การลงทุน

All posts tagged การลงทุน

การวิเคราะห์การลงทุนและผลผลิตในการปลูกสร้างสวนสัก

Published เมษายน 10, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001528&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: เลิศ จันทนภาพ; สมเกียรติ จันทร์ไพแสง
ชื่อเรื่อง: การวิเคราะห์การลงทุนและผลผลิตในการปลูกสร้างสวนสัก
Article title: Analysis of investment and production in teak reforestation
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 15 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร 2519: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2519
หน้า: หน้า 35
จำนวนหน้า: 90 แผ่น
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2519)
หมวดหลัก: E13-Investment, finance and credit
หมวดรอง: K10-Forestry production
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: TECTONA GRANDIS, FOREST PLANTATIONS, INVESTMENT, YIELDS
ดรรชนี-ไทย: สวนสัก, การปลูกสร้างสวนป่า, การลงทุน, ผลผลิต
หมายเลข: 001528 KC1501035
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน
โฆษณา

การศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของชาวประมงในอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ (อ่าง 1)

Published กุมภาพันธ์ 28, 2012 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=004213&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สาธิต อภิลักษณมีวรรณ์; ประภาส พันธุ์อร่าม
ชื่อเรื่อง: การศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของชาวประมงในอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ (อ่าง 1)
Article title: Study on socio-economics status of fishermen in Sirikit Reservoir (Area I)
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 25 สาขาประมง 3-5 กุมภาพันธ์ 2530 ณ สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ และศูนย์วิจัยอารักขาข้าว
Source title : Proceedings of the 25th Kasetsart University conference Fisheries Section February 3-5, 1987
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2530
หน้า: หน้า 471-481
จำนวนหน้า: 504 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: E50-Rural sociology and social security
หมวดรอง: M11-Fisheries production
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: FISHERMEN; SOCIOECONOMIC ENVIRONMENT; WATER RESERVOIRS; FAMILIES; OCCUPATIONS; FISHERIES; MARKETING; INVESTMENT; INCOME
ดรรชนี-ไทย: ชาวประมง, สภาพเศรษฐกิจและสังคม, อ่างเก็บน้ำ, ครอบครัว, โครงสร้าง, อาชีพ, การทำประมง, เรือประมง, สินเชื่อเพื่อการประมง, การตลาด, การลงทุน, ผลตอบแทน, รายได้, เขื่อนสิริกิติ์
หมายเลข: 004213 KC2504049
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

บีโอไอสลดลงทุนต่ำเป้า

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

20 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128365.

Pic_128365

ที่ประชุมบีโอไอหารือแนวโน้มการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ คงไม่ถึง 5 แสนล้านบาท ตามที่ตั้งเป้า หลังโครงการใหญ่ๆ ชะลอการลงทุนในไทย …

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) วันที่ 24 พ.ย. นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน จะหารือถึงเป้าการขอรับบีโอไอในปี 53 และปี 54 เนื่องจากที่แนวโน้มการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้คงไม่ถึง 5 แสนล้านบาทที่ตั้งเป้าไว้ เพราะในช่วงที่ผ่านมาโครงการใหญ่ๆที่มีมูลค่าสูงจำนวนมากชะลอการลงทุนในไทยหลังจากได้รับผลกระทบจากปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  โดย 10 เดือนที่ผ่านมา  ม.ค.-ต.ค.  มีโครงการขอรับบีโอไอมูลค่า  3.37 แสนล้านบาท  1,200  โครงการ  มากกว่าปีก่อนเล็กน้อย

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า คาดว่าตัวเลขขอรับบีโอไอในปีนี้มากสุดจะอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท โดยคาดว่าเอสเอ็มอีเข้ามาลงทุนมากขึ้น หลังจากการประชุมคณะกรรมการบีไอไอ ในวันที่  24  พ.ย. จะเสนอขยายการส่งเสริมลงทุนให้เอสเอ็มอีจากเดิมกำหนดวงเงินลงทุนไว้ที่ 20 ล้านบาท

นายนินนาท  ไชยธีรภิญโญ  รองประธาน  บริษัท  โตโยต้า  มอเตอร์  ประเทศไทย  จำกัด  กล่าวว่า สนับสนุนการยกเลิกให้สิทธิประโยชน์บีโอไอเพื่อแลกกับภาษีเงินได้นิติบุคคล  แต่ต้องลดลงเหลือ 18% และการยกเลิกภาษีบีไอไอจะช่วยทำให้นักลงทุนสะดวกสบายมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ไทยมีระบบภาษีที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก มั่นใจว่าการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะจูงใจนักลงทุนได้มาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

เอกชนค้านแหลกชี้รัฐบาลเพี้ยน

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128112.

Pic_128112

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

เอกชนค้านแหลกชี้รัฐบาลเพี้ยน “ชัยวุฒิ” มึนโครงสร้างภาษีใหม่ หวั่นลดสิทธิประโยชน์บีโอไอ ขอความชัดเจนโดยเร็ว เกรงกระทบการลงทุน …

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีกรมสรรพากรมีแนวคิดที่จะปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่โดยเฉพาะภาษีส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ข่าวที่ออกมาจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนทั้งรายเก่าและรายใหม่ ซึ่งต้องสอบถามเป็นการภายในกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะมีผลกระทบวงกว้าง จะต้องรอบคอบก่อนออกสู่สาธารณะเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ดังนั้น การจะปรับเปลี่ยนคงจะต้องหารือกับทุกส่วนรวมถึงภาคเอกชน และคงจะหารือกันในระดับนโยบาย โดยเฉพาะในบอร์ดบีโอไอที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะการไปลดสิทธิประโยชน์การลงทุนของบีโอไอ จะต้องรอบคอบ เนื่องจากเหตุผลของการตั้งบีโอไอก็เพื่อส่งเสริมการลงทุนและสิทธิพิเศษด้านภาษีก็เป็นหนึ่งในหลายมาตรการในการชักจูงการลงทุนเข้ามาและไม่ได้ให้ทุกราย โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะให้และยังกำหนดเวลาและเงื่อนไขอีก

นายธนิต  โสรัตน์  รองประธาน  ส.อ.ท.กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาระประชาชนที่มีการบริโภคสินค้าทั้งภาคอุตสาหกรรมและรวมไปถึงภาคเกษตรกรรม แล้วจะนำไปแลกกับภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่เป็นเรื่องของการลงทุนจึงเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

“หวังว่าท้ายสุดรัฐบาลจะชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็วและคงไม่เพี้ยนไปมากกว่านี้เพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน ซึ่งมาตรการทางภาษีของบีโอไอเพื่อชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรงถ้ายกเลิกเขาก็คงไม่นำเงินมาลงทุนแน่ ขณะที่ไทยเองก็ต้องการสร้างงานเพิ่ม”

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงแผนการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัททั้งประเทศลงมาอยู่ที่ 18% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาอยู่ที่ 25% จากปัจจุบันเก็บในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 10-37% และยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีบีโอไอ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มยังอยู่ที่ระดับเดิม  7%  นั้น  ทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเห็นด้วยหากจะมีการบังคับใช้จริง ซึ่งการปรับลดภาษีนิติบุคคล ที่จะทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และบริษัทนอกตลาด เสียภาษีในอัตราเท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทของประเทศมีต้นทุนการทำธุรกิจที่ลดลงทั้งระบบ

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า  เมื่อมีการปรับลดภาษีลงเท่าเทียมกัน  จะทำให้  บจ.เดิมที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถอนตัวออกจากตลาด เพราะมีต้นทุนสูงกว่าบริษัทนอกตลาดนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการถอนตัวออกจากตลาด เพราะปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ประกอบกับการอยู่ในตลาดจะทำให้มูลค่าและภาพพจน์ตลาดดีขึ้นด้วยจากความคาดหวังของนักลงทุนด้วย ซึ่งถือเป็นผลดีต่อผลประกอบการ

“การลดภาษีนิติบุคคลให้เท่ากันทั้งระบบ จะเป็นผลดีต่อส่วนรวมมากกว่า เพราะเมื่อบริษัทนอกตลาดมีต้นทุนที่ถูก ก็จะช่วยให้บริษัทโตขึ้น และในอนาคตเมื่อต้องการขยายธุรกิจ ก็สามารถเข้ามาระดมเงินทุนในตลาดได้ ส่วนบริษัทที่อยู่ในตลาด แม้จะมีต้นทุนในการเปิดเผยข้อมูลสูง  แต่เชื่อว่าไม่น่ามีใคร อยากออกตอนนี้ เพราะดัชนีเป็นช่วงขาขึ้น จึงทำให้ มูลค่าของบริษัทปรับตัวขึ้น ซึ่งโครงสร้างภาษีแบบนี้ไม่ได้มีประโยชน์กับแค่ตลาดทุน แต่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแรงขึ้น”

ส่วนการยกเลิกให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีบีโอไอนั้น  โดยส่วนตัวเห็นว่าบีโอไอสามารถปรับวิธีการทำงานใหม่  โดยเปลี่ยนเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะดวกในการติดต่อให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการมาลงทุนในไทย  และส่งเสริมให้บริษัทในไทยไปลงทุนต่างประเทศ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

“ชัยวุฒิ”โอ่ลงทุนชักแถว 4 หมื่นล้าน

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127541.

Pic_127541

โดยเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนที่ยืนยันจะเข้ามาลงทุนในไทยชัดเจน 6 ราย และยังไม่เปิดเผยอีก 1-2 ราย เม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 40,000 ล้านบาท

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนประเทศไทยในปีหน้า ยังมั่นใจว่ามีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่อง หลังจากที่ประเทศไทยมีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหามาบตาพุด โดยเฉพาะประเภทกิจการรุนแรง ส่งผลให้จากการไปโรดโชว์ที่ฝรั่งเศสและเยอรมนี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนที่ยืนยันจะเข้ามาลงทุนในไทยชัดเจน 6 ราย และยังไม่เปิดเผยอีก 1-2 ราย เม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 40,000 ล้านบาท

“เป้าหมายดึงการลงทุนบีโอไอในปีนี้ที่ตั้งไว้ 500,000 ล้านบาท ยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก เพราะใน 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ในช่วงการแก้ไขปัญหามาบตาพุด ทำให้โครงการที่จะยื่นขอบีโอไอชะลอไปจำนวนมาก แต่เมื่อมาบตาพุดมีความชัดเจนแล้ว ทำให้นักลงทุนเริ่มมั่นใจกับประเทศไทย และได้ยืนยันว่าจะทยอยยื่นขอบีโอไอตั้งแต่ ปีหน้าเป็นต้นไป”

สำหรับการโรดโชว์ที่ฝรั่งเศสมี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ยืนยันว่าจะขยาย หรือเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ได้แก่ 1. บริษัทมิชลิน จำกัด ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตยางรถยนต์อยู่แล้ว 2. บริษัทแซงท์ โกเบียน จำกัด จะขยายลงทุนผลิตกระจกสำหรับรถยนต์และโซล่าเซลล์ 3. บริษัทคาสิโน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในนามบิ๊กซี ส่วนที่ประเทศเยอรมนี มี 4 บริษัทที่ตอบรับจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วเช่นกันคือ 1. บริษัทเดมเลอร์ เอจี จำกัด ผู้ผลิต รถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ ตัดสินใจที่จะลงทุนเปิดไลน์ผลิตรถยนต์รุ่น M Class ที่ประเทศไทย 2. บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู เอจี จำกัด จะเพิ่มไลน์ผลิตรถยนต์รุ่น X 1 3. บริษัทอีโวนิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเคมีใหญ่อันดับ 3 และ 4. บริษัทคอนติเนนตัล จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สนใจขยายการลงทุนระบบเบรกรถยนต์.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 06:00 น.

“จุติ”สั่งทีโอที-กสท ลดการลงทุนซ้ำซ้อน!

Published สิงหาคม 7, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127026.

Pic_127026

ซึ่งหากทีโอทีและ กสท สามารถพัฒนาโครงข่ายร่วมกันได้ จะทำให้โครงข่ายโทรคมนาคมของไทยมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น สามารถให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมทุกพื้นที่….

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้คณะกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไปหารือถึงแนวทางการลดการลงทุนซ้ำซ้อนระหว่าง ทั้งสองหน่วยงาน เพื่อประหยัดงบประมาณการลงทุน รวมถึงการหารือถึงช่องทางการทำธุรกิจร่วมกัน เพื่อลดรายจ่ายแต่เพิ่มรายได้ให้องค์กรด้วย ซึ่งหากทีโอทีและ กสท สามารถพัฒนาโครงข่ายร่วมกันได้ จะทำให้โครงข่ายโทรคมนาคมของไทยมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น สามารถให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนโยบายของนายจุตินั้น บอร์ดทีโอทีและ กสท จะนัดหารือกันอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือถึงแนวทางการลดการลงทุนซ้ำซ้อนระหว่างกัน โดยเฉพาะในโครงการไฟเบอร์ ทูเดอะเอ็กซ์ FTTX หรือโครงการเคเบิลใยแก้วต่อเชื่อมถึงบ้าน ที่สามารถใช้งานได้ทั้งไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์ ซึ่งทั้งทีโอทีและ กสท มีแผนที่จะลงทุนและใช้เงินลงทุนในการดำเนินการโครงการดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

กระแส บีโอไอแฟร์ 2011 กระตุ้นความเชื่อมั่นการลงทุนเพิ่ม

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 14:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191790.

Pic_191790

บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริม 7 เดือน เฉียด 300,000 ล้านบาท มูลค่าลงทุนเดือนก.ค.กว่า 53,000 ล้านบาท สูงที่สุดเมื่อเทียบจากตั้งแต่ช่วงต้นปี มั่นใจทิศทางลงทุนโตต่อเนื่อง ดันการลงทุนปีนี้ เกินเป้า 400,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 1,030 โครงการ มูลค่าลงทุน 299,500 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มี 747 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 37.9% ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 45.5% นางอรรชาก กล่าวว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในเดือน ก.ค.เพียงเดือนเดียว มียื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 161 โครงการ มูลค่า 53,600 ล้านบาท สูงที่สุดในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา โดยมีขนาดการลงทุนกระจายทั้งในส่วนของโครงการขนาดกลางและเล็ก จนถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามามาก อาทิ การผลิตเครื่องปรับอากาศ โครงการปิโตรเคมี กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการลงทุนล่าสุด อยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท ทำให้บีโอไอมั่นใจได้ว่าการลงทุนปีนี้ จะเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 400,000 ล้านบาทได้ เนื่องจากแนวโน้มความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยยังมีการเติบโตไปจนถึงสิ้น ปี นี้ ได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่ง บีโอไอ จะมีการจัดงานนิทรรศการใหญ่ บีโอไอแฟร์ 2011 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นในการเป็นฐานการ ลงทุนของไทยในระดับภูมิภาคได้ยิ่งขึ้น” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า กิจการที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือน มีกระจายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 265 โครงการ มูลค่า 83,100 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันปีก่อน ที่มี 140 โครงการ มูลค่า 26,600 ล้านบาท รองมาเป็น กิจการบริการและสาธารณูปโภค 222 โครงการ มูลค่า 61,500 ล้านบาท โครงการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 214 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน กิจการ เคมี กระดาษ และพลาสติก 141 โครงการ มูลค่า 49,900 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 93 โครงการ มูลค่า 16,200 ล้านบาท และ กิจการ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มี 146 โครงการ มูลค่า 46,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 111 โครงการ มูลค่า 13,600 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 14:43 น.

ปูนซิเมนต์ไทยขยายการลงทุน 5 ปี

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189616.

Pic_189616

ปูนใหญ่เผยขยายการลงทุน 5 ปี เน้นธุรกิจปิโตรเคมี-ก่อสร้าง

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (เอสซีจี) เปิดเผยแผนการลงทุนของเอสซีจีในระยะ 5 ปี (ปี 2555-2559) ว่า เอสซีจีจะใช้เงินลงทุนรวม 150,000 ล้านบาท สูงกว่าแผนเดิมที่เคยตั้งงบประมาณลงทุนไว้เดิมเพียง 100,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายการลงทุน ทั้งในธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจปูนซีเมนต์ ที่จะเริ่มมีการผลิตออกมาของโรงงานปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซีย ในปลายปีนี้ รวมถึงมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจวัสดุก่อสร้างเข้าไปในเวียดนาม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในต่างประเทศ เอสซีจีจะให้ความสำคัญในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นประเทศ ที่มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนประชากรมาก ทั้งนี้ หลังจากที่เอสซีจีได้เข้าซื้อกิจการธุรกิจเซรามิกในอินโดนีเซีย จะส่งผลให้เอสซีจีเป็นผู้ผลิตเซรามิกอยู่ในอันดับ 2 ของโลก โดยบริษัทดังกล่าวมีสินทรัพย์อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และมียอดขายต่อปีประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากบริษัทผลิตเซรามิกรายใหญ่ของโลกที่มียอดขายเป็นอับดับ 1 ของโลกมียอดขายลดลง ก็มีโอกาสที่บริษัทของเอสซีจีที่ทำธุรกิจเซรามิกจะสามารถขยับตัวขึ้นเป็นบริษัทที่มียอดขายอันดับ 1 แทนเช่นกัน

นายกานต์ กล่าวว่า เอสซีจียังได้ปรับเป้าประมาณการยอดขายรวมในปีนี้ขึ้นเป็นเติบโตไม่น้อยกว่า 20% จากเดิมที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่  10%  หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายรวมเติบโตถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว  จึงส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลกให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วตามไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

กำไร บจ. ปัจจัยหลักขับเคลื่อนดัชนี การเมืองกระทบแค่ 20-30%

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 20:32 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189029.

Pic_189029

บลจ.ทหารไทย ประเมินการเมือง มีผลกระทบต่อดัชนีหุ้น 20-30% ขณะที่กำไร บจ. เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนดัชนี แนะช้อนหุ้นกลุ่มแบงก์-พลังงาน ครึ่งปีหลัง ระบุกำไรเพิ่ม 10% ทันที จากนโยบายลดภาษีของรัฐบาล ชี้ครึ่งปีหลังเงินทุนยังไหลเข้าไทย …

วันที่ 25 ก.ค. นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า ในครึ่งปีหลัง มีโอกาสที่จะเห็น Fund Flow ไหลเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เงินเฟ้อสูงและค่าเงินบาทแข็งค่า โดยจะเข้ามาในลักษณะของเงินทุนระยะยาวและตราสารหนี้ระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยการเมืองมีผลกระทบต่อดัชนีฯ 20-30% เท่านั้น

ด้านนิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน กล่าวว่า การเมืองมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นเพียง 20-30% แต่ปัจจัยหลักเป็นผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)มากกว่า สะท้อนได้จากตัวเลขย้อนหลัง 3-4 ปี แม้สถานการณ์การเมืองจะรุนแรง แต่ดัชนีหุ้นไทยยังคงเพิ่มขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2552 บจ.กำไรเพิ่มขึ้น 44% แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปถึง 60% และในปี 2553
กำไร บจ.เพิ่มขึ้น 35% ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 40% และปีนี้แค่ไตรมาสแรก กำไร บจ.เพิ่มขึ้น 30% เชื่อว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

‘ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นการเติบโตของกำไรบจ.และราคาหุ้น โดยปัจจัยการเมืองมีผลกระทบ 20-30% เท่านั้นโดยสังเกตได้ว่าช่วงที่การเมืองแย่ แต่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นได้’ นายนิเวศน์ กล่าว

นายนิเวศน์ ยังกล่าวถึง นโยบายการลดภาษีนิติบุคคลจากเดิม 30% เหลือ 23% ของรัฐบาลใหม่ว่า จะส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนมีกำไรเพิ่มขึ้นทันที 10% โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น กลุ่มแบงก์จะได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 20:32 น.

เชื่อตั้งรัฐบาลใหม่เร็ว-โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจแกร่งดันหุ้นไทยขึ้น

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 22:48 น.

เชื่อตั้งรัฐบาลใหม่เร็ว-โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจแกร่งดันหุ้นไทยขึ้น.

Pic_185849

ผู้จัดการตลาดหุ้นบอกหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง นโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย แต่ขณะนี้หุ้นไทยปรับตัวลง ตามความกังวลต่อวิกฤติหนี้ยุโรปที่กำลังลามเข้าอิตาลีกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงถ้วนหน้า

วันที่ 12 ก.ค. นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้จะปรับตัวตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเพราะกังวลกับปัญหาหนี้ยุโรปที่กำลังลุกลามไปอิตาลีที่มีผลกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งจากปัญหาความกังวลวิกฤติหนี้ยุโรปนี้ได้ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในหุ้น ทั่วโลกไหลออกไปลงทุนในตลาดพันธบัตรจำนวนมาก ทำให้มูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นทั่วโลกเบาบางและปรับตัวลงไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่ถือว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง น้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากมีปัจจัยบวกด้านการเมือง

อย่างไรก็ตามมองว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งได้รับการยอมรับ และนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาปรับตัวขึ้นได้

นอกจากนี้เม็ดเงินที่ไหลออกไปลงทุนในตลาดพันธบัตรจำนวนมาก จนทำให้ราคาพันธบัตรแพงเกินไปและทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเริ่มไม่จูงใจแล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะหันกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเดิมมองว่าจะใช้เวลาไม่นานแต่พอมีความกังวลปัญหาหนี้ยุโรป เงินที่จะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นจึงอาจจะยังชะลออยู่

นายจรัมพรยังเปิดเผยว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทจดทะเบียนมีการระดมทุนในตลาดรองแล้วจำนวน 55,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯที่ตั้งไว้ปีนี้จะอยู่ที่ 40,000ล้านบาท ขณะที่การเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์ เกตแคป)ของหุ้นใหม่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ปีนี้ที่ 100,000ล้านบาท คาดว่าน่าจะทำได้ใกล้เคียงเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันทำได้ที่ 47,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าการซื้อขายถือว่าเป็นไปตามเป้า มีมูลค่าเฉลี่ยต่อวันประมาณ 30,000 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 22:48 น.
%d bloggers like this: