กระดานความคิด

All posts tagged กระดานความคิด

นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220131.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย

นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย : กระดานความคิด โดยดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์

           มีคำถามกันมากว่าปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาได้หรือไม่ และได้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ส่วนหนึ่งเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตที่สร้างรายได้หลักให้แก่ประเทศ มีการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนจากต่างชาติหดตัวลงมาก และมีการเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่ได้เปรียบกว่าในเรื่องต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพทางการผลิต ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้ายังต้องรอดูปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ

ดังนั้น รัฐบาลจึงดูมีทางเลือกที่ไม่มากนัก ที่จะต้องหันมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อสร้างกำลังซื้อ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดกำลังการผลิตต่อไป โดยภาครัฐก็จะใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ และกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อนำเม็ดเงินในงบประมาณอัดฉีดลงไปอีกครั้งในระบบเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินการในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ และผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดภาครัฐก็จะสามารถเก็บภาษีส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ถามว่า ทางเลือกของการใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการขาดดุลการคลังแบบนี้ จะเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซาและเหมาะกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่นี้หรือไม่ คำตอบอาจไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจนนัก แต่เมื่อหันไปดูประเทศอื่นๆ ก็เห็นตัวอย่างที่น่าสนใจในแนวคิดเรื่องการบริหารนโยบายภาษีและการคลัง ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้หลักของภาครัฐ

ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งทราบดีว่า ฐานะการคลังของสหรัฐก็อยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีนัก และสถานการณ์บังคับให้ใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ เพื่อนำเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดียวกับไทย

นโยบายของพรรคเดโมแครตก็จะดูชัดเจนว่า แนวทางการหาเม็ดเงินใหม่ๆ เพื่อลดการขาดดุล ก็คือการขึ้นภาษีเฉพาะกลุ่ม หรือภาษีคนรวย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของคนรวยในสหรัฐมีประมาณ 1% แต่กลับมีสัดส่วนรายได้ที่สูงมาก ดังนั้นเมื่อเก็บภาษีส่วนนี้มาได้ ก็จะนำเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น คนชั้นกลาง (ที่ไม่โดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม) ก็จะมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการผลิตการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม แนวคิดของพรรครีพับลิกัน ก็ออกมาคัดค้านการขึ้นภาษีคนรวย โดยมองว่าเรื่องนี้ไม่ช่วยอะไร โดยมีข้อเสนอว่า หากจะหาเม็ดเงินเพิ่ม ก็ควรขยายฐานการจัดเก็บภาษีทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา รวมถึงการยกเลิกการลดหย่อนภาษีบางตัว ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีเงินมาอุดหนุนการขาดดุลงบประมาณได้เช่นกัน ซึ่งดูไปแล้ว ข้อเสนอของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ก็มีข้อดีข้อเสียที่ควรนำมาพิจารณาประยุกต์ใช้เป็นแนวคิดเชิงนโยบายของประเทศที่พัฒนาแล้วได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อมาดูฐานะการคลังของประเทศไทย จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 (ฉบับปรับปรุง) พบว่าในปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลเตรียมตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 2,720,000 ล้านบาท และมีประมาณการรายได้สุทธิ 2,330,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขาดดุลงบประมาณ 390,000 ล้านบาท

อีกทั้งเมื่อดูรายได้ทางตรงจากภาษีของกรมจัดเก็บรายได้ทั้งสาม พบว่า กรมศุลกากร หลังจากที่เข้าสู่ช่วงการเปิดเขตการค้าเสรี ภาษีนำเข้าทั้งหมดถูกปรับลดเกือบเหลือ 0% ทำให้รายได้จากภาษีศุลกากรมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก เพียง 4% ของรายได้รวม ส่วนกรมสรรพากรมีรายได้ในสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 68% และสรรพสามิตจะมีรายได้ในสัดส่วนประมาณ 18%

อย่างไรก็ตาม รายได้ของสรรพากรในปี 2559 ประเมินไว้ว่าจะลดลง 70,200 ล้านบาท หรือลดลง 3.6% กรมศุลกากรก็ประเมินลดลง 1,600 ล้านบาท หรือลดลง 1.4% โดยมีกรมสรรพสามิต เป็นกรมเดียวที่ประมาณการไว้ว่า จะมีรายได้จัดเก็บเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 74,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 18%

หากนำกรอบแนวคิดจากข้อเสนอนโยบายภาษีของสองพรรคการเมืองสหรัฐมาพิจารณาเบื้องต้นแล้ว จะพบว่าในกรอบข้อจำกัดของไทย หากมีการขึ้นภาษีในส่วนของภาษีส่วนบุคคลหรือภาษีนิติบุคคล ก็อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ที่จะจัดเก็บได้ในระยะยาว หรือหากจะทำจริงก็ควรเป็นการขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บจะดีกว่า หรือดูเรื่องยกเลิกการลดหย่อนภาษีบางตัวก็น่าจะดีกว่า ภาษีศุลกากรก็จัดเก็บได้น้อยลงทุกปีตามข้อตกลงการค้าเสรี ดังนั้น การขึ้นภาษีสรรพสามิตจึงดูเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะโดยหลักการ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมการบริโภคสินค้าและบริการซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติอยู่แล้ว เช่น บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ มีลักษณะเป็นสินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือย หรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการขึ้นภาษีในส่วนนี้ดูจะเป็นรายได้เพียงทางเดียวที่มีแนวโน้มสามารถจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นในปีหน้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าภาษีบาป เช่น เหล้าและบุหรี่

อย่างไรก็ดีรัฐบาลควรจะต้องพิจารณาถึงผลที่จะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง เพราะผลของการจัดเก็บภาษีสินค้าเหล่านี้ในอัตราที่สูงนั้นจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปบริโภคสินค้าที่มีราคาถูกมากขึ้น ซึ่งทางกรมสรรพสามิตก็เคยประสบปัญหาเรื่องนี้มาแล้วกับสินค้าบุหรี่ ซึ่งทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ลดลง และราคาที่สูงเกินไป หรือในกรณีของสุรานำเข้าจากต่างประเทศ ภาษีที่สูงเกินไปอาจไปกระตุ้นให้มีการลักลอบนำเข้าและซื้อขายสินค้าที่ไม่ถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ภาครัฐจะเป็นผู้เสียประโยชน์จากเม็ดเงินภาษีที่หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น เพื่อเพิ่มรายได้จากภาษีในส่วนนี้และพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรต้องเร่งดำเนินการในผลักดันร่างกฎหมายประมวลภาษีสรรพสามิตให้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว ซึ่งในระยะยาว ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับฐานระบบภาษีให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระบบการคำนวณภาษีจากราคาขายปลีกแนะนำ แทนที่จะใช้จากราคานำเข้าที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางรายสามารถแจ้งราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริงได้ หรือการนำสินค้าผ่านเขตปลอดอากร โดยฐานภาษีถูกคำนวณในอัตราที่บิดเบือนและไม่ก่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนั้น หากเปลี่ยนมาใช้ระบบราคาขายปลีกแนะนำ ก็จะไม่ส่งผลต่อการได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างผู้ประกอบการในประเทศกับต่างประเทศ และรัฐเองก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีเลยด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้เอง การปฏิรูปภาษีสรรพสามิตจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เพื่อภาครัฐจะได้มีเม็ดเงินนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป รัฐบาลก็จะยิ่งเสียโอกาสในการนำเม็ดเงินกลับเข้าอัดฉีดสู่ระบบเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่ระดับการสูญรายได้อย่างไม่มีความจำเป็น

โฆษณา

ศึกษาวิถีแห่งอำนาจ‘ป๋าป้อม’

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160104/219841.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2559
ศึกษาวิถีแห่งอำนาจ‘ป๋าป้อม’

ศึกษาวิถีแห่งอำนาจ‘ป๋าป้อม’ : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง

            ปีใหม่ไม่ค่อยมีข่าวการเมือง เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เลื่อนจัดงานเลี้ยงวันปีใหม่ จาก 31 ธันวาคม 2558 มาเป็น 1 มกราคม 2559 ภายในบ้านพักย่านมีนบุรี จึงเป็นข่าวใหญ่

อันที่จริง “พล.อ.ประวิตร” ก็จัดเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านหลังนี้มาทุกปี และไม่ค่อยเป็นข่าว ยกเว้นปีนี้ ที่สื่อหลายสำนักจับจ้องบทบาทของ “พี่ใหญ่” ค่ายบูรพาพยัคฆ์มากขึ้น หลังจากเกิดอุบัติเหตุการเมืองเรื่องอุทยานราชภักดิ์

การเมืองไทย พ.ศ.ใหม่ ก็คงไม่ต่างจาก พ.ศ.เก่า เพราะตัวละครหลักๆ ยังว่ายวนอยู่ “ชนชั้นนำ” และ “ชนชั้นล่าง” ก็คงเป็นหางเครื่อง หรือขาเชียร์เหมือน 50-60 ปีที่ผ่านมา

สำหรับชนชั้นนำ (Elite) ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ คือคนจำนวนน้อยที่มีอำนาจ ซึ่งเกิดจากความมั่งคั่ง ร่ำรวย มีตำแหน่งทางการเมือง ได้รับการยอมรับจากสังคม เป็นผู้นำของแต่ละกลุ่ม และมีอิทธิพลต่อผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง

ปัจจุบัน บ้านเราถูกปกครองโดย “นักการเมืองจำเป็น” หมายถึง Elite ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐด้วยการรัฐประหาร

ส่วน Elite ที่มาจาก “นักการเมือง-นายทุนธุรกิจการเมือง” ก็ต้องถอยออกมาอยู่ข้างสนาม รอเวลาที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และการเลือกตั้ง

ฉะนั้น คำว่า Elite มิได้จำกัดอยู่แค่ “ป๋า” หรือ “อำมาตยาธิปไตย” ตามที่นักวิชาการปีกซ้ายกล่าวอ้าง

ก่อนวันสิ้นปี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ ให้คณะรัฐบาล คณะนายทหาร ตำรวจ และองค์กรต่างๆ พร้อมภาคประชาชน เข้ารับพรปีใหม่ตามปกติ

งานนี้ฝ่ายต้านเผด็จการทหารรู้สึกผิดหวัง เมื่อ “ป๋าเปรม” ออกมาการันตี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ว่า “เชื่อว่าโด่งไม่ทำแบบนั้น” แปลความได้ว่า “บิ๊กโด่ง” สุจริต มิได้คิดคดโกงดังคำกล่าวหา

แม้ว่าก่อนหน้านั้น “ป๋าเปรม” อาจจะรู้สึกหงุดหงิดกับการจัดการปัญหาอุทยานราชภักดิ์ และไม่สบอารมณ์ในบางเรื่อง แต่เมื่อเปรียบกับเรื่องความมั่นคงของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ย่อมถือว่า เรื่องดังกล่าวนั้นเล็กน้อยมาก

ด้าน “ป๋าป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดบ้านมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เข้าขอพรปีใหม่เหมือนเช่นทุกปี

ว่ากันตามตรง “ป๋าป้อม” ก็มากด้วยบารมีจริงๆ แต่มิควรนำไปเปรียบเทียบกับ “ป๋าเปรม” เพราะคนละยุคคนละสมัย

พล.อ.เปรมเติบโตมาจากยุคสงครามเย็น เป็นนายทหารบ้านนอก ปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างมุ่งมั่น และมีความซื่อสัตย์ต่อสถาบันฯ จึงได้รับการอุ้มชูให้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นนายกรัฐมนตรี

ต่างจาก พล.อ.ประวิตร ที่เป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งคณะทหารกลุ่มนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมการรัฐประหารถึงสองครั้ง และร่วมจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ จึงส่งผลให้บารมีเบ่งบานนานนับสิบปี

เหนืออื่นใด สถานการณ์การเมืองอันไม่ปกติ ได้ทำให้น้องๆ เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ติดต่อกันถึง 4 คน คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร และ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช

เหมือนจังหวะและโอกาส แถมมีโชควาสนา จึงทำให้ พล.อ.ประวิตร ที่เป็น ผบ.ทบ.อยู่ปีเดียว ได้กลาย “ผู้มากบารมี” ขึ้นมาโดยพลัน เพราะสถานการณ์รัฐประหาร

เวลานี้ “ป๋าป้อม” มีน้องรักอยู่ในทุกขุมข่ายความมั่นคง อย่างเช่นผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ก็ได้รับแรงผลักดันจาก พล.อ.ประวิตร เบียดคู่แข่งโค้งสุดท้ายเข้าป้าย เช่นเดียวกับ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เตรียมทหารรุ่น 15 ทั้งคู่

ที่ฮือฮาคือ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ทวีป เป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 16 เคยดำรงตำแหน่งปลัดบัญชีทหาร และถูกผลักดันให้เป็น ผบ.นทพ. นี่ก็สายตรงบิ๊กป้อม

รวมถึง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็รับไม้ต่อมาจาก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งนายตำรวจสองคนนี้ ก็มาจากค่ายวงษ์สุวรรณ ที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายบิ๊กป้อมเป็นหัวเรือใหญ่

ศึกษาวิถีอำนาจ “ป๋าป้อม” ก็ต้องศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และที่มาแห่งบารมีของ พล.อ.ประวิตรนั้น แตกต่างจาก พล.อ.เปรม เหมือนหนังคนละม้วน

โอกาสของเด็กไทย กับ การเรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอด

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160101/219705.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2559
โอกาสของเด็กไทย กับ การเรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอด

กระดานความคิด : โอกาสของเด็กไทย กับ การเรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอด : โดย … นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์

                      รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนล่าสุด ขององค์การอนามัยโลก (ฮู) ชี้ให้เห็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุยังเป็นปัญหาสำคัญ ทุกๆ 25 วินาที จะมีคนเสียชีวิต 1 คน หรือปีละ 1.25 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ที่อายุ 15-19 ปี ที่อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการตาย อันดับ 1 มากกว่าสาเหตุอื่นๆ ทุกประเภท
                      ประเทศไทย ถูกคาดประมาณการเสียชีวิต จากฮูไว้สูงถึง 24,237 คน หรือคิดเป็น 36.2 คนต่อประชากรแสนคน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศลิเบีย และเป็นอันดับ 1 ของประเทศที่มีคนตายจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์มากที่สุด ซึ่งตัวเลขการตายที่คาดประมาณ พบว่าใกล้เคียงกับการนำข้อมูล 3 ฐาน จากบริษัทประกันภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และใบมรณบัตร มาเชื่อมโยงกัน โดยพบว่า ปี 2554 มีผู้เสียชีวิต 23,787 คน
                      เมื่อนำข้อมูลใบมรณบัตรระหว่างปี 2554-2557 มาวิเคราะห์ ก็จะพบว่า กลุ่มเยาวชน อายุ 15-19 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น เฉลี่ยปีละ 1,688 ราย โดยมีสาเหตุหลักมาจาก “อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์” และถ้านับรวมกลุ่มอายุ 0-14 ปี จะพบว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตในกลุ่มอายุ 0-19 ปี เฉลี่ยปีละ 2,509 ราย (คิดเป็นร้อยละ 17.32 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด) หรือเทียบเท่ากับ “ทุกๆ ปีจะมีโรงเรียนขนาดใหญ่ 1 โรง หายไป” ถ้าคิดต่อวัน ก็จะพบว่า “จะมีเด็กและเยาวชน ตายวันละ 7 คน”
                      หากพิจารณาในประเด็นของมูลค่าความสูญเสีย รายงานการศึกษามูลค่าอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 1 คน มีมูลค่าความสูญเสียประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดจากอัตราค่าจ้างแรงงาน 150 บาทต่อวัน และเป็นค่าเฉลี่ยทุกช่วงอายุ ปัจจุบันอัตราค่าจ้างแรงงานอยู่ที่ 300 บาท ดังนั้นมูลค่าความสูญเสียอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว และในกรณีที่ผู้เสียชีวิตอายุน้อยหรือมีโอกาสในการประกอบอาชีพที่มีรายได้สูง มูลค่าความสูญเสียจะเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีความสูญเสียที่ประเมินค่าได้ยาก ได้แก่ ผลกระทบทางจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต หลายๆ กรณีพบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นบุตรเพียงคนเดียว หรือเป็นกำลังหลักของครอบครัว ผลกระทบที่เกิดย่อมทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
                      ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์การบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตจากสาเหตุภายนอก กรมควบคุมโรค ปี 2548-2553 ระบุว่า เด็กไทยเริ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ตั้งแต่อายุ 12 ปี ขึ้นไป ซึ่งตามกฎหมาย ผู้ที่สามารถขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีใบอนุญาตขับขี่ และมีข้อบังคับว่าช่วงอายุ 15-18 ปี สามารถขับขี่รถจักรยานยนต์ที่เครื่องยนต์มีขนาดไม่เกิน 110 ซีซีเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงในสังคมไทยกลับพบว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสังคมชนบทที่มองว่า “การขับขี่รถจักรยานยนต์ของเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องปกติ” ภาพที่เด็กตัวเล็กๆ เท้าไม่ถึงพื้นขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่สวมหมวกนิรภัย ซ้อนสาม จึงเป็นภาพที่เราเห็นจนชินตาในต่างจังหวัด
                      ประเด็นดังกล่าว ทางมูลนิธิไทยโรดส์และเครือข่าย Road Safety Watch ได้มีการสุ่มตัวอย่างผู้ใช้รถจักรยานยนต์กว่า 70,000 ราย พบว่า 1 ใน 3 ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น
                      ที่น่าตกใจคือ หลายคนยอมรับว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขับย้อนศร ฝ่าไฟแดง และคุยโทรศัพท์ขณะขับขี่ ซึ่งการแก้พฤติกรรมเสี่ยงจำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก
                      ตัวอย่างประเทศออสเตรเลีย ที่มีการจัดการความปลอดภัยได้อันดับต้นๆ ของโลก จะจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่องปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจัง โดยออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย มีเป้าหมายให้เด็กมีพฤติกรรมที่ปลอดภัย มีทักษะในการเอาชีวิตรอดบนท้องถนน
                      ในขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีการตายของเด็กและเยาวชนบนถนน แต่กลับมีการเรียนการสอนในเรื่องความปลอดภัยทางถนนน้อยมาก ในอดีต แม้จะเคยมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตรเลียมาออกแบบคู่มือการเรียนการสอนการใช้รถใช้ถนนอย่างถูกต้องปลอดภัย (หลักสูตรครูแม่ไก่) สำหรับเด็กในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจรเด็กและเยาวชน ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่สุดท้ายก็เลือนหายไป (แม่ไก่ ไม่ได้ไปฟักไข่) เหลือเพียงการบรรจุเนื้อหาบางส่วนไว้ในวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา
———————-
(กระดานความคิด : โอกาสของเด็กไทย กับ การเรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอด : โดย … นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์)

‘เพื่อไทย’ รอฟ้าเปิด สบช่องเคลื่อน ‘รับ’ สู่ ‘รุก’

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151231/219648.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2558
'เพื่อไทย' รอฟ้าเปิด สบช่องเคลื่อน 'รับ' สู่ 'รุก'

กระดานความคิด : ‘เพื่อไทย’ รอฟ้าเปิด สบช่องเคลื่อน ‘รับ’ สู่ ‘รุก’ : โดย…ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

                     ครบรอบอีก 1 ปี ของรัฐบาลยุคคสช. ซึ่งตลอดทั้งปี 2558 นั้นต้องบอกว่า รัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีทั้งที่ได้แต้มต่อ และที่เสียราคาโดยไม่จำเป็น
                     และคงจะไม่พูดถึงไม่ได้ สำหรับ “พรรคเพื่อไทย” ที่ถูกมองว่า ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลคสช.มาโดยตลอด ดังนั้น เราจะประมวลการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในปี 2558 กันว่าเป็นอย่างไร
                     ต้องถือว่า เป็นการเคลื่อนไหวภายใต้ข้อจำกัด เนื่องจากคสช.ห้ามพรรคการเมืองจัดประชุมหรือทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้น สิ่งที่จะต้องออกมาเป็นมติพรรคหรือการขับเคลื่อนอื่นๆ จึงทำได้ยากลำบาก
                     แต่สิ่งที่ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอจากพรรคเพื่อไทยก็คือ การแสดงความเห็นของอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ ทั้งเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ ซึ่งพรรคเพื่อไทยแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงยืนยันในหลักการประชาธิปไตย และโดยเฉพาะเรื่องการติดตามตรวจสอบการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ของพรรคมาอย่างต่อเนื่อง
                     เป้าหมายหลักก็เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเห็นว่า ท่ามกลางสถานการณ์การรัฐประหารนั้น พรรคเพื่อไทยยังคงพูดภาษาประชาธิปไตยอยู่เหมือนเดิม
                     แต่สิ่งที่ทำมาทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ได้หมายความว่า บทบาทเหล่านี้จะเป็นเครื่องยืนยันการยอมรับหรือความนิยมของประชาชนหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น
                     พรรคเพื่อไทยยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก หากคิดที่จะกลับมาอีกครั้งในฐานะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะกติกาที่จะออกมาใหม่นั้นพรรคเพื่อไทยมองว่า ค่อนข้างชัดเจนว่าเพื่อปิดกั้นไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในสภา เหมือนอย่างที่ผ่านมา
                     ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยยังคิดที่จะยึดแนวทางหรือยุทธศาสตร์แบบเดิมๆ และยังทำเท่าเดิมอย่างที่ผ่านมาแม้ว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลนั้น
                     ต้องบอกว่า สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันนั้น คงจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่จะต้องทบทวนบทบาทและยุทธวิธีที่จะใช้ในการขับเคลื่อนต่อไป
                     เมื่อตลอดปี 2558 ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการขยับภายใต้ข้อจำกัด พรรคเพื่อไทยจึงต้องงัดยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวเท่าที่สามารถจะทำได้ และไม่ถูกเพ่งเล็งจาก คสช.มากจนเกินไปนัก
                     การนั่งเป็นแผงแล้วแถลงข่าวเหมือนอย่างเคยนั้น แน่นอนว่าย่อมจะเกิดแรงเสียดทานขึ้นได้ ดังนั้น จึงหันมาใช้วิธีออกเป็นแถลงการณ์ในนามพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน เพื่อสื่อสารถึงเจตนารมณ์ของพรรคต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแสดงบทบาทของอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์หรือวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ ที่ทำในนามของตัวบุคคล
                     ทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ให้การกระทำดังกล่าวนั้นต้องผูกพันไปถึงพรรค จนกลายเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงได้ ตรงนี้ถือเป็นการปรับตัวของพรรคเพื่อไทยเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2558
                     สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปี 2559 จะเป็นอย่างไรนั้น พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า พรรคน่าจะมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวมากขึ้น เพราะในปี 2559 นั้น ปัญหาเศรษฐกิจจะถือเป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นสำหรับรัฐบาล
                     ส่วนเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น แน่นอนว่าประเด็นนี้พรรคเพื่อไทยต้องประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญออกมา
                     ตามมาด้วยการสื่อสารกับสมาชิกพรรค ตลอดจนประชาชนที่เป็นฐานเสียงให้แก่พรรค เพื่อให้มีการลงประชามติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับพรรค
                     ขณะที่สภาพทางการเมืองนั้นพรรคเพื่อไทยยังเชื่อว่า เสถียรภาพของรัฐบาลจะไม่แข็งแกร่งเหมือนช่วงต้นของการยึดอำนาจ ซึ่งเมื่อรวมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว จึงถือว่าหนักหนาสาหัสสำหรับรัฐบาล และยังมีแนวโน้มที่น่าจะรุนแรงมากขึ้นไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แน่นอนว่า อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนน่าจะเริ่มรู้สึกบ้างแล้วว่า เลยเวลาฮันนีมูนของรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว
                     ที่สำคัญคือ แม้แต่รัฐบาลปกติทั่วไปนั้น ต่อให้คะแนนนิยมดีขนาดไหนก็ตาม แต่เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 3 ของรัฐบาลนั้น จะต้องเหนื่อยชนิดเลือดตาแทบกระเด็นกันทั้งนั้น
                     สำหรับกลุ่มนปช.นั้น จะมีการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ขณะที่พรรคเพื่อไทยคงจะต้องรอให้กรรมการบริหารพรรคมีท่าทีออกมาอย่างเป็นทางการก่อน
                     และย่อมแน่นอนว่า พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนว่าขอเลือกยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยนั้น คงจะรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ฝ่ายรัฐประหารสืบทอดอำนาจไม่ได้โดยเด็ดขาดอยู่แล้ว
                     ดังนั้น คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าก่อนได้เลยว่า พรรคเพื่อไทยคงจะแถลงจุดยืนออกมาชนิดที่ไม่น่าจะแตกต่างกับกลุ่มนปช.มากนัก
                     เมื่อเป็นเช่นนี้ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในปี 2559 คงหนีไม่พ้นการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผ่านการรณรงค์เรื่องการทำประชามติ
                     โดยเป็นขั้นตอนของการลงพื้นที่เพื่ออธิบาย ให้ความรู้ และความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีตัวแทนของพรรคเพื่อไทยและนปช.ร่วมด้วยอยู่แล้ว
                     ขณะที่เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 คือ การตัดสินคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งคาดการณ์กันว่าอาจจะมีการตัดสินคดีในช่วงปลายปี 2559
                     หากไม่พูดถึงเรื่องกระบวนการพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลแล้ว พรรคเพื่อไทยมีการประเมินแนวทางไว้ล่วงหน้าบ้างแล้วว่า หากนำสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารมาพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า แนวทางของคณะรัฐประหารชุดนี้ มีเป้าหมายในการดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแทบจะไม่แตกต่างกัน
                     ดังนั้น หากมองจากมุมนี้แล้ว ถือว่าน่าเป็นห่วงชะตากรรมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงเชื่อว่า ประชาชนที่เฝ้ามองสถานการณ์มาตลอดนั้น ถึงวันหนึ่งจะเห็นว่า คนที่ถูกกระทำด้วยอำนาจเผด็จการนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนและปกป้องจากประชาชน ซึ่งสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นเอง
                     กลายเป็นว่า ยิ่งมีการใช้อำนาจกระทำกับ “ยิ่งลักษณ์” มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งทางการเมือง สร้างจุดยืนที่เด่นชัดในเรื่องประชาธิปไตยให้แก่ตัว “ยิ่งลักษณ์” มากขึ้นเท่านั้น
                     ไม่อยากให้ลืมว่า ผู้นำทางการเมืองหลายๆ คนที่โดดเด่นในเรื่องประชาธิปไตย โดดเด่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพขึ้นมาได้นั้น ไม่ได้โดดเด่นได้เพราะการเคลื่อนไหวโดยตัวเอง
                     แต่มักจะบวกกับแรงที่ถูกกระทำจากผู้มีอำนาจ ซึ่งเมื่อไหร่ที่ 2 สิ่งนี้มารวมกัน ก็จะเกิดบุคคลที่เป็นที่จับตามอง และถูกพูดถึงในแง่ของหลักการประชาธิปไตยเสมอ
——————
(กระดานความคิด : ‘เพื่อไทย’ รอฟ้าเปิด สบช่องเคลื่อน ‘รับ’ สู่ ‘รุก’ : โดย…ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี)

กระดานความคิด : ‘ประชารัฐ’ ฉบับนายทุน

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151229/219552.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 29 ธันวาคม 2558
กระดานความคิด : 'ประชารัฐ' ฉบับนายทุน

กระดานความคิด : ‘ประชารัฐ’ ฉบับนายทุน : โดย…บางนา บางปะกง

                      วาทกรรม “ประชารัฐ” มิใช่แค่การประดิษฐ์ถ้อยคำมาแทนคำว่า “ประชานิยม” เท่านั้น แต่อันที่จริงยุทธศาสตร์นี้มีที่มาอย่างน่าสนใจ เพียงแต่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่สนใจ
ยุทธศาสตร์ประชารัฐ ใต้ร่มเงาคณะทหาร ปรากฏต่อสาธารณชนครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2558 ในเวทีจุดประกาย “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
                      วันนั้น ศ.นพ.ประเวศ วะสี กับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขึ้นอธิบายความเรื่องประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก
                      ว่ากันตามจริง ชุดความคิดเรื่องประชารัฐนั้น แพร่หลายในเครือข่ายของ นพ.ประเวศ วะสี มานานแล้ว
                      สิบกว่าปีที่แล้ว ระหว่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เว้นวรรคการเมือง ได้พบกับ “หมอประเวศ” และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ
                      อุดมการณ์ของมูลนิธิสัมมาชีพ คือการเชื่อมโยงชุมชน ภาคีพัฒนาและภาคธุรกิจ ให้มาทำงานร่วมกัน สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ขึ้นมา
                      ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ คือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ และประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
                      สำหรับตัวแทนภาคธุรกิจในมูลนิธิสัมมาชีพ นอกจากเสี่ยบุณยสิทธิ์  โชควัฒนา ก็ยังมี อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ “กลุ่มมิตรผล” และประธานสภาหอการค้าไทย ที่ทุ่มเทกับภารกิจสร้าง “สัมมาชีพทั้งแผ่นดิน”
                      ปัจจุบัน อิสระ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเป็นแม่งานใหญ่ในการจัดงานประกาย “สานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก” เมื่อเดือนกันยายน 2558
                      ตอนแรกคล้ายกับว่า “ประชารัฐ” จะขับเคลื่อนไปด้วย “คน” ของหมอประเวศตามอุดมการณ์เดิม แต่แล้วประชารัฐก็มีการปรับเปลี่ยน เพราะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ทรุดตัวต่อเนื่องมันบีบให้รัฐบาลประยุทธ์ต้องขยับเกมใหม่
                      “ประชารัฐแบบเอ็นจีโอ” จึงเปลี่ยนเป็น “ประชารัฐ” รูปแบบใหม่ ใต้ร่มเงาความคิดเชิงกลยุทธ์ของรองนายกรัฐมนตรี
                      เมื่อ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เชิญนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทย จำนวน 24 คน เข้าเยี่ยมคารวะและพบปะหารือนายกรัฐมนตรี ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2558
                      จึงเป็นที่มาของการแต่งตั้ง “คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” โดยมีหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน ทำงานประกบกับรัฐมนตรีทุกคณะ
                      พูดกันตรงๆ นี่เป็นรูปธรรมแห่ง “ประชารัฐฉบับนายทุน”
                      สำหรับคณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน-ประชาชนหรือประชารัฐแผนใหม่ มี 12 ชุด คือ
                      1.คณะทำงานด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มี กานต์ ตระกูลฮุน จาก บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน
                      2.คณะทำงานด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.คลัง ส่วนหัวหน้าทีมภาคเอกชน  ชาติศิริ โสภณพนิช (บมจ.ธนาคารกรุงเทพ)
                      3.คณะทำงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs & Start-up) หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมช.พาณิชย์หัวหน้าทีมภาคเอกชน สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
                      4.คณะทำงานด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.ศึกษาธิการ หัวหน้าทีมภาคเอกชน รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส (บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย)
                      5.คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือรมว.มหาดไทย หัวหน้าทีมภาคเอกชน ฐาปน สิริวัฒนภักดี (บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ)
                      6.คณะทำงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าทีมภาคเอกชน กลินท์ สารสิน (บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย)
                      7.คณะทำงานด้านการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน สนั่น อังอุบลกุล (บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์)
                      8.คณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าทีมภาคเอกชน ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล)
                      9.คณะทำงานด้านการปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ หัวหน้าทีมภาคเอกชน กานต์ ตระกูลฮุน (บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย)
                      10.คณะทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน อิสระ ว่องกุศลกิจ (บจก.น้ำตาลมิตรผล)
                      11.คณะทำงานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ หัวหน้าทีมภาครัฐคือรมว.ศึกษาธิการ หัวหน้าทีมภาคเอกชน ศุภชัย เจียรวนนท์ (บมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์)
                      12.คณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ หัวหน้าทีมภาครัฐคือ รมว.คลัง หัวหน้าทีมภาคเอกชน ทศ จิราธิวัฒน์ (บจก.กลุ่มเซ็นทรัล)
                      แกนนำรัฐบาลสายสมคิด ยืนยันว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะดำเนินการในลักษณะหุ้นส่วนภาครัฐ เอกชน และประชาชน (ประชารัฐ) เน้นการขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมที่เป็น Action Agenda ครอบคลุม 4 เสาหลัก ประกอบด้วย 1.ธรรมาภิบาล 2.นวัตกรรมและผลิตภาพ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ 4.การมีส่วนร่วมในความมั่งคั่ง
                      ในฐานะพลเมืองไทย คงต้องเฝ้าจับตายุทธศาสตร์ประชารัฐฉบับนายทุนเป็นดาราชูโรงกันต่อไป
———————
(กระดานความคิด : ‘ประชารัฐ’ ฉบับนายทุน : โดย…บางนา บางปะกง)

‘คณะผู้ก่อการ’เปลี่ยนแปลงแห่งที่ราบสูง

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218611.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
'คณะผู้ก่อการ'เปลี่ยนแปลงแห่งที่ราบสูง

‘คณะผู้ก่อการ’เปลี่ยนแปลงแห่งที่ราบสูง : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง

           ปลายปีนี้ นิตยสาร “ทางอีศาน” สื่อทางเลือกที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นอีสานหลากหลายมิติ จะยกระดับการทำงานภายใต้องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ในนาม “มูลนิธิทางอีศาน” โดยจะมีการจัดงานบุญฉลองการตั้งมูลนิธิทางอีศาน เพื่อเปิดตัว และบอกกล่าวด้วยกิจกรรมเต็มรูปแบบกัน

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปรีดา ข้าวบ่อ นักเขียนและคนทำหนังสือ พยายามปลุกปั้นนิตยสารเล็กๆ ชื่อ “ทางอีศาน” โดยมีคำขวัญว่า “ลึกซึ้งรากเหง้า เข้าใจปัจจุบัน รู้ทันอนาคต”

ผ่านวันเวลาของการเผยแพร่แนวคิดวัฒนธรรม ผ่านสถานการณ์ล้มลุกคลุกคลาน กลุ่มผู้ก่อการนิตยสารเล่มดังกล่าวจึงหยัดยืนได้อย่างมั่นคง จึงมีความคิดที่จะทำเป็นมูลนิธิ อันเป็นความตั้งใจหนึ่งที่ได้พูดคุยกันไว้ตั้งแต่แรกที่ทำนิตยสารทางอีศานแล้ว

มูลนิธิทางอีศาน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ หนึ่ง-ดำเนินการผลิตสื่อเพื่อเพิ่มองค์ความรู้และความสุขทุกด้านแก่ประชาชน สอง-จัดกิจกรรมทางวิชาการ ศิลปวัฒนธรรมให้สมบูรณ์ด้วยแก่นสารและมีชีวิต สาม-ร่วมและส่งเสริมบุคคล คณะบุคคลในการประกอบกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม สี่-ส่งเสริมเยาวชนให้รู้สำนึกในอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และมีจิตใจเสียสละ

สำหรับผู้ที่ไม่รู้จัก นิตยสารทางอีศาน มาก่อน ขอแนะนำว่า เนื้อหาของนิตยสารเล่มนี้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฮีตคองสังคม และการเมือง เพื่อรู้ลึกซึ้งถึงรากเหง้า เข้าใจปัจจุบัน รู้ทันอนาคต และเพื่อประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่คนหนุ่มสาว ปัญญาชน อิสรชน ผู้บริหารส่วนราชการ และภาคเอกชน ผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น กลุ่มก้อนผู้ใฝ่ใจกับปัญหาบ้านเมืองและการสร้างความเป็นธรรมในสังคม คนอีสาน และชมรมชาวอีสานในภูมิภาคต่างๆ และต่างแดน ซึ่งมีส่วนขับเคลื่อนอนาคตอีสานทั้งสิ้น

ดังนั้นโครงสร้างกรรมการบริหารมูลนิธิจึงไม่เหมือนที่แห่งใด เช่น สนั่น ชูสกุล งานนี้มาเป็นกรรมการบริหารดูแลฝ่ายเครือข่ายสัมพันธ์

ดร.ธีรารัตน์ ลีลาเลิศสุระกุล ดูแลฝ่ายศิลปะดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน, ต้อง บุตรศรีชา ดูแลฝ่ายอัตลักษณ์ชาติพันธุ์, ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ ดูแลฝ่ายฮีตคองประเพณี เป็นต้น ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานแต่ละด้านทั้งสิ้น

แนวทางกิจกรรม มีทิศทางเฉพาะตัว โดยยึดวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งเป็นหลัก โดยมีกรรมการบริหารแต่ละฝ่ายเป็นกำลังหลักในการประสานเชื่อมโยงไปยังกลุ่มเป้าหมายกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีสำนึกรักบ้านเกิด และพร้อมที่จะคืนถิ่นฐานค้นหารากเหง้าของตนเอง

นอกจากนี้ยังลงลึกไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ, สังคม, ศิลปวัฒนธรรม, ธรรมชาติ, สิ่งแวดล้อม, ประวัติศาสตร์, อัตลักษณ์ ฯลฯ

ผู้ก่อการมูลนิธิทางอีศานพบว่า ภาคอีสานมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ไม่ว่าปัญหาปากมูล ปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อนอุทยานฯ ปัญหาเรื่องเหมืองแร่ ฯลฯ

แต่ปรากฏว่า “เสียง” ชาวบ้านเหล่านั้นยังไม่ดังไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเท่าใดนัก แนวทางของเราคือ เข้าไปทำงานกับกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งเขามีกลุ่มที่ทำงานศึกษาปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว มูลนิธิทางอีศานก็จะมีบทบาทด้านการเผยแพร่กิจกรรมให้ “เสียง” ดังขึ้น โดยเราจะไปเรียนรู้จากเขาเพื่อนำมาถ่ายทอดให้สังคมรับรู้มากขึ้น ในแง่การเปลี่ยนแปลงหวังว่า ถ้าคนมีสิทธิมีเสียงชัดเจนแล้ว ปัญหาต่างๆ แก้ไขได้แล้ว ผู้คนจะได้หันมาอ่านมาดูมาเสพงานศิลปะมากขึ้น

จุดหมายปลายทางของคณะผู้ก่อการคือ คนอีสานและทุกภูมิภาคต้องเข้มแข็งและมีพลังชีวิต แต่จะทำยังไง ก็ต้องสร้างคนเล็กคนน้อยให้เข้มแข็ง ต่อไป เมื่อเราเข้มแข็งและรู้จักตัวตนของเราแล้ว การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็เป็นไปอย่างเข้มแข็ง เพราะจะไปรู้จักคนอื่นได้เราต้องรู้จักตัวตนและรากเหง้าของเราก่อน

มูลนิธิทางอีศานจะหาคำตอบจากพี่น้องประชาชน คนรุ่นใหม่ที่กลับไปทำงานในบ้านเกิด เราก็จะไปร่วมเรียนรู้แล้วนำมาเผยแพร่ คำถามหนึ่งคือ แล้วทางอีศานนำความรู้มาจากไหนกัน

คำตอบคือ หนึ่ง-จากคนเฒ่าคนแก่ปราชญ์ชาวบ้าน สอง-นักวิชาการรุ่นใหม่ ที่เราย่อยข้อมูลที่เป็นประโยชน์แล้วนำมาเสนอ มูลนิธิไม่หยุดนิ่ง แต่กวาดสายตาดูสถานการณ์ความเป็นไปของสังคมแล้วลงภาคสนามศึกษาด้วยตนเอง เพราะเราทำงานอย่างนี้มาทั้งชีวิต

ฉะนั้นผู้ใดสนใจจะไปร่วมบุญฉลองสร้างตั้ง “มูลนิธิทางอีศาน” วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2558 ณ ไร่ธารเกษม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โปรดติดเลขานุการมูลนิธิ โทร.08-6388-9095

เกิดเป็นคน ทุกคนย่อมมีรากเหง้า คณะผู้ก่อการ “ทางอีศาน” จึงพร้อมแล้วที่จะนำคนบ้านเฮาไปแผ้วถางทางสายใหม่ ไปสร้างแปงประเทศไทย

นักการเมืองแบบ ‘คุณชาย’

Published ธันวาคม 12, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218234.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
นักการเมืองแบบ 'คุณชาย'

กระดานความคิด : นักการเมืองแบบ ‘คุณชาย’ : โดย…บางนา บางปะกง

                      กรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำจดหมายถึง คสช. เพื่อขออนุญาตเปิดประชุมพรรคพิจารณาการบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่สถานการณ์ปกติของพรรค
                      คนในพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ปกปิดความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคกับ “คุณชายหมู” อีกต่อไป โดยอดีต ส.ส.หลายคนดาหน้ากันออกมาให้สัมภาษณ์สื่อแบบตรงๆ ว่า ผู้ว่าฯ กทม.ทำตัวเป็นศิลปินเดี่ยว ไม่ยอมขึ้นต่อพรรค
                      ขนาด “อภิสิทธิ์” ในฐานะหัวหน้าพรรค เชิญพบยังไม่มา แถมไม่รับโทรศัพท์ ซึ่งหัวหน้าพรรคก็ได้นัดพบนอกพรรค โดยจะไปพบที่วังสวนผักกาด แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ยกเลิกให้เลื่อนออกไปก่อนแล้วจะนัดใหม่ แต่ไม่บอกว่าเมื่อไหร่
                      เชื่อว่า การเป็นผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้ คงเป็นรอบสุดท้าย จึงไม่สนใจไยดีกับพรรค และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า “คุณชายหมู” ต้องการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคให้การสนับสนุน จึงขอทิ้งทวนอยู่ในตำแหน่งแบบเอกเทศ
                      รายการเขย่าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.นั้น เริ่มจาก วิลาศ จันทร์พิทักษ์ และ วัชระ เพชรทอง สองอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยการตรวจสอบหลายกรณีในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ แต่ผู้ว่าฯ กทม.ก็นิ่งเฉย ไม่สนใจคำแถลงของสองอดีต ส.ส.พรรคเดียวกัน
                      ยิ่งในภาวะการเมืองไม่ปกติ พรรคการเมืองถูกดองเค็มด้วยคำสั่ง คสช. ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ยิ่งเสมือนเป็นใจให้ “คุณชายหมู” ทำตัวเป็นนักบริหารมืออาชีพ และตัดขาดออกจากพรรคไปโดยปริยาย
                      จริงๆ แล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขประชาธิปัตย์ แม้ว่าพรรคนี้จะก่อตั้งโดยคนในราชสกุล “ปราโมช” แต่ “คุณชายหมู” แห่งราชสกุล “บริพัตร” ก้าวสู่วงการเมืองโดยการเป็นที่ปรึกษา พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2531-2534
                      ปี 2537 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคนำไทย ร่วมกับ อำนวย วีรวรรณ และดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคนำไทย โดยลงสมัคร ส.ส. ที่สนามเลือกตั้งเขต 6 กทม. แต่สอบตก
                      ปี 2539 “คุณชายหมู” ย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 6 แต่คราวนี้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก
                      หลังจาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม.สมัยนั้น ในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง และอภิรักษ์ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบนั้น
                      คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์จึงมีมติเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2551 ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และได้รับชัยชนะเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรก
                      ตลอดระยะเวลาการเป็นผู้ว่าฯ กทม.ของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” มิได้มีผลงานที่โดดเด่นอะไรมากนัก เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่ง มีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการบริหารพรรคจะไม่ส่ง “คุณชายหมู” ลงสมัครอีก แต่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้มากบารมี ยืนยันที่จะให้ “คุณชายหมู” ป้องกันแชมป์
                      วันที่ 3 มีนาคม 2556 “คุณชายหมู” ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ไปถึง 1,256,231 เสียง ถือว่าเป็นคะแนนการเลือกตั้งที่สูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
                      จะว่าไปแล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ทั้ง 2 ครั้ง ภายใต้สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ คือ ประชาชนแบ่งข้างเลือกขั้ว และพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้อานิสงส์การโหวตเชิงยุทธศาสตร์ “ไม่เลือกตัวแทนระบอบทักษิณ” มาโดยตลอด
                      อย่างการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งหลังสุด มีความชัดเจนคือ ไม่ชอบคุณชาย แต่ต้องเลือก เพราะไม่อยากให้ฝ่ายทักษิณชนะ
                      กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่า ถึงขับคุณชายพ้นสมาชิกภาพ ก็มิทำให้พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แต่ประชาธิปัตย์ต้องชิงลงมือกระทำ เพื่อจะบอกว่า ผลงานการบริหารที่ย่ำแย่นั้นเป็นฝีมือคุณชาย ไม่ใช่พรรค
                      ต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปีกว่า เพื่อให้คนกรุงได้เตรียมตัวเตรียมใจ หากขืนไม่ทำอะไร คนกรุงจะสิ้นศรัทธา พรรคจึงไม่ยอมตายไปกับคุณชายหมู
———————–
(กระดานความคิด : นักการเมืองแบบ ‘คุณชาย’ : โดย…บางนา บางปะกง)

ใครควรตอบคำถามปมเลื่อน4จี

Published พฤศจิกายน 25, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151106/216453.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
ใครควรตอบคำถามปมเลื่อน4จี

ใครควรตอบคำถามปมเลื่อน4จี : กระดานความคิด น้ำเชี่ยว บูรพา

             ถือเป็นอีกคำรบที่ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลายเป็นความคลาดเคลื่อน

เพราะในขณะที่นายกฯ และหัวหน้า คสช. ประกาศจุดยืนต้องการเห็นการประมูล 4 จีบนคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เดินหน้าต่อไปได้เสียที หลังจากเมื่อกว่า 1 ปีก่อน หัวหน้า คสช.เคยสั่งให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระงับการประมูลเอาไว้ เพราะต้องการให้ กสทช.ปรับปรุงเงื่อนไขการประมูลให้เกิดความโปร่งใสมาหนหนึ่งแล้ว

ล่าสุดนายกฯ สั่งให้ กสทช.เลื่อนการประมูล 4 จีบนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ออกไป จากเดิมวันที่ 12 พฤศจิกายน ทั้งที่ก่อนหน้า ครม. เพิ่งจะไฟเขียวให้ กสทช.ร่นเวลาการประมูล 4 จีขึ้นมาจากวันที่ 15 ธันวาคม ไปพร้อมกับการประมูล 4 จีบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์

นายกฯ ยังยืนยันความจำเป็นที่ต้องเดินหน้าประมูล 4 จีนี้ ด้วยเกรงว่าหากการประมูลต้องล่าช้าออกไปจะส่งผลกระทบต่อประชาชน และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน

แต่คล้อยหลังไม่ถึง 3 วันคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ก็อ้างคำสั่งนายกฯ แล้วมีมติให้เลื่อนประมูล 4 จีบนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ดังกล่าวออกไปท่ามกลางคำถามของแวดวงสื่อสารโทรคมนาคมว่าเกิดอะไรขึ้น

จะว่าขยาดกลัวว่าสหภาพรัฐวิสาหกิจบริษัททีโอทีที่ฮึ่มๆ จะยื่นฟ้อง กสทช.เพื่อให้ระงับประมูล หรือผวานักวิชาการจะลุกขึ้นมาขย้ำก็ไม่น่าจะใช่ เพราะก่อนหน้าทีโอทีเคยยื่นฟ้อง กสทช.ต่อศาลปกครองมาแล้ว แต่ศาลก็ไม่ระงับการประมูล และเห็นว่าประกาศ กสทช.ไม่มีเนื้อหาใดที่ขัดต่อกฎหมาย

แล้วเหตุใด กทค.-กสทช.ถึงกลับมาทำเซอร์ไพรส์สั่งให้เลื่อนประมูลขึ้นมาซะงั้น !

แม้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. จะออกมายืนยันว่า การเลื่อนวันประมูล 4จี ออกไปไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ กับทีโอที และไม่เกี่ยวกับการแทรกแซงจากรัฐบาล แต่เป็นเพราะมีข้อท้วงติงจากนักวิชาการ และองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่น ที่เกรงว่า การประมูลทั้ง 2 คลื่นในช่วงเวลาเดียวกัน อาจเกิดการฮั้วราคาได้

แต่ กสทช.เองก็เคยยืนยันมาโดยตลอดว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลที่ กสทช.วางไว้นั้นมีความรัดกุมและไม่มีทางที่บริษัทสื่อสารจะฮั้วกันได้ เพราะมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลหรือคณะกรรมการตรวจสอบการประมูล 4จีที่ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเข้ามาเต็มลำเรือ

มีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประมูลต้องเคาะราคาอย่างน้อย 1 ครั้งต่อใบอนุญาตและเงื่อนไขอื่นๆ อย่างคลื่น 1800 จำนวน 2 ใบอนุญาตที่ตั้งราคาเบื้องต้นไว้ 15,912 ล้านบาท (80% ของราคาคลื่น) ก็ตั้งเกณฑ์เอาไว้ให้ผู้ประมูลจะต้องเคาะราคาอย่างน้อย 1 ครั้ง ครั้งละ 5% ของราคาเบื้องต้นหรือ 796 ล้านบาท หากมีผู้ประมูล 3 รายเคาะราคาครั้งแรกไป ราคาใบอนุญาตใบแรกก็ทะยานไปอยู่ที่ 18,300 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ แล้ว 2 ใบอนุญาตรวมกันยังไงก็ต้องมากกว่า 36,000 ล้านบาทขึ้นไปแน่

ไม่แต่เท่านั้นเลขาธิการ กสทช.ยังขู่ด้วยว่า หากพบว่าเอกชนที่เข้าร่วมประมูลมีพฤติกรรมส่อฮั้วประมูลจะยกเลิกการประมูลทันที และจะดำเนินคดีอาญารวมทั้งขึ้นแบล็กลิสต์ ถึงขั้นริบใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเดิมด้วย

ที่สำคัญเลขาธิการ กสทช. ยืนยันด้วยว่าการร่นเวลาประมูลยังช่วยรัฐประหยัดงบได้ถึง 70 ล้านบาท และประชาชนได้ใช้บริการเร็วขึ้น เพราะคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนมกราคมปีหน้า รัฐบาลเองก็ได้เงินจากการประมูลเร็วขึ้นด้วย

ที่ผ่านมา นายกฯ อาจจะหงุดหงิดกับการตอบคำถามนักข่าว แต่เรื่องนี้จะให้ใครตอบได้ดีกว่านายกฯ ล่ะ เพราะเอกชนเขาต้องลงทุนกันเป็นหมื่นๆ ล้าน

‘บูรพาพยัคฆ์’กับการเมืองไทย

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150901/212584.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 กันยายน 2558
‘บูรพาพยัคฆ์’กับการเมืองไทย

‘บูรพาพยัคฆ์’กับการเมืองไทย : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง

           สื่อมวลชนอาจนับเอา พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็นนายทหารคนที่ 5 ซึ่งเติบโตมาจาก “กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์” ที่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 39

โดยก่อนหน้านั้น มีแม่ทัพบก ที่มาจากภาคพื้นบูรพาแล้ว 4 คน คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร

ในวัยหนุ่ม นายทหารเหล่านี้ล้วนผ่านสมรภูมิรบแห่งยุคสงครามเย็นมาแล้วทั้งสิ้น

หากเอ่ยถึงยุทธการเลือดเดือด “สมรภูมิเขาพนมปะ” ปี 2525 ก็ต้องนึกเห็นวีรกรรมของทหารเสือราชินี ภายใต้การนำของ “อนุพงษ์-ประยุทธ์-อุดมเดช” แห่งกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ค่ายนวมินทร์ ชลบุรี

ย้อนกลับไปปี 2523 “สมรภูมิโนนหมากมุ่น” อันกระเดื่องเดช ชาวไทยต้องจดจำวีรกรรมของ “ผู้การประจักษ์” และนายทหารหนุ่มชื่อ “ธีรชัย” แห่งค่ายจักรพงษ์

ช่วงนั้น ร.ท.ธีรชัย นาควานิช เพิ่งเข้าประจำการที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) โดยมี พ.ท.ประภาส พูนขำ เป็นผู้บังคับกองพัน และ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.) ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี

ปี 2522 ไฟสงครามชายแดนลุกโชน เมื่อทหารเวียดนามเรือนแสนยึดครองกัมพูชา โดยหนุนรัฐบาลเฮงสัมริน บุกเข้าถล่มฐานทหารเขมรเสรี เขมรสีหนุ และเขมรแดงตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยบางครั้งก็รุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย

รุ่งสางวันที่ 23 มิถุนายน 2523 เวียดนามส่งทหาร 2 กองร้อย เข้ายึดบ้านโนนหมากมุ่น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ทหารไทยที่ตั้งค่ายอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านส่งกำลัง 1 หมวดเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ระหว่างทางโดนซุ่มโจมตีทหารไทยเสียชีวิต 18 นาย และถูกจับเป็นเชลย 2 นาย

“พ.อ.ประจักษ์” ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังเฉพาะกิจ ได้สั่งทหาร ร.2 รอ. ลุยแหลกเข้าไปขับไล่ผู้รุกราน จนสามารถยึดบ้านโนนหมากมุ่นคืนมาได้สำเร็จ ทหารเวียดนามเสียชีวิต 30 นาย

สมรภูมิเลือดเดือด ณ บ้านโนนหมากมุ่นคราวนั้น ร.ท.ธีรชัย นาควานิช ผู้บังคับกองร้อยได้นำกำลังบุก “ชิงศพทหารไทย” และนำทหารไทยที่ตกเป็นเชลยกลับคืนมาได้ วีรกรรมศึกโนนหมากมุ่น ส่งผลให้ร.ท.ธีรชัย ได้ครองยศ ร.อ. และชื่อ “ผู้การประจักษ์” เป็นที่น่าเกรงขามของอริราชศัตรู

วันที่ 1-3 เมษายน 2524 พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร ได้นำกำลังทหาร 3 กองพันจากค่ายจักรพงษ์ เข้าร่วมก่อการยึดอำนาจร่วมกับ “เพื่อนนายทหารยังเติร์ก” แต่กระทำการไม่สำเร็จ กลายเป็นกบฏ

กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จึงมีการเปลี่ยนตัวผู้บังคับกองพันทั้งหมด พ.ต.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน.2 รอ.) ถูกย้ายมาเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) แทน พ.ท. ประภาส พูนขำ ที่ถูกเด้งเพราะนำกำลังเข้าไปยึดอำนาจ

ร.อ.ธีรชัย ยังเป็นผู้บังคับกองร้อย กองพันเดิม แต่มี “นายใหม่” ชื่อ พ.ต.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คนแถวปราจีนบุรี จึงคุ้นชินกับภาพนายทหารหนุ่ม “หน้านิ่ง” คอยขับรถจี๊ปพา “นายประวิตร” ไปตามสถานที่ต่างๆ

นี่คือจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์อันแนบแน่น ระหว่าง “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ “น้องหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ที่แสนจะยาวนาน

ครั้งที่ “ประวิตร” เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.) ค่ายไพรีระย่อเดช สระแก้ว ก็ดึงนักรบคู่บุญชื่อ “ผู้พันหมู” ไปช่วยปราบมาเฟียชายแดน บรรดาขาใหญ่แถวตาพระยา ต่างประจักษ์ในผลงาน “ทีมงานจ่าขาโหด” ของผู้พันหมูเป็นอย่างดี

บรรดาลูกน้องเก่าของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ในพื้นที่ปราจีนบุรี และสระแก้ว ต่างให้การยอมรับในความเป็นผู้นำทางทหาร กล้าสู้กล้าเอาชนะ แม้ภายนอกจะดูราว “พยัคฆ์หน้านิ่ง” แต่ในสนามรบก็จัดว่าเป็น “นักรบเลือดเดือด”

บนเส้นทางเหล็กของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ตั้งแต่สมรภูมิเลือดโนนหมากมุ่น จนก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพบก อาจถูกมองว่า เป็นการสืบต่ออำนาจของ “บูรพาพยัคฆ์” แต่หากมองให้ลึกลงไป พล.อ.ธีรชัย มีความต่างจากพล.อ.อนุพงษ์ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.อุดมเดช

ตรงที่พล.อ.ธีรชัย เป็นนายทหารสายบูรพาพันธุ์แท้ คือเกิดจาก ร.2 รอ. ที่มีนาม “บูรพาพยัคฆ์” อยู่ใต้รูปเสือกับดาบ และนี่คือ “บ้านบูรพาพยัคฆ์” ที่มีความหมายต่างจากที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่เรียกขาน

ความขัดแย้งในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2518-2532 ได้ส่งผลกระทบต่อแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเหล่านักรบบูรพาพยัคฆ์ ได้ต่อสู้ขับไล่อริราชศัตรูอย่างดุเดือด เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย

ดั่งที่กล่าวมาข้างต้น หากเอ่ยถึง “วีรกรรมเขาพนมปะ” กับ “ทหารเสือราชินี” ก็ต้องไม่ลืม “วีรกรรมโนนหมากมุ่น” กับผองนักรบ “บูรพาพยัคฆ์” ที่ห้าวหาญ

สงครามเย็นจบลงแล้ว แนวชายแดนคืนสู่สันติสุข แต่ “บูรพาพยัคฆ์” ภารกิจไม่สิ้น เมื่อถูกดึงเข้าสู่ “สมรภูมิการเมือง” ตั้งแต่ปี 2549 จวบจนถึงปัจจุบัน

ต้องบันทึกไว้ว่า พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็นแม่ทัพบกคนที่สอง ซึ่งมาจากกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หรือ “บูรพาพยัคฆ์” สืบต่อจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

โจทย์ใหญ่ฝ่ายความมั่นคง

Published สิงหาคม 21, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150820/211948.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2558
โจทย์ใหญ่ฝ่ายความมั่นคง

โจทย์ใหญ่ฝ่ายความมั่นคง : กระดานความคิด โดยกมลชนก ฑีฆะกุล

               หลังเหตุการณ์ระเบิดหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แนวทางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมักมุ่งไปที่เรื่อง ปัญหาทางการเมือง แต่น้อยครั้งที่ตำรวจสามารถสืบสวนสอบสวนจนสามารถจับกุมผู้ต้องหามาลงโทษได้

ให้หลังเหตุระเบิดสะเทือนขวัญครั้งล่าสุด ที่เกิดขึ้นบริเวณแยกราชประสงค์ช่วงค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ผ่านมาไม่นานนัก มีคำถามตามมาอย่างกระชั้นชิดว่า ขณะนี้ประเทศไทยต้องหันกลับมาทบทวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบันว่าตกเป็นเป้าหมายการก่อการร้ายจากเครือข่ายก่อการร้ายหรือไม่

เพราะถ้าสืบสาวราวเรื่องย้อนกลับไปแล้วจะพบว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดในกรุงเทพมหานครหลายครั้ง เรียกได้ว่า ถ้าจะนับรวมกันแล้วมีหลายสิบแห่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเมืองร้อนแรง สี่แยกราชประสงค์ดูเหมือนจะเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มการเมือง ซึ่งสุดท้ายหลายชีวิตต้องสังเวยลงที่นี่ ไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือคนแก่

กระนั้นก็ตาม บทสรุปที่ว่า สาเหตุมาจากการเมืองนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า เหตุระเบิดในกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ได้มาจากฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติเสียทีเดียว

หากย้อนทบทวนถึงเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ประเทศไทยเคยถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายจากภูมิภาคต่างๆ ใช้เป็นสถานที่กบดาน วางแผน ก่อเหตุรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มก่อการร้ายจากซีกโลกตะวันออกกลาง ที่เข้ามาสร้างความหวาดผวาให้กับคนไทย

ตั้งแต่การจับกุม “อาทริส ฮุสเซน” ผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าอาจเป็นเครือข่ายเฮซบอลเลาะห์ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และขยายผลไปพบโกดังเก็บสารประกอบระเบิดจำนวนมากที่ จ.สมุทรสาคร จนเกิดเหตุระเบิด 3 จุด ภายในซอยสุขุมวิท 71 โดยขยายผลจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านได้อีกหลายราย

ข้อมูลการข่าวล่าสุดระบุว่า เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์อาจมีความเป็นไปได้สูงที่จะมาจากสาเหตุความไม่พอใจที่รัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์บางส่วน ที่หลบหนีมากบดานในไทย เพื่อรอไปยังประเทศที่สาม หรือตุรกี กลับประเทศจีน เพราะมีข้อมูลจากทางการจีนว่า มีการกระทำเกี่ยวพันในความผิดก่อการร้าย ทำให้ทางการไทยต้องส่งชาวอุยกูร์ที่ต้องคดีให้ประเทศต้นทาง ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนในการดูแลและส่งต่อไปยังประเทศที่บุคคลเหล่านั้นต้องการ

เหตุความรุนแรงครั้งนี้ แม้จะยังไม่แน่นอนว่ามาจากสาเหตุใดและฝีมือใคร แต่ลักษณะการก่อเหตุ โดยเฉพาะหลักฐานทางวัตถุระเบิด ที่หน่วยความมั่นคงระบุว่า ยังไม่เคยปรากฏใช้ก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือในประเทศไทย ทำให้น่าวิตกว่า ประเทศไทยอาจกำลังตกเป็นเป้าหมายของเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติหรือไม่

เป็นปัญหาใหม่ที่ใหญ่และหนักหนาทีเดียว ที่รัฐบาลจะต้องเร่งคลี่คลายคดีเพื่อให้เกิดความกระจ่าง ซึ่งไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ความจริงที่ออกมาล้วนคือโจทย์ที่รัฐบาลจะต้องขบให้แตก เพื่อวางแผนเอาชนะในลำดับต่อไป

%d bloggers like this: