กทม.

All posts tagged กทม.

อายัดทรัพย์เครือข่าย ‘พงศ์พัฒน์’ เพิ่มอีก 21 รายการ ค่ากว่า 17 ล.

Published ตุลาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/487689

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2558 17:49

 

เลขาธิการ ปปง. ตั้งโต๊ะแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการธุรกรรม อายัดทรัพย์ อดีต ปธ.สหกรณ์ฯคลองจั่น กับพวก ค่ากว่า 7 พันล้านบาท สอบ ส่วนคดี “บิ๊กกิ๊ก” อายัดทรัพย์เครือข่ายเพิ่มอีก 21 รายการ รวมมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท …

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 มี.ค. พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 4 ได้เปิดเผยว่า ปปง.ได้มีการตรวจพบทรัพย์สินเพิ่มเติม ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กับพวก จำนวน 192 รายการ มูลค่าประมาณ กว่า 7 พันล้านบาท อาทิ หุ้นในบริษัท เอส.ดับเบิล.โฮลดิ้งกรุ๊ป, บริษัท เอส.ดับบลิว.ภูเก็ตกรุ๊ป, บริษัท เอส.ดับบลิว.ลันตากรุ๊ป (ประเทศไทย) จำนวน 11 รายการ มูลค่าประมาณ 6 พันล้านบาท, ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี (อยู่ในระหว่างการประเมิน), รถยนต์, โฉนดที่ดิน, ทองรูปพรรณ ซึ่งทาง ปปง. ได้ทำการอายัดไว้หมดแล้ว แม้ในขณะที่ทางวัดพระธรรมกายได้คืนเงิน จำนวน 684 ล้านบาท ให้กับ บริษัท สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ไปแล้ว แต่ทาง ปปง.ก็จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งได้ทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการต่อไป

พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวต่อว่า ส่วนกรณี คดีของอดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กับพวก ทาง ปปง.ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล และ นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล จำนวน 21 รายการ มูลค่าประมาณ กว่า 17 ล้านบาท อาทิ บัญชีเงินฝากรวม 2 คน 17 บัญชี, บัญชีเงินฝากของสวนผึ้งรีสอร์ท และห้องชุด ซึ่งจากการตรวจสอบเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาในระหว่างกระทำผิด นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ทาง ปปง. ได้อายัดและขายทอดตลาดไปเมื่อ 5-8 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ขายไปทั้งหมด 865 รายการ จาก 1,000 ราย เป็นเงิน 38,433,100 บาท ซึ่งทาง ปปง.จะทำการเก็บเงินไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้ตกเป็นเงินของแผ่นดิน หรือหากเจ้าของสามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้

“ในส่วนของคดีที่นายทรงกลด ศรีประสงค์ และ นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธิ์ พร้อมพวก ที่ยักยอกเงินของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. จากการตรวจสอบพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีของ นายทรงกลด และ นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ก่อนที่จะนำไปโอนถ่ายยังบัญชีอื่นๆ และเป็นทรัพย์ ทาง ปปง.ได้มีการตรวจพบเพิ่มเติมอีก 24 รายการ มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท อาทิ สมุดเงินฝากของนายทรงกลด และ นายกิตติศักดิ์, ห้องชุด, รถยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งทาง ปปง.ได้ทำการอายัดไว้เรียบร้อยแล้ว” พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว

เลขาฯ ปปง. กล่าวอีกว่า กรณีที่ตำรวจได้จับกุม นายอรรถพล สวนใจเย็น กับพวกในข้อหาร่วมกันลักลอบจัดให้มีการเล่นพนันผ่านเว็บไซต์ (ทายผลฟุตบอล บาคาร่า) ออนไลน์ โดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทาง ปปง.ได้มีการตรวจสอบเส้นทางการเดินเงิน ตรวจพบทรัพย์สินจำนวน 64 รายการ มูลค่ากว่า 160 ล้านบาท อาทิ สมุดเงินฝากในบัญชี 49 บัญชี มูลค่ากว่า 92 ล้านบาท, ห้องชุดและที่ดินที่อยู่ในระหว่างประเมินราคา

“ทาง ปปง.ได้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเดินทางในคดีต่างๆ ซึ่งบางคดียังไม่สามารถเปิดเผยได้ อย่างเช่น กรณีเส้นทางการเดินเงินของผู้จ้างวานระเบิดที่บริเวณศาลอาญา คือ นายเอนก ซานฟราน ซึ่งทาง ตร.ได้มีการประสานมาแล้วแต่อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ” เลขาฯ ปปง.กล่าว.

 

ตอน 2 คดีคนดังในตำนาน ไร้เงา! หมอสุพัฒน์-เสี่ยโจ้ คดีดังที่ยังปิดไม่ลง

Published ตุลาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/484890

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มี.ค. 2558 05:30

 

เป็นตอนที่ 2 แล้ว สำหรับ สกู๊ปซีรีส์ คดีคนดัง ตอนนี้ “ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” จะพาคุณผู้อ่านย้อนรอยถึงบุคคลในข่าว อีก 2 คดี ซึ่งคดีแรก เป็นคดี “คนหาย” ที่สงสัยว่าเป็น “ฆาตกรรม” โดยมีการอำพราง ซ่อนเร้น ร่างผู้เสียชีวิต เกี่ยวข้องกับคนมีชื่อเสียง และขณะนี้ ผู้ต้องหาได้ตัดสินใจ “หลบหนี” ส่วนอีกคดีเป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพล ค้าของเถื่อน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด

หมอสุพัฒน์ กับคดีอุ้มฆ่า 2 ผัวเมีย “นุ่มจุ้ย”

คดีการหายตัวของ นายสามารถ นุ่มจุ้ย และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ สองสามีภรรยาชาวไร่สับปะรด ในพื้นที่ สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เริ่มถูกแกะรอยและคุ้ยค้น เมื่อช่วงกันยายน 2555 นายสว่าง นุ่มจุ้ย อายุ 55 ปี พ่อของนายสามารถ ไปพบรถกระบะโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บฉ 5960 ของลูกชายและลูกสะใภ้ ถูกจอดทิ้งอยู่ที่บ้านร้างเลขที่ 125/53 ภายในซอยกรุงเทพ-นนท์ 1 ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี ของนางถนิม เลาหะวัฒนะ แม่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นพ.สบ. 5 กลุ่มงานเวชศาสตร์และครอบครัว รพ.ตำรวจ

อรษา เกิดทรัพย์

สามารถ นุ่มจุ้ย

พ่อของนายสามารถ ได้เข้าร้องเรียนและขอความเป็นธรรมเพื่อให้คดีเดินหน้า กระทั่ง ตำรวจภูธรภาค 7 ได้ขอหมายค้นไร่และบ้านพักของ “หมอสุพัฒน์” และพบอาวุธปืนพกสั้น มากมายถึง 42 กระบอก กับเครื่องกระสุนจำนวนมาก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบถุงปุ๋ยใส่กระดูกมนุษย์ 2 ถุง โดยขุดได้ห่างจากตัวบ้านประมาณ 800 เมตร โดยจุดที่พบอยู่ใกล้กับกอไผ่ ติดกับคลองส่งน้ำขนาดเล็ก ลึกประมาณ 2 เมตร ทั้งนี้ ถุงใบแรกมีกะโหลกมนุษย์ ซี่โครงท่อนบนสภาพเก่า และมีซิปเสื้อติดอยู่ ส่วนถุงปุ๋ยใบที่ 2 เป็นโครงกระดูกท่อนล่างจากสะโพกถึงขา และเสื้อผ้า เบื้องต้น ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่นายสว่าง ก็เชื่อว่าเป็นศพลูกชาย เพราะจำเสื้อที่ลูกชายใส่ได้

เมื่อพบหลักฐานดังกล่าว จึงมีการออกหมายจับหมอสุพัฒน์ พร้อมกับ น.ส.วิลสา จันทรบัญชร ภรรยาคนที่ 3 ในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ทำให้ผู้อื่นขาดอิสรภาพ ร่วมกันลักทรัพย์ฯ และครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ไปค้นที่คลินิกพัฒนแพทย์ ที่บริเวณซอยเพชรเกษม 31 ในเขตภาษีเจริญ ก็ได้พบ นายเอก เลาหะวัฒนะ ลูกชาย พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ซึ่งที่คลินิกดังกล่าวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็พบปืนยาวแบบสไนเปอร์ติดลำกล้อง ขนาด 7.65 มม. ปลอกกระสุนปืนขนาด .38 กว่า 500 ปอก และปลอกกระสุนขนาด 7.65 มม. อีกจำนวนหนึ่ง

สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ

กระทั่ง หมอสุพัฒน์ ถูกจับได้ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ริมชายหาดปึกเตียน จ.เพชรบุรี พร้อมกับให้การว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวของสองผัวเมีย “นุ่มจุ้ย” อ้างว่าถูกนายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายใส่ร้าย เพราะมีความขัดแย้งเรื่องมรดก ที่ผ่านมา นายสุเทพ ได้เคยให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย และยืนยันว่าไม่เคยมีปัญหาเรื่องมรดก ตามที่หมอสุพัฒน์ให้การ

จากนั้น นายสว่าง นุ่มจุ้ย ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับหมอสุพัฒน์ ในข้อหาฆาตกรรมลูกชาย ตำรวจ สภ.ท่าไม้รวก ได้นำหมอสุพัฒน์ไปฝากขัง และคัดค้านประกันตัว นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้หมอสุพัฒน์ ออกจากราชการไว้ก่อนด้วย

อย่างไรก็ดี จากการตรวจดีเอ็นเอ จากโครงกระดูกที่พบในไร่หมอสุพัฒน์ ไม่ตรงกับ นายสามารถ และ นางอรษา โดยพบว่าเป็นเพศชาย 2 คน อีก 1 คน ไม่สามารถระบุเพศได้

วิลสา จันทรบัญชรกับหมอสุพัฒน์

5 ตุลาคม 2555 พ.ต.อ.ชวน ชิตประเสริฐ ผกก.3 บก.สสภ.7 นำกำลังเข้าไปจับกุม น.ส.วิลสา ภรรยาคนที่ 3 ของหมอสุพัฒน์ ที่บ้านพักย่านคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กทม. ในข้อหาเดียวกับหมอสุพัฒน์ ซึ่ง น.ส.วิลสา ให้การว่า วันเกิดเหตุ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ไปรับตัวนายสามารถ และภรรยา เข้ามาในไร่ แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น แต่ไม่เห็นเหตุการณ์

ในเวลาต่อมา คณะแพทย์ฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แถลงผลตรวจพิสูจน์โครงกระดูกทั้ง 3 โครง เป็นเพศชาย ตรวจพบรูกระสุนบริเวณกะโหลกศีรษะ 2 โครง ส่วนโครงที่ 3 ไม่มีร่องรอยกระสุนปืน และผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่า 1 ใน 3 โครงกระดูก คือ นายอีต้า ชาวพม่า คนงานในไร่ของหมอสุพัฒน์

กระทั่งพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนสั่งฟ้อง จากนั้น อัยการจังหวัดเพชรบุรี ก็มีความเห็นสั่งฟ้อง หมอสุพัฒน์ และ น.ส.วิลสา ในคดีลักทรัพย์รับของโจร ส่วนคดีกักขังฯ มีความเห็นไม่สั่งฟ้องเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

27 พ.ย.55 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว น.ส.วิลสา หลังจากมียื่นประกันตัว เป็นเงินสด 3 แสนบาท

เจ้าหน้าที่ขุดค้นไร่หมอสุพัฒน์

ต่อมา พนักงานสอบสวน สภ.ท่าไม้รวก ได้มีความเห็นสั่งฟ้อง หมอสุพัฒน์ นายเอก และ นายอัคร เลาหะวัฒนะ ลูกชาย ฐานความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่า ฝัง ปิดบังซ่อนเร้นศพคนงานชาวพม่า หรือเหตุแห่งการตายและกระทำการใดๆ แก่ศพเพื่ออำพราง โดยส่งความเห็นดังกล่าว ไปมอบให้อัยการจังหวัดเพชรบุรี กระทั่งอัยการจังหวัดเพชรบุรี ได้สั่งฟ้อง หมอสุพัฒน์ และลูกชายทั้งสอง คน กรณีฆ่านายอีต้า ร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และสั่งฟ้องหมอสุพัฒน์ เพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ ข้อหาค้ามนุษย์

อย่างไรก็ตาม 11 ก.ค.56 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว หมอสุพัฒน์ เนื่องจากเห็นว่ามีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่สุดท้าย 10 ก.พ.58 หมอสุพัฒน์ ไม่มาขึ้นศาล หลังจากขอเลื่อนนัดมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะอ้างว่าตกบันได มีเพียงลูกชายทั้งสอง และ น.ส.วิลสา ที่ให้การว่า “ไม่ทราบ” ว่าทำไม หมอสุพัฒน์ ถึงไม่มา ทางศาลจึงมีความเห็นว่าหมอสุพัฒน์ มีพฤติกรรมหลบหนี จึงคำสั่งให้ออกหมายจับ และยึดหลักทรัพย์ที่ขอประกันตัว จากนั้นได้เลื่อนอ่านคำพิพากษา ไปวันที่ 25 มี.ค.นี้

แม้การหายตัวของ ผัวเมียนุ่มจุ้ยยังคงเป็นปริศนา แต่อย่างน้อยก็สามารถหาร่างของ 3 ชีวิต ที่ถูกทิ้งไว้ในไร่ของ “หมอสุพัฒน์” ได้ โดยที่เจ้าของไร่ ก็จงใจหายสาบสูญไปเอง

สหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้

เสี่ยโจ้ ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ภาคใต้ โยงส่วย “บิ๊กกิ๊ก”

ส่วนผู้ต้องหาอีกราย ที่ไร้ร่องรอย แม้จะมีการประกาศรางวัลนำจับ 1 ล้านบาทแล้วก็ตาม คือ เสี่ยโจ้ หรือ นายสหชัย เจียรเสริมสิน พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแรกเริ่มเดิมทีได้เริ่มต้นทำธุรกิจแพปลา ก่อนจะต่อยอดด้วยธุรกิจต่างๆ อย่างครบวงจร เสี่ยโจ้ เคยถูกเจ้าหน้าที่บุกจับในข้อหาค้าไม้เถื่อน และถูกกล่าวหาปมก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แต่เขาก็ออกมาปฏิเสธ ว่าไม่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา บัญชีส่วย ของเสี่ยโจ้ ได้ถูกเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ซึ่งบัญชีเหล่านี้ มีชื่อของเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานมาเกี่ยวข้อง กระทั่งเมื่อรัฐบาล คสช. ยึดอำนาจ และมีการดำเนินการกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ในข้อหาหมิ่นสถาบัน และเรียกรับผลประโยชน์ ชื่อของ “เสี่ยโจ้” ก็กลับมาแพร่สะพัดบนหน้าสื่ออีกครั้ง

จับเรือดัดแปลงที่ใช้ขนน้ำมัน

ขณะที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้ประกาศรางวัลนำจับ 1 ล้านบาท ให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแสนำไปสู่การจับกุม แต่ถึงวันนี้ “เสี่ยโจ้” ก็ยังไร้ร่องรอย ที่ผ่านมา มีรายงานว่าเขา ได้หลบหนีไปที่ประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ ในทั้ง 2 คดี มีความคล้ายคลึงกันตรงที่ ผู้ต้องหารายสำคัญ ได้ฉวยจังหวะหลบหนี ทำให้คดียังคงค้าง ไม่สามารถปิดได้

อ่านเพิ่มเติม

คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ!?! ย้อนรอยคดีคนดังในตำนาน

ตอน 3 คดีคนดังในตำนาน จับ 2 ไฮโซเสพยาสังคมจับตาผลลัพธ์คือ..!?

 

สเกตช์ภาพคนอุ้ม สาวใหญ่-ร้อยล้าน

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/485577

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2558 04:47

ชี้ไม่ใช่มืออาชีพ พัวพันหลายปม

ตำรวจเร่งคลี่คดีสาวใหญ่ทายาทร้อยล้านตระกูล “ปทุมวาสนา” ถูกแก๊งคนร้ายจี้จับตัวจากห้างเซ็นทรัลรามอินทรา ไปทำร้ายจนหมดสติแล้วนำขึ้นรถแท็กซี่ไปทิ้งในซอยเปลี่ยวหลังสนามกอล์ฟย่านบางบ่อ จ.สมุทรปราการ ยังมึนไม่รู้ชนวนเหตุที่ชัดเจน แพทย์ไม่อนุญาตให้เข้าสอบปากคำเพิ่มเติม นำ รปภ.สนามกอล์ฟมาสเกตช์ภาพคนร้าย พร้อมไล่เช็กกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่จับผู้เสียหายไป มั่นใจไม่ใช่พวกมืออาชีพ ตั้งหลายประเด็นทั้งเรื่องมรดก ชิงทรัพย์ รวมทั้งเรื่องส่วนตัว ส่วนเรื่องที่พัวพันกับ “พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์” อดีต ผบช.ก. ให้น้ำหนักน้อย ตำรวจกองปราบฯนำโชเฟอร์แท็กซี่มาสอบปากคำระบุขับรถรับคนร้ายกับผู้เสียหายมาจากซอยรามอินทรา 14 ไม่พบสิ่งผิดสังเกต

จากเหตุการณ์ น.ส.ชลิตา กินนิส อายุ 38 ปี อ้างเป็นทายาทมรดกหลายร้อยล้านบาทของตระกูลปทุมวาสนา เจ้าของโรงงานเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่ถูกฆ่ายกครัว 5 ศพ ที่บ้านย่านลาดพร้าว เมื่อปี 52 และมีความสนิทสนมกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.ที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นเบื้องสูงและรับสินบน ถูกกลุ่มคนร้ายจี้จับตัวไปจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขารามอินทรา พาขึ้นรถไปรุมทำร้าย ใช้เทปใสรัดข้อมือและลำคอจนหมดสติ จากนั้นเรียกรถแท็กซี่นำร่าง น.ส.ชลิตา ไปทิ้งในซอยเปลี่ยวข้างสนามกอล์ฟสุภาพฤกษ์ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ แล้วหลบหนีไป ภายหลัง น.ส.ชลิตา ฟื้นคืนสติคลานออกมาขอความช่วยเหลือ รปภ.สนามกอล์ฟ พาส่งโรงพยาบาล

ความคืบหน้าการคลี่คลายคดี เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 7 มี.ค. พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1 เดินทางไปที่ สภ.บางบ่อ เรียก พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ พร้อมชุดคลี่คลายคดีเข้าร่วมประชุมนานกว่า 1 ชม. หลังการประชุม พล.ต.ท.อำนวย เผยว่า ได้ตั้งชุดสืบสวนเฉพาะกิจของ ภ.จ.สมุทรปราการ ขึ้นมาติดตามล่าตัวคนร้าย โดยให้ชุดสืบสวนไล่ดูกล้องวงจรปิดตั้งแต่ห้างเซ็นทรัล รามอินทรา ที่ผู้เสียหายเล่าว่าถูกนำตัวมาจากจุดนั้นแล้วนำมาทิ้งไว้ที่ข้างสนามกอล์ฟ คาดว่าคนร้ายไม่ใช่มืออาชีพ เนื่องจากพฤติกรรมพยายามลงมือฆ่าและทิ้งผู้เสียหายไว้ในจุดที่มีคนพบเห็นได้ นั่งแท็กซี่ผ่านจุดที่ต้องแลกบัตร อีกทั้งคนร้ายยังเดินออกจากจุดที่ทิ้งผู้เสียหายผ่าน รปภ.ของสนามกอล์ฟ ตอนนี้ได้เรียก รปภ.มาสเกตช์ภาพคนร้ายแล้ว เป็นชายอายุประมาณ 25-30 ปี สูง 165-170 ซม. ผิวคล้ำ ส่วนรถแท็กซี่คันที่ขับมาส่งคนร้ายกับผู้เสียหายหมายเลขทะเบียน ทส 1162 กทม. อยู่ระหว่างติดตามคนขับมาสอบปากคำ

ผบช.ภ.1 กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นการถูกทำร้ายตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากสาเหตุใด จะมาจากคำให้การของผู้เสียหายที่ระบุว่ามีความสนิท-สนมกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ประเด็นเกี่ยวกับมรดกร้อยล้านของตระกูลปทุมวาสนา หรือประเด็นการชิงทรัพย์เพราะแหวนเพชรหายไป เนื่องจากตอนนี้แพทย์ยังไม่อนุญาตให้ตำรวจเข้าไปสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม ตอนนี้ทราบว่าอาการปลอดภัยแล้วแต่ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ต้องรอให้แพทย์อนุญาตก่อนพนักงานสอบสวนจึงจะเข้าสอบปากคำอีกครั้ง
พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า คดีนี้แต่งตั้งให้ พ.ต.อ.วสันต์ บุญเจริญ รอง ผบก. เป็นหัวหน้าชุดในการสืบสวนคลี่คลายคดี และ พ.ต.อ.ยงยุทธ เดชะรัฐ รอง ผบก. ดูแลงานสอบสวน ผู้บังคับบัญชากำชับให้ทำงานอย่างรัดกุมเพราะเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุได้ว่าการถูกทำร้ายครั้งนี้มาจากสาเหตุใด

ด้าน พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รรท. ผบช.ก. เผยว่า พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. สั่งการให้ชุดสืบสวนของ กก.1 และ กก.2 บก.ป. เข้าร่วมสืบสวนสอบสวนกับตำรวจพื้นที่โดยเร่งด่วน พร้อมตามหาหลักฐานเริ่มจากที่พักของผู้เสียหายในซอยรัชดาภิเษก 3 ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล รามอินทรา ที่ผู้เสียหายถูกคนร้ายจี้บังคับตัวไป จนถึงบริเวณบ่อปลาหลังสนามกอล์ฟใน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ที่คนร้ายนำผู้เสียหายมาทิ้ง พบหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดมากพอสมควร ส่วนคนขับรถแท็กซี่ที่รับผู้เสียหายพร้อมกับคนร้ายขึ้นรถมานั้น ทราบว่า บก.ป.นำตัวมาสอบปากคำแล้ว ทราบชื่อนายประชา ผ่องใส ให้การว่าจอดรับคนทั้งสองมาจากซอยรามอินทรา 14 หรือซอยมัยลาภ แล้วนำไปส่งยังจุดเกิดเหตุ ระหว่างทางไม่พบสิ่งผิดสังเกตหรือบ่งบอกว่าผู้เสียหายถูกจี้บังคับมา

รรท.ผบช.ก. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุว่าสาเหตุมาจากเรื่องใดและกลุ่มคนร้ายเป็นใคร เท่าที่สอบปากคำพอทราบว่าคนร้ายมีมากกว่า 3 คน ไม่น่าจะใช่มืออาชีพ โดยสาเหตุน่าจะมาจากปัญหาความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวของผู้เสียหายมากกว่าประเด็นอื่น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีของอดีต ผบช.ก. ในชั้นนี้ถือว่ามีน้ำหนักน้อยมาก

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. กล่าวว่า หลังส่งชุดสืบสวนไปตรวจสอบข้อมูลต่างๆแล้ว เบื้องต้นพบว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. แต่ที่มีการพูดถึงเพราะผู้เสียหายคิดว่าทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่ถูก ปปง.นำมาเปิดประมูล มีบางชิ้นน่าจะเป็นสมบัติของครอบครัวผู้เสียหาย จึงเบิกเงินเพื่อจะเตรียมไปประมูล แต่มาเกิดเรื่องเสียก่อน ส่วนการทำงานขณะนี้เน้นไปที่เรื่องปัญหาส่วนตัวของผู้เสียหาย รวมทั้งเรื่องที่พ่อของผู้เสียหายพร้อมภรรยาและลูกถูกฆาตกรรม 5 ศพ เมื่อปี 52 ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบดูว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสมบัติของพ่อ น.ส.ชนิตา มีจำนวนมาก

มีรายงานว่า ชุดสืบสวนยังคงตั้งประเด็นไว้หลายประเด็น ทั้งเรื่องปัญหาแฟนเก่าของผู้เสียหายเอง รวมทั้งเรื่องผลประโยชน์จากคดีฆาตกรรม 5 ศพ ตระกูลปทุมวาสนา เมื่อปี 52 ท้องที่ สน.ลาดพร้าว ส่วนเรื่องที่จะเกี่ยวพันกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.นั้น น.ส.ชนิตาให้ข้อมูลว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มีเพียงพ่อแม่ที่รู้จักแต่ก็เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนทรัพย์สินที่ไปพัวพันกับที่ ปปง.ยึดจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นั้น น.ส.ชนิตายังไม่ได้เห็นทรัพย์สินที่ถูกยึดไป เพียงแต่คาดว่าอาจจะมีบางส่วนที่เป็นทรัพย์สินของพ่อแม่ตนเท่านั้น โดยก่อนเกิดเหตุ น.ส.ชนิตา กำลังจะเดินทางไปดูทรัพย์สินที่ ปปง.เปิดประมูล ว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้างที่คาดว่าจะเป็นของครอบครัวตัวเอง ดังนั้น ในส่วนที่จะเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จึงเป็นไปได้น้อยมาก

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวว่า ท้องที่เกิดเหตุเป็นของ สภ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ทาง บช.น.เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนในข้อมูล จะรับหน้าที่ในการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าห้างเซ็นทรัล รามอินทรา ตามคำบอกเล่าของผู้เสียหาย ยืนยันจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านคดีให้กับตำรวจภูธรภาค 1 ส่วนสาเหตุยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องมรดกครอบครัว รวมทั้งคดีที่เกี่ยวโยงกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.

 

สมบัติบิ๊กกิ๊ก ประมูลวันที่2 ได้9ล้านเศษ

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/485429

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2558 05:58

ประมูลทรัพย์สินที่ยึดจากเครือข่าย “เดอะกิ๊ก” อดีต ผบช.ก. วันที่ 2 บรรยากาศไม่คึกคักเหมือนวันแรก ชิ้นที่มีผู้ประมูลไปสูงสุดเป็นชามเทพพนม 2 ใบ ได้เงิน 4.6 แสนบาท รวมรายได้ทั้งวัน 9.1 ล้านบาท ส่วนภาพวาดสีน้ำมันฝีมือศิลปินชาวฮอลแลนด์ อายุ 109 ปี ที่ตั้งราคาประมูลเริ่มต้นไว้ที่ 15 ล้านบาท ยังไม่มีผู้สนใจประมูล

กรณี ปปง.จัดงานมหกรรมขายทอดตลาด ตัดวงจรการฟอกเงิน นำเงินคืนสู่แผ่นดิน ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนมาประมูลทรัพย์สินที่ยึดจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมพวกกว่า 2,000 รายการ ขายทอดตลาดเป็นวันที่ 2 ความคืบหน้าจากกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน.2 รอ.) เมื่อวันที่ 6 มี.ค. มีการเปิดประมูลของกลางคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เป็นวันที่ 2 ของรอบที่ 1 บรรยากาศไม่คึกคักเหมือนวันแรก มีทรัพย์สินรายการที่ 250-500 ออกประมูลส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ประเภทถ้วยชามโบราณ เครื่องแก้ว โต๊ะและตุ๊กตาของสะสมชิ้นเล็กๆ

ผลการประมูลวันที่ 2 ทรัพย์สินที่เป็นไฮไลต์คือ ทรัพย์สินรายการที่ 309 เป็นชามเทพพนม ขนาด 10 นิ้ว 2 ชิ้น ราคาเริ่มประมูลที่ 10,000 บาท มีผู้สนใจเข้าแข่งประมูลจนไปจบที่ราคา 460,000 บาท ส่วนอีกชิ้นที่ได้ราคาสูงคือ รายการที่ 347 เป็นแจกันเถาดอกบัวครามไฟ 2 ใบ ราคาเริ่มประมูลที่ 1,000 บาท มีผู้สนใจเข้าประมูลไปในราคา 430,000 บาท รวมยอดการประมูลทรัพย์สินวันที่ 2 มีผู้ประมูลทรัพย์สินไปทั้งสิ้น 200 รายการจาก 250 รายการ ยอดเงินรายได้จากการประมูล 9,100,000 บาท ทั้งนี้ตลอดทั้งวันมีเจ้าหน้าที่ ปปง.และเจ้าหน้าที่ทหาร ร.1 พัน.2 รอ. อำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ด้าน พ.ต.ท.หญิง เอมอร ไชยบัวแดง รองเลขาธิการ ปปง.เผยว่า ปปง.เปิดมหกรรมประมูลทรัพย์สินวันที่ 2 รอบที่ 1 มีผู้ลงชื่อเข้าร่วมประมูล 260 คน มีทรัพย์สินถูกประมูลไป 200 รายการเหลือ 50 รายการ รวมเงินประมูลที่ได้วันนี้ประมาณ 9 ล้านบาท ส่วนเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดประมูล มีทรัพย์สินที่ไม่ถูกประมูล 30 รายการ ทั้งนี้การเปิดประมูลทรัพย์สินรอบแรกยังมีในวันที่ 7-8 มี.ค. ทรัพย์สินที่ไม่มีใครประมูลจะนำไปทวนหรือวนประมูลใหม่ในวันที่ 8 มี.ค.แทน หากมีทรัพย์สินที่ไม่มีใครประมูลอีก จะนำทรัพย์สินทวนประมูลในการเปิดประมูลรอบที่ 2 ในวันที่ 23-26 มี.ค.นี้ หากทรัพย์สินคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ยังไม่มีใครประมูลอีกจะนำไปรวมกับทรัพย์สินคดีอื่นๆที่ปกติ ปปง.เปิดให้ประมูลเดือนละ 2 ครั้งต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีผู้ประมูล เพื่อนำเงินเข้ากระทรวงการคลังให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน

“ส่วนภาพบ้านริมน้ำเมืองเนเธอร์แลนด์ เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าฝ้าย ฝีมือศิลปินชาวฮอลแลนด์ อายุ 109 ปี มูลค่าเริ่มต้นประมูลประมาณ 15 ล้านบาท ขณะนี้ยังไม่มีผู้มาประมูล ภาพวาดและศิลปะต่างๆ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อและผู้ที่ชื่นชอบหลงใหลในศิลปะนั้นๆ หากไม่มีผู้ประมูลจะนำออกประมูลขายตามขั้นตอนตลอดระยะเวลาที่ ปปง.เปิดให้ประมูลทรัพย์สินต่อไป” รองเลขาธิการ ปปง.กล่าว

 

ประมูลสมบัติบิ๊กกิ๊ก

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/485229

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มี.ค. 2558 06:05

แห่เคาะสู้ราคาคึกคัก ฮือฮาโรเล็กซ์1.5ล้าน ฟันงวดแรก130ล้าน

เปิดกรุ “เดอะกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวก หลัง ปปง. ยึดและอายัดทรัพย์ ก่อนศาลตัดสินให้ตกเป็นของแผ่นดิน ปปง.ดำเนินการขายทอดตลาดวันแรกคึกคัก มีประชาชนลงทะเบียนร่วมประมูล 1,159 คน ให้สหการประมูลดำเนินการ ประเดิมชิ้นแรกหินทรายแกะสลักพระพุทธรูปปางนาคปรก สาวเจ้าของธุรกิจค้าอัญมณีย่านสีลมประมูลไป 2.7 แสนบาท ส่วนที่ฮอตที่สุดเป็นนาฬิกาโรเล็กซ์ แพ็ก 4 เรือน เคาะ ครั้งสุดท้ายประมูลไปในราคา 1.5 ล้านบาท

เปิดประมูลทรัพย์สิน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์วันแรก เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 5 มี.ค. ที่อาคารเหล่าสมาคมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน. 2 รอ.) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมขายทอดตลาด ตัดวงจรการฟอกเงิน นำเงินคืนสู่แผ่นดิน” ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนมาประมูลทรัพย์สินที่ ปปง.ยึดมาจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวก กว่า 2,000 รายการ ไม่ต่ำกว่า 20,000 ชิ้น อาทิ ภาพจิตรกรรม ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องถ้วย เครื่องแก้ว นาฬิกาหรู โดยมี พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. ร.ต.อ.หญิง สุวณีย์ แสวงผล รอง เลขาธิการ ปปง. พ.ต.ท.หญิง เอมอร ไชยบัวแดง รอง เลขาธิการ ปปง. ให้การต้อนรับ ท่ามกลางประชาชนที่สนใจร่วมประมูลทรัพย์สิน จนแน่นห้องประมูลดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและนักสะสมของเก่า โดย ปปง.ให้ บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) มาเป็นผู้ดำเนินการในการประมูลครั้งนี้

พล.อ.นิวัตรกล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินมีความสำคัญระดับประเทศ และเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อนำเงินที่ได้จากการประมูลทรัพย์สินกลับคืนให้แผ่นดิน อย่างไรก็ตาม การยึดทรัพย์เป็นการตัดวงจรการฟอกเงิน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติ

ด้าน พ.ต.อ.สีหนาทเผยว่า การประมูลทรัพย์สินรอบที่ 1 ในวันที่ 5-8 มี.ค.นี้ แบ่งประมูลวันละ 250 รายการ รวม 4 วัน เป็น 1,000 รายการ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. ทรัพย์สินชิ้นแรกที่จะเปิดให้ประมูลในวันนี้ คือ ประติมากรรมหินทรายแกะสลักพระพุทธรูปปางนาคปรก พร้อมฐานขนาดใหญ่ ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 120,000 บาท อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินในลำดับที่ 1-250 รายการ ที่เปิดให้ประมูลในวันนี้ มีประชาชนให้ความสนใจและลงทะเบียนเข้าร่วมประมูล จำนวน 1,159 คน มีการวางเงินมัดจำ 10% เป็นเงิน 13 ล้านบาท ประเมินล่วงหน้าว่าประมูลครั้งนี้จะได้เงินประมาณ 130 ล้านบาท จากเดิมที่ประเมินตอนแรกก่อนการประมูลคาดจะได้ประมาณ 50 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยอดเงินการประมูลอาจจะต่ำกว่าหรือสูงกว่าที่ประเมินก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจและการสู้ราคาของผู้ประมูล ประชาชนที่เข้าร่วมประมูลนั้น ทาง ปปง.ไม่มีการตรวจสอบประวัติแต่อย่างใด เพียงนำบัตรประชาชนมาแสดงตัวก่อนเข้าร่วมประมูล

ต่อมาเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่สหการประมูล เริ่มการประมูลทรัพย์สินชิ้นแรกคือ ประติมากรรมหินทรายแกะสลักพระพุทธรูปปางนาคปรก พร้อมฐานขนาดใหญ่ ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 120,000 บาท และผู้ประมูลสามารถเพิ่มราคาสู้ได้ครั้งละ 5,000 บาท โดยมีผู้ลงทะเบียนประมูล 5 คน มีการวางเงินประกันคนละ 60,000 บาท มีการสู้เพิ่มราคาสู้กันชนิดถึงพริกถึงขิง สุดท้ายเจ้าหน้าที่สหการประมูลเคาะไม้ครั้งสุดท้ายที่ราคา 270,000 บาท แก่ผู้ประมูลหมายเลข 2145 คือ น.ส.ภิรญา พุฒิกมลธรรม อายุ 39 ปี เจ้าของธุรกิจค้าอัญมณี ย่านสีลม ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเชิญ น.ส.ภิรญา ออกมาถ่ายรูปร่วมกับ พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.

ทั้งนี้ น.ส.ภิรญากล่าวว่า ประติมากรรมดังกล่าว เป็นของที่มีความเก่าและมีสภาพสมบูรณ์มาก แต่ไม่ทราบว่า ราคาจริงนั้นมีมูลค่าสูงเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่คนชอบสะสมของเก่า ที่ร่วมประมูลทรัพย์สินในครั้งนี้ เห็นว่าเป็นการนำเงินคืนให้แผ่นดิน จึงเข้าร่วมประมูลสู้ราคา อย่างไรก็ตาม งานมหกรรมขายทอดตลาดฯ ครั้งที่ 1 นี้ สนใจทรัพย์สินกว่า 10 รายการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประมูลทรัพย์สินวันแรกนั้น ทรัพย์สินที่เป็นที่หมายปองแก่นักประมูลเป็นนาฬิกาหรู ราคาแพงหลายยี่ห้อ อาทิ โรเล็กซ์ ปาเต๊ก ฟิลลิป เป็นต้น โดยที่มีการประมูลสูงที่สุดคือ นาฬิกาโรเล็กซ์ แพ็ก 4 เรือนคู่ ราคาเริ่มประมูล 950,000 บาท โดยจบราคาประมูลที่ 1,500,000 บาท ขณะที่ภาพวาดของศิลปินชื่อดัง ภาพชื่อ “บ้านริมน้ำเมืองเนเธอร์แลนด์” เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าฝ้ายโดยศิลปินชาวฮอลแลนด์ ในปี ค.ศ.1906 มีอายุกว่า 109 ปี ตั้งราคาประเมินไว้ที่ 15 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในการประมูลครั้งนี้ ยังไม่มีผู้ประมูล

 

ประมูลทรัพย์ เครือข่าย ‘บิ๊กกิ๊ก’ วันแรกคึกคัก! คาดได้ไม่ต่ำ 20 ล้าน

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/485111

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2558 16:20

วันแรกของการประมูลทรัพย์สินที่ยึดจากอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นไปอย่างคึกคัก ด้านเลขาฯ ปปง.คาดภาพรวมการประมูลวันแรกได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท…

วันที่ 5 มี.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศวันแรกของประมูลทรัพย์สินที่ยึดมาจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพวก โดยเป็นการเปิดประมูลขายทอดตลาดครั้งที่ 1 ในงาน “มหกรรมขายทอดตลาด ตัดวงจรการฟอกเงิน นำเงินคืนสู่แผ่นดิน” ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เริ่มเปิดประมูลในเวลา 10.00 น. โดยมีประชาชนเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสิ่งที่นำมาเปิดประมูลขายทอดตลาดเป็นทรัพย์สิน 1,000 รายการแรก แบ่งเป็น 4 วัน โดยในวันนี้( 5 มี.ค) มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินลำดับที่ 1-250 ซึ่งจะมีทรัพย์สินประเภทต่างๆ อาทิ นาฬิกา, รูปปั้นประติมากรรม, เฟอร์นิเจอร์, ภาพวาด และถ้วยชามเบญจรงค์ เป็นต้น ซึ่งการเปิดประมูลรอบแรก จะมีไปจนถึงถึงวันที่ 8 มี.ค. และรอบสองในวันที่ 23- 28 มี.ค. ประมูลอีก 1,000 รายการ

สำหรับสินค้าชิ้นแรกที่ถูกประมูล คือ หินทรายแกะสลักพระพุทธรูปปางนาคปรก อายุกว่าพันปี พร้อมฐานขนาดใหญ่ ซึ่ง น.ส.ภิรญา พุฒิกมลธรรม เจ้าของบริษัทขายพลอยแห่งหนึ่งย่านสีลม ประมูลไปได้ด้วยราคา 270,000 บาท จากราคาเริ่มต้นที่ 120,000 บาท

ด้าน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า การประมูลในวันนี้มีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งรายได้นั้นน่าจะไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปปง.ได้จัดเตรียมรถตู้กดเงินสดของธนาคารออมสิน และรถตู้กดเงินธนาคารกรุงไทย มาตั้งให้บริการกับประชาชนภายในงาน พร้อมการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่คอยรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด.

 

ประมูลขาย

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/484575

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2558 07:30

ประชาชนดูทรัพย์สินที่ ปปง.ยึดจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. และพวกประมาณ 2 หมื่นชิ้น จาก 5 ประเภท ที่นำมาเปิดโชว์ที่ ร.1 พัน. 2 รอ. ถนนแจ้งวัฒนะ โดยจะขายทอดตลาดระหว่างวันที่ 5-8 มี.ค. ส่วนลอตที่ 2 เปิดให้ดูวันที่ 21-22 มี.ค. และจะขายทอดตลาดในวันที่ 23-26 มี.ค.

 

ผบ.คุกยัน พ่อแม่ ‘ศรีรัศมิ์’ ยังสบายดี

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/484201

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2558 05:41

อยู่แดนผู้สูงวัย ป.ฝากขัง‘ป๋าชื่น’ ไม่ให้ประกันตัว

ผบ.เรือนจำเผย แพทย์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯตรวจร่างกายพ่อท่านผู้หญิง ศรีรัศมิ์พบมีโรคประจำตัวเพียบทั้งเกาต์ ความดัน โรคกระเพาะ และมีอาการเครียดจากการเข้ามาอยู่ในเรือนจำวันแรก ส่วนแม่เข้าทัณฑสถานหญิงกลาง ตรวจร่างกายไม่พบโรคประจำตัว ทั้ง 2 คนถูกส่งเข้าแดนผู้สูงอายุที่มีแพทย์และพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนคดีแอบอ้างเบื้องสูงฮุบที่ดินลำตะคอง โคราช กองปราบฯคุมตัว “ป๋าชื่น” ฝากขังศาลอาญาแล้ว ญาติยื่นเงินสด 3 ล้าน ขอประกันตัว แต่ไม่อนุมัติคุมตัวเข้าเรือนจำทันที

กรณีเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. แอบอ้างเบื้องสูง กว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านนิคมสร้างตนเองลำตะคอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มาจัดสรรขายในราคาแพง ความคืบหน้าที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 28 ก.พ. พนักงานสอบสวนกองปราบปรามคุมตัวนายบุญธรรม หรือป๋าชื่น บุญเทพประทาน อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 ถนนเทศบาล 26 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปฝากขังศาลผัดแรก

คำร้องฝากขังระบุว่า ระหว่างปี 2550-2551 ต่อเนื่องกัน นายบุญธรรม หรือป๋าชื่น เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทบ้านชุมทอง จำกัด และบริษัทเขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด ให้นายเสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์ ที่เข้ามอบตัวและฝากขังต่อศาลไปแล้วเมื่อวันที่ 19 ก.พ.58 เป็นนายหน้าที่ติดต่อหาซื้อที่ดินบริเวณเขาหนองเชื่อม ที่ดินบางส่วนยังทับซ้อนกับที่ทหารหน่วยรบพิเศษหนองตะกู วันเวลาเกิดเหตุนายเสฏฐวุฒิติดต่อชาวบ้านผู้ครอบครองที่ดินในนิคมสร้างตนเองลำตะคองเพื่อซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าว แจ้งชาวบ้านและผู้ครอบครองที่ดินรวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับที่ดิน แอบอ้างว่านายบุญธรรม หรือป๋าชื่น จะมอบที่ดินบริเวณดังกล่าวให้หม่อมศรีรัศมิ์ อดีตพระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เพื่อสร้างวังอันไม่เป็นความจริง ชาวบ้านจึงขายที่ดินให้บริษัทฯนายบุญธรรมในราคาถูก

นายบุญธรรมกับพวกยังแอบอ้างเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับที่ดินออกโฉนดที่ดิน แล้วนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรขายให้กับบุคคลทั่วไปในราคาสูง เป็นการอาศัยอำนาจและอิทธิพล การกระทำดังกล่าวทำให้รัชทายาทเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และทำให้ประชาชนหมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชทายาท เหตุเกิดที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาวันที่ 27 ก.พ.58 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามจับกุมนายบุญธรรมตามหมาย จับศาลอาญาที่ 377/2558 ลงวันที่ 19 ก.พ.58 ที่ลานจอดรถในปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. นำส่งคณะพนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 64/2558 ลงวันที่ 3 ก.พ.58 ดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

ตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้ การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นเนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก รอผลตรวจสอบพิมพ์มือผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรและรวบรวมเอกสารอื่นๆ จึงขอฝากขังผู้ต้องหาผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-11 มี.ค.58 และคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ศาลสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขังได้

หลังจากนั้นญาติยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวนายบุญธรรม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีเป็นความผิดร้ายแรงมีอัตราโทษสูง และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการออกเอกสารสิทธิที่ดินของรัฐ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยการอ้างสถาบันเบื้องสูง เกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาจะหลบหนีจึงให้ยกคำร้อง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงควบคุมตัวนายบุญธรรม หรือป๋าชื่น ขึ้นรถส่งควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ส่วนคดีตำรวจกองปราบปรามแจ้งข้อหาดำเนินคดีนางวันทนีย์ สุวะดี อายุ 66 ปี และนายอภิรุจ สุวะดี อายุ 72 ปี มารดาและบิดาท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี คดีแอบอ้างเบื้องสูงและแจ้งความเท็จทำให้สาวชาว จ.ราชบุรี ติดคุกนาน 1 ปี 6 เดือน คุมตัวฝากขังศาลและยกคำร้องการขอปล่อยตัวชั่วคราว นางวันทนีย์ถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง บางเขน ส่วนนายอภิรุจถูกส่งไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าวันเดียวกัน นายอายุตม์ สินธพพันธ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เผยว่า หลังจากรับนายอภิรุจมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ นำตัวเข้าไปคุมขังในแดนแรกรับทันที และมีขั้นตอนการตรวจร่างกายผู้ต้องขังตามปกติ พบว่านายอภิรุจมีโรคประจำตัวเหมือนผู้สูงอายุทั่วไปคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น ในวันที่ 1 มี.ค. จะย้ายไปอยู่แดน 3 ซึ่งเป็นแดนของกลุ่มผู้ต้องขังผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มนี้จะสะดวกต่อการดูแล เพราะมีพยาบาลคอยดูแลตามโปรแกรมของแพทย์ ทั้งนี้ หลังจากนายอภิรุจเข้ามาอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เบื้องต้นมีอาการเครียดนิดหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้ต้องขังใหม่

ด้านนางสิริพร ชุติกุลัง ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง บางเขน เผยว่า หลังจากรับตัวนางวันทนีย์เข้ามาดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบการรับผู้ต้องขังใหม่ปกติ แต่แยกไปอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังสูงอายุที่มีการดูแลอย่างใกล้ชิด จากการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่าไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคร้ายแรงอะไร อาการทั่วไปก็ปกติดี

 

พ่อแม่ ‘ศรีรัศมิ์’ เศร้า ถูกส่งเข้าเรือนจํา (ชมคลิป)

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/484058

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.พ. 2558 06:17

คดีหมิ่นฯ-กลั่นแกล้ง ตํารวจค้านประกันตัว ‘ป๋าชื่น’ปัดอ้างสถาบัน

พ่อแม่ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์เข้าพบพนักงานสอบสวนส่งตัวต่อให้อัยการพร้อมสำนวนคดีหมิ่นเบื้องสูง กับคดีกลั่นแกล้งสาวราชบุรีแจ้งความเท็จจนติดคุก ทั้งคู่ยอมรับสารภาพไม่ขอเอ่ยอะไรอีก ทว่ายังรักเทิดทูนสถาบัน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สิ่งที่ “พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์” ทำไปครอบครัวไม่รู้เรื่อง ตำรวจนำฝากขัง ศาลไม่ให้ประกันเข้านอนเรือนจำ ด้าน “ป๋าชื่น โคลอนเซ่” โผล่มอบตัวตามหมายจับ รับซื้อที่ดินลำตะคองไปทำธุรกิจในอนาคต คิดว่ามีโฉนดถูกกฎหมาย ไม่ได้อ้างสถาบัน โยน “โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์” ไปดูที่แล้วสนใจอยากถวายเบื้องสูง

คดีหญิงสาวชาว จ.ราชบุรี แจ้งจับนายอภิรุจ สุวะดี อายุ 72 ปี และนางวันทนีย์ สุวะดี อายุ 66 ปี บิดาและมารดาของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี กรณีกลั่นแกล้งแจ้งความเท็จ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกจำคุกเป็นเวลานาน 1 ปี 6 เดือน เหตุเกิดเมื่อปี 2546 อีกทั้งแอบอ้างเบื้องสูง ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ก.พ. นายอภิรุจ และนางวันทนีย์ บิดาและมารดาของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พร้อมด้วย น.ส.ปณิตา สุวะดี ลูกสาว เข้าพบ พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รรท.ผบช.ก. พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี รอง ผบก.ป พ.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธ์ุม่วง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ บก.ป.เพื่อส่งฟ้องพร้อมสำนวนการสอบสวนคดีหมิ่นเบื้องสูง, ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย และใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานแจ้งความเพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา

หลังตรวจสอบความเรียบร้อยต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว พล.ต.ต.ฐิติราชพร้อมคณะพนักงานสอบสวนร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน มี พ.ต.อ.อัคราเดช ลำดับขั้นตอนว่า พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และสรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้นแล้ว ถึงนัดหมายให้นายอภิรุจและนางวันทนีย์มาเพื่อส่งฟ้องคดีต่ออัยการและศาลต่อไป โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง ขณะนี้ผู้ต้องหาในคดีมีเพียง 2 ราย ส่วน น.ส.ปณิตา ลูกสาว พนักงานสอบสวนพิจารณา อนุญาตให้สามารถอยู่ใกล้ชิดกับผู้ต้องหาได้ เนื่องจากผู้ต้องหาทั้งสองเป็นผู้สูงอายุ และสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง

ด้านนางวันทนีย์ยอมรับว่า สารภาพไปหมดแล้วทุกอย่าง สิ่งที่ทำไป พูดไป เป็นความไม่ตั้งใจ ก็มีแค่นั้นแหละ สารภาพหมดในทุกข้อกล่าวหา ไม่ขอพูดอะไรมาก อยากจะบอกเพียงว่า ยังคงรักและเทิดทูนสถาบันเหมือนเดิม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงชุบเลี้ยงครอบครัวมา สำนึกอยู่ทุกวันทุกคืน ไม่เคยลืม ขณะที่นายอภิรุจกล่าวว่า ไม่มีอะไรมาก สำนึกผิดแล้ว ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทำอะไรไปโดยไม่ทันได้คิด ทำให้สถาบันเบื้องสูงได้รับความเสียหาย ยืนยันว่า เรื่องการพนัน เรื่องบ่อนอะไรไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องกับสถาบัน จะมีก็ส่วนตัวที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ทำโดยครอบครัวเราไม่รู้เรื่อง

น.ส.ปณิตา สุวะดี มีศักดิ์เป็นพี่สาวของท่าน ผู้หญิงศรีรัศมิ์ ร่วมแจงด้วยว่า ครอบครัวไม่ได้เกี่ยวข้องอ้างสถาบันเบื้องสูง หรือธุรกิจอะไรผิดกฎหมาย ถ้าจะเกี่ยวข้องคือ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปทำอะไร ครอบครัวก็ไม่ทราบ ครอบครัวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงชุบเลี้ยงครอบครัวเรามา “มีสิ่งที่พี่น้องคนในตระกูลไปแอบอ้าง หรือว่าญาติอย่างท่านพงศ์พัฒน์ไปแอบอ้างเปิดบ่อนการพนัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันและครอบครัวเรา รวมทั้งท่าน ผู้หญิงน้องสาวเราด้วย อยากจะฝากทางสื่อมวลชน เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น ทุกๆเรื่อง สถาบันไม่ได้รับรู้ ครอบครัวก็ไม่ได้รับรู้ ทุกคนถวายงานด้วยจิตที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เรื่องเกี่ยวกับท่านพงศ์พัฒน์ ท่านไปแอบอ้างก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของท่าน ขอยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย”

ต่อมา พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี รอง ผบก.ป. และพนักงานสอบสวน คุมนายอภิรุจ สุวะดี และนางวันทนีย์ สุวะดี ขึ้นรถตู้เดินทางไปยังศาลอาญายื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลครั้งแรก ท่ามกลางสีหน้าเศร้าหมองของ น.ส.ปณิตา ลูกสาว ที่น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเป็นห่วงผู้บังเกิดเกล้า คำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.46 ผู้ต้องหาทั้งสองเป็นบิดามารดาของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี แอบอ้างสถาบันพระมหา-กษัตริย์ด้วยการข่มขู่ น.ส.ศวิตา หรือแสงระวี มณีจันทร์ กับครอบครัวให้เกิดความเกรงกลัว เนื่องจากโกรธเคืองที่ได้ไปเที่ยวพูดกับบุคคลอื่นว่า รู้จักกับนายอภิรุจทำให้เกิดข่าวลือมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

ผู้ต้องหาทั้งสองต้องการให้ น.ส.ศวิตาต้องโทษจำคุกเพื่อให้หลาบจำ มีการแจ้งความดำเนินคดี น.ส. ศวิตาฐานฉ้อโกง ถึงแม้ น.ส.ศวิตาจะไม่ได้กระทำผิดก็ตาม แต่ด้วยความหวาดกลัวการข่มขู่ของผู้ต้องหาทั้งสอง จึงต้องรับสารภาพไม่กล้าโต้แย้ง เป็นเหตุให้ถูกศาลพิพากษาจำคุก 24 เดือน และเมื่อจำคุกไปแล้ว 1 ปี 6 เดือน ได้รับอภัยโทษ การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองทำให้ น.ส.ศวิตาและครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติ เพราะ เกรงจะได้รับอันตรายจนเวลาผ่านมา 10 ปีเศษ

น.ส.ศวิตาเห็นว่า ครอบครัวผู้ต้องหาทั้งสองถูกดำเนินคดี เกี่ยวกับการแอบอ้างสถาบันไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหลายคดี จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดี ตาม ป.อาญา มาตรา 112 พนักงานสอบสวนเห็นว่า การกระทำของผู้ต้องหาก่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อบุคคลอื่น และไปข่มขู่ ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรวบรวมพยานหลักฐาน จึงขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.- 10 มี.ค.นี้ พร้อมขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากคดีมีความร้ายแรง มีอัตราโทษสูง และเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านอนุญาตให้ฝากขังได้ ต่อมาญาติได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสดคนละ 1 ล้านบาทขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง ศาลพิเคราะห์แล้วไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวนายอภิรุจไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ส่วนนางวันทนีย์ ถูกส่งไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

วันเดียวกัน นายบุญธรรม บุญเทพประธาน อายุ 65 ปี หรือ “ป๋าชื่น โคลอนเซ่” กรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทบ้านชุมทอง จำกัด และบริษัทเขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด ผู้ต้องหาในฐานความผิดแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ตาม ป. อาญา มาตรา 112 เข้ามอบตัวต่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับ ทั้งนี้ นายบุญธรรมเปิดเผยว่า ไม่เคยกล่าวอ้างถึงเบื้องบน การรวบรวมที่ดินจากชาวบ้านนิคมสร้างตนเองลำตะคอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้รับข้อมูลจากนายเสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์ ว่าราคาที่ดินไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งตนย้ำมาตลอดว่า ต้องการที่ดินที่มีโฉนดเท่านั้น ถ้าไม่มีโฉนดตนไม่เอา และรับซื้อเอาไว้ เนื่องจากนายเสฏฐวุฒิ ยืนยันว่าที่ทุกแปลงมีโฉนด เมื่อเจ้าหน้าที่กรมที่ดินออกเอกสารให้เรียบร้อยจึงคิดว่าที่ดินทั้งหมดถูกต้อง

เจ้าของธุรกิจอาบอบนวดชื่อดังยืนยันว่าตนไม่เคยสั่งให้นายเสฏฐวุฒิ เป็นคนรวบรวมที่ดิน แต่ทุกคนก็รู้ว่านายเสฏฐวุฒิเป็นนายหน้าค้าที่ดินในย่านปากช่อง ตนทำทุกอย่างเพียงแค่อยากได้โฉนด เหตุผลที่อยากได้ที่ดินบริเวณนั้น เพราะตนเป็นพ่อค้า และมีข่าวว่าต่อไปในอนาคตกรุงเทพฯจะถูกน้ำท่วม จึงมีความคิดที่จะดำเนินการธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินในบริเวณนี้ เนื่องจากพื้นที่บนเขาใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีเขตโอโซนดีเป็นอันดับ 7 ของโลก เป็นพื้นที่ที่มีอากาศดี ส่วนประเด็นที่มีการพูดว่าตนรวบรวมที่ดินบริเวณนั้นเพื่อที่จะสร้างวัง ไม่เป็นความจริง เรื่องนี้ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก.ไปเที่ยว และเห็นว่าที่ดินบริเวณนั้นสวย จึงมีความ ต้องการอยากได้บ้าง ความที่เป็นพรรคพวกตนเสนอขายให้ราคาไร่ละไม่เกิน 2 แสนบาท พล.ต.ต.โกวิทย์ยังมีความต้องการที่จะให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ซื้อที่บริเวณนี้ด้วย และเคยได้ยินในลักษณะที่ว่า พล.ต.ต.โกวิทย์จะซื้อที่ดินไปถวายเบื้องสูงเท่านั้นเอง ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรไม่รู้

 

มอบตัวสู้คดี! ‘ป๋าชื่น’ ปัดแอบอ้างเบื้องสูงซื้อที่เขาใหญ่

Published มีนาคม 9, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/483935

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2558 17:58

‘ป๋าชื่น’ เข้ามอบตัวสู้คดี กรณีหลอกลวงประชาชนเพื่อซื้อที่ดินนิคมสร้างตนเอง ลำตะคอง ระบุไม่เคยแอบอ้างเบื้องสูง เพื่อบังคับให้ชาวบ้านขายที่ ด้าน ‘ผบ.ตร.’ ยันให้ความเป็นธรรม …

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญธรรม บุญเทพประทาน หรือ ป๋าชื่น กรรมการบริษัท บ้านชุมทอง จำกัด และบริษัท เขาใหญ่เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด เดินทางเข้ามอบตัวต่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. หลังถูกออกหมายจับในข้อหา หมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีหลอกลวงประชาชนเพื่อซื้อที่ดินนิคมสร้างตนเอง ลำตะคอง บริเวณเขาหนองเชื่อม กว่า 500 ไร่ ที่บริเวณ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และเป็นพื้นที่รอยต่อกับเขตทหาร

พล.ต.อ.สมยศ เปิดเผยว่า นายบุญธรรมได้เดินทางเข้ามอบตัวด้วยความสมัครใจ และทางเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ป๋าชื่น เข้ามอบตัวสู้คดี! ยันไม่เคยแอบอ้างเบื้องสูง เพื่อซื้อที่ดินเขาใหญ่

ส่วนนายบุญธรรม หรือ ป๋าชื่น กล่าวให้การปฏิเสธว่า ตนไม่เคยแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ด้วยการได้มาของที่ดินบริเวณนี้ เนื่องจากอยากได้ที่ดินที่เขาใหญ่ เพราะมีอากาศดีเป็นแหล่งโอโซน อันดับ 7 ของโลก เพื่อนำมาจัดสรร หวังขายเก็งกำไร โดยมี นายเสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์ เป็นนายหน้าค้าที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว มาเสนอขายที่ดินบริเวณนี้ให้ ในราคาไร่ละไม่เกิน 1 แสนบาท ขณะที่ตนเห็นว่ามีราคาถูกและพื้นที่ทำเลดี จึงตัดสินใจซื้อ และนำไปจัดสรรขายต่อไร่ละ 6-7 แสนบาท หรือบางแปลงมีราคาสูงถึงหลักล้าน

ทั้งนี้ นายบุญธรรม กล่าวยืนยันว่า จะซื้อที่ดินต่อเมื่อมีโฉนดถูกต้องเท่านั้น ไม่เคยไปข่มขู่บังคับชาวบ้านในพื้นที่ และไม่ทราบด้วยว่านายเสฏฐวุฒิ ใช้วิธีการใดถึงได้เอกสารสิทธิมา จากนั้นตนได้ไปโอนที่ดินที่กรมที่ดิน โดยมีการโอนสิทธิ์ตามปกติ จึงไม่ได้สงสัยติดใจอะไร ก่อนนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรแบ่งขาย ต่อมา พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว มาเห็นพื้นที่ดังกล่าว จึงสนใจขอแบ่งซื้อ และได้แบ่งขายให้ในราคาถูก ไร่ละไม่เกินสองแสนบาท และเมื่อ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ทราบเรื่อง จึงอยากซื้อที่ดินบริเวณนี้ด้วย

สำหรับภายหลังการเข้ามอบตัวของนายบุญธรรมกับพนักงานสอบสวนในวันนี้ เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวนายบุญธรรม ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองปราบปรามต่อไป

 

%d bloggers like this: