ดุสิตา นาสุริยวงศ์ 2 ล้อ ท่องโลก

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2558 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/386306

ดุสิตา นาสุริยวงศ์ 2 ล้อ ท่องโลก

โดย…รอนแรม ภาพ… ดุสิตา นาสุริยวงศ์

วงการรถมอเตอร์ไซค์วิบากกำลังจับตามองผู้หญิงคนนี้หญิง-ดุสิตา นาสุริยวงศ์ เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าเธอจะเดินทางไปแข่งขันจีเอส โทรฟี่ (GS Trophy) รายการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบากระดับโลก โดยปีนี้เปิดคัดเลือกนักแข่งหญิงเป็นครั้งแรก และเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในเอเชียที่ผ่านเข้าไป

นอกจากนี้ เธอกับบิ๊กไบค์คู่ใจยังตะลอนไปทุกที่ทั่วไทยเพื่อท่องเที่ยวแนวผจญภัย จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงกล้าขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่มากขึ้น

มิตรภาพระหว่างหญิงตัวเล็กกับเพื่อนคันโตดูเหมือนจะไม่เข้ากัน แต่คุณหญิงได้พิสูจน์แล้วว่ามิตรภาพนี้ไปได้ไกลแค่ไหน

 

ผู้หญิงบิ๊กไบค์

คุณหญิงเริ่มขับบิ๊กไบค์เมื่อ 3 ปีก่อน เพราะความชอบส่วนตัวตั้งแต่เด็ก “เวลาเห็นผู้ชายขับแล้วมันเท่” เธอกล่าว“เห็นเขาขี่เพื่อท่องเที่ยวก็อยากทำแบบนั้นบ้าง”

เธอจึงเริ่มจากคันเล็กก่อนแบบ 150-250 ซีซี เพื่อค้นหาตัวเองว่าชอบขี่บิ๊กไบค์จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่พบคือเธอรักมันเข้าอย่างจัง จึงตัดสินใจซื้อบีเอ็มดับเบิลยู จีเอส800 ประเภทเอ็นดูโร่ ที่สามารถพาเธอไปผจญภัยได้ทุกรูปแบบ

“รถเอ็นดูโร่ แอดเวนเจอร์ มันสามารถไปได้ทุกสภาพถนน ทั้งถนนเรียบหรือถนนที่มีอุปสรรค อย่างเราขี่ไปต่างประเทศเป็นถนนที่เราไม่รู้จัก เจอถนนพัง ดินสไลด์ มอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ก็สามารถผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ ซึ่งขนาดเราเองยังสงสัยว่า เราสามารถขี่ผ่านทางแบบนี้ไปได้ด้วย” คุณหญิง กล่าว

 

ทั้งยังเพิ่มเติมด้วยว่า การขี่มอเตอร์ไซค์มีข้อได้เปรียบกว่ารถยนต์ตรงที่สามารถไปในทางแคบๆ อย่างเข้าป่าไปเจอธรรมชาติก็สามารถผ่านไปได้ ทำให้บางเส้นทางมอเตอร์ไซค์จะพาไปได้ไกลกว่ารถยนต์

ตอนนี้คุณหญิงทำงานเป็นพนักงานฝ่ายขายรถบิ๊กไบค์ที่เอ็มเอฟ มอเตอร์ราด พระราม 2 หนึ่งในดีลเลอร์ขายรถบิ๊กไบค์บีเอ็มดับเบิลยู เรียกได้ว่า ไม่ว่าเวลางานหรือเวลาเที่ยวก็ยังคลุกคลีกับบิ๊กไบค์ตลอด ในวันหยุดเธอมักพาสองล้อคู่ใจออกไปตะลุยเที่ยว ซึ่งมักจะเลือกเส้นทางลุยๆ อย่างที่เธอชอบ ยกตัวอย่าง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่ถนนมีโค้งให้เล่น มีช่วงขรุขระท้าทาย ซึ่งขาแอดเวนเจอร์อย่างเธอคิดออกเป็นเส้นแรกเมื่อให้แนะนำ อีกเส้นเธอเลือก อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีโค้งให้เล่นถึง 1,864 โค้ง ธรรมชาติสวยงามอากาศดี เป็นเส้นทางที่คนชอบบิ๊กไบค์ต้องมาลองสักครั้ง

นอกจากนี้ คุณหญิงยังตะลุยไกลถึงประเทศเพื่อนบ้านโดยขี่จากไทยผ่านชายแดนไปยังประเทศต่างๆ ทั้งหลวงพระบาง ประเทศลาว ซาปา ประเทศเวียดนาม และคาเมรอนไฮแลนด์ ประเทศมาเลเซีย โดยส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มเพื่อนแล้ววางแผนเที่ยวกันเอง ยกเว้นทริปเวียดนามที่เพิ่งกลับมาเมื่อเดือนที่แล้ว เธอได้ซื้อทัวร์บิ๊กไบค์ซึ่งมีผู้หญิงเข้าร่วมทริปด้วย

 

“มีรุ่นน้องที่เห็นเรา ได้คุยกับเรา เขาเห็นว่าเราไปเที่ยวเยอะมาก เราก็เล่าประสบการณ์ให้เขาฟัง จนตอนนี้มีผู้หญิงหันมาขี่บิ๊กไบค์แอดเวนเจอร์มากขึ้น” เธอกล่าว และยังการันตีว่ารูปร่างกับขนาดมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่อุปสรรค

“จริงๆ แล้วเรื่องน้ำหนักไม่ต้องกังวล” ตัวเธอเองพิสูจน์ให้เห็นแล้ว “คนตัวเล็กก็สามารถขี่ได้แค่กล้าเปิดใส่อุปสรรค ถ้าคุณมีทักษะที่ดีก็สามารถขี่บิ๊กไบค์ได้”

ทักษะของเธอถูกฝึกฝนอย่างหนักตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเพื่อที่จะพาตัวเองสู่สนามแข่งขันระดับโลก ซึ่งในตอนนี้เธอใกล้ถึงฝั่งฝันแล้ว

 

หนึ่งเดียวในเอเชีย

วันที่ 11 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เธอจะลงสนามแข่งขัน จีเอสโทรฟี่ ฟีเมล ทีม ควอลิฟาย (GS Trophy Female Team Qualifier) ที่ประเทศแอฟริกาใต้ คุณหญิงผ่านการคัดเลือกจากผู้เข้าแข่งขันผู้หญิง 119 คน 29 ประเทศทั่วโลก ให้เหลือ10 คนสุดท้ายจาก 10 ประเทศ ไปแข่งขันต่อที่แอฟริกาใต้เพื่อคัดเลือกให้เหลือเพียง 3 คน จากนั้นนักแข่งหญิง 3 คน จะรวมตัวกันเป็น 1 ทีม ไปแข่งกับทีมชาย โดยมีข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า อาจมาแข่งขันที่ จ.เชียงใหม่ ประเทศไทยนี่เอง

“หญิงฝึกอยู่ในป่าหนองหญ้าปล้อง 2 ปี โดยเริ่มจากรถเล็กก่อน เพราะเราจะกล้าล้ม กล้าเล่นพอลองรถเล็กเสร็จปุ๊บก็ไปขี่รถใหญ่ เพราะมีเบสิกเดียวกัน แตกต่างกันแค่ไซส์รถ” เธอเล่าการฝึกซ้อม ซึ่งไม่ว่าล้มเป็นร้อยครั้งแต่เธอก็ยังสู้ และสนุกไปกับมัน

การแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอก้าวสู่สนามแข่งขัน และตรงจังหวะกับทางจีเอส โทรฟี่เปิดแข่งรุ่นผู้หญิง ทำให้เธอผ่านเข้ารอบลึกๆ และมีโอกาสร่วมทีมแข่งระดับโลก แต่แม้ว่าเธอจะซ้อมอย่างดีแล้วก็ยังมีเรื่องกังวลโดยเฉพาะขนาดรถที่ต้องขับไซส์ 1,200 ซีซี ที่ใหญ่กว่ารถของเธอ

“รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์เล่าให้ฟังว่า ให้เราเน้นการบาลานซ์รถ ขับช้า การทรงตัว ทำสมาธิ บางคนขับเก่งก็ไม่อาจนำมาใช้ในการแข่งขันนี้ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องมีสติ สมาธิ และทักษะที่ดีมาก” คุณหญิง กล่าว

เคล็ดลับ 3 ประการ

เสน่ห์ของการขับรถบนเส้นทางวิบาก คือ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าข้างหน้าจะเจออะไร สภาพทางแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทรายเปียก ทรายแห้ง ทางดินแดงหินกรวด หรือทางแม่น้ำ ซึ่งก็ต้องพิจารณาอีกว่าน้ำนิ่งหรือแปรปรวน ดังนั้นระหว่างทางจึงต้องวางแผนและรู้จักหยุดคิด

“เวลาเจออุปสรรคอาจจะหยุดก่อน แล้วลงไปเช็กเส้นทางว่าจะไปต่ออย่างไร ถ้าเจอแม่น้ำก็ต้องดูว่าลึกไหม หินใต้น้ำลื่นไหม เพื่อที่จะได้คิดวางแผนขี่ต่อไปให้ผ่านพ้นอุปสรรค เวลาเราผ่านไปได้ก็จะรู้สึกภูมิใจที่สามารถแก้ไขปัญหาและผ่านมันไปได้” คุณหญิง กล่าว เธอยังพูดถึงเรื่องความแข็งแรงของร่างกายที่ต้องฟิตอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแขนและขาที่ต้องใช้กำลังมากเวลาขี่

สำหรับคนอื่นๆ ที่กำลังคิดว่าจะขี่บิ๊กไบค์เพื่อการท่องเที่ยวเธอฝากเคล็ดไม่ลับไว้ 3 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง มีครูที่ดี “คนที่ขี่บิ๊กไบค์ได้ดีไม่ใช่คนขี่มอเตอร์ไซค์เป็น แต่คุณต้องมีทักษะ เทคนิคจากครูที่มีประสบการณ์”

สอง เครื่องแต่งกายที่ดี “อุปกรณ์ที่สามารถเซฟร่างกายได้สำคัญมากๆ อย่างหญิงรถล้มนับครั้งไม่ถ้วน ถ้าไม่มีรองเท้าที่ดี พอรถทับขา ขาอาจหัก และไม่สามารถขี่ต่อได้”

และสาม รถที่ดี “เราต้องเลือกรถที่เหมาะกับตัวเรา โดยค่อยๆ ทดลองขี่ไป แล้วจะพบว่าเราชอบรถแบบไหน และรถคันไหนเหมาะกับตัวเอง”

ตอนนี้คุณหญิงอายุ 30 ปี กลายเป็นนักขี่มอเตอร์ไซค์วิบากระดับแถวหน้าของประเทศไทย และจะได้เป็นตัวแทนโลกด้วยหรือไม่ เธอฝากคนไทยช่วยส่งแรงใจเชียร์เธอด้วย

โลกของหญิง

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ คุณหญิงอยากให้โลกใบนั้น“ทุกคนไม่ทะเลาะกัน ไม่อดอยาก และมีธรรมะในใจ” และเธอยังหวังให้ทุกคนกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ อย่างบิ๊กไบค์กับสาวงาม ที่ปรากฏชัดแล้วว่า หากรักและกล้าทำก็จะนำพาไปสู่สิ่งดีๆ อย่างที่มันกำลังเกิดขึ้นกับเธอขณะนี้ขอเป็นกำลังใจให้เธอ

 

เมืองน่าอยู่

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2558 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/385077

เมืองน่าอยู่

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ Froggie

เที่ยวเมลเบิร์น เมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปี เดินไปมุมไหนก็เจอแต่จักรยาน

Froggie

คอลัมน์ ลู้ปส์ ส่งกันมาได้ที่เดิมเลยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆ อาร์ตๆ ฮิปๆ พอสวยๆ สัก 5-10 รูป ฝากเขียนชื่อตรง Subject นิดนึงว่า Loops ส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com)ถ้าได้อะไรที่มันฮิปๆ แบบ Bike Diaryยิ่งดีเลยครับ

 

 

 

 

 

ตะลุยราชสถาน ท่องภาคตะวันตกอินเดีย

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2558 เวลา 10:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/385053

ตะลุยราชสถาน ท่องภาคตะวันตกอินเดีย

โดย…ปอย  ภาพ  สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

เริ่มต้นที่มุมไบ

สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส บินตรง 4 ชั่วโมงครึ่งจากกรุงเทพฯ สู่เมืองมุมไบ หรือบอมเบย์ในอดีต ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ความเป็นเมืองสำคัญชายฝั่งทะเล ทำให้บอมเบย์เป็นเมืองท่าสำคัญของอินเดียมาช้านาน

เส้นทางท่องเที่ยวเริ่มจากมุมไบ ไปเมืองออรังกาบาดซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ เพื่อไปเที่ยวถ้ำอชันตา วัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างเมื่อ พ.ศ. 350 แล้ววกกลับมาต่อรถที่มุมไบซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว เพื่อจะต่อรถได้สะดวกกว่า ไปเมืองสีขาวอุทัยปูร์ (Udaipur) เมืองสีฟ้าจ๊อดปูร์ (Jodhpur) เมืองสีชมพูไจปูร์ (Jaipur) หรือชัยปุระ แล้วกลับมามุมไบขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ

“ก่อนไปเพื่อนก็บอกว่าสิ่งแรกคือฝึกแบกเป้หน้า-หลัง น้ำหนักที่เราขนของไปใช้ พอแพ็กกระเป๋าเสร็จก็ลองแบกเป้วันละ 2-3 ชั่วโมง เดินไปมาอยู่ในบ้านว่าไหวไหม ก็ทำงานไปด้วยลองแบกน้ำหนักกระเป๋าเป้ไปด้วย แล้วก็โทรไปบอกเพื่อน เฮ้ย…ไหวนะ (หัวเราะ) เพื่อนช่างภาพเคยไปมาแล้ว 1 ครั้งค่ะ บอกต้องเดินทั้งวัน แล้วอากาศช่วงฤดูร้อนก็ราว 40 องศาอัพ

 

ราชสถานในอินเดียก็ไม่เคยอยู่ในจินตนาการหรือความสนใจของเราเลย รู้แต่ว่าศิลปะแบบอินเดียอลังการงานสร้าง ทริปนี้ก็ต้องทำการบ้านโดยการเสิร์ชกูเกิลสถานที่แต่ละแห่งที่จะไปมีจุดเด่นอะไรบ้าง

ช่วงที่ไปคือปลายเดือน เม.ย.ก็เช็กอุณหภูมิกันรัวๆ เอาน่า… 40 กว่าองศาเราพออยู่ได้ ไม่เท่าไรก็พอๆ กับกรุงเทพฯ (หัวเราะ) แต่พอเครื่องลงมุมไบ ผิดคาดค่ะไม่ร้อนมากเพราะเราไปถึงตี 1 กว่า (ว่าแล้วก็หัวเราะอีก) ทริปนี้เราไปกันสามคน เพื่อนๆ ก็บอกว่าเราลงเครื่องแล้วค่อยหารถไปที่พักไม่น่าจะยากเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ดิฉันค้าน เฮ้ย…ไม่ได้นะ ความที่เราเคยเที่ยวประเทศที่ฮิตๆ แล้วก็ไปกับทัวร์ดีๆ สะดวกสบายตลอดเพราะฉะนั้นจะลุยหนักๆ แบบนั้นไม่ไหวนะ ก็บอกเพื่อนว่าเราต้องจองรถล่วงหน้ากับโรงแรมเลยดีกว่า ไม่เดินหาเอาดาบหน้าเด็ดขาดแล้วนี่อินเดียนะ ลงเครื่องปุ๊บมีรถมารับไปโรงแรมปั๊บ สบายกว่าค่ะ ค่าโรงแรมและค่ารถมารับก็ราว 3,000 กว่าบาท คุ้มค่ะ

เช็กเอาต์แต่เช้า แล้วเช่ารถมุ่งสู่เมืองออรังกาบาด เพื่อไปเที่ยวถ้ำอชันตา (Ajanta) ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมง เจอแล้วค่ะอากาศร้อนม-า-ก แล้วต้องเดินเข้าถ้ำโน้นมาถ้ำนี้ ร่างกายต้องพร้อมใจต้องสู้ค่ะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ไหวแน่ ก็เดินดูพระพุทธรูปโบราณในถ้ำแล้วความที่ไม่ใช่เส้นแสวงบุญที่คนไทยเราอินนะคะ ก็เลยเฉยๆ เดินชมถ้ำไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เห็นแล้วตื่นตาตื่นใจคือสิ่งก่อสร้างโบราณสถานของอินเดีย เขาใหญ่จริง อลังการจริงๆ เน้นความใหญ่โตไว้ก่อน

 

ไปเที่ยวแต่ละแห่งจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน เมืองอุทัยปูร์สวยที่สุดค่ะเป็นพระราชวังกลางน้ำ (ติดทะเลสาบพิโคล่า) สร้างขึ้นด้วยหินแกรนิตและหินอ่อนภายในประดับประดาด้วยกระจกและแก้วหลากสี ตอนนี้ดัดแปลงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ มีโรงแรม เป็นซิตี้พาเลซใหญ่โต เรื่องสิ่งก่อสร้างบิ๊กๆ นี่ต้องยกให้อินเดียเลยค่ะ”

เที่ยวอินเดียคือการผจญภัย

อันซีนของทริปนี้ จุดหมายปลายทางอยู่ที่บ่อน้ำอายุเกิน 1,000 ปี สร้างราว ค.ศ. 800-900 เป็นขั้นบันได-Stepwell ซึ่งใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง The Fall และ Batman : The Dark Knight Rises ไม่ไกลจากเมืองชัยปุระ เป็นสถานที่น่าตื่นตาตื่นใจมากแห่งหนึ่ง ตัวบ่อมีความลึก 13 ชั้น ประกอบด้วยบันได 3,500 ขั้น ผนังสามด้านเป็นขั้นบันไดทั้งหมด ส่วนผนังอีกด้านเป็นอาคารที่อยู่อาศัยที่ไว้รับรองของมหาราชาเสด็จมาท่องเที่ยวอาบน้ำ พักผ่อน พร้อมมเหสีและข้าราชบริพาร

“บ่อน้ำนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ค่ะ (Abhaneri) ดูไม่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวเลยแม้แต่คนอินเดียก็ยังไม่รู้จัก เราก็เช่ารถไปกว่าจะหาเจอก็ต้องผ่านทุ่งผ่านไร่นาเล็กๆ ไม่น่าเป็นสถานที่เที่ยว บ่อนี้อยู่ในพื้นที่รัฐราชสถานค่อนข้างแห้งแล้ง เสิร์ชข้อมูลสร้างขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ ตัวบ่อชั้นล่างสุดเป็นน้ำสีเขียว ลึกประมาณ 20 เมตร อุณหภูมิชั้นล่างสุดเย็นกว่าชั้นผิวดินถึง 5-6 องศาเซลเซียส ได้เห็นสถานที่อลังการแสนมหัศจรรย์ อันซีนจริงๆ ค่ะ นักท่องเที่ยวมาที่นี่ต้องมีแพสชั่นจากหนังจึงจะมาเที่ยวกัน

 

ขากลับจากเมืองสีชมพูไจปูร์ หรือชัยปุระ เพื่อกลับมาขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ ที่มุมไบ ความที่เป็นสาวขาลุยสุดๆ คุณช่างภาพก็ลากเพื่อนคุณหนูไฮโซขึ้นรถไฟชั้นสาม 21 ชั่วโมง (OMG!!!) ขนิษฐา บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่านี่ไม่ใช่ที่สุด เพราะเมื่อถึงมุมไบ จุดหมายปลายทางทริปที่เพื่อนสาวช่างภาพขาลุยคือไปถ่ายรูปสลัมบอมเบย์!!!

“ไปเที่ยวสลัม (หัวเราะ) เพราะกระแสความดังของหนังเรื่อง สลัมด็อก มิลเลียนแนร์ ก็อยากไปเห็นฉากตลอดทั้งเรื่องถ่ายทำที่นี่ พอไปแล้วทุกคนผิดหวังที่ทุกๆ อย่างดูถูกสร้างภาพให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากค่ะ ไม่มียาเสพติด ไม่สกปรกมากแล้วถ้าเทียบกับบ้านเรา คลั่กกว่าอีกค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าถูกหลอกไปดูภาพดีๆ สวยๆ ไม่ดาร์กอย่างที่เราคิด แล้วเราก็คิดนะคะว่าเขาต้องซ่อนมุมมืดๆ ไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเห็น คนไปเที่ยวเยอะนะคะหลังจากหนังเรื่องนี้ได้ออสการ์

ความประทับใจคือคนอินเดียค่ะ ยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งเด็กวัยรุ่นอยากพูดอยากคุยกับเรามากค่ะ เข้ามาขอโพสถ่ายรูปกับเราตลอดเวลา แล้วไปคราวนี้คุณเพื่อนช่างภาพก็มี Mission ในการกลับมาจ๊อดปูร์ ที่ตอนมาครั้งแรกก็ได้ถ่ายรูปให้กับงานเซเลเบรตรับขวัญเด็กเกิดใหม่ คือเขาเห็นมีกล้องก็ลากไปขอให้ถ่ายรูป พอกลับไปครั้งนี้ก็เลยเป็นมิชชั่นที่ได้อัดรูปกลับไปให้เขา ก็ไปตามหากันจนเจอ ถามคนขับรถรับจ้างก็เป็นเหมือนพรหมลิขิตที่เป็นญาติก็พาไปพบกันจนได้ แล้วก็เหมือนได้เจอญาติที่อยู่ในอินเดีย (หัวเราะ) คือน้องเบบี๋ที่ถ่ายรูปคราวนั้นตอนนี้ก็โตไปโรงเรียนแล้ว ทุกคนก็ตื่นเต้นดีใจมากเข้ามารุมล้อมเรา แล้วเราก็ไม่ต้องเสียค่ารถในจ๊อดปูร์เลยค่ะ กลายเป็นว่าทุกคนที่นั่นรู้จักเรา บริการเราเต็มที่

 

สิ่งที่แตกต่างจากไทยคือสีสันส่าหรี คน อาหาร แปลกหูแปลกตา มันเหมือนกับการเปิดโลกใบใหม่ให้เราแล้วเปรียบเหมือนกับเรากลับไปเป็นเด็ก ได้ไปเข้าค่ายเดินทางไกลเจอเรื่องผจญภัยได้เรื่อยๆ นะคะ ทริปท่องเที่ยวครั้งนี้ปลุกความเป็นเด็ก ปลุกความกระตือรือร้นของเรา จะมาเฉื่อยๆ ชิลๆ เหมือนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้เลย ต้องตื่นตัวรับสถานการณ์ใหม่ๆ อะเลิร์ตตลอดเวลาอย่างตอนจะไปเที่ยวถ้ำอชันตา เราเช่ารถให้เขามารับ แล้วกว่าจะสื่อสารกันได้ว่าคันไหนมารับเราใช่หรือเปล่า เพราะเขาก็แย่งลูกค้ากัน กว่าจะรู้ว่าคันไหนที่มารับเรา ก็ตื่นเต้นต้องระวังตัวตลอดเวลา

ความเหนื่อยความร้อน ถามว่าเข็ดไหม เข็ดค่ะ ตอนเดินเที่ยวเมืองสีชมพูไจปูร์นี่เข้าใจคำว่า ร้อนขาขาดเลยค่ะว่าเป็นแบบนี้ คือใส่เดรสสั้นส่วนที่โดนแดดนี่ขาไหม้แทบขาด (หัวเราะ) แต่ถ้าถามว่าถ้าเพื่อนชวนไปอินเดียอีกจะไปไหม? ไปค่ะ! (ว่าแล้วก็หัวเราะร่วน) ทริปหน้าตั้งใจว่าจะไปเที่ยวทางภาคเหนือสุด เมืองเลห์-ลาดักห์ (Leh-Ladakh) แล้วในช่วงฤดูหนาวราวเดือน ม.ค.-ปลายเดือน ก.พ. ก็ได้เห็นหิมะตกด้วย

ทริปนี้คือการเปิดโลกใหม่ให้เรา แล้วก็ใช้เงินน้อยมากตั๋วเครื่องบินทั้งไปและกลับแลกพอยต์ ก็เสียค่าภาษีสนามบินราว 7,000 กว่าบาท บวกกับค่าใช้จ่ายค่าอาหารค่ารถใช้ไปราว 1.5 หมื่นบาทเท่านั้นเองค่ะ สำหรับ 11 วัน ส่วนช็อปปิ้งเตรียมไว้ 1 หมื่นรูปี (5,000 บาท) ยังใช้ไม่หมดเลยค่ะ ตั้งใจว่าจะซื้อส่าหรี ก็ไม่มีไซส์สำหรับหุ่นมินิ ก็เลยไม่ได้ซื้อกลับมา สรุปคือใช้เงินน้อย แต่ประสบการณ์ได้มากที่สุดตั้งแต่ท่องเที่ยวมาเลยค่ะ” ขนิษฐา ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

 

ชีวิตเดินช้า แต่การพัฒนา ไม่หยุดนิ่ง

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2558 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/384929

ชีวิตเดินช้า แต่การพัฒนา ไม่หยุดนิ่ง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

“นิวซีแลนด์” เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ทุกคนต่างอยากจะมาใช้ชีวิตแบบ Slow life ด้วยบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขา ปุยเมฆขาวและอบอวลไปด้วยอากาศอันบริสุทธิ์ จึงทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งปลายทางในฝันของคนทั่วโลกที่อยากจะมาเยือนดินแดนแห่งนี้สักครั้งในชีวิต

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับประเทศนี้ ขออนุญาตพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับความหมายของคำว่า Slow life กันก่อน แนวคิดเรื่อง Slow life นั้นถูกจุดประกายโดย คาร์โล เพตรินี นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียน ที่ต่อต้านวัฒนธรรมการรับประทานอาหารจานด่วน และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบของวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งเขาก่อตั้งสมาคมภายใต้ชื่อ Slow food  โดยมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปหอยทาก ที่เป็นเครื่องหมายของการใช้ชีวิตช้าๆ ไม่เร่งรีบ เพื่อสนับสนุนให้คนหันมารับประทานอาหารให้ช้าลง และส่งเสริมการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม ภายใต้แนวคิดที่ว่า อาหารที่คู่ควรกับมนุษย์ควรเป็นอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค

ด้วยแรงบันดาลใจจากแนวคิด Slow food นายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ สี่แห่งในประเทศอิตาลี จึงร่วมมือกันก่อตั้งโครงการเมืองเนิบช้า หรือที่เรียกว่า Citta slow ขึ้นในปี 1999 เพื่อพัฒนาและสร้างสภาพแวดล้อมเมืองให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตที่เนิบช้า ใช้ชีวิตค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า แต่ก็ไม่ช้าจนล้าสมัย และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งแนวคิดทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดี นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรในประเทศ

 

ปัจจุบันมีเมือง Citta slow อยู่ 141 เมือง จาก 23 ประเทศทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ประเทศนิวซีแลนด์ และเมืองเวลลิงตัน ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่หลายต่อคนต่างใฝ่ฝันอยากจะมาใช้ชีวิตช้าๆ ที่นี่

เวลลิงตันเป็นเมืองหลวงของประเทศนิวซีแลนด์ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะเหนือ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใต้สุดของโลก เมืองนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองแห่งสายลม” เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีสายลมพัดผ่านมากที่สุดของนิวซีแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างช่องแคบคุกและเทือกเขา Rimutaka Range อีกทั้งเมืองนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาและธรรมชาติ จึงทำให้เวลลิงตันนั้นเต็มไปด้วยอากาศที่บริสุทธิ์และสดชื่นตลอดเวลา

ชื่อของ “เมืองเวลลิงตัน” นั้น มาจากการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ Arthur Wellesley หรือดยุกแห่งเวลลิงตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่ทัพคนสำคัญที่นำพาอังกฤษชนะกองทัพของจักรพรรดินโปเลียนในสงครามวอเตอร์ลู จนได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษผู้พิชิตนโปเลียน  และยังได้ครอบครองเมืองเวลลิงตันเป็นรางวัลอีกด้วย

อาคารรัฐสภารวงผึ้ง คืออีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงความทันสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

เวลลิงตันเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน หากย้อนกลับไปเมื่อพันกว่าปี ตั้งแต่ครั้งที่ชาวเมารีแล่นเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาพบหมู่เกาะนี้ เช่นเดียวกับคนผิวขาวที่ค้นพบเกาะเหนือ ก็เข้ายึดครอบครองพื้นที่ จนนำไปสู่การต่อสู้และแย่งชิงดินแดนกับชาวเมารี และสงบศึกด้วยการเซ็นสัญญาไวทังกิในปี 1840

ดังนั้น เกาะเหนือจึงถือว่าเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมชนเผ่าเมารีของนิวซีแลนด์

นอกจากเมืองเวลลิงตันจะเป็นเมืองหลวงของประเทศแล้ว เมืองนี้ยังมีความเก๋ไก๋และทันสมัย ราวกับว่ากระแสลมนั้นหอบเอาคลื่นลมแห่งความคิดสร้างสรรค์มายังเมืองนี้ ดังนั้นเมืองเวลลิงตันจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองหลวงแห่งศิลปวัฒนธรรมของประเทศ

Civic square จัตุรัสแห่งศิลปวัฒนธรรมของนิวซีแลนด์ ซึ่งตรงกลางจัตุรัสแห่งนี้จะมีอาคารที่ชื่อว่า Capital discovery ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับจัดงานนิทรรศการและงานศิลปะต่างๆ และอีกหนึ่งประติมากรรมที่เป็น Hi-light ของที่นี่ก็คือ ประติมากรรมเหล็กทรงกลม ที่ลอยอยู่เหนือใจกลางจัตุรัส ซึ่งงานศิลปะชิ้นนี้เป็นตัวแทนของใบเฟิร์นท้องถิ่น 5 ชนิดของนิวซีแลนด์ ก็เพราะว่าใบเฟิร์นตามภาษาชนเผ่าเมารีนั้นหมายถึง การเริ่มต้นใหม่ การเติบโต และการผสมกลมกลืนของคนหลากหลายเชื้อชาติของนิวซีแลนด์

การเที่ยวชมเมืองเวลลิงตันมีหลากหลายวิธี แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมนั่งเคเบิลคาร์ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1902 เพื่อรับส่งคนงานจาก Lamton Quay ไปยังบ้านพักที่อยู่บนเนินเขารอบๆ เมือง ขณะนั่งเคเบิลคาร์ เราจะได้สัมผัสทัศนียภาพอันสวยงามเห็นเส้นขอบฟ้าของเมือง และเห็นหุบเขา Hutt Valley อยู่ลิบๆ อีกทั้งยังได้สูดอากาศอันบริสุทธิ์บนยอดเขา Victoria พร้อมกับนั่งพักชมความงามของอ่าวเวลลิงตันที่มีเรือน้อยใหญ่จอดเรียงรายเทียบท่าอยู่ สำหรับผู้ที่ต้องการเพลิดเพลินชมธรรมชาติอย่างไม่เร่งรีบ การเดินชมความเขียวชอุ่มของดอกไม้และต้นไม้น้อยใหญ่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ (Botanic garden) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มพลังแห่งความสุขให้กับชีวิตคนเมืองอันสับสนวุ่นวายได้เป็นอย่างดี

พื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองเพื่อให้ชาวเมืองได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้ธรรมชาติมากขึ้น

 

เพราะชาวเมืองเวลลิงตันเป็นคนรักธรรมชาติและใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ดังนั้นทุกพื้นที่ในเมืองจะมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นริมถนน ริมทางเดินทางเท้า หรือการเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สดชื่นให้กับชาวเมือง

จากการที่รัฐบาลนิวซีแลนด์สนับสนุนนโยบายพื้นที่สีเขียวในเมืองนั้น ย่อมส่งผลดีต่อชาวเมือง เพราะจะทำให้ชาวเมืองได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น รู้สึกผ่อนคลาย และลดความตึงเครียด อีกทั้งรัฐบาลก็เปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในการเสนอความคิด หรือแสดงความต้องการที่อยากให้เมืองของพวกเขาเป็นเช่นไร นับว่าเป็นการสร้างเมืองอย่างยั่งยืนที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเมืองของพวกเขาเอง เห็นอย่างนี้แล้ว ก็นึกอิจฉาชาวเมืองเวลลิงตันได้มีโอกาสอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี บรรยากาศดีๆ จึงนำซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนที่นี่

ถ้าพูดถึงกีฬา แน่นอนว่าหลายคนต้องนึกถึงรักบี้ เพราะกีฬารักบี้ คือ กีฬาสายเลือดของลูกผู้ชายนิวซีแลนด์ รักบี้เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งมีทีมชาติชื่อว่า All Blacks ที่ชาวกีวีหลายต่อหลายคนคลั่งไคล้

ทีม All Blacks หรือขุนพลในชุดสีดำ เป็นทีมรักบี้ที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นในฐานะตัวแทนของชาติเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีลีลาการเล่นที่คล่องแคล่วว่องไว และเหนือชั้นกว่าทีมอื่นๆ แม้ว่าประเทศอังกฤษจะเป็นต้นกำเนิดกีฬารักบี้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานความแข็งแกร่งของทีม All Blacks ได้ จากสถิติทีมชาติอังกฤษพ่ายแพ้แก่ทีม All Blacks อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งลักษณะเฉพาะตัวของทีม All Blacks คือ จะมีการเต้นรำข่มขวัญคู่ต่อสู้แบบชาวเมารี ที่เรียกว่า ฮากา (Haka) ซึ่งลูกทีมจะยืนหันหน้าเข้าหาฝ่ายตรงข้าม ทำอาการขึงขังพร้อมส่งเสียงหนักแน่นข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามก่อนเริ่มแข่งขัน ชาวกีวีหลายต่อหลายคนจึงบอกว่าทีม All Blacks คือความภูมิใจของประเทศนิวซีแลนด์

มากไปกว่านั้น นิวซีแลนด์ยังขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเหมาะสม สำหรับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง เพราะมีธรรมชาติที่สวยงาม ตามป่าเขาไม่มีสัตว์ร้ายอันตราย วิถีชีวิตของชาวนิวซีแลนด์ทั่วไปมีความสงบสุข ดังนั้นกิจกรรมกลางแจ้งจึงเป็นอีกความท้าทายและน่าตื่นเต้นที่เพิ่มรสชาติชีวิตให้กับชาวนิวซีแลนด์อีกทางหนึ่ง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ชวนตื่นเต้นอีกด้วย

การกระโดดบันจี้จัมพ์ คืออีกหนึ่งกิจกรรมผาดโผน ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต่างใฝ่ฝันว่าจะได้มา กระโดดบันจี้จัมพ์ของแท้ที่นิวซีแลนด์สักครั้งในชีวิต แต่เดิมการกระโดดบันจี้จัมพ์มีถิ่นกำเนิดมาจากการกระโดดหอสูงเพื่อวัดความเป็นลูกผู้ชายของชาวเกาะวานูอาตูตั้งแต่สมัยโบราณ และในปัจจุบันการกระโดดบันจี้จัมพ์จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือ การไต่หน้าผาจำลอง เพราะที่เวลลิงตันถือได้ว่าเป็น Indoor rock climbing ที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ ดังนั้นกิจกรรมโลดโผนและชวนแบบเสียวแบบนี้ จึงมีทั้งชาวนิวซีแลนด์และนักท่องเที่ยวต่างพากันมาทดสอบกำลังเป็นจำนวนมาก เห็นอย่างนี้แล้ว ถ้าไม่เรียกนิวซีแลนด์ว่า “ที่สุด” แห่งกิจกรรมการท่องเที่ยว ก็คงไม่มีคำอื่นที่เหมาะสมไปกว่านี้แล้วแหละ

แต่สำหรับชาวนิวซีแลนด์ที่ต้องการใช้ชีวิตช้าๆ ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง คนที่นี่ก็จะพากันมาออกกำลังกายในสวนสาธารณะ เช่น เดินออกกำลังกาย วิ่งจ๊อกกิ้ง และปั่นจักรยานรอบสวน

มากไปกว่านั้น นิวซีแลนด์เป็นสวรรค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหาร เพราะสภาพภูมิอากาศแบบอบอุ่นและผืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ผลิตผลทางการเกษตรของที่นี่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้ชาวนิวซีแลนด์จึงให้ความสำคัญกับการกิน ดังนั้นอาหารที่รับประทานนั้นจะต้องมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ถ้าผลิตภัณฑ์ใดที่เป็นออร์แกนิกหรือปลอดสารเคมีจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ด้วยสภาพบรรยากาศที่เรียบง่ายสบายๆ และสภาพแวดล้อมที่ดี จึงทำให้นิวซีแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตแบบ Slow life ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ การให้เวลากับตัวเอง ใช้ชีวิตช้าๆ อย่างมีสติ ใช้ชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบเร่งจนเกินไป และนั่นเองจึงนำมาซึ่งความสุขอย่างยั่งยืน

 

Travel Update

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2558 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/384927

Travel Update

โดย…กาญจนา

ลดหนักมากงานไทยเที่ยวไทยครั้งที่ 36

กลับมาอีกครั้งกับงาน “ไทยเที่ยวไทยครั้งที่ 36” ระหว่างวันที่ 3-6 ก.ย. 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมทัพโรงแรมและรีสอร์ทที่มามอบข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

กะตะ กรุ๊ป ลดกระหน่ำกว่า 80% ห้องพักทุกสไตล์กับรีสอร์ทริมหาดทั้ง 6 แห่งในเครือใน จ.ภูเก็ต กระบี่ พังงา และเกาะสมุย และพลาดไม่ได้กับโปรโมชั่น “Happy Hour” ช่วงเวลา 14.00-16.00 น.ของทุกวัน ที่จะมีราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 999บาท/คืน สอบถามโทร. 02-616-3140

สยามแอ็ทสยามมอบบัตรส่วนลดกว่า 50%ทั้งที่สยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพและสยาม แอ็ท สยาม พัทยา โดยที่พัทยามีการขายบัตรห้องพักแบบ Leisure Class รวมอาหารเช้าในราคาคืนละ 2,700 บาท (จากปกติ 6,800บาท) สอบถามโทร. 02-217-3000

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ มอบราคาห้องพักเริ่มต้นคืนละ 1,400 บาท ทั้งที่โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต แคนทารี เบย์ ระยอง แคนทารีฮิลส์ เชียงใหม่ แคนทารี บีช เขาหลัก และอีกหลากหลายโลเกชั่นทั่วไทย สอบถามโทร. 02-253-3791 ต่อ 0

อสิตา อีโค รีสอร์ท ขายบัตรห้องพักราคาพิเศษ 2,000 บาทถ้วน รวมอาหารเช้า 2 ท่าน (จากปกติ 5,000 บาท) สำหรับใช้พักผ่อนระหว่างวันอาทิตย์-พฤหัสบดี สอบถามโทร. 08-1999-1692,034-767-333

นอกจากนี้ วานา นาวา หัวหิน ยังได้เปิดตัวบัตรเล่นสวนน้ำได้ทั้งปีไม่จำกัด ราคาลดพิเศษ 40%จำกัดเพียงวันละ 100 ชุดเท่านั้น ดูรายละเอียดที่www.vananavahuahin.com

 

เวียตเจ็ทแอร์ ออกโปรฯ 0 บาท

สายการบินเวียตเจ็ทแอร์ โลว์คอสต์ของประเทศเวียดนามออกโปรโมชั่น0 บาท (ไม่รวมค่า VAT ภาษีสนามบิน และอื่นๆ) ทุกเส้นทางการบินจำนวน4 แสนที่นั่ง ได้แก่ โฮจิมินห์-กรุงเทพฯ/สิงคโปร์/ไทเป/กรุงโซล/ย่างกุ้ง(เมียนมา), ฮานอย-กรุงเทพฯ/กรุงโซลและทุกเส้นทางภายในประเทศเวียดนาม สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้-1 ก.ย. 2558 เฉพาะเวลา 12.00-14.00 น.จองได้ทางเว็บไซต์ www.vietjetair.com มือถือ https://m.vietjetair.com และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/vietjetglobal เลือก “จองตั๋ว”

 

รักแท้ ประติมากรรมใหม่บนเกาะเสม็ด

กลุ่ม ปตท. ร่วมกับ จ.ระยองปรับภูมิทัศน์หาดทรายแก้ว พร้อมเปิดตัวประติมากรรม “รักแท้” เพื่อเป็นแหล่งเช็กอินแห่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวบนเกาะเสม็ด เพิ่มจาก 15 จุดแหล่งท่องเที่ยวเดิม เช่น หาดทรายแก้ว อ่าววงเดือน และแหล่งดำน้ำชมปะการัง ประติมากรรมทำจากสำริด ขนาดกว้างและยาว 4X4 เมตร สูง 4 เมตร รังสรรค์โดยอาจารย์หริธร อัครพัฒน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี หวังกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรอยยิ้มให้ชาวระยอง

 

นกสกู๊ตเพิ่มเที่ยวบินไปนานกิง

นกสกู๊ต สายการบินราคาประหยัดระหว่างประเทศของคนไทยให้บริการเที่ยวบินในเส้นทางบินระยะกลางถึงระยะไกล ประกาศเพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพฯ (ดอนเมือง)-นานกิง (สาธารณรัฐประชาชนจีน) จาก 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เป็น 6 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2558 เป็นต้นไป ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-200แบ่งเป็นชั้นธุรกิจ 24 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 391 ที่นั่ง โดยสามารถสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านเว็บไซต์www.nokscoot.com โทร.02-021-0000

 

ดูหนัง Marvel บนเครื่องการตาร์ แอร์เวย์ส

สายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส เอาใจแฟนซูเปอร์ฮีโร่ด้วยภาพยนตร์ Marvelครบคอลเลกชั่นบนเที่ยวบิน มีให้เลือกถึง 11 เรื่องซึ่งเป็นสายการบินเดียวที่มีให้บริการระบบความบันเทิงของสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส หรือ Oryx One จะให้ผู้โดยสารได้เพลิดเพลินกับความบันเทิงกว่า 2,000 รายการ มีภาพยนตร์ใหม่เดือนละ 60 เรื่อง รวมทั้งดนตรีและเกมที่หลากหลายขึ้น นอกจากนี้ผู้โดยสารบนเครื่องแบบ B787, A350, A380, A319 และ A330 บางเครื่องสามารถใช้บริการ Wi-Fi และ GSM ระหว่างเดินทางได้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการระดับห้าดาวของสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส

 

มนทิรา จูฑะพุทธิ 50 แล้วไงถ้าใจอยากเที่ยว

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2558 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/384926

มนทิรา จูฑะพุทธิ 50 แล้วไงถ้าใจอยากเที่ยว

โดย…รอนแรม ภาพ… มนทิรา จูฑะพุทธิ

เธอเริ่มบทสนทนาด้วยประโยคที่ว่า “โลกใบนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ” อ้อย-มนทิรา จูฑะพุทธิ เจ้าของหนังสือเรื่อง “หิมาลัยใช้ใจเดิน” ว่าด้วยการเดินเท้าสู่หิมาลัยของหญิงวัย 50 กว่า กล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่เกิดจากความบังเอิญ แต่เรื่องราวหลังจากนั้นล้วนเป็น จังหวะชีวิต ที่เธอเป็นคนกำหนดเอง

คอมฟอร์ตโซน

“การเดินเทรกกิ้งไม่เคยอยู่ในหัวเลย” เธอกล่าวเป็นอย่างแรกเมื่อจะเล่าถึงการเดินทางสู่หิมาลัยเมื่อปี 2556 คุณอ้อยบังเอิญรู้จักเส้นทางเทรกกิ้งโกเรปานี พูนฮิลล์ (Ghorepani Poon Hill Trek) ที่เดินง่ายที่สุดโดยใช้เวลาเดิน 5 วัน ไปกับเพื่อนเดินทางรุ่นน้องแล้วไปสมทบกับกลุ่มคนไทยที่จองทัวร์เดียวกันที่เนปาล

คุณอ้อยนิยามตัวเองว่า “ชอบกินหรูอยู่สบาย” แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองสบายเกินไปจนเหมือนติดอยู่ในกรอบบางอย่าง เธอจึงตัดสินใจท้าทายตัวเอง

 

“เราเดินทางเพราะอยากออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง เหมือนที่เขาพูดกันว่าถ้าเราออกจากพื้นที่ตรงนั้นแล้วเราจะเติบโตขึ้น ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง”

เธอยังบอกด้วยว่า ตัวเธอไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่เป็นนักเดินทาง ทั้งดูแผนที่ไม่เป็น ชอบหลงทาง กลัวผี แต่เธอมีคุณสมบัติอยู่อย่างที่หักล้างสิ่งเหล่านี้ได้ “เราเป็นคนทำทุกอย่างด้วยความรัก” คุณอ้อยเผย “พอรักแล้วก็จะทำอย่างจริงจัง อย่างเมื่อรักการเดินทางเราก็จะชนะความกลัว”

จากที่เธอกล่าวว่าเป็นคนกินหรูอยู่สบายดูจะตรงข้ามกับสิ่งที่ทำ ซึ่งคุณอ้อยได้อธิบายเพิ่มว่า การกินหรูอยู่สบายสำหรับเธอไม่ใช่การนอนในโรงแรม 5 ดาว แต่พักในโรงแรมที่อยากนอน ใช้ชีวิตในสถานที่ที่เลือกแล้ว และไปกินอาหารที่เอร็ดอร่อยของเมืองนั้น

 

ปีศาจ

เวลา 5 วันที่ต้องเทรกกิ้งสู่หิมาลัย คุณอ้อยได้พบกับปีศาจที่ออกมาจากตัวเอง

“ปีศาจออกมาตั้งแต่วันแรกที่เดิน” เธอเล่า “มันมีความคิดปีศาจดังออกมาว่า สมน้ำหน้า! อยู่ดีไม่ว่าดีมาเดินทำไม” แต่ทว่าก็มีอีกเสียงหนึ่งที่ดังไม่แพ้กันบอกว่า “ถ้าไม่เดินก็ไม่รู้ แล้วก็จะไม่เห็น ถ้าไม่หลุดจากกรอบความคุ้นชินเดิมแล้วจะเห็นโลกใบใหม่ได้ยังไง” สองเสียงในตัวเองต่อสู้กันแบบนี้ แต่เมื่อเธอผ่านไปได้แล้ว ก็กลับรู้สึกว่าเวลา 5 วันนั้นช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

ในขณะที่เทรกกิ้งเธอประสบปัญหา “เดินเร็วและหาจังหวะเดินไม่ได้” ไกด์บอกให้เธอรู้ตัว ซึ่งมันทำให้เธอพลาดบางสิ่งที่เพิ่งเดินผ่านมา เช่น เหตุการณ์เล็กๆ เมื่อเธอเดินแซงบัดดี้รุ่นน้อง จึงไม่ได้หยุดดื่มกาแฟระหว่างทางด้วยกัน แต่ทำให้เธอเห็นความหมายของการใช้ชีวิต

 

“เวลาเดินเหนื่อยก็พัก มีเวลารื่นรมย์กับดอกไม้ข้างทางบ้าง ไม่ใช่จะมุ่งหน้าเดินไปสู่เป้าหมายจนลืมหรือละเลยบางสิ่งบางอย่างไป” คุณอ้อยตกผลึกความคิด“แม้แต่การก้าวเดินก็สอนเราเรื่องสมดุลในชีวิต เพราะเวลาเดินควรคอยดูเพื่อนร่วมทาง หรือหันกลับไปมองว่ามีคนเดินตามมาหรือเปล่า เพื่อให้เราเดินทางโดยไม่โดดเดี่ยวและว้าเหว่จนเกินไป เพราะในความสำเร็จที่ไม่มีคนเดินอยู่คู่กันมันเหงา” เธอกล่าว

อาวุโส

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธออายุ 51 ปีนับว่ามีอายุมากที่สุดในกลุ่มคนที่เดินขึ้นหิมาลัยด้วยกัน แต่สิ่งที่เธอเป็นกังวลไม่ใช่อายุของตัวเอง แต่กลัวคนอื่นจะปรามาสว่าจะเดินไม่ไหวและเป็นภาระของเพื่อนเดินทางมากกว่า

“อายุไม่ใช่อุปสรรคในการเดินทาง” เธอกล่าว “อายุมากมันมาพร้อมกับประสบการณ์ อ่อนหรือแก่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่มันอยู่ข้างในใจเราต่างหาก” ตอนนี้เธออายุ 63 ปีแล้ว เธอยกตัวอย่างเพื่อนระหว่างที่เคยเจอเป็นหญิงชาวญี่ปุ่นอายุ 73 ปี ไปเดินเทรกกิ้งที่เนปาล ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข

 

คุณอ้อยเดินทางมาค่อนชีวิต เคยไปมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป้าหมายใหญ่ในชีวิตคือการเดินทางรอบโลก “เราคิดว่าตัวเองทำได้ แม้ว่าตอนนี้ยังขาดอีกหลายทวีป แต่ในเมื่อยังมีแรงอยู่ก็จะเดินทางไปเรื่อยๆ” เธอกล่าว

“เราจะไม่เก็บเงินไปเที่ยวตอนแก่ แต่จะเที่ยวในเวลาที่มีเงินและมีกำลัง เราต้องคิดว่าจะเที่ยวไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เงินที่เก็บมาถึงตอนนั้นจะไปเที่ยวไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้นคนที่รักการเดินทางจะเดินทางอยู่ตลอด” ประสบการณ์อาบน้ำร้อนมาก่อนบอกเธอแบบนี้ และยังกล่าวด้วยว่า“การเดินทางเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะมันคือการพาตัวเองออกไปเรียนรู้ ออกไปเห็นคนอื่น ค้นพบโลกใบใหม่เพื่อจะได้พัฒนาตัวเอง”

อย่างเธอเองที่เมื่อกลับมาจากหิมาลัยแล้วทำให้มองโลกง่ายขึ้น “ไม่บ่นมากเหมือนแต่ก่อน” เธอหัวเราะ “พอผ่านการเดินที่หนักที่สุดในชีวิตมาแล้ว ทำให้เรียนรู้ว่ามันไม่มีคำว่าง่ายหรือยาก แต่มันคือการทำไปตามสเต็ป เหมือนเดินหิมาลัยเราเดิน กิน นอน ทำตามที่ไกด์บอกแล้วเราก็จะไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย”

 

โลกของมนทิรา

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้นมีแต่คนที่ไม่เห็นแก่ตัว “ตอนนี้ที่โลกมันร้อนแรงเพราะคนเห็นแก่ตัวเอง ถ้าคนลดเรื่องนี้ลงได้บ้าง โลกก็จะสงบและเย็นลง ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างในครอบครัว ถ้าเราเริ่มรู้จักเห็นแก่คนอื่นด้วย ทุกอย่างมันจะดี”

นอกจากเธอจะเป็นนักเขียนเจ้าของหนังสือท่องเที่ยว 4 เล่ม 4 เรื่องราว ได้แก่ ภูฏาน เอธิโอเปีย ไทยและหิมาลัย หน้าที่การงานของเธอก็เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรงกับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)) องค์กรที่จะทำงานร่วมกับชาวบ้าน เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่พิเศษทั้ง6 แห่ง มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งเป็นงานที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของเธอที่ชอบเที่ยวลงลึกไปในชุมชน ณ จุดหมายนั้นนานๆ

คอลัมน์ My Planet วันที่ 15 ส.ค. 2558 ได้เล่าเรื่องราว “หมอๆ ตะลุยโลก การเดินทางฉบับเด็กเนิร์ด” ซึ่งได้กล่าวถึงหมอโจ้คู่หูของหมอวิน หมอโจ้ – อรรควิชญ์ หาญนวโชค ขณะนี้เป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ การเดินทางและท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งระยะเวลา 6 ปี ที่ร่ำเรียนมาและทำงานมาแล้ว 4 ปี จึงผิดอย่างมากที่จะกล่าวว่า “โจ้เป็นคนไม่เรียน”  ติดตามสาระดีๆ ด้านเวชศาสตร์ การเดินทางและท่องเที่ยวได้ที่เว็บไซต์หมอๆ ตะลุยโลก www.worldwantswandering.com และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ Worl

dwantswandering

เที่ยวชายหาดเอะโนะชิม่า ส่งท้ายฤดูร้อนในญี่ปุ่น

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2558 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/383751

เที่ยวชายหาดเอะโนะชิม่า ส่งท้ายฤดูร้อนในญี่ปุ่น

โดย…วรจรรย์ แสงเงิน

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกคน เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสเดินทางไปถ่ายทำรายการ Kimochiii in Japan ซึ่งเป็นรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในแบบ “เสียว แสบ ซ่าน” (สโลแกนรายการเค้าว่ามายังงี้นะคะ อิอิ) พาไปรู้จักกับญี่ปุ่นในแง่มุมที่รายการทั่วๆ ไปเค้าไม่ทำกัน ซึ่งปลายเดือน ส.ค.นี้ ซีซั่น 4 ที่เพิ่งไปถ่ายทำก็จะออกแล้ว ลองเปิดชมได้ทาง youtube นะคะ

ซีซั่นนี้เราไปถ่ายด้วยธีมซัมเมอร์ ฤดูร้อนของญี่ปุ่นถือว่าสั้นมากค่ะ คือ ตั้งแต่เดือน ก.ค.ไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. จากนั้นถึงอากาศจะยังร้อนอบอ้าวอยู่บ้าง แต่ก็จะมีพายุไต้ฝุ่นเข้า อากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน ทะเลก็มีมรสุม ไม่เหมาะจะลงเล่นน้ำแล้ว ดังนั้นในช่วงเวลาเกือบ 2 เดือนนี้ จึงเป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นตักตวงความสุขจากในฤดูร้อนกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลดอกไม้ไฟ, บาร์บีคิว และเที่ยวทะเล

 

วันนี้เราจะมาพูดถึงหนึ่งในโลเกชั่นของการถ่ายทำรายการในคราวนี้ นั่นคือ ชายหาด “เอะโนะชิม่า” นั่นเอง เอะโนะชิม่าเป็นเกาะเล็กๆ ยื่นออกไปในทะเล มีทางเดินเชื่อมจากชายฝั่งไปได้ อยู่ในเขตฟูจิซาว่า จังหวัดคานากาว่า ซึ่งอยู่ติดกับโตเกียว เดินทางด้วยรถไฟไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถ้าเป็นรถยนต์ก็อาจจะนานหน่อย เพราะรถติดตรงทางเข้าหาด ให้อารมณ์เหมือนขับรถไปทะเลบางแสน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมาก ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมของชาวโตเกียวในช่วงฤดูร้อน

ชายหาดที่อยู่บริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมานอนอาบแดด เล่นกิจกรรมทางน้ำ มีทั้งมาเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน และมาเป็นคู่รัก ริมหาดจะมีร้านเล็กๆ ลักษณะเหมือนกระท่อม เรียกว่า “อุมิโนะอิเอะ” (beach house) ให้บริการอาหารเครื่องดื่ม ที่นั่งพักระหว่างวัน ห้องอาบน้ำและที่เปลี่ยนเสื้อผ้า และมีตู้ล็อกเกอร์ไว้ให้เก็บของอีกด้วย โดยจะจ่ายในราคาเหมา 1,500 เยน (450 บาท) ใช้บริการได้ทั้งวัน เข้าออกกี่รอบก็ได้ ก็คุ้มกับราคาอยู่นะคะ แลกกับความสะดวกสบาย

 

จุดที่เราคิดว่าแตกต่างกับประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด 1.ทะเลญี่ปุ่นแถบนี้คลื่นลมแรงมาก คลื่นสูง ทำให้กีฬาทางน้ำที่เป็นที่นิยมของที่นี่ คือ เซิร์ฟ มีร้านขายและเช่าเซิร์ฟบอร์ดให้เห็นทั่วไป ลูกเด็กเล็กแดงตัวน้อยๆ กอดเซิร์ฟบอร์ดเดินตามพ่อแม่มา ท่าทางจะฝึกฝนกันตลอดช่วงซัมเมอร์ เด็กญี่ปุ่นเลยผิวกลายเป็นสีแทนไปเลย น่ารักไปอีกแบบ

2.ชาดหาดเค้าไม่สวยเท่าเมืองไทยบ้านเรา ทรายจะดำๆ แต่ก็ไม่ได้สกปรกนะคะ คิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากประเภทของทรายและน้ำทะเลแถบนี้ที่ต่างกับบ้านเรา

3.คนที่มาปิกนิกริมหาดเอง โดยไม่เช่าบ้านริมทะเล เค้าจะเตรียมเสื่อ ร่ม และอุปกรณ์การพักผ่อนต่างๆ มาเอง ไม่มีบริการเตียงผ้าใบ ห่วงยางให้เช่าแบบบ้านเรา และเมื่อเที่ยวเสร็จแล้ว เค้าก็จะเก็บทุกอย่างรวมถึงขยะติดมือไปทิ้งอย่างเรียบร้อย

 

4.สาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวทะเล ไม่ว่าจะสาวน้อยสาวใหญ่ หุ่นดีหรือไม่ก็ตาม พวกเธอใส่ชุดว่ายกันทั้งนั้น และส่วนใหญ่จะเป็นบิกินี่! มีบ้างประปรายที่เป็นเสื้อยืดใส่ทับ มักจะเป็นคุณแม่ที่พาลูกๆ มาเที่ยว แต่ถ้าเป็นคนที่มากับกลุ่มเพื่อนหรือแฟน ก็จะใส่ชุดว่ายน้ำเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้กลัวคนมอง หรือเขินอายแบบที่เมืองไทย แต่ก็เข้าใจนะคะว่าสภาพสังคมของบ้านเค้ากับบ้านเราต่างกัน ถ้าเป็นเมืองไทย ก็ต้องดูว่าหาดนั้นปลอดภัยพอหรือเปล่า เรียกได้ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ถ้าคนรอบข้างเค้าใส่แบบไหน เราก็ตามนั้นแล้วกันเพื่อความปลอดภัย

5.ผิวแทนเป็นเรื่องดีสำหรับหนุ่มสาวญี่ปุ่นในช่วงซัมเมอร์ มีบางส่วนที่อยากจะคงผิวขาวเอาไว้ แต่สำหรับหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่มาทะเลแล้ว ผิวแทนคือสิ่งที่แสดงความเป็นฤดูร้อนได้อย่างดี พวกเค้าจึงไม่กลัวการนอนเล่นกลางแดด และสนุกสนานกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งริมหาดตอนเที่ยง สำหรับคนที่ไม่ได้ไปเที่ยวทะเล แต่อยากผิวแทน ที่ญี่ปุ่นมีบริการซาลอนอบผิวแทนด้วย ซึ่งมีมานานแล้ว ในยุคนึงฮิตมาก แต่ตอนนี้ก็ซาๆ ลงไป เท่าที่สอบถามมา ในช่วงซัมเมอร์มีทั้งคนที่อยากผิวขาวและอยากผิวแทน ประมาณครึ่งๆ ค่ะ

เล่าเรื่องเกี่ยวกับทะเลญี่ปุ่นแล้วก็คิดถึง อยากจะไปอีกจัง ตอนที่ไปถ่ายรายการไม่มีโอกาสลงเล่นน้ำกับเค้าบ้าง ยังไงก็ติดตามบรรยากาศของหาดเอะโนะชิม่าที่เราไปถ่ายทำมาได้ทางรายการ Kimochiii in Japanนะคะ แล้วพบกันในเดือนหน้าค่ะ

 

จากพูลา สู่ โอปาเทีย

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2558 เวลา 13:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/383686

จากพูลา สู่ โอปาเทีย

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ Devil Patty

จากเมืองพูลา (Pula) เราขับรถเลาะตามถนนริมทะเลไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่เมืองโอปาเทีย (Opatija) ซึ่งเป็นเมืองพักตากอากาศที่โด่งดังของโครเอเชีย

Devil Patty

คอลัมน์ ลู้ปส์ ส่งกันมาได้ที่เดิมเลยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆ อาร์ตๆ ฮิปๆ พอสวยๆ สัก 5-10 รูป ฝากเขียนชื่อตรง Subject นิดนึงว่า Loops ส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com)ถ้าได้อะไรที่มันฮิปๆ แบบ Bike Diaryยิ่งดีเลยครับ

 

 

 

 

โลกไร้กาลเวลา ที่ริปอน

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2558 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/383655

โลกไร้กาลเวลา ที่ริปอน

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กัลฐิดา/ดร.วัชรพร พุทธรักษา

กัลยาณี สุขษาสุณี หรือกัล เจ้าของนามปากกา “กัลฐิดา” นักเขียนคนดังแนวแฟนตาซีแห่งสถาพรบุ๊คส์บอกว่า เธอชอบเดินทาง ยิ่งเดินทางคนเดียวไปในเมืองที่ไม่เคยไปยิ่งชอบมาก เพราะเมืองที่สวยงามปลายทางจะยิ่งสวยงามมากขึ้นเมื่อเราผ่านการเดินทางที่น่าจดจำ เมืองริปอน (Ripon) ประเทศอังกฤษ เป็นหนึ่งในเมืองแห่งความทรงจำของนักเขียนแฟนตาซีผู้นี้

ริปอนคือความบังเอิญของชีวิต ที่ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของสถานที่ที่อยากไปสักครั้งก่อนตาย ความบังเอิญที่ว่าเกิดขึ้นเมื่อได้รับคำชวนของรุ่นพี่คนหนึ่งให้ไปเยือนสถานที่แห่งนี้สักครั้ง โดยครั้งแรกยังจำได้คือในปี 2553 ที่เจ้าตัวบอกว่าไปแบบงงๆ (ฮา) ใช่! รุ่นพี่ยืนยันว่าที่นี่สวยและน่ามาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต หากเมื่อได้ไปเยือน ความสวยงามของริปอนทำให้กัลฐิดาบอกตัวเอง นี่หรือริปอน สถานที่ที่จะต้องมาสักครั้งก่อนตาย ไม่ใช่เลย! นี่เป็นที่ที่เราต้องมาอีกหลายครั้งก่อนตาย(ฮา)

เดือน พ.ค. ปี 2557 กัลเดินทางไปประเทศอังกฤษเป็นครั้งที่สามในชีวิต การไปครั้งนี้เพื่อเป็นไกด์ให้เพื่อนที่อยากไปเที่ยวอังกฤษมากคนหนึ่ง กำหนดการเดินทางไปในเส้นทางที่กัลรู้จักดี ในฐานะไกด์เธอจัดตารางเที่ยวเพื่อเพื่อน แต่มีสถานที่เดียวเท่านั้นที่กัลขอร้องว่า ขอได้ไหม ที่นี่ที่เดียวที่ต้องไปให้ได้ แต่ต้องเสียเวลาเที่ยวหนึ่งวันเต็ม เพราะการเดินทางลำบาก เพื่อนตกลงจะมอบหนึ่งวันเพื่อไป Ripon

 

ลัดฟ้าจากไทยไปถึงอังกฤษ ลงที่สนามบินแมนเชสเตอร์ จากนั้นนั่งรถไฟต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อไปพักที่ยอร์ก (York) ในฤดูร้อนเมืองยอร์กเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งคนอังกฤษเองและคนต่างชาติ สถานที่สำคัญคือยอร์ก มินสเตอร์ (York Minster) ที่นี่มีมหาวิหารกอธิกที่สูงเป็นอันดับสองของยุโรป เป็นรองก็แต่มหาวิหารโคโลญจน์ในประเทศเยอรมนี แค่มองก็ทึ่งกับความยิ่งใหญ่แล้ว

มหาวิหารยอร์ก มีชื่อทางการว่า มหาวิหารและคริสตจักรมหานครแห่งนักบุญเปโตรในกรุงยอร์ก (The Cathedral and Metropolitical Church of St Peter in York) ส่วนสูงของยอดหอคอยคือ 31 เมตร ความลึกของวิหาร 148 เมตร เดิมทีตรงจุดที่มหาวิหารนี้ตั้งอยู่เป็นที่ตั้งของโบสถ์ไม้ ในปี ค.ศ. 630 ได้มีการก่อสร้างโบสถ์ที่ถาวรขึ้น มีการบูรณะโบสก์อีกหลายครั้ง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1220 บิชอป วอลเตอร์ เดอ เกรย์ จึงเริ่มโครงการสร้างมหาวิหารที่เราเห็นในปัจจุบันขึ้น โดยเสร็จสิ้นการก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1472

ครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมในมหาวิหารแห่งนี้ เป็นช่วงก่อนคริสต์มาสปี ค.ศ. 2010 อากาศหนาวมาก พื้นที่ติดประตูทางเข้าของมหาวิหารด้านในจะมีการจัดต้นสนขนาดใหญ่ น่าจะสูงกว่า 10 เมตร เพื่อให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมมหาวิหารเขียนคำอธิษฐาน นักเขียนคนเก่งของเราเขียนว่า ขอให้ได้กลับมาที่เมืองนี้อีก หลังจากนั้น ในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 2012 เธอก็ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งจริงๆ

 

หากครั้งนี้มิได้เข้าไปในมหาวิหาร เนื่องจากตรงกับช่วงที่มีการปิดบูรณะ ทำได้แต่ยืนอยู่ด้านนอกมองมหาวิหารท่ามกลางสายฝน สวยและขลังอีกแบบ และครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว ได้มีโอกาสมาในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 2014 หรือเมื่อปีที่แล้วนี่เอง มหาวิหารยอร์กโดดเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสดใส (เย้!) ตรงลานหน้ามหาวิหารมีนักดนตรีเข็นเปียโนมาเล่นบทเพลงไพเราะ ว้าว! ฟังคล้ายเพลงในโบสถ์ ที่ทำให้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรอบตัว

“ครั้งหน้ากัลคงต้องมามองมหาวิหารยอร์กในฤดูใบไม้ร่วงบ้างแล้ว” กัลเล่า

อีกหนึ่งที่เป็นไฮไลต์ของเมืองคือ The Shambles ตรอกแชมเบิ้ลส์เป็นถนนที่มีประวัติความเป็นมายาวนานแห่งหนึ่งของอังกฤษ ลักษณะถนนจะคดเคี้ยวเล็กน้อยหากมองจากช่วงต้นของตรอก จะเหมือนอาคารบ้านเรือนโย้ไปเย้มา พอถามผู้รู้ รุ่นพี่บอกว่า เมื่อก่อนที่ดินของแถบนี้วัดกันที่ฐานรากของบ้าน ดังนั้น พอเขาสร้างบ้านชั้นสอง เลยมีการแอบเพิ่มเนื้อที่ชั้นสอง เลยทำให้บ้านชั้นบนโย้ออกมานอกฐานของบ้าน จนบางจุด หน้าต่างบ้านชั้นสองของบ้านที่อยู่ตรงข้ามกัน แทบจะไม่ห่างกันเลย

 

ปัจจุบันตรอกแชมเบิ้ลส์ เป็นจุดหมายปลายทางของนักช็อปปิ้ง ถนนเส้นเล็กๆ ที่มีร้านค้ามากมายอัดแน่นอยู่ในสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายของ
ที่ระลึก ร้านขนมหวาน ร้านขายเสื้อผ้า เป็นต้น ที่สำคัญหากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ Harry Potter ที่เคยประทับใจกับตรอกไดแอกอน ก็ขอบอกว่า ตรอกแชมเบิ้ลส์นี้เองที่เป็นต้นแบบ

“ร้าน Chocolate Haven ที่ตั้งอยู่กลางตรอกแชมเบิ้ลส์นี้ ยังเคยถูกใช้เป็นฉากในเรื่องแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ด้วย แน่นอนที่มันจะกลายเป็นสถานที่โปรดของใครหลายคน”

สำหรับกัลฐิดาเอง เธอไปตรอกแชมเบิ้ลส์ทุกครั้งที่ไปยอร์ก และไปหลายครั้งในทริปหนึ่ง เนื่องจากชอบมากที่จะเดินบนถนนเส้นนี้ แค่เดินเฉยๆ ก็มีความสุขแล้ว ยิ่งตอนมีคนเดินเยอะๆ ร้านรวงเปิดให้บริการจับจ่ายซื้อของ โดยเฉพาะร้านน้ำชา (ที่นั่นเรียกร้านน้ำชาว่า Tea room) ซึ่งมีเป็นระยะตลอดทั้งตรอก บรรยากาศมีคนนั่งเต็ม เสียงแก้วกระทบ เสียงคนพูดคุยที่ดังมาเป็นระยะ กลิ่นชา กลิ่นขนม กลิ่นช็อกโกแลตอวลไปทั้งถนน เวลาแบบนั้นทำให้นึกอยากหาร้านขายคทาของคุณโอลิแวนเดอร์ขึ้นมาทีเดียวเชียว

 

วันที่สามของการเดินทาง กัลและเพื่อนมุ่งหน้าสู่เมืองที่เล็กที่สุด โดยถือเป็นเมืองอันดับสามของประเทศอังกฤษ เมือง Ripon เมืองที่เป็นที่ตั้งของ Studley Royal Park และ Fountains Abbey ซึ่งองค์กร UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยเหตุลผลว่าที่ Studley Royal Park และ Fountains Abbey เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่สะท้อนให้ถึงความมั่งคั่งของชนชั้นสูงในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18

การเดินทางจาก York ไปยังเมือง Ripon มี 2 เส้นทาง เส้นทางแรก คือนั่งรถบัสที่เชื่อมต่อระหว่างเมือง มี 2 สายที่ขึ้นได้คือสาย 142 และสาย 143 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าหรือจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เหมือนรถทัวร์บ้านเรา ขึ้นไปบอกสถานีที่ต้องการลงแล้วจ่ายค่าตั๋วกับคนขับได้เลย เพียงแต่ต้องขึ้นที่ป้ายรถที่รถบัสนี้วิ่งผ่านเท่านั้น

ส่วนเส้นทางที่ 2 คือ นั่งรถไฟไปลงเมือง Harrogate แล้วต่อรถบัสสาย 36 ไปเมือง Ripon ใช้เวลา 30 นาที ในครั้งนี้เธอเลือกเดินทางโดยใช้วิธีแรก ไม่ใช่เพราะดีกว่าหรอกนะ แต่เพราะไม่รู้ว่ามีวิธีที่สองด้วย อุ๊ปส์

 

รถบัสสาย 142 กับ 143 จะวิ่งผ่านหน้า York Station ซึ่งเป็นสถานีที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเมือง York โดยมีรถบัสสายนี้ผ่านทุกสองชั่วโมง รอบเช้าที่สุดคือ 6.47 น. กัลกับเพื่อนตื่นตั้งแต่เช้าแล้วเดินออกจากโรงแรมไปที่ป้ายรถบัส วันนั้นฤกษ์ไม่ดี ฝนตกตั้งแต่เช้า เราก็เดินตากฝนกันไป แต่ความโชคร้ายยังมาเยือนไม่หมด ช่วงนั้น York เป็นเส้นทางผ่านของผู้แข่งขัน Tour de France เส้นทางการเดินรถถูกจำกัด รถบัสรอบเช้าสุดถูกยกเลิก กัลกับเพื่อนจึงต้องเดินตากฝนกลับเข้าโรงแรมแล้วแล้วรอรถรอบถัดมา

รถบัสวิ่งจาก York ผ่าน Green Hammerton และ Boroughbridge ก่อนจะถึง Ripon สภาพถนนนั้นอย่าให้พูดถึง เป็นเส้นทางวิ่งผ่านทุ่งหญ้าดีๆ นี่เอง นอกจากจุดที่ผ่านเมืองแล้วนอกนั้นเป็นเส้นทางที่รถคันเดียววิ่งผ่านได้ นั่นหมายความว่าหากมีรถสวนมา จะต้องหาไหล่ทางหลบ แล้วให้อีกคันขับผ่านไปก่อน ถนนก็ขดไปขดมา มีการข้ามสะพานเล็กๆ เป็นระยะ

“ที่น่าขำก็คือ คนขับรถมีหลงทางด้วย ขับๆ อยู่มีการกลับรถกลางถนนเสียอย่างนั้น แล้ววิ่งกลับทางเดิม กัลกับเพื่อนงง แต่เห็นคุณตาคุณยายที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรก็เลยนั่งตีเนียนไปจนถึงเมือง Ripon โดยสวัสดิภาพ”

ลงจากรถบัสพวกเราก็เดินตามทางมาที่จัตุรัสของเมืองเพื่อหาแท็กซี่ ระหว่างทางเดินกัลก็พาเพื่อนไปเยี่ยมชมโบสถ์ประจำเมืองริปอน ก่อนจะเดินไปที่จุดขึ้นรถแท็กซี่ ซึ่งโชคดีมากที่ได้คนขับเป็นคุณลุงแสนน่ารักที่เคยมาเที่ยวประเทศไทย พอบอกว่าเราเป็นคนไทยก็ทัก “สวัสดีครับ”

เมื่อมาถึงที่หมาย ได้ขอนามบัตรของคุณลุง เพื่อเอาไว้ติดต่อให้มารับกลับไปส่งที่จัตุรัส เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีรถประจำทางวิ่งผ่าน ต้องใช้รถส่วนตัวหรือไม่ก็รถแท็กซี่เท่านั้น แต่ค่าโดยสารจะนับตั้งแต่เราขึ้นรถ ไม่ได้นับตั้งแต่เราโทรให้แท็กซี่มารับ ถือว่าเป็นการบริการที่ดีมากเลยทีเดียว

อัตราค่าเข้า Fountains Abbey และ Studley Royal Park ของผู้ใหญ่ คือ 11 ปอนด์ เมื่อจ่ายแล้วก็ต้องเดินตามทางผ่านทุ่งหญ้า ลงสู่หุบเขา ชอบภาพที่ผู้คนที่นี่เดินลงผ่าน
ทุ่งหญ้าภายใต้ท้องฟ้าสดใส ไม่ว่าจะมองภาพนี้กี่ครั้งก็รู้สึกถึงอิสรภาพและความผ่อนคลาย พ้นจากทุ่งหญ้าก็จะต้องเดินลงเนินชันลงสู่ก้นหุบเขา ระยะเวลาการเดินลงใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่ตอนเดินขึ้นนี่เกือบ 30 นาทีเลยทีเดียวเพราะเนินขึ้นลงนี้ชันมาก

เมื่อลงมาถึงก้นหุบเขา สิ่งที่รอเราอยู่คือ Fountains Abbey เป็นโบสถ์ของคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกสังกัดคณะซิสเตอร์เชียน ซึ่งเป็นคณะนักบวชที่มีวิถีชีวิตที่เน้นการใช้แรงงานที่ทำด้วยมือ โดยเฉพาะในการทำเกษตรกรรม นอกจากนั้น ว่ากันว่า สถาปัตยกรรมซิสเตอร์เชียนยังถือว่าเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามที่สุดในช่วงยุคกลาง

Fountains Abbey แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่สวยงามและใหญ่ที่สุดของคณะซิสเตอร์เชียน ถูกสร้างในปี ค.ศ. 1132 ใช้เวลาสร้างกว่า 400 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ. 1539 ได้ถูกทำลายลงจนเหลือเพียงซากความยิ่งใหญ่อย่างน่าเสียดาย แต่ซากของโบสถ์กลางของ Fountains Abbey ยังคงตั้งตระหง่านท้าทุกสภาพอากาศ โดยเมื่อเดินเข้าไปด้านใน ความสมมาตรทางสถาปัตยกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้เข้าใจว่า ต้องใช้ความพยายามและแรงศรัทธาขนาดไหนที่จะสร้างสถานที่ซึ่งรวมจิตวิญญาณของผู้คนเอาไว้ได้

“เราเดินไปรอบเมืองขนาดย่อม ที่นี่มีสิ่งอุปโภคบริโภคครบครัน พวกเขามีลำธารที่มีน้ำใสไหลตลอดปี มีกังหันน้ำช่วยในการบดข้าวสาลี มีโรงครัว มีตลาดเล็กๆ มีสถานที่ร้องทุกข์ มีเรือนรับรองแขก ที่อยู่รอบโบสถ์ขนาดใหญ่ของพวกเขา ทั้งหมดอยู่ในสภาพซากปรักหักพังที่ได้รับการดูแลอย่างดี ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยที่นี่

“ผู้คนที่นี่ดำเนินชีวิตอย่างไร้กาลเวลา พวกเขาตื่นเช้าทำกิจวัตรของนักบวช ออกทำงานเพื่อสร้างอาหารยังชีพ มีการแบ่งหน้าที่ทำงานอย่างเป็นระบบ และมีระบบการจัดการเบ็ดเสร็จในตัวเอง ทุกอย่างสอดคล้องไปกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แม้จะไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่อีกแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็ยังเงียบสงบท่ามกลางหุบเขาที่มีเพียงแสงแดดและไอเย็นโอบล้อมตลอดทั้งปี สำหรับกัลที่นี่คือเมืองลับแลโดยแท้”

เมื่อเดินจนเหนื่อย กัลกับเพื่อนก็เดินกลับมานั่งใต้ต้นไม้เหมือนกับครอบครัวหลายครอบครัวที่มาปิกนิกที่นี่ ที่นี่มีอาหารแบบคนท้องถิ่นบริการขาย ผู้ที่เข้ามาเดินเที่ยวสามารถซื้อหรือจะเตรียมอาหารมาปิกนิกเองก็ได้ สำหรับเราซึ่งเดินทางมาจากยอร์ก ซื้อติดตัวมาได้แค่แซนด์วิชไข่คนน้ำสลัดอโวคาโด และน้ำเปล่า คิดว่าเอาไว้กินกันตาย

ใครๆ ก็คงรู้ดีกันอยู่แล้วว่า แซนด์วิชตามแบบฉบับคนอังกฤษรสชาติค่อนข้างจืดชืด ขนมปังแข็งเหนียว ที่สำคัญ ไส้แซนด์วิชแทบไม่ได้ผ่านการปรุงหรือไม่ก็คงปรุงน้อยมาก ไข่คนก็ไข่คนจริงๆ ไม่มีรส น้ำสลัดอโวคาโดก็เป็นกลิ่นอโวคาโดเท่านั้น จะหาซอสมะเขือเทศเติมให้อร่อยก็ไม่มี ปกติไม่น่าจะอร่อย แต่วันนี้อาจเพราะหิวเลยรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ

กินแซนด์วิชไปพลาง ก็มองไปพลางถึงความยิ่งใหญ่ไร้กาลเวลาของ Fountains Abbey จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของสถานที่แห่งนี้ในอดีต ช่างมีความสุขจริงๆ อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เป็นสถานที่ที่อยากมาอีกหลายๆ ครั้งก่อนตายได้อย่างไร

 

นิวซีแลนด์ แดนในฝัน

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2558 เวลา 13:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/383557

นิวซีแลนด์ แดนในฝัน

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plet360.com

ช่วงนี้กระแส Slow Life ค่อนข้างมาแรง สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเรามาถึงยุคที่เหนื่อยล้าและตึงเครียดจากการแข่งขันและสังคมที่กดดัน ดังนั้น พอมีใครมาบอกว่า “เฮ่ มาใช้ชีวิตแบบช้าๆ สบายๆ กัน มันเรียกว่า Slow Life ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แถมยังอินเทรนด์อีกต่างหาก” ก็เลยถูกจุด โดนใจหลายๆ คนเข้า ซึ่งอันที่จริงแล้ว แนวคิดแบบ Slow Life นี้ก็มีการพูดถึงกันมานานแล้วในหลายประเทศ และประเทศหนึ่งที่เคยชูจุดเด่นด้านนี้ก็คือ ประเทศนิวซีแลนด์ ดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปในมหาสมุทรแปซิฟิก และประเทศนี้ยังเป็นประเทศในฝันของคนอีกจำนวนมากที่อยากไปเที่ยวหรือไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศนี้

ดูตามแผนที่โลกแล้ว ดูเหมือนว่านิวซีแลนด์จะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากประเทศอื่นๆ มากที่สุดในกลุ่มรัฐเอกราชที่อยู่ในราชอาณาจักรเครือจักรภพแห่งประชาชาติ (Commonwealth of Nations) แต่ก็ยังอยู่ไม่ไกลจากออสเตรเลียมาก ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ไม่ไกลกัน แต่ทั้งสองประเทศนี้กลับมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศ, ​ภูมิประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพที่แตกต่างกันมาก

ชื่อ นิวซีแลนด์ น่าจะมาจากการที่ประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งของทวีปในอดีตที่ชื่อว่า ซีแลนเดีย ซึ่งต่อมาได้จมลงใต้ทะเล กระทั่งเมื่อ 24 ล้านปีก่อน เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเปลือกโลกใต้พิพผลักดันให้แผ่นดินค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากน้ำอย่างช้าๆ จนเป็นประเทศนิวซีแลนด์อย่างในปัจจุบัน และก็คงเป็นยุคนั้นที่กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมา และพัฒนาการจนมีความพิเศษอย่างเช่นปัจจุบัน ส่วนมนุษย์ยุคแรกที่เข้ามาถึงดินแดนแห่งนี้ คือชนเผ่าพื้นเมืองที่เรียกว่า เมารี (Maori) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่นับถือธรรมชาติและมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายของการท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ไปแล้ว

 

การล่องเรือมาของ กัปตันเจมส์ คุก คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวอังกฤษกับเผ่าเมารีเริ่มติดต่อกัน และผ่านพ้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ร่วมกันมา จนปัจจุบันนี้ชาวนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่คือคนที่มีจาก 2 เชื้อสาย ส่วนหนึ่งเป็นลูกหลานชาวอังกฤษ และอีกส่วนหนึ่งเป็นลูกหลานชนเผ่าพื้นเมืองเมารี โดยเมารีถือว่าเป็นชนเผ่าที่มีสิทธิทางสังคมเทียบเท่ากับชาวผิวขาวทุกอย่าง แตกต่างจากดินแดนอาณานิคมอื่นๆ ของอังกฤษ ที่ชนเผ่าพื้นเมืองมักจะอยู่แบบถูกกดขี่โดยคนขาว

ถ้าใครมาที่นิวซีแลนด์แล้วอยากทำความรู้จักกับวัฒนธรรมแบบเมารีให้มากขึ้น ก็ต้องไม่พลาดที่จะมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เทปาป้า ซึ่งชื่อเต็มภาษาเมารีเรียกพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่า “Te Papa Tongarewa” มีความหมายว่า “ที่เก็บสมบัติ” และคำว่าพิพิธภัณฑ์ของที่นี่ก็ไม่ได้มีแต่ตู้กระจกที่โชว์ หม้อ ไห หรือโครงกระดูกโบราณเท่านั้น แต่นี่คือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่มีอินเตอร์แอ็กทีฟสุดไฮเทคของประเทศ

การมาที่นี่จะทำให้เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว และประเทศนิวซีแลนด์เกิดขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งจะได้มีโอกาสรู้จักต้นกำเนิดของชาวเมารีอีกด้วย ดังนั้น ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวนิวซีแลนด์ ก็อย่าลืมแวะไปชม เพราะเขาเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ไม่เว้นแม้วันหยุดราชการ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน Cable Street บริเวณริมน้ำเวลลิงตัน ซึ่งเดินทางได้สะดวกทั้งรถส่วนตัวและบริการขนส่งมวลชน

 

ภาษาเมารี เรียกนิวซีแลนด์ว่า Aotearoa หมายถึง ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว ก็เพราะว่าที่นี่มีท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศโล่งสบาย และมีธรรมชาติที่สวยงาม จนทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอากาศบริสุทธิ์ที่สุดในโลก และนักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนที่มานิวซีแลนด์ก็มักจะหาโอกาสขับรถชมภูมิประเทศจากเหนือจรดใต้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่มาก แต่มีทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตา แตกต่างกันไปในแต่ละจุดของประเทศ

ส่วนใครที่บอกว่าไม่เคยไป นึกภาพไม่ออก ก็คงต้องบอกว่า บางทีคุณก็อาจจะได้เห็นผ่านตามาแล้วในภาพยนตร์ชื่อดังหลายๆ เรื่อง เช่น Lord of the Rings, The Last Samurai, Hobbit, King Kong ซึ่งความโด่งดังภาพยนตร์เหล่านั้น ทำให้นิวซีแลนด์ยิ่งเพิ่มชื่อเสียงทั้งความโดดเด่นของภูมิประเทศ และความสามารถในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำของประเทศนี้ แม้ว่ารายได้หลักจะยังมาจากภาคเกษตรกรรม, อุตสาหกรรม, เหมืองแร่, และธุรกิจการท่องเที่ยว

นิวซีแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการทำอุตสาหกรรมการเกษตรอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทั้งการเพาะปลูกและปศุสัตว์ ดังนั้น ภูมิประเทศที่จะเห็นตลอดสองข้างทางในฤดูเพาะปลูก ก็คือภาพของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สีเขียวสด ท่ามกลางท้องฟ้าคราม และปุยเมฆขาวที่ดูเหมือนว่าจะเอื้อมมือไปแตะถึง ซึ่งแม้ว่าเส้นทางนอกเมืองจะไม่มีบ้านเรือนอยู่มาก แต่นักท่องเที่ยวก็จะไม่เหงาอย่างแน่นอน เพราะจะมีโอกาสได้พบกับประชากรแกะจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของประเทศนี้ด้วยซ้ำไป

 

อาหารการกินของที่นี่ก็ค่อนข้างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ หรืออาหารทะเล ซึ่งที่เราจะคุ้นชื่อกันอยู่ ก็คือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อีกทั้งเนื้อแกะ เนื้อวัวของที่นี่ก็มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับโลกเช่นกัน

อันที่จริงแล้วคงไม่ใช่แค่เรื่องอาหารการกินหรือความสวยงามเท่านั้นที่ทำให้คนอยากมาอยู่ที่ประเทศนี้ แต่คงเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตโดยรวมเสียมากกว่า เพราะที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ประกอบกับเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงมีคนจำนวนมากสมัครมาเป็นประชากรของประเทศนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่นิวซีแลนด์มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องทำให้ขาดแคลนแรงงาน และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ จึงเปิดรับคนนอกให้เข้ามาเป็นประชากร และแน่นอนว่าใครที่ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว คงไม่มีใครอยากย้ายไปที่อื่นแน่ๆ

ปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากยื่นขอเป็นประชากรของนิวซีแลนด์ แต่เป็นเรื่องยากมากๆ เพราะรัฐบาลต้องการคัดคุณภาพคนจริงๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะพิจารณาผู้สมัครที่มีทักษะวิชาชีพที่ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็น พยาบาล, ช่างไฟฟ้า, หรือช่างยนต์

 

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี นิวซีแลนด์ก็ยังเป็นดินแดนในฝันของคนอีกจำนวนมาก คนกลุ่มหนึ่งฝันจะได้ไปเที่ยว อยากได้ไปเห็น และอยากไปสูดอากาศสดชื่น ท่ามกลางท้องฟ้าใส ภายใต้ปุยเมฆขาวของประเทศนี้ ในขณะที่คนอีกจำนวนมากใฝ่ฝันว่าจะได้มีโอกาสเป็นประชากรของประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

หากอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว และอยากเข้าใจว่า ทำไมที่นี่จึงเป็นแดนในฝันของคนเหล่านั้น คงต้องติดตามชมภาพจริงจากรายการสารคดี โลก 360 องศา คืนนี้ เวลา 21.20-22.05 น. ทาง ททบ. 5 หรือติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ : โลก 360 องศา

 

%d bloggers like this: