กฎหมาย

All posts tagged กฎหมาย

‘กฎหมาย’กับพลังงานทดแทน

Published เมษายน 20, 2012 by SoClaimon

‘กฎหมาย’กับพลังงานทดแทน

 ‘กฎหมาย’กับพลังงานทดแทน : เส้นทางอาชีพ โดย… สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com

          การพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมและผลักดันการอนุรักษ์พลังงานอย่างเต็มรูปแบบและมีการพัฒนาอย่างครบวงจร โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างน้อยร้อยละ 25 ภายใน 10 ปี มีการส่งเสริมการใช้อุปกรณ์และอาคารสถานที่ที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งเสริมกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาดเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ตลอดจนสร้างจิตสำนึกของผู้บริโภคในการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพให้เป็นระบบจริงจังและต่อเนื่องทั้งภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และภาคครัวเรือน

เพราะพืชพลังงานทดแทนถือเป็นวัตถุดิบหลักในการนำมาผลิตพลังงานทดแทนและพลังานเหล่านี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ และส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน ขณะเดียวกันความต้องการใช้พลังงานมีเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทยของเรามีแหล่งพลังงานน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ

กล่าวคือกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องเสียเงินซื้อพลังงานจากหลายแหล่ง คิดเป็นเงินกว่า 8 แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นหากสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลง แล้วนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ก็จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนเป็นอย่างมาก

พลังงานทดแทนนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มการพึ่งพาตนเองในเรื่องพลังงาน หรืออย่างน้อยก็ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศที่ต้องใช้ในการซื้อพลังงานพลังงานทดแทนจึงเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่พยายามส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่โครงการพลังงานทดแทนต่างๆ มักจะถูกต่อต้าน หรือคัดค้านจากประชาชน ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและไม่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ทำให้โครงการต่างๆ นั้นไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ทำให้เกิดผลเสียทั้งต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

ด้วยเหตุนี้สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และสถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน จัดตั้งโครงการ “การประชาสัมพันธ์กฎหมายพลังงานทดแทน” เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้หน่วยงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตและผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทน เกิดความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติตามกฎหมายด้านพลังงานทดแทนที่ถูกต้อง จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “การประชาสัมพันธ์กฎหมายพลังงานทดแทน” ขึ้น

โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ร่วมระดมแนวความคิดและจัดทำแผนประชาสัมพันธ์กฎหมายทดแทน และการใช้สื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อวันอังคารที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา และจะมีการจัดสัมมนาอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 20 เมษายนนี้ ในหัวข้อเรื่อง “บทบาทการประชาสัมพันธ์กฎหมายพลังงานทดแทน” เพื่อระดมแนวคิดและร่วมกันจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์กฎหมายทดแทน ณ ห้องแกรนฮอลล์ 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น.เป็นต้นไป ใครสนใจเชิญได้นะครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
………………………..
(หมายเหตุ ‘กฎหมาย’กับพลังงานทดแทน : เส้นทางอาชีพ โดย… สุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com)

ต้องแก้ไขกฎหมายที่ดินใหม่

Published เมษายน 4, 2012 by SoClaimon

ต้องแก้ไขกฎหมายที่ดินใหม่

 เกษตร : คอลัมน์ รู้มา เล่าไป – ต้องแก้ไขกฎหมายที่ดินใหม่ – โดย … ดลมนัส กาเจ

          ตอนนี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่น ได้ยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ที่ดินใหม่ เพื่อเป็นการป้องกันต่างชาติเข้าฮุบที่ดินของคนไทยที่เหลืออยู่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบก่อนที่จะเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่ง ร่าง พ.ร.บ.ที่ดินใหม่ ที่ว่านี้จะช่วยปกป้องที่ดินให้อยู่ในกำมือของไทยได้ครับ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์การฮุบที่ดินภาคการเกษตรโดยชาวต่างชาติ อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงมากครับ หากปล่อยไปจะนำไปสู่ “ปัญหาเกษตรกรไทยจะไม่มีที่ทำกิน”

อย่าลืมว่าในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ คนทั่วโลกกำลังจับตามองถึงสถานการร์อันเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศก็คือเสถียรภาพและความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า แหล่งวัตถุของอาหารนั้นส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตร

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรกรรม ที่ขึ้นชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์เหมาะต่อการเพาะปลูก ทำให้ประเทศไทยถูกจับตามองจากกลุ่มทุนต่างชาติ ที่จะมาลงทุนทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตร รวมถึงธุรกิจที่อยู่อาศัยและบริการ โดยใช้ช่องโวของกฎหมายที่ดินในบ้านเรา

กฎหมายที่ดินในบ้านเราประกอบด้วยพระราชบัญญิติ หรือ พ.ร.บ.หลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ร.บ.ประมวลที่ดิน ตลอดจน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคงต่างด้าว เป็นต้น แต่ละพ.ร.บ.นั้นต้องยอมรับว่ามีช่องโหว่ที่เอื้อต่อการเปิดโอกาสให้ต่างชาติมาครอบครองที่ดินในประเทศไทยได้ครับ

ที่เห็นกันอย่างชัดเจนก็คือกฎหมายบางมาตราที่ยกเว้นให้ต่างชาติซื้อที่ดินได้ อาทิ คู่สมรส ที่ดินมรดก และเงื่อนไขของมูลค่าการลงทุน ที่หุ้นกับคนไทยในอัตราที่คนไทยถือหุ้นมากกว่า 50% ช่องโวตรงนี้แหละครับ ที่ต่างชาติเข้าถือครองที่ดินได้ในนามของคนไทย

คู่สมรสบางคนอาจมีเจตนาดี ซื้อที่ในเมืองไทยวังใช้วิตในบานปลาย แต่อีกจำนวนมากวังหุบที่ดินของไทย ด้วยการสมรสปลอม คือจ้างคนไทยให้จดทะเบียนสมรส แต่ไม่ได้อยู่เป็นสามีภรรยา แล้วให้ภรรยาสมรสปลอมที่ว่านี้ไปกว้านซื้อที่ดิน และจ้างคนไทยอีกนั่นแหละเป็นผู้ดูแล แต่อำนาจจริงอยู่ที่ต่างชาติ

อีกส่วนหนึ่งใช้คนไทยถือหุ้นลม คือให้คนไทยกว้านซื้อที่ดิน เปิดบริษัท โดยที่ต่างชาติลงทุนทั้งหมด แต่ใช้ชื่อคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หากมองผิวเผินคิดว่าคนไทยลงทุน แต่แท้จริงเพียงลูกจ้าง อำนาจการบริหารต่างๆ อู่ที่ต่างชาติ จากนั้นสร้างบริการเครื่อข่าย หรือนอมินี ออกไปกว้านซื้อที่ดินภาคการเกษตรที่มีราคาถูก โดยใช้ชื่อบริบัทแม่ที่คนไทยถือหุ้นลมส่วนใหญ่เป็นหุ้นส่วน

คนต่างชาติอาศัยช่องโหว่กฎหมายที่ดินมากว้านซื้อที่ดินในไทยเพื่อลงทุนภาคการเกษตรแล้วเอาผลผลิตกลับประเทศ ส่วนทำธุรกิจบ้านจัดสรรสำหรับคนต่างชาติ  อย่างที่เคยพบเห็นแถวๆ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีหมู่บ้านไต้หวัน หมู่บ้านสิงคโปร์ หมูบ้านเยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งเป็นสถานที่บริการจำพวกรีสอร์ทพบมากแถวเกาะสมุย ภูเก็ต รวมถึงกระบี่

ชาวบ้านบางคนไม่ได้มองไกลหรอกครับ เพียงเห็นว่าราคาผลผลิตตกต่ำ ปลูกพืชทางการเกษตรขาดทุนจึงตัดสินใจขายที่ให้เมียต่างชาติไป หากปล่อยในระยาวคนไทยไม่มีแผ่นอยู่ พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ตกในกำมือต่างชาติ

 ตรงนี้แหละครับอันตรายมากครับ !

———-

(หมายเหตุ : เกษตร : คอลัมน์ รู้มา เล่าไป – ต้องแก้ไขกฎหมายที่ดินใหม่ – โดย … ดลมนัส กาเจ)

———-

‘ชัชจ์’ปัดกวาดคมนาคม เล็งเช็คบิลย้อนหลังโครงการทุจริต

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 16:31 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193010.

Pic_193010

ไม่เสียแรงเป็นตำรวจเก่า “พล.ต.ท.ชัชจ์” รมช.คมนาคม เตรียมไล่เช็คบิลย้อนหลังโครงการทุจริต ชี้ หากเข้าข่าย 3 องค์ประกอบ ทั้ง ปชช.ร้องเรียน-ยังไม่หมดอายุความของกม. และ สื่อมวลชนสงสัย จะเข้าตรวจสอบทันที ระบุ ถนันดตรวจสอบตามนิสัยตำรวจ…

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก รมช.คมนาม เปิดเผยว่า ขณะนี้คงต้องรอให้พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคมมีการแบ่งงานก่อน จึงจะบอกได้ว่าตนมีนโยบายในการทำงานอย่างไร แต่จุดเด่นของตนคืองานด้านการตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของตำรวจที่ตนคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างต่างๆของกระทรวงคมนาคม ที่มีภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี เบื้องต้นตนอาจจะต้องขอเข้าไปตรวจข้อเท็จจริงในการดำเนินโครงการต่างๆ หากพิจารณาแล้วเข้าองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ 1.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนหรือบุคคลภายนอก 2.มีระยะเวลาเหลือพอที่จะเข้าไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและ3.สื่อมวลชน แสดงความเคลือบแคลงสงสัย

“ หากพิจารณาแล้วโครงการไหนเข้าข่าย 3 ข้อข้างต้น ผมก็จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบ เพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจาการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาล โดยจะต้องเข้าไปไล่ดูโครงการ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่ามีความไม่โปร่งใสตามข้อร้องเรียนจริงหรือไม่ และมีอายุความของคดีเหลืออยู่เพียงพอที่จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ หากพบความผิดก็ต้องเข้าไปดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพื่อให้สังคมและสื่อมวลชนมีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งยังเป็นการล้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กระทรวงคมนาคมด้วย “พล.ต.ท.ชัชจ์  กล่าว

พล.ต.ท.ชัชจ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ต้องการที่จะเข้ามาประกาศนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นภายในกระทรวงคมนาคม เพราะอาจเกิดความเข้าใจผิด หรือความรู้สึกที่ไม่ดีต่อ ข้าราชการส่วนใหญ่ที่ตั้งใจและทำงานด้วยความสุจริต จนอาจนำไปสู่ปัญหาการทำงานร่วมกัน แต่จะประกาศนโยบายการทำงานสุจริตและเที่ยงตรงมากกว่า โดยจะเน้นการทำงานที่เป็นทีมร่วมกับรัฐมนตรีอีก 2 ท่าน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 16:31 น.

เตือนขายรถโอนลอย ถ้าคนซื้อทำผิดเจ้าของติดร่างแห

Published กรกฎาคม 12, 2011 by SoClaimon

11 กรกฎาคม 2554, 19:33 น.

เตือนขายรถโอนลอย ถ้าคนซื้อทำผิดเจ้าของติดร่างแห.

Pic_185568

ขนส่งทางบก เตือนประชาชน อย่าเห็นแก่รถถูก อาจเจอรถทะเบียนสวม ผิดกฎหมาย แนะขายรถต่อห้ามโอนลอย หวั่นคนซื้อไปทำผิดกฎหมาย เจ้าของเดิมติดร่างแห

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายอัฌษไธค์  รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ต้องการเตือนประชาชน อย่าไปหลงเชื่อ ผู้ขายรถยนต์ราคาถูกเกินไป เพราะอาจมีการสวมทะเบียนปลอม จะส่งผลให้รถยนต์คันดังกล่าวผิดกฎหมายทันที และจะมีปัญหาเวลาต่อทะเบียนรถยนต์ ซึ่งให้ป้องกันโดยผู้ซื้อรถยนต์ต่อจากผู้อื่น ต้องมาดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรม ฯ เอง เพื่อให้แน่ใจว่า เป็นรถที่ไม่ผิดกฎหมาย ขณะที่ผู้ขายรถยนต์ ห้ามทำการโอนเพียงกรรมสิทธิ์ แต่ไม่มีการโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของใหม่ที่กรมฯ (โอนลอย) เพราะหากผู้ซื้อรถยนต์ ไปใช้กระทำผิดกฎหมาย เจ้าของรถเดิม จะมีความผิดด้วยทันที และที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว กว่าตำรวจจะพิสูจน์ว่า เจ้าของรถเดิมไม่มีส่วนรู้เห็น ต้องใช้เวลานาน

“ การซื้อขายรถยนต์ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ต้องดำเนินการให้ชัดเจน อย่าไปยอมให้โอนลอย เพื่อรอการขายต่อ เพราะอาจมีปัญหาภายหลังได้ และให้มาดำเนินการที่กรมฯ เท่านั้น อย่าไปหลงเชื่อใคร ซึ่งที่ผ่านมา เคยเตือนหลายครั้งแล้ว แต่พบว่า ผู้ซื้อ ขายรถยนต์หลายราย ยังดำเนินการโอนลอยแบบเดิมอยู่ และอยากเตือนประชาชนที่ไปใช้บริการที่กรมฯ อย่าไปหลงเชื่อมิจฉาชีพ แอบอ้างหลอกลวงประชาชน ดำเนินการแทนที่กรม ฯ เช่น ทำใบขับขี่ ต่อภาษีรถยนต์ ต่อทะเบียนรถยนต์ โอนซื้อ – ขายรถยนต์ โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งหลงเชื่อ เสียค่าใช้จ่ายให้กลุ่มมิจฉาชีพดำเนินการแทน และบางรายได้เอกสารปลอมกลับมา ซึ่งอยากให้ประชาชนดำเนินการกับเจ้าหน้าที่กรมฯ เท่านั้น ยืนยันว่า ไม่เสียเวลาแน่นอน”รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก กล่าว

สำหรับพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพที่พบมากที่สุด คือ การขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบรถยนต์ที่ขับผ่านสถานีรถไฟฟ้าจตุจักร โดยจะสังเกตว่า รถคันใดเตรียมชิดซ้าย เพื่อจะเลี้ยวเข้ากรม ฯ จะเข้าประกบเคาะกระจกรถยนต์ และอาสาดำเนินการให้โดยเรียกทรัพย์สินเป็นค่าตอบแทน หรือบางกรณีอาจจอดรถจักรยานยนต์ดักรออยู่บริเวณประตูทางเข้ากรม ฯ เพื่อตามประกบผู้ที่ขับรถเข้ามาและรับอาสาดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ให้แจ้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ บริเวณด้านหน้าอาคาร 4 กรม ฯ หรือแจ้ง 1586 ได้ทันที

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่จากกองตรวจการขนส่งทางบก ได้คุมเข้มโดยแต่งกายทั้งในและนอกเครื่องแบบ ติดตามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมติดประกาศรูปของผู้ที่ถูกดำเนินคดี และผู้ถูกบันทึกประวัติ มีพฤติกรรมน่าสงสัยตามบอร์ดประชาสัมพันธ์ของแต่ละอาคาร เพื่อให้ประชาชนระวัง โดยระหว่างเดือนต.ค. 53 – พ.ค. 54 จับกุมผู้กระทำผิด ส่งสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อดำเนินคดีแล้ว 84 ราย และบันทึกประวัติผู้มีพฤติกรรมน่าสงสัย เพื่อติดตามใกล้ชิดอีก 22 ราย ซึ่งหลังจากที่กรมฯ กวดขันอย่างจริงจัง พบว่า ผู้กระทำเริ่มลดลง แต่กรมฯ จะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 กรกฎาคม 2554, 19:33 น.

อาเซียน-จีน เตรียมลงนามเปิดเสรีบริการเฟส 2 ส.ค.นี้

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

7 กรกฎาคม 2554, 20:19 น.

อาเซียน-จีน เตรียมลงนามเปิดเสรีบริการเฟส 2 ส.ค.นี้.

Pic_184668

อาเซียน-จีน เตรียมลงนามเปิดเสรีบริการเฟส 2 ส.ค.นี้ คาดธุรกิจบริการไทยทั้งกฎหมาย บัญชี สถาปัตยกรรม สื่อสาร ก่อสร้าง การศึกษา การเงินท่องเที่ยว รุกเจาะตลาดแดนมังกรได้เพิ่มขึ้นแน่ พร้อมเร่งเปิดเสรีบริการและลงทุนกับอินเดีย…

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในกรอบอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาว่า เอฟทีเออาเซียน-จีน ทั้ง 2 ฝ่ายได้เห็นชอบร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงด้านการค้าบริการ และจะลงนามร่วมกันในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ครั้งที่ 10 ในเดือน ส.ค.นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 55 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จะทำให้การค้าเสรีในภาคบริการครอบคลุมสาขาบริการที่เพิ่มมากขึ้นจากการเปิด เสรีภาคบริการไปแล้วบางสาขาก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจไทยที่สนใจไปประกอบธุรกิจบริการในจีน เช่น บริการด้านวิชาชีพ กฎหมาย บัญชี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม การสื่อสาร บริการก่อสร้างและวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง บริการจัดจำหน่าย บริการทางการศึกษา บริการสิ่งแวดล้อม บริการด้านการเงิน บริการด้านท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง และบริการขนส่ง เป็นต้น

สำหรับเอฟทีเออาเซียน-อินเดีย ล่าสุดยังไม่สามารถสรุปการเจรจาในภาคบริการและการลงทุนได้ แม้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการให้การเจรจามีความคืบหน้า โดยกำหนดให้มีการจัดประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อได้ให้ข้อสรุปราวเดือนพ.ย.นี้ ส่วนเอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่น ในส่วนความคืบหน้าการเจรจาด้านการค้าบริการและการลงทุนนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายมีเป้าหมายสรุปผลการเจรจาภายในปีหน้า

นางศรีรัตน์ กล่าวต่อถึงเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะจัดทำเว็บไซต์ http://www.akfta.net เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการเปิดเสรีอาเซียน-เกาหลี ให้มีความทันสมัย และมีข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญๆ อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังได้หารือกับรัสเซีย โดยได้ตกลงที่จะจัดทำแผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่อาเซียนและรัสเซีย สนใจร่วมกัน เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย.นี้ เพื่อให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนได้พิจารณาเห็นชอบในเดือน เดียวกัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 กรกฎาคม 2554, 20:19 น.

ธปท.หนุน ใช้ทุนสำรองลงทุนน้ำมันดิบ แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

Published กรกฎาคม 7, 2011 by SoClaimon

6 กรกฎาคม 2554, 17:15 น.

ธปท.หนุน ใช้ทุนสำรองลงทุนน้ำมันดิบ แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ.

Pic_184345

ผู้ว่าธปท.ระบุ การนำทุนสำรองไปลงทุนซื้อน้ำมันดิบ เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะธปท.ไม่มีความรู้นอกจากนั้น ยังต้องศึกษากฎหมายให้ชัดเจนว่า ทำได้ทันทีหรือไม่ เพราะถ้าต้องแก้กฎหมายคงไม่ใช้อำนาจตัดสินของธปท.คนเดียว

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง กรณีที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มีแนวคิดเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งคลังน้ำมันของประเทศ เพื่อเป็นน้ำมันสำรองของประเทศ ทดแทนการยกเลิกกองทุนน้ำมัน โดยให้ธปท.นำเงินทุนสำรองทางการระหว่างประเทศส่วนหนึ่งไปลงทุนซื้อน้ำมัน สำรองเก็บไว้ว่า การที่ธปท.จะนำเงินทุนสำรองออกไปเพื่อทำอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น จะต้องมีสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง และเป็นประโยชน์กับประเทศ ซึ่งการนำทุนสำรองไปซื้อน้ำมันดิบมาสำรองไว้ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ

“ขณะที่ ทั่วโลกมีการซื้อขายน้ำมันกันแพร่หลาย และเป็นปัจจัยสำคัญของประเทศ คล้ายๆ กับการลงทุนในทองคำหรือเงินตราต่างประเทศ แต่ปัญหาคือ ธปท.ไม่มีความรู้ในธุรกิจน้ำมัน และการซื้อขายน้ำมัน ทำให้การลงทุนน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะเราก็ต้องการลงทุนในน้ำมันตอนราคาต่ำๆ ขณะที่ราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีความผันผวนสูง เช่นเดียวกับราคาทองคำ ดังนั้น การลงทุนจะต้องมีความระมัดระวัง นอกจากนั้น จะต้องไปดูกฎหมายของธปท.ในขณะนี้ก่อนว่า สามารถลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ทองคำได้หรือไม่” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และดูข้อกฎหมายด้วย เพราะหากในขณะนี้ธปท.ไม่สามารถลงทุนในน้ำมันได้ ก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่อำนาจธปท.คนเดียวที่จะทำได้ นอกจากนั้น หากจะนำเงินสำรองไปให้ปตท.บริหารจัดการเรื่องลงทุนน้ำมันให้ก็ต้องมี โครงสร้างของการทำงานที่โปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี และมีการระบุความรับผิดชอบที่ชัดเจน กรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้น

ด้านนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพิ่มเติมว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องคิดให้รอบคอบ เพราะราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูง และเท่าที่ทราบยังไม่มีธนาคารกลางประเทศไหนใช้ทุนสำรองไปลงทุนซื้อน้ำมัน เก็บเอาไว้ เพราะเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายภาครัฐมากกว่า

“การนำทุนสำรองไปลงทุนอะไรสักอย่างก็ต้องมีกลยุทธ์ด้านการลงทุนชัดเจน เพราะการลงทุนลักษณะนี้เป็นเรื่องระยะยาว อีกทั้งต้องมีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี และหากจะมีการนำเงินสำรองที่เป็นสินทรัพย์ออกไป ก็ต้องมีเพิ่มสินทรัพย์อื่นเข้าทดแทนด้วย ทั้งนี้ หากธปท.ก็มีการลงทุนเพื่อลดความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออื่นๆ ในขณะนี้ ธปท.ก็ลงทุน พันธบัตรที่อิงกับอัตราเงินเฟ้อในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการป้องกันตัวเองในยามที่ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนได้ ระดับหนึ่งแล้ว” รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าว

นางอัจนา ยังแสดงมุมมองส่วนตัวถึง รมว.คลังคนใหม่ ด้วยว่า อยากได้รมว.คลังที่มีความสามารถอย่างมาก เพราะหนทางข้างหน้าภาคคลังไม่ใช่เรื่องง่าย คือ รัฐบาลยังมีภาระที่ต้องทำตามสิ่งที่ตัวเองพูด จึงจำเป็นที่รมว.คลังต้องมองเห็นทั้งสิ่งที่ต้องทำและผลกระทบระยะยาว จึงจำเป็นต้องเป็นคนมีฝีมืออย่างมากมาทำหน้าที่ดังกล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 กรกฎาคม 2554, 17:15 น.

พาณิชย์ ออกประกาศห้ามขนย้ายหมูเป็นใน 24 จังหวัดชายแดน

Published มิถุนายน 30, 2011 by SoClaimon

29 มิถุนายน 2554, 20:10 น.
พาณิชย์ ออกประกาศห้ามขนย้ายหมูเป็นใน 24 จังหวัดชายแดน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_182677

พาณิชย์ ออกประกาศห้ามขนย้ายหมูเป็นใน 24 จังหวัดชายแดน อุดช่องมือดีลักลอบส่งออก จนดันราคาในประเทศพุ่ง

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ออกประกาศ ห้ามขนย้ายสุกรใน 24 จังหวัด ที่มีอาณาเขตติดชายแดน มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ผู้ที่ต้องการขนย้ายหมูน้ำหนักเกินตัวละ 80 กก.ตั้งแต่ 10 ตัวขึ้นไปใน 24 จังหวัดต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำและปรับ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำสุกรออกนอกประเทศ จนทำให้เนื้อหมูในประเทศขาดแคลน และราคาแพง

“ขณะนี้ราคาหมูเป็นในประเทศยังสูงถึง กก.ละ 75-76 บาท ทำให้ราคาขายปลีกยังสูงอยู่ เชื่อว่าหลังมาตรการมีผลบังคับใช้ใน 1 สัปดาห์ ราคาหมูเป็นน่าจะลดลงเหลือ กก.ละ 70 บาท และเริ่มอ่อนตัวจนสู่ภาวะปกติ” นางพรทิวา  กล่าว

สำหรับ 24 จังหวัดที่ประกาศห้ามขนย้ายหมูก่อนได้รับอนุญาต ได้แก่ จันทบุรี ตราด สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร นครพนม หนองคาย บึงกาฬ เลย พิษณุโลก อุดรดิตถ์ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มิถุนายน 2554, 20:10 น.

“ดีแทค” แจง “พาณิชย์” ยันเป็นบริษัทไทยทำทุกอย่างตามกม.

Published มิถุนายน 30, 2011 by SoClaimon

29 มิถุนายน 2554, 19:00 น.

“ดีแทค” แจง “พาณิชย์” ยันเป็นบริษัทไทยทำทุกอย่างตามกม..

Pic_182676

“ดีแทค” แจง “พาณิชย์” ยันเป็นบริษัทไทย และปฏิบัติตามกฎหมายไทยทุกประการ “บรรยงค์” ย้ำ 4 ก.ค.นี้สรุปผลการตรวจสอบได้ แต่ไม่ฟันธงใครผิด-ถูก แค่สรุปตามประเด็นกมธ.สื่อสาร-ทรูชี้ให้สอบเท่านั้น

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า  บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้เข้ามาให้ข้อมูลกับคณะทำงานตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของดีแทค โดยได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการตรวจสอบ และยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายไทยทุกประการ และมีสถานะเป็นบริษัทคนไทย ส่วนบริษัทและบุคคลที่ถือหุ้นใหญ่ในดีแทคอีก 8 ราย ที่คณะทำงานฯ ได้เชิญมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครมาให้ข้อมูล ซึ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะกรมฯ มีข้อมูลรายละเอียดการถือหุ้นต่างๆ อยู่แล้ว

“ หลังจากที่พิจารณาข้อมูลที่มีอยู่ในเบื้องต้น คาดว่าจะสรุปผลการตรวจสอบได้ภายในวันที่ 4 ก.ค.นี้แน่นอน แต่จะไม่มีการฟันธงว่าใครผิด ใครถูก เพราะคณะทำงานฯ ชุดนี้เป็นผู้ที่ตรวจสอบตามประเด็นข้อกล่าวหา ที่ได้รับจากคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ที่ได้ตั้งข้อสังเกตมีเหตุอันควรเชื่อถือได้ว่าดีแทคเป็นคนต่างด้าวเท่านั้น ส่วนการจะตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด ต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา” นายบรรยงค์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มิถุนายน 2554, 19:00 น.

กฎหมายกับระบบบริการสุขภาพทางเพศ และชีวิตจริงของผู้หญิง

Published มิถุนายน 27, 2011 by SoClaimon

27 พฤศจิกายน 2553, 08:00 น.
กฎหมายกับระบบบริการสุขภาพทางเพศ และชีวิตจริงของผู้หญิง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_129838

สัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวใดที่สร้างความตระหนกตกใจได้เท่ากับการพบซากทารกกว่า 2 พันศพ ที่วัดไผ่เงิน กทม. ซึ่งมาพร้อมกับข้อถกเถียงในเรื่องทำแท้งในสังคมไทย

ลองมาทบทวนเป็นความรู้ดูสักหน่อยว่า กฎหมายกับระบบบริการสุขภาพทางเพศที่มีอยู่ในสังคม เรามีสภาพอย่างไร เพื่อจะได้คุยเรื่องนี้กันในหนทางที่สร้างสรรค์ต่อไป

ในรายงานเรื่อง “การทำแท้งทั่วโลก…จากกฎหมายถึงระบบบริการสุขภาพกับความเป็นจริงในชีวิตของผู้หญิง” เผยแพร่ในเว็บไซต์ของมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) รวบรวมและเปรียบเทียบกฎหมายทำแท้งและระบบ บริการสุขภาพทางเพศ ใน 5 ประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม กัมพูชา เนปาล ไทย

พบว่าส่วนใหญ่ในประเทศดังกล่าวมากฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้หากอายุครรภ์ไม่เกิน12 สัปดาห์ และเหตุผลว่าหากครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้หญิง หรือเด็ก ในไทยยังมีข้อบังคับที่ตีความ “สุขภาพ” ให้ชัดเจนว่าครอบคลุมสุขภาพกายและจิตด้วย

ในส่วนระบบบริการสุขภาพนั้น บางประเทศมีระบบบริการไม่ เพียงพอ และแพทย์ปฏิเสธการให้บริการ เช่น กัมพูชา และเนปาล ส่วนเนเธอร์แลนด์นั้น มีสถานบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน แพร่หลาย มีบริการปรึกษาก่อนและหลังทำแท้ง ให้ข้อมูลและแจกอุปกรณ์คุมกำเนิด และรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ผ่านระบบประกันสุขภาพ

ในขณะที่ประเทศไทยเรานั้น สถานบริการรัฐส่วนใหญ่มีความพร้อมในการให้บริการทำแท้ง แต่แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมทำแท้งให้    แม้จะเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายอาญา และข้อบังคับแพทยสภา ด้านตำรวจไม่ยอมรับข้อบังคับแพทยสภา แม้จะมีสถานะเป็นกฎหมายเช่นกัน

ผลกระทบต่อผู้หญิงไทยก็คือ ผู้หญิงที่สามารถทำแท้งได้ตามกฎหมาย เช่น ถูกข่มขืน อันตรายต่อสุขภาพหญิง ส่วนหนึ่งไม่ได้รับบริการ และต้องตั้งท้องต่อจนคลอด หรือได้รับบริการช้า ผู้หญิงยังคงต้องไปทำแท้งไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการบาด เจ็บและเสียชีวิต ผู้หญิงที่ไม่เงิน ต้องตั้งท้องต่อไป บางคนทำแท้งเอง บางคนคลอดแล้วทิ้งลูก บางคนต้องลาออกจากโรงเรียน บางคนถูกให้ออกจากงาน โดยเฉพาะผู้หญิงทำงานโรงงานอ่านรายละเอียด “การทำแท้งทั่วโลก…” ได้ จากที่อยู่เว็บไซต์นี้http://www.whaf.or.th/content/389

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 27 พฤศจิกายน 2553, 08:00 น.

ครม.กรีซยอมออกกฎหมายรัดเข็มขัด5ปี

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

25 มิถุนายน 2554, 14:45 น.
ครม.กรีซยอมออกกฎหมายรัดเข็มขัด5ปี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181641

คณะรัฐมนตรีกรีซ เห็นชอบร่างกฎหมายกำหนดรายละเอียดมาตรการรัดเข็มขัดระยะ 5 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้กรีซได้รับเงินกู้มากขึ้นจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ คาดมีผลบังคับใช้ปลายเดือนนี้ เชื่อมีประชาชนกว่า 4 พันคนออกประท้วงมาตรการดังกล่าว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะรัฐมนตรีของกรีซ เห็นชอบร่างกฎหมายกำหนดรายละเอียดในมาตรการรัดเข็มขัดระยะ 5 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้กรีซได้รับเงินกู้มากขึ้นจากสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้ว และจะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อผ่านร่างกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้ภายในปลายเดือนนี้ แม้ว่าจะมีประชาชนชาวกรีซจำนวนมากถึง 4,000 คน ออกมาประท้วงมาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรงก็ตาม

การออกกฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้กรีซแลกเปลี่ยนเงินกู้งวดใหม่จำนวน 12,000 ล้านยูโร หรือราว 500,000 ล้านบาท (43 บาทต่อยูโร) โดยก่อนหน้านี้ทั้งอียูและไอเอ็มเอฟได้ให้เงินช่วยเหลือกรีซไปแล้ว 110,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สื่อเชื่อว่าแพ็กเกจใหม่ครั้งนี้อาจมีมูลค่าจริงถึง 140,000 ล้านยูโร ประกอบด้วยเงินกู้จริง 60,000 ล้านยูโร เงินจากภาคเอกชนช่วยสมทบ 30,000 ล้านยูโร และจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอีก 50,000 ล้านยูโร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 มิถุนายน 2554, 14:45 น.
%d bloggers like this: