กรณ์ จาติกวณิช

All posts tagged กรณ์ จาติกวณิช

สรรพากรเมินเผือกร้อน’กรณ์’ ยันไม่เก็บภาษี’โอ๊ค-เอม’

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 16:27 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193285.

Pic_193285

อธิบดีกรมสรรพากร ยัน ไม่เก็บภาษี โอ๊ค-เอม ชี้ ที่ผ่านมาทำหนังสือหารือกระทรวงการคลังตลอด  ส่วนการซื้อขายหุ้นของชินคอร์ปให้เทมาเส็ก ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณากฎหมายแต่เบื้องต้นประเมินว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีภาระภาษี

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรไม่สามารถเก็บภาษีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในกรณีการโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป ให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวได้ เนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรกลาง ระบุว่ากรณีดังกล่าวเป็นการทำนิติกรรมอำพรางที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และอัยการก็มีความเห็นไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว

“ที่ผ่านมา กรมสรรพากรทำหนังสือหารือกระทรวงการคลังมาโดยตลอด จนมีความเห็นว่า ไม่มีการประเมินภาษีกรณีดังกล่าว ทำให้กรมสรรพากรคืนเงินที่อายัดไว้ ส่วนกรณีที่มีการซื้อขายหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระหว่างนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา กับบริษัท เทมาเส็ก กองทุนจากประเทศสิงคโปร์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น กรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย แต่ในเบื้องต้นประมาณว่า การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีภาระภาษี” อธิบดีกรมสรรพากร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลัง กรณีที่กรมสรรพากรไม่อุทธรณ์ต่อศาลภาษีกลาง เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เป็นเจ้าของหุ้นตัวจริงในการคดีโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป ผ่านทางบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสเมนต์ นอกตลาดหลักทรัพย์เพื่อเลี่ยงการเสียภาษี โดยถูกศาลฎีกาฯ สั่งยึดทรัพย์ไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้นำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา เพื่อประเมินภาษีนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทาตามกระบวนการของกฎหมาย

โดยศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2553 ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา มิใช่บุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 164.6 ล้านหุ้น เงินได้ที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นจึงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ซึ่งได้ถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว ดังนั้นบุตรทั้งสองคนจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร

นอกจากนี้ศาลภาษีอากรกลางยังระบุว่า กรมสรรพากรจะอุทธรณ์หรือไม่ยื่นอุทธรณ์ก็ได้ แต่หากจะยื่นอุทธรณ์จะมีค่าธรรมเนียม 23 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้นกรมสรรพากรจึงได้หนังสือหารือไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ปรากฏว่า กระทรวงการคลังไม่ยื่นอุทธรณ์ ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก เพื่อให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินคดีการซื้อหุ้นดังกล่าว โดยยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีภาระภาษีที่กรมสรรพากรจะต้องเรียกเก็บ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 16:27 น.

“กรณ์” แจงผ่านเฟซบุ๊ก คืนภาษี (โอ๊ค-เอม)

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 10:52 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193189.

Pic_193189

“กรณ์” โพสต์เฟซบุ๊ก แจง คืน ภาษี โอ๊ค-เอม จี้ สรรพากร ตอบคำถามประชาชนถึงเหตุผลที่ไม่เก็บภาษีครั้งนี้  ขู่ หากถ่วงเวลาหาข้อเท็จจริงจนคดีหมดอายุความผู้เกี่ยวข้องอาจติดคุก ส่งไม้ต่อ “อรรถวิชช์” ตามเรื่องแทน

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเรื่องการคืนภาษีโอ๊ค -นายพานทองแท้ ชินวัตร และ เอม-นางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ผมขอเรียนอธิบายเป็นข้อๆไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยต่างๆในแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจนะครับ 1. การซื้อขายหุ้น ‘ชินคอร์ป’ ที่เป็นปัญหานั้นเนื่องมาจากการที่ผู้ขาย (บริษัท Ample Rich Investment Limited ซื่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นเจ้าของ) ได้ขายให้ผู้ซื้อ (โอ๊ค-เอม) ในราคาหุ้นละ 1 บาท สามวันก่อนที่จะมีการขายต่อให้เทมาเซคจากสิงคโปร์  โดยที่มูลค่าหุ้นจริงในตลาดขณะนั้น ราคาอยู่ที่ 49 บาท 2. กรมสรรพากรในชั้นแรกได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีว่าโอ๊ค-เอม มีภาระภาษี โดยมิได้เกิดจากกรณีที่ขายให้เทมาเซค แต่เป็นรายได้ที่ได้จากการรับซื้อหุ้นมาจากการตกลงกัน “นอก” ตลาดหลักทรัพย์ ในราคา 1 บาทเมื่อเทียบกับราคาตลาดที่ 49 บาท ส่วนต่าง 48 บาท ตามกฎหมายนั้นถือเป็นรายได้

3. ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่า หุ้นดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นของโอ๊ค-เอม แต่เจ้าของตัวจริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและให้ถือว่าเป็นการกระทำ “นิติกรรมอำพราง” (คำพิพากษาลงวันที่ 26 กพ. 2553) 4. เมื่อศาลพิพากษาว่า กรณีนี้ถือว่าเป็น ‘นิติกรรมอำพราง” ตัวผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นมีความเห็นขัดแย้งกับกรมสรรพากร โดยผมเห็นว่าเราควรจะตามไปเก็บภาษีจากเจ้าของบัญชีตัวจริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในขณะที่เบื้องต้นกรมสรรพากร มีความเห็นว่า กรณีนี้ควรถือว่า เป็น “โมฆะ” ทั้งหมดเพราะศาลได้ชี้ชัดแล้วว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง” ดังนั้นจึงไม่ควรไปตามเก็บภาษีจากใครอีก

5. สิ่งที่ผมบอกกับกรมสรรพากรคือ การขายหุ้นจาก Ample Rich กลับมาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ (โดยมี โอ๊คเอมเป็นตัวแทน) นั้น เป็นการขายระหว่าง “บริษัท” กับ “ตัวบุคคล” ซึ่งถึงแม้ว่าบุคคลคนนั้นเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท การซื้อขายก็ยังมีผลอยู่ดี และถ้าจะถือว่าความเกี่ยวข้องต่างๆกับ “นิติกรรมอำพราง” จะต้องเป็น “โมฆะ” ทั้งหมด “การซื้อขายหุ้นให้เทมาเซค” จากบัญชีนั้นก็จะต้องเป็น “โมฆะ” ไปด้วย แต่นี่การซื้อขายหุ้นดังกล่าวก็เป็นไปอย่างเสร็จสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ซื้อได้หุ้น ผู้ขายได้เงิน และเป็นการซื้อขาย “นอกตลาดหลักทรัพย์” ซึ่งมีกฎระบุชัดเจนว่า จะต้องมีการจัดเก็บภาษี 6. ถ้ากรมสรรพากรจะไม่เรียกเก็บภาษีจากกรณีนี้ โดยอ้างว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง” นั้น ก็จะต้องตอบคำถามด้วยว่า เหตุใดกรณีนี้จึงเป็น “โมฆะ” เฉพาะในส่วนของเรื่องการ “จัดเก็บภาษี” ในขณะที่ การ “ซื้อขายหุ้น”ให้เทมาเซคในกรณีนี้ ไม่ได้เป็น “โมฆะ” ไปด้วย

ในส่วนคำถามที่มีต่อตัวผมว่า ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้บ้าง ก็ขอเรียนว่า เมื่อความเห็นของผมและทางกรมสรรพากรไม่ตรงกัน กรมสรรพากรจึงต้องพิจารณาหาข้อเท็จจริงและคดีก็ยังอยู่ในอายุความ แต่ทางกรมสรรพากรก็ต้องระวังไม่ให้มีการถ่วงเวลาจนหมดอายุความ มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจติดคุกติดตะรางกันได้

สำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ และอยากให้เลิกรากันไปเสียที ผมก็ต้องเรียนว่าเงินภาษีที่เราจะจัดเก็บได้จากกรณีนี้เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว และข้อสำคัญคือ มันจะเป็นการไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี เมื่อมองจากการทำงานที่ผ่านมาของกรมสรรพากรอันเป็นที่ขึ้นชื่อในการเก็บภาษีขนาดที่พูดกันว่า มีการไปนั่งเฝ้านับชามก๋วยเตี๋ยวเพื่อจะคำนวณภาษีที่จะจัดเก็บจากร้านนั้น แล้วนี่คือภาษีของประชาชนที่ควรจะจัดเก็บได้มูลค่าเป็น “หมื่นล้านบาท” กรมสรรพากรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ถ้างดเว้นการจัดเก็บภาษีในกรณีนี้ก็จะต้องมีคำถามอย่างแน่นอนว่าเหตุผลของกรมสรรพากรในการที่จะงดเว้นการจัดเก็บภาษีนั้นเป็นเหตุผลที่เหมาะสมและถูกต้องหรือไม่

หมายเหตุ: สำหรับเรื่องนี้ผมได้มอบหมายให้คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ดูแลติดตามความคืบหน้าต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 11 สิงหาคม 2554, 10:52 น.

กรณ์ชี้ตั้งธีระชัย บำเหน็จ ตระกูล’ชินวัตร’

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192958.

Pic_192958

“กรณ์” ตามอัด “ธีระชัย-กิตติรัตน์” ข้องใจได้นั่ง รมต.เศรษฐกิจ เป็นรางวัลตอบแทนจากตระกูล “ชินวัตร” ที่ช่วยเอื้อประโยชน์ปฏิเสธความผิดขายหุ้นหรือไม่ อัดไร้ประสบการณ์เศรษฐกิจ ด้านขุนคลังคนใหม่โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณ “ยิ่งลักษณ์” ที่ให้ความไว้วางใจ…

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่า ผิดหวังที่รัฐบาลชุดใหม่นำคนนอกมาเป็น ครม.เศรษฐกิจ ทั้งที่ได้เสียงข้างมากในสภา เหตุใดจึงไม่นำคนที่ประชาชนเลือกมาทำหน้าที่แทน ส่วนที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่มาทำหน้าที่รมว.คลัง และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถือว่า มีประสบการณ์ด้านตลาดทุน ซึ่งเห็นด้วยที่มีนัยยะเข้ามาส่งเสริมด้านตลาดทุน แต่มีข้อสังเกตว่า ทั้งนายธีระชัย และนายกิตติรัตน์ เคยมีส่วนช่วยและปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดเรื่องการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร จึงเป็นคำถามในสายตาประชาชนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการตอบแทนกันหรือไม่

รวมถึงทั้งสองคนไม่มีประสบการณ์หรือแสดงแนวคิดด้านเศรษฐกิจในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา แต่ผู้มีเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยกลับไม่ได้ตำแหน่งใดๆทั้งนาย โอฬาร ไชยประวัติ และนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สิ่งสำคัญรัฐบาลใหม่ต้องรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้เข้มแข็งต่อไปเหมือนที่ รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้ โดยยึดข้อตกลงที่กระทรวงการคลังทำไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ เพื่อเดินไปสู่งบประมาณสมดุล

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายธีระชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความยินดีและให้กำลังใจครับ ผมขอบคุณท่านนายกยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ที่ให้ความไว้วางใจ ผมจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเต็มความสามารถ”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 10 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

ครม.เห็นชอบมาตรการภาษีช่วยผู้พิการ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 20:47 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127482.

Pic_127482

ครม.ไฟเขียว ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้พิการอายุไม่เกิน 65 ปี และมีเงินได้ไม่เกิน 1.9 แสนบาท พร้อมแถมสิทธิสถานประกอบการจ้างคนพิการอายุไม่เกิน 65 ปี เข้าทำงานร้อยละ 15 ของพนักงานหักภาษีได้ 3 เท่าของค่าใช้จ่าย…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือคนพิการ โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาสำหรับคนพิการอายุไม่เกิน 65 ปี และมีเงินได้ไม่เกิน 190,000 บาทต่อปี พร้อมทั้งให้สิทธิผู้ประกอบการที่ว่าจ้างคนพิการที่มีอายุไม่เกิน 65 ปี เข้ามาทำงานในสัดส่วน 15 % ของพนักงานทั้งหมด สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 3 เท่าของค่าใช้จ่าย และให้สิทธิผู้ประกอบการที่สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการในสถานประกอบการ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษี ได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการว่าจ้างคนพิการเข้ามาทำงานมากขึ้น

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอด้วยโดยผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษ เพราะเหตุทุพพลภาพ อาจนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลาง ไปเร่งพิจารณาและหารือรายละเอียดว่ามีสถาบันการเงินแห่งไหนสนใจเข้าร่วม ดำเนินการบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่ข้าราชการบำนาญต่างรอคอย อย่างไรก็ตามโดยหลักการการชำระหนี้แก่สถาบันการเงิน จะหักเงินงวดบำเหน็จบำนาญที่กรมบัญชีกลางจ่ายให้ข้าราชการอยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 20:47 น.

‘กรณ์’หนุน3อุตสาหกรรมปักธงรบการค้าภูมิภาคอาเซียน

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127207.

Pic_127207

“รมว.คลัง” แนะเอกชนฉวยจังหวะบาทแข็งลงทุนนอก ขณะที่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 จะเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ทางธุรกิจ ชี้ 3 อุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดี คือ รถยนต์ สถาบันการเงิน และ การรักษาพยาบาล

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานวันนักการตลาดปี 2010 ซึ่งจัดโดยสมาคมนักการตลาดแห่งประ เทศไทยว่า สนับสนุนให้ผู้ประกอบการฉวยจังหวะที่เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐปรับค่าแข็ง ขึ้นไปลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการผลิตหรือการขยายตลาดการค้า โดยเน้นขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย กัน เนื่องจากยังมีช่องทางทางการตลาดอยู่มาก โดยเฉพาะการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุน ทั้งด้านข้อมูลที่ว่า อุตสาหกรรมใดเหมาะสมสำหรับการลงทุนและการคิดยุทธศาสตร์การลงทุน

“การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ปฏิเสธไม่ได้ที่เป็นโอกาสประวัติศาสตร์ของประเทศสมาชิก รวมถึงไทย ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีข้อจำกัดจากประชากรที่มีฐานเพียง 60 ล้านคน และ เริ่มที่จะเข้าสู่สังคมสูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่ เงินบาทแข็งค่า การลงทุนในต่างประเทศก็เป็นโอกาสสำคัญ” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า มี 3 อุตสาหกรรมหลักที่ยังสามารถขยายตัวได้ดีในประเทศภูมิภาคเอเชียนี้ คือ 1.อุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วยังมีประชากรต่อจำนวนรถยนต์อยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ มีจำนวนรถยนต์ 49 คัน ต่อประชากรในกลุ่มอาเซียน 1,000 คน แต่ประเทศเวียดนามมีจำนวนรถยนต์ 5 คัน ต่อ 1,000 คน ส่วนพม่ามีเพียง 4 คัน ต่อ 1,000 คน ทั้งนี้ ในส่วนประเทศพม่านั้น เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่มีอัตราการเติบโตได้ถึง 10 เท่าจากปัจจุบัน

2.อุตสาหกรรมสถาบันการเงินพิจารณาได้จากระดับการกู้ เงิน โดยจำนวนเงินกู้จากสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียนมีจำนวนเฉลี่ย 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สิงคโปร์ 5,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน ไทย 3,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน และ พม่ามีเพียง 7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้ ยังมีการเติบโตได้อีกมาก และ3.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ดูได้จากจำนวนประชากรต่อจำนวนแพทย์ โดยสิงคโปร์มีแพทย์ 170 คนต่อประชากร 100,000 คน ไทยมีเพียง 31 คนต่อประชากร 100,000 คน และยังมีอีกหลายประเทศที่ยังมีแพทย์ต่อประชากรในระดับต่ำ และ เป็นดัชนีเดียวที่ด้อยและสะท้อนให้เห็นการพัฒนาในแง่การแพทย์ที่สูงได้ อีก

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ความสำคัญต่อการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยระบุถึงมูลค่าการค้าระหว่างประ เทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตมากกว่า 100% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ มีประชากรจำนวนมากถึง 600 ล้านคน ส่วนใหญ่หรือ 67% อยู่ในวัยทำงาน และมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 5% เท่านั้น และมีเพียงไทยกับสิงคโปร์ที่มีประชากรวัยทำงานสูงสุดในระดับ 72% และ 74% ตามลำดับ ขณะที่ มีอัตราการเกิดใหม่ของประชากรน้อย หมายความว่า ในอีกไม่กี่ปีไทยกับสิงคโปร์จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น

“ที่ผ่านมา เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันมากนัก ขณะที่ มูลค่าการค้าขายกับกลุ่มประเทศอาเซียนสูงกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐและอียูรวมกัน แม้แต่การลงทุนในไทยจากอาเซียนยังมีมูลค่ามากกว่าญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในไทย สูงสุด” รมว.คลัง กล่าว

สำหรับการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็ยังคงให้การสนับสนุนจาก การพัฒนาลดขั้นตอนทางด้านศุลกากร ซึ่งมีการแก้ไขกฎหมายไปรอบหนึ่งแล้ว และ ต้นปีหน้าจะมีการแก้ไขเพื่อปลดล็อกการค้าขายระหว่างกัน ทั้งนี้ สำหรับตัวชี้วัดความสะดวกทางธุรกิจหนึ่ง คือ ระยะเวลาในการจัดตั้งบริษัท ซึ่งสิงคโปร์ใช้เวลาจัดตั้งเพียง 3 วัน มาเลเซีย 11 วัน ส่วนไทย 32 วัน แม้จะเป็นเวลาไม่นาน แต่ในเชิงธุรกิจถือว่า มีความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งจุดนี้ กระทรวงการคลังก็ต้องอำนวยความสะดวกให้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

‘กรณ์’ หนุนมาตรการ ธปท.ดูแลสินเชื่ออสังหาฯ

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 17:18 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127210.

Pic_127210

รมว.คลัง หนุนมาตรการแบงก์ชาติดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ระบุเป็นหน้าที่โดยตรงของธปท.และเคยเจอวิกฤติจากปี 40 เป็นบทเรียน

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเห็นด้วยกับมาตรการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประ กันของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยถือว่า เป็นหน้าที่โดยตรงของธปท.ในการดูแลให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ หลังจากที่ประเทศไทยมีประสบการณ์จากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่ได้ปล่อยปละละเลยในการดูแลเสถียร ภาพจนทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและนำไปสู่ภาระหนี้จำนวนมาก จนขณะนี้ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้หมด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 17:18 น.

กรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ค เหน็บ ธีระชัย รับใช้การเมืองจนได้เป็นรัฐมนตรี

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 14:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191782.

Pic_191782

“กรณ์” โพสต์เฟซบุ๊คเหน็บ “ธีระชัย” ถามหาความเชื่อมั่นต่อการทำงานขององค์กรอิสระในอนาคต หลังจากผู้มีอำนาจบริหารองค์กรรับใช้ฝ่ายการเมืองจนออกนอกหน้า แล้วได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ส่วนตัว (http://www.facebook.com/profile.php?id=668206570#!/pages/Korn-Chatikavanij/71254499739?sk=wall) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ความเชื่อมั่นต่อการทำงานขององค์กรอิสระในอนาคตจะเป็นอย่างไร หลังจากผู้มีอำนาจบริหารองค์กรรับใช้ฝ่ายการเมืองจนออกนอกหน้า แล้วได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น 1 ในแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังจากนายวิชิต สุรพงษ์ชัย ปฏิเสธการนั่งเก้าอี้ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม   ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ได้มีกระแสข่าวออกมาว่า นางสาวย่ิงลักษณ์  ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1อาจขาดคุณสมบัติของการเป็น ส.ส. เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีซุกหุ้น ภาค 2 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นพี่ชาย และขณะนั้น นายกรณ์ ยังอยู่ในตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือถึง นายธีระชัย  เพื่อให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว แต่หลังจากนั้น ทาง ก.ล.ต. ได้ออกแถลงการณ์ระบุคำให้การต่อศาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ในคดีซุกหุ้นไม่ผิด พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ซึ่งนายกรณ์ ได้ตั้งข้อสังเหตุว่าสิ่งที่ทาง ก.ล.ต. ออกมาพูด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่ภาคประชาชนกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าให้การ เท็จต่อศาลแต่อย่างใด อีกทั้งสิ่งที่เลขาฯกลต.ออกมาให้ความเห็นเป็นข้อสรุปตั้งแต่ปี 2553 แล้ว อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ยังระบุอีกว่า เคยทำจดหมายสอบถามความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวไปยัง ก.ล.ต. แล้วแต่ทาง ก.ล.ต. ยังไม่มีรายงานคำตอบมา ซึ่งถือเป็นการละเว้นการการปฏิบัติหน้าที่

หลังจากนั้น นายธีระชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ส่วนตัวเพื่อตอบโต้ นายกรณ์ และยืนยันว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 14:00 น.

คลังสั่ง สศค.จับตาผลกระทบไทยหลังQEบังคับใช้

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 18:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126519.

Pic_126519

“รมว.คลัง” สั่ง  สศค.รายงานความเคลื่อนไหวของเงินทุนหลังมาตรการ QE ของสหรัฐฯมีผลบังคับใช้ รับหลัง QE ออกบาทไทยแข็งขึ้นทันที ส่วนจะใช้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักภูมิภาค

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)จัดทำรายงานความเคลื่อน ไหวด้านกระแสเงินทุนระหว่างประเทศว่า มีผลเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ภายหลังจากที่ทางการสหรัฐอเมริการออกมาตรการ Quantitative Easing (QE) แต่ผลที่เกิดขึ้นกับค่าเงินของไทยนั้น ในวันแรกของการออกมาตรการนี้ ทำให้เงินบาทปรับค่าแข็งขึ้นแล้ว แต่ผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น จะต้องมีการประเมินอีกครั้ง

“สหรัฐใช้มาตรการนี้ ก็เพื่อหาวิธีล็อกเงิน ไว้ในประเทศ เพื่อให้ต้นทุนเขาลดลง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน แต่ถ้ามาตรการนี้ ยังทำให้เงินไหลออกมาก ก็จะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเขาได้น้อยลง” นายกรณ์ กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เงินสกุลหยวนเป็นสกุลหลักในภูมิภาคนี้ รมว.คลัง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะปล่อยให้เงินหยวนมีสภาพคล่องแค่ไหน แต่ประเด็นของประเทศกลุ่มเอเชียนั้น ไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อเอาชนะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ปรับค่าแข็งขึ้น แต่อยู่ที่ว่า ไทยจะสามารถปรับตัวให้รองรับสถานการณ์ใหม่นี้ได้อย่างไร

“ วิธีที่จะเป็นเกราะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ คือ ใช้เงินสกุลอื่นมาเป็นตัวกลางในการค้าขายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เงินหยวน เยน หรือ บาท ถ้าเราพัฒนาในแนวทางนี้ได้ ก็จะเป็นเกราะป้องกันตัวเราได้” นายกรณ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 18:43 น.

“กรณ์”เชื่อปลายปี54คนไทยได้ใช้3จีแน่นอน

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 18:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126513.

Pic_126513

รมว.คลัง วุฒิสภาจะผ่านร่าง กสทช. คาด กทม.-ปริมณฑลใช้ 3 จี ก.ย.54 พร้อมเผยต้องใช้เม็ดเงินกว่า 4 หมื่นล้านฟื้นฟูหลังน้ำลด…

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) แล้วว่า ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ จะเป็นการนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา และจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการ กสทช.ตามกฎหมาย คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 180 วัน และมีขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในกลางปี 54 หลังจากนั้นจะมีการปรับแนววิธีการบริหารคลื่นความถี่ในระบบ 3จี, 4จี หรือความถี่อื่นในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอการใช้เครือข่าย 3จี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดได้มีมติอนุมัติในหลักการนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ โดยได้อนุมัติให้ บมจ.ทีโอที ขยายโครงข่าย 3จี ผ่านบริษัทเอกชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการทำทีโออาร์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการประมูลต่อไป ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถให้บริการประชาชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในเดือน ก.ย.54 และจากนั้นอีก 1 ปีจะให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ

นายกรณ์ กล่าวถึงการใช้งบประมาณกลางปี 54 เพื่อใช้เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยว่า วงเงินส่วนเหลือจากโครงการไทยเข้มแข็งปัจจุบันนี้ได้เข้าสู่วาระ สุดท้ายซึ่งได้จัดสรรงบประมาณไปแล้วเกือบทั้งหมด โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้กลับไปทบทวนรายละเอียดของวงเงินที่เหลืออยู่ว่าสามารถที่จะ จัดสรรนำมาช่วยเหลือในเรื่องของการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย และวาตภัยได้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่นั้นสามารถที่จะจัดสรรให้โครงการที่เป็นโครงการฟื้นฟู เกี่ยวกับอุทกภัยได้ขณะที่ในส่วนของงบประมาณส่วนสุดท้ายที่ยังไม่ได้มีการจัดสรรก็ได้มติอย่างชัดเจนว่าจะมีการจัดสรรให้กับโครงการที่ตอบโจทย์เรื่อง ของการฟื้นฟูอุทกภัยกับวาตภัยเท่านั้น โดยมีวงเงินประมาณ 2.5 พันล้านบาท นอกจากนี้ในส่วนของงบประมาณประจำงบปี 54 ก็ต้องมีการปรับรายการเพื่อนำมารองรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฟื้นฟูระบบ สาธารณูปโภคและอื่นๆ หลังน้ำลดด้วย เบื้องต้นคาดว่าการฟื้นฟูและช่วยเหลือประชาชนและภาคเอกชนจะมีเม็ดเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 18:20 น.

‘กรณ์’ อำลาคลัง ฝากรัฐบาลใหม่เลือก รมว.มีความรู้

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189259.

Pic_189259

“กรณ์”อำลาตำแหน่ง  พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เลือกรมว.คลัง ที่มีความรู้ความสามารถ มีความสุจริตในการทำงาน มีวินัย พร้อมปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ อวยพรขอให้นโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้จริง เพราะทุกมาตรการย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังได้จัดงานเลี้ยงอำลา นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พร้อมด้วย 2 รมช.คลังคือ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์และนายมั่น พัธโนทัย โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง ข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารเบอร์หนึ่งของธนาคารเฉพาะกิจเข้าร่วมงานอย่าง พร้อมเพียง

นายกรณ์ กล่าวว่า ปีงบประมาณ 55 ภาครัฐน่าจะจัดเก็บรายได้เกินเป้าประมาณการ 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะรักษาวินัยการเงินการคลังและคงการขาดดุลงบประมาณ ไว้ที่ 3.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่มีสิทธิที่จะทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณปี 55 จากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดวงเงินราย จ่ายไว้ที่ 2.25 ล้านล้านบาท รายได้ 1.9 ล้านล้านบาท โดยขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท แต่ยังมีตัวแปรที่สำคัญคือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นี้ และนโยบายการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ตามนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างแน่นอน

“การขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทถือว่ามีความเหมาะสมภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้กระทรวง การคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายไม่ให้การใช้จ่ายของภาครัฐมีผลกระทบต่ออัตรา เงินเฟ้อพื้นฐานที่ ธปท.กำหนด 0.5-3% ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา การประสานความร่วมมือระหว่างการคลังกับ ธปท.สามารถสอดรับกันได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นอกจากยังจะช่วยให้การจัดงบประมาณสมดุลภายใน5ปี (54-58) มีความเป็นไปได้มากขึ้น”

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากข้าราชการกระทรวงการคลังให้ร่วมผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนต่อไป ทั้งการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ซึ่งหวังว่า รัฐบาลใหม่จะยังเดินหน้านโยบายสำคัญต่อไปพร้อมเชื่อว่าข้าราชการกระทรวงการ คลังเป็นผู้มีความรู้ความสามารถแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่การบริหารภายในก็คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงรวมถึงผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ

สำหรับ รมว.คลังคนใหม่นั้น นายกรณ์ ระบุว่าต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านการเงินการคลัง ทั้งเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค เป็นผู้ที่ประชาชนให้ความมั่นใจว่าพึ่งพาได้ มีความสุจริตในการทำงาน มีวินัย มีความพร้อมที่จะพูดความจริงในทุกเรื่อง พร้อมปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ มีบทบาทความรับผิดชอบต่อการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหากนโยบายของพรรคเพื่อไทยทำได้จริง ก็ขอทำให้ได้โดยเร็ว เพราะทุกมาตรการย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจเหมือนกันการกินยาที่ต้องมีปริมาณ ที่เหมาะสมลดผลข้างเคียง ทั้งนโยบายพักหนี้ และค่าแรงขั้นต่ำ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.
%d bloggers like this: