กะเพรา

All posts tagged กะเพรา

กะเพรา..ล่อแมลงวันผลไม้

Published กันยายน 17, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/447648

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ย. 2557 05:01

การล่อจับแมลงวันผลไม้ ทางการจะแนะให้เกษตรกรทำกับดักจากขวดน้ำเปล่า เจาะรูให้แมลงวันผลไม้บินเข้าไปดอมดม สารล่อจำพวก เมทธิล ยูจินอล (Methyl Eugenol) แต่กลุ่มเกษตรกร ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ต.พระเพลิง อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน นำใบกะเพรามาใช้ล่อแมลงวันผลไม้

โดยนำใบกะเพรา 3-4 ใบ มาบี้ขยี้ขยำให้กลิ่นกะเพราโชยออกมา แล้วห่อด้วยสำลี นำไปแขวนในขวดกับดัก สามารถใช้ล่อแมลงวันผลไม้ได้ไม่แพ้ใช้สารเมทธิล ยูจินอล เพียงแต่ต้องขยันเปลี่ยนใบกะเพราะทุก 3 วัน เพราะกลิ่นใบกะเพราไม่คงทนนานเหมือนสารเคมี.

สาระสุขภาพ

Published ธันวาคม 21, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/tabloid/060113/67599

6 January 2556 – 00:00

กะเพรา ขับลม ช่วยย่อยไขมัน

กะเพราจัดเป็นสมุนไพรสามัญประจำครัวไทยมาช้านาน  อาหารจานในชีวิตประจำวันที่มักติดปากเวลาสั่งอาหารกล่อง มักนึกถึงผัดกะเพราก่อนเป็นอันดับแรก กะเพราจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในอาหารมากกว่านึกถึงบทบาทความเป็นยา
ด้วยความที่เป็นส่วนหนึ่งของการปรุงอาหารอย่างขาดมิได้ในครัวคนไทย ในแต่ละบ้านเรือนจึงมักปลูกต้นกะเพราไว้ใช้สอยประจำบ้าน และด้วยกะเพราเป็นพืชที่ปลูกง่ายโดยการเพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะในการเจริญเติบโต ขึ้นได้ทั่วไปในเขตร้อน พื้นที่โล่งแจ้ง ชอบดินร่วนซุยและต้องการน้ำน้อย สามารถเก็บได้ตลอดปี ยิ่งเด็ดยอดบ่อยๆ ก็จะยิ่งแตกยอดมากขึ้น ปลูกกะเพราต้นเดียวครั้งเดียวอาจเก็บใช้สอยได้นานเป็นปี
กะเพรามีชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum Sanctum Linn.O.sanctum Linn. จัดอยู่ในชื่อวงศ์ LABIATAE เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อายุประมาณ 1-2 ปี มี 2 ชนิด คือ กะเพราขาวและกะเพราแดง ถ้าเป็นกะเพราแดงลำต้นและใบสีแดงม่วง   กะเพราขาวลำต้นและใบสีเขียวอ่อน กะเพราแดงมีกลิ่นแรงกว่ากะเพราขาว เพราะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยมากกว่า  และมีฤทธิ์แรงกว่ากะเพราขาว
ในบันทึกเภสัชกรรมแผนไทย กล่าวว่า นำส่วนใบสด ใบแห้ง ราก ลำต้น มาใช้ทำยา สรรพคุณของส่วนต่างๆ ใบ มีรสเผ็ดร้อน บำรุงไฟธาตุ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ลมตานซาง ขับผายลมทำให้เรอ แก้จุกเสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน เป็นยาธาตุรักษาโรคกะเพาะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ต้น แก้ท้องขึ้นจุกเสียด บำรุงธาตุ แก้ลมตานซาง ขับลม ผายลม
ราก แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด ขับผายลมทำให้เรอ แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ เจริญไฟธาตุ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไข้ แก้หืด แก้ไอ แก้สะอึก แก้เสมหะ ขับเหงื่อ ดอก บำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้พิษ แก้ลมตานซาง เมล็ด รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ ใช้พอกตาเวลาที่ผงเข้าตา ทั้งห้า แก้ปวดท้อง แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการปวดท้องแบบเกร็ง
รากกะเพรายังเป็นหนึ่งในตัวยาสำคัญ คือ ตรีกาฬพิษ  หนึ่งในยาพิกัดตรี ประกอบด้วย รากกะเพราแดง หัวกระชาย เหง้าข่า สรรพคุณ คือ บำรุงธาตุ แก้ไข้สันนิบาต แก้เสมหะและโลหิต แก้พิษตานซาง บำรุงความกำหนัด หมอแผนไทยนำยาตัวนี้มาใช้รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ในใบกะเพรามีสารสำคัญที่เป็นน้ำมันหอมระเหยสีเหลือง   ประกอบด้วย Camphas, Methyl Chavicol, Linalool, Pinene, Eugenol, Cineol สารส่วนต้นมีสารประกอบพวก  Alkaloids, Glycosides, Tanins รวมทั้งกรดอินทรีย์อีกหลายชนิด
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา น้ำมันกะเพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีและฆ่าแมลง สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อวัณโรค  Mycobactesium Tubesculosis และ Micrococus Pyogenes  Var Aureus, สารสกัดด้วยปิโตเลียมอีเธอร์มีฤทธ์ยับยั้งการเติบโตของเชื้อ Trichopyton Rubrum, เสริมฤทธิ์ยานอนหลับในกลุ่มบาร์บิตูเรต, ลดน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเลือด, คลายกล้ามเนื้อเรียบ, กระตุ้นภูมิต้านทาน
น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ฆ่าแมลงและยุง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรค สารสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์ ช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นการผลิตน้ำดี และช่วยย่อยไขมัน
ข้อบ่งใช้ของน้ำมันหอมระเหยกะเพรา
– ระบบทางเดินอาหาร ช่วยขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ท้องเสีย eugenol ในกระเพาะจะกระตุ้นการหลั่งน้ำดีซึ่งมีผลช่วยย่อยไขมัน ลดการบีบตัวของลำไส้
– ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย/เชื้อรา ใช้ทาภายนอกรักษากลากเกลื้อน หยอดหู รักษาหูติดเชื้อ รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
การใช้ประโยชน์ หมอพื้นบ้านตามชนบทใช้ใบกะเพราสด 3-5 ใบ ผสมเกลือเล็กน้อย ขยี้ให้ละเอียด ละลายน้ำต้มสุกให้เจือจาง แล้วใช้หยอดให้เด็กอ่อนที่เพิ่งคลอดได้ 2-3 วันรับประทาน เพื่อช่วยถ่ายขี้เทา และยังช่วยให้เด็กขับผายลมได้ดี ลดอาการท้องอืดเฟ้อในเด็กได้.

กะเพราตะนาวศรี แปลก สวย พันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก

Published กันยายน 21, 2013 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010956&srcday=2013-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 558

ไม้ดอกไม้ประดับ

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน 

กะเพราตะนาวศรี แปลก สวย พันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก

นักพฤกษศาสตร์ไทย ได้พบ พันธุ์ไม้ใหม่ของโลกขึ้นมาอีก 4 ชนิด โดยได้จัดประชุมวิชาการความหลากหลายทางชีวภาพ ที่จังหวัดเชียงใหม่

จากการพูดคุยกับนักพฤกษศาสตร์ คุณสมราน สุดดี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืช พบพันธุ์ไม้ ทั้ง 4 ชนิดนี้ ได้แก่

กะเพราตะนาวศรี

มีแหล่งที่พบคือเทือกเขาตะนาวศรี เป็นกะเพราที่อยู่ในวงศ์เดียวกับกะเพราที่เรากินกัน แต่เป็นคนละชนิดกัน นักพฤกษศาสตร์ไม่แน่ใจว่า จะกินได้หรือไม่ แต่เป็นไปได้ว่าชาวบ้านอาจเก็บไปทำสมุนไพร

กะเพราตะนาวศรี เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงได้ถึง 60 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดิน ใบเรียงตรงข้าม สลับตั้งฉากหรือเป็นวงรอบ 3 ใบ รูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปรี กว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาว 2-6 เซนติเมตร แผ่นใบมีสาก ช่อดอกยาวได้ถึง 25 เซนติเมตร ดอกสีม่วงอ่อน กลีบเลี้ยงสีม่วงแดง ยาว 4-5 มิลลิเมตร มีขนมีต่อม กลีบดอกยาวประมาณ 1 เซนติเมตร โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายหลอดซีกล่าง มีกลีบปาก ซึ่งมี 5 แฉก ซีกบนลดรูป เกสรเพศผู้ มี 2 คู่ ยาวไม่เท่ากัน

กะเพราตะนาวศรี พบขึ้นตามเขาหินปูนผุกร่อนแถบเทือกเขาตะนาวศรีตั้งแต่บริเวณอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ถึงจังหวัดกาญจนบุรี ความสูงจากระดับน้ำทะเล 600-900 เมตร ออกดอกและเป็นผลเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน

เอื้องกลีบติดปากฝอย

เอื้องกลีบติดปากฝอย มีช่อดอกสูงได้ถึง 1 เมตร และมีดอกในช่อได้มากถึง 25 ดอก ดอกสีขาวอมชมพู กลีบเลี้ยงกับกลีบดอกเชื่อมติดกัน ส่วนล่างของกลีบปากเชื่อมติดกับส่วนล่างของกลีบเลี้ยง ปลายกลีบปากมีขอบเป็นชายครุย ในต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน มีการใช้เหง้าใต้ดินของกล้วยไม้สกุลนี้ในทางสมุนไพร ซึ่งมีราคาแพงมาก

ว่านแผ่นดินเย็นเขาใหญ่ 

พบที่เขาใหญ่ มีชื่อเป็นว่าน เพราะหน้าตาคล้ายพืชพวกว่าน แต่ลักษณะสัณฐานวิทยาทางพฤกษศาสตร์ จริงๆ แล้วคือ กล้วยไม้ดิน

ว่าน ในทางพฤกษศาสตร์ คือพืชที่อยู่ในหลายกลุ่ม หลายวงศ์ อะไรก็เรียกเป็นว่าน เนื่องจากชาวบ้านคุ้นเคย

ว่านแผ่นดินเย็นเขาใหญ่ ชื่อก็บอกแล้วว่า พบที่เขาใหญ่ ซึ่งก็เป็นการยืนยันว่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความหลากหลายของพรรณพืชสูง

ลักษณะทางพฤกศาสตร์ ใบและดอกออกไม่พร้อมกัน หัวใต้ดินรูปเกือบกลม ใบสีเขียวหรือสีม่วง กว้างและยาว 5-7 เซนติเมตร ช่อดอกยาวได้ถึงเกือบ 1 เซนติเมตร มี 1 ดอก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีน้ำตาล ยาวได้เกือบ 2 เซนติเมตร มีจุดสีเขียว กลีบเลี้ยงบนรูปรีแกมรูปขอบขนาน กลีบเลี้ยงข้างจะรูปรีถึงรูปใบหอกแกมรูปแถบ กลีบดอกรูปรีถึงรูปใบหอกกลับแกมรูปแถบ กลีบปากสีขาว รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ยาว 1.5-2 เซนติเมตร มีสันตามยาวตรงกลางสีเขียวแกมเหลือง มีจุดประสีม่วงแดงทั่วไป และเรียงเป็นเส้นทั้ง 2 ข้าง ของแถบเขียวแกมเหลือง เส้าเกสรสีขาว

ว่านแผ่นดินเย็นเขาใหญ่ พบขึ้นประปรายบริเวณป่าดิบชื้นที่พื้นป่ามีซากพืชทับถมมาก ระหว่างเส้นทางไปน้ำตกผากล้วยไม้ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 700-800 เมตร ออกดอกประมาณเดือนมีนาคม ออกใบประมาณเดือนมีนาคมถึงกันยายน

กล้วยไม้ไร้ใบเบตง 

เป็นกล้วยไม้กินซาก รากอวบน้ำ ใบลดรูปเป็นเกล็ด ดูเหมือนไร้ใบ ช่อดอกยาวได้ถึง 70 เซนติเมตร สีม่วงเข้มถึงดำ กลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบเลี้ยงบนรูปใบหอกกลับแกมรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงคู่ข้างรูปขอบขนาน ยาว 0.5-1 เซนติเมตร กลีบดอกสีเขียวอ่อน รูปขอบขนาน ยาวเท่าๆ กับกลีบเลี้ยงคู่ข้างกลีบปากสีเขียวอ่อน รูปขอบขนานแกมรูปใบหอกกลับ ยาว 6-10 มิลลิเมตร แยกเป็นอิสระจากเส้าเกสร ซึ่งต่างจากชนิดอื่นๆ ในสกุลนี้ เส้าเกสรช่วงบนสีขาว ช่วงล่างสีเขียวอ่อน

กล้วยไม้ไร้ใบเบตง พบขึ้นประปรายในปริมาณน้อยเฉพาะบริเวณป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ในเขตป่าฮาลา-บาลา ความสูงจากระดับน้ำทะเล 500-700 เมตร ออกดอกและเป็นผลเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน

การค้นพบพืชใหม่ ไม่ได้หมายความว่าพืชตัวนั้นเพิ่งเกิดขึ้นมา แต่เกิดมานานแล้ว เพียงแต่เพิ่งมีคนไปค้นพบ และพบต่อไปว่า เป็นพืชที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ คือบางคนพบแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจ พืชมันก็อยู่ของมันตรงนั้น

ซึ่งการตั้งชื่อ และการจดเป็นพืชใหม่ของโลก ก็ต้องใช้กระบวนการทางอนุกรมวิธาน และใช้เวลาตรวจสอบหลายปี อีกทั้งยังต้องตรวจสอบไปทั่วโลก โดยได้รับการยืนยันจากทางนักพฤกษศาสตร์ประเทศต่างๆ และไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ไว้ในเจอร์นัลระดับโลก ทั้ง ฮาร์วาร์ดออฟบอตตานี่ สหรัฐอเมริกา คิวบูละติน ของสวนพฤกษศาสตร์คิว ประเทศอังกฤษ หรือกระทั่ง เจอร์นัล ออฟ เอดินเบิร์ก สกอตแลนด์

ที่น่าตกใจคือ บ้านเรามีความหลากหลายของพรรณพืชมาก แต่เราจะพบพันธุ์พืชใหม่ๆ เพียง 10 ชนิด ต่อปี เนื่องจากนักอนุกรมวิธานทางด้านพฤกษศาสตร์บ้านเราก็มีอยู่ประมาณ 20 คน เท่านั้น เทียบกับประชากร 65 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีสัดส่วนเพียงน้อยนิด

ขอขอบคุณ คุณสมราน สุดดี เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพ

กะเพราตะนาวศรี – เรื่องน่ารู้

Published กรกฎาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/219024

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2556 เวลา 00:00 น.

กะเพราตะนาวศรีเป็นไม้ล้มลุก สูง 15-60 ซม. เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบเฉพาะทางภาคเหนือตอนล่างที่ดอยหัวหมด จังหวัดตาก และภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่จังหวัดกาญจนบุรี บริเวณอุทยานแห่งชาติเอราวัณและด่านเจดีย์สามองค์ ขึ้นบนเขาหินปูนที่เปิดโล่ง ระดับความสูง 500-1,000 เมตร (CODE:33012, ข้อมูลจากสำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช).

การทดสอบประสิทธิภาพสารฆ่าแมลงป้องกันกำจัดแมลงศัตรูสำคัญของ กะเพราและโหระพา

Published กุมภาพันธ์ 3, 2013 by SoClaimon
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สุเทพ สหายา pdf
Title การทดสอบประสิทธิภาพสารฆ่าแมลงป้องกันกำจัดแมลงศัตรูสำคัญของ กะเพราและโหระพา Type Journal Article
Year (up) 2552 Publication การทดลอง Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author เตือนจิตต์ สัตยาวิรุทธ์ Thesis
Address กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช
Keywords สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดใหม่
Abstract การทดสอบประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูสำคัญในกะเพราและโหระพามีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองหาสารเพื่อแนะนำเกษตรกรป้องกันกำจัดแมลงศัตรูสำคัญในกะเพราและโหระพาซึ่งยังไม่เคยมีคำแนะนำ ดำเนินการที่แปลงเกษตรกรอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีระหว่างปี 2550 – 2552 แยกเป็น 2 การทดลอง

การทดลองที่ 1 ทดสอบประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟในกะเพราและโหระพา วางแผนการทดลองแบบ RCB 3 ซ้ำ มี 8 กรรมวิธี ได้แก่ การพ่นสารชนิดและอัตราดังนี้
1) white oil (Vite oil 67 %EC) อัตรา 100 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
2) petroleum oil (SK99 83.9 %EC) อัตรา 100 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
3) imidacloprid (Provado 70 %WG) อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
4) fipronil (Ascend 5 %SC) อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
5) dinotefuran (Starkle10 % WP) อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
6) emamectin benzoate (Proclaim1.92 %EC) อัตรา 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
7) dinotefuran + white oil อัตรา 5 กรัม+50 มล./น้ำ 20 ลิตร
8) ไม่พ่นสารฆ่าแมลง

ดำเนินการในแปลงปลูกโหระพาของเกษตรกรที่ปลูกบนร่องกว้าง 4 เมตร แบ่งเป็นแปลงย่อยขนาด 2 x 4 เมตร จำนวน 24 แปลงย่อย สำรวจการระบาดของแมลงศัตรูชนิดต่างๆ บนโหระพาหลังตัดยอดประมาณ 7 วัน พบการระบาดของเพลี้ยไฟ 2 ชนิด คือ Bathrips melanicornis (Shumsher) และ Dorcadothrips sp. ผลสรุปได้ว่าสารที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟในโหระพา ไก้แก่ fipronil รองลงมาคือ imidacloprid และ emamectin benzoate ส่วน white oil มีประสิทธิภาพปานกลาง

การทดลองที่ 2 ทดสอบประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายในกะเพราและโหระพา วางแผนการทดลองแบบ RCB 3 ซ้ำ มี 8 กรรมวิธี ได้แก่ การพ่นสารชนิดและอัตราดังนี้
1) lambdacyhalothrin (Karate Zeon 2.5 %CS) อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
2) gammacyhalothrin (Proaxis 1.5 %CS) อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
3) methoxyfenozide (Prodigy 24 %SC) อัตรา 10มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
4) emamectin benzoate (Proclaim1.92 %EC) อัตรา 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
5) fipronil (Ascend 5 %SC) อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
6) lufenuron (Math 5 %EC) อัตรา 10 มิลลิลิตร 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
7) Bacillus thuringiensis (Bactospene FC) อัตรา 100 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
8) ไม่พ่นสารฆ่าแมลง

ผลสรุปได้ว่าสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายในกะเพรา ได้แก่ fipronil (Ascend 5 %SC), emamectin benzoate (Proclaim 1.92 %EC), lufenuron (Math 5 %EC) และ methoxyfenozide (Prodigy 24 %SC) อัตรา 20, 10, 10 และ 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ส่วน lambdacyhalothrinl (Karate Zeon 2.5%CS) gammacyhalothrin (Proaxis 1.5 %CS) และ Bacillus thuringiensis (Bactospene FC) อัตรา 20, 20 และ 100 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร มีประสิทธิภาพปานกลาง สามารถแนะนำสารชนิดและอัตราดังกล่าวข้างต้นในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายในกะเพรา หรือโหระพาได้

Publisher สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 1111
Permanent link to this record

แนะใช้น้ำหมักใบกะเพราหรือใบโหระพา กำจัดเชื้อราใบหม่อน

Published ตุลาคม 12, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/160298

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2555 เวลา 11:40 น.

วันนี้(11 ต.ค.) นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ ฤดูหนาวจะเกิดโรคและแมลงศัตรูหม่อนระบาดเช่น โรคราสนิม โรคราแป้ง โรคใบจุดกุหลาบเพลี้ยแป้ง และแมลงหวี่ขาว เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนควรดูแลตรวจสอบความผิดปกติของแปลงหม่อนหากพบการระบาดจะได้กำจัดได้ทันท่วงทีและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นหม่อน โดยแมลงศัตรูหม่อนที่สำคัญและมักระบาดในช่วงนี้ ถึงเดือนมกราคม หากมีการระบาดรุนแรงแล้วทั้งราดำและตัวแมลงหวี่ขาวจะมีผลทำให้ใบหม่อนไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหม ใบส่วนล่างจะเหลืองและร่วงหล่น เนื่องจากความชื้นและปริมาณธาตุไนโตรเจนในใบลดลง

นอกจากนี้อาจใช้สารเหนียวพวกวาสลีนขาว ทาแผ่นพลาสติกสีเหลือง นำไปปักระหว่างแถวหม่อน เพื่อประเมินการระบาดและป้องกันกำจัด หรือใช้น้ำหมักจากใบกระเพราหรือใบโหระพา อัตราส่วน 50 กรัม/น้ำ 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1คืน จากนั้นกรองเอากากออกแล้วนำไปฉีดพ่นในแปลงหม่อน หรือใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นบริเวณหลังใบที่มีแมลงหวี่ขาวเกาะอยู่ โดยฉีดพ่นทุกๆ 7 – 10 วัน ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อหนอนไหม หรือกำจัดโดยใช้ศัตรูตามธรรมชาติ เช่นด้วงเต่าลาย และ แตนเบียน

ทั้งนี้หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบหม่อนมีสีเหลืองทั้งใบและแห้งเป็นสีน้ำตาลและร่วงหล่น ซึ่งทำให้ใบหม่อนมีคุณภาพต่ำไม่เหมาะที่จะนำไปเลี้ยงไหมการเลือกปลูกหม่อนพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคราสนิม เช่น พันธุ์คุณไพ พันธุ์สกลนคร การลงปลูกหม่อนแบบแถวเดี่ยว โดยระยะห่างระหว่างต้นไม่น้อยกว่า 75 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวไม่น้อยกว่า 2 เมตร ควรตัดแต่งกิ่งหม่อนให้โปร่ง และไม่ปล่อยให้ใบหม่อนมีอายุแก่เกิน 3 เดือน หรือใช้สารเคมีไม่มีฤทธิ์ตกค้างระยะสั้น ป้องกันและการกำจัดแมลงหวี่ขาวสวนหม่อน พบที่ยอดหรือใบแก่ส่วนกลาง อาจใช้สารฆ่าแมลงเช่น มาลาไธออน หรือ อ๊อกซามิล อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือ โปรมีคาร์บ 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น หลังจากนั้น 15 วัน จึงเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม โดยการพ่นสารเคมีควรพ่นในช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น.

เพิ่มจานด่วน 10 เมนู ‘ข้าวไข่เจียว-กะเพรา’เป็นสินค้าควบคุม

Published พฤษภาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259461

10 พฤษภาคม 2555, 21:30 น.

Pic_259461

พาณิชย์ มีมตินำสินค้าปรุงสำเร็จเข้าบัญชีควบคุม สั่งคุมเบื้องต้น 10 เมนู คาดมีผลสิ้นเดือน พ.ค.นี้ หลังพบราคามีแนวโน้มพุ่ง และไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ พร้อมออกมาตรการให้ผู้ค้าแจ้งต้นทุน คุมค่าเช่า ส่วนแบ่งการขาย นำร่อง 7 จังหวัด ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก…

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้นำสินค้าอาหารปรุงสำเร็จเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลได้อย่างชัดเจน และเข้มข้น หลังจากมีแนวโน้มว่า ราคาอาหารปรุงสำเร็จยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการขายตามราคาแนะนำ รวมถึงได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่าซื้ออาหารราคาแพง โดยกระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะออกประกาศกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป คาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ได้เร็วที่สุดภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้  ส่งผลให้รายการสินค้าและบริการควบคุมเพิ่มเป็น 43 รายการ จากเดิม 42 รายการ

พร้อมกันนั้นที่ประชุมยังได้มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลอาหารปรุงสำเร็จ โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองประธานและเลขานุการ ส่วนกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อกำหนดราคาควบคุมสูงสุดของอาหารแต่ละรายการ กำหนดกลุ่มร้านค้าเป้าหมายที่จะต้องขายตามราคาควบคุม บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน รวมถึงต้องพิจารณาถึงคุณภาพอาหาร ปริมาณ สุขอนามัย และการเสียภาษีของผู้ค้าด้วย หากเสียภาษีไม่ถูกต้องก็จะประสานกรมสรรพากรให้ดำเนินการต่อ ซึ่งจะเน้นไปยังพื้นที่ที่มีแนวโน้มราคาอาหารแพง โดยเฉพาะใน 7 จังหวัดนำร่อง ที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท รวมถึงจะต้องพิจารณาเรื่องค่าเช่าสถานที่ด้วย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาอาหารแพง

ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในเบื้องต้นอาหารปรุงสำเร็จที่จะถูกใช้มาตรการควบคุม มีประมาณ 10 รายการ ตามที่กรมการค้าภายในได้เคยออกประกาศราคาแนะนำขายมาก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ ข้าวไข่เจียว ข้าวราดแกงหรือกับข้าว 1 อย่าง ข้าวไข่พะโล้ ข้าวขาหมู ข้าวกะเพราหมู/ไก่ ข้าวผัดหมู/ไก่ ก๋วยเตี๋ยวหมู/ไก่/ลูกชิ้นปลา ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว และขนมจีนน้ำยา/แกงไก่ สำหรับมาตรการที่จะใช้ควบคุม จะมีทั้งการกำหนดราคาสูงสุด คุมค่าเช่าพื้นที่ และค่าส่วนแบ่งการขายต่อจาน ซึ่งรวมไปถึงผู้ค้าในห้างค้าปลีก หรือในห้างสรรพสินค้าด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 พฤษภาคม 2555, 21:30 น.

การศึกษาจำนวนโครโมโซมและความสัมพันธ์ระหว่างยีโนมของพืชในสกุลโหระพา

Published มีนาคม 29, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001228&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุมิตรา คงชื่นสิน; ณรงค์ โฉมเฉลา
ชื่อเรื่อง: การศึกษาจำนวนโครโมโซมและความสัมพันธ์ระหว่างยีโนมของพืชในสกุลโหระพา
Article title: Studies on the chromosome numbers and the genomic relationships of the plants in the genus Ocimum
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมวิชาการเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 12 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 5-7 กุมภาพันธ์ 2516
หน่วยงานจัดพิมพ์: สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2516
หน้า: หน้า 17-25
จำนวนหน้า: 44 แผ่น
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2516)
หมวดหลัก: F30-Plant genetics and breeding
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: OCIMUM, CHROMOSOME NUMBER, GENOMES
ดรรชนี-ไทย: โหระพา, แมงลัก, กะเพรา, กะเพราช้าง, จำนวนโครโมโซม, จีโนม
หมายเลข: 001228 KC1201003
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพืชให้น้ำมันระเหยในสกุล Ocimum

Published มีนาคม 22, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=000934&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: ทรงเกียรติ วิสุทธิพิทักษ์กุล; สมทรง เล็กสกุล; ณรงค์ โฉมเฉลา
ชื่อเรื่อง: การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพืชให้น้ำมันระเหยในสกุล Ocimum
Article title: Further studies on the essential-oil producing plants in the genus Ocimum
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ครั้งที่ 9 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 4-6 กุมภาพันธ์ 2513
Source title : Proceedings of the national conference on Agricultural and Biological Sciences ninth session: Plant Science
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2513
หน้า: หน้า 168-178
จำนวนหน้า: 533 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2513)
หมวดหลัก: F01-Crop husbandry
หมวดรอง: F30-Plant genetics and breeding
F60-Plant physiology and biochemistry
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: OCIMUM, PLANTING, HARVESTING, VARIETIES, YIELDS, ESSENTIAL OILS
ดรรชนี-ไทย: โหระพา, กะเพรา, การปลูก, เมล็ด, กิ่งชำ, การเก็บเกี่ยว, พันธุ์, ผลผลิต, น้ำมันระเหย
หมายเลข: 000934 KC0901024
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชให้น้ำมันระเหย (Ocimum spp.)

Published มีนาคม 19, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=000742&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สมทรง เล็กสกุล; ณรงค์ โฉมเฉลา
ชื่อเรื่อง: การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพืชให้น้ำมันระเหย (Ocimum spp.)
Article title: Preliminary study on the essential oil producing plants (Ocimum spp.)
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 7 สาขาพืช และ ชีววิทยา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 29 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2511
Source title : Proceedings of the national conference on Agricultural Sciences seventh session : Plant and Biological Sciences
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2511
หน้า: หน้า 55
จำนวนหน้า: 164 หน้า
ภาษา: ไทยอังกฤษ
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2511)
หมวดหลัก: F60-Plant physiology and biochemistry
ดรรชนี-ไทย: โหระพา, แมงลัก, กะเพรา, กะเพราช้าง, น้ำมันระเหย, การสกัด, ผลผลิต, พืชอุตสาหกรรม
หมายเลข: 000742 KC0701016
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: ผู้แต่งคนเดียวกัน
%d bloggers like this: