Tag Archives: กรมปศุสัตว์

พาณิชย์ติวเข้ม จับพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่แพง

24 มิถุนายน 2554, 20:30 น.
พาณิชย์ติวเข้ม จับพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่แพง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181501

กรมการค้าภายใน ติวเข้ม 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมปศุสัตว์ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค  สอบเชิงลึก จับตัวใหญ่มีพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่ไก่แพง…

24 มิ.ย. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เปิดอบรมการบังคับใช้กฎหมายให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม สำหรับธุรกิจไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกร โดยใช้พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่มีการผูกขาด ฮั้วราคา และเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการผลิตการตลาด และวิธีการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกให้แก่บุคลากร 3 หน่วยงานได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมปศุสัตว์ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งหลังจากการอบรมแล้ว จะร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบการ เพื่อให้ทราบว่ารายใดอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงให้ได้พยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

“หากพบว่ารายใดมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น ร่วมกันกำหนดราคาซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือหากมีการจำหน่ายไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกรราคาสูงเกินสมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งประชาชน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ” นางวัชรี กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 20:30 น.

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ระวังโรคระบาด ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

30 ธันวาคม 2553, 05:30 น.

ผ่านทางปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ระวังโรคระบาด ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_137777

 

กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ รักษาความสะอาดในสถานที่เลี้ยงให้มีอากาศถ่ายเท และระวังโรคสัตว์ช่วงอากาศหนาวเย็น

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่ในประเทศไทยสภาพภูมิอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดต่ำลงในหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวส่งผลให้ สัตว์เลี้ยงเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง และป่วยได้ง่าย พร้อมทั้งเฝ้าสังเกตโค กระบือ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคคอบวม (เฮโมรายิกเซพติซีเมีย) โดยสัตว์ที่มีอาการป่วยจะหายใจหอบ เสียงดัง คอ หน้าบวมแข็ง ซึ่งเชื้อโรคดังกล่าวสามารถติดต่อแพร่ กระจายไปได้อย่างรวดเร็วในสัตว์กีบคู่ทุกชนิด ทั้งจากการกินอาหาร น้ำ หญ้าที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือหายใจเอาเชื้อที่ปะปนอยู่กับอากาศบริเวณที่สัตว์ป่วยเข้าไป ภายในระยะเวลา 1-2 วัน โค-กระบือที่ติดเชื้อจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร น้ำลายไหล มีแผลที่ลิ้น เหงือก ร่องกีบเท้า อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างปอดบวม

ส่วนเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ให้ระวังโรคปากเท้า เปื่อย รวมทั้งโรค PRRS ซึ่งสุกรที่เป็นโรคดังกล่าวจะแสดงอาการไข้ หอบ ไอ ผิวหนังเป็นปื้นแดง สุกรแม่พันธุ์สุ่มเสี่ยง ต่อการแท้ง หรือลูกตายแรกคลอด ซึ่งแนวทางการป้องกันผู้เลี้ยงสุกรควรเข้มงวดการเข้าสถานที่ ไม่ใช้พ่อพันธุ์จากแหล่งอื่น แยกเลี้ยงสุกรใหม่ก่อนเข้ารวมฝูงอย่างน้อย 1 เดือน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อยานพาหนะก่อนเข้าสถานที่เลี้ยงทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่อากาศเย็นลง เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง  อสม.ของกรมปศุสัตว์ ได้ออกคำแนะนำให้เกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ รักษาความสะอาดในสถานที่เลี้ยง หากพื้นที่ใดมีสัตว์ป่วยตาย ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแจ้งเจ้าหน้าที่ใกล้บ้าน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 30 ธันวาคม 2553, 05:30 น.

 

ปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือน้ำท่วม

วันที่ 26/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากการที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำท่วม สร้างความเสียหาย แก่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยอย่างเร่ง ด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกร โดยเบื้องต้นกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือด้านพืชอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ โดยให้การสนับสนุนหญ้าแห้ง ไปแล้วกว่า 24 ตันใน 4 อำเภอ ได้แก่ ด่านขุนทด สูงเนิน ปักธงชัย โนนไทย พร้อมทั้งจัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ให้บริการฉีดวัคซีนทั้งในสัตว์ ปีก โค-กระบือ และนำเวชภัณฑ์ไวตามินละลายน้ำ ยาปฏิชีวนะแจกจ่ายแก่เกษตรกร นอกจากนี้ทางสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ได้สนับสนุนไข่ไก่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย จำนวน 100,000 ฟอง ในเบื้องต้นจะได้นำมามอบให้ผู้ประสบภัย ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน30,000 ฟอง 

นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ได้ปล่อยขบวนรถเสบียงอาหารสัตว์เพิ่มเติมอีกว่า 12 ตัน เวชภัณฑ์ ยาปฏิชีวนะ ไวตามิน ฯลฯ พร้อมทีมสัตวแพทย์ เพื่อออกให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยในพื้นที่อำเภอปากช่อง รวมทั้งเร่งเตรียมเสบียงสัตว์เพิ่มเติม จากสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจยังคงมีฝนตกต่อไปอีก จึงขอเตือนเกษตรกรระมัดระวังภัยน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอโดยอพยพสัตว์ขึ้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง หากต้องการความช่วยเหลือขอให้ประสานขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการ ช่วยเหลือเกษตรกรฯ ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือหน่วยงานปศุสัตว์อื่นๆ ในพื้นที่

เร่งขนเสบียงช่วยสัตว์น้ำท่วม ปศุสัตว์ระดมอาหารพร้อมทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่ดูแลเกษตรกร

วันที่ 20/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และใกล้เคียง ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้น โดยมีการปล่อยขบวนรถเสบียงอาหารสัตว์จำนวนกว่า 12 ตัน และเวชภัณฑ์สัตว์ พร้อมทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อย่างเร่งด่วน

จาก การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า จากภาวะฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดสภาวะ น้ำท่วมสร้างความเสียหาย แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมากกรมปศุสัตว์จึงได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องเกษตรกร ในเบื้องต้นกรม- ปศุสัตว์ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านพืชอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯโดยให้การสนับสนุนหญ้าแห้ง ไปแล้วกว่า 24 ตันใน 4 อำเภอ ได้แก่ ด่านขุนทด สูงเนินปักธงชัย โนนไท พร้อมทั้งจัดทีม สัตวแพทย์เคลื่อนที่ ลงพื้นที่ให้บริการฉีดวัคซีนทั้งในสัตว์ปีกโค – กระบือ และนำเวชภัณฑ์ ไวตามินละลายน้ำ ยาปฏิชีวนะแจกจ่ายแก่เกษตรกร

นอก จากนี้ ทางสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ได้สนับสนุนไข่ไก่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ ประสบภัย จำนวน 100,000 ฟองในเบื้องต้นจะได้นำมามอบให้ผู้ประสบภัย ที่อำเภอ ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 30,000 ฟอง โดยในวันนี้กรมปศุสัตว์ได้ปล่อยขบวนรถเสบียงอาหารสัตว์(หญ้า-แห้ง) จำนวนกว่า 12 ตัน เวชภัณฑ์ ยาปฏิชีวนะไวตามิน ฯลฯ พร้อมทีมสัตวแพทย์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยในพื้นที่อำเภอปากช่อง รวมทั้งเร่งเตรียมเสบียงสัตว์เพิ่มเติม จากสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจยังคงมีฝนตกต่อไปอีกจึงขอเตือนเกษตรกรระมัดระวัง ภัยน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอโดยอพยพสัตว์ขึ้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ ถึง

หาก ต้องการความช่วยเหลือ ขอให้ประสานขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรฯ ณ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือหน่วยงานปศุสัตว์อื่นๆ ใกล้บ้านได้ตลอลด เพื่อหามาตรการช่วยเหลือต่อไป

ยกระดับโคพันธุ์ตากสู่มาตรฐาน ปศุสัตว์การันตีส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์

30 กันยายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางยกระดับโคพันธุ์ตากสู่มาตรฐาน ปศุสัตว์การันตีส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_114947

นายสัตวแพทย์ ทฤษดี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เพื่อตอบรับกระแส ความต้องการบริโภคเนื้อโคขุน คุณภาพ อีกทั้งลดปริมาณการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีปริมาณเฉลี่ยที่ 2,000 ตัน/ปี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก กรมปศุสัตว์ จึงได้ทำการศึกษาวิจัย และ ปรับปรุงพันธุ์โคขุนสายพันธุ์ตาก โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 กระทั่งปัจจุบันโคสายพันธุ์ดังกล่าวมีคุณ สมบัติทนต่อสภาพอากาศร้อน สามารถเลี้ยงได้ดี น้ำหนักคุณภาพ  ซากเนื้อมีความนุ่ม  ไขมันแทรกกล้ามเนื้อสูง

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 4,500 ตัน/ปี แต่ขณะนี้ทั่วทั้งประเทศสามารถผลิตได้เฉลี่ยที่ 2,500 ตัน ดังนั้น   กรมจึงได้ส่งเสริมการเลี้ยงไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ ในระบบประกันราคาและสหกรณ์ Tak Beef จำกัด เป็นผู้รับซื้อคืน พร้อมทั้งปรับปรุงโรงฆ่าและโรงตัดแต่งซากในพื้นที่ให้มีมาตรฐานปลอดภัย   เป็นไปตามระบบฮาลาล   ซึ่งอยู่ในช่วงการตรวจรับรองจากสำนักจุฬาราชมนตรี

สำหรับ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริม การเลี้ยงโคขุนคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามราย ละเอียดได้ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก โทร.0-5589-0712, 0-5554-0603 ในวันและเวลาราชการ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 30 กันยายน 2553, 05:00 น.

tags:
ทฤษดี ชาวสวนเจริญ โคพันธุ์ตาก เนื้อวัว กรมปศุสัตว์ โคขุน

กรมปศุสัตว์เร่งฟื้นวิกฤติไก่แจ้ไทย หวัดนกฟาดหางชาวบ้านแห่เลิกเลี้ยง/ขยับพัฒนาระบบฟาร์ม

วันที่ 8/5/2007

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


นายจีระวัชร์ เข็มสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การเลี้ยงไก่แจ้ในปัจจุบันว่า หลังจากที่เกิดปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2547 เป็นต้นมา ผู้นิยมเลี้ยงไก่แจ้ต้องเลิกเลี้ยงไปกว่า 60% ของจำนวนผู้เลี้ยงทั้งหมด โดยหลังจากกรมฯดำเนินมาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด ทำให้สถานการณ์โรคไข้หวัดนกภายในประเทศไทยเริ่มคลี่คลายมากขึ้น

ดัง นั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์การเลี้ยงไก่แจ้ไทย กรมฯ จึงได้หารือร่วมกับสมาพันธ์สมาคมไก่แจ้แห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์ไก่แจ้ไทย สมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย และสมาคมไก่แจ้ไทย-อินเตอร์ เพื่อหาแนวทางพัฒนาและส่งเสริมการเลี้ยงไก่แจ้ไทยให้ฟื้นตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมกับจัดการประชุมสัมมนาการเลี้ยงไก่แจ้และมาตรฐานพันธุ์ไก่แจ้ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน โดยในเบื้องต้นจะเน้นการปรับรูปแบบการเลี้ยงให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม โดยจัดระบบการเลี้ยงคล้ายคลึงกับไก่ชน หรือไก่พื้นเมือง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาด โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายจีระวัชร์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ไก่แจ้ขึ้นมากมาย และเพื่อเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ไก่แจ้ไทย เบื้องต้นกรมฯได้จัดทำเอกสาร ลักษณะมาตรฐานและสีของไก่แจ้ ขึ้น เพื่อกำหนดลักษณะเฉพาะของแต่ละสี จำนวน 26 สี แยกเป็นไก่แจ้สีสากล 14 สี และไก่แจ้ไทย 12 สี โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสมาคมผู้เลี้ยงไก่แจ้ทั้ง 5 สมาคม และชมรมต่างๆ เกษตรกร และภาคเอกชน

ทั้ง นี้ สิ่งที่จะทำให้ผู้เลี้ยงไก่แจ้อยู่ได้คือการพัฒนาระบบการเลี้ยงไก่แจ้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ภายใต้สถานการณ์ไข้หวัดนกระบาด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางดังกล่าว เพราะไก่แจ้ไทยถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจและเป็นสัตว์สวยงามที่ควรค่าการแก่ อนุรักษ์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

หนุนเกษตรนอกเขตชลประทาน ปลูกหญ้าแพงโกล่า เสริมปศุสัตว์

12 สิงหาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางหนุนเกษตรนอกเขตชลประทาน ปลูกหญ้าแพงโกล่า เสริมปศุสัตว์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_102957

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จังหวัดชัยนาทมีพื้นที่การเกษตรรวม 1,228,455 ไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 707,732 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่อีกประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่นอกเขตรับน้ำชลประทาน ส่งผลให้เกษตรกรเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำและดินไม่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กลุ่มจังหวัดและกรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมมือกันจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาด้าน การเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพการเพาะปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม ด้วยการเปลี่ยนไปทำการเกษตรแบบอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า โดยกรมปศุสัตว์ได้ เข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ อาทิ โค แพะ แกะ และปลูกพืชอาหารสัตว์อย่างหญ้าแพงโกล่าทดแทน เป็นการแก้ปัญหาและสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ด้าน นายวีระ ร่มโพธิ์ภักดิ์ ปศุสัตว์จังหวัดชัยนาท กล่าวต่อว่า การปลูกหญ้าเป็นการช่วยสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งโคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ แกะ ได้อีกทางหนึ่งเนื่องจากเป็นการช่วยเพิ่มหญ้าคุณภาพดีให้ปศุสัตว์มีกินตลอด ปี โดยพืชอาหารสัตว์ดังกล่าวสามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ลุ่มเขตชลประทานและ พื้นที่ดอนที่มีการขุดสระกักเก็บน้ำ ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาข้าวประมาณ 3 เท่า เกษตรกรลงทุนปลูกครั้งเดียวแปลงหญ้าจะอยู่ได้นานถึง 5 ปี สามารถตัดหญ้าขายได้ทุก 45 วัน ในรอบ 1 ปีจะตัดทำหญ้าแห้งขายได้ 5 ครั้ง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 50,000 บาท/ไร่/ปี อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปล่อยพันธุ์ปลาลงในสระเก็บน้ำ เลี้ยงไว้เป็นการเสริมรายได้ซึ่งปลาที่ได้จะเป็นผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีในแปลงหญ้า.

ขายคาร์บอนเครดิตฟาร์มหมู ปศุสัตว์เดินหน้าจัดการมลพิษ

วันที่ 16/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ในการดำเนินงานตามโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชีย ตะวันออก 2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเกษตรกรเจ้าของฟาร์มที่ร่วมโครงการจะร่วมลงทุนก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ภายในฟาร์มของตนเอง เพื่อลดมลภาวะจากของเสียจากฟาร์มสุกรสู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้การดำเนินงานในส่วนของการสาธิตเทคโนโลยีด้านการจัดการของเสียตาม เป้าหมายดำเนินการในฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ 22 ฟาร์ม เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว 11 ฟาร์ม และส่วนอีก 11 ฟาร์ม ได้สำรวจและออกแบบระบบเสร็จแล้ว โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลืออีกส่วนหนึ่งเพื่อจัดหา เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากหน่วยงาน Environmental Protection Agency ของสหรัฐอเมริกาผ่านโครงการมีเทนทูมาร์เกตหรือ M2M เพื่อเป็นการลดภาวะก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มปศุสัตว์ จึงได้นำฟาร์มภายใต้โครงการดังกล่าวเพื่อจัดทำโครงการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งได้เปิดตัวโครงการและมีการเซ็นสัญญาซื้อขายก๊าซเรือนกระจกเป็นที่เรียบ ร้อยแล้ว โดยธนาคารโลกเป็นผู้รับซื้อคาร์บอนเครดิต และบริษัท แอดวานซ์ เอ็นเนอยี่ พลัส จำกัด เป็นผู้บริหารโครงการ จะมีการซื้อขายในราคาเบื้องต้นที่ 18 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนเครดิต เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยประมาณแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 300 ล้านบาท

เดินหน้าแจกตรา”เขียงสะอาด” ปศุสัตว์กระตุ้นพัฒนาการแปรรูป-แหล่งจำหน่ายเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐาน

วันที่ 3/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรของโลกมีแนวโน้มที่จะมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่จะต้องมีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมการรองรับปัญหาดังกล่าว โดยจัดทำยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร พ.ศ. 2553-2556 ขึ้น โดยมีการกำหนดมาตรฐาน วางระบบ กำกับดูแลกระบวนการผลิต ตั้งแต่การจัดหาปัจจัยการผลิต การผลิตในฟาร์ม การแปรรูป ณ โรงงาน การขนส่งจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจสินค้าอาหารของไทย

สำหรับกรณีของเนื้อสัตว์ ความปลอดภัยต้องเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงในฟาร์มไปถึงกระบวนการฆ่าและชำแหละใน โรงฆ่าสัตว์ ต่อไปถึงเขียงหรือสถานที่จำหน่าย ซึ่งทุกขั้นตอนต้องมีความสะอาดปลอดภัย การพัฒนาโรงฆ่าสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐาน จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว ภายใต้การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาด ของกรมปศุสัตว์

ด้าน นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการประชาสัมพันธ์สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาด จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนและผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของเนื้อสัตว์ที่มี ความปลอดภัยและได้มาตรฐาน รวมถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาดและได้มาตรฐาน โดยดูจากตราสัญลักษณ์ “เขียงสะอาด” ที่กรมปศุสัตว์มอบให้ผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ความสะอาดเรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ ได้ส่งมอบไปแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิษณุโลก สุพรรณบุรี นครราชสีมา นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 113 แห่ง และหลังการรับรองทุกๆ 6 เดือน กรมปศุสัตว์จะส่งเจ้าหน้าที่กลับไปตรวจสอบคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้ บริโภคอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้เพิ่มขึ้น 1-2 เท่าตัว ทำให้มีผู้ประกอบการรายอื่นขอร่วมโครงการอีกจำนวนมาก

“ปศุสัตว์”เพิ่มกำลังผลิตวัคซีน ลดโรคระบาดเพิ่มมูลค่าสัตว์ศก.

วันที่ 7/7/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การนำเข้าและการใช้วัคซีนในวงการปศุสัตว์ไทยมีมูลค่าปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท ขณะที่กรมปศุสัตว์มีโรงงานผลิตชีวภัณฑ์ 4 โรง ผลิตวัคซีนทั้งสิ้น 13 ชนิด เพื่อมาใช้ในการควบคุมและป้องกันโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญและผลิตเพื่อจำหน่าย ให้เกษตรกร โรงงานผลิตวัคซีนชีวภัณฑ์ของกรมปศุสัตว์มีส่วนแบ่งทางการตลาด 25% หรือราว 625 ล้านบาท

สำหรับวัคซีนที่เกษตรกรมีแนวโน้มความต้องการสูง ได้แก่ วัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยสำหรับสุกร 24 ล้านโด๊ส วัคซีนอหิวาต์สุกร 5 ล้านโด๊ส วัคซีนกาฬโรคเป็ด 45 ล้านโด๊ส และวัคซีนอหิวาต์เป็ด-ไก่ 31.7 ล้านโด๊ส โดยในเดือนพฤษภาคมปี 2552 กรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีน FMD อหิวาต์สุกร กาฬโรคเป็ด และอหิวาต์เป็ด-ไก่ ได้ 8,309,025 โด๊ส 1,527,630 โด๊ส 28,913,800 โด๊ส และ 26,428,200 โด๊ส ตามลำดับ และในปี 2553 กรมปศุสัตว์ได้เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร มากขึ้น

“ในปี 2553 จนถึงเดือนพฤษภาคม กรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีน FMD ได้ 13,273,800 โด๊ส วัคซีนอหิวาต์หมู 5,149,970 โด๊ส วัคซีนกาฬโรคเป็ด 32,521,200 โด๊ส และวัคซีนอหิวาต์เป็ด-ไก่ 24,427,400 โด๊ส ซึ่งกำลังการผลิตของกรมปศุสัตว์จะได้ประมาณปีละ 200 ล้านโด๊ส และได้วางแผนขยายกำลังการผลิตวัคซีนเพิ่ม เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยสำหรับสุกร เพื่อใช้ในโครงการเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยทางภาคตะวันออก เพื่อลดปัญหาการกีดกันทางการค้าและเปิดตลาดสุกรไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งในปี 2553 นี้กรมปศุสัตว์สามารถควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกรได้มากกว่าปีที่ผ่าน มากว่า 90%” นายสัตวแพทย์ทฤษฎีกล่าว

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,082 other followers

%d bloggers like this: