กรมส่งเสริมการเกษตร

All posts tagged กรมส่งเสริมการเกษตร

รณรงค์ส่งเสริมใช้ปุ๋ยถูกวิธี ลดต้นทุนเกษตร สร้างชุมชนเข้มแข็ง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/edu/192724.

Pic_192724

พืชเศรษฐกิจทั้ง 3 ชนิดที่อยู่ในโครงการประกันรายได้.

แม้เกษตรกรไทยจะมีศักยภาพในการผลิตค่อนข้างสูง หากลงให้ลึกจะพบว่าน้อยรายที่รู้จักสภาพ “ดิน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกพืช ขาดความรู้ด้านการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืช

ฉะนี้…เพื่อเป็นการแก้ปัญหา “ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นในหลายแห่งในพื้นที่เพาะปลูก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดทำ “โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร” ตามนโยบายที่รัฐกำหนดขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยเฉพาะเมื่อเปิดการค้าเสรี (AFTA)

นายวิทยา อธิปอนันต์ ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า…เพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ในทรัพยากรดินอย่างมีประสิทธิอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯจึงเดินหน้ารณรงค์ส่งเสริมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเน้นให้ใช้ปุ๋ยตามศักยภาพของชุดดิน อย่างถูกต้องเหมาะกับสภาพและตรงตามความต้องการของพืช ตามผลที่ได้จากการส่งดินไปวิเคราะห์

ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร บอกถึงคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการว่า ต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ มันสำปะหลัง ใน โครงการประกันรายได้ปี 2553/54 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยขั้นแรก เกษตรกรจะได้รับคำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่เพาะปลูก ทั้งยังได้รับความรู้การวิเคราะห์ดินและปุ๋ยที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังให้สินเชื่อแก่เกษตรกรสำหรับซื้อปุ๋ยมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นอกจากนี้ โครงการยังจะ ชดเชยค่าส่วนต่างของราคาปุ๋ยที่เกษตรกรใช้ จำนวน 7 สูตร ได้แก่ สูตร 16-20-0, 46-0-0, 18-12-6, 15-15-15, 16-8-8, 16-16-8 และสูตร 13-13-21 ในอัตราเฉลี่ย 1.50 บาท/กิโลกรัม (กระสอบละ 75 บาท) หรือตันละ 1,500 บาท ตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่มีสิทธิตามโครงการประกันรายได้ และตามปริมาณการใช้ปุ๋ย/ไร่ เป็นรายภาค

โครงการดังกล่าวนอกจากทำให้เกษตรกรมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ยังคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ประมาณ 20% และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 5% ซึ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

“…หากเกษตรกรใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำที่เหมาะสม ถูกชนิดตามที่ดินขาดธาตุอาหาร ใส่อย่างพอเพียง ตรงตามช่วงเวลาที่พืชต้องการอย่างถูกวิธี พืชก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด นอกจากทำให้คุณภาพดินดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการปนเปื้อนปุ๋ยเคมีสู่ดิน ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น ลดปัญหาการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ส่งผลให้การใช้สารเคมีทางการเกษตรลดลงด้วย…”

สำหรับผู้ที่สนใจสมัคร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 10 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
โฆษณา

ยกเกษตรที่สูงเทิดพระเกียรติในหลวง 84 พรรษาพัฒนา 84 หมู่บ้าน..8 จังหวัด

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/edu/189492.

Pic_189492

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการ 84 พรรษาพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร  ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่สูง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพการเกษตรบนพื้นที่สูงให้แก่เกษตรกรชาวไทยภูเขา เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพการเกษตรบนพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียง ส่งผลให้ครอบครัวเกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนต่อไป ดำเนินการในพื้นที่ 84 หมู่บ้าน 8 จังหวัด โดยศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน เลย กาญจนบุรี พะเยา และตาก

นายอรรถเผยอีกว่า โครงการจะดำเนินการใน 3 กิจกรรมหลัก คือกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ มีการถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมการปลูกพืชอาหาร เช่น ข้าวไร่ ถั่วแดงหลวง ฯลฯ การปลูกพืชเพื่อเป็นรายได้ที่ใช้พื้นที่น้อยให้ผลตอบแทนสูง ทั้งที่เป็นพืชผักเมืองหนาว เช่น แครอท ปวยเล้ง หอมญี่ปุ่น ไม้ดอกเมืองหนาว เช่น เบญจมาศ กุหลาบ ลิลลี่ แกลดิโอลัส และไม้ผลเมืองหนาว อย่างอะโวคาโด พลับ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กิจกรรมรณรงค์การลดการใช้สารเคมีบนพื้นที่สูง การปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการส่งเสริมให้มีการปลูกหญ้าแฝก ด้านสังคม ดำเนินการปลูกฝังและเสริมสร้างให้เยาวชนบนพื้นที่สูงมีจิตสำนึก อุดมการณ์ในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรบนที่พื้นที่สูงมีอาหารบริโภคอย่างพอเพียง และประกอบอาชีพการเกษตรบนที่สูงได้อย่างยั่งยืน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 28 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.

จับคู่ค้าผลไม้ภาคตะวันออกแผนส่งเสริมฯขาย 3 วัน 200 ตัน

Published มิถุนายน 21, 2011 by SoClaimon

16 มิถุนายน 2554, 05:05 น.
จับคู่ค้าผลไม้ภาคตะวันออกแผนส่งเสริมฯขาย 3 วัน 200 ตัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_179215

นายศุภชัย  บานพับทอง  (สูทเขียว)  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับนายอรรถ อินทลักษณ์  (เสื้อสีเขียว) อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กำลังชมผลไม้ที่นำมาจำหน่ายในงานผลไม้ไทย ผลไม้ดี มีที่ภาคตะวันออก.

นายศุภชัย บานพับทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งเป็นประธานเปิดงาน “ผลไม้ไทย ผลไม้ ดี มีที่ภาคตะวันออก” ณ กรมส่งเสริมการเกษตร ทุ่งบางเขน  เมื่อวันที่  14  มิถุนายน ที่ผ่านมา เผยว่า ปีนี้ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร จัดโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคตะวันออกล้นตลาด ซึ่งวางกลยุทธ์เป็น 4 มาตรการ อันดับแรกวางแผนกระจายผลผลิตในประเทศ 74,625 ตัน ส่งเสริมสถาบันเกษตร วิสาหกิจชุมชนซื้อขายผลไม้ ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  ส่งเสริมเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนพร้อมกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ และมาตรการสุดท้ายคือส่งเสริมการส่งออกโดยจัดกิจกรรมต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Thailand Fantastic Fruit 2011” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายอรรถ  อินทลักษณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเสริมต่อว่า สำหรับมาตรการส่งเสริมการบริโภคในประเทศวันนี้ นอกจากประชาสัมพันธ์ด้วยขบวนแห่ “ผลไม้ไทยผลไม้ดี มีที่ภาคตะวันออก”  จากถนนพหลโยธินเข้าสู่กรมส่งเสริมฯ  และมหกรรมกินผลไม้อิ่มละ 59 บาทแล้ว ยังเตรียมจัดงานใหญ่ในส่วนภูมิภาค ระหว่างวันที่ 17 ถึง 19 มิถุนายน ซึ่งกำหนดในจังหวัดสุดยอดของแหล่งท่องเที่ยวเป็นรูป ลักษณ์บัดดี้พี่กับน้อง โดยจันทบุรีจับคู่กับภูเก็ต จัดที่แหลมสะพานหิน ระยองคู่กับขอนแก่น เอาตลาดบางลำพู  ภายในห้างสรรพสินค้าเซนโทซ่าเป็นสถานที่จัดงานและให้ตราดจับคู่กับเชียงใหม่ จัดที่ประตูท่าแพ คาดว่าภายใน 3 วัน จะระบายผลไม้จากภาคตะวันออกได้มากกว่า 200 ตัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 16 มิถุนายน 2554, 05:05 น.

ต่อทะเบียนวิสากิจชุมชนปี54เข้ม! ต้องแนบแผนประกอบการ

Published มกราคม 25, 2011 by SoClaimon

24 มกราคม 2554, 14:00 น.

ผ่านทางต่อทะเบียนวิสากิจชุมชนปี54เข้ม! ต้องแนบแผนประกอบการ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143699

 

กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศ ต่อทะเบียนวิสากิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ปี 2554 ระหว่างวันที่ 1-30 ม.ค. ยื่นเอกสาร ณ ที่ทำการสำนักงานเกษตรอำเภอ พร้อมแนบ “แผนประกอบการวิสาหกิจชุมชน” …

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นางปาริชาติ ศรีวิพัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า วิสาหกิจชุมชนซึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาฯ รับผิดชอบการจดทะเบียน จำแนกรายละเอียด ประเมินศักยภาพ และประสานให้หน่วยงานภาคีที่มีภารกิจเกี่ยวข้องดูแล เพื่อให้การสนับสนุน ส่งเสริมเป็นไปตามความประสงค์ของแต่ละวิสาหกิจชุมชนนั้น ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้แจ้ง เรื่องการต่อทะเบียนวิสากิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ปี 2554 ให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนสามารถต่อทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 1-30 มกราคม 2554 ณ ที่ทำการสำนักงานเกษตรอำเภอที่จดทะเบียน โดยยื่นแบบคำขอดำเนินกิจการต่อ ( แบบ สวช.03 ) และแบบจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานพร้อมทั้งแสดงเอกสารสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย 1.) หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน ( ท.ว.ช.2 ) 2.) เอกสารสำคัญ หรือข้อตกลงร่วมกันของสมาชิก ( ท.ว.ช.3 ) 3.) ข้อบังคับ หรือ ข้อตกลงร่วมกันของสมาชิก 4.) สำเนาบัตรประชาชนของผู้ยืนแบบ และที่เพิ่มเติมในปีนี้คือ จะต้องมี “แผนประกอบการวิสาหกิจชุมชน”​ ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังประกอบกิจการอยู่ หากมีข้อบกพร่องหน่วยงานภาครัฐจะได้ดำเนินการแก้ไขได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

นางปาริชาติ กล่าวต่อว่า ทะเบียนวิสาหกิจชุมชนมีอายุ 2 ปี และจะประกาศต่อทะเบียนหลังสิ้นเดือนธันวาคมของทุกปี เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสากิจชุมชน พ.ศ.2548 มาตรา 8 หากเมื่อครบกำหนด ไม่มาต่อทะเบียน ก็ยังไม่ทำการตัดสิทธิ์ทันที จะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ชัดเจน นำไปดำเนินส่งเสริมกิจการของวิสาหกิจชุมชนในด้านต่างๆ ต่อไป

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 จัดทำโดย สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สรุปจำนวนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนแล้วทั่วประเทศจำนวน 69,552 แห่ง มีสมาชิก 1,174,429 ราย จำแนกประเภทกิจการการผลิตสินค้าเกษตรสูงสุด 5 อันดับ คือ 1.) การผลิตพืช 17,533 แห่ง 2 .) การผลิตปศุสัตว์ 11,848 แห่ง 3.) การแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร 9,291 แห่ง 4.) ผลิตภัณฑ์ผ้าทอ / เสื้อผ้า 8,586 แห่ง 5.) การผลิตปัจจัยการผลิต 7,284 แห่ง และจังหวัดที่มีการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนมากที่สุด 5 อันดับ คือ 1.) ร้อยเอ็ด 3,216 แห่ง 2.)เชียงใหม่ 2,949 แห่ง 3.)เชียงราย 2,727 แห่ง 4.)อุบลราชธานี 2,376 แห่ง 5.)ขอนแก่น 2,198 แห่ง.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 24 มกราคม 2554, 14:00 น.

 

ส่งเสริมสวนส้มร้างทุ่งรังสิต เป็นต้นแบบปลูกปาล์มน้ำมัน

Published มกราคม 25, 2011 by SoClaimon

24 มกราคม 2554, 12:00 น.

ผ่านทางส่งเสริมสวนส้มร้างทุ่งรังสิต เป็นต้นแบบปลูกปาล์มน้ำมัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143610

 

กรมส่งเสริมการเกษตรศึกษาพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในสวนส้มร้างทุ่งรังสิต พบว่ากว่า 12,๐๐๐ ไร่ มีศักยภาพ เตรียมจัดเป็นต้นแบบ ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน…

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายอรรถ อินลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการศึกษาการปลูกปาล์มน้ำมันในเขตภาคตะวันออก และภาคกลาง ตั้งแต่ ปี 2547 ซึ่งพบว่าพื้นที่ในจังหวัดปทุมธานี นครนายก สระบุรีและพระนครศรีอยุธยา เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่สามารถขยายการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันได้ จากข้อมูลการทำแปลงทดสอบการเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมันโดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งรังสิต จังหวัดปทุมธานี เปรียบเทียบกับแปลงทดสอบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่ามีแนวโน้มการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดี ไม่แตกต่างจากปาล์มน้ำมันที่ปลูกในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปาล์มน้ำมันอายุ 4-5 ปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,588 กก. /ไร่ /ปี และ อายุ 5-6 ปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,283 กก. /ไร่ /ปี ( ผลผลิตเฉลี่ยปาล์มน้ำมันทั้งประเทศ 2,790 กก. /ไร่ /ปี ) นอกนั้นยังพบว่าจำนวนทางใบที่สร้างขึ้นของต้นปาล์มน้ำมันในแปลงทดสอบจังหวัดปทุมธานี มีจำนวนมากว่า แสดงว่าโอกาสที่จะเกิดช่อดอกตัวเมียเพื่อพัฒนาเป็นทะลายปาล์มมีมากกว่า

นายอรรถ กล่าวต่อว่า หลังจากปี 2549 ก็ได้มีหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงพลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร เข้ามาศึกษา ทดสอบในพื้นที่เกษตรทุ่งรังสิต รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้เข้ามาให้สนับสนุนเกษตกรปลูกปาล์มน้ำมันด้วยตนเอง ทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในจังหวัดปทุมธานีแล้วประมาณ 12,๐๐๐ ไร่ เกษตรกร 776 ราย ให้ผลผลิตแล้วประมาณ 8๐๐ ไร่ สร้างรายได้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการนำร่องดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างต้นแบบที่ดี ให้กับอีกหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ที่มีน้ำเพียงพอ หรือพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเหมาะสม ให้เกษตรกรลองหันมาทดลองปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะให้ผลดี เพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่ยิ่งนับวันทวีความสำคัญแล้ว ยังเป็นการปรับปรุงพื้นที่ถูกทิ้งรกร้าง ให้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภาระหนี้สินให้มีแนวทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ซับน้ำในฤดูน้ำหลากเพื่อป้องกันน้ำท่วม รวมถึงเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนอีกด้วย.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 24 มกราคม 2554, 12:00 น.

 

43 ปี…ส่งเสริมการเกษตร ก้าวย่าง..สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

Published พฤศจิกายน 15, 2010 by SoClaimon

20 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทาง43 ปี…ส่งเสริมการเกษตร ก้าวย่าง..สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_120020

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พานายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินชมภายในงาน 43 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร.

วัฒนธรรม การเปิบ…ปัจจุบันตระหนักต่อสุขอนามัย จึงย้อนกลับไปสู่ต้นน้ำ คือเกษตรกรซึ่งต้องปรับวิธีการผลิตสินค้าเกษตร อันเป็นปัจจัยหลักของอาหารปลอดภัย

การผลิตด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์ (Hy droponics) จึงเป็นทางเลือก และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากสามารถควบคุมธาตุอาหารได้ค่อนข้างที่จะแน่นอน ไม่มีสารพิษตกค้าง

ผักระบบไฮโดรโพนิกส์.ผักระบบไฮโดรโพนิกส์.

การปลูกพืช Hy-droponics ส่วนมากจะ ปลูกใน สารละลาย (Water Culture) ในวัสดุปลูก (Substrate Culture) และ ปลูกให้รากลอยกลาง อากาศ (Aeroponics) ซึ่งกระบวนการลงทุนค่อนข้างจะสูง เนื่องจากอุปกรณ์ส่วนใหญ่จะทำมาจากปิโตรเคมี

กรมส่งเสริมการ เกษตร…สนองความต้องการของเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต จึงทำการวิจัยและทดลองนำวัสดุภายในประเทศมาเป็นอุปกรณ์การผลิต จนได้รับความสำเร็จ สามารถนำไปใช้กับการประกอบอาชีพได้อย่างกว้างขวางและเหมาะสม

…ช่วง วันที่ 20 (คือวันนี้) จนถึงวันที่ 22 ตุลาคม ณ กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม. วิทยากรเหล่านี้พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ในการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์อย่างง่าย ด้วยไม้ไผ่ มาถ่ายทอดและอบรมแก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วๆไป….โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า…กิจกรรมนี้เป็นการร่วมฉลองสัปดาห์ สถาปนา 43 ปี กรมส่งเสริมฯ ซึ่งมีการอบรม

ฟรีในการเกษตรและอาชีพต่างๆ อาทิ การทำมะม่วงแฟนซี ปลูกมะนาว กระ-ถางตอมะขวิด เพาะ

เห็ด ฟางในตะกร้า ร้อยมาลัยกล้วยไม้ ถั่วงอกมือถือ ฯลฯ…ซึ่งเป็นความรู้ สามารถทำบริโภคภายในครัวเรือนได้ ในรูปแบบอาหารปลอดภัยและเศรษฐกิจพอเพียง

นอก จากนั้นยังมีกิจกรรมอื่นๆเสริมอีกหลายหลาก อย่างเช่น การจัดนิทรรศการความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต อาทิ งานส่งเสริมเกษตรที่สูง พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง ผึ้ง และแมลงเศรษฐกิจ ของดี พืชสวน การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งระบบน้ำเพื่อการเกษตร และ นำเสนอผลงานดีเด่นของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร อีกมากมาย

กรมส่งเสริมการเกษตร…เป็นองค์กรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งมั่น

ในการส่งเสริมและพัฒนาให้ครอบครัวเกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน โดยกำหนดทิศทางการส่งเสริมและพัฒนาภาคเกษตรไทย ให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล

และดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ

ซึ่ง…ได้ ปรับแผน ปฏิบัติเพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกร อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Cli mate Change) การเปิดเขตเสรีทางการค้า ความมั่นคงด้านอาหาร ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ฯลฯ…โดยยึดหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นพื้นฐาน

ขณะเดียวกัน…ก็ได้มุ่งพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อสร้างเครือข่าย ผนึกกำลังและสร้างอำนาจในการต่อรอง ตั้งแต่ การจัดหาปัจจัยการผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายและการตลาด…

…พร้อมทั้งเน้นพัฒนาการ โดยมีแผนพัฒนาอาสาสมัครเกษตรที่เป็นเกษตรหมู่บ้าน ให้เป็นผู้ประสาน การ ดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรระดับหมู่บ้าน และช่วยดำเนินงานในภารกิจที่สำคัญต่างๆ อย่างเช่น การสำรวจข้อมูลการเกษตร การสำรวจพื้นที่เสียหายจากภัยธรรมชาติ…เพื่อที่จะได้หาช่องทางช่วยเหลือ เกษตรกรตามนโยบายของรัฐ

…คาบเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ในการย่างก้าวขององค์กรแห่งนี้ ถือว่าเป็นกำลังสำคัญบนเส้นทางเศรษฐกิจของชาติ ด้วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง… และมั่นคงใน อาชีพการเกษตร อัน เป็นกระดูกสันหลังของชาติ…!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 20 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

tags:
ไฮโดรโพนิกส์ ไชยรัตน์ ส้มฉุน กรมส่งเสริมการเกษตร

เจาะแผนพัฒนาตลาดกล้วยไม้ไทย

Published ตุลาคม 26, 2010 by SoClaimon

วันที่ 5/3/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ปัจจุบันไทยเป็นผู้นำในการส่งออกกล้วยไม้ นำรายได้เข้าประเทศร่วม 3,000 ล้านบาทต่อปี แต่การผลิตกล้วยไม้ของไทยยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพสินค้ายังไม่สม่ำเสมอ ขาดข้อมูลการผลิตการตลาดทั้งในและต่างประเทศ งานวิจัยยังไม่ครบวงจร ไม่มีตลาดกลางมาตรฐานกล้วยไม้ ขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับค่าระวางขนส่งแพง และระบบโลจิสติกส์ ที่ไม่เอื้ออำนวยด้วย และยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกกล้วยไม้ไทยไปสู่ตลาดโลก ทั้งที่แนวโน้มความต้องการในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นทุกปี หลายฝ่ายมองว่าประเทศไทยน่าจะเราสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพในการส่งออกกล้วย ไม้ได้มากขึ้นกว่านี้ จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการกล้วยไม้แห่งชาติขึ้น เพื่อมาพัฒนาและแก้ปัญหา อุปสรรคต่างๆของกล้วยไม้ไทย

ล่าสุดคณะกรรมการกล้วยไม้แห่งชาติ ได้มีการประชุมเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์กล้วยไม้ไทยให้ เด่นชัดในสายตาชาวโลก โดยทางสนามบินสุวรรณภูมิจัดพื้นที่ผู้โดยสารขาออกฯ เปิดเวทีจัดแสดง ควบคู่ กทม. เร่งออกแบบสวนกล้วยไม้บริเวณสวนลุมพินี หวังเป็นจุดแสดงสัญลักษณ์ไทยใจกลางเมืองหลวง พร้อมเปิดเว็บ Orchid Net คัดเลือกข้อมูลสร้างเครือข่าย ชูเมืองไทยเป็นศูนย์กลางกล้วยไม้โลก

นายโอฬาร พิทักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการกล้วยไม้แห่งชาติ ว่าเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์กล้วยไม้ไทยให้เด่นชัดในสาย ตาชาวโลก อันจะนำไปสู่ผลเชิงบวกทางการตลาดและการส่งออกกล้วยไม้ไทยไปยังนานาประเทศให้ มีมูลค่าสูงขึ้นเป็นลำดับ ทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในคณะกรรมการกล้วยไม้แห่งชาติ จะเปิดเวทีงานเทศกาลกล้วยไม้ พร้อมทั้งจัดสวนตัวอย่าง บริเวณชั้น 4 โซน K-L ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ในช่วงเดือนเมษายน นี้ ซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์ที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยเป็น จำนวนมาก

ทั้งนี้โดยจะจัดเป็นสวนขนาดประมาณ 25 ตารางเมตร แสดงกล้วยไม้สายพันธุ์ไทยและพันธุ์พื้นเมืองที่มีความหลากหลาย หาชมได้ยาก ผนวกกับกิจกรรมจากงานเทศกาลสงกรานต์ ที่ทางท่าอากาศยานฯ จัดขึ้น อาทิ การแสดงวิถีชีวิตไทย ดนตรี-รำไทย ซึ่งจะเป็นจุดดึงดูดสำคัญในการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวจากทุกชาติ ได้รู้จักกับประเพณีไทยและความงามของกล้วยไม้ไทย ไปพร้อมๆ กัน และหวังผลถึงการกลับมาท่องเที่ยวหรือสนใจกล้วยไม้ไทย อันอาจนำไปสู่ความต้องการซื้อ เมื่อกลับไปยังประเทศของตน ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอีกส่วนหนึ่งที่พยายามจะสร้างให้ไทยเป็นศูนย์กลาง กล้วยไม้ของโลก

นอกจากนี้ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.)ได้แสดงถึงความพร้อมในการจัดสวนกล้วยไม้ บริเวณสวนลุมพินี เพื่อให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำกิจกรรมสันทนาการหรือพักผ่อน ได้เห็นถึงความงามและมีคุณค่าของกล้วยไม้ไทย ซึ่งแนวคิดพื้นฐานของคณะกรรมการกล้วยไม้ฯ และ กทม. มีความเห็นร่วมกัน ที่จะวางรูปแบบให้สวนดังกล่าวเป็นห้องเรียนรู้ขนาดใหญ่ด้านพัฒนาการของกล้วย ไม้ โดยมีปราชญ์ ด้านกล้วยไม้ของประเทศไทย สับเปลี่ยนมาร่วมกิจกรรมให้ความรู้กับเยาวชนและผู้สนใจ อีกทั้งยังจะสร้างภาพลักษณ์ให้สวนดังกล่าว เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศไทยใจกลางเมืองหลวง ซึ่งขณะนี้ ทาง กทม. อยู่ระหว่างแต่งตั้งคณะกรรมการออกแบบ จัดสวน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสถาปัตยกรรม กล้วยไม้ และสิ่งแวดล้อม อาทิ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สมาคมพฤกษชาติ- แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนของการยกร่างโครงการ งบประมาณ ได้ในเร็วๆ นี้ รวมถึงเป็นที่น่ายินดีที่โครงการสวนกล้วยไม้ในสวนลุมพินี มีฝ่ายเอกชน สนใจเข้ามาทำการสนับสนุน อันจะส่งผลดีต่อการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ในระยะยาวอีกด้วย

“โครงการฯ ได้จัดตั้งศูนย์กล้วยไม้แห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลก และเป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านกล้วยไม้ซึ่งจะใช้เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้สำหรับเกษตรกร รายเดิมและรายใหม่กว่า 900 ราย สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาศักยภาพยกระดับการผลิตสินค้ากล้วยไม้ไทยป้อนตลาด ทั่วโลก ซึ่งปี 2552 นี้ คาดว่า ไทยจะสามารถผลักดันส่งออกดอกกล้วยไม้มูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 15% และส่งออกต้นกล้วยไม้เพิ่มขึ้นกว่า 20% ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น”

นายโอฬาร กล่าวว่าอีกว่าในส่วนของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักร่วมมือกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการส่งออก และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้ทั้งหมด ดำเนินการจัดทำเครือข่าย Orchid Net ขึ้น โดยข้อมูลหลักประกอบด้วย ข้อมูลวิชาการด้านการผลิตกล้วยไม้เป็นการค้า ข้อมูลการตลาด Link หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง Bulletin Board รับฟังความคิดเห็น ข่าวแวดวงกล้วยไม้ ฯลฯ ซึ่งขณะนี้ผู้สนใจสามารถคลิกเข้าไปชมหน้าเว็บไซต์ชั่วคราวได้ก่อนที่เว็บไซ ต์ http://orchidnet.doae.go.th

ส่วนเว็บไซต์ที่เสร็จสมบูรณ์จะเปิดให้บริการได้ในเดือนเมษายน 2552 นี้ เพื่อสนองต่อความต้องการใช้ข้อมูลของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนที่สนใจ ในเรื่องกล้วยไม้ ซึ่งการดำเนินงานจะมีการปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันสม่ำเสมอและรับฟังข้อคิด เห็นของ ผู้เข้าชมเพื่อนำมาปรับปรุงสร้างให้เป็นแหล่งเครือข่ายกล้วยไม้ที่สมบูรณ์ ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการทั้งสามส่วนข้างต้นอย่างต่อเนื่องและเอาใจใส่จริง จัง จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ไทยสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางกล้วยไม้ ของโลกได้ในอนาคตอันใกล้

ปรับโปรแกรมดินไทย พด.ขยายผลให้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจเพิ่ม/หลังนำร่อง13ชนิดได้ผลดี

Published ตุลาคม 25, 2010 by SoClaimon

วันที่ 25/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโปรแกรมดินไทยและธาตุอาหารพืช เพื่อเป็นเครื่องมือใช้ในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการให้คำแนะนำการใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม เป็นการลดรายจ่ายค่าปุ๋ยเคมีที่เกินความจำเป็น ที่ผ่านมากรมฯ ได้จัดทำโปรแกรมคำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญรวม 13 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่ว สับปะรด ลิ้นจี ลำไย ทุเรียน เงาะ และผัก

แต่ด้วยสภาพของทรัพยากรดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กรมพัฒนาที่ดินจึงมีแผนปรับปรุงโปรแกรมดินไทยและธาตุอาหารพืช โดยให้สอดคล้องกับแผนที่ดิน มาตราส่วน 1:25,000 และแผนที่ภาพถ่ายออร์โธสีของแต่ละจังหวัดที่จัดทำแผนที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้จะพัฒนาปรับปรุงข้อมูลค่าวิเคราะห์ดินตามโครงการ 1 จุด 1 ตำบลทั่วประเทศ และทำการปรับปรุงคำแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ ดินสำหรับพืชเพิ่มเติมจาก 13 ชนิดข้างต้น ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรให้ครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับโปรแกรมดินไทยฯ ได้ติดตั้งไว้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ และติดตั้งข้อมูลจากโปรแกรมดินไทยฯ ในรูปแผนที่และรายงานไว้ที่ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอ เพียง ประจำอำเภอ 800 ศูนย์ โรงปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน 500 แห่ง รวมทั้งบ้านหมอดินอาสาประจำตำบลของกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการได้อย่างทั่วถึง

กรมส่งเสริมฯสาน4ภารกิจหลัก 43ปีมุ่งมั่นพัฒนาเกษตรกรไทย

Published ตุลาคม 25, 2010 by SoClaimon

วันที่ 25/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 43 ปีว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้บูรณาการทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ เพื่อดำเนินการงานส่งเสริมการเกษตรที่สำคัญๆ ตามนโยบายของรัฐบาลหลายโครงการ อาทิ การขึ้นทะเบียนเกษตรกร และการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ตามโครงการประกันรายได้ การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังซึ่งระบาดในพื้นที่ต่างๆ การบริหารจัดการผลไม้แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด การพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพและปลอดภัย

“จากความมุ่งมั่นในภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งผลให้ความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลปี 2552/53 ทำให้รู้สึกชื่นชมและพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ในการพัฒนา เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเอง” นายธีระ กล่าว

ด้าน นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2554 กรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนเร่งเตรียมความพร้อมทั้งศักยภาพบุคลากรและเกษตรกร เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติงานทุกระดับ ซึ่งการดำเนินงานเน้น 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ 2. พัฒนาบุคลากร 3. สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน และ 4. พัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ

เกษตรฯ จัดงาน “๔๓ ปี แห่งความมุ่งมั่น พัฒนาเกษตรกรไทย”

Published ตุลาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันที่ 21/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร  รมว.เกษตรฯเปิดเผยในโอกาสที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวัน สถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร  ครบรอบปีที่  ๔๓  วันที่  ๒๑  ตุลาคม  ๒๕๕๓  ว่า การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตรในรอบปี  ๒๕๕๓  ที่ผ่านมาได้บูรณาการทรัพยากร  บุคลากร  และงบประมาณ  เพื่อดำเนินการงานส่งเสริมการเกษตรที่สำคัญ ๆ  ในการพัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นหลากหลายโครงการ  ได้แก่  การขึ้นทะเบียนเกษตรกร  และการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก  ๓  ชนิด  คือ  ข้าว  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  และมันสำปะหลัง  ตามโครงการประกันรายได้  การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังซึ่งระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ  เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากศัตรูพืช  การบริหารจัดการผลไม้เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด  การพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพและปลอดภัย  ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค  ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่สู่เกษตรกร  และในปี  ๒๕๕๔  กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแนวทางการทำงาน

โดย มีแผนเร่งเตรียมความพร้อมทั้งศักยภาพบุคลากรและเกษตรกร  เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น  โดยมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ  ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติงานทุกระดับ  ซึ่งการดำเนินงานเน้น  ๔  เรื่องหลัก  ได้แก่  ๑.  ดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ    ๒.  พัฒนาบุคลากร  ๓.  สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร  องค์กรเกษตรกร  และวิสาหกิจชุมชน  และ  ๔.  พัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ

ด้านนายอรรถ  อินทลักษณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวว่า  เนื่องในโอกาสครบรอบ  ๔๓  ปี  กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดให้มีการจัดงาน  “๔๓  ปีแห่งความมุ่งมั่นพัฒนาเกษตรกรไทย”  ระหว่างวันที่  ๒๐ – ๒๒  ตุลาคม  ๒๕๕๓  ณ  กรมส่งเสริมการเกษตร  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดแสดงผลงานการส่งเสริมการเกษตรในด้านต่าง ๆ  ประกอบด้วย  ความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการ เกษตร   (ศูนย์ปฏิบัติการ  ๔๘  ศูนย์)  ความมุ่งมั่นของนักส่งเสริมการเกษตรในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร  ผลผลิตเด่นจากวิสาหกิจชุมชนทั่วทุกภาค  ซึ่งถือเป็นความสำเร็จร่วมกันระหว่างนักส่งเสริมการเกษตรกับเกษตรกร  และการเปิดฝึกอาชีพการเกษตรฟรีแก่ผู้เข้าร่วมงาน

ในส่วนของกิจกรรมภายในงานแบ่งเป็น  ๓  กิจกรรม  คือ  ๑)  การจัดประชุมสัมมนานำเสนอผลงานดีเด่นของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรใน รอบปี  ๒๕๕๓  และชี้แจงนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร  ปี  ๒๕๕๔ ๒)  การจัดนิทรรศการนำเสนอ  ๓  ส่วน  ได้แก่  ส่วนที่  ๑  ความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต  เน้นการแสดงผลงานของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร  (ศูนย์ปฏิบัติการ  ๔๘  ศูนย์)    ส่วนที่   ๒  ความมุ่งมั่นของนักส่งเสริมการเกษตร  จัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการส่งเสริมการเกษตรของข้าราชการในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ  เพื่อพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน  และส่วนที่  ๓  ผลผลิตเด่นจากวิสาหกิจชุมชน  จัดแสดงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ดีเด่นภายใต้การส่งเสริมของวิสาหกิจชุมชนทั่ว ประเทศ

ทั้งนี้ นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ  แล้วยังได้จัดให้มีอีกหนึ่งกิจกรรม  คือ ๓)  การฝึกอาชีพการเกษตรแก่ผู้เข้าร่วมงาน  ๖  อาชีพ  ได้แก่  การทำมะม่วงแฟนซี  การปลูกมะนาว  กระถางบนตอมะขวิด  การปลูกผักไฮโดรโปนิคอย่างง่ายด้วยไม้ไผ่  การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า  การร้อยมาลัยดอกกล้วยไม้  และถั่วงอกมือถืออย่างง่าย  ประหยัด  และปลอดสารพิษ  โดยจัดอบรมให้ฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย    ตลอดจนเลือกซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพและได้รับการ รับรองมาตรฐานจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศภายในงานดังกล่าว

%d bloggers like this: