กล้วยไม้

All posts tagged กล้วยไม้

กล้วยไม้‘รักตสิริน’และ‘ม่วงราชกุมารี’ในงาน สยามพารากอน แบงค็อก รอยัล ออร์คิด พาราไดซ์ ครั้งที่ 9

Published กรกฎาคม 22, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/169615

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สมชาย ชาญณรงค์กุลรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ลักขณา นะวิโรจน์, มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์,ดร.อนันต์ ดาโลดมคุณ

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สยามพารากอน สมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัทเอกชนชั้นนำประกอบด้วย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท กรุงเทพดุสิต เวชการจำกัด (มหาชน) จัดงานสยามพารากอน แบงค็อก รอยัลออร์คิด พาราไดซ์ ครั้งที่ 9งานแสดงและประกวดกล้วยไม้ครั้งยิ่งใหญ่ระดับประเทศภายใต้แนวคิด ปณิธานความดีถวายองค์นารีรัตนา 60 พรรษา สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 21-26 กรกฎาคม 2558 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กล้วยไม้พระราชทานนาม “ม่วงราชกุมารี”

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิด ปณิธานความดี ปีมหามงคล ในแถลงข่าว
ครั้งนี้ว่า “ปณิธานความดี เป็นแนวคิดที่ต้องการให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อเป็นพลังความดีขับเคลื่อนประเทศไทย โดยพร้อมใจกันตั้งปณิธานในการทำความดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สำหรับการจัดงาน สยามพารากอน แบงค็อก รอยัล ออร์คิดพาราไดซ์ ครั้งที่ 9 นี้ เป็นหนึ่งในปณิธานความดีที่ให้ประโยชน์แก่วงการกล้วยไม้ไทยเป็นเวทีของเกษตรกรผู้เลี้ยงกล้วยไม้ในระดับประเทศ และประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว ด้วยสยามพารากอน เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความสนใจ ไม่รวมถึงปณิธานของภาคเอกชน ทั้งเมืองไทยประกันชีวิต, ธนาคารกรุงเทพ, ไทยเบฟเวอเรจ และโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีความตั้งใจ จัดทำโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนวงการกล้วยไม้ไทยให้ยั่งยืนต่อไป”

กล้วยไม้พระราชทานนามรักตสิริน

ในส่วนคณะผู้บริหารระดับสูงศูนย์การค้าสยามพารากอน ลักขณา นะวิโรจน์ และ มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์

กล่าวว่า “งานในปีนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ภายใต้แนวคิด ปณิธานความดีถวายองค์นารีรัตนา 60 พรรษา สยามบรมราชกุมารี โดยมีการจัดแสดงและประกวดกล้วยไม้อย่างยิ่งใหญ่ 9 สกุล 120 ชุด ได้แก่ แวนด้า, คัทลียา, หวาย, ออนซิเดียม,รองเท้านารี, ฟาแลนนอปซิส, หวายแดง, กล้วยไม้พันธุ์แท้และลูกผสมอื่นๆ

ประติมากรรมกล้วยไม้

นอกจากนี้ ยังจะจัดแสดงประติมากรรมกล้วยไม้ที่ยิ่งใหญ่ บริเวณชั้น M โบทานิคอล การ์เด้นท์ ของสยามพารากอน ซึ่งปีนี้ได้จำลองแบบตราสัญลักษณ์การเฉลิมฉลองในโอกาส มหามงคล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา ในรูปเทพยดา 2 องค์
รายล้อมด้วย “แพะ” นักษัตรประจำปีพระราชสมภพ จำนวน 5 ตัว มาจัดทำเป็นประติมากรรมจากดอกกล้วยไม้ 600,000 ดอก เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการถวายความจงรักภักดี

ไม่เพียงเท่านี้ ยังนำกล้วยไม้“รักตสิริน” และ “ม่วงราชกุมารี” ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯพระราชทานชื่อมาจัดแสดง พร้อมด้วยโซนที่น่าสนใจอื่นๆ ในงาน ได้แก่ นิทรรศการปณิธานความดี ถวายองค์นารีรัตนา จากโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับกล้วยไม้ และพันธุ์ไม้, นิทรรศการภาพวาดดอกกล้วยไม้จาก โตชิบา, กิจกรรมเวิร์คช้อปการใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ตัดดอก รวมถึงร้านค้าส่วนพระองค์ การอบรมสำหรับการเลี้ยงดูกล้วยไม้ เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 21-26 กรกฎาคมนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ที่สยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.30 น.

 

การเปรียบเทียบผลของยากำจัดวัชพืชบางชนิดในกล้วยไม้หวายปอมปาดัวร์

Published กรกฎาคม 22, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=002059&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: จิตราพรรณ พิลึก; อัมพร สุวรรณเมฆ; ณรงค์ อัศกุลโกวิท
ชื่อเรื่อง: การเปรียบเทียบผลของยากำจัดวัชพืชบางชนิดในกล้วยไม้หวายปอมปาดัวร์
Article title: Comparison of certain herbicides on Dendrobium Pompadour
ชื่อเอกสาร : รวมเรื่องย่อการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 18 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 28-30 มกราคม 2523
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2523
หน้า: หน้า 73
จำนวนหน้า: 114 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2523)
หมวดหลัก: H60-Weeds and weed control
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: DENDROBIUM, HERBICIDES, WEED CONTROL, EFFICIENCY, GROWTH
ดรรชนี-ไทย: กล้วยไม้, สกุลหวาย, พันธุ์ปอมปาดัวร์, สารป้องกันกำจัดวัชพืช, การควบคุมวัชพืช, ประสิทธิภาพ, การเจริญเติบโต
หมายเลข: 002059 KC1801075
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ – เกษตรทั่วไทย

Published เมษายน 27, 2013 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/196704

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2556 เวลา 00:01 น.

นายพลากรสุวรรณรัฐ องคมนตรี เปิดเผยในระหว่างการตรวจเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์พันธ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ว่าศูนย์แห่งนี้เป็นแห่งเดียวของโลกที่เน้นการศึกษาวิจัยกล้วยไม้พันธ์รองเท้านารีอินทนนท์  ซึ่งเป็นพันธ์กล้วยไม้ที่ขึ้นเพียงแห่งเดียวคือดอยอินทนนท์ และเป็นแหล่งรวบรวมพันธ์รองเท้านารีจากทั่วประเทศด้วย ตั้งแต่พันธ์จากสตูลพันธ์จากกระบี่ และพันธ์จากกาญจนบุรี มารวมไว้แล้วขยายผลสู่ผู้นิยมเพาะเลี้ยงกล้วยไม้พันธ์รองเท้านารีต่อไป  แทนการปล่อยให้ชาวบ้านแอบเข้าป่าไปเก็บมาขายกัน ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้ามาซื้อหาในศูนย์แห่งนี้ได้ นับเป็นการเผยแพร่ พันธ์กล้วยไม้โดยที่ไม่ต้องเข้าไปรบกวนกล้วยไม้ในป่าธรรมชาติ

“สถานที่แห่งนี้นอกจากจะทำการศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธ์กล้วยไม้พันธ์รองเท้านารีแล้วก็ยังเป็นสถานที่สำหรับการเยี่ยมชมของประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย  เป็นสถานที่เผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการทรงงานด้านการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี ที่ผ่านมาทางสถานีได้ถวายรายงานขึ้นไปและขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยในการดำเนินงาน อยู่เป็นระยะ เดินทางมาวันนี้ก็เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่ในโครงการฯ แห่งนี้”นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าว

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์  ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ศูนย์แห่งนี้เป็นโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ รองเท้านารีอินทนนท์ ที่มีความสวยงามแต่ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มทีแล้ว อีกทั้งยังจัดเป็นแหล่งให้ความรู้สำหรับผู้ที่มีความสนใจ พันธุ์กล้วยไม้ ทั้งนี้ภายในศูนย์มีการตกแต่งภูมิทัศน์อย่างสวยงามด้วยสวนดอกไม้และกล้วยไม้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี และนอกจากรองเท้านารีอินทนนท์แล้ว ยังจะได้ชมดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูอีกด้วย

รองเท้านารีอินทนนท์ เป็นกล้วยไม้อยู่ในสกุลรองเท้านารี มีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่รัฐอัสสัม สาธารณรัฐอินเดีย จนถึงทางตอนใต้ของประเทศจีน มีลักษณะ พุ่มต้นกว้างประมาณ 25-30 ซม. ใบกว้าง 3.5-4 ซม. ยาว 30-40 ซม. ใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ใต้ใบบริเวณโคนกาบใบ มีจุดประสีม่วง แตกหน่อได้ดี มักเจริญเติบโตเป็นกอใหญ่ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ขนาดประมาณ 10-12 ซม. ก้านดอกตั้งตรงยาว 10-12 ซม. กลีบดอกหนาเป็นมันเงา พื้นดอกสีเหลืองปนน้ำตาล กลีบบนบริเวณขอบมีสีเหลืองหรือขาว โคนกลีบบนสีน้ำตาลเข้ม กลีบในมีเส้นสีน้ำตาลเข้มแบ่งกึ่งกลางตามความยาวกลีบ กระเป๋าสีน้ำตาลเป็นมันเงา มีเส้นร่างแหสีน้ำตาล

ออกดอกในช่วง มกราคม – มีนาคม ในธรรมชาติพบในทำเลที่เป็นป่าดิบภูเขา ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่หนา โดยขึ้นอยู่สูงประมาณ 1200-1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นรองเท้านารีชนิดอิงอาศัย  โดยพบขึ้นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ที่มีลักษณะเปลือกหนา มีการผุพังของเปลือกไม้ง่าย ปกคลุมด้วย มอสส์ เฟิร์น ตะไคร่น้ำ อุ้มความชื้นได้ดี โดยหยั่งรากไปตามเปลือกไม้ ตามดอยสูงทางภาคเหนือ เช่น ดอยอินทนนท์ และดอยเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ ดอยแม่อูคอจังหวัดแม่ฮ่องสอน และบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน บริเวณภูหลวงจังหวัดเลย พม่า อินเดีย ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

โครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ เป็นผลสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนมีนาคม 2536 สมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับ พลโทยิ่งยศ โชติพิมายแม่ทัพภาคที่ 3 สมัยนั้นให้พิจารณาหาหนทางในการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีซึ่งเป็นกล้วยไม้ไทยที่หายากในปัจจุบัน เนื่องจากถูกลักลอบเก็บออกจากป่าส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศจนกระทั่งปัจจุบันนี้กล้วยไม้รองเท้านารีใกล้สูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินไทย

กองทัพภาคที่ 3 รับสนองพระราชดำริโดยส่งเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและพลเรือนเข้าสำรวจแหล่งกำเนิดกล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือและได้ตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีขึ้นเพื่อรับผิดชอบโครงการตลอดจนอำนวยการโดยได้รวบรวมกล้วยไม้รองเท้านารีสายพันธุ์อินทนนท์ ที่พบในพื้นที่ทำการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณ โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและทำการย้ายกล้าออกปลูกในโรงเรือนอนุบาลจนต้นกล้ามีขนาดใหญ่พอควรจึงย้ายออกปลูกในสภาพโรงเรือนและสภาพป่าธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจวบจนทุกวันนี้

ทดสอบชุดเทคโนโลยีเฉพาะด้านเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการผลิตกล้วยไม้ลูกผสมสกุลหวายตัดดอกให้ได้คุณภาพมาตรฐาน

Published กุมภาพันธ์ 18, 2013 by SoClaimon
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author ศรีสุดา โท้ทอง pdf
Title ทดสอบชุดเทคโนโลยีเฉพาะด้านเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการผลิตกล้วยไม้ลูกผสมสกุลหวายตัดดอกให้ได้คุณภาพมาตรฐาน Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author นิยมรัฐ ไตรศรี, จงวัฒนา พุ่มหิรัญ Thesis
Address สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร
Keywords การพัฒนาระบบการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตกล้วยไม้
Abstract ในการสำรวจปัญหาของเกษตรกรในการปลูกกล้วยไม้สกุลหวายตัดดอกในภาคกลางพบปัญหาศัตรูพืชที่สำคัญและทำความเสียหายกระทบต่อผลผลิต คือ โรคปื้นเหลือง ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Pseudocercospora dendrobii Goh & W.H. Hsieh ในช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม เป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคปื้นเหลือง ดังนั้นจึงควรเตือนภัยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกล้วยไม้ให้ระมัดระวังการระบาดของโรคเพื่อที่จะได้ทำการป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหาย พร้อมทั้งให้สังเกตระดับอุณหภูมิอากาศซึ่งถ้าต่ำกว่า 25-30 องศาเซลเซียสจะทำให้โรคแสดงอาการรุนแรง ทำให้ใบร่วงทั้งกอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแตกช่อดอกของกล้วยไม้
Publisher สถาบันวิจัยพืชสวน Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 237
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print

อนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี – เกษตรทั่วไทย

Published ธันวาคม 4, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/169682

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00:00 น.

จากการที่มีเกษตรกรได้บุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อบุกเบิกที่ทำกิน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ทำให้กล้วยไม้พันธุ์ต่าง ๆ ที่พบในจังหวัดกระบี่ เช่น พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ ถูกทำลายไป ในขณะเดียวกันมีเกษตรกร ที่มีอาชีพเก็บพันธุ์พืชจากป่ามาขาย ได้ลักลอบเอาพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ออกมาขายเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าหากเหตุการณ์ยังเป็นอยู่แบบนี้ในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร หากไม่ช่วยกันดูแลรักษาและปลูกจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ ซึ่งอาจจะมีโอกาสที่จะสูญพันธุ์และหมดไปจากป่า ดังนั้นสถานีทดลองข้าวกระบี่ สังกัดกรมวิชาการเกษตรในขณะนั้นได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น

เมื่อปี พ.ศ. 2549 ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตกระบี่ (ส่วนแยกข้าว) ได้ย้ายไปสังกัดกรมการข้าว จึงมอบโครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้แก่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตกระบี่ สังกัดกรมวิชาการเกษตร เพื่อดูแลรักษาและขยายพันธุ์เพื่อคืนสู่ป่าในจังหวัดกระบี่ และจังหวัดใกล้เคียง ประมาณปีละ 1,500 กระถาง

เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในโครงการสื่ออาสาสืบสานพระราชดำริที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ที่เดินทางเข้าเยี่ยมการดำเนินงานว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาทางศูนย์ฯ ได้เพาะขยายพันธ์ุกล้วยไม้รองเท้านารีได้จำนวนมากพอสมควรและนำไปปลูกในป่าธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง  เช่นที่บริเวณเขายายสีหวัง สวนพฤกษาสิรินธร อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 1,000 ต้น อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ จำนวน 1,000 ต้นเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาพนมเบญจา บริเวณโครงการธงพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต หมู่ที่ 2, 5, 7 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ จำนวน 500 ต้นอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ จำนวน 2,000 ต้น เขาเลียบพล หมู่ที่ 1 ตำบลสินปุน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ จำนวน 1,000 ต้น ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ จำนวน 1,000 กระถาง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ จำนวน 1,000 กระถาง ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตกระบี่ ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ จำนวน 1,000 กระถาง บริเวณป่าเรือนรับรองที่ประทับแหลมหางนาค บ้านอ่าวเสี้ยว ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ จำนวน 1,500 กระถาง เป็นต้น

กล้วยไม้รองเท้านารี มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่น และเขตร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย และในประเทศไทยซึ่งพบกล้วยไม้รองเท้านารีขึ้นอยู่ในป่าทั่ว ๆ ไป บางชนิดเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินหรือซอกหินที่มีต้นไม้ใบหญ้าเน่าตายทับถมกัน เจริญงอกงามในที่โปร่ง ไม่ชอบที่รกทึบ แสงแดดส่องถึงเป็นกล้วยไม้ประเภทแตกกอเช่นเดียวกับ หวาย คัทลียา และซิมบิเดียม ต้นหนึ่งหรือกอหนึ่งจะประกอบด้วยต้นย่อยหลายต้น รากออกเป็นกระจุกที่โคนต้นและมักจะทอดไปทางด้านราบมากกว่าหยั่งลึกลงไป หน่อใหม่จะแตกจากตาที่โคนต้นเก่า มีลำต้นสั้นมาก แต่ไม่มีลำลูกกล้วย ใบมีขนาดรูปร่างต่างกันไป บางชนิดมีใบยาว บางชนิดใบตั้งชูขึ้น บางชนิดใบทอดขนานกับพื้น บางชนิดใบมีลาย บางชนิดใบไม่มีลายแต่เป็นสีเดียวเรียบๆ ออกดอกที่ยอด มีทั้งชนิดออกดอกเป็นดอกเดี่ยว และออกดอกเป็นช่อ

โดยธรรมชาติของกล้วยไม้สกุลรองเท้านารีทุกชนิด เมื่อออกดอกแล้วก็จะตายไป แต่ก่อนตายจะแตกหน่อทดแทน ซึ่งหน่อนี้ก็จะเจริญงอกงามเป็นต้นใหม่ต่อไป และจากความสวยงามของดอกประกอบกับหายากจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของที่มาที่มีการลักลอบเก็บจากป่ามาปลูก เมื่อให้ดอกแล้งต้นก็ตายไป ต้นใหม่กว่าจะออกก็นาน ในป่าธรรมชาติจึงลดน้อยลงจนเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากป่าของไทยในช่วงก่อนหน้านี้.

วช.ผนึก3สถาบันฟื้นกล้วยไม้ส่งออก

Published ตุลาคม 5, 2012 by SoClaimon

วช.ผนึก3สถาบันฟื้นกล้วยไม้ส่งออก

วช.ผนึก3สถาบันฟื้นกล้วยไม้ส่งออก

วช.ผนึก 3 สถาบัน ฟื้นกล้วยไม้ส่งออก ใช้ ‘ไบโอรีแอ็กเตอร์’ ขยายกล้าพันธุ์ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

          การผลิตและการส่งมอบต้นอ่อนกล้วยไม้สกุลหวายให้แก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปลายปี 2554 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 3.2 แสนต้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)ร่วมกับสถาบันการศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) มหาวิทยาลัยแม่โจ้(มจ.) และมหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.) นับเป็นอีกก้าวในการต่อยอดสู่แผนยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก หรือโครงการกล้วยไม้หมื่นล้านของรัฐบาลอีกครั้ง

“ขณะนี้ทางวช.ได้เห็นความสำคัญว่าเรามียุทธศาสตร์กล้วยไม้หมื่นล้าน แต่น้ำท่วมปีที่แล้วทำให้เราต้องถอยหลัง โครงการนี้เสมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องผลักดันและพยายามเดินหน้าต่อไป ซึ่งตลาดโลกได้มองประเทศไทยประเด็นแรก จะต้องพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการส่งออกกล้วยไม้ โดยเฉพาะพันธุ์ตัดดอกเมืองร้อน จำพวกตระกูลหวาย เราจะต้องเป็นอันดับ 1  ประเด็นต่อมาประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ต่างๆ ในเรื่องกล้วยไม้ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนในอีก 3 ปีที่จะเกิดเออีซี เราจะต้องเป็นผู้นำตรงนี้”

อรสา ดิสถาพร ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและจัดการการผลิตพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับและพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวในระหว่างการแถลงข่าว “การผลิตและการส่งมอบต้นอ่อนกล้วยไม้สกุลหวายให้แก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2554” โดยระบุว่าแผนยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ในตลาดโลกปี 2554-2559 นั้นประเทศไทยเราตั้งเป้าไว้ว่าจะส่งออกกล้วยไม้ให้ได้หมื่นล้านต้นต่อปี โดยการดำเนินการประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.เพิ่มศักยภาพการส่งออกและการตลาด โดยพยายามผลักดันการส่งออกกล้วยไม้ให้มีปริมาณและมูลค่าให้มากขึ้น ตลาดเก่าก็รักษาไว้ ตลอดใหม่ก็แสวงหาเพิ่ม ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการกล้วยไม้แห่งชาติ หรือบอร์ดกล้วยไม้

2.การผลิตกล้วยไม้ที่มีคุณภาพ โดยสำนักงานมาตรฐานการเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.)ได้สร้างมาตรฐานกล้วยไม้ขึ้นมาใหม่ ส่วนในแง่การส่งเสริม กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรสร้างสวนจีเอพี(GAP) เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิต 3.เน้นการสร้างองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง เช่นวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์กล้วยไม้ไทย สมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย สมาคมผู้ปลูกกล้วยไม้ เป็นต้น 4.การแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผลิตสินค้าให้มีความแตกต่าง และ 5.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้

“อย่างเช่นขณะนี้เรามีการจัดโชว์อยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เต็มไปด้วยกล้วยไม้สายพันธุ์ต่างๆ ก็เกิดจากผลงานของบอร์ดกล้วยไม้นี่แหละ ถ้าเราจะเป็นผู้ส่งออกกล้วยไม้รายใหญ่ ประตูที่รับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกก็คือสนามบิน ตอนนี้ก็เกิดแล้ว ที่สวนลุมพินีเรามีออคิดพาร์ค สิ่งต่างๆ เหล่านี้รัฐบาลได้พยายามผลักดันตลอดเวลาเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้”

ขณะที่ ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยอมรับว่า การผลิตกล้ากล้วยไม้ 1 ล้านต้น ภายใน 1 ปีเพื่อส่งมอบให้แก่เกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ที่ประสบอุทกภัย ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงองค์ความรู้ ศักยภาพของนักวิจัย ตลอดจนการผนึกร่วมกันของสถาบันการศึกษาแล้วเชื่อว่าคงจะดำเนินการเสร็จสิ้นได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

“โดยเฉพาะการขยายพันธุ์โดยไบโอรีแอ็กเตอร์ของอาจารย์นพมณี (รศ.ดร.นพมณี โทปุญญานนท์) ได้ศึกษาวิจัยโดยทุนสนับสนุนจากวช. ข้อดีของระบบนี้ก็คือ ผลิตได้ในปริมาณมาก ช่วยย่นระยะเวลา ใช้แรงงานน้อยจาก 20 คนเหลือแค่ 4 คนเท่านั้นเอง ที่จริงมีองค์ความรู้อย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าขาดความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากสถาบันต่างๆ โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะรวบรวมนักวิจัยจาก 3 มหาวิทยาลัยมาทำงานร่วมกัน ถ้าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำก็คงสำเร็จได้ยาก ผมอยากให้โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการวิจัยในโครงการต่อๆ ไป” ผศ.พาวินกล่าวทิ้งท้าย

          การผนึกร่วมของ 3 สถาบันการศึกษา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)นับเป็นอีกก้าวในการต่อยอดสู่แผนยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลกหรือโครงการกล้วยไม้หมื่นล้าน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นฮับด้านกล้วยไม้ในเวทีโลกนั่นเอง

——————–

(วช.ผนึก 3 สถาบัน ฟื้นกล้วยไม้ส่งออก ใช้ ‘ไบโอรีแอ็กเตอร์’ ขยายกล้าพันธุ์ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งอัครนารี

Published พฤษภาคม 30, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/263676

28 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_263676

นกยูงกล้วยไม้อันสดสวย.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ…พระราชทานถ้วย รางวัลในการประกวดกล้วยไม้แก่งาน 6th Siam Paragon Bangkok Royal Orchid Paradise 2012 หรืองาน“มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งอัครนารี” ระหว่างวันที่ 1 ถึง 10 มิถุนายน ณ สยามพารากอน

มหกรรมนี้…เป็นกิจกรรมร่วมระหว่างกิจกรรมนี้จัดขึ้น สยามพารากอน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย สมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือ เป็นปีแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ

กล้วยไม้จัดประกวดมี 9 สกุล 120 ประเภท ได้แก่ แวนด้าและแอสโคเซ็นดา คัทลียาและใกล้เคียง สกุลหวาย ออนซิเดียมและใกล้เคียง ซิมบิเดียมแกรมมาโตฟิลลัมกล้วย ไม้ดิน รองเท้านารีและใกล้เคียง ฟาแลนนอปซิสและใกล้เคียง หวายแดง (เรแนนเธอรา) แมลงปอ (อแรคนิส) และม็อคคารา กล้วยไม้พันธุ์แท้และกล้วยไม้ลูกผสมอื่นๆกับลูกผสมช่อแรกทุกสกุล

โดย…ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้วยไม้ทั่วประเทศ ร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ นอกจากรางวัลของการประกวดทั้ง 120 ประเภทแล้ว ยังมีรางวัลยอดเยี่ยม 3 รางวัล…ซึ่งจะได้รับถ้วยจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การจัดมหกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสำหรับการส่งกล้วยไม้เข้าประกวดใน 2 จุด คือ เชียงใหม่ ส่งกล้วยไม้ที่ ไปรษณีย์ไทย สาขาตลาดคำเที่ยง และ โคราช ส่งได้ที่ เดอะมอลล์ นคร-ราชสีมา โดยกำหนดช่วงเวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. ของวันที่ 30 พฤษภาคม

หรือ หากสะดวกก็ นำมาร่วมประกวดด้วยตนเอง ณ ลานจอดรถ ชั้น MA สยามพารากอน ในวันที่ 31 พฤษภาคม…

มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งอัครนารี…นอกเหนือจากกล้วยไม้ที่มาร่วมประกวด ก็ยังมี ความงามของกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์กว่า 80,000 ดอก พร้อมประติมากรรม “นกยูงดอกกล้วยไม้”…ให้ชมโดยไม่ซ้ำความสวยในแต่ละวัน..!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 28 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

โครงการพระราชดำริปางตอง พา “กล้วยไม้” คืนสู่ป่า

Published พฤษภาคม 22, 2012 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/45534

25 September 2554

คนก็มีบ้าน
สัตว์ก็มีบ้าน มีที่อยู่ที่เหมาะสมสำหรับตนเอง เอาสัตว์ป่ามาเลี้ยงที่บ้าน สัตว์เหล่านี้ก็หงอยเหงา เปล่าเปลี่ยว คิดถึงป่าที่เคยเป็นที่อยู่อาศัย
กล้วยไม้ก็เช่นกัน เคยอยู่บนคาคบสูงของไม้ใหญ่ในป่า ถูกคนปีนขึ้นไปเก็บมาขาย แน่นอนว่าความรู้สึกของต้นไม้อาจวัดยาก แต่การนำกล้วยไม้เหล่านี้แยกออกมาเลี้ยงไว้ชื่นชมเป็นส่วนตัว สิ่งที่เห็นชัดก็คือ  กล้วยไม้เหล่านี้จะไม่ค่อยออกดอก เพราะต้องถูกนำมาอยู่แบบผิดที่ผิดทาง ผิดอากาศ ผิดอาหาร ซึ่งแม้จะได้รับการบำรุงด้วยปุ๋ยเคมี แต่ก็ไม่เหมือนกับสารอาหารที่หากินได้ตามธรรมชาติ
นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ตามแนวคิด ท่องเที่ยวหัวใจใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า แนวคิดท่องเที่ยวแบบ 7 Greens ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพยายามเผยแพร่ให้กับคนทั่วไปได้ตระหนักคือ  ไปที่ไหนอย่าพกพาสิ่งใดมานอกจากความทรงจำ แหล่งท่องเที่ยวถึงจะหลงเหลือความงดงามไว้ให้คนที่มาทีหลังได้ชื่นชม
แม้ยังไม่หมดหน้าฝน และหลายจังหวัดทั่วประเทศกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไป ก็เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวอันเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว
หากนึกถึงขุนเขา ความหนาวเย็น ผสมผสานไปด้วยทะเลหมอกแล้ว จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามสมญานามว่า “สวิตเซอร์แลนด์แดนสามหมอก” เป็นสถานที่หนึ่งในดวงใจใครหลายคน เพราะนอกจากจะได้ท่องเที่ยวเมืองปายแล้ว ยังได้มีโอกาสแวะเวียนพระตำหนักปางตอง ศูนย์พัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ อันเป็นแหล่งที่มาของโครงการคืนกล้วยไม้สู่ป่าอีกด้วย
โครงการพัฒนาตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอาณาเขตติดต่อสหภาพพม่า มีสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาชนิด สภาพภูมิอากาศบนที่สูงหนาวเย็นตลอดปี ราษฎรที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองเรียกว่า ชาวไต หรือไทยใหญ่ ที่เหลือเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ ลีซอ และลัวะ  ในอดีตแม่ฮ่องสอนได้เกิดปัญหาหลายประการ ได้แก่ ป่าไม้ถูกทำลาย  มีการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่นจำนวนมาก ปัญหายาเสพติด
และที่สำคัญคือ ปัญหาชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราษฎรและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ในปีพุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้กองทัพบก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ของราษฎรเพื่อให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่ โดยจัดตั้งเป็นศูนย์บริการและพัฒนาขึ้นแห่งแรก ได้แก่ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2523 ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นชื่อว่า ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ
ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ มีหน้าที่ในการผลิตและส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เมืองหนาวให้แก่หมู่บ้านเป้าหมายของโครงการพัฒนาตามพระราชดำริซึ่งตั้งอยู่โดยรอบและใกล้เคียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ได้เลี้ยงม้าและล่อเพื่อฝึกใช้งานเป็นสัตว์ต่างหรือเป็นพาหนะให้สามารถส่งเสบียงในพื้นที่ทุรกันดารได้อีกด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้ดำเนินงานในโครงการด้วยความเรียบง่าย ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน ประหยัด และให้ทุกหน่วยงานได้ร่วมคิดร่วมทำเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ มุ่งหวังให้เกิดผลประโยชน์สู่ราษฎรมากที่สุด อันจะนำไปสู่ความพอมีพอกินและความกินดีอยู่ดี ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ณ ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริแห่งนี้คณะทำงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ได้จัดสร้างเรือนประทับแรมปางตองถวายเป็นที่ประทับแรมในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และทอดพระเนตรการดำเนินการโครงการฯ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ มาประทับแรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช 2524
มาถึงที่นี่ จุดแรกเมื่อผ่านเข้าสู่เขตพระตำหนัก ไม่ควรพลาดการแวะสักการะ “ศาลทหารเสือ” และ “ศาลมหาราช” เพื่อความเป็นสิริมงคล ศาลนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เมื่อ 400 ปีเศษที่ผ่านมาตามบันทึก พระองค์ทรงกรีธาทัพไปตีได้เมือง “หงสาวดี” จากนั้นจะไปตีเมืองตองอูต่อ แต่กองทัพยังไม่พร้อม ขัดสนเสบียงอาหารด้วย จึงต้องยกทัพกลับ เดินทัพกลับมาทาง “ปางตอง” แม่ฮ่องสอน ปาย แม่มาลัย เชียงใหม่ กลับอยุธยา ดังนั้นจึงตั้งเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงพระองค์ไว้ที่นี่
เมื่อเข้าไปภายในศูนย์บริการพื้นที่สูงปางตองฯ จะพบกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก บริเวณโดยรอบๆ ซึ่งเป็นป่าไม้เขตร้อนชื้นและป่าเขาที่มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี
มีกิจกรรมในคอกแกะ เลี้ยงแกะ ให้อาหารแกะ การตัดขนแกะ การทอผ้าขนแกะด้วยมือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถอุ้มแกะถ่ายภาพ หรือไล่ต้อนฝูงแกะได้อย่างสนุกสนาน และยังสามารถชื่นชมความน่ารักของฝูงแกะเกือบร้อยตัวอย่างใกล้ชิดภายในพระตำหนักปางตอง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์จากขนแกะอย่าง ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่สวยๆ ให้เลือกซื้อกันในราคากันเอง
สำหรับแกะที่นี่ เป็นการเลี้ยงแกะแบบปล่อยให้แกะกินหญ้าตามท้องทุ่ง จะมีการปล่อยในตอนเช้าเวลาประมาณ 09.00 น. เมื่อถึงเวลาตกเย็น จะมีการต้อนแกะเข้าคอกเวลาบ่าย 15.00 น. และได้มีการตัดขนแกะจำหน่าย ซึ่งจะจำหน่ายในฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า บนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ อยู่ในส่วนดูแลรับผิดชอบของโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยส่วนมากจะเป็นสัตว์ป่าที่หายากใกล้จะสูญพันธุ์ มีทั้งเสือลายเมฆ ไก่ฟ้า นกยูงไทย ชะนี บิตุรงค์ หมีควาย นกเงือก เป็นต้น
ส่วนทางด้านหลังโรงเพาะ แนะนำให้ไปดูปลาสเตอร์เจียน (ไข่ปลาคาเวียร์) ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสระใหญ่ จากนั้นเดินต่อไปบนเนินเขา ข้ามสะพานตรงลำธารเล็กๆ ตามบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปด้านบน ผ่านซุ้มแมกไม้จะเห็นพระตำหนักปางตอง
ยังมีอีกหลายส่วนที่น่าสนใจ เช่น เรือนเพาะชำกล้าไม้เมืองหนาวที่ชูช่อแข่งกันบานอย่างสวยงาม มีทั้งพันธุ์ไทยแท้และนำเข้าจากต่างประเทศให้ได้ศึกษากันอย่างมากมาย ยังมีแปลงผักปลอดสารพิษหรือผักพื้นเมือง เช่น ผักกาดขาว มะเขือ สตรอเบอรี่ ฯลฯ
ด้านในสุด จะเป็นที่ตั้งของพระตำหนักปางตองซึ่งเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ยามเสด็จฯ เยือนแม่ฮ่องสอน เรือนพระตำหนักแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาโดดเด่นมองเห็นได้อย่างชัดเจน รอบบริเวณพระตำหนักร่มรื่นด้วยร่มเงาไม้ใหญ่ ดอกไม้เป็นพวงระย้าส่งกลิ่นหอมคลุ้งอวดผีเสื้อที่บินว่อนอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินขึ้นไปชมภูมิทัศน์ด้านบนรอบๆ พระตำหนักได้ ใกล้ๆ บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เมื่อมองลงมาด้านล่าง จะเห็นทุ่งเลี้ยงแกะได้บรรยากาศไม่ต่างกับชนบทในต่างประเทศ
สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ สอดคล้องกับ “7 Green Concept” ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ใส่ใจกิจกรรมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน โดยผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวร่วมกันประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวด้วยความสุข สร้างโอกาสในการรับรู้และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมด้วยกัน
สนใจสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่น และเรียนรู้โครงการพัฒนาในพระราชดำริฯ ที่นี่เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมหรือขออนุญาต เพียงแต่จะมีทหารเฝ้าตลอดเวลา เพราะศูนย์แห่งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯ มาทรงงานเป็นประจำ จึงให้ทหารจากหน่วยกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือทหารเสือพระราชินี หมุนเวียนกันมาปฏิบัติการ
การเดินทางไปพระตำหนักปางตอง 1.โดยรถส่วนตัว จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมาทางเดียวกับการเดินทางไปปางอุ๋ง ใช้เส้นทางสายแม่ฮ่องสอน–ปาย (ทางหลวงหมายเลข 1095) ถึงกิโลเมตรที่ 10 (ก่อนถึงเมืองแม่ฮ่องสอน) เลี้ยวซ้ายไปยังบ้านหมอกจำแป่ ตรงขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ก็เจอ หากมาจากอำเภอปาย ใช้เส้นทางจากปาย ผ่านอำเภอปางมะผ้าและอำเภอเมืองฯ ก่อนถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 17 กิโลเมตร (ผ่านถ้ำปลา) แล้วเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านหมอกจำแป่
ไปที่เดียวบางทีก็เที่ยวได้ครบเครื่อง มีเรื่องที่เรายังไม่รู้ให้เราได้ศึกษามากมาย โดยเฉพาะโครงการเรือนกล้วยไม้ เข้าไปแล้วไม่อยากออกมาสู่โลกแห่งความจริงอันแสนวุ่นวายอีกเลย
สรณะ รายงาน


ประกวดกล้วยไม้ครั้งยิ่งใหญ่

Published พฤษภาคม 8, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/113329

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นางลักขณา นะวิโรจน์ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท สยามพารากอน รีเทล จำกัด กล่าวว่า งาน “6th Siam Paragon Bangkok Royal Orchid Paradise 2012” ในปีนี้ จัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 6 ในคอนเซปต์ “มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งอัครนารี” ซึ่งในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับกล้วยไม้ยอดเยี่ยมสูงสุดที่ชนะเลิศจากการประกวดกล้วยไม้ในปีนี้  และยังคงจัดให้มีการประกวดกล้วยไม้ 9 สกุล 120 ประเภท   ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และยังมีการจัดแสดงกล้วยไม้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา บรมราชินีนาถ โดยจำลองเป็นนกยูงขาวรำแพนหางฟาแลนนอฟซิส ท่ามกลางกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์กว่า 80,000 ดอก นิทรรศการภาพวาดกล้วยไม้ไทย จากศิลปินชั้นนำของประเทศ การจัดจำหน่ายกล้วยไม้จากเกษตรกรทั่วประเทศ และกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ระหว่างวันที่ 1-10 มิถุนายน 2555 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดให้เข้าชมฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น.

เอกชนชงตั้ง“นิคมกล้วยไม้”ดัน“อตก.”ศูนย์กลางส่งออก/เสริมยุทศาสตร์ตีตลาดโลก

Published พฤษภาคม 5, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/4973

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : นิคมกล้วยไม้กล้วยไม้ส่งออกกล้วยไม้

นายศุภชัย  บานพับทอง  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก พ.ศ.2554–2559 ได้ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแข่งขันกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก ปี 2555 และมีการอภิปรายถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการผลิตกล้วยไม้ ซึ่งทางผู้ผลิตได้มีการรวมกลุ่มกันเป็น สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด และร่างโครงการดังกล่าวนำเสนอที่ประชุมในหลักการและเหตุผลว่า การดำเนินการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการผลิตกล้วยไม้นั้น จะเป็นการปรับกระบวนการผลิตกล้วยไม้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และมีการจัดการผลผลิตให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ในทุกส่วน เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และลดความสูญเสีย อีกทั้งผู้ส่งออกก็จะมีความมั่นใจในแหล่งผลิตที่มีการรับรองคุณภาพ และมีความสะดวกในด้านการขนส่ง เนื่องจากกล้วยไม้เป็นพืชที่มีความละเอียดอ่อน ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด การมีนิคมฯ จะช่วยในการรวบรวมผลผลิต  การบรรจุภัณฑ์  และการขนส่งจะสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของโครงการจัดตั้งนิคมฯ นั้น ต้องมีการประชุมหารือ และศึกษาวิเคราะห์ถึงผลกระทบอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพราะการผลิตกล้วยไม้นั้นต้องมีการใช้สารเคมีในการปราบศัตรูพืชค่อนข้างมาก จึงต้องมีระบบการกำจัดสารพิษที่มีประสิทธิภาพ เพื่อมิให้ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่จะดำเนินการจัดตั้งนิคมฯ

“มีการตั้งข้อสังเกตไว้ คือ นิคมฯ ดังกล่าวจะจัดตั้งเพื่อส่งตลาดไหนเป็นหลัก หากจะจัดตั้งเพื่อการส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก นิคมฯ ก็ไม่ควรอยู่ไกลจากสนามบิน เพราะช่วยลดต้นทุนในการขนส่งได้มาก ซึ่งทางองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ก็มีตลาดกล้วยไม้อยู่ จึงได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาตลาดกล้วยไม้ อ.ต.ก. ให้เป็นศูนย์กลางการส่งออก โดยพิจารณาปัจจัยสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับผู้ซื้อ – ผู้ขาย   จุดรับส่งสินค้า ตลอดจนทำเลที่ตั้งว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ในการเป็นศูนย์กลางการส่งออกกล้วยไม้” นายศุภชัย กล่าว

%d bloggers like this: