กลางกระแส

All posts tagged กลางกระแส

สร้างออฟฟิศไทยไร้พุง – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/274750

 

สิ่งแวดล้อม

สร้างออฟฟิศไทยไร้พุง – กลางกระแส

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเวิร์คช็อป “The firm องค์กรซ่อนอ้วน 2” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557 เวลา 0:00 น.

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเวิร์คช็อป “The firm องค์กรซ่อนอ้วน 2” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินของพนักงานในองค์กรภายใต้แนวคิด “ลดพุง ลดโรค”

” ในแต่ละปีอัตราคนไทยเป็นโรคอ้วนมากขึ้น โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรับประทานที่ไม่เหมาะสมต่อร่างกาย”สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ สสส.ให้ข้อมูล

สำหรับแนวทางสร้างองค์กรสุขภาพดีที่แนะนำคือ “หลัก 3 อ.” ประกอบไปด้วย การเลือกรับประทานอาหารที่ดี การออกกำลังกายอย่างเพียงพอ และการรักษาอารมณ์ที่สมดุล

“อ. อาหาร คือ กินไม่ครบ 5 หมู่ เปลี่ยนมาเลือกกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นการกินประเภทต้ม นึ่ง อบ ย่าง และผักผลไม้ที่มีกากใยสูง พร้อมทั้งเลี่ยงการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ เค็มจัด หวานจัดน อ. ออกกำลังกาย ประมาณ 30 นาทีต่อครั้งเพื่อสุขภาพที่ดี แต่หากต้องการออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิคระดับหนักปานกลาง ประมาณ 45 – 60 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ จะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน และสามารถดึงไขมันส่วนเกินในร่างกายออกมาใช้ สุดท้าย อ. อารมณ์ คือ การสร้างความรู้สึกและแรงบันดาลใจที่จะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง เพราะหากจิตใจไม่เข้มแข็ง และไม่มีจุดหมายปลายทาง การลดน้ำหนัก ก็จะไม่เป็นผลสำเร็จ”

สำหรับการสร้างองค์กรสุขภาพที่ดีและสมบูรณ์แบบนั้น ผู้บริหารควรจะต้องจริงจังกับการรณรงค์ให้คนในองค์กรมีสุขภาพดี มีการจัดกลุ่มบุคลากรที่มีความมุ่งมั่นในเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบายไปสู่ความสำเร็จ รวมถึงมีแผนปฏิบัติการรายปีที่ชัดเจน และสามารถทำได้จริง

“สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารจะต้องมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่พนักงาน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจและการปฏิบัติตาม ” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการคนเดิม กล่าว

ด้าน นางจุฑามาศ แสงโชติ ตัวแทนจากบริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช หนึ่งในองค์กรที่เข้าร่วมเวิร์คช็อป กล่าวถึงแนวทางการสร้างองค์กรสุขภาพว่า ทางบริษัทได้เริ่มจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรมาตั้งแต่ปี 2556 มีการจัดกิจกรรมพิชิตอ้วนโดยได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากเครือข่ายคนไทยไร้พุง รวมถึงเชิญวิทยากรมาอบรมให้ความรู้แก่พนักงาน

จัดพื้นที่ออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ อาทิ ทุกวันจันทร์จะมีกิจกรรมโยคะ ในวันพุธและวันศุกร์จะมีกิจกรรม บูทแคมป์ (Boot Camp) การออกกำลังกายแบบทหาร โดยจะทำการฝึกเป็นกลุ่ม ซึ่งท่าที่ใช้ออกกำลังกายประกอบไปด้วยการวิ่ง วิดพื้น ซิตอัพกระชับกล้ามท้อง ตลอดจนการยกเวท และท่าออกกำลังกายอีกหลายท่าที่ใช้สำหรับฝึกทหารกันจริงๆ ภายใต้การออกคำสั่งของครูฝึก เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ชื่นชอบของพนักงาน เพราะเป็นการออกกำลังกายที่จำลองสถานการณ์ สนุก และไม่จำเจ โดยจะใช้เวลาหลังเลิกงานในการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ยังการจัดรถรับส่งพนักงานเพื่อความสะดวกในการเดินทางกลับหลังจากออกกำลังกายอีกด้วย

“จากการที่ได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปองค์กรซ่อนอ้วน 2 ในครั้งนี้ ได้รับแนวคิดที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการจัดทำแบบประเมินผล ที่ควรทำไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนากิจกรรม รวมถึงแนวคิด 3 อ. จากอาจารย์สง่า ที่จะได้นำไปปรับใช้เป็นหัวข้อรณรงค์เพิ่มเติม ส่วนตัวเชื่อว่าทุกองค์กรที่ได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปในวันนี้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรของตนให้มีสุขภาพที่ดีเหมือนกัน เพราะพนักงานทุกคน คือ ฟันเฟืองสำคัญที่จะนำองค์กรไปสู่ความก้าวหน้า” นางจุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

ครัวกลางช่วยสร้างโภชนาการสมวัย – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/271459

 

สิ่งแวดล้อม

ครัวกลางช่วยสร้างโภชนาการสมวัย – กลางกระแส

จากผลการสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่มของประเทศไทยขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 ชี้ เด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ทุก 1 ใน 6 คน จะมีภาวะทุพโภชนาการ

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2557 เวลา 0:00 น.

จากผลการสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่มของประเทศไทยขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 ชี้ เด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ทุก 1 ใน 6 คน จะมีภาวะทุพโภชนาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมมือกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “เรียนรู้-ร่วมสร้างโภชนาการสมวัยในศูนย์เด็กเล็ก” ขึ้นเป็นปีที่ 2

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยและผู้จัดการศูนย์ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านอาหารและโภชนาการเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย กล่าวว่า จากการนำร่องใน 9 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ เพชรบุรี ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ ลำปาง สงขลา และภูเก็ต ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ หลังการสำรวจพบว่า เด็กในพื้นที่ดังกล่าว มีภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น และเตรียมนำนวัตกรรม “ครัวกลาง” 1 ตำบล 1 ครัวมาตรฐาน ไปปรับใช้ยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพอาหารอย่างเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และลดต้นทุนการผลิตอาหาร

ด้านนายสุรศักดิ์ สิงห์หาร ปลัดเทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ กล่าวถึงการนำนวัตกรรม “ครัวกลาง” ไปใช้ในท้องถิ่นของตนว่า “กระบวนการแรกสุดคือต้องมีการสำรวจข้อมูลการบริโภคและสุขภาพของเด็กในชุมชนและพูดคุยถึงปัญหาให้ผู้ปกครองและคนในชุมชนทราบ โดยได้นำแนวคิดเรื่องครัวกลางที่จะนำงบประมาณมารวมกัน เพื่อวางแผนเมนูอาหารล่วงหน้าทุกเดือน สามารถลดต้นทุนการผลิตอาหาร ได้อาหารที่มีคุณภาพถูกต้องตามหลักโภชนาการ

สำหรับการจัดกิในครั้ง มีกลุ่มผู้ปฏิบัติงานอย่าง ครูพี่เลี้ยงเด็ก แม่ครัว และแม่บ้าน ได้ร่วมเวิร์คช็อปเรียนรู้การจัดอาหารกลางวัน

อ.วสุนธรี เสรีสุชาติ นักโภชนาการชำนาญการ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ให้ความรู้ว่า หลักการจัดอาหารกลางวันตามหลักของกรมอนามัยคือ 1.จัดอาหารให้ครบตามหลัก 5 หมู่ 2.ในการจัดอาหารถ้าเป็นเมนูผัดน้ำมันควรจัดคู่กับผลไม้ ของหวานที่เป็นกะทิ ไม่ควรจัดคู่กับอาหารมัน 3.นื้อสัตว์ควรจัดให้มีปริมาณที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก 4. ควรมีผักเป็นส่วนประกอบในอาหารทุกมื้อ

5. ใช้ชนิดของอาหารที่มีความเข้มข้นของสารอาหารมาปรุงอาหาร เช่น เต้าหู้ที่มีโปรตีนสูง เลือด มีโปรตีนและธาตุเหล็กสูง 6.ควรมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบในอาหารเป็นประจำ 7 ใช้เกลือหรือน้ำปลาเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหารเพื่อเพิ่มธาตุไอโอดีน 8. ควรจัดนมเป็นอาหารว่าง อย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว

ครัวกลางคือจุดเริ่มต้นที่สร้างโภชนาการที่ดีให้กับเด็กเล็กในชุมชนได้

อาเซียนกับงบประมาณยั่งยืนเพื่อลดบุหรี่ – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/269819

 

สิ่งแวดล้อม

อาเซียนกับงบประมาณยั่งยืนเพื่อลดบุหรี่ – กลางกระแส

ในกลุ่มประเทศดังกล่าวหลายประเทศได้ริเริ่มก่อตั้งองค์กรการทำงานการลดการสูบบุหรี่เช่นเดียวกับสสส.ของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้ามาศึกษาและนำโมเดลไปปรับใช้

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2557 เวลา 0:00 น.

การประชุมเชิงปฏิบัติการภูมิภาคอาเซียน เรื่องงบประมาณที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการควบคุมยาสูบ (ASEAN Regional Workshop on Sustainable Funding for Tobacco Control) ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดโดยมูลนิธิเพื่อสังคมอาเซียนปลอดบุหรี่ร่วมกับ สสส.โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 80 คนจาก 8 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก

ในกลุ่มประเทศดังกล่าวหลายประเทศได้ริเริ่มก่อตั้งองค์กรการทำงานการลดการสูบบุหรี่เช่นเดียวกับสสส.ของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้ามาศึกษาและนำโมเดลไปปรับใช้

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุข กล่าวเปิดประชุมว่า นานาประเทศได้เข้ามาร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำงานควบคุมยาสูบจากสสส.เพราะ สสส.เป็นต้นแบบการทำงานลดผลกระทบและการควบคุมยาสูบที่เข้มแข็งในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้บุหรี่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดกลุ่มโรค NCDs และจากการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก มีเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากกลุ่มโรคดังกล่าวให้ได้ 25% ในปี ค.ศ. 2025 เพราะบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เชื่อมโยงให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ 6 ล้านคนทั่วโลก คาดการณ์ว่าในปี 2573 จะมีผู้เสียชีวิต 8 ล้านคนต่อปี

“สสส. ก่อตั้งขึ้น ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพในทุกมิติ โดยเฉพาะการลดผลกระทบทางสุขภาพจากบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีงบประมาณบริหารกองทุนมาจากภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบ 2% ซึ่งถือเป็นกลไกการเงินการคลังที่ยั่งยืนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ มีผลการดำเนินงาน มีแนวปฏิบัติที่โดดเด่น (Best Practice) ที่เป็นต้นแบบของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แสดงกลไกที่ดีที่สุดบนพื้นฐานของหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย เพราะถือเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายด้านสุขภาพและรายรับทางการคลัง” น.ส. บังอร ฤทธิภักดี ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสังคมอาเซียนปลอดบุหรี่ ย้ำถึงวัตถุประสงค์การก่อตั้งสสส.

ดร.เหงียน ด้วน แลม ที่ปรึกษาด้านภาษีบุหรี่อาเซียนองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศเวียดนาม กล่าวว่า เวียดนามได้นำประสบการณ์การผลักดันเกิดพื้นที่ควบคุมเรื่องบุหรี่หลังจากได้มาเรียนรู้กับสสส.โดยได้ออกกฎหมายเก็บภาษีบุหรี่ 1 เปอร์เซ็นต์มาทำเรื่องการรณรงค์เรื่องโทษของบุหรี่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน การทำวิจัย เป็นต้น และกำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ในเขตวัด โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ

“กำหนดโทษปรับคนละ 5-14 ดอลลาร์สหรัฐ กรณีผู้ฝ่าฝืนแต่ขณะเดียวก็กำหนดโทษปรับกับเจ้าของอาคารสถานที่ 100-150 ดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มคนที่สูบบุหรี่ในเวียดนามยังอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ผู้ใช้แรงงานและพนักงานขับรถ
บรรทุก” ดร.เหงียน บอกเล่า

ด้าน ดร.ยิน ธาดา ลวิ่น ผู้อำนวยการด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ประเทศเมียนมาร์ กล่าวว่า ที่เมียนมาร์ยังไม่มีการก่อตั้งกองทุนแบบ สสส.แต่งบประมาณควบคุมยาสูบมาจากรัฐบาลและองค์การอนามัยโลก ซึ่งการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวต้องหารือร่วมกันหลายฝ่ายแต่ประทับใจรูปแบบการจัดเก็บภาษี 2 เปอร์เซ็นต์ของสสส.

สำหรับปัญหาเรื่องบุหรี่ในเมียนมาร์พบว่าเป็นบุหรี่ไม่มีควัน เป็นยาเส้นที่ผสมกับหมากที่คนในประเทศนิยมรับประทาน แต่ขณะเดียวกันได้เพิ่มคำเตือนบนซองบุหรี่ให้ใหญ่ขึ้นเหมือนกับที่ประเทศไทยการควบคุมยาสูบเป็นภารกิจอันท้าทายของประเทศเพื่อนบ้าน.

เครื่องดูดเสมหะปัจจัยที่5 เด็กพิการทางสมอง – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/268127

 

สิ่งแวดล้อม

เครื่องดูดเสมหะปัจจัยที่5 เด็กพิการทางสมอง – กลางกระแส

นั่นจึงเป็นที่มาของ “ขบวนการคนตัวดี” กิจกรรมสร้างสรรค์จากกลุ่มคนทำรายการวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว โดยมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวที่ช่วยกันหารายได้ในการซื้อเครื่องดูดเสมหะ และมอบให้กับครอบครัวที่มีเด็กพิการทางสมอง (CP) ทั้งหมด 34 เครื่อง

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2557 เวลา 0:00 น.

ร่างกายของคนเราสร้าง “เสมหะ” ขึ้นเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในระบบทางเดินหายใจและขับออกโดยการไอหรือสั่งน้ำมูก แต่สำหรับผู้พิการทางสมองจะไม่สามารถสั่งน้ำมูกและไอได้เอง…

นั่นจึงเป็นที่มาของ “ขบวนการคนตัวดี” กิจกรรมสร้างสรรค์จากกลุ่มคนทำรายการวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว โดยมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวที่ช่วยกันหารายได้ในการซื้อเครื่องดูดเสมหะ และมอบให้กับครอบครัวที่มีเด็กพิการทางสมอง (CP) ทั้งหมด 34 เครื่อง

แม่นก หรือ เสาวภา ธีระปรีชากุล ประธานเครือข่ายครอบครัวแม่นก เล่าถึงความสำคัญของ “เครื่องดูดเสมหะ” ว่า เด็กพิการทางสมองส่วนใหญ่จะมีสภาวะแน่นิ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงต้องทำการดูดเสมหะออกจากปอด เมื่อไม่มีเสมหะค้างในปอดจะทำให้เด็กหายใจสะดวกนอนหลับสบาย และไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ป้องกันการเสียชีวิตในเด็กพิการให้ลดลง

“ศูนย์การเรียนรู้บ้านแม่นก เปิดทำการตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่เห็นคือ มีเด็กพิการทางสมองเพิ่มมากขึ้น แต่เราได้เห็นการดูแลของพ่อแม่ที่มีความรักและความเข้าใจลูกพิการมากขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะในการดูแลลูกพิการนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พ่อแม่ต้องเข้าใจและให้ความสำคัญว่าลูกเป็นอะไร แก้ไขยังไง และต้องทำยังไงบ้าง ทำด้วยตัวเองไหม หรือพึ่งพิงคนอื่น”

ทางด้าน ผ่อง พรรณ สีขาว คุณแม่ของ “น้องขลุ่ย” หรือ นายศักดิ์พัฒน์ สีขาว อายุ 17 ปี หนึ่งในครอบครัวที่ได้รับมอบเครื่องดูดเสมหะเล่าว่า ลูกชายพิการทางสมองจากการผ่าตัดหัวใจ เมื่อตอนอายุ 7 เดือนครึ่ง เนื่องจากเกิดการอุดกั้นของอากาศที่จะส่งไปยังสมองทำให้สมองขาดอากาศและเกิดความพิการ

“หลังผ่าตัดเสร็จและกลับมาอยู่บ้านก็ต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ไปที่โรงพยาบาลบ้าง ที่มูลนิธิบ้าง จนน้องขลุ่ยอายุ 9 ขวบ ถึงได้มารู้จักกับศูนย์การเรียนรู้บ้านแม่นก ที่นี่มีการสอนกายภาพบำบัด แบบนวดไทย นวดเพื่อกระตุ้นสายตา นวดปาก ทำทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า และการฝึกการเคลื่อนไหวแบบญี่ปุ่น (โดสะโฮ)”

คุณแม่ของน้องขลุ่ยเล่าต่อว่า ต้องดูดเสมหะอย่างน้อยให้น้องถึงวันละ 10 ครั้ง โดยเฉพาะถ้าอยู่ในอากาศเย็น ตอนนี้น้องขลุ่ยอายุ 17 ปี คุณพ่อคุณแม่ได้เรียนรู้และปรับตัวในการดูแลลูกพิการได้เป็นอย่างดี จึงอยากเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวอื่น ๆ ว่า อย่าท้อแท้และจงสู้ต่อไป เด็กพิการทางสมองไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดูดเสมหะทุกคน

แม่นกยังบอกอีกว่า เราต้องการให้สังคมของคนพิการค่อย ๆ เข้มแข็งทีละครอบครัว จนเป็นปึกแผ่นอย่างยั่งยืน ใครมีลูกพิการแม่นกช่วยฟรี โดยสามารถติดต่อที่เว็บไซต์บ้านแม่นกดอทคอม โทรศัพท์ 08-1432-7801 หวังจะสร้างพลังให้คนพิการได้มีโอกาสทัดเทียมกับนานาชาติ

สำหรับผู้สนใจกิจกรรมจากทางศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. สามารถติดตามได้ที่ http://www.thai healthcenter.org

‘แม่วัยรุ่น’…วาระระดับชาติ – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/266398

 

สิ่งแวดล้อม

‘แม่วัยรุ่น’…วาระระดับชาติ – กลางกระแส

“การได้เรียนรู้เรื่องเพศ และการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด ไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ในทางตรงข้าม วัยรุ่นที่เข้าถึงสิทธิดังกล่าวกลับมีแนวโน้มลดการมีเพศสัมพันธ์ลงด้วย”

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 เวลา 0:00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) มูลนิธิแพธทูเฮลท์ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และภาคีเครือข่ายกว่า 20 องค์กร ร่วมกันจัด การประชุมระดับชาติเรื่องสุขภาวะทางเพศ ครั้งที่ 1 ประเด็น “การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 9-11 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ร่วมประชุมกว่า 2,000 คน
เวทีนี้ได้นำเสนอข้อมูล และทางออกในการแก้ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งสถิติล่าสุดขณะนี้มีเด็กที่อายุไม่ถึง 15 ปี คลอดลูก 1 คน ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง ทั้งนี้จากประสบการณ์ต่างแดนที่ถ่ายทอดโดย ศ.โรเจอร์ อิงแฮม ศูนย์วิจัยด้านสุขภาพทางเพศ มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ บอกเล่าว่า การแก้ปัญหาของประเทศอังกฤษ สามารถลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นลง 50% ในช่วงเวลา 12 ปี
พบว่า ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ 2 ประการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของเด็กและเยาวชน คือ สิทธิที่จะได้เรียนรู้เรื่องสัมพันธภาพและเพศศึกษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กเล็กในครอบครัว จนถึงในสถานศึกษา และสิทธิการเข้าถึงบริการคุมกำเนิดได้โดยง่าย ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีนโยบายชัดเจน และมีการฝึกอบรมปรับเปลี่ยนมุมมอง รวมถึงตัวผู้ปกครองด้วย
“การได้เรียนรู้เรื่องเพศ และการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด ไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ในทางตรงข้าม วัยรุ่นที่เข้าถึงสิทธิดังกล่าวกลับมีแนวโน้มลดการมีเพศสัมพันธ์ลงด้วย” นักวิชาการจากอังกฤษยืนยัน
นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์ สำหรับประเด็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ในร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ อาทิ สิทธิที่จะได้รับข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ ซึ่งรวมถึงการเรียนรู้เรื่องสัมพันธภาพและเพศศึกษา เช่นเดียวกับในประเทศอังกฤษ ก็จะมีส่วนช่วยลดและป้องกันปัญหานี้ลงได้ แม้ พ.ร.บ.อนามัยเจริญพันธุ์ยังไม่คลอดออกมา แต่มีตัวอย่างโรงเรียนที่เดินหน้าสอนเรื่องเพศศึกษาในระดับประถมศึกษาแล้ว
ดร.วจี ปัญญาใส อ.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาการเรียนรู้เพศศึกษาในโรงเรียนเครือข่าย 17 โรงเรียน ใน จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนในอดีตมีเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษา แต่ขณะนี้เราได้เริ่มนำร่องสอนในชั้นประถมศึกษาตอนปลายใน รร.มัธยมขยายโอกาส 11 แห่งด้วย รวมทั้งเริ่มให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาให้กับกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง
“การสอนเพศศึกษาให้กับทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง ร่วมกับการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด เช่น การกระจายถุงยางอนามัย มีส่วนช่วยลดอัตราแม่วัยรุ่นลงได้จริงใน 3 ตำบลนำร่อง ใน จ.อุตรดิตถ์ คือเทศบาลตำบลบ้านแก่ง เทศบาลตำบลท่าปลา องค์การบริหารส่วนตำบลชัยจุมพล ที่ สสส.สนับสนุนการบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยตำบลบ้านแก่งไม่มีแม่วัยรุ่นเลยในปีนี้” ดร. วจีบอกเล่า
สุภาษิตที่ว่าชี้โพรงให้กระรอกที่พูดกันบ่อยเกี่ยวกับเรื่องเพศดูไม่มีพลังเสียแล้วในยุคนี้ การบอกเล่าเรื่องเพศอย่างเปิดเผยบนองค์ความรู้และการเปลี่ยนทัศนคติคือการแก้ปัญหาแม่วัยใสได้อย่างยั่งยืน.

อยู่ร่วมอยู่รอดบนฐานวัฒนธรรม – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/264815

 

สิ่งแวดล้อม

อยู่ร่วมอยู่รอดบนฐานวัฒนธรรม – กลางกระแส

“วัฒนธรรมเป็นเรื่องพื้นฐานดั้งเดิม แต่เนื่องจากการใช้ชีวิตในปัจจุบันทำให้คนไม่เห็นคุณค่าหลงลืมวัฒนธรรม คนส่วนหนึ่งปล่อยให้ชีวิตอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยง การกลับมาหารากเหง้าของวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2557 เวลา 0:00 น.

“วัฒนธรรมเป็นเรื่องพื้นฐานดั้งเดิม แต่เนื่องจากการใช้ชีวิตในปัจจุบันทำให้คนไม่เห็นคุณค่าหลงลืมวัฒนธรรม คนส่วนหนึ่งปล่อยให้ชีวิตอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยง การกลับมาหารากเหง้าของวัฒนธรรม ในทางกลับกันทำให้คนรู้คุณค่าตัวเองมากขึ้ นนชน”รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) บอกถึงความสำคัญของวัฒนธรรมที่จะช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยง ต่อสุขภาวะ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วนลงพุงซึ่งนำมาซี่งโรคหัวใจ ความดัน

สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีนำเสนอผลงานวิชาการ “อยู่ร่วม อยู่รอด บนฐานวัฒนธรรม” ภายใต้โครงการ “ภาษาและวัฒนธรรมคือพลังเสริมสร้างสุขภาวะ” รวมถึงมีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศูนย์กลางแอปพลิเคชั่นภาครัฐ” ระหว่าง สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย และ สสส.เพื่อผลิตแอปพลิเคชั่น เสริมสร้างสมรรถนะทางวัฒนธรรมในการบริการทางการแพทย์ข้ามวัฒนธรรม เริ่มต้นคำศัพท์ทางการแพทย์ภาษาไทย – พม่า

ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในการปฐกถานำพลังวัฒนธรรมสร้างสรรค์สังคมสุขภาวะตอนหนึ่งว่า วัฒนธรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดทางสังคมที่มีผลอย่างยิ่งต่อการที่คนในสังคมจะมีสุขภาวะดีหรือไม่ดี เพราะวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับเรื่องของค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ การให้คุณค่า และหลักปฏิบัติของวิถีชีวิตประจำวันในสังคม สสส. จึงให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้ทุกคนมีขีดความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนเองและชุมชนได้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับกลุ่มคนขาดโอกาสทางสังคมที่ควรได้รับการสร้างเสริมสุขภาพผ่านมิติทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อน เช่น การพัฒนาให้เป็นนักสื่อสารด้วยภาษาและวัฒนธรรมของพวกเขาเอง ทำให้สังคมมีโอกาสได้รับรู้ปัญหาและผลกระทบจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชายขอบเหล่านี้ การส่งเสริมพื้นที่สร้างสรรค์ ใช้ศิลปวัฒนธรรมชุมชน เป็นกลไกคุ้มครองเด็กด้อยโอกาส สามารถสร้างเด็กเสี่ยงให้เป็นแกนนำพัฒนาชุมชนกว่า 2,500 คน หนุนให้เกิดกลุ่มศิลปินอาสาที่ใช้สื่อศิลปะพื้นบ้านสื่อสารเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ การสื่อสารเพื่อเยียวยาและลดความเกลียดชังในกลุ่มผู้สูญเสียจากปัญหาความรุนแรงชายแดนใต้

รศ.ดวงพร คำนูณวัฒน์ หัวหน้าชุดโครงการภาษาและวัฒนธรรมคือพลังเสริมสร้างสุขภาวะ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการภาษาและวัฒนธรรมคือพลังเสริมสร้างสุขภาวะ ใช้ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี เริ่มเมื่อเดือน มิ.ย. 2555 ประกอบด้วย โครงการวิจัย 7 เรื่อง อาทิ 1. โครงการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมอยู่สบายด้วยภูมิปัญญาและวัฒนธรรม 2. โครงการพลังภาษาและวัฒนธรรมในการส่งเสริมและถ่ายทอดภูมิปัญญาอย่างยั่งยืนผ่านชุมชนออนไลน์ : กรณีศึกษากลุ่มจีนฮากกา 3. โครงการฟื้นฟูของกินพื้นบ้านเพื่อความมั่นคงทางอาหารและสืบสานวัฒนธรรมในกลุ่มชาติพันธุ์ 4. โครงการความมั่นคงทางอาหารของประชากรเขตชานเมือง รอบคลุม 16 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่สังคมออนไลน์ และยังได้ประสานความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนอันได้แก่ประเทศ กัมพูชา มาเลเซีย และสหภาพเมียนมาร์อีกด้วย

รศ. ดร. โสภนา ศรีจำปา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย กล่าวว่า สำหรับการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศูนย์กลางแอปพลิเคชั่นภาครัฐ” เพื่อผลิตแอปพลิเคชั่น สมรรถนะทางวัฒนธรรมเพื่อสุขภาวะของแรงงานข้ามชาติ ให้บุคลากรทางการแพทย์ และแรงงานข้ามชาติ พม่า/มอญ โดยรวบรวมคำศัพท์ภาษาไทย อังกฤษ และพม่าที่เกี่ยวกับการบริการทางการแพทย์เบื้องต้น โดยจะมีการจัดทำไฟล์เสียงของคำศัพท์เป็นภาษาพม่า ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะทำให้เกิดทัศนคติที่ดี เสริมทักษะการใช้ล่าม และสร้างองค์ความรู้ต้นแบบด้านการจัดการสุขภาวะแรงงานข้ามชาติ

นายอำเภองดเหล้า…รู้ทันการตลาดแอลกอฮอล์ – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/263127

 

สิ่งแวดล้อม

นายอำเภองดเหล้า…รู้ทันการตลาดแอลกอฮอล์ – กลางกระแส

“บริษัทเหล้าใช้วิธีเข้าไปมอบเงินรางวัลให้กับการแข่งขันกับกีฬาระดับตำบล โดยเข้าไปทำซีเอสอาร์ทั้งการศึกษา ศาสนา สาธารณสุข วัฒนธรรมและการกีฬา”

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2557 เวลา 0:00 น.

“บริษัทเหล้าใช้วิธีเข้าไปมอบเงินรางวัลให้กับการแข่งขันกับกีฬาระดับตำบล โดยเข้าไปทำซีเอสอาร์ทั้งการศึกษา ศาสนา สาธารณสุข วัฒนธรรมและการกีฬา” ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)บอกถึงกลยุทธ์การสร้างความภักดีต่อแบรนด์ของบริษัทเหล้า ด้วยการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อให้คนในชนบทเห็นแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอออล์และยังใช้โอกาสนี้ ขายเหล้าในงานแข่งขันกีฬาด้วย หรือตัวอย่างการให้อบรมให้ความรู้ของบริษัทเหล้าที่เลือกนศ.ที่เป็นหัวกะทิมาเข้าค่ายอบรมความรู้เรื่องธุรกิจประมาณ 3-4 เดือน เมื่อจบค่ายนศ.เหล่านี้จะไปบอกต่อในมหาวิทยาลัย ถึงวิถีวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทเหล้า

ภายใต้ทุนการทำตลาดที่เข้มแข็งของบริษัทเหล้า ส่วนหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฏหมายที่ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)กล่าวว่า การทำงานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า โดยการสนับสนุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ที่มีงบการทำงานน้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัทเหล้า สคล.ได้ร่วมกับสสส.และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดโครงการเชิดชูเกียรติกับนายอำเภองดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยงมาตั้งแต่ปี 2556 ให้กับนายอำเภอ 152 อำเภอทั่วประเทศ ที่มีผลงานสนับสนุนการรณรงค์งดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยง ใช้โอกาสรณรงค์ช่วงเข้าพรรษา รณรงค์จัดงานศพงดเหล้า การเฝ้าระวังบังคับใช้กฏหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในปี 2557 โครงการได้มอบโล่ห์เชิดชูเกียรติ ให้นายอำเภอทั่วประเทศอีกจำนวน 131 คน พร้อมร่วมฟังเสวนา เรื่อง “นโยบายสาธารณะ มาตรการรณรงค์ การสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก โดยยพลังจิตใต้สำนึกและรู้เท่าทันการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ ณ รร.เซ็นทาราศูนย์ราชการ

ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กและครอบครัว บอกเล่าถึงกรณีการศึกษาเรื่องเด็กว่า ในเด็กวัยก่อน 5 ขวบมีปราสาทสัมผัสอายตนะทั้ง 6 ครบทุกด้านทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดังนั้นหากครอบครัวดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ให้เด็กมามีส่วนในการดื่มเหล้า เมื่อเด็กโตขึ้นจะซึมซับเรื่องราวเหล่านี้ มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ร้ายแรง ดังนั้นการรณณงค์เรื่องเหล้าและบุหรี่กับวัยรุ่นจึงถือว่าเป็นเรื่องที่สายเกินไป เช่นเดียวกับสื่อรณรงค์เรื่องเหล้าบบุหรี่บนพื้นที่สาธารณะ ไม่มีป้ายหรือการสื่อสารที่ทำให้เด็กวัยนี้ให้เข้าใจ เราทำสื่อสำหรับผู้ใหญ่หรือกระทั่งหนังสือสำหรับเด็ก ขณะนี้มีเพียง 5 เล่มที่พูดถึงเรื่องผลร้ายของเหล้าบุหรี่

“ในโรงเรียนส่วนใหญ่สอนเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเช่นแปรงฟัน ล้างมือ แต่ยังมีเรื่องอื่นๆที่เด็กในวัย ก่อน 5 ขวบต้องเรียนรู้ โดยเพาะเรื่องของเหล้าบุหรี่ “ดร.สายฤดี กล่าว

อย่างไรก็ตามไม่เฉพาะประเทศไทยที่บริษัทเหล้าพยายามจะสร้างการจดจำให้กับกลุ่มเด็กในญี่ปุ่นเช่นกันมี เครื่องดื่มที่สื่อความหมายถึงการดื่มเหล้าเป็นเครื่องดื่มมีฟองแต่ไม่มีแอลกอฮอล์พยายามจะสื่อว่า เมื่อสอบตก แข่งกีฬาแพ้ต้องดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้

นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กและครอบครัว เสริมว่าการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กหนังสือยังเป็นสิ่งที่เด็กได้ใช้สัมผัสอายนะทั้ง 6 ได้เกือบครบถ่วนต่างจากแท๊บเล็ต เด็กได้เรียนรู้เพียงปลายนิ้ว เป็นภาพมมายาเท่ากับปิดโอกาสการเรียนรู้ของเด็กไปอย่างน่าเสียดาย

ด้าน อ.อัฉรา ประดิษฐ์ อ.สาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ม.ศรีครินทรวิโรฒ กล่าวว่า บทบาทของนายอำเภอจะเป็นแกนนำการที่สำคัญในชุมชนเพราะ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในบ้านเราล้วนมาจากปัจเจกบุคคล

ขณะทที่ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ม.เกริก กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเหล้าเลี่ยงกฏหมายด้วยการผลิตน้ำดื่ม แต่จริงๆจริงแล้วยอดขายน้ำดื่มมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มแอลกอออล์ที่ขาย ยอดขายของเครื่องดื่มแอลกอฮอลต่อปีมีนับแสนล้านบาท โดยเน้นการสร้างแบรนด์ให้ผู้จดจำผ่านโลโก้ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มเด็กจะจดจำสินค้านี้ได้อย่างแม่นยำ

ด้านนายกฤษฎา บุญราช อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย มีนโยบาย “นโยบายลดอบายมุขสร้างสุขให้สังคม” โดยร่วมกับ ประชาคมงดเหล้าจังหวัด และภาคีเครือข่าย ทำกิจกรรมรณรงค์สร้างความเข้าใจ โดยเฉพาะปัญหานักดื่มหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นถึงปีละกว่า 250,000 คน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากถึงปีละกว่า 4 แสนล้านบาท รวมทั้งเป็นเหตุของปัญหาอุบัติเหตุ อาญากรรม โดยเฉพาะทำให้เยาวชนต้องมีปัญหาตามมามากมาย เช่น ท้อง แท้ง ติดเอดส์ ติดคุก ฯลฯ พร้อมให้นายอำเภอที่ร่วมโครงการสานต่อเจตนารมณ์ เป็นแบบอย่างที่ดี

ฟิตกายให้พร้อม ก่อนตามเทรนด์ – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/261570

สิ่งแวดล้อม

ฟิตกายให้พร้อม ก่อนตามเทรนด์ – กลางกระแส

ออกกำลังกายโปรแกรม 25 นาทีว่า เป็นเรื่องดีที่ช่วยกระตุ้นพฤติกรรมให้สังคมไทยหันมาสนใจที่จะออกกำลังกายมากขึ้น แต่ด้วยท่าการออกกำลังกายที่หนัก และเน้นทุกส่วน

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2557 เวลา 0:00 น.

นับเป็นเรื่องดีที่คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ด้วยกระแสของการออกกำลังกายเพียง 25 นาที แต่ใช่ว่าการออกกำลังกาย แต่ละประเภทจะเหมาะสมกับทุกคน การหา ความรู้ก่อนออกกำลังกายว่าเหมาะสมกับตนเองหรือไม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. จึงจัดกิจกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้รักสุขภาพ พร้อมชวนวิทยากรพูดคุยประเด็น การออกกำลังกาย 25 นาที ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ในกิจกรรม “ผอม…เปลี่ยนชีวิต” โดยมี นัท-ชนะกุล แย้มบุปผา ผู้เข้าแข่งขันจากรายการเต้น…เปลี่ยนชีวิต (Dance your fat off) ที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 50 กิโลกรัม มาร่วมแชร์ประสบการณ์

เริ่มต้นที่ ณัฐวุฒิ สินธนากุลวงศ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวถึงกระแสการ ออกกำลังกายโปรแกรม 25 นาทีว่า เป็นเรื่องดีที่ช่วยกระตุ้นพฤติกรรมให้สังคมไทยหันมาสนใจที่จะออกกำลังกายมากขึ้น แต่ด้วยท่าการออกกำลังกายที่หนัก และเน้นทุกส่วน การออกกำลังกายชนิดนี้จึงไม่เหมาะกับ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน และผู้สูงอายุ ฉะนั้นแต่ละคนจึงควรเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเอง

“ส่วนผู้ที่ต้องการออกกำลังกายแบบ 25 นาทีนั้น ควรฝึกท่าพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นท่าลุกนั่ง (squat) ท่าแพลงก์ (plank) ท่าครั้นช์ (crunch) ให้แม่นยำ จากนั้นควรอบอุ่นร่างกายด้วยการเดินหรือวิ่งก่อนออกกำลังกาย รวมถึงควรใส่ชุดออกกำลังกายและรองเท้ากีฬาเพื่อช่วยป้องกันร่างกายจากแรงกระแทก และป้องกันแรงสะเทือนข้อต่อ ข้อเข่า และข้อตะโพกด้วย”

สำหรับข้อสงสัยที่ถูกถามขึ้นมาว่า “สามารถออกกำลังกายโปรแกรม 25 นาที ทั้งเช้าและเย็น หรือทำควบรวมเป็น 50 นาทีได้หรือไม่?

นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ให้คำแนะนำว่า “ไม่ควรทำ” ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า “เพราะการออกกำลังกายในโปรแกรมจะหนักต่อร่างกายมากและร่างกายไม่สามารถฟื้นฟู ได้ทันท่วงที อาจทำให้ผู้ออกกำลังกายทรุดได้ จึงควรทำตามโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม โดยหลาย ๆ คนคาดหวังผลจากการทำตามโปรแกรมการออกกำลังกายว่า น้ำหนักจะต้องลดลง หรือ มีกล้ามท้องขึ้นเหมือนที่โฆษณา จุดนี้อาจไม่ได้ผลตามนั้นทุกคน เนื่องจากการที่น้ำหนักตัวจะลดลง หรือมีกล้ามท้อง ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคนว่ามีมวลไขมัน หรือน้ำหนักมากน้อยอย่างไร มีวินัยในการกินอาหารที่มีประโยชน์ ที่เสริมต่อการมีกล้ามเนื้อหรือไม่”

ด้าน นัท-ชนะกุล แย้มบุปผา ชายหนุ่มที่เข้าร่วมแข่งขันรายการเต้นเปลี่ยนชีวิตที่สามารถลดน้ำหนักได้เกือบ 50 กิโลกรัม เผยถึงสาเหตุที่ต้องการลดน้ำหนักว่า เป็นเพราะป่วยด้วย โรคไขมันพอกตับ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินของตัวเอง หลังจากออกจากโรงพยาบาลเลยตัดสินใจลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ โดยมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญ

“ไม่อยากให้แม่ต้องห่วงเพราะตนมีรูปร่างอ้วน แล้วใช้ชีวิตในสังคมลำบาก ตั้งใจว่าต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตตามปกติในสังคมได้ ประจวบกับมีรายการเต้นเปลี่ยนชีวิต นัทจึง เข้าร่วมพร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง โดยหันมาออกกำลังกายทั้งคาร์ดิโอ เสริมสร้างกล้ามเนื้อและยืดเหยียด รวมถึงควบคุมอาหาร โดยลด ละ เลิก อาหารทอด หวาน มัน เค็ม เน้นการกินผักและ อาหารคลีน” นัทกล่าวเพิ่มเติม

ด้านครูสอนเต้นรายการเต้นเปลี่ยนชีวิต โทมัส เนเลแมนส์ อดีตนักร้องวงไจแอ้นท์ กล่าวถึงความภาคภูมิใจในการเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้เข้าร่วมแข่งขันว่า “สิ่งสำคัญคือโค้ชจะต้องคำนึงถึงสุขภาพของผู้เข้าร่วมแข่งขันเป็นหลัก เลยรู้สึกชื่นใจที่ได้ทำให้คนหลาย ๆ คนสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ มีชีวิตที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการแข่งขันเป็นสำคัญ”

สุขภาพดีและรูปร่างดีควบคู่กันใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้.

ข่าวข่มขืนกับสิ่งที่สังคมมองข้าม – กลางกระแส

Published กรกฎาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/article/259854

สิ่งแวดล้อม

ข่าวข่มขืนกับสิ่งที่สังคมมองข้าม – กลางกระแส

มีแนวโน้มจะกระทำผิดรับรู้ว่าหากตนเองกระทำความผิดแล้วโอกาสที่จะถูกจับและลงโทษมีสูงมาก เพราะกระบวนการยุติธรรมเอาจริง จึงต้องมีการปรับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2557 เวลา 0:00 น.

ข่าวข่มขืนสร้างความสลดใจให้ทุกคนหลายคนหันมาตั้งคำถามสังคมเกิดอะไรขึ้น บนโลกใบนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ในงานเสวนา “ความรุนแรงซ้ำซ้อน ข่าวข่มขืนกับสิ่งที่สังคมมองข้าม” ได้ย้อนลงไปดูปัญหาคดีข่มขืนที่เกิดขึ้นบ่อยและเกิดกับเด็กที่อายุน้อย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานส่งเสริมสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากสถิติพบว่า 35% ของผู้หญิงทั่วโลกเคยพบเจอกับความรุนแรงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในช่วงชีวิต แต่ในประเทศไทยกลับสูงถึง 44% สะท้อนว่าปัญหานี้สำคัญและรุนแรงแต่ไม่มีการพูดถึงอย่างจริงจัง

อีกทั้งปฏิ กิริยาสังคมเมื่อมีข่าวที่สะเทือนใจ เช่น ข่มขืนแล้วฆ่ามักมองว่าเป็นปัญหาปัจเจก เกิดจากผู้กระทำเป็นคนหื่นกาม โรคจิต เมาเครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์หรือยาเสพติด แต่ไม่มองว่าบริบททางสังคมมีส่วนหล่อหลอมและเอื้อให้เกิดความรุนแรง เช่น สังคมยอมรับให้ผู้ชายไม่ต้องควบคุมเรื่องเพศ มองว่าผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องปกติผู้ชายมีเงินสามารถซื้อบริการทางเพศได้ หรือพระเอกข่มขืนนางเอกในละครได้ เป็นต้น

ที่สำคัญ สังคมมักตั้งคำถามว่าผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อไม่ระวังตัวเองมากพอหรือไม่ สังคมยังมองว่าการถูกข่มขืนเป็นตราบาปสำหรับผู้เสียหาย และเชื่อว่าการลงโทษให้รุนแรงที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่เรามักไม่ตั้งคำถามกับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ซึ่งการศึกษาทางอาชญาวิทยาพบว่า การเพิ่มโทษไม่ได้ส่งผลให้การกระทำผิดลดลง

แต่สิ่งที่มีผลคือ ผู้มีแนวโน้มจะกระทำผิดรับรู้ว่าหากตนเองกระทำความผิดแล้วโอกาสที่จะถูกจับและลงโทษมีสูงมาก เพราะกระบวนการยุติธรรมเอาจริง จึงต้องมีการปรับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ให้มีหลักประกันว่าผู้กระทำผิดมีโอกาสถูกจับตัวมาลงโทษสูง รวมถึงปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ให้มีความละเอียดอ่อนในการจัดการคดีความรุนแรง และเร่งรัดการดำเนินคดีให้รวดเร็ว แทนที่จะใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าจะพิจารณาคดีข่มขืนเสร็จ หากสังคมยังไม่ปรับทัศนคติต่อผู้เสียหายและไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ผู้เสียหายจำนวนมากจะไม่เข้าแจ้งความ และผู้กระทำผิดลอยนวลและมีโอกาสทำผิดซ้ำ

ด้าน น.ส.จิตติมา ภาณุเตชะ ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงทางเพศทั้งการข่มขืน การลวนลาม และความรุนแรงในครอบครัว หากผู้เสียหายต้องการขอความช่วยเหลือตั้งแต่การเปิดปากเล่าให้ใครฟังกระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองทางสังคม จนถึงนำผู้กระทำผิดมาลงโทษจะมีราคาที่ผู้เสียหายต้องจ่ายกับความรู้สึกว่าต้องเสี่ยงกับการตั้งคำถามว่าไปทำอะไรไม่ดีถึงโดนกระทำ เช่น หากเป็นความรุนแรงในครอบครัวเกิดจากเพราะเถียงหรือไม่ กรณีข่มขืนเป็นเพราะแต่งตัวโป๊และไม่ระวังตัวเองหรือไม่ รวมถึงถูกติฉินนินทา และถูกขุดคุ้ยไม่จบสิ้น เหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ซึ่งสถิติที่ปรากฏเป็นปัญหาเรื่องความรุนแรงทางเพศเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

ทั้งนี้การคุ้มครองทางสังคมต้องดำเนินการ 3 ส่วนสำคัญ คือ อย่างแรกสังคมต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของผู้เสียหาย หน่วยงาน องค์กร โรงเรียนต่าง ๆ มีโครงสร้างร้องเรียนแจ้งเหตุที่ชัดเจน มีลักษณะเก็บความลับ ไม่สร้างผลกระทบทางสังคม โดยอาจทำในรูปแบบเขียนข้อความว่า “พบเห็นปัญหาความรุนแรงทางเพศแจ้งที่…จะเก็บเป็นความลับ” หากเข้มเพียงพอผู้เสียหายจะกล้าขอความช่วยเหลือ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้ปัญหาลดลง.

โชว์ 10+3 แอนิเมชั่นสร้างสรรค์สังคม – กลางกระแส

Published สิงหาคม 16, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 10 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

เข้าสู่ปีที่ 3 กับเทศกาล Thailand Ani-mator Festival #3 (TAF #3) “อิสระ(+)เพื่อสังคม” ที่เหล่าผู้รักและหลงใหลแอนิเมชั่น ตั้งตารอคอยที่จะโชว์ฝีมือสร้างสรรค์แอนิเมชั่นแบบไร้ขอบเขต ผลงานเจ๋งที่สุดอาจได้รับเลือกให้เป็น 10 สุดยอด

ผลงานที่มีคุณค่า สร้างสรรค์สังคมเพื่อนำไปฉายในงานเทศกาล TAF#3 ณ โรงหนังสกาลา สยามสแควร์ ผลงานกว่า 130 ชิ้นที่ส่งเข้ามาร่วมประกวดใน TAF#3 ผ่านสายตากรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านแอนิเมชั่นเพื่อคัดกรองจนได้ผลงานชิ้นเยี่ยมตามเป้าหมาย โดย นายรัฐ จำปามูล ผู้ก่อตั้งบริษัท สปุตนิคเทลส์ จำกัดและผู้รับผิดชอบโครงการ TAF เล่าว่า ผลงานแอนิเมชั่นหลายชิ้นถูกสร้าง สรรค์ขึ้นอย่างน่าสนใจ ช่วยจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในสังคมซึ่งควรถ่ายทอดสู่สาธารณะ ดังนั้น ระยะเวลา 3 ปีมานี้จึงได้มีการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสยามกัมมาจล และเครือข่ายแอนิเมชั่น อาทิ สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกไทย (TACGA) ฯลฯ ร่วมจัดเทศกาลเพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและประชาชนทั่วประเทศส่งผลงานเข้าร่วมประกวด โดยไม่ได้กำหนดหัวข้อเพราะต้องการให้นักแอนิเมชั่นทุกคนได้สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนตัวตนความคิดของเขาได้เต็มที่

นายรัฐ อธิบายด้วยว่า แม้จะไม่กำหนดหัวข้อ แต่เป้าหมายของเราอยากให้สื่อแอนิเมชั่นถูกนำไปใช้งานเพื่อสื่อสารและสร้างคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ทุกปีรวมทั้งปีนี้ซึ่งมีผู้ส่งมากว่า 130 ผลงาน กรรมการจะคัดเลือกผลงานให้เหลือ 10 สุดยอดผลงานที่มีคุณค่า (Social Animation) และผลงานที่ได้รับ 3 รางวัลพิเศษ ได้แก่ รางวัล Active Citizen จาก สสส.,รางวัล Best Visual และรางวัลสยามกัมมาจล (Best Social Content)  ซึ่งผู้ผ่านคัดเลือกจะได้เข้าร่วมค่าย Animator Ar-Sa ณ ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารไทยพาณิชย์หาดตะวันรอน จ.ชลบุรี ด้วย

ฟากเจ้าของผลงาน นายพรเทพ เหลืองอ่อน หรือ น้องติง คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับรางวัล Active Citizen จาก สสส. สะท้อนเรื่องราวในผลงาน ว่า  ผลงานของตนชื่อ “ตั๋วรถไฟครึ่งราคา” (The Honest Ticket) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการอ่านนิทานมีชื่อเดียวกันเพียงแต่นำมาปรับโครงเรื่องที่ให้ความบันเทิงสอดแทรกสาระข้อคิด โดยเนื้อหาของหนังนำเสนอเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของคนที่ปัจจุบันนี้หาได้ยากพอ ๆ กับการหาเงิน และยิ่งเงินเป็นสิ่งที่หายากก็ยิ่งทำให้คนก้าวสู่ด้านมืดได้ง่ายแม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อยก็ตาม อาทิ โกงเงินถอนค่ารถแท็กซี่ เงินถอนเวลาซื้อของ เป็นต้น โดยในหนังตนจะเปรียบเทียบคนที่ไม่ซื่อสัตย์ คดโกงเหล่านี้กับสัตว์เดรัจฉานที่ชอบแก่งแย่งอาหารกิน

“ผมตั้งใจทำเรื่องนี้เพราะอยากสื่อสารถึงทุก ๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้ตระหนักถึงความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ หากขาดไปเราก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ โดยเฉพาะการซื่อสัตย์กับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่างเรื่องเงินการที่คิดว่าเอาเงินคนอื่นมาแค่เพียงบาทสองบาทเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงไม่ใช่โดยเฉพาะเด็ก ๆ หากปล่อยเขารู้เข้าใจแบบผิด ๆ ก็ยิ่งฝังรากลึกจนโตซึ่งเขาจะมองว่าการเอาของคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้ อยากฝากว่าปัจจุบันมีสื่อมากมายทั้งดีและไม่ดี ซึ่งค่อนข้างส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนเพราะรู้ไม่เท่าทัน จึงอยากให้ทุก ๆ คนรู้จักคิดและไตร่ตรองอย่างมีสติ อะไรไม่ดีก็ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง แต่ถ้าดีก็ควรนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต” น้องติง กล่าว

ด้าน น.ส.นฤภร วินิยกูล หรือ น้องกิ๊บ คณะศิลปศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของ 1 ใน 10 ผลงานที่ผ่านคัดเลือก เล่าว่า ได้ส่งผลงานประกวดในชื่อ “Lamp” นำเสนอเรื่องราวที่มุ่งสะท้อนภาพสังคมปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่มีความเห็นแก่ตัว หรือบางคนก็มุ่งทำแต่สิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์โดยลืมว่าประโยชน์ที่เราได้มานั้นไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใครบ้าง ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็ทำได้ด้วยตนเองเพียงแค่มีน้ำใจ รู้จักแบ่งปันแก่ผู้อื่นซึ่งไม่เพียงตัวเราเท่านั้นที่มีความสุข บรรยากาศการอยู่ร่วมกันในสังคมก็มีความสุขด้วย

อย่าลืมไปร่วมให้กำลังใจน้อง ๆ แอนิเมเตอร์รุ่นใหม่และรับชมแอนิเมชั่นฉบับสมบูรณ์ พร้อมร่วมกิจกรรมภายในงานเทศกาล TAF#3 ที่โรงหนังสกาลา สยามสแควร์ 16 สิงหาคมนี้.

%d bloggers like this: