กานต์ ตระกูลฮุน

All posts tagged กานต์ ตระกูลฮุน

3ซีอีโอธุรกิจไทย มอง เศรษฐกิจ 54 โตต่อ แต่การเมือง-ค่าเงินปัจจัยเสี่ยง

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128026.

Pic_128026

ประเสริฐ บุญสัมพันธ์-กานต์ ตระกูลฮุน-ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์

3 บ๊ิกซีอีโอ มองเศรษฐกิจปีหน้าโตต่อ โดยการเมือง-สงครามค่าเงิน เป็นปัจจัยเสี่ยง ปตท.ระบุ ปีหน้าน้ำมันราคาไม่ขึ้น ด้านปูนฯ ชี้ การลงทุนรัฐเป็นตัวแปรเศรษฐกิจฟื้นไม่ฟื้น ขณะที่พฤกษา ไม่หวั่นมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาฯ แบงก์ชาติ ปีหน้าอสังหาฯ โตต่ออีก 10%

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาสัมมนา ซีอีโอ 2011 :Chief Economic Outlook 2011 ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ 4-5% ถือว่าเป็นการขยายตัวในระดับฐานทีเป็นปกติของประเทศไทย แต่ที่สำคัญมากกว่า คือ การเมืองจะเป็นอย่างไร ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกจะก่อให้เกิดการไหลเข้าออกของเงินที่จะกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย และค่าเงินบาทมากหรือน้อยกว่าปีนี้ และการมีขนาดและมูลค่าของเศรษฐกิจที่ใกล้กันมากของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจ จีนอาจจะสร้างปัญหาใหญ่

“สิ่งที่ห่วงคือ สงครามค่าเงินที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อาจจะขยายวงไปสู่สงครามทางการค้าระหว่างกัน และสุดท้ายทุกประเทศจะค้าขายได้ยากขึ้น และก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะในขณะที่สหรัฐกำลังพยายามทำทุกทางเพื่อให้จีน และประเทศเอเชียทำให้ค่าเงินของตัวเองแข็งขึ้น หลายคนกำลังมองว่า ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯได้อย่างแท้จริง เพราะทุกวันนี้ปัญหาของสหรัฐคือค่าจ้างแรงงานที่แพงมาก ทำให้แข็งขันด้านการผลิต และราคาสินค้าไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าเงิน” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ในปีนี้ประเทศไทยขยายตัวได้จากภาคการส่งออก และการบริโภคในประเทศ แต่ด้านการลงทุน และศักยภาพในการแข่งขันของไทยลดลง ขณะเดียวกัน สายตาของต่างประเทศมองว่า สถานะของรัฐบาลยังไม่เสถียรภาพ เช่นเดียวกับ นโยบายของรัฐบาลด้านการลงทุนต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งหากปีหน้าต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่ม ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ต่างชาติเชื่อมั่นให้ได้ นอกจากนั้น การพัฒนาประเทศไทยจะต้องก้าวไปพร้อมๆ กันทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และการมีพลังงานที่ยั่งยืน โดยรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนที่จะไปสู่การมีพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ลดการสนับสนุนพลังงานฟอสซิส อย่างน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติลง เพราะในช่วงที่สภาวะอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง การไปสู่พลังงานสะอาดจะสร้างโอกาสการเติบโตให้กับประเทศไทยได้ สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในปีหน้านั้น

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ไม่น่ากังวล เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะอยู่ในระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงค์โปร์จะอยู่ที่ประมาณ 90 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศไม่เปลี่ยนแปลงจากในขณะนี้มากนัก ทำให้ไม่มีผลกระทบรุนแรงต่อต้นทุนภาคอุตสากรรมและภาคขนส่งของไทยในปีหน้า

ขณะที่ นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้าว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในภาคอุตสาหกรรมของไทยในปีหน้าคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ โดยแนวทางที่เหมาะสมของภาคอุตสาหกรรมของไทย และเครือเอสซีจี จะเดินหน้าต่อไป คือ การเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิด Green Movement ทั้งตัวสินค้า และกะบวนการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม และปีนี้ เครือเอสซีจี เห็นผลชัดเจนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 10 เท่าของผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรณีมาบตาพุด ที่บอกอะไรให้กับอุตสาหกรรมไทยว่าต้องสนใจสิ่งแวดล้อม ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรในปีหน้าจะดีขึ้นต่อเนื่อง จากผลผลิตที่ออมาในตลาดน้อยลงซึ่ง จะช่วยพยุงรายได้ของเกษตรกร เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศทีเพิ่มขึ้น และการขยายตัวของภาคการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยการค้าส่งและค้าปลีกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่ไปได้ต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าปิโตรเคมี ยังขยายตัวได้ดีต่อไป แม้ว่าหลายคนจะมองว่าผลผลิตในปีนี้ออกมามากเกินไปก็ตาม ส่วนปูนซิเมนต์นั้นคาดปีหน้าจะขยายตัวได้ประมาณ 5-10%

“ภาคการส่งออกโดยรวม ตลาดการค้าของโลกที่ยังขยายตัวจะช่วยพยุงภาคการส่งออกส่วนใหญ่ให้ขยายตัวต่อ ไปได้ แต่จะมีภาคส่งออกอีกส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขึ้น โดยเฉพาะภาคที่มีสัดส่วนสินค้าที่เป็นเงินบาทมาก หรือใช้วัตถุดิบแรงงานในประเทศสูง ซึ่งหากเงินบาทยังแข็งค่าธุรกิจส่วนนี้จะน่าเป็นห่วง” นายกานต์ กล่าว

นายกานต์ กล่าวต่อว่า  การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมนั้น จะดีขึ้นได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นรัฐบาลเป็นหลัก เรื่องแรกคือ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนของภาครัฐ ในงบประมาณไทยแข้มแข็งปีหน้าที่มีสูงถึง 500,000 ล้านบาท หากสามารถเบิกจ่ายได้รวดเร็วกว่าในปีนี้ ซึ่งมียอดเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งจริงประมาณ 61% หรือ 240,000 ล้านบาท รวมทั้งการเบิกจ่ายทำได้อย่างโปร่งใสจะสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของ ภาคเอกชนได้อย่างมาก และก่อให้เกิดการขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยได้ และปัจจัยสุดท้ายคือสำคัญที่สุดคือปัญหาการเมือง เพราะปีหน้าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่มี มีช้าหรือมีเร็วก็ได้ แต่ขอให้ผ่านไปอย่างสงบถึงจะมีผลดีต่อภาคธุรกิจ

ด้าน นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวในการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 นั้น จะยังขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 10% จากปีนี้ แม้ว่าจะมีมาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ของธปท.ออกมา โดยผู้ประกอบการและลูกค้าที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของธปท.คือ ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในปีหน้าที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ เพราะจะต้องเตรียมเงินสดประมาณ 12% ของราคาคอนโดฯ ในการซื้อ ขณะที่ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อบ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์สร้างเสร็จพร้อมอยู่ ในปี 2555 จะต้องมีเงินสดในมือประมาณ 7.5% ราคาบ้าน ในขณะที่โครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโดฯ ที่ยังไม่สร้างไม่กระทบเพราะมีเวลาสำหรับผ่อนดาวน์ประมาณ 1-1 ปีครึ่ง โดยปีนี้มีจำนวนที่อยู่อาศัยในกทม. และปริมณฑล ออกมาในปีนี้ประมาณ 85,000 หน่วย มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่ปีหน้าจะมีออกมาเพิ่มเป็น 90,000-95,000 หน่วยมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 250,000 ล้านบาท ขณะที่พฤติกรรมการซึ่งในขณะนี้ มีบ้านและทาวน์เฮาส์ ทั้ง 100% เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ขณะที่คอนโดฯ 70% เพื่ออยู่อาศัย อีก 15%เพื่อลงทุน ขณะที่มีการซื้อใบจองเพื่อเก็งกำไรประมาณ 15% แต่ในที่สุดจะมีคนซื้อใบจองต่อเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้เห็นว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงยังไม่มีภาวะฟองสบู่อย่างที่กลัว กัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

ปูนซิเมนต์ไทยขยายการลงทุน 5 ปี

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189616.

Pic_189616

ปูนใหญ่เผยขยายการลงทุน 5 ปี เน้นธุรกิจปิโตรเคมี-ก่อสร้าง

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (เอสซีจี) เปิดเผยแผนการลงทุนของเอสซีจีในระยะ 5 ปี (ปี 2555-2559) ว่า เอสซีจีจะใช้เงินลงทุนรวม 150,000 ล้านบาท สูงกว่าแผนเดิมที่เคยตั้งงบประมาณลงทุนไว้เดิมเพียง 100,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายการลงทุน ทั้งในธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจปูนซีเมนต์ ที่จะเริ่มมีการผลิตออกมาของโรงงานปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซีย ในปลายปีนี้ รวมถึงมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจวัสดุก่อสร้างเข้าไปในเวียดนาม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในต่างประเทศ เอสซีจีจะให้ความสำคัญในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นประเทศ ที่มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนประชากรมาก ทั้งนี้ หลังจากที่เอสซีจีได้เข้าซื้อกิจการธุรกิจเซรามิกในอินโดนีเซีย จะส่งผลให้เอสซีจีเป็นผู้ผลิตเซรามิกอยู่ในอันดับ 2 ของโลก โดยบริษัทดังกล่าวมีสินทรัพย์อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และมียอดขายต่อปีประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากบริษัทผลิตเซรามิกรายใหญ่ของโลกที่มียอดขายเป็นอับดับ 1 ของโลกมียอดขายลดลง ก็มีโอกาสที่บริษัทของเอสซีจีที่ทำธุรกิจเซรามิกจะสามารถขยับตัวขึ้นเป็นบริษัทที่มียอดขายอันดับ 1 แทนเช่นกัน

นายกานต์ กล่าวว่า เอสซีจียังได้ปรับเป้าประมาณการยอดขายรวมในปีนี้ขึ้นเป็นเติบโตไม่น้อยกว่า 20% จากเดิมที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่  10%  หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายรวมเติบโตถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว  จึงส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลกให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วตามไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

ปูนใหญ่ปั๊มสต๊อกรับอานิสงส์น้ำท่วม

Published เมษายน 27, 2011 by SoClaimon

28 ตุลาคม 2553, 05:45 น.
ปูนใหญ่ปั๊มสต๊อกรับอานิสงส์น้ำท่วม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_122317

กานต์ ตระกูลฮุน

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยจำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปูนใหญ่เตรียมสำรองวัสดุก่อสร้างและปูนซีเมนต์ไว้เต็มสต๊อก เพื่อรองรับความต้องการที่หน่วยงานภาครัฐหรือประชาชนจะมาซื้อเพื่อนำไปซ่อมแซมบ้านเรือน อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ หลังน้ำลด ซึ่งคาดว่าความต้องการจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากหลังน้ำลดจะต้องมีการสำรวจความเสียหายและออกแบบ ซึ่งต้องใช้เวลา 1-2 เดือน จึงคาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการปูนซีเมนต์สูงขึ้นในช่วงต้นปีหน้านี้อีกประมาณ 10% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะสูงเพียง 5% ซึ่งจากปัญหาน้ำท่วมคาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เหลือ 5% จากเดิมที่คาดว่าจะโตสูงสุด 10%

“ส่วนเรื่องของราคาจำหน่ายปูนซีเมนต์นั้น คาดว่าจะไม่ปรับลดลงไปกว่าปัจจุบัน เพราะราคาในขณะนี้ถือว่าถูกกว่าราคาในปีที่ผ่านมา และขณะนี้ราคาจำหน่ายของแต่ละค่ายผู้ผลิตก็แข่งขันกันอย่างรุนแรง และเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัด ก็จะทำให้ราคาปูนซีเมนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้งานซ่อมแซมบ้านพักอาศัยของประชาชน จึงยืนยันว่าราคาปูนซีเมนต์หลังน้ำลดจะไม่ปรับลดลงอย่างแน่นอน”

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 3 ปีนี้ ปูนใหญ่มียอดขายรวมทั้งสิ้น 79,061 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณการขายส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น แต่มีกำไรสุทธิ 6,557 ล้านบาท หรือลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยกำไรที่ลดลงเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะเดียวกัน ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ปูนใหญ่จะใช้งบลงทุนกิจการในเครือทั้งหมด 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นในธุรกิจปิโตรเคมี การขยายการลงทุนในต่างประเทศ และการซื้อกิจการในประเทศที่น่าสนใจ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 ตุลาคม 2553, 05:45 น.

กานต์ ตระกูลฮุน กับ พันธกิจเอสซีจี สะท้อนวิสัยทัศน์บริหารองค์กรสู่ผู้นำระดับโลก

Published ธันวาคม 31, 2010 by SoClaimon

22 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางกานต์ ตระกูลฮุน กับ พันธกิจเอสซีจี สะท้อนวิสัยทัศน์บริหารองค์กรสู่ผู้นำระดับโลก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

EyWwB5WU57MYnKOvIS3NulecEzdhP4Mc1cNs9IFUfrAxudxGPzJDJa

 

มีอยู่เพียงไม่กี่บริษัทในประเทศไทย ที่จะฉลองอายุครบ 100 ปีได้ โดยที่ยังคงมาตรฐานการผลิต และบริการอย่างตรงใจ และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ก็สามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องด้วย

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ที่มีผู้กุมบังเหียนชื่อ กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็เป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่รายที่จะมีอายุครบ 100 ปีในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ.2556

จากธุรกิจเริ่มแรกของการผลิตปูน ซีเมนต์ แผ่ขยายอาณาจักรครอบคลุมไปในธุรกิจต่อเนื่องของการก่อสร้างบ้าน เซรามิก กระดาษ กระทั่งถึงอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ภายใต้ความสามารถ และศักยภาพในการบริหารจัดการ รวมถึงวิสัยทัศน์ในการวางเป้าหมายทางธุรกิจของผู้บริหาร และความร่วมมือร่วมใจกันของพนักงานจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

ทำให้ เอสซีจี  เติบใหญ่เป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์รวม เป็นมูลค่า 328,755 ล้านบาท จากความสามารถส่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ออกไปจำหน่ายทั่วโลกมากถึง 110 ประเทศ

ผลสำเร็จทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังทำให้ Dow Jones Sustainability In dexes หรือ DJSI ดัชนีที่ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 โดยกองทุนต่างๆจากทั่วโลก ใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการลงทุน

 

NjpUs24nCQKx5e1GEctWyrhBdhacRgK0WJQZPFygrDU

 

ได้จัดอันดับให้ เอสซีจี เป็นบริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับ GOLD CLASS ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2551  จนถึงปีปัจจุบัน 2553 ขณะเดียวกัน เอสซีจี ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง (Building Materials & Fixtures) ต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 7 ปีด้วย

“เราประกาศพันธกิจเพื่อให้เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนองค์กร ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งว่า ภายในปี 2558 เอสซีจี จะเป็นผู้นำตลาด ในภูมิภาคที่มุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนให้แก่กลุ่มประเทศในอาเซียน และชุมชนที่เข้าไปดำเนินงาน”

ในฐานะผู้บริหารสูงสุดขององค์กรแห่งนี้ นายกานต์ กล่าวกับ ทีมเศรษฐกิจ ถึงวิสัยทัศน์ของเขา และทิศทางในอนาคตของเอสจีซี ในวันที่กำลังจะก้าวพ้นศตวรรษแรกกับภารกิจยิ่งใหญ่นี้

เขา ยังกล่าวด้วยว่า จะนำพาพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายของเอสซีจี ไปสู่ความเป็นเจ้าขององค์กรที่มีการบริหารงาน ระดับโลก สอดคล้องกับความเป็นบรรษัทภิบาล และมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมไทย ด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากกระบวนการดำเนินงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความเป็นเลิศ

มาบตาพุดจบ…ไทยเดินหน้าต่อ

“เมื่อศาลปกครองอนุญาตให้โครงการลงทุนในมาบตาพุดเดินหน้าต่อไปได้ เราก็รู้สึกโล่งใจ เช่นเดียวกับนักลงทุนจากทั่วโลกที่มีฐานการลงทุนที่นั่น เฉพาะการลงทุนของเอสซีจี ในมาบตาพุด เรามีถึง 18 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 57,500 ล้านบาท…

เราหลุดออกไปได้ 17 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการปิโตรเคมี ที่ร่วมทุนกับต่างชาติ ซึ่งคาดว่าในไตรมาสที่ 3 ของ ปี 2554 ทุกโครงการจะทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ ก่อนจะขอใบอนุญาตประกอบกิจการต่อไป ยกเว้นโครงการของบริษัท ไทยพลาสติก และเคมีภัณฑ์ จำกัด ที่เข้าข่ายกิจการรุนแรงซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรค 2 คือ ให้มีการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชนให้เรียบร้อยเสียก่อน”

 

NjpUs24nCQKx5e1GEctWyrhBdhacRgBTPrikliyavQt

 

นายกานต์ ยอมรับว่า กรณีของมาบตาพุด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประเทศไทยหลายด้าน ที่อาจทำให้ภาพพจน์ การลงทุนเสียหายในสายตาต่างชาติ สิ่งนี้ทำให้ต้องเดินทางไปทำหน้าที่เป็นทูตด้านการลงทุนแทนคนไทยกับบริษัทแม่ในต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านการลงทุนอีกมาก ทั้งยังโดดเด่นในเรื่องสาธารณูปโภค และฝีมือแรงงานที่เป็นจุดแข็งเหนือเวียดนาม และบังกลาเทศ

ข้อดีด้านบวกก็คือ อุตสาหกรรมในประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและมีมาตรฐานการดูแลในระดับที่สูงขึ้น เช่น กรณีที่บริษัท ดาว เคมีคอลส์ จำกัด จากสหรัฐฯยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอันดับ 1 ของโลก ยังคงเลือกลงทุนในไทย และนำเทคโนโลยีการผลิตที่ดีที่สุดเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต นี่จึงเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าต่างชาติยังเชื่อมั่นศักยภาพของประเทศไทย

หนุนกระจายภาษีลงท้องถิ่น

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในมาบตาพุด 5 บริษัท ซึ่งได้แก่ เอสซีจี, บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), บริษัท บีแอลซีพี จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) และ ดาว เคมีคอลส์ จำกัด ยังได้จับมือกันเพื่อรวมกลุ่มความร่วมมือระหว่างกันเป็นครั้งแรกในการพัฒนาให้อุตสาหกรรมในมาบตาพุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมนุมชนด้วย

“เราร่วมกันถ่ายทอดความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และตรวจสอบดูแลกันและกัน ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือดูแลสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน ด้วยการเน้นหนักไปในด้านสุขภาพและการศึกษา เพื่อทำให้ อุตสาหกรรมและชุมนุมชนสามารถจะอยู่รวมกัน และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนได้ด้วย”

นายกานต์ เปรียบวิกฤติมาบตาพุดเป็นเหมือนสึนามิ หรือคลื่นยักษ์ ที่ก่อให้เกิดการต่อต้านการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักของประเทศไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ และปิโตรเคมี ซึ่งจากนี้ไปคงจะเกิดขึ้นได้อย่างยากลำบาก

ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ภาคตะวันออก หรือในโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์นซีบอร์ด) เพราะประชาชนในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวมลพิษจากการลงทุน แม้ว่าขณะนี้มาตรฐานตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนไทย จะสูงกว่าหลายๆประเทศทั่วโลกแล้วก็ตาม

“ถ้าอุตสาหกรรมหนักที่เป็นตัวการสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศถูกต่อต้าน ประเทศไทยเราก็อาจจะขาดช่วงการพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุน สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสการเป็นฐานผลิตของอุตสาหกรรมหนักที่มีศักยภาพสูงระดับโลกอย่างที่เรากำลังเป็นอยู่ไป…

การยืนอยู่ในตำแหน่งที่มีศักยภาพสูงขนาดนี้ นอกจากทำรายได้จากการส่งออกให้แก่ประเทศสูงแล้ว ยังทำให้ไทยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าส่งออก หรือสินค้าเพื่อการบริโภคภายในประเทศเหมือนเช่นในอดีตอีก โดยเฉพาะโรงงานปิโตรเคมีของไทยที่มีขนาดกำลังการผลิตที่ใหญ่ และเหนือกว่าคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียมาก”

อย่างไรก็ตาม นายกานต์ กล่าวว่า เขาเห็นด้วยว่า การลงทุนในทุกอุตสาหกรรมจำเป็นจะต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน และคนในพื้นที่ เพื่อทำให้โรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนอยู่ร่วมกันได้

 

NjpUs24nCQKx5e1GEctWyrhBdhacRgI7Vl79RHreF1R

 

สิ่งนี้ ทำให้ เอสซีจี สนับสนุนและผลักดันแนวคิดให้มีการนำงบประมาณที่ได้จากการจัดเก็บภาษีของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ซึ่งถูกนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน นำมากระจายสู่จังหวัด หรือพื้นที่ที่มีการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

อย่างน้อยก็น่าจะจัดสรรงบประมาณตามสัดส่วนของการจัดเก็บภาษีจากรายโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อคืนกลับมาสู่ผู้คนในชุมชน “ผมคิดว่า 40% ของรายได้ที่จัดเก็บได้จากภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ น่าจะส่งคืนกลับไปพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนนั้น ไม่ใช่ส่งกลับคืนไปแค่ 2-3% อย่างที่เป็นอยู่”

ส่วนจะจัดสรรผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือองค์กรใดในชุมชนเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหาร และใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้ให้กระจายสู่ประชาชนในพื้นที่จริงๆ ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบจะไปคิดกัน

การคืนภาษีสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะที่จังหวัดระยอง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความรู้สึกของคนระยองให้ยอมรับการลงทุนมากขึ้น ที่สำคัญ การมีโรงงานขนาดใหญ่ในจังหวัดต่างๆ ได้ส่งผลให้ชุมชนในพื้นที่เกิดการพัฒนาและมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

บรรดาผู้ประกอบการ จึงอยากให้รัฐนำภาษีจากภาคอุตสาหกรรมมาช่วยเหลือท้องถิ่นอย่างจริงๆจังๆหลังจากที่พวกเขาเสียภาษีแก่รัฐบาลส่วนกลางไปเป็นจำนวนมากแล้ว

ทุ่มงบวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต

ตัวอย่างง่ายๆจากผลการดำเนินงานของเอสซีจีในปีที่ผ่านมามีกำไรก่อนหักภาษี 30,000 ล้านบาท เสียภาษี 30% ขณะที่ผู้ถือหุ้นยังต้องเสียภาษีเงินได้อีก 10% ยังไม่รวมภาษีเงินได้ของพนักงานและภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เป็นต้น รวมๆแล้ว เอสซีจี จ่ายภาษีกว่าปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท

ในขณะที่แต่ละปี เอสซีจี ได้ตั้งงบประมาณเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมทางสังคมอีกปีละ 500 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของชุมชน และประชาชนในพื้นที่ หากกระจายงบประมาณให้ชุมชนรับเพิ่มขึ้น ก็อาจนำไปปรับปรุงการเรียนการสอนให้ชุมชน สามารถจ้างครูอาจารย์เงินเดือนสูงๆจากส่วนกลางไปสอนเด็กในพื้นที่ให้มีความรู้มีการศึกษาที่สูงขึ้นจนถึงระดับอุดมศึกษา หรือมีทักษะ และฝีมือแรงงานในระดับที่เป็นมาตรฐานตามที่บรรดาอุตสาหกรรมในพื้นที่ต้องการได้

เมื่อผู้คนสามารถใช้ชีวิต และทำงานในพื้นที่ได้ ก็จะทำให้พวกเขารักถิ่นฐาน และพัฒนาท้องถิ่นตนได้มากขึ้น ยิ่งมีลูกหลานคนในพื้นที่ไปทำงานในโรงงานมากขึ้น ก็ย่อมจะเกิดการยอมรับการลงทุนที่ทำให้ทุกคนในท้องถิ่นมีรายได้มากขึ้น สิ่งนี้ย่อมจะทำให้การต่อต้านการขยายตัวของการลงทุนค่อยๆหมดไป

ผลประกอบการใน 9 เดือนแรกของปีนี้ของ เอสซีจี และบริษัทในเครือปรากฏว่า มียอดขายรวม 225,071 ล้านบาท มีกำไร 20,709 ล้านบาท คาดว่าตลอดปีนี้จะมียอดขายเกินกว่า 300,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายของปี 2552 มีทั้งสิ้น 238,664 ล้านบาท มีกำไร 24,346 ล้านบาท

“ยอดขายจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ไม่ได้มาจากความโชคดีของ เอสซีจี แต่มาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เอสซีจี ได้ทุ่มงบประมาณด้านการวิจัย  และพัฒนาเพื่อปรับปรุงสินค้า  และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม(High  Value  Added  Products  and  services)  หรือ HVA

 

NjpUs24nCQKx5e1GEctWyrhBdhacRgHcoEQYAgnR8nq

 

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะสลัดประเทศไทยให้พ้นจากวงจรการผลิตสินค้าราคาถูก และค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ จริงๆแลัว ทุกวันนี้ แม้ค่าแรงงานของไทยจะทยอยไต่ขึ้นสู่ระดับกลางถึงสูงแล้วก็ตาม แต่นายจ้างต่างชาติก็ยังพึงพอใจกับคุณภาพ และฝีมือของแรงงานไทยอยู่”

การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการผลิตสินค้าของเอสซีจี จึงเปลี่ยนไปสู่สินค้าในกลุ่ม HVA เพื่อเปลี่ยนสนามการลงทุนของไทยให้ก้าวไปสู่ฐานการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม และใช้แรงงานในระดับกลางถึงสูงเพิ่มมากขึ้น ส่วนกิจการที่ใช้แรงงานจำนวนมาก และมีค่าแรงถูก ต้องปล่อยให้ไปลงทุนในอินโดจีนแทน

นายกานต์ กล่าวว่า เขาให้ความสำคัญกับการวิจัย และพัฒนา มาตั้งแต่ปี 2548 แม้จะเริ่มต้นใช้งบประมาณต่ำเพียง 40 ล้านบาท แต่ผลสำเร็จที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาตัดสินใจปรับงบประมาณเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เช่น ในปี 2552 เอสซีจี ใช้งบประมาณไป 730 ล้านบาท ส่วนปี 2553 ใช้งบประมาณเพิ่มเป็น 880 ล้านบาท และในปีหน้า เขาตั้งงบเพื่อการนี้ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท

งบประมาณนี้ จะถูกใช้เพื่อการสร้างทีมนักวิจัยผลิตภัณฑ์ ขึ้นโดยเฉพาะ อาจนับได้ว่าเอสซีจีเป็นองค์กรเอกชนไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่เป็นแหล่งรวบรวมนักวิจัย และพัฒนาระดับแนวหน้าของประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นให้วงการผลิต นักวิจัย และพัฒนาคึกคักขึ้น จากเดิมที่คนเหล่านี้มักจะทำงานอยู่ แต่เฉพาะในภาคราชการเท่านั้น

ผลิตภัณฑ์ที่ เอสซีจี ได้จากการทุ่มเทงบประมาณเพื่อการนี้ ก็คือ กระดาษไอเดียเวิร์ค, กระดาษไอเดียกรีน และกระดาษกรีนรีดที่เป็นผลิตภัณฑ์ปลอดจากสารปนเปื้อนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดเป็นกรีนโปรดักส์ เช่น ปูนช้างทนน้ำทะเล, คอนกรีตผสมเสร็จสำหรับลานตากพืชผลทางการเกษตร, ระบบไซโลและเครื่องพ่นฉาบปูน สำเร็จรูป, รถโม่เล็กคอนกรีตผสมเสร็จซีแพค เป็นต้น

ฝากวิสัยทัศน์บริหารประเทศ

ผลิตภัณฑ์ HVA ที่ได้ส่งผลให้ยอดสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วน 15% ของยอดขายรวมในปี 2551 และเพิ่มขึ้นในปี 2552 เป็น 25% ขณะที่ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 29% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 80,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีสัดส่วนเพียง 4% เท่านั้น

“ผมวางเป้าหมายว่าภายในปี 2558 เอสซีจี จะเพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA เป็น 50% ขณะที่ เอสซีจี มีกำไรจากสินค้าเหล่านี้ 10%ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไปของเอสซีจี

ผลกำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการวางแผนธุรกิจเพื่ออนาคต ในสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้สินค้าส่งออกมีรายได้ลดลง แต่สินค้า HVA จะเพิ่มมูลค่าในตัวของมันเอง และส่งผลให้รายได้ไม่ลดลงมากนัก แม้ว่าเงินบาทแข็งค่าทุกๆ 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้ เอสซีจี มีรายได้ลดลง 600 ล้านบาทก็ตาม แต่ก็ยังมีสิ่งที่สามารถชดเชยกันได้ และคุ้มค่าแก่การลงทุน” นายกานต์ กล่าว

นายกานต์ ยังเห็นด้วยว่า รัฐบาล และภาคเอกชน น่าจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการผลิตสินค้าใหม่ๆขึ้น เพื่อให้เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการตัดสินใจอัดฉีดงบประมาณเพื่อการวิจัย และพัฒนาของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

หากในอีก 3 ปีข้างหน้า เพิ่มเป็น 2% ได้ ก็จะทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องการวิจัยและพัฒนาอย่างชัดเจน เช่น ในอดีตประเทศไทยกับเกาหลีใต้มีงบประมาณในด้านนี้ไม่แตกต่างกัน แต่ขณะนี้เกาหลีใต้ใส่งบประมาณลงไปไม่จำกัด ทำให้สินค้าของเขาเจาะตลาดได้ทั่วโลก และเหนือกว่าสินค้าจากประเทศไทยสำเร็จ

กรรมการผู้จัดการใหญ่  เอสซีจี  ทิ้งท้ายก่อนจะจบการสัมภาษณ์ชิ้นนี้ว่า เขาอยากฝากไปถึงรัฐบาลว่า วิสัยทัศน์ของการบริหารประเทศ ชาติ จำเป็นต้องใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และทัพนักลงทุน เพราะคลื่นการลงทุนจะยังคงหลั่งไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง.

ทีมเศรษฐกิจ

%d bloggers like this: