กรมศุลกากร

All posts tagged กรมศุลกากร

ศุลกากร ลุยปราบพ่อค้าหัวใสนำเข้าชิ้นส่วนรถเก่า มาประกอบเป็นรถใหม่

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192521.

Pic_192521

รองอธิบดีกรมศุลกากร เตรียมลุยปราบผู้ค้าหัวหมอนำเข้าชิ้นส่วนเก่าจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถยนต์ใหม่ เชื่อปัญหาจะลดลงหลังกรมสรรพสามิตประกาศเพิ่มภาษีรถยนต์ใช้ชิ้นส่วนเก่า

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายยุทธนา หยิมการุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลการนำชิ้นส่วนรถยนต์ใช้แล้วจากต่างประเทศนำมาประกอบเป็น รถยนต์แล้วจดทะเบียนเป็นรถยนต์ใหม่หรือรถป้ายแดงภายใน ประเทศนั้น ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันลดช่อง โหว่ดังกล่าวให้เล็กลงหรือไม่มีเลย เนื่องจากการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้แล้วจากต่างประเทศเข้ามาภายใน ประเทศไทยถือเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมในเรื่องการว่าจ้างแรงงานและเพิ่มทักษะ ให้แก่ช่างไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์

“ที่ผ่านมา กรมศุลกากรเข้มงวดในเรื่องนี้อย่างมาก แต่กฎหมายบ้านเราเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้แล้วจากต่าง ประเทศเข้ามาได้ แต่ไม่อนุญาตให้นำเข้าชิ้นส่วนใหม่จากต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ไทย ทำให้ช่องโหว่ดังกล่าวกลายเป็นที่มาของรถยนต์ที่นำชิ้นส่วนที่ใช้แล้วมา ประกอบขึ้นเป็นรถยนต์ใหม่”

นายยุทธนา กล่าวต่อว่า  ชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อประกอบเป็นรถยนต์ใหม่ นั้น มีหลายรูปแบบ แต่ขอรับ รองว่าไม่มีการนำเข้ารถยนต์เก่าทั้งคัน หรือนำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ แล้วประกอบเป็นรถยนต์จากตู้คอนเทรนเนอร์ใบเดียว หรือจากใบขนเพียง 1 ใบเท่านั้น เพราะพฤติกรรมแบบนี้ถือว่ามีเจตนาที่ชัดเจน ซึ่งล่าสุดก็มีการจับกุมการนำเข้าชิ้น ส่วนรถยนต์ในลักษณะดังกล่าวประมาณ 4-5 คัน เนื่องจากมีการนำเข้าเครื่องยนต์และตัวถังรถพร้อมกัน

นายยุทธนา กล่าวด้วยว่า  ปัญญาดังกล่าวในขณะนี้ น่าจะเบาบางลง เนื่องจากกรมสรรพสามิตประกาศเพิ่มอัตราภาษีในการจดทะเบียนรถยนต์ที่ใช้ชิ้น ส่วนเก่า ซึ่งการขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวทำให้ราคาของรถยนต์เก่าแพง นอกจากนี้ กรมศุลกากรก็กำลังรอนโยบายสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันกำหนดว่า หากเป็นรถยนต์เก่าที่ใช้แก๊สไม่ต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานการผลิต มีเพียงใบรับรองการผลิตจากโรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เท่านั้น แล้วก็มาขอเสียภาษีสรรพสามิตเพื่อขอทะเบียนรถจากกรมการขนส่งเท่านั้น ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ของรถยนต์ที่ใช้ชิ้นส่วนต่างประเทศมาประกอบเป็นรถยนต์ แจ้งว่าเป็นรถที่ใช้แก๊สจึงไม่ต้องมีการตรวจสอบสภาพและเมื่อจดทะเบียน เรียบร้อยแล้วก็จะถอดระบบแก๊สออก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

เตรียมประมูลรถของกลาง 216 คัน คาดเงินเข้ารัฐกว่า 160 ล้านบาท

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

24 มิถุนายน 2554, 19:00 น.
เตรียมประมูลรถของกลาง 216 คัน คาดเงินเข้ารัฐกว่า 160 ล้านบาท – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181485

29 มิ.ย.นี้ กรมศุลกากร จัดประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง 216 คัน ครั้งที่ 2 ของปีงบประมาณ 2554 คาด นำรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 160 ล้านบาท…

24 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมศุลกากรว่า ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ กรมศุลกากรจะนำมาประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง มีหลากหลายยี่ห้อ ดังนี้ TOYOTA 107 คัน, MERCEDES BENZ 33 คัน, PERODUA 13 คัน, NISSAN 10 คัน, B.M.W. 12 คัน, HONDA 13 คัน, JAGUAR 6 คัน, MAZDA 2 คัน, MINI COOPER 1 คัน, MITSUBISHI 2 คัน, PORSCHE 2 คัน, VOLKSWAGEN 3 คัน, ROVER MINI 3 คัน, PROTON 3 คัน, KIA 2 คัน, FERRARI 2 คัน, HUNDAI 1 คัน, JEEP 1 คัน ซึ่งการประมูลจะเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. ณ บริเวณลานจอดรถหน้าส่วนของกลาง กรมศุลกากร คลองเตย

ในการประมูลครั้งนี้ รถยนต์ที่มีราคาเปิดประมูลสูงสุดคือ รถสปอร์ตยี่ห้อ FERRARI F430 สีดำ เกียร์ AUTO ปี 2006 เปิดประมูลด้วยราคา 5.15 ล้านบาท และสำหรับรถยนต์ที่มีราคาเปิดประมูลต่ำสุด ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อ PERODUA KANCIL สีเทา ปี 1989 เปิดประมูลด้วยราคา 35,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูล กรมศุลกากรจะเปิดให้เข้าชมสภาพนอกของรถยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาด 27-28 มิ.ย.54 เวลา 09.00-18.00 น. ที่ลานจอดรถยนต์หน้าส่วนของกลาง กรมศุลกากร โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องลงทะเบียนและวางเงินค้ำประกัน โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนา ติดต่อลงทะเบียนที่เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียน ส่วนของกลาง กรมศุลกากร ในวันที่ 27-28 มิ.ย.54 เวลา 09.00-16.30 น. และวันพุธที่ 29 มิ.ย.54 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นการประมูล พร้อมทั้งวางเงินค้ำประกันรถยนต์ที่จะประมูลเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล สั่งจ่ายกรมศุลกากรคันละ 50,000 (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ตามจำนวนรถยนต์ที่ต้องการประมูล โดยไม่ต้องระบุว่าเป็นคันใด

ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อส่วนของกลาง กรมศุลกากร โทร.0-2249-3668 ในวันและเวลาราชการ และเว็บไซต์กรมศุลกากร http://www.customs.go.th หรือที่บริษัท ยันต์ชนะ จำกัด http://www.yanchana.com โทร.0-2911-0277, 089-772-9878

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 19:00 น.

ศุลกากรเปิดผลตัดสิน องค์กรอุทธณ์ WTO กรณีข้อพิพาทบุหรี่นำเข้าฟิลิปปินส์

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

24 มิถุนายน 2554, 18:53 น.
ศุลกากรเปิดผลตัดสิน องค์กรอุทธณ์ WTO กรณีข้อพิพาทบุหรี่นำเข้าฟิลิปปินส์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181482

 

คลัง เผย องค์กรอุทธรณ์ของ WTO ไม่เห็นชอบตามคำร้องอุทธรณ์ของไทย กรณีข้อพิพาทสินค้าบุหรี่นำเข้าจากฟิลิปปินส์…

 

24 มิ.ย. นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.54 องค์กรอุทธรณ์ (Appellate Body) ของ WTO ได้มีรายงานคำตัดสินกรณีข้อพิพาทเรื่องสินค้าบุหรี่นำเข้าระหว่างประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ ในเรื่องที่ประเทศไทยอุทธรณ์คำตัดสินของคณะผู้พิจารณา (Panel) ของ WTO กรณีพิพาทนี้ดำเนินมาตั้งแต่เดือนก.พ.51 จนเมื่อเดือนพ.ย.53 WTO panel ได้ออกรายงานคำตัดสินกรณีพิพาทดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินราคา ศุลกากรและมาตรการทางภาษีที่ใช้กับบุหรี่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ โดยบางส่วนเห็นด้วยกับฝ่ายไทย เช่นกฎหมายไทยสอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับความตกลงว่าด้วยการกำหนดราคาศุลกากร การแต่งตั้งผู้บริหารกระ ทรวงการคลังเป็นกรรมการอำนวยการของโรงงานยาสูบ การใช้ราคาขายปลีกสูงสุดเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูล ค่าเพิ่ม และมีบางส่วนเห็นด้วยกับฟิลิปปินส์ เช่นวิธีปฏิบัติในการปฏิเสธราคาสำแดง สิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งวางประกัน การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มบุหรี่ที่ผลิตในประเทศ ทำให้ไทยยื่นคำร้องต่อองค์กรอุทธรณ์ ของ WTO เพื่อทบทวนการตีความในข้อกฎหมายตามความตกลง WTO ของ Panel

ในการนี้องค์กรอุทธรณ์ได้มีรายงานคำตัดสินโดยไม่เห็นชอบตามคำร้อง อุทธรณ์ของไทย แต่ได้ให้ความชัดเจนในมาตรฐานทางกฎหมายที่ใช้ในกรณีพิพาทนี้ โดยขณะนี้หน่วยงานของกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษารายงานคำตัดสินอย่าง ละเอียดเพื่อกำหนดท่าทีในเรื่องนี้ต่อไป

กรณีพิพาทดังกล่าวนี้ประเทศไทย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าปรับให้ประเทศฟิลิปปินส์ในการดำเนินการที่ผ่านมา แล้วเนื่องจากเป็นระบบที่มองไปข้างหน้าโดยต้องการให้ประเทศสมาชิกแก้ไข ปรับปรุงมาตรการให้มีความสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ WTO อย่างไรก็ตามประเทศคู่กรณีหากมีข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆให้ สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ WTO แต่ยังคงมาตรการเดิมไม่ปรับปรุงแก้ไขก็อาจถูกมาตรการตอบโต้จากประเทศสมาชิกผู้ฟ้องได้

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 18:53 น.

กรมศุลฯขยายระบบจ่ายภาษีแบบหักบัญชีฯหวังลดทุจริต

Published มิถุนายน 10, 2011 by SoClaimon

9 มิถุนายน 2554, 19:45 น.
กรมศุลฯขยายระบบจ่ายภาษีแบบหักบัญชีฯหวังลดทุจริต – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177794

กรมศุลกากร ขยายการชำระภาษีโดยหักบัญชีเงินฝาก เพื่อลดการทุจริตและข้อครหากรณีที่ตัวแทนออกของเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้นำเข้าเกินกว่าความเป็นจริง

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ กรมศุลฯ จะขยายการให้บริการรับชำระค่าภาษีโดยหักบัญชีเงินฝากธนาคารโดยอัตโนมัติ เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของยอดใบขนส่งสินค้าทั้งหมด 20,000 ใบต่อวัน เพื่อลดการทุจริตและข้อครหากรณีที่ตัวแทนออกของหรือชิปปิ้ง เรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้นำเข้าเกินกว่าความเป็นจริง โดยอ้างว่า เป็นเงินใต้โต๊ะที่ต้องจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร

ทั้งนี้ กรมศุลกากรเปิดให้รับชำระค่าภาษีโดยหักบัญชีเงินธนาคาร ตั้งแต่เดือนมิ.ย.50 โดยมีจำนวนผู้ประกอบการเข้ามาขอใช้บริการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่แล้ว มีผู้ประกอบการใช้บริการดังกล่าวจำนวนใบขนสินค้า 282,737 ฉบับ คิดเป็นจำนวนเงินภาษี 60,700 ล้านบาท หรือ 15.95% ของจำนวนภาษีที่รับชำระทั้งหมด และในปีงบประมาณนี้ ตั้งแต่เดือนต.ค.53-พ.ค.54 มีผู้ประกอบการใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 280,593 ฉบับคิดเป็นเม็ดเงิน 58,260 ล้านบาท หรือ 20.16% ของจำนวนภาษีที่รับชำระทั้งหมด

“การชำระภาษีผ่านบัญชีธนาคารนอกจากจะช่วยลดการทุจริตและการแอบอ้างชื่อ ของกรมศุลกากรได้แล้ว ยังช่วยลดปริมาณการทำงานของบริษัทที่ต้องออกมาติดกับกรมฯ ลดปัญหาการจารจร และยังสามารถทำงานได้ตลอด 254 ชั่วโมงซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นประโยชน์เพิ่มเติมที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล”อธิบดีกรมศุลกากร กล่าว

นายประสงค์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมศุลกากรได้จับผู้ต้องหาเสียภาษีไม่ครบถ้วนได้รายหนึ่งโดยตรวจพบว่า มีการปลอมแปลงใบเสร็จภาษี โดยเอกสารฉบับนั้น ระบุว่า ผู้ประกอบการนำเข้าได้เสียภาษีกับกรมศุลกากรอย่างถูกต้อง แต่เมื่อมีตรวจ สอบรายละเอียดแล้วพบว่า เป็นเอกสารปลอม เนื่องจากผู้ประกอบการไว้วางใจมอบเงินสดให้แก่ชิปปิ้งไปชำระภาษีแทนตัว เองด้วยความไว้ใจ โดยไม่รู้เลยว่าเอกสารที่ได้รับมานั้น เป็นของปลอมทั้งหมด จึงอยากให้ผู้ประกอบการนำเข้าชำระค่าภาษีด้วยวิธีการหักเงินจากบัญชีเงินฝาก ของตัวเองดีที่สุด

นายประสงค์ กล่าวด้วยว่า การให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากร เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี2549 จนถึงปัจจจุบันมีธนาคารพาณิชย์เข้าร่วมบริการทั้งหมด 12 แห่งเช่น กรุงเทพ กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ ซิตี้แบงก์ ซุมิโมโต มิตซุย และล่าสุดธนาคารสแตนดาร์ชาร์เตอร์ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มธนาคารเข้าร่วทมโครงการมากขึ้นเพราะอยากเห็นผู้ ประกอบการชำระภาษีผ่านการหักบัญชีเงินฝากครบ 100%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 มิถุนายน 2554, 19:45 น.

แบงก์ชาติประสานหน่วยงานช่วยส่งออกลดผลกระทบบาทแข็ง

Published พฤษภาคม 26, 2011 by SoClaimon

2 พฤศจิกายน 2553, 17:37 น.
แบงก์ชาติประสานหน่วยงานช่วยส่งออกลดผลกระทบบาทแข็ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_123792

ภาพ AFP

ธปท.เตรียมประสาน กรมศุลกากร-แบงก์พาณิชย์ ลดอุปสรรค ช่วยผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการหารือกับตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่า ว่า ประเด็นหลักที่ธปท.และผู้ส่งออกได้หารือกันมี 2 เรื่อง คือ 1.ชำระค่าระวางเรือเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมชำระเงินเป็นบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยลดความเสี่ยง และลดผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่า แม้เรื่องนี้ธปท.ได้ช่วยคลี่คลายไปบ้างแล้ว แต่ขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องวันชำระค่าระวางเรือ ที่จะใช้คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ตรงกันระหว่างผู้ส่งออก และกรมศุลกากร เนื่องจากกรมศุลกากรได้มีข้อบังคับ หรือได้มีการกำหนดวันชำระเงินในแต่ละสัปดาห์ไว้แล้ว ขณะที่การชำระค่าระวางเรือของผู้ส่งออกเกิดขึ้นได้ทุกวัน ดังนั้นผู้ส่งออกจึงอยากขอ ธปท.ช่วยประสานกับกรมศุลกากร ให้มีการกำหนดวันคำนวณค่าระวางเรือ ณ วันที่มีการวางเงิน ซึ่งจะช่วยให้ปิดชำระความเสี่ยงจากค่าเงินได้

เรื่องที่ 2 คือ อยากให้ธนาคารพาณิชย์ออกแพ็คกิ้งเครดิต หรือให้สินเชื่อการค้าจากใบคำสั่งซื้อ เป็นเงินดอลลาร์จากเดิมที่เป็นเงินบาท คือ ปกติเมื่อผู้ส่งออก ส่งออกสินค้าได้แล้ว จะได้รับใบสัญญาซื้อขาย( L/C) กลับมา แต่ผู้ส่งออกยังไม่ได้เงินจากการส่งสินค้าในขณะนั้น แต่ผู้ส่งออกก็สามารถนำ L/C มาเป็นหลักประกัน เพื่อขอสินเชื่อการค้ากับธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำเงินออกมาใช้หมุนเวียนก่อนได้ และหลังจากนั้นเมื่อผู้ส่งออกได้เงินจาการชำระสินค้าแล้ว ผู้ส่งออกก็นำเงินมาคืนกับธนาคาพาณิชย์ได้ภายหลัง

“เรื่องค่าระวางเรือเป็นประเด็นที่ธปท.จะต้องคุยกับกรมศุลกากรต่อไป แต่หากไม่ได้ หรือติดขัดอะไร ธปท.ก็จะอำนวยความสะดวกให้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปิดความเสี่ยงจากค่าเงินได้ ส่วนเรื่องแพ็กกิ้งเครดิต ธปท.รับปากว่าจะไปคุยกับธนาคารพาณิชย์ให้ ซึ่งต้องไปหารือกับเขาก่อน เพราะไม่รู้ว่า มุมธุรกิจจะมีอุปสรรค อะไรหรือไม่ แต่จากการคิดคร่าวๆ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ”นายประสาร กล่าว

ด้าน นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) กล่าวว่า ปัจจุบันมีเพียงธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เท่านั้นที่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ส่งออก ซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งผู้ว่าระบุว่า จะนำเรื่องนี้ไปหารือกับสมาคมธนาคารไทยต่อไป อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกเข้าใจดีว่า ปัญหาเรื่องค่าเงิน เป็นปัญหาภูมิภาค และประเทศเดียวไม่สามรถแก้ปัญหาได้ ซึ่งจากที่ได้หารือและได้ฟังข้อมูล เชื่อมั่นว่าธปท.น่าจะดูแลค่าเงินบาทได้ อย่างไรก็ตามด้านผู้ส่งออกก็จะให้สมาชิกปรับตัว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากค่าเงินที่แข็งค่าด้วย อย่างไรก็ตามในการหารือวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องมาตรการดูแลค่าเงิน บาท แต่ผู้ว่าอธิบายว่ามาตรการที่ทางการได้ออกไปนั้น ยังไม่เกิดผลในขณะนี้ เพราะเป็นมาตรการดูแลระยะปานกลางและระยะยาว แต่ในความเห็นส่วนตัวอยากให้ธปท.ออกมาตรการเพื่อดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่า ขึ้นเกินไป

นายไพบูลย์  กล่าวต่อว่า แม้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขส่งออกจะออกมาขยายตัวดีมาก แต่ไตรมาส 4 น่าจะชะลอลง เพราะเห็นว่า คำสั่งซื้อเริ่มลดลงแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มอาหาร สินค้าเกษตร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง และเม็ดพลาสติก เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 พฤศจิกายน 2553, 17:37 น.

สินค้าสุขภาพปลอมระบาด พาณิชย์ลุยกวาดล้าง1ธ.ค.

Published พฤษภาคม 23, 2011 by SoClaimon

1 พฤศจิกายน 2553, 19:55 น.
สินค้าสุขภาพปลอมระบาด พาณิชย์ลุยกวาดล้าง1ธ.ค. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_123523

“พาณิชย์” เผยสินค้าสุขภาพปลอม-อาหารระบาดหนัก ทั้งเครื่องสำอาง กาแฟ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส วางขายเกลื่อนตั้งแต่ห้างหรูยันตลาดนัด เต้นตั้งทีมกวาดล้างหนัก ดีเดย์ 1 ธ.ค. นี้…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงปราบปรามสินค้าสุขภาพปลอมว่า ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานพิเศษ โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมศุลกากร และภาคเอกชน ร่วมกันปราบปรามสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน เช่น เครื่องสำอาง สุรา น้ำปลา ซอสปรุงรส กาแฟ ผงชูรส น้ำยาล้างจาน น้ำหวาน หลังจากขณะนี้พบสินค้าปลอมระบาดรุนแรง โดยจะเริ่มกวาดล้างอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป ตั้งแต่ผู้ผลิต โกดังจัดเก็บ หรือร้านค้า ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในสถานีบริการน้ำมัน ตลาดสด จนถึงตลาดนัด

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้คณะทำงานศึกษาการปรับปรุงกฎหมาย ให้มีบทลงโทษรุนแรงขึ้น จากเดิมที่มีโทษเบา เช่น การปลอมเครื่องหมายการค้า จำคุก 4 ปี ปรับ 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งประสานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร ให้ตรวจสอบงบการเงิน และการเสียภาษีย้อนหลังกับผู้ผลิตและขายของปลอมด้วย ขณะเดียวกัน จะร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลตลาดนัด และตลาดสดหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศ ไม่ให้นำสินค้าปลอมมาจำหน่าย

สำหรับสถิติการจับกุมสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในรอบ 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) 53 นั้น มีการจับกุมได้ 78 คดี ยึดของกลางรวมได้กว่า 589,432 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 70 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 พฤศจิกายน 2553, 19:55 น.

สศค.โอ่7เดือนแรก รัฐส่งรายได้เข้าคลังสูงกว่าปีก่อน7.9%

Published พฤษภาคม 21, 2011 by SoClaimon

20 พฤษภาคม 2554, 20:27 น.
สศค.โอ่7เดือนแรก รัฐส่งรายได้เข้าคลังสูงกว่าปีก่อน7.9% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_172917

สศค.เผย 7 เดือนแรกรัฐมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 916,238 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 67,295 ล้านบาท หรือ 7.9% โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลจาก 3 กรมจัดเก็บภาษีคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต เพิ่มขึ้นมาก

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 916,238 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 67,295 ล้านบาท หรือ 7.9% โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลจาก 3 กรมจัดเก็บภาษีคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต เพิ่มขึ้นมาก

ขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีทั้งสิ้น 1,298,869 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 219,327 ล้านบาท หรือ 20.3% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 382,631 ล้านบาท เมื่อรวมกับการขาดดุลเงินนอกงบประมาณ 61,082 ล้านบาท จากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 443,713 ล้านบาท และรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 129,605 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 314,108 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเม.ย.54 มี 115,215 ล้านบาท

“ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจ และการคลังที่อยู่ในระดับที่ดีมาตลอด ทำให้ สศค.มั่นใจว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลัง โดยคาดว่าเงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2554 จะมีจำนวนประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มั่นคง” นายนริศ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 พฤษภาคม 2554, 20:27 น.

“คลัง” ฝันหวาน ปีนี้เก็บรายได้เกินเป้า 1.2 แสนล้าน

Published มีนาคม 18, 2011 by SoClaimon

18 มีนาคม 2554, 21:49 น.

“คลัง” ฝันหวาน ปีนี้เก็บรายได้เกินเป้า 1.2 แสนล้าน.

Pic_157011

 

คลัง เผย 5 เดือนแรกเก็บรายได้สูงถึง 644,880 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 81,900 ล้านบาท  หลัง กรมสรรพากร-ศุลกากร-สรรพสามิต เก็บรายได้เพิ่ม หวังทั้งปีจะได้สูงกว่าเป้า 1.2 แสนล้านบาท…

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงข่าวฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดใน 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 ว่ารัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 644,880 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 81,090 ล้านบาทหรือ 4.4% โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้นมากทั้งจาก 3 กรมจัดเก็บคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ

ขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 988,251 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 204,218ล้านบาท หรือ 26.1% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 343,371 ล้านบาท เมื่อรวมกับการขาดดุลเงินนอกงบประมาณ 5,253 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 348,624 ล้านบาท และรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 89,105 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 259,519 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนก.พ.54 มี 169,803 ล้านบาท

“จากแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ผ่านมาและการคาดการณ์ในช่วง ที่เหลือ กระทรวงการ คลังมั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ในปีนี้จะสูงกว่าเป้าหมาย 120,000 ล้านบาท โดยจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของฐานะการคลังในปีงบประมาณนี้เช่นกัน” นายนริศ กล่าว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 มีนาคม 2554, 21:49 น.

 

สรรพสามิต-ศุลกากร แจงภาษีบุหรี่นำเข้า

Published มีนาคม 15, 2011 by SoClaimon

14 มีนาคม 2554, 21:00 น.

ผ่านทางสรรพสามิต-ศุลกากร แจงภาษีบุหรี่นำเข้า – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_155908

 

สรรพสามิต-ศุลกากร จับมือแจงภาษีบุหร่ีนำเข้า โดยกรมศุลกากรจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีแทนกรมสรรพสามิตและใช้ราคา C.I.F. เป็นฐานในการคำนวณภาษี

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงขั้นตอนการนำเข้าบุหรี่ซิกาแรตว่าผู้นำเข้าต้องขออนุญาตต่อกรม สรรพสามิตโดยจะต้องแจ้งส่วนประกอบของบุหรี่ ซิกาแรต และแจ้งราคา C.I.F. เพื่อกำหนดวงเงินประกัน รวมทั้งส่งตัวอย่างบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบ และเมื่อกรมสรรพสามิตออกใบอนุญาตให้นำเข้าเรียบร้อยแล้ว ผู้ขออนุญาตต้องวางประกันค่าภาษีและเบิกแสตมป์ไปปิด ณ โรงงานที่ผลิตบุหรี่ซิกาแรตในต่างประเทศ และแจ้งราคาขายปลีกเพื่อให้กรมสรรพสามิตพิจารณาประกาศราคาขายปลีกสูงสุดตาม มาตรา 23

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวถึงกรณีปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีบุหรี่นำเข้า กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1.กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการออกประกาศกรม ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 กำหนดราคาขายปลีกบุหรี่สูงสุด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้เป็นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่ห้ามมิ ให้ผู้ขายขายเกินราคาเป็นอำนาจเฉพาะของกรมสรรพสามิตเพื่อแก้ไขปัญหาบุหรี่ ขายเกินราคามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ซึ่งในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มกรมสรรพากรก็ได้นำราคาที่กรมสรรพสามิตประกาศดัง กล่าวไปเป็นฐานคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่ง ที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้นำไปฟ้องประเทศไทยต่อองค์การการค้าโลก (WTO)

2. กรณีปัญหาราคา C.I.F. ของบุหรี่ต่ำนั้น กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการศึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมายแล้ว โดยเปลี่ยนฐานในการคำนวณภาษีจากการคำนวณที่ต้องถือตามราคา C.I.F. เป็นราคาขายปลีกแทน และ3. กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ปรับเพิ่มเพดานอัตราภาษีจากเดิม “ตามมูลค่า 80% หรือ 60 สตางค์ต่อปริมาณหนึ่งกรัม” เป็น “อัตราตามมูลค่า 90% หรือ 3 บาทต่อปริมาณหนึ่งกรัม” ตามข้อเสนอของกระทรวงยุติธรรม ที่ให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บภาษีบุหรี่ตามสภาพ (Specific Rate) ซึ่งส่งผลให้กระทรวงการคลังมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดให้จัดเก็บภาษียาสูบตาม ปริมาณ หรือตามสภาพ (Specific Rate) ได้สูงขึ้น และปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอออกกฎกระทรวงเพื่อใช้บังคับต่อไป

ด้าน นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรจะเป็นผู้จัดเก็บภาษีแทนกรมสรรพสามิตโดยใช้ราคา C.I.F. เป็นฐานในการคำนวณภาษี หากไม่เชื่อราคา C.I.F. ดังกล่าว กรมศุลกากรต้องดำเนินการกำหนดราคาศุลกากรตามกฎของแกตต์ คือ ในการกำหนดราคาศุลกากรตามความตกลงแกตต์ มีหลักการพื้นฐานให้ใช้ “ราคาซื้อขายของของที่นำเข้า” หรือ “ราคาที่ชำระจริงหรือราคาที่ต้องชำระสำหรับของที่นำเข้า”

ทั้งนี้ ได้กำหนดวิธีการประเมินราคาศุลกากรไว้ 6 วิธี โดยต้องกำหนดเรียงตามลำดับ ดังนี้ 1. ราคาซื้อขายของที่นำเข้า 2. ราคาซื้อขายของนำเข้าที่เหมือนกัน 3. ราคาซื้อขายของนำเข้าที่คล้ายกัน 4.ราคาหักทอน 5.ราคาคำนวณ และ 6. ราคาย้อนกลับซึ่งการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคา ศุลกากร อาจส่งผลต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระหว่างประเทศของไทย และเมื่อได้ราคาแล้วกรมศุลกากรก็จะใช้ราคานี้ในการคำนวณภาษีบุหรี่ที่นำเข้า.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 มีนาคม 2554, 21:00 น.

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเน็ต

Published มีนาคม 3, 2011 by SoClaimon

2 มีนาคม 2554, 20:53 น.

ผ่านทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเน็ต – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_152938

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยตั้งแต่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป เชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ตกับ 55 หน่วยงานรัฐ ทั้งดีเอสไอ ศาล กรมภาษี หวังให้นำไปใช้ดูแลผลประโยชน์ประชาชน หากถูกร้องเรียนบริษัทต่างๆ คิดไม่ซื่อ…

 

2 มี.ค. นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมกำลังจะเปิดให้บริการข้อมูลธุรกิจที่กรมมีอยู่ เช่น ข้อมูลทะเบียนธุรกิจ หนังสือรับรองนิติบุคคล งบการเงิน กรรมการบริษัท และบัญชีผู้ถือหุ้น ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตให้กับหน่วยงานภาครัฐประมาณ 55 หน่วยงาน เช่น ศาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมบังคับคดี กรมราชทัณฑ์ กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมแรงงาน กรมการปกครอง กรมขนส่งทางบก กรมการบินพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นต้น เพื่อให้นำไปใช้ภายใต้การปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน คาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.54 เป็นต้นไป

“ถ้าหน่วยงานใดต้องการข้อมูลของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ก็สามารถค้นหาข้อมูลได้ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะรู้ได้เลยว่า บริษัทที่ต้องการค้นหาประกอบธุรกิจอะไร มีงบการเงินอย่างไร กรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้นเป็นใครบ้าง หรือหากเป็นเรื่องการร้องเรียน ก็สามารถตรวจสอบได้เลยว่าบริษัทนี้ตั้งอยู่ที่ไหน ทำอะไร ใครเป็นเจ้าของ ซึ่งจะช่วยในการดูแลประชาชนได้อีกทางหนึ่ง” นางกุลณี  กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กรมฯได้เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลทางระบบไอทีกับหน่วยงานราชการและหน่วยงานใน สังกัดของรัฐไปแล้ว 15 แห่ง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นต้น

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 มีนาคม 2554, 20:53 น.

 

%d bloggers like this: