ประเทศไทยของเราปลดแอกจากกับดักต่างๆได้อย่างแน่นอน เอาใจช่วยให้พวกท่านได้นำข้อเสนอเหล่านี้ผ่านสภาปฎิรูปแห่งชาติให้สำเร็จด้วยดีครับ

แผนลงทุนในระบบเขาทำกันแบบนี้ !! ไม่เห็นต้องกู้เลย

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/14888

การเมือง.. เรื่องเงินๆ   พัสณช เหาตะวานิช   13 ต.ค. 2557

แผนลงทุนในระบบเขาทำกันแบบนี้ !! ไม่เห็นต้องกู้เลย

การเมืองเบาๆ กันก่อน

สัปดาห์ที่ผ่านมา สนช.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็ผ่านร่างพรบ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์เป็นที่เรียบร้อยในวาระแรก หรือรับหลักการแล้ว ความจริงจะแอบเล่าให้ฟังว่า เรื่องนี้เขาผลักดันกันมายาวนานมาก กฎหมายแทบทุกฉบับมีพร้อมไว้หมดแล้ว มีวันหนึ่งในปี 2556 มีกลุ่มคนรักสัตว์มาประท้วงอยู่หน้าสภาฯ ภรรยาคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ของพรรคประชาธิปัตย์ ทราบเรื่องเข้า ก็โทรบอกสามีให้ช่วยดูแล คุณกรณ์จึงสั่งการให้ณชประสานกับกลุ่มนี้ว่า ต้องการอะไร เรียกร้องอะไร เราก็ได้ความว่า เขาต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ผ่าน เขามีกฎหมาย มีรายชื่อพร้อม เราก็เลยเอามาปรึกษากับฝ่ายกฎหมายของพรรคว่า ทำยังไงได้บ้างให้ช่วยเขาได้เร็วเพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่มีเสียมีแต่ได้ เป็นกฎหมายทางสังคม

จากนั้นฝ่ายกฎหมายพรรคก็ร่วมมือกับกลุ่มรักสัตว์ทั้งหลาย คุยกับแกนนำพรรครัฐบาลในขณะนั้นหรือที่เรียกว่าวิปรัฐ ให้ช่วยบรรจุดันร่างพรบ.สัตว์เตรียมวาระในสภาเสียที โดยหากเป็นร่างประชาชนจะมีความล่าช้ากว่าร่างของส.ส.มาก คุณกรณ์จึงให้ส.ส.พรรคช่วยร่างสมทบเข้าไปอีกฉบับที่มีเนื้อหาไม่ต่างกับร่างของประชาชน แล้วก็เอาเข้าไปได้ในชั้นแรก แต่อุปสรรคเท่านั้นยังไม่จบครับ พอเข้าไปแล้ว ค้างเติ่งอยู่นานมาก กว่าจะได้พิจารณาวาระแรกก็ลุ้นกันอยู่นาน จนพอผ่าน ทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็เสียสละโควตากรรมาธิการให้ภาคประชาชนได้เข้ามาร่วมร่างกฎหมายนี้ในวาระที่ 2 จนแล้วเสร็จ เตรียมจะเคาะกันในวาระที่ 3 อีกทีในสภา เพื่อออกเป็นกฏหมาย แต่อยู่ๆ กรรมาธิการจากภาคประชาชนของเรามาบอกว่า อยู่ๆ ประธานกรรมาธิการที่มาจากฝั่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยบอกว่า กฎหมายไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบได้ ขอดึงเรื่องกลับไปก่อน แปลว่าที่ดันกันมาสุดๆ นั้นต้องหยุดไปหมด

มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า ธุรกิจการค้าเนื้อสุนัข หรือขายหมาข้ามชายแดนทางภาคอีสานนั้นเป็นธุรกิจนอกระบบกฎหมายที่มีมูลค่าสูงมาก และพื้นที่ที่จับหมาขายส่งจีนและเวียดนามส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคอีสานตอนบน กลุ่มรักสัตว์ก็มีข้อมูลเปิดโปงมาตลอด และรู้ตัวการสำคัญด้วยว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่อีสานตอนบนช่วงนั้น และแน่นอนใกล้ชิดกับคนในพรรครัฐบาลเพื่อไทย จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นี่อาจเป็นสาเหตุหรือไม่ที่อยู่ๆ กฎหมายทารุณกรรมสัตว์ต้องพับไปเสียดื้อๆ ทั้งที่ผ่านกันมาได้ดีโดยตลอด

แต่แล้วก็ได้เฮกันอีกครั้งครับเมื่อสนช.พิจารณาผ่านวาระแรกเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา กรรมาธิการจากภาคประชาชนที่เราเคยให้มาร่วมร่างตอนนั้นได้เข้าไปร่วมด้วยหนึ่งคน นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากครับ นี่ตั้งใจจะการเมืองเบาๆ ก่อนเข้าเรื่องการเงิน แต่ไปๆ มาๆ หนักซะอย่างนั้น

กลับมาสู่เรื่องเศรษฐกิจกันครับ

ที่ผ่านมา 2 ปี 9 เดือน 2 วัน ในสมัยรัฐบาลเผด็จการรัฐสภาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้น ในด้านการลงทุนมีความฝืดเคืองอย่างมาก เนื่องจากตรรกะแนวคิดหลักของการบริหารบ้านเมืองจะมุ่งไปทางใช้เงินนอกระบบ ส่วนเงินในระบบเอาไว้จ่ายเงินเดือน หรือใช้จ่ายเป็นงบประจำ คราวนี้ความลักลั่นจึงบังเกิด โดยเฉพาะที่กระทรวงคมนาคม

โดยปกติกระทรวงคมนาคมจะเป็นหนึ่งในกระทรวงหลักๆ ที่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพราะตามแผนของข้าราชการเก่งๆ ในกระทรวงนั้นมีอะไรให้ต้องทำอีกเยอะ มีเมนูเตรียมให้นักการเมืองที่ผลัดกันมาเป็นรัฐบาลเลือกเมนูที่วิศวกรเก่งๆในกระทรวงทำไว้พร้อมสรรพแล้ว คราวนี้ชาติจะพัฒนาได้ดีแค่ไหนนั้น แท้จริงแล้วเป็นความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรงบประมาณให้ถูกต้อง ถูกที่ถูกทาง รัฐบาลอื่นๆที่ผ่านๆมา ก็มีการลงทุนแบบปกติ เรียกได้ว่าทำไปเรื่อยๆ จะกระตุ้นพรวดพราดเป็นช่วงๆ ก็แล้วแต่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบไหน อย่างตอนโครงการไทยเข้มแข็งก็เร่งลงทุนในงบปกติก็ทำไป แต่มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มพิเศษจากไทยเข้มแข็งอีก เพราะตอนนั้นต้องอัดการบริโภค และการลงทุนภายในเนื่องจากโลกมีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์

รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสบตรงที่ อยู่ๆเข้ามา เล็งว่า จะกู้นอกระบบใหญ่ๆ สองก้อน นั่นคือพรก.กู้น้ำ 3.5 แสนล้าน (ตัวการคือปลอดประสพ ตอนนี้เงินกู้หมดอายุแล้ว โครงการก็ติดคดีกับศาลปกครอง) กับ พรบ.กู้เงินนอกระบบ 2 ล้านล้าน (ตัวการคือกิตติรัตน์ , ชัชชาติ ตอนนี้ล้มพับไปหมดเพราะแพ้คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ เพราะร่างพรบ.กู้ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ที่แน่ๆงบประชาสัมพันธ์ตัวเอง เอ้ย! ประชาสัมพันธ์โครงการใช้หมดไปเป็นหลักร้อยๆล้าน โดยเฉพาะอดีตรมว.คมนาคม) สองก้อนนี้ของการลงทุน ไม่ใช่ความคิดริเริ่มใหม่ๆ อะไรเลยว่า จะทำอย่างนั้น สร้างสิ่งนั้น ลงทุนตรงนี้ อย่างที่เรียนไว้แต่แรกนั่นแหละครับว่า วิศวกรเก่งๆ ในกระทรวงคมนาคมเขาทำเมนูการลงทุนไว้พร้อมเสร็จไว้แต่แรกแล้ว และมีอยู่นานแล้ว คราวนี้ ยิ่งลักษณ์มาแปลกกว่าเพื่อนตรงทีว่า ไปควักเอาสิ่งที่พร้อมลงทุนแล้ว “ในระบบ“ออกมา ทำให้ต้องหยุดชะงักการลงทุนไป แล้วเอาไปโปะในโครงการของการกู้ “นอกระบบ” เลยทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัตร อะไรที่ควรสร้างก็ยังไม่ได้สร้าง อะไรที่อยากสร้างก็ยังไม่ศึกษา หรืออยู่นอกเมนูคมนาคมซะงั้น เขาถึงได้บอกว่า แบบเนี้ยะเขาเรียก”จ้องงาบ” ไม่ใช่ “สร้างชาติ”

กลับมาฟังข่าวดีกันครับ

เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์และสมุนร้ายต้องหมดอำนาจไป รัฐบาลใหม่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็แต่งตั้งพลอากาศเอกดร.ประจิน จั่นตอง เข้ามาเป็นรมว.คมนาคม พ่วงท้ายด้วย ดร.อาคม เติมพิทยาไพสิฐ จากสภาพัฒน์ มาช่วยดูงานการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม คราวนี้แผนทั้งหมดที่ควรลงทุนในระบบแต่แรกและล่าช้าไปเกือบ 3 ปีเพราะยิ่งลักษณ์ควักออกไป ก็กลับเข้ามาในระบบแล้ว ทีนี้ เขาก็ต้องมาจัดออเดอร์กันใหม่จากเมนูคมนาคมเดิมนั่นแหละว่า เอ๊ะ! ลงทุนอะไรก่อนดีถึงจะคุ้มค่า ถึงจะมีผลต่อประโยชน์ของคนในชาติมากที่สุด แต่ทั้งหมดนี้เขาจะ “ใช้เงินในระบบงบประมาณ” นะ

เขาแบ่งกันเป็นแบบนี้ครับสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน จัดสรรกันออกมาแล้วเป็นแผนลงทุน 10 ปี แปลว่าจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยเงินในระบบงบประมาณตรวจสอบได้โดยฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ โดยวงเงินที่จะลงทุนทั้ง 10 ปีในระบบนั้นมีมูลค่ารวม 1.93 ล้านล้านบาท และปีหน้า 2558 จะลงทุนมูลค่า 6.89 หมื่นล้านบาท

ทำไมต้องแบ่งเป็นหลายๆ ปีนานจังเลย คำตอบคือ เหมือนเวลาคุณผู้อ่านเคยสร้างบ้าน หรือแต่งห้อง แต่งร้านนั่นแหละครับ มันทำพร้อมกันทีเดียวไม่ได้หรอก ช่างพื้นต้องเข้ามาก่อนช่างผ้าม่าน อะไรแบบนี้น่าจะเห็นภาพ การลงทุนก็เหมือนกัน คราวนี้ในระดับชาตินั้นก็ต้องดูกันไปเป็นส่วนๆ แล้วพอมาโยงกับเรื่องเงินก็จะได้จัดสรรได้ง่าย สำนักหนี้ของกระทรวงการคลังจะได้ไม่ต้องปวดหัว หาเงินมากอง จนอึดอัดแบบที่โดนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย บังคับให้ทำ

ส่วนไหนพร้อมสร้าง ศึกษาแล้ว ดูผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ทำประชามติแล้วถึงจะค่อยสร้าง อันไหนสร้างเสร็จก็จ่ายเงินไปตามสัดส่วนที่เสร็จตามหลักการทางวิศวกรรมและทางบัญชี นี่ถ้าเป็นยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทยนะครับ เอาเงินไปกองให้บริษัทรับเหมาโน่นเลย แล้วบอกว่า อ่ะ! นี่เงินลงทุน (จากภาษีคนไทยนะครับ ถึงกู้มาก็ต้องเอาภาษีจ่าย) เอาไปเลยทั้งก้อน แล้วสร้างให้เสร็จนะ มักง่ายสุดๆ

รมว.คมนาคม ดีมากเลยครับที่มีรมช.คมนาคม ที่เป็นเลขาธิการสภาพัฒน์มาช่วย คุณผู้อ่านจำกันได้ไหมว่า ในสมัยก่อน รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็สร้างชาติด้วยทีมคนเก่งๆจากสภาพัฒน์นี่แหละ เพราะเขาเห็นภาพรวมของปัญหาชาติ ภาพรวมของทุกกระทรวงแล้วจะได้มองภาพใหญ่ได้ รมว.คมนาคมบอกว่า 1.93 ล้านล้านบาท นี่เป็นกรอบลงทุนเบื้องต้น เสื้อแดงเกรียนๆ ในเน็ตยังไม่ต้องเอาไปดราม่ากันนะครับ

ส่วนแผนการลงทุนรถไฟทางคู่ทั่วไทยนั้นเป็นอีกส่วนอีกจำนวน 7 แสนล้านบาท ทางเราขอแบบนี้ครับ !! ไหนๆหม่อมอุ๋ย-รมว.ปรีดียาธร เทวกุล รองนายกฯ เศรษฐกิจ จะทำให้ชาติไทยของเราเป็น DIGITAL  ECONOMY แล้วล่ะก็ ตอนสร้างรถไฟทางคู่ก็วางระบบสายไฟฟ้าแรงสูง สายต่างๆ ทางโทรคมนาคม ท่อประปาระบบน้ำชลประทานทันสมัย ลงใต้ดินให้ ทางรถไฟทางคู่นั้นเป็น “สายกู้ชาติ” ครอบคลุมความเจริญทุกวงจรไปเลยสิครับ เชื่อว่าคนไทยเบื่อมากแล้วที่ราชการจะต้องมาทำที ซ่อมที รื้อที เอือมระอาครับ ทำทีเดียวให้จบๆ ไปเลย และที่จะทำทั้งหมดนี่ต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เอาอย่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์นะครับ พวกเราจะคอยดูพวกท่านต่อไป สวัสดีครับ

ไทย-พม่า คู่ค้าเชื่อมโลก

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/14858

การเมือง.. เรื่องเงินๆ    พัสณช เหาตะวานิช    11 ต.ค. 2557

ไทย-พม่า คู่ค้าเชื่อมโลก

สัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีไทยของเราเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เริ่มต้นที่ประเทศเมียนมาร์หรือพม่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเดินทางไปต่างประเทศหลังการรับตำแหน่งถือเป็นยุทธศาสตร์ในหลายๆ ด้าน ทางการปกครอง และยังเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มการเดินทางที่พม่าหรือเมียนมาร์ ประเทศคู่ค้ากับไทยในปัจจุบัน ประเทศคู่ประวัติศาสตร์กันมาช้านาน เมียนมาร์จัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของตัวเองน้อยมาก การจัดสรรทรัพยากรภายในประเทศของเขา เพื่อนำมาเป็นผลผลิตให้ชาติของเขาที่จะมีผลประโยชน์ต่อประเทศของเรา ยังมีอีกหลายเรื่องหลายแง่มุมให้ได้ศึกษาลงทุนกัน และนี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในเรื่องการค้าระหว่างภูมิภาคเป็นอย่างยิ่ง

โครงการใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งที่พม่าจะมีคือ เขตเศรษฐกิจ “ทวาย” ประเด็นนี้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ นำแผนกลับมาปัดฝุ่นและทำให้จริงจังอีกครั้งว่า จะลงทุนท่าเรือน้ำลึกให้ เพื่อเป็นยุทธศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย ออกไปซีกโลกตะวันตกอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการไปเวียนไกลถึงสิงคโปร์แล้ว และเมื่อดูแผนที่โลก ละติจูดของทวายกับเขตนิคมอุตสาหกรรมตะวันออกของไทย ก็ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกด้วย ครั้งนี้รัฐบาลประยุทธ์ไปสานต่อแผนการลงทุนนี่แหละครับ ทางเราไม่ขอเอ่ยถึงความล้มเหลวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย ที่เกือบจะทำให้แผนการลงทุนทวายต้องหลุดมือไปให้ประเทศอื่นๆ ที่จ้องตาเป็นมันก็แล้วกันครับ เอาว่า รัฐบาลนี้กลับมาจริงจังกับแผนลงทุนนี้คนไทยทางภาคใต้ ภาคกลางเบาใจได้ไม่น้อยว่า ความคึกคักทางเศรษฐกิจจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ แผนสี่แยกอินโดจีนก็จะสร้างความสำคัญทางเศรษฐกิจกลับมาให้ภาคเหนือและอีสานด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว

หม่อมอุ๋ย-ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อธิบายสั้นๆ เอาไว้ว่า หลังพบกับผู้นำพม่าแล้ว มีข่าวดีตามมา แต่นั่นหมายถึงทางการไทยต้องเร่งทำงานเช่นเดียวกัน แผนพัฒนาและแผนลงทุนที่ไทยต้องส่งทบทวนไปอีกครั้งนี้ มีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินลงทุนรวม เราเสนอการเปิดประมูลไปว่า เมื่อเฟสที่ 1 เสร็จแล้ว เราจะร่วมกันเดินหน้าโครงการเฟสที่ 2 ทันที และส่วนนี้มีความสำคัญมากเพราะจะมีการลงทุนสาธารณูปโภคต่างๆ ของโครงการทั้งหมด เช่น ท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ นอกจากนี้จุดแข็งของการลงทุนจากไทยเราคือ เราจะมีญี่ปุ่นมาเป็นผู้ร่วมลงทุน ช่วยกันด้วยอีกยก

ในรายละเอียดนั้น ทางผู้บริหารโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย บอกไว้ว่า Initial Phase หรือเฟสแรกที่จะมีการลงทุนกันรวมทั้งหมด 2 แสนไร่นั้น ให้แบ่งเป็น 3 หมื่นไร่สำหรับเฟสแรก เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จะมีการกำหนดปัจจัย องค์ประกอบ มีเอกสารทางเทคนิค เงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของญี่ปุ่นที่จะเข้ามามีความสำคัญ จะเป็นด้านเทคนิค นโยบาย และเงินกู้ ให้แก่พม่า

นายกฯประยุทธ์ย้ำว่า การลงทุนครั้งนี้ คือ การที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า CORRIDOR ASEAN เพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยง 4 ประเทศอาเซียน นั่นคือ เชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน คือมหาสมุทรอินเดียที่พม่า เชื่อมมาไทย ไปกัมพูชาแล้วไปออกมหาสมุทรแปซิฟิกที่เวียดนาม นอกจากนี้ก็จะขยายโครงข่ายต่อไปอีกถึงลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ เท่านี้ก็จะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของแผ่นดินทองสุวรรณภูมิให้กลับมาเกรียงไกรอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ประเด็นทางการเมือง การต่างประเทศ และสังคม ก็มีการพูดคุยโดยตรงกับ เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่าอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน

คราวนี้เราตามมาดูข้อมูลพื้นฐานด้านการค้าไทย-พม่า กันครับ อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนตามหลักภูมิศาสตร์ มีการเรียกว่า “สี่แยกอินโดจีน” หรือ IndoChina Peninsula ไทยจึงได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นๆมากมาย เมื่อศูนย์กลางอาเซียนอย่างไทย เชื่อมโยงพม่าด้วยการลงทุนที่แข็งแกร่งแล้ว พม่าจะเป็นประตูให้ไทยต่อยอดไปสู่ประเทศที่มีประชากรสูงสองอันดับของโลกสองประเทศนั่นคือ จีน และอินเดีย สองประเทศนี้รวมกัน 2,500 ล้านคน นั่นหมายถึง “กำลังซื้อจำนวนมหึมา” โอกาสนี้ ไม่เร่งทำ ไม่ได้แล้วครับ

เราย้อนมาดูว่า เพื่อไปถึงจุดนั้นเราต้องเร่งพัฒนาอะไรของเราด้วยบ้าง หลายอย่างจริงๆ ครับ ไล่กันไปเรื่อยๆ ตามแผนลงทุนตามงบปี 2558 ที่เป็นเงินในระบบงบประมาณที่เพิ่งผ่านไป นอกจากท่าเรือทวายที่เป็นโครงการลงทุนหลักแล้ว ภายในของเราเอง ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงคมนาคมระหว่างประเทศ ปรับปรุงระบบถนน ทางราง ในพื้นที่ทางผ่านนั่น ได้แก่ เมียนมาร์มาแตะเราทางถนนที่แม่สอด เชื่อมตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร เชื่อมต่อไปลาว เพื่อทะลุต่อไปเวียดนาม ส่วนถ้าแนวดิ่งก็ยึดพิษณุโลกเป็นทางตรงกลาง เชื่อมแม่สาย ลงมากรุงเทพฯ ออกทางท่าเรือ หรือจะเบนเส้นทางลงใต้ไปเชื่อมมาเลเซียต่อไปสิงคโปร์ที่ปาดังเบซาร์

โครงข่ายเหล่านี้เชื่อมั้ยครับว่า เขามีกันมานานแล้วแต่ไม่สามารถทำให้เสร็จได้เพราะปัญหาทางการเมือง รัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก มากจนจะออกกฎหมายอะไรดีๆ ได้แต่ไม่ทำ ก็เป็นเหตุหลักให้ประเทศไม่ไปไหน พอรัฐบาลที่ผสมกับพรรคเล็กน้อยเยอะไปเข้ามาก็ไม่มีเอกภาพในการบริหาร นี่คือจุดอ่อนที่สุดจุดหนึ่งของสภาพการเมืองไทย คราวนี้หลายต่อหลายเรื่องก็ไม่ต่อเนื่องจนไม่สำเร็จ

การค้าไทยกับเมียนมาร์ หรือพม่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุดปี 2556 มีมูลค่าการค้าชายแดน สูงถึง 2 แสนล้านบาท แนวโน้มการพัฒนาการเจริญเติบโตมีอีกมาก ด่านการค้าที่สำคัญที่สุดคือ แม่สอดคิดเป็น 24% ของการค้าไทยพม่าทั้งหมด

สินค้าหลักของไทย 10 อันดับแรก ที่ค้าขายกับพม่าคือ อันดับ 1 เบียร์ ปีละกว่า 3 พันล้าบาท !!! รองลงมาได้แก่ น้ำมันเบนซิน โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ ดีเซล ผ้าพิมพ์ฝ้ายโทรทัศน์ น้ำมันพืช รองเท้าแตะ กาแฟผงสำเร็จ และอาหารปรุงแต่ง

ข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการนำเสนอในวันนี้ อีกนัยหนึ่งต้องการปรับความเข้าใจของคนไทยด้วยครับว่า ในสมัยก่อนเราอาจมองว่าคู่ค้าหลักๆ ของไทยเราคือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือประเทศไกลๆ ทั้งที่จริงแล้ว ประเทศเพื่อนบ้าน หรือ AEC อาเซียนเพื่อนพ้องน้องพี่เชื้อชาติเดียวกันนี่แหละที่สุดท้ายจะกลับกลายเป็นมีความสำคัญมากขึ้นในด้านการค้าและการลงทุน เมื่อเราเกื้อกูลได้อย่างเข้มแข็งแล้ว โอกาสในการรวมตัวสยายปีกบินในเวทีโลกของเราจะยิ่งใหญ่แน่นอน

หากดูประวัติศาสตร์ อาณาจักรยุโรปทำมาค้าขายกับแผ่นดินทองสุวรรณภูมิของเรามาช้านาน เราเป็นผู้ผลิต เขาเป็นผู้ใช้ผู้บริโภค เราผลิตอาหารและการเกษตรให้กับเขา แลกมาด้วยอุตสาหกรรมของเรามาพัฒนากันต่อ จนกระทั่งเมื่อโลกวนเวียนอยู่กับปัญหาระบอบการปกครองช่วงหนึ่งเราโดนปั่นหัวกันทั้งภูมิภาค จนซวนเซกันไปเยอะ ภูมิภาคนี้มีความพิเศษตรงที่สัดส่วนประเทศของระบอบการปกครองนั้นหลากหลายมาก พม่าเป็นเผด็จการทหาร ลาว-เวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์ มาเลเซีย-ไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ สิงคโปร์-อินโดฯ เป็นประชาธิปไตยมีประธานาธิบดีที่มีนายกฯ และก็ยังมีบรูไนเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์

สาเหตุที่ต้องย้ำในคอลัมน์ว่า พม่าหรือเมียนมาร์นั้น เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองอยู่ไม่น้อย ชื่อทางการจริงๆ คือสาธารณรัฐเพื่อสหภาพเมียนมาร์ Republic of The Union of Myanmar ที่ถูกต้อง คนไทยควรเปลี่ยนการเรียกประเทศนี้จากพม่า เป็น “เมียนมาร์” ครั้งหนึ่ง ออง ซาน ซู จี เคยดุนักข่าวต่างประเทศไปว่า ต้องเรียกว่า เมียนมาร์ ไม่ใช่ เบอม่าหรือพม่าอีกต่อไป เพราะพม่าหรือเชื้อชาติพม่าถึงจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ถึง 70% ของประเทศนี้ แต่เมื่อพม่ากำลังจะโต เขาจึงสร้างความสามัคคีของคนในชาติรวมชนกลุ่มน้อยต่างๆ กว่าสิบๆ กลุ่มเข้ามา รวมกันเป็น สหภาพเมียนมาร์ ดังนั้นเพื่อความถูกต้องที่สุด เราต้องเรียกว่า “เมียนมาร์” ครับ

 

ลมเปลี่ยนทิศ สมัยก่อนออกจากบ้านไปเอาใจคนไกล คราวนี้กลับมาแล้วรู้จริงๆ ว่า หัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอยู่ใกล้แค่เอื้อมขนาดนี้ ต้องชื่นชมนายกฯ ประยุทธ์ ที่เข้าใจบริบทเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เอาใจช่วยให้เร่งทำแผนที่ได้ไปคุยมาทั้งหมดให้ลุล่วงโดยเร็วครับ

เสริมใยเหล็กการเงินการคลัง ป้องกันการโกงทุกรูปแบบ ตอน 2

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/14777

การเมือง.. เรื่องเงินๆ   พัสณช เหาตะวานิช   6 ต.ค. 2557

เสริมใยเหล็กการเงินการคลัง ป้องกันการโกงทุกรูปแบบ ตอน 2

ว่าด้วยการเสริมใยเหล็กการเงินการคลัง เพื่อการป้องกันการเข้ามาโกงของนักการเมืองผลาญชาติบางกลุ่มกันต่อครับ

กระทรวงการคลังเขามีกฎหมายว่าด้วยเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่เอาไม่อยู่ ครั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กำลังร่างฉบับปรุงปรุงให้คสช.เอาไปให้สนช.ออกเป็นกฎหมายเพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันมากยิ่งขึ้น นโยบายประชานิยมที่ทำลายชาติจะไม่สามารถเอาออกมาผลาญภาษีพวกเราได้อีก การออกกฎหมายเพื่อกู้เงินนอกระบบงบประมาณก็จะไม่สามารถทำได้อีกเช่นเดียวกัน ทั้งหมดเหล่านี้เรามาดูในรายละเอียดกันต่อครับ

หลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายนี้คือ การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได้ การกำหนดแนวทางในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน การบริหารการเงินและทรัพย์สิน การบัญชี กองทุนสาธารณะ การก่อหนี้ หรือ การดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สิน หรือภาระทางการเงิน หลักเกณฑ์กำหนดวงเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นและการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารการคลังของประเทศ ซึ่งรวมถึงหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน โปร่งใสและตรวจสอบได้ นี่คือคุณสมบัติทั่วไปที่การใช้จ่ายงบประมาณควรจะเป็น

ทางสศค.แบ่งกฎหมายนี้ ร่างกฎหมายการเงินการคลังภาครัฐ เป็น 2 หมวด คือ 1.หมวดวินัยการเงินการคลังภาครัฐ 2.หมวดบัญชีภาครัฐ การรายงาน และ การตรวจสอบ โดยหมวดแรกเรากล่าวไปแล้วในคอลัมน์ฉบับก่อนได้แก่ 6 ส่วนหลัก คือ 1.ส่วนของรายได้แผ่นดิน 2.ส่วนของรายจ่าย 3.ส่วนของแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน 4.ส่วนของการก่อหนี้ 5.ส่วนของการบริหารการเงินและทรัพย์สิน 6.ส่วนของเงินนอกงบประมาณและกองทุนสาธารณะ

สำหรับหมวด 2 การบัญชีภาครัฐ การรายงาน และการตรวจสอบ สาระสำคัญคือจะมีการกำหนดมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ และนโยบายการบัญชีภาครัฐ โดยให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจจัดทำบัญชี และรายงานงบการเงินตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐ เว้นแต่จะมีกฎหมายเป็นอย่างอื่น และให้กระทรวงการคลัง จัดทำบัญชีการเงินแผ่นดินเพื่อบันทึกรายงานเกี่ยวกับ รายได้ รายจ่าย การก่อหนี้ผูกพัน การกู้ยืม การบริหารเงินและทรัพย์สิน และ การอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเงินแผ่นดินตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ

เอาเป็นว่าทั้งหมดนี้จะให้มันมีระบบระเบียบมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น บทเรียนอันใหญ่หลวงก็คือการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำนโยบายจำนำข้าวผลาญภาษีชาติไปกว่า 8 แสนล้านบาท แบบไม่มีการทำบัญชีไว้เลย ภาษีคนไทยทั้งชาติที่เอาไปเป็นทุนรับซื้อข้าวทั้งหมด เพื่อเอาข้าวเข้ามาไว้ในสต็อกรัฐบาลไม่ได้มีการจัดการที่เป็นระบบตามมาตรฐานการบัญชี ไม่มีการดูแลสินค้าคงเหลือ ไม่มีการประเมินคุณภาพสินค้า ไม่มีการกำหนดการจัดการความเสี่ยง การตรวจสอบภายในใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองก็ยังคงปล่อยปะละเลยให้มีการโกงทุกขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอน จนนักวิชาการเขาสรุปวิธีการโกงได้ 20 รูปแบบของการจำนำข้าวเอาไว้ เหล่านี้ จะเรียกว่าวัวหายล้อมคอกก็ยังจำต้องเชียร์ให้ล้อมคอกให้แน่นๆครับ คนตระกูลนี้มันยังจ้องจะกลับมาผลาญอีกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

นอกจากนี้ มีการเน้นย้ำลงไปในส่วนของผู้กำกับนโยบายแต่ละกระทรวง โดยมีการกำหนดให้ภายใน 90 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้รัฐมนตรีเสนอรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณที่สิ้นปีงบประมาณ ให้รัฐมนตรีเสนอรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีที่สิ้นสุดนั้นต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อรัฐสภาภายใน 120 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ทั้งนี้ที่ผ่านมาแต่ละกระทรวงขอเงินไปทำโน่นทำนี่แล้วก็ปล่อยไปไม่ได้รายงานผลลัพธ์ทางการคลังกลับมาให้คณะรัฐบาลทราบเลย ที่ผ่านมาเลยเหมือนกับขอเงินไปทำ ทำแล้วดีหรือไม่ ไม่เคยรับทราบกัน

พร้อมกันนี้กฎหมายฉบับนี้ยังจะกำหนดให้กระทรวงการคลัง จัดทำรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปี ซึ่งต้องแสดงผลการประเมินความเสี่ยงจากผลกระทบของเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงินนโยบายของรัฐบาล และผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่อาจก่อให้เกิดภาระต่อฐานะการคลังของรัฐบาล และ แนวทางบริหารความเสี่ยงนั้น โดยให้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบภายใน 90 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ เพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณาในการกำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับปีงบประมาณถัดไป

ข้อนี้ถือว่า ภาคเอกชนเขานำภาครัฐไปไกลมากครับ เครื่องมือจัดการดูแลงบประมาณเหล่านี้ หรือปัจจัยที่จะช่วยทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งหมดนี้ภาคเอกชนเขานำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำธุรกิจกันนานแล้ว ภาครัฐเพิ่งตื่นก็ถือว่าดีกว่ายังไม่เริ่มทำอะไรเลย รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นบทเรียนอุทาหรณ์ที่ดีให้วงการการเงินการคลังของประเทศไทย

นอกจากงานเสริมโครงสร้างทางกฎหมายป้องกันการเข้ามาผลาญชาติของคนจากตระกูลชินวัตรแล้ว หน้าที่หลักอีกเรื่องของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์คือการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพาะเชื้อความเสียหายเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจจากการบริโภคภายใน ที่สาเหตุหลักมาจากการหมดกำลังซื้อจากคนชั้นกลางจากรถคันแรก เจ้าของรถใหม่กว่า 1 ล้านคัน 1 ล้านครัวเรือน และยังมีความปั่นป่วนในระบบการใช้จ่ายของคนรายได้น้อยนั่นคือชาวนา ที่โดนเบี้ยวหนี้ในครึ่งปีแรกของปีนี้ จนเป็นภาระให้ต้องไปสร้างหนี้นอกระบบ ถึงรัฐบาลใหม่จะคืนหนี้ได้ ชาวนาก็หมดไปกับการคืนหนี้ให้เจ้าหนี้ของเขา ทั้งหมดนี้ฐานรากคือจุดเริ่มต้นของความฝืดเคืองในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ

รัฐบาลประยุทธ์จึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาโดยไม่ได้กู้เงินแม้แต่บาทเดียวเป็นวงเงิน 3.6 แสนล้านบาทจากการเก็บเล็กผสมน้อยจากแหล่งต่างๆ ที่ค้างอยู่มารวมกันเพื่อกระตุ้นการหมุเวียนเพิ่มตัวทวีในระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะการบริโภคภายใน การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเน้นที่ การลงทุนมีการเร่งอนุมัติงบลงทุน BOI มีการเอางบลงทุนไทยเข้มแข็งที่ยังมีอยู่กลับมาใช้ต่อหลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ดองเค็มโครงการเอาไว้เหมือนหลายๆกฎหมายที่มาจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีการเร่งเบิกจ่ายงบค้างของปีก่อน และปีปัจจุบัน รวมถึงให้ฝ่ายคลังดูว่ามีงบเหลื่อมปีอะไรที่ย้อนไปถึงปี 2548 ที่ใช้ได้บ้างก็เอามาใช้ลงทุน

นอกจากนี้ในส่วนการกระตุ้นการบริโภคภายในยังสั่งให้จ่ายเงินตรงไปที่ กลุ่มประชาชนที่ยากจนที่สุดในประเทศนั่นคือเกษตรกรที่เป็นชาวนาที่มีที่ดินทำกินน้อย โดยให้ที่ไร่ละ 1,000 บาท เพดาน 15 ไร่ 15,000 บาท ทั้งนี้ส่วนนี้ที่หลายฝ่ายดราม่ากันนั้น ก็มาจากความเข้าใจผิดว่านี่คือ นโยบายข้าว ของรัฐบาลนี้ซึ่งข้อเท็จจริงคือไม่ใช่ !!!  เพราะนี่แค่เป็นการกระตุ้นการบริโภคโดยเอาเงินสดไปใส่มือคนที่ต้องการใช้เงินมากที่สุดนั่นคือชาวนาที่กำลังจะขายข้าวได้ในราคาต่ำ เพราะจำนำข้าวทำให้สต็อกล้นจนราคาข้าวต่ำมาก ความจริงชาวนาปีนี้น่าสงสารมากนะครับ ต้นปีโดนเบี้ยวหนี้ ปลายปีขายข้าวมายังไม่คุ้มทุนเลย

เหล่านี้ต้องฝากไปถึงทีมโฆษกของรัฐบาลว่าต้องทำความเข้าใจให้ชัดเพราะคนจ้องจะบิดเบือนกันเยอะมาก

เอาเป็นว่าทั้งหมดนี้คือ มาตรการในการเสริมใยเหล็กทางการเงินการคลัง เพื่อกันกลุ่มนักการเมืองชั่วกลับเข้ามาโกงด้วยนโยบายประชานิยมอีก และขอให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประสบผลสำเร็จแต่ก็ต้องเตือนกันว่า เหล่านี้หากทำครั้งเดียวคือการฉีดยากระตุ้น แต่ถ้าให้อีกเรื่อยๆ ก็จะไม่ต่างอะไรกับประชานิยม.. ดังนั้น เอาใจช่วยครับ มั่นใจว่าท่านทำได้

เสริมใยเหล็กการเงินการคลัง ป้องกันการโกงทุกรูปแบบ ตอน 1

Published พฤศจิกายน 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/politic/columnist/14743

การเมือง.. เรื่องเงินๆ  พัสณช เหาตะวานิช  4 ต.ค. 2557

เสริมใยเหล็กการเงินการคลัง ป้องกันการโกงทุกรูปแบบ ตอน 1

แนวทางการดำเนินนโยบายทางการคลังในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นกรณีศึกษาหรือนำมาเป็นเกณฑ์ชี้วัดได้เป็นอย่างดี ให้กับข้าราชการไทยโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง รวมถึงกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ และฝ่ายบริหารในสมัยถัดมา ในเรื่องการรบริหารจัดการการเงินการคลัง

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสมัยที่แล้ว ออกนโยบายหนึ่งที่แค่เพียงนโยบายเดียวก็ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปมากกว่ากระทรวงสำคัญๆแทบทุกกระทรวง,มีการออกนโยบายโดยไม่ได้มีการวางแผนการใช้จ่าย การหาเงินมาชดใช้ภาระการบริหารจัดการเงินงบประมาณ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นโจทย์ที่ให้ข้าราชการในยุคถัดมา ต้องวางแผนแก้ไขเพื่อป้องกันรัฐบาลที่มีความสามารถในการทำลายล้างสูงเข้ามาอีกในอนาคตครับ

โจทย์ดังกล่าวนั้น ความจริงมีสิ่งหนึ่งที่ตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับน้ำหนักความด้านชาต่อการทำชั่วของนักการเมืองบางกลุ่มก็อาจจะใช้ป้องกันได้ไม่ดีพอ

“วินัยการคลัง” และ “กรอบความยั่งยืนทางการคลัง” คือสิ่งที่มีควบคู่อยู่กับกระทรวงการคลังมานานแล้วครับ แต่ไม่ได้เป็นข้อบังคับที่มีกฎมีเกณฑ์ที่ระบุไว้ชัดเจนถึงบทลงโทษหากไม่ทำ และไม่ได้ระบุถึงการทำได้หรือไม่ได้อย่างชัดเจนขนาดนั้น ก็เป็นช่องให้พรรคเพื่อไทย พรรครัฐบาลในสมัยที่แล้วออกนโยบายการคลังที่จงใจฝ่าฝืนกรอบวินัยทางการคลัง ฝ่ายค้าน นักวิชาการ หรือแม้กระทั่งผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากนโยบาย จะทักท้วงอย่างไร ก็ไม่ฟัง

ปัญหาดังกล่าวตอนนี้ตัวเลขชัดๆ ออกมาแล้วว่า นโยบายคลังเพียงแค่อันเดียวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ภายใต้แนวคิดในการบริหารของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร คือ โครงการอภิมหาประชานิยมจำนำข้าว เพียงโครงการเดียว ใช้เม็ดเงินงบประมาณภาษีของคนไทยรวมทั้งสิ้น 8 แสนกว่าล้านบาท เกือบ 9 แสนล้านบาทโดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ และค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทางการเงินตัวเลขที่เปิดเผยกันต่อมา ณ วันนี้มีภาระหนี้คงค้างจากนโยบายจำนำข้าวอีกกว่า 7 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ผู้ก่อหนี้ ไม่ได้วางแผนการชดใช้ภาระหนี้เอาไว้เลยแต่อย่างใด รัฐบาลปัจจุบัน รมว.คลัง-สมหมาย ภาษี มีแนวคิดที่จะไม่ให้ภาระหนี้มหาศาลนี้ มากระทบต่อแผนการลงทุนของประเทศที่จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนเช่นเดียวกัน

ถ้าประเทศเรามัวแต่เอาเงินไปใช้หนี้จำนำข้าวจากรัฐบาลที่สิ้นสภาพไปแล้วเพียงอย่างเดียว ก็จะไม่เป็นอันพัฒนาอะไรเลย นี่สะท้อนถึงความเสียโอกาสอย่างหนึ่งที่ตามมาจากการมีนโยบายทางการคลังที่ผิดพลาดครับ รมว.สมหมายจึงให้สำนักหนี้สาธารณะไปดูแนวทางมาว่า หากยืดขยายการชำระหนี้ออกไป จะสามารถทำได้หรือไม่ โดยอาจให้ยาวขึ้นเป็นหลักสิบปี เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นภาระรายจ่ายของรัฐต่อปีน้อยลง แต่นานขึ้น ประหยัดดอกเบี้ยให้มากที่สุด

ข้อสรุปเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการจัดการกับก้อนหนี้เจ้าปัญหานี้อย่างไร แต่สิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ ต้องเข้าใจ และต้องตระหนักท่ามกลางการบริหารราชการของรัฐบาลปัจจุบันคือ พวกเขาต้องทราบด้วยว่า ต้นเหตุความฝืดเคืองทางการเงินมีต้นเหตุปัจจัยมาจากความล้มเหลวที่เกิดจากความโลภของรัฐบาลในอดีต เฉพาะเรื่องปัญหาทางการเงินยังไม่พอ ยังมีเรื่องปัญหาทางการค้าพาณิชย์ เรื่องสต๊อกข้าว การระบายข้าว การตลาดของระบบข้าว รวมถึงคุณภาพข้าวไทยที่พังยับเยินภายใน 2 ปี 9 เดือน 2 วัน อีกด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีแม้ความรับผิดชอบใดๆ จากรัฐบาลผู้เป็นต้นเหตุแห่งกรรมของคนไทยทั้งชาติ จะมีก็แต่ผลกรรมจากการโกงของพวกเขา ที่นอกจากจะทำลายวินัยการคลัง ทำลายวิถีชีวิตชาวนา ทำลายกลไกค้าข้าวแล้ว ยังโกงเอาเม็ดเงินภาษีของประชาชนไปมหาศาลอีกด้วย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือหน่วยงานคลังสมองของกระทรวงการคลังมีแนวคิดว่าจะร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายใหม่หลายฉบับที่เตรียมเสนอรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณา โดยจะเป็นกฎหมายสำคัญในการดูแลวินัยการเงินการคลังของประเทศให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีมากกว่าเดิม ไม่ให้นักการเมืองบางพวกเข้ามากอบโกยโดยออกนโยบายหลอกประชาชน โกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้อีก

สาระสำคัญของร่างกฎหมายพ.ร.บ.การเงินการคลังภาครัฐ จะมีการกำหนดกรอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ ที่อยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลัง นั่นคือการกำหนดให้นโยบายใดก็แล้วแต่ จะต้องไม่ทำให้ระดับหนี้สาธารณะพุ่งไปจนเกิน 60% ต่อจีดีพี จะมีการกำหนดนิยามของการใช้จ่ายเงินโครงการประชานิยม โดยมีทั้งแบบประชานิยมดีและประชานิยมเลว ตัวที่ไม่ก่อให้เกิดภาระการคลังและมีตัวชี้วัดที่ชัดว่า จะมีประโยชน์ต่อประชาชน เช่น ด้านการศึกษาหรือสาธารณสุข อาจอนุโลมให้ใช้ได้ และจะมีการกำหนดไม่ให้ออกกฎหมายใหม่ เพื่อให้มีการนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายเป็นรายกรณี ตัวอย่างเช่นการ “กู้เงินนอกระบบงบประมาณ” เช่น พ.ร.ก.กู้ 3.5 แสนล้านเรื่องน้ำ กับพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน แบบที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เกือบทำสำเร็จมาก่อน

นอกจากนี้จะมีการเพิ่มเติม โดยกำหนดวินัยการเงินการคลังที่มีหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมาย คือ การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การวางแผนการเงินระยะปานกลางการจัดหารายได้ การกำหนดแนวทางในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน การบริหารการเงินและทรัพย์สิน การบัญชี กองทุนสาธารณะ การก่อหนี้ หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สิน หรือภาระทางการเงิน หลักเกณฑ์กำหนดวงเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นและการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารการคลังของประเทศ ซึ่งรวมถึงหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน โปร่งใสและตรวจสอบได้

ร่างกฎหมายนี้ ทางสศค.บอกว่า จะประกอบด้วย 2 หมวด คือ 1.หมวดวินัยการเงินการคลังภาครัฐ 2.หมวดบัญชีภาครัฐ การรายงาน และการตรวจสอบ สำหรับหมวดวินัยการเงินการคลังภาครัฐ จะกำหนดเป็น 6 ส่วนหลัก คือ1.ส่วนของรายได้แผ่นดิน 2.ส่วนของรายจ่าย 3.ส่วนของแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน 4.ส่วนของการก่อหนี้ 5.ส่วนของการบริหารการเงินและทรัพย์สิน 6.ส่วนของเงินนอกงบประมาณและกองทุนสาธารณะ

สาระสำคัญของหมวด “วินัยการเงินการคลังภาครัฐ” เราตามมาดูกันตามนี้เลยครับ 1.รายได้แผ่นดิน จะกำหนดว่า รายได้แผ่นดิน ได้แก่อะไรบ้าง ซึ่งก็คือเงินทั้งปวงที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บ หรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ และต้องนำส่งคลัง เป็นต้น

ส่วน 2.รายจ่าย จะกำหนดให้หน่วยงานรัฐจ่ายเงินได้แต่เฉพาะตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ร.บ.รายจ่ายเพิ่มเติม หรือ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย หรือ ตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่น อันนี้แหละที่กันรัฐบาลประสงค์ชั่วไปออกกฎหมายกู้ยันหลานโตแบบสองล้านล้านอีก และมีการเน้นการใช้จ่ายต้องคุ้มค่า

3.การจ่ายเงินของหน่วยงานรัฐ ต้องนำไปใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ หรือการดำเนินงานตามที่กำหนดไว้อย่างคุ้มค่าและประหยัด โดยคำนึงถึงเป้าหมาย ประโยชน์ที่ได้รับผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของหน่วยงานของรัฐ และสอดคล้องกับรายการและวงเงินงบประมาณรายจ่ายของแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานรัฐนั้น

รวมถึง 4.การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ ต้องคำนึงถึงข้อผูกพันในการชำระเงินตามสัญญา ประโยชน์ที่ได้รับ และภาระทางการเงินที่เกิดขึ้น ถัดมาครับ 5.การเบิกเงินจากคลังการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การนำเงินส่งคลัง ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

สุดท้าย 6.การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินกำหนดให้คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายงบประมาณความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่าย ความสามารถในการใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพัน การจัดเก็บรายได้แผ่นดิน สถานการณ์หนี้สาธารณะ และการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ทั้งนี้งบประมาณรายจ่ายเพื่อลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น

ในส่วนของรายละเอียด หมวดที่สองเราจะมาต่อกันในคอลัมน์ฉบับหน้าครับ

%d bloggers like this: