Travel Update

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 12:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389158

Travel Update

โดย…กาญจนา

เวียตเจ็ท… ซื้อก่อน ถูกกว่า

เวียตเจ็ท เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “ซื้อก่อน ถูกกว่า” เพื่อรองรับเทศกาลวันปีใหม่(เต็ด) ของชาวเวียดนามในช่วงต้นปี 2559 ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และเมียนมา โดยเปิดให้สำรองที่นั่งผ่านทางออนไลน์ทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) พร้อมกันนี้เวียตเจ็ทจะเปิดเส้นทางบินใหม่ภายในประเทศระหว่างเมืองฮานอย/โฮจิมินห์ซิตี้-เมืองเพลย์กุ ซึ่งทั้งสองเส้นทางจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ www.vietjetair.com หรือโทร. 02-277-7111

 

นกแอร์บินไปฮานอย 1 ธ.ค.นี้

สายการบินนกแอร์เปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศล่าสุดจากสนามบินดอนเมืองสู่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม เริ่มให้บริการบินตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2558 เป็นต้นไป สัปดาห์ละ4 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800 ฟรีน้ำหนักกระเป๋า 30 กก. พร้อมอาหารว่างบนเครื่อง และเพื่อฉลองเที่ยวบินใหม่ ราคาเริ่มต้น999 บาท/เที่ยว เมื่อสำรองที่นั่งตั้งแต่วันนี้-20 ก.ย. 2558 ผ่านเว็บไซต์www.nokair.com หรือโทร. 1318

 

ชิงแพ็กเกจเที่ยวฟรีกับสกายสแกนเนอร์

สกายสแกนเนอร์ (Skyscanner) เสิร์ชเอนจิ้นหรือบริการค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก และรถเช่าออนไลน์ เปิดกิจกรรมการแข่งขันออนไลน์โดยมีกติกาคือ อธิบายเหตุผล (ไม่เกิน 150 คำ) ว่าทำไมถึงต้องการเดินทางไปยัง 1 ใน 3 สถานที่ท่องเที่ยว ดังนี้ บาหลี ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ โดยสกายสแกนเนอร์จะคัดเลือกจากเหตุผลที่เป็นเหตุผลในเชิงสร้างสรรค์ รางวัลเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางที่เลือกไว้ พร้อมตั๋วเครื่องบินและที่พักสำหรับ 2 ท่าน กิจกรรมมีระหว่างวันนี้-27 ก.ย. 2558 ทางwww.skyscanner.co.th ประกาศผลวันที่ 12 ต.ค. 2558

 

อีสติน อีซี่ สยามพิมาน กรุงเทพฯ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

โรงแรมอีสติน อีซี่ สยามพิมาน กรุงเทพฯ อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ 15 นาที พร้อมบริการรถรับ-ส่ง โรงแรมประกอบด้วยห้องพักขนาดกว้างขวาง สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย บริการนวด และห้องอาหาร โดยห้องดีลักซ์ราคาคืนละ 1,371 บาท รวมอาหารเช้า ซึ่งสามารถจองก่อนจ่ายทีหลังได้ สำรองห้องพักโทร. 02-917-5212 เว็บไซต์ www.eastineasysiampiman.com

 

สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศมอบเครดิตคืน 1,000 บาท

สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ กรุงเทพฯ มอบข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองห้องพักในราคาปกติรับส่วนลด 20% พร้อมฟรีอัพเกรดห้องพัก และฟรีเครดิตเงิน 1,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในโรงแรม จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-31ต.ค. 2558 ผ่านเว็บไซต์ www.swissotel.com/bangkok-nailertpark สอบถามโทร. 02-253-0123

 

ททท.เรียกความเชื่อมั่นผ่านกิจกรรม Walking Bangkok

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “กรุงเทพฯเดินเที่ยว : Walking Bangkok”ซึ่งหมายถึง การเดินเที่ยวกรุงเทพฯ และอีกความหมายหนึ่งคือ กรุงเทพฯต้องเดินต่อ เชิญชวนให้คนกรุงเทพฯ ถ่ายภาพกรุงเทพฯ ในมุมที่สวยงามมีชีวิตชีวา สุขสงบ และมีมนต์เสน่ห์ลงในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และโซเชียลมีเดียอื่นๆ พร้อมติด#walkingbkk หรือ #walkingbangkokเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ www.tatnewsthai.org www.facebook.com/thaitourismnews และ www.facebook.com/tatbkk

 

แกร็บคาร์ เปิดบริการที่ภูเก็ต

แกร็บแท็กซี่ แอพพลิเคชั่นทางมือถือเปิดบริการใหม่ “แกร็บคาร์” (GrabCar) ที่ จ.ภูเก็ต แกร็บคาร์คือบริการเรียกรถส่วนบุคคลพร้อมคนขับแค่กดจองผ่านสมาร์ทโฟน โดยค่าโดยสารจะคิดตามอัตราที่กำหนด คำนวณตามระยะทางสถานที่ เวลา ซึ่งจะไม่มีการต่อรองหรือคิดแบบเหมาจ่าย อีกทั้งผู้โดยสารสามารถดูประวัติคนขับได้ในแอพพลิเคชั่น ฉลองการเปิดตัวด้วยโปรโมชั่นราคาเดียว 250 บาทเพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวในภูเก็ต เมื่อใส่รหัสโปรโมชั่น HELLOGC เฉพาะการบริการเที่ยวแรกตั้งแต่วันนี้-7 ต.ค. 2558

 

แป้งโกะ จินตนัดดา

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 12:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389157

แป้งโกะ จินตนัดดา

โดย…รอนแรม ภาพ… จินตนัดดา ลัมะกานนท์

ใครได้ติดตามภาพถ่ายของเธอในอินสตาแกรมก็ต้องหลงรักกันทั้งนั้น เพราะภาพของ แป้งโกะ-จินตนัดดา ลัมะกานนท์ ช่างนุ่มนวลชวนฝันและมีมุมมองของนักครีเอทีฟผสมเข้าไป ทำให้สาวเสียงดีคนนี้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ทั้งในวงการเพลง วงการละครโทรทัศน์ และวงการโซเชียลมีเดียอย่างยูทูบที่จุดประกายเธอขึ้นมา รวมถึงอินสตาแกรมที่มีคนติดตามมากถึง 5.3 แสนคน

ภาพเหล่านั้นช่วยบอกเล่าไลฟ์สไตล์ส่วนตัวว่าเธอชื่นชอบเดินทางและเก็บเกี่ยวความทรงจำผ่านภาพถ่ายมากมายขนาดไหน ถึงขนาดเขียนโปรไฟล์ตัวเองว่า Singer/Traveller from Thailand จึงไม่น่าแปลกใจที่การเดินทางจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเธอ

ติดนิสัยชอบเที่ยว

ปกติแป้งโกะและครอบครัวจะมีทริปประจำปีอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยมีคุณพ่อเป็นโต้โผจัดการการเดินทางทั้งหมด “ที่บ้านจะไม่เที่ยวทัวร์อยู่แล้ว เพราะคุณพ่อจะเป็นคนพาเที่ยว ชอบวางแผนด้วยตัวเอง ยกเว้นบางอย่างที่ต้องพึ่งทัวร์ เช่น ตอนไปอเมริกาแล้วอยากไปเที่ยวน้ำตกไนแองการาก็จะซื้อทัวร์ท้องถิ่นที่นั่น พอแป้งโตขึ้นมาก็ติดมาว่าจะต้องเที่ยวเอง”

 

การเดินทางไกลครั้งแรกคือช่วงมัธยมปลาย แป้งโกะต้องไปเรียนที่นิวซีแลนด์คนเดียว ซึ่งเธอเล่าว่า ตอนอยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนนัก เพราะแม่จะค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่พออยู่เมืองนอกบ้านเมือง เขาปลอดภัยมาก นักเรียนก็จะนั่งรถประจำทางไปเรียนเองเป็นปกติ ทำให้เธอเห็นโลกกว้างมากขึ้น “ตอนอยู่นิวซีแลนด์แป้งได้พึ่งพาตัวเองเต็มที่เป็นครั้งแรก มันก็ไม่เชิงเปิดโลกหรอก แต่มันได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นมากกว่า” เธอกล่าว

จนกระทั่งตอนนี้เธอกลายเป็นนักร้องและนักแสดงตารางแน่นจนคิดว่าจะไม่มีเวลาเที่ยว แต่จริงๆ แล้วเธอกลับเที่ยวบ่อยกว่าตอนเรียนเสียอีก เพราะเธอสามารถวางแผนเที่ยวเอง ใช้เงินตัวเอง อีกทั้งยังจัดการเวลาเองได้

ฝันไปรอบโลก

ความฝันวัยเด็กของแป้งโกะ คือ อยากเดินทางรอบโลก ซึ่งในตอนนี้เธอก็ยังฝันอยู่ “ตอนนี้แป้งพยายามเที่ยวให้ได้ปีละหลายๆ หน เพื่อเก็บประเทศให้ได้เยอะ อย่างยุโรปเคยไปกับพ่อแม่ตอนอายุ 10 กว่าขวบ แต่ก็ยังอยากกลับไปอีก เพราะความรู้สึกของเราตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน อย่างเมื่อก่อนแป้งจะชอบเที่ยวเมือง ชอบเห็นแสงแต่ตอนนี้อยากไปดูแสงออโรร่า ไปดูธารน้ำแข็ง หรือดูท้องทุ่งมากกว่า เหมือนกับว่าเราโตขึ้น สิ่งที่เราอยากเห็นมันก็เปลี่ยนไป ถึงแม้จะไปประเทศซ้ำๆ แต่สถานที่แห่งนั้นมันไม่เหมือนเดิม ตัวเราเองก็ไม่เหมือนเดิมด้วย”

 

แป้งโกะเคยไปเยือนออสเตรีย เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์มาแล้ว อย่างประเทศล่าสุด คือ ออสเตรีย ที่ความทรงจำของเธอยังสดใหม่ สิ่งที่ประทับใจที่สุด คือ เมืองเซนต์กิลเกน (St.Gilgen) เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ริมทะเลสาบเซนต์วูล์ฟกัง ที่เมื่อปี 2548 การท่องเที่ยวออสเตรียยกฐานะให้เป็นหมู่บ้านโมสาร์ท (Mozart Village) เพราะแม่ของโมสาร์ทเกิดที่นี่ “จากที่ตอนแรกเป็นจุดหมายที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปมาก แต่พอไปถึงแล้วกลับเป็นที่ที่ประทับใจที่สุดในทริป” เธอกล่าว

ทริปหน้าแป้งโกะยังอยากไปโซนยุโรปอยู่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้การเดินทางง่ายขึ้น ทุกประเทศในยุโรปใช้เงินยูโรเหมือนกัน และยังสามารถใช้วีซ่าเชงเกน (Schengen Visa) เที่ยวประเทศต่างๆ ในโซนยุโรปได้ด้วย สำหรับประเทศไทยแป้งโกะก็ยังชอบไปเที่ยวอยู่ โดยจะเน้นไปตามสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

“ทุกคนจะแปลกใจมากที่รู้ว่าแป้งไม่เคยไปปาย เพราะด้วยความที่เป็นที่ที่คนรู้จักมาก คนไปเที่ยวเยอะ แต่แป้งเป็นคนไม่ชอบคนเยอะ ก็ยังไม่ได้ไปสักที เดี๋ยวนี้เลยหันไปเที่ยวชมธรรมชาติมากขึ้น สงสัยจะแก่แล้วมั้ง (หัวเราะ)”

 

ถ่ายภาพบันทึกความทรงจำ

ไม่ว่าไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม เธอมักจะหาร้านคาเฟ่นั่งดื่มกาแฟ (เธอดื่มกาแฟดำ) และมองดูผู้คนในเมืองนั้นผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่เธอจะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพเหล่านั้น “แป้งเป็นคนชอบถ่ายรูปการไปเที่ยวจึงได้ทั้งเที่ยวและทำในสิ่งที่เราชอบ และได้เห็นอะไรใหม่ๆ” นอกจากนี้ใครที่ติดตามอินสตาแกรมของเธอจะทราบว่าภาพของเธอมีเอกลักษณ์ ทั้งโทนสี อารมณ์ของภาพ รวมถึงความสร้างสรรค์ที่สมกับชื่อของเธอ Wondering Pango

ภาพทุกภาพบันทึกการเดินทางในแต่ละวัน ซึ่งแป้งโกะกล่าวถึงเสน่ห์ของการเดินทางว่า “การเดินทางมันทำให้เราเห็นตัวเองในอีกแง่มุมหนึ่ง ได้เจออะไรบางอย่างที่เซอร์ไพรส์ อย่างบางสิ่งที่คิดว่าเราไม่ชอบแต่กลายเป็นว่าชอบ แป้งชอบไปนอนโฮสเทล ได้เจอคนหลากหลาย และได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่นๆ ซึ่งมันสร้างแรงบันดาลใจให้เยอะเลย บางทีสิ่งที่เราได้กลับมามันอาจจะจับต้องไม่ได้สักทีเดียว แต่เราจะได้อารมณ์ บรรยากาศใหม่ๆ ซึ่งมันมีผลต่อเรานะ หรืออย่างการไปเที่ยวคนเดียว เราก็จะได้คุยกับตัวเองมากขึ้นมากกว่าตอนที่อยู่ในเมืองไทย แป้งคิดว่าคนเราน่าจะเห็นสิ่งที่แปลกจากเดิมบ้างในชีวิต เพราะเวลาเราเห็นสิ่งสวยๆ งามๆ ก็จะ
มีความสุขอยู่แล้ว”

ถ้ามีโอกาสและจังหวะที่เหมาะสม แป้งโกะมีความคิดอยากจัดนิทรรศการภาพถ่าย และอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นของตัวเองสักครั้ง

 

โลกของแป้งโกะ

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ แป้งโกะอยากให้โลกใบนั้นมีพื้นที่เท่าเทียมกันทุกอย่าง ทั้งภูเขา ทะเล บ้านเมือง “แป้งคิดว่าเมื่อเราไปเที่ยวธรรมชาติ เราก็จะโหยหาความสบายก็เลยมองว่าทุกอย่างบนโลกมันน่าจะสมดุลกัน เช่น กรุงเทพฯ มันวุ่นวายจังเลย ในขณะที่ต่างจังหวัดสงบ ดังนั้นถ้าทุกอย่างมันมีเท่าๆ กัน เวลาเราอยู่ในที่ที่วุ่นวายก็สามารถไปหามุมสงบได้ โลกของแป้งใบนั้นจึงอยากมีทุกอย่างที่บาลานซ์ และอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน”

ติดตามการเดินทางผ่านภาพสวยๆ ของเธอได้ในอินสตาแกรม @wonderingpango หรือชมบทบาทการแสดงในละครเรื่องตะวันตัดบูรพา ทางช่อง One วันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. และซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดที่เธอบอกได้แค่ว่า จะได้ฟังปลายเดือน ต.ค.นี้แน่นอน ติดตามได้ทางยูทูบWhatTheDuck

 

เดอะ เกรท โอเชียน โรด เลิศล้ำสมคำร่ำลือ

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389144

เดอะ เกรท โอเชียน โรด เลิศล้ำสมคำร่ำลือ

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ Froggie

ได้ชื่อว่าเป็นถนนสายที่สวยที่สุดในโลก สำหรับ เดอะ เกรท โอเชียน โรด (The Great Ocean Road) ในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย (ใกล้เมืองเมลเบิร์น) เมื่อมีโอกาสไปเยือนก็สมคำร่ำลือจริงๆ สวยเกินคำบรรยาย นี่ขนาดที่ว่าตอนไปอากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หนาวและมีฝนตก สีสันของ 12 อะโพสเซิลส์ (ที่ตอนนี้เหลือเพียง 8 เสา) และหน้าผาหินยังเด่นเด้งซะขนาดนี้

 

 

 

 

 

 

 

หมื่นพันก้าวในเนปาล พบตัวเองจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389119

หมื่นพันก้าวในเนปาล พบตัวเองจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เศรษแสงสี และพัชรา คงสุผล

จุดเริ่มต้นของการเดิน 10 วัน ในเนปาลของ กวาง-พัชรา คงสุผล และเพื่อนร่วมคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 6 ชีวิต เกิดจากการได้ดูรูปถ่ายของเพื่อนที่ไปเดินก่อนหน้านี้ โปสต์การ์ดหนึ่งใบคือแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเดินไปให้ถึง อันนาปุรณะ เบสแคมป์ หรือ ABC-Annapurna Base Camp

ถามว่าทำไมถึงอยากไป “เราก็เห็นเพื่อนไปเขาเอารูปมาให้ดู มันสวยมาก เราก็อยากไปบ้าง จริงๆ ไม่เคยเดินเขา เคยแต่เดินป่าวันสองวัน แต่ก็เป็นป่าในเมืองไทย ไม่ได้ไปไกลๆ ขนาดนี้ และก่อนที่จะไปก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเดินทั้งวัน เดินอย่างเดียว เหมือนเพื่อนเอารูปมาอวด เขาก็กระตุ้นเราว่าสวยนะ ไปสิ ไม่เหนื่อยหรอก เราก็ค้นพบว่ามันหลอกเรา (หัวเราะ) เขาก็คงหวังดีอยากให้เราไป ราคาไม่แพงมากไป เนปาลสิบกว่าวันเหมือนไปญี่ปุ่นสี่ห้าวัน”

กวาง บอกว่า เส้นทางการเดินไปสู่อันนาปุรณะมีหลายเส้นทาง แต่เส้นทางที่กลุ่มของกวางเลือกเดิน คือเดินไปถึงพูนฮิลล์ (Poon Hill) ก่อนจะเดินต่อไปยัง ABC “เราเดินจะอ้อมหน่อย เพื่อนที่เคยไปเขาไปอันนาปุรณะอย่างเดียว ก่อนเดินทางเพื่อนๆ ก็ช่วยกันหาเส้นทาง แล้วเราก็พบว่าเส้นทางของพูนฮิลล์ก็สวย แล้วก็คุยกันว่าจำนวนวันที่จะเดินพอไหม เราก็เลยตัดสินใจว่าจะเดินไปที่พูนฮิลล์ด้วย”

 

ตลอดการเดินมักจะได้ยินไกด์บอกความสูงของยอดเขาที่เดินผ่านตลอดทาง และมักจะเน้นย้ำทุกครั้งว่า อันนาปุรณะ เบสแคมป์ มีความสูง 4,130 เมตร จากระดับน้ำทะเล เพราะดูจะเป็นความภาคภูมิใจของเขา นี่คือคำบอกเล่าของกวาง

หญิงสาวตัวเล็กแสนเนิร์ดในกลุ่ม เล่าว่า ทริปนี้ใช้เวลา 14 วัน ใช้เวลาเดินทางรวมบินภายในและเที่ยวในเมือง รวม 4 วัน ออกเดินในวันที่สี่ “พวกเราเดินทางไปกาฐมาณฑุ พักที่นั่นหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็บินภายในไปโพคารา ค้างหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเที่ยวโพคารา เช้าวันต่อมาก็นั่งรถไปยังจุดที่จะเริ่มเดิน ออกเดิน 10 วัน และกลับมาเที่ยวกาฐมาณฑุวันสุดท้ายของทริป”

หากดูจากแผนที่เส้นทางการเดินของกลุ่มนี้จะเดินอ้อมเป็นวงกลมเพื่อกลับมายังจุดเดิม “ตลอดทางจะเป็นการเดินขึ้นๆ ลงๆ เราจะรู้สึกเลยว่าเรากำลังขึ้นเขาอยู่ นี่คือจุดสูงสุดของเทือกเขาลูกนี้ มองลงไปเห็นลำธาร เห็นว่าเราผ่านมาเท่าไหร่แล้ว ซึ่งทุกๆ วันตอนเช้าไกด์ก็จะบอกว่าวันนี้ทางเป็นยังไง เช่น ทางราบก่อนจะขึ้นเขาสองครั้ง เป็นทางลงเขาแบบไหน แบบชันคือค่อยๆ ขึ้น เพื่อให้พวกเราเตรียมตัว”

 

เดินตลอด 10 วัน บนเทือกเขาจะมีที่พักตลอดทาง สำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างกันสัก 2-3 ชั่วโมง ให้คนเดินเท้ากะเวลาสำหรับเดินและจุดพักกินข้าว ส่วนใหญ่ที่พักจะเรียกว่า ลอดจ์ คือมีที่สำหรับนอนพักด้วยและกินข้าวด้วย โดยที่พักโลคัลไกด์ชื่อ Nest (Nepal Explore Summit Treks) จะจัดการจองไว้ให้ “บางที่เราแค่ไปพักเที่ยงกินข้าวแล้วเดินต่อ ตลอดทางก็จะเจอคนอื่นๆ ที่มาเดินเหมือนกัน มาคนเดียวก็มี มาเป็นกลุ่มก็มี กวางไปเจอผู้ชายจีนมาคนเดียว เขาเดินแซงเราไป ก่อนที่จะไปเจอกันในที่พัก แล้วได้คุยกันเขาบอกว่าเดินสองเดือน เขาบอกว่าเขาเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีแผน เรียกว่ามีทางให้เดินก็เดิน กวางว่าบางคนก็ออกเดินเพื่อหาคำตอบอะไรสักอย่าง”

กวางให้ภาพของภูมิประเทศเส้นทางเดินในเนปาลเพื่อไปถึง ABC ของเธอและกลุ่มเพื่อนว่า “ส่วนใหญ่เป็นภูเขา แต่เขาและลูกหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน บางที่มีทุ่งหญ้า ผ่านไปอีกก็เป็นต้นไม้ เป็นหิน ไม้พุ่ม น้ำตก ลำธาร เรียกว่ามีทุกแบบ ทุกๆ วันที่เราเดินไปจะเจอวิวที่ไม่เหมือนกันเลย เราค่อยๆ ได้เรียนรู้ว่าควรเดินยังไง เช่น ต้องหลบขี้ลา หญ้ากับหินต้องเหยียบหญ้า เพราะหินมันจะลื่นในที่เปียก ไม่มีใครบอก ต้องรู้เอง คนอื่นมาช่วยระวังเราไม่ได้ ทุกคนต้องระวังตัวเอง ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เวลาเดินนอกจากจะมองเท้าแล้ว ต้องมองทางข้างหน้าด้วย ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะพลาดไม่ได้เห็นความสวยงามของสุดยอดวิวที่สวยมากๆ น่าเสียดาย”

“เสน่ห์ของการเดินเท้าในเนปาลทำให้กวางรู้สึกว่าเราตัวเล็กมาก เพราะธรรมชาติมันยิ่งใหญ่ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่เคยเห็นในโลกนี้ จริงๆ แล้วการเดินวันแรกสำหรับกวางมันเหนื่อยที่สุด เพราะเราไม่ได้เตรียมใจมาว่าจะเดินเยอะขนาดนี้ และรู้สึกว่าอีก 9 วัน เราจะทำยังไงเพราะแค่วันแรกก็จะตายแล้ว แต่สุดท้ายการเดินของเราจะค่อยๆ เร็วขึ้น เพราะว่าเราได้เรียนรู้ว่าเราต้องเดินยังไง แล้วหลังจากกลับมาก็ทำให้เราชอบการเดินไปเลย เราเดินไปไหนมาไหนเยอะขึ้น เพราะรู้สึกว่าเขาเป็นลูกๆ ก็ข้ามมาแล้ว แค่นี้จะกลัวอะไร เหมือนกับการชนะใจตัวเองได้ ว่าเออ!! ขาเราสั้นๆ ก็เดินได้นี่หว่า (หัวเราะ) เดินไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ท้อเดี๋ยวก็ถึง”

 

เมื่อถามถึงการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง กวางบอกว่า “ต้องทำร่างกายให้แข็งแรงที่สุด ดูพยากรณ์อากาศ รู้ว่าช่วงที่เราเดินทางเป็นฤดูอะไร จะได้เตรียมเสื้อผ้าไปถูก กวางเดินทางช่วง ต.ค. ซึ่งเป็นไฮซีซั่น อากาศดีมาก แต่ถึงอย่างนั้นข้างบน ABC ก็หนาวมาก ต้องเตรียมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่น ถ้าจะซื้อรองเท้าใหม่แล้วไปเดินเลยไม่แนะนำ เพราะมันอาจจะไม่เป็นมิตรกับเราระหว่างทาง ควรเลือกรองเท้าที่สนิทกันมาระยะหนึ่ง และควรเตรียมไปสองคู่เผื่อคู่หนึ่ง เรื่องยาก็สำคัญ เพราะจะมีอาการที่จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูง บางคนจะมีอาการหายใจไม่ออก ปวดหัว ก็ต้องเตรียมยาไปพอสมควร ยาคลายกล้ามเนื้อ ยากิน ยาทา แก้หวัด แก้ไข้ ถ้าซ้อมเดินประมาณหนึ่ง บางคนซ้อมวิ่งไป”

ตอนที่นั่งเครื่องบินภายใน ไม่นับความประทับใจเรื่องความสั่นของเครื่องบินลำเล็กแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้กวางลืมความสั่นระทึกไปก็คือ การได้เห็นยอดของภูเขาที่โผล่พ้นก้อนเมฆขึ้นมา สีขาวของหิมะที่ปกคลุมยอดแหลมๆ นั้น ชวนตื่นตาตื่นใจมาก “ถึงตอนนี้จะมีอะไรพังไปบ้างจากเหตุแผ่นดินไหว แต่ส่วนที่เราไปเดินมันกว้างใหญ่ และยังมีให้ชมอีกเยอะ ในฐานะคนที่ไปมาก่อนก็อยากกลับไปอีก และอยากบอกให้คนที่ลังเลตอนนี้ว่าไปเถอะ สำหรับกวางแม้ว่าจะมีหลายที่ที่เราบรรลุแล้ว เช่น ABC หรือว่าพูนฮิลล์ แต่ก็ยังมีอีกหลายที่ที่ให้ไป ถ้ามีโอกาสก็น่าจะไปอีก”

ก่อนไปเดินที่เนปาล กวางวาดภาพไว้ว่าต้องสวย เมื่อไปเห็นก็สวยจริงๆ แต่เสน่ห์ที่มากไปกว่านั้นก็คือความตรงไปตรงมาของคนที่นั่น เธอบอกแบบนั้น…

 

 

 

 

 

5 วันในเสฉวน มาแล้วไม่อยากกลับ

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2558 เวลา 13:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389005

5 วันในเสฉวน มาแล้วไม่อยากกลับ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

หลังจากรายชื่อของนักแสดงและทีมงานของภาพยนตร์เรื่องโปรดที่พลาดโอกาสชมในโรงภาพยนตร์ทยอยปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ตามด้วยเสียงของกัปตันแจ้งว่า ขณะนี้เครื่องบินของเราได้เดินทางมาถึงสนามบินซวงหลิง นครเฉิงตู มณฑลเสฉวนของประเทศจีนเป็นที่เรียบร้อย เป็นสัญญาณว่า ทริปการเดินทางเยือนนครเฉิงตู-เมืองเล่อซาน ขึ้นเขาง้อไบ๊ เป็นเวลา 4 คืน 5 วันที่รอคอยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

วันที่ 1 เฉิงตู… มาแล้วถึงรู้ว่าแต่งงานเร็วไป

ว่ากันว่า…

ใครมาเยือนกรุงปักกิ่ง…ถึงได้รู้ว่า ตำแหน่งที่ตัวเองมีเล็กเกินไป

ใครมาเยือนกวางตุ้ง…ถึงได้รู้ว่า ตัวเองไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่คิด

ใครมาเยือนเฉิงตู…ถึงได้รู้ว่า ตัวเองแต่งงานเร็วเกินไป

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

นมัสการพระสมันตภัทร โพธิสัตว์ผู่เสียน บนเขาง้อไบ๊

 

จั่นเจา ไกด์หนุ่มนิสัยดี แต่รูปลักษณ์อาจห่างไกลจากองครักษ์จั่นเจาสุดเท่ของท่านเปาบุ้นจิ้นในซีรี่ส์ ไขความหมายของคำพูดนี้ว่า “ผู้หญิงเฉิงตูสวย ผิวดี เพราะเมืองนี้ไม่ค่อยมีแดด อากาศจะอึมครึมแทบทั้งปี ว่ากันว่าปีหนึ่งเมืองนี้มีแดดไม่ถึง 150 วัน ถึงขนาดมีคำเปรียบเปรยกันว่า ถ้าแดดออก หมาถึงกับเห่าเลยทีเดียว

“วันไหนแดดออกชาวเมืองเฉิงตูแทบไม่อยากออกไปทำงาน อยากไปนั่งจิบน้ำชาหรือเล่นไพ่นกกระจอกมากกว่า ซึ่งที่นี่ไม่ผิดกฎหมาย แถมทุกปีรัฐบาลยังจัดให้มีการแข่งขันหาเซียนไพ่นกกระจอก ด้วยความนิยมนี้เองทำให้มีคนบอกว่า มาถึงเมืองเฉิงตูไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาถึงแล้ว เพราะได้ยินเสียงไพ่นกกระจอกดังกระทบกันก่อน”

หลังจากแนะนำเมืองเฉิงตูพอประมาณ คณะของเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายแรก นั่นคือ ศาลขงเบ้ง ซึ่งได้รับสมญานามว่า “ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์สามก๊ก” ศาลเจ้าแห่งนี้ประกอบด้วย สุสานเล่าปี่ ศาลขงเบ้ง และบ้านจิ๋นหลี่ ความพิเศษคือเป็นที่เดียวในประเทศจีนที่มีทั้งศาลของจักรพรรดิและขุนนางอยู่ในรั้วเดียวกัน ไหว้ขอพรเสร็จอย่าลืมแวะไปเดินเล่น ชมถนนวัฒนธรรมจิ๋นหลี่ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับถนนตรงศาลเจ้าขงเบ้ง เดินเพลินๆ เก็บบรรยากาศร้านอาหารและร้านน้ำชา โรงเตี๊ยม และโรงงิ้วที่ตกแต่งแบบย้อนยุค ต่อด้วยชมถนนโบราณควานจ๋ายเซี่ยวจื่อ (ซอยกว้าง-ซอยแคบ) ซึ่งถือเป็นถนนเอกลักษณ์ที่มีสีสันที่สุดของเฉิงตู

ไข่ต้มชา อาหารเติมพลัง ระหว่างขึ้นเขาง้อไบ๊

 

เสน่ห์ของการเดินตามซอยนี้ก็ตรงตัวตามชื่อ คือ เดินจากซอยกว้างขนาดรถยนต์วิ่งผ่านได้ไปตามซอยที่แคบลงเรื่อยๆ เหลือแค่คนเดินได้ แต่ที่ขาดไม่ได้คือ อย่าลืมแวะมาชมร้านสตาร์บัคส์ ซึ่งได้รับการโหวตว่าสวยติดอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยโปรแกรมโชว์เปลี่ยนหน้ากาก ที่ขอสรุปเอาเองว่าเป็นโชว์ที่ผสมผสานระหว่างงิ้วของจีนกับมายากล ดูแล้วก็ตื่นตาตื่นใจ ถึงจะได้รับคำเฉลยตอนหลังว่า กลในการเปลี่ยนหน้ากากคืออะไรก็ตาม

วันที่ 2 ตะลุยชิงเฉิงซาน-เดินเลาะเขื่อนดินใหญ่ที่สุดในโลก

ก่อนออกเดินทางวันนี้ ชาวคณะได้รับคำเตือนให้กินอาหารเช้าให้อิ่ม เพราะเส้นทางวันนี้แอดเวนเจอร์สุดๆ ทั้งเดินเท้า นั่งเรือ ขึ้นกระเช้า กว่าจะถึงจุดหมาย จุดหมายแรกวันนี้ คือเขาชิงเฉิงซาน เราต้องนั่งรถออกจากตัวเมืองไปราว 68 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง จั่นเจาเล่าว่า ภูเขาชิงเฉิงซานมีธรรมชาติอันงดงาม จึงได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่านักพรตจางเต้าหลิง ผู้ให้กำเนิดศาสนาเต๋าเดินทางมาบำเพ็ญพรต ณ ที่แห่งนี้จนสำเร็จเป็นเซียนเหาะขึ้นสวรรค์ไป ภูเขาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเต๋า

เส้นทางแห่งศรัทธา ในการเดินทางขึ้นเขาง้อไบ๊

 

การเดินทางขึ้นเขาชิงเฉิงซาน ต้องเดินเท้ามาประมาณ 20 นาที จนเจอทะเลสาบ ต้องขึ้นเรือข้ามไปอีกฝั่ง ใช้เวลาข้ามฟากแค่ชั่วอึดใจ จากนั้นต่อไปขึ้นกระเช้าเพื่อไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตลอดการเดินทางวันนี้จะเห็นว่าไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวฝรั่งเท่าที่ควร จั่นเจาบอกว่านักท่องเที่ยวฝรั่งนิยมเที่ยวสถานที่ที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมอย่างสุสานจิ๋นซี พระราชวังต้องห้ามมากกว่ามาเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ตามธรรมชาติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาที่นี่จึงเป็นชาวไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน

เสร็จสิ้นภารกิจพิชิตเขา ชาวคณะเตรียมเดินทางต่อไปสัมผัสกับเขื่อนโบราณตูเจียงเยี่ยน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขาชิงเฉิงซาน เขื่อนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเขื่อนดินชลประทานแห่งแรกของโลก ในปี 2000 ยูเนสโกยกย่องให้เขื่อนแห่งนี้เป็นมรดกโลก สร้างขึ้นในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ มีอายุราว 2,000 ปี และยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งเป็นต้นแบบในการสร้างเขื่อนยักษ์ของจีนจนถึงทุกวันนี้

นักท่องเที่ยวพากันเก็บภาพ หน้าผาแห่งความตายบนเขาง้อไบ๊

 

การเดินทางมาชมเขื่อน รถบัสจะมาส่งนักท่องเที่ยวที่จุดชมวิวด้านบน เพื่อให้ได้ชมเขื่อนจากมุมสูง ได้เห็นถึงความคิดอันชาญฉลาดของคนจีนสมัยโบราณในการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลัน โดยเขื่อนดินแห่งนี้ตั้งอยู่กลางแม่น้ำหมินเจียง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ คันแบ่งน้ำรูปปากปลา ฝายน้ำล้น และประตูน้ำรูปปากขวด

หลังจากเก็บวิวทิวทัศน์ด้านบนเรียบร้อย เราต้องเดินลงบันไดไปชมเขื่อนด้านล่าง ระหว่างทางมีจุดท่องเที่ยวคือ วัดเอ้อหวังเมี่ยว (วัดสองกษัตริย์) สร้างขึ้นเพื่อสดุดีคุณงามความดีของหลี่ปิงและลูกชาย ผู้สร้างเขื่อนแห่งนี้ จากวัดนี้เดินเท้าต่อมาอีกนิดจะมองเห็นสะพานไม้ทอดยาวข้ามแม่น้ำ สะพานแห่งนี้บางคนเรียกสะพานคู่รัก หรือสะพานผัวเมีย เพราะสร้างโดยสองผัวเมียใจบุญ ใครที่กลัวความสูงอาจต้องทำใจกล้าๆ หน่อย เพราะเส้นทางเดินค่อนข้างยาว แถมยังมีแกว่งๆ พอให้ตื่นเต้นบ้าง ข้ามมาอีกฝั่งจะได้เก็บบรรยากาศของเขื่อนในอีกมุม ส่วนขากลับเดินข้ามสะพานกลับมา แล้วรถบัสจะมารอรับที่จุดนี้ ไม่ต้องเดินกลับขึ้นไปทางเดิม

วันที่ 3-4 ล่องวารีชมมรดกโลก พิชิตเขาง้อไบ๊

และแล้วไฮไลต์ของทริปนี้ก็มาถึง วันนี้ทุกคนต้องเตรียมสัมภาระสำหรับพักค้างคืนบนเขาง้อไบ๊ 1 คืน การเดินทางวันนี้เริ่มต้นด้วยการเดินทางไปยังเมืองเล่อซาน ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง เพื่อล่องเรือชมหลวงพ่อโตเล่อซาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับเขาเอ่อเหมยซาน (เขาง้อไบ๊) เมื่อปี 1996

มุมโรแมนติกของคู่รัก ที่สะพานคู่รัก

 

ตามประวัติเล่าว่า เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำที่เชี่ยวกราก 3 สาย ทำให้เกิดเหตุเรืออับปางบ่อยครั้ง ในฤดูน้ำหลากมักเกิดอุทกภัย ชาวบ้านล้มตายจำนวนมาก หลวงจีนไห่ทงจึงตั้งใจสร้างพระพุทธรูปขึ้น โดยหวังว่าอานิสงส์ครั้งนี้จะช่วยลดเภทภัยและเศษหินจากการแกะสลักจะช่วยปรับระดับร่องน้ำให้ตื้นเขิน ลดความแรงของกระแสน้ำ แต่พอสร้างถึงพระอังสา (บ่า) หลวงจีนมรณภาพ โชคดีได้แม่ทัพอีกหลายท่านมาช่วยสร้างต่อ กว่าจะแล้วเสร็จใช้เวลาร่วม 90 ปี การเดินทางมากราบขอพรนักท่องเที่ยวต้องลงเรือ เพื่อล่องมาชมความงามขององค์หลวงพ่อโตเขาเล่อซาน

จากนั้นรถบัสพาชาวคณะเดินทางต่อไปยังเขาง้อไบ๊ ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที จากนั้นต่อรถท้องถิ่นและลงเดินเท้าเป็นระยะทางอีกราว 1 กิโลเมตรกว่าๆ จากนั้นต่อกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นราว 2 ชั่วโมงครึ่ง

เขาง้อไบ๊อยู่ห่างจากเฉิงตูประมาณ 160 กิโลเมตร เป็นสถานที่บำเพ็ญบารมีของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นเลิศทางจริยาและเป็นตัวแทนของจริยาบารมี เขาแห่งนี้จึงได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 4 พุทธคีรีของจีน มาถึงเขาง้อไบ๊นักท่องเที่ยวต้องไปเยี่ยมชมยอดเขาจินติ่ง (ยอดทอง) สูงจากระดับน้ำทะเล 3,079 เมตร เป็นจุดชมวิว 360 องศา ที่งดงามที่สุด สามารถชมทั้งพระอาทิตย์ ทะเลเมฆ ทะเลหมอกได้ที่เดียวครบ อีกทั้งยังได้นมัสการพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ผู่เสียน ได้ชมความงามของวิหารเงิน วิหารทอง และวิหารทองแดง

วิหารทองคำบนเขาง้อไบ๊

 

งานนี้ไกด์จั่นเจาเตือนชาวคณะก่อนว่า ช่วงที่เดินทางขึ้นเขาแม้เส้นทางที่นั่งรถจะคดเคี้ยว โค้งเยอะ ต้องเดินขึ้นไปไกลก็อย่าบ่น เพราะชาวจีนเชื่อว่าระหว่างทางที่เดินขึ้นไปพระผู้เป็นเจ้ากำลังมองเราอยู่

หนึ่งคืนที่ง้อไบ๊ ไม่น่าเชื่อว่าช่วงค่ำอากาศจะหนาวเย็นได้ใจ เพราะช่วงค่ำอุณหภูมิเหลือเพียง 12 องศาเท่านั้น จึงไม่แปลกที่ห้องพักของโรงแรมบนเขาจะมีฮีทเตอร์ไว้ให้บริการ แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ถึงอยู่บนเขาแต่สัญญาณไว-ไฟบนเขาง้อไบ๊ค่อนข้างดีทีเดียว

เช้ารุ่งอีกวัน เสียดายที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยฝน แผนการชมพระอาทิตย์ขึ้นตอน 06.29 น. เลยต้องข้ามไป หลังจากเติมพลังด้วยอาหารเช้า ชาวคณะก็เดินทางลงเขาโดยใช้เส้นทางเดิม ก่อนจะลงมาถึงตีนเขา เราแวะวัดว่านเหนียน (วัดหมื่นปี) เพื่อสักการะพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ประทับเหนือบัลลังก์บัวบนหลังช้างเผือกหกงาก่อน

สะพานคู่รักที่เขื่อนโบราณตูเจียงเยี่ยน

 

วันที่ 5 เที่ยวห้างที่สร้างในอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากอิ่มบุญ เต็มอิ่มกับธรรมชาติมาหลายวัน ถึงเวลาที่ชาวคณะรอคอย นั่นคือการช็อปปิ้งซื้อของฝากก่อนกลับ โชคดีที่โรงแรมที่พักในเฉิงตูใกล้กับย่านถนนคนเดิน ตกเย็นเลยออกมาเดินเล่นได้สบาย ถนนคนเดินที่นี่อารมณ์คล้ายๆ สยามสแควร์ผสมกับแพลทินัมบ้านเรา มีสินค้ามากมายให้เลือกสรร แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนและสังเกตตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเฉิงตู คือบ้านเมืองสะอาดมาก ไม่มีขยะแม้แต่น้อย มาถึงบางอ้อเมื่อไกด์จั่นเจาบอกว่า รัฐบาลลงทุนจ้างคนกวาดถนนมาดูแลโดยเฉพาะ

นอกจากถนนคนเดิน ทริปนี้เรายังได้ออกนอกเฉิงตูมาเที่ยวห้าง New Century Global Center ห้างที่สร้างในอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ห้างนี้เปิดเมื่อปี 2002 มีทั้งโรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง สวนน้ำ ร้านอาหาร และห้องประชุมในที่เดียว เดินเพลินๆ เหนื่อยแล้วก็ยังไม่ทั่วห้าง เรียกว่ามาเฉิงตูครั้งนี้ครบรส ได้มาสัมผัสความเป็นที่สุดในหลายๆ ด้านจริงๆ

เสียงกัปตันทำลายความเงียบอีกครั้ง แสงไฟจากสนามบินสุวรรณภูมิในยามพลบค่ำกำลังโบกมือต้อนรับ หัวใจที่ชุ่มฉ่ำกำลังยิ้มรับเบาๆ 5 วันอาจเป็นเวลาสั้นๆ ในการทำความรู้จักเมืองเล็กๆ ของจีน แต่ก็ไม่น้อยเกินไปที่จะตกหลุมรักเมืองแห่งนี้เข้าเต็มเปา

ภาพมุมสูงของเขื่อนโบราณตูเจียงเยี่ยน

 

บริการลูกหาบสำหรับขึ้นเขาง้อไบ๊

 

ล่องวารีชมความยิ่งใหญ่ ขององค์หลวงพ่อโตเล่อซาน

 

เดินเท้าขึ้นปีนังฮิลล์ วัดกำลังขา ท้ากำลังใจ

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2558 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/388093

เดินเท้าขึ้นปีนังฮิลล์ วัดกำลังขา ท้ากำลังใจ

โดย…สมแขก ภาพ Titisak Wangkasem

เมื่อเอ่ยถึงปีนังฮิลล์ (Penang Hill) หรือที่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Bukit Bemdara คนที่เคยไปเยือนมาแล้วต้องร้องอ๋อ! เพราะด้านบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองปีนังแบบพาโนรามา มีวิวให้ถ่ายรูปคล้องกุญแจคู่รักสวยไม่แพ้ในซีรี่ส์เกาหลี และแอดเวนเจอร์ครั้งนี้เราจะพาไปตะลุยปีนังฮิลล์ แต่จะไปแบบตีตั๋วนั่งเคเบิลคาร์แบบคนอื่นๆ ก็ไม่สนุกน่ะสิ เพราะเราจะเดินเท้าขึ้นปีนังฮิลล์ท้าทายกำลังขากันเสียหน่อย

ก่อนจะปีนต้องรู้จักเขาลูกนี้ก่อน ปีนังฮิลล์อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 830 เมตร เป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะปีนัง เปิดตั้งแต่เช้า 06.30-20.00 น. การเดินทางสามารถไปได้สองแบบ คือ ขึ้นเขาด้วยเคเบิลคาร์ หนึ่งเที่ยวใช้เวลาราว 20 นาที ค่าตั๋วโดยสารอยู่ที่ไม่เกิน 300 บาท  และอีกทางหนึ่งเป็นเส้นทางใช้ร่วมกันสำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และนักเดินเท้าขึ้นเขา

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเดินเท้าขึ้นปีนังฮิลล์คือน้ำดื่ม จะเป็นน้ำเปล่าหรือเกลือแร่ได้ทั้งหมด และเสบียงให้พลังงานอย่างกล้วย ธัญพืช และต้องมั่นใจว่าเพียงพอสำหรับเดินขึ้นหนึ่งเที่ยว เพราะตลอดทางที่เดินไม่มีจุดพักให้ซื้อของ ฝั่งเส้นทางสำหรับเดินและปั่นจักรยานเป็นสวนป่าร่มรื่น แต่ความร่มรื่นก็ถูกความชันลบล้างไปได้หมดสิ้น คณะของเรานำจักรยานพับไป ใจหมายว่าจะพาไปพิชิตปีนังฮิลล์ แต่ปั่นไปได้แค่ 100 เมตร พวกเราก็พับล้อจักรยานและฝากไว้ด้านล่าง เพื่อเดินขึ้นพิชิตจุดที่สูงที่สุดบนเกาะปีนัง

ถ้าเดินเท้าขึ้นปีนังฮิลล์ระยะทางจากจุดเริ่มต้น 5 กิโลเมตร มีความชัน 30% บางช่วงชันถึง 45% เป็นแบบนี้ตลอดเส้นทาง มีโค้งหักศอกเป็นระยะทุก 500 เมตร ข้างทางเป็นป่าโปร่งสลับทึบ บางช่วงให้ร่มเงาและเป็นกำลังใจให้คนเดินเท้าอยู่บ้าง เส้นทางบางช่วงกำลังก่อสร้าง บางจุดเป็นผาสูง ระหว่างทางไม่มีบ้านคน และสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นตลอดทางคือ ลิง

แม้จะมีประสบการณ์เดินเท้าขึ้นเขาอยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่าปีนังฮิลล์เป็นความท้าทายใหม่ที่ได้ไปเยือน ไฮไลต์เริ่มตั้งแต่ 1 กิโลเมตรแรก เป็นช่วงวัดใจเลยว่าจะเลือกหยุดไปนั่งรอเพื่อนที่ตีนเขาหรือเดินต่อไป เพราะเป็นความเหนื่อยยากที่กำลังขาและกำลังใจต้องไปพร้อมกัน ผ่าน 1 กิโลเมตร ไปอย่างเชื่องช้าและแสนเหน็ดเหนื่อย แต่ระหว่างทางเราจะเห็นเพื่อนร่วมทางจากหลายๆ ที่ บางคนออกสตาร์ทพร้อมกัน แต่เดินนำ บางคนออกเดินก่อนและก็ไล่หลังเราอยู่ เห็นคุณปู่ผมขาวก็ยังเดินไหวอยู่ วัยรุ่นอย่างเราก็ต้องไหว

กิโลเมตรแห่งการทดสอบกำลังใจผ่านไปแล้ว อีก 4 กิโลเมตรที่เหลือก็แค่เดิน และเดิน จิบน้ำเป็นระยะๆ อมไว้ในปากและค่อยๆ กลืนทีละน้อยๆ จะไม่ทำให้คอแห้งและกระหายมากนัก เมื่อคุ้นเคยกับความเหนื่อยล้าแล้วเราจะค่อยๆ ปรับลมหายใจให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว กะระยะการก้าวเท้าให้พอดีกับลมหายใจ จะเริ่มสังเกตสีของใบไม้ เริ่มได้ยินเสียงน้ำไหล ได้ยินเสียงลิง สลับกับเสียงนก และรู้สึกถึงความเย็นของลม แม้ว่าเพื่อนที่มาด้วยกันจะกระจัดกระจายตามพละกำลังขาของแต่ละคน แต่เรารู้ว่าเราจะไปเจอกันที่ยอดเขา การเดินเท้าของเราจึงไม่เปล่าเปลี่ยวนัก เป็นความท้าทายที่แสนจะเงียบเชียบแต่ก็สุดแสนจะท้าทาย

กว่า 2 ชั่วโมงที่เราเดินเท้าขึ้นปีนังฮิลล์ ช่วงบ่ายวันธรรมดาคนไม่พลุกพล่าน  อากาศบนยอดเขาเย็นสบาย มีพิพิธภัณฑ์สามมิติให้เข้าชม มีให้ชมสวน และถ่ายรูปกับลิงหรือนก และส่องดูทิวทัศน์ของเมืองปีนัง แต่คณะเราเลือกนั่งพักและมองวิวของปีนังจนหนำใจ ก่อนจะเดินกลับลงมาทางเดิม แดดอ่อนๆ ตอน 4 โมงเย็นทำให้การเดินเท้าเที่ยวกลับสนุกสนานขึ้น การลงเขาใช้เวลาน้อยกว่าตอนขึ้นเขามากอยู่ แต่การเดินลงก็ใช่ว่าจะราบรื่น ยิ่งเป็นเขาที่มีความชันอย่างต่อเนื่องอย่างปีนังฮิลล์แล้ว เป็นความท้าทายรอบใหม่ที่ต้องเดินกลับอย่างปลอดภัย การเดินลงเขาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป หนุ่มๆ เลือกเดินสลับฟันปลาลดแรงกระแทกที่เข่า สาวๆ เลือกเดินถอยหลังอาจจะช้ากว่าหน่อยแต่ก็ไม่บาดเจ็บ การเดินเท้าขาลงทำให้เรามองเห็นว่าแต่ละโค้งที่พวกเราเดินผ่านกันมาตั้งแต่ตีนเขาถึงยอดเขานั้น เราควรภูมิใจในตัวเองที่สามารถเดินผ่านไปได้

ขาเดินเท้าลงเป็นเวลาเย็นที่พอจะเห็นชาวปีนังใช้เวลาหลังเลิกงานมาออกกำลังกาย เริ่มพบคนขี่จักรยานเสือภูเขาขึ้นเขาไปทีละคน แต่คนพื้นที่จะวิ่งและปั่นจักรยานไปแค่ไม่เกิน 2 กิโลเมตร ก็กลับลงมา สำหรับคนที่เคยไปเที่ยวปีนังฮิลล์แล้ว และลงความเห็นว่าการขึ้นเคเบิลคาร์นั้นหวาดเสียวแล้ว หากมีโอกาสเดินทางอีกลองเดินเท้าขึ้น-ลงหน่อยเป็นไร กลับมาเมืองไทยพูดอวดได้เป็นเดือนๆ เลย

 

โครเอเชีย เมืองในฝัน สถาปัตยกรรมงดงาม…

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2558 เวลา 09:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/387799

โครเอเชีย เมืองในฝัน สถาปัตยกรรมงดงาม...

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ศิรินภา พากิโต

การเดินทางท่องเที่ยวสำหรับใครหลายคนนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เพราะมันคือการไปเติมพลัง การได้ไปเรียนรู้โลกสู่บรรยากาศใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น สาวประชาสัมพันธ์จากบริษัทโฆษณา เดนท์สึ (ประเทศไทย) ที่ชอบเดินทางเพื่อมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตและการทำงาน

น๊อต-ศิรินภา พากิโต เล่าว่าทุกปีเธอและเพื่อนๆ จะมีทริปเดินทางไปต่างประเทศปีละครั้งกับเพื่อนสนิท 4-5 คน โดยจะเดินทางไปกันเองแล้วเช่ารถขับ เช่นทริปล่าสุดของเธอเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการเลือกไปประเทศนี้เพราะบังเอิญว่าได้ดูสารคดีท่องเที่ยวจากโทรทัศน์ช่องหนึ่งแล้วเกิดความประทับใจ ก็เลยถามเพื่อนๆ ว่าจะไปไหม ทุกคนตกลงเห็นตามกัน การวางแผนการเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้น

เมื่อรู้ประเทศแล้วก็หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่าจะไปยังไง ไปเมืองไหนกันบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไหร่ และจะไปกันกี่วันดี เธอเล่าว่าข้อมูลหาไม่ยากแต่การจะเริ่มเดินทางนั้นยาก เนื่องจากประเทศโครเอเชียไม่มีสถานทูตที่ประเทศไทย มีที่ประเทศอินโดนีเซีย

 

เธอจึงต้องส่งข้อมูลทุกอย่างไปทางไปรษณีย์เพื่อขอวีซ่าผ่านไปยังอินโดนีเซีย และต้องใช้เวลาตอบกลับมาถึง 2 วีก หลังจากนั้นก็เริ่มจองตั๋ว เธอใช้เวลาไปเที่ยวประเทศโครเอเชีย 13 วัน ใช้งบประมาณ 6.5 หมื่นบาท รวมทุกอย่างกินหรูอยู่สบายเช่ารถขับ แม้กระทั่งช็อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองของฝากต่างๆ

ประเทศโครเอเชีย ถือว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ที่เพิ่งแยกตัวมาจากประเทศยูโกสลาเวีย เมื่อปี 1995 นี้เองแค่ 10 กว่าปีเท่านั้นเป็นประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกที่ดูสวยงามเงียบสงบ สถาปัตยกรรมต่างๆ สวยงามตึกเก่าเมืองเก่า เป็นเมืองที่มีเสน่ห์อากาศดี แต่ละเมืองของประเทศนี้จะเป็นเมืองเล็กประชากรหลวมๆ ไม่หนาแน่น แม้ในวันทำงานของเขาในเมืองก็ไม่พลุกพล่านจนคิดว่ารึนี่เป็นวันหยุด

เธอไปทั้งหมด 4 เมือง โดยบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่เมืองซาเกร็บซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศโครเอเชียอยู่ที่นี่ 3 คืน เดินชมบ้านชมเมือง ถือว่าเป็นเมืองหลวงที่เงียบสงบ รถโล่งถนนว่างรถไม่ติดเมืองหลวมๆ มีคนแค่ 7 แสนคน ทั้งประเทศนี้มีทั้งหมดเพียง 5 ล้านคน เป็นเมืองที่เศรษฐกิจดี เป็นเมืองเก่า มีแหล่งประวัติศาสตร์ยาวนานมีทะเลสวยยาวเลียบเมืองชื่อทะเลอะเดรียติก ประเทศนี้ใกล้ๆ กับออสเตรเลีย กรีซ สโลวีเนีย มอนเตเนโกร

 

“เวลาไปเที่ยวจะชอบดูตึกรามบ้านช่อง ดูวัดดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์ ดูร่องรอยอารยธรรม ดูศิลปะ ประเทศนี้ในอดีตมีศิลปะที่ดูเรืองอำนาจสมัยโรมัน ศิลปะแบบกอธิก บ้านเมืองสวยงามสบายตามีสเน่ห์ แล้วเราก็ไปเที่ยวเมืองหลวงเก่าที่ชื่อวลาดีนเป็นเมืองเล็กๆ อาหารอร่อยคล้ายๆ อาหารอิตาลี คือข้ามแม่น้ำอะเดรียติกไปอีกฝั่งก็คือประเทศอิตาลี”

วันที่ 4 ออกเดินทางจากเมืองหลวงซาเกร็บเช่ารถขับไปเมืองลิเยก่า เป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ เมืองนี้เป็นเมืองชายทะเลอาหารอร่อยสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ถือว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจของประเทศ เราเดินทางผ่านเมืองโรวีน แวะนอนที่นี่หนึ่งคืนเป็นเมืองทางผ่านอยู่ทางทิศตะวันตกติดทะเลใกล้กับประเทศอิตาลี มีฉายาว่าลิตเติ้ลเวนิส แต่เป็นเวนิสที่อยู่บนเขา เป็นเมืองน่ารักมีสีสันอยู่ริมทะเล ถือว่าเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเก่ามีโบสถ์เก่าๆ สวยงามอยู่หลายแห่ง โบสถ์ที่นี่จะปูด้วยกระเบื้องโมเสกขนาดใหญ่อายุเก่าแก่ถึง 2,300 ปีสวยงามมาก เป็นโบสถ์เก่าสไตล์โรมัน เป็นเมืองที่มีเรือประมงเยอะมากๆ ขึ้นชื่อเรื่องนี้แม้กระทั่งในพิพิธภัณฑ์ก็มีเรื่องราวของเรือมากมาย เราแวะกินข้าวชมเมืองกันที่นี่ 1 คืนถือว่าเป็นเมืองตากอากาศที่คนรวยๆ ของประเทศจะต้องมาเที่ยว

ช่วงเวลาที่ไปเที่ยวที่ดีที่สุดของประเทศนี้ก็คือเดือน ก.ค.-ส.ค. ถือว่าเป็นไฮไลต์ แต่ถ้าอยากไปหนาวๆ หน่อยก็ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. หรืออีกช่วงคือ ก.ย.-ต.ค. หากไปประเทศนี้สิ่งที่ห้ามพลาดต้องไปให้ได้คืออุทยาน Plitvice ถือเป็นอุทยานแห่งชาติที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ ถือเป็นมรดกโลกด้วย

 

“ถ้าไม่ไปอุทยานที่นี่ถือว่าไปไม่ถึงโครเอเชียนะคะ ใหญ่มากสวยมีทะเล มีน้ำตก ต้นไม้ มีทางเดินยาวหลายกิโลเมตรรอบทะเลสาบ สวยงามมาก ใช้เวลาเดินชมทั่วๆ อุทยานต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 ชั่วโมง ค่าเข้า 900 บาท แต่สวยงามคุ้มค่าต้องไปนะห้ามพลาด เราไปทริปนี้เราเช่าอพาร์ตเมนต์ทำอาหารกินเองด้วยทำง่ายๆ” เธอกล่าวอย่างมีความสุข

วันที่ 7 ก็ออกเดินทางไปที่เมืองซาด้า เป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง เป็นเมืองที่มีศิลปะโรมันเยอะมาก เป็นเมืองที่ดูสบายตาเป็นเมืองที่มีศิลปะโรมันเยอะมาก เมืองจะเก๋ๆ มีที่นั่งริมทะเล เขาจะเจาะที่นั่งริมทะเลให้มีช่องลมที่พอเจอแรงอัดออกมาเป็นเสียงดนตรีขึ้นมาเรียกว่า Sea Organ และมีโซลาร์เซลล์สร้างอยู่แถวนั้น พอตกกลางคืนพลังงานแสงที่เก็บก็จะออกมาเป็นแสงสีเสียงอยู่ริมทะเลสวยงามท่ามกลางธรรมชาติจริงๆ

วันถัดมาเราขับรถต่อไปยังเมืองสเปนิก ที่เมืองนี้มีโบสถ์ที่ใหญ่มากชื่อโบสถ์เซนต์จาค็อบ เราพักที่นี่ 1 คืน เราเดินชมเมืองกันตอนกลางคืนเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตกันช้าๆ เดินเที่ยวริมหาด คนท้องถิ่นเขาจะนิยมมาตกปลากัน ต่อจากนั้นเราไปที่เมืองพรีโมสเตนเป็นเมืองตากอากาศอีกเช่นกัน เป็นเมืองเล็กๆ ที่ดูอบอุ่นแนวครอบครัว เราแค่แวะกินข้าว

 

ต่อจากนั้นขับผ่านไปยังเมืองโตรเกีย เป็นเมืองโบราณสมัยกรีซโรมันสร้างก่อนคริสตกาล เมืองสวยเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีตสร้างด้วยหินเรียกว่าเดอะสโตนบิวตี้ มีโบสถ์ที่มีศิลปินสร้างขึ้นมาเป็นศิลปินชื่อดังคือ โดโรแวน งานของเขาจะเป็นเอกลักษณ์มีมิติสวยงามแกะสลักนูนสูงลอยตัว ชื่อโบสถ์คือเซนต์โรเลน

ตลอด 2-3 วันหลังนี้เราจะขับรถชมเมืองไปเรื่อยๆ ไปยังเมืองท่องเที่ยวหลัก ชื่อเมืองสปลิท เป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโครเอเชีย ถือว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจท่องเที่ยวมีการเดินเรือที่หนาแน่นมาก จุดเด่นของเมืองนี้ก็คือเป็นเมืองประวัติศาสตร์ “เล่ากันว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์มาสร้างเพื่อจะมาอยู่ตอนสูงวัยชื่อวังไดโอคลีเชียนพาเลซ มีสวนที่เป็นใต้ดินและบนดิน อายุเมืองนี้เก่ากว่า 2,300 ปี โครงสร้างเป็นหิน”

ตลอดทริปนี้เราเน้นการขับรถชมวิว ดูบ้านดูเมือง ดูตึกสถาปัตยกรรม โบสถ์ ดูสวนใช้ชีวิตช้าๆ ดูศิลปวัฒนธรรม ดื่มกินแบบคนท้องถิ่นกินกันไม่รีบร้อน ไม่เน้นช็อปปิ้งอะไรนะ บางเมืองที่เราไปก็เป็นโลเกชั่นถ่ายหนังเกมออฟโทรนส์ด้วยคือเมืองดูบรอฟนิค ได้ฉายาว่าเป็นไข่มุกแห่งทะเลอะเดรียติก หลายเมืองได้รับเป็นมรดกโลกเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีต บางเมืองก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานทั้งบาโรก เรอเนสซองซ์ กอธิก เมืองทางใต้ก็ติดทะเลสวยเป็นเมืองเก่า

 

“ที่ประทับใจคือเมืองเก่าที่มีกำแพงเมืองเป็นแนวยาวกว่า 2 กิโลเมตร คล้ายกำแพงเมืองจีน เป็นยุคหินกลางถือเป็นกำแพงที่สวยที่สุดในโลก ระหว่างทางจะเห็นเมืองในวิวสูงเห็นทะเลเห็นแนวเมือง ได้เห็นร่องรอยของสงคราม เห็นรอยกระสุนซากปรักหักพังเมื่อปี ค.ศ. 1991 ซึ่งเมืองเขามีการสู้รบหนักมาก คือถ้าชอบประวัติศาสตร์ชอบสถาปัตยกรรม ไปเดินเล่นชิลๆ ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่สนใจการช็อปปิ้ง ที่นี่จะเป็นสวรรค์ได้เลย ไปดูวัฒนธรรมดูศิลปะ”

วันสุดท้ายก่อนกลับเราเดินขึ้นไปบนยอดเขา SRD-Hill เห็นเมืองจากมุมสูงๆ เราขึ้นไปด้วยเคเบิลคาร์ และขากลับเดินลงบนระยะทาง 5 กิโลเมตร ตลอด 2 ข้างทางก็สวยมีต้นไม้งดงามตึกรามสวยงาม จากนั้นเราก็นั่งรถกลับมาที่ซาเกร็บขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย เป็นทริปประทับใจในรอบหลายปีก็ว่าได้

 

 

 

 

Waste to Energy… ตัวอย่างความสำเร็จจากญี่ปุ่น

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2558 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/387712

Waste to Energy... ตัวอย่างความสำเร็จจากญี่ปุ่น

เรื่องการจัดการกับขยะนั้น ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีปัจจุบันก้าวไปไกลมาก ในบรรดาประเทศเจ้าแห่งเทคโนโลยี และผู้นำด้านวิศวกรรมทั้งหลาย ต่างก็พัฒนาเครื่องมือเครื่องจักรใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่ตลอด แต่เชื่อหรือไม่ว่าเทคโนโลยีทันสมัยเหล่านั้น จะเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง หากจุดเริ่มต้นยังเหมือนเดิม ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ว่านั้นก็มาจากพฤติกรรมของมนุษย์เรานี่เอง

ญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นประเทศที่จัดการกับเรื่องนี้มีประสิทธิภาพอย่างเหลือเชื่อ ถึงแม้ว่าหลายประเทศจะพยายามไปศึกษาดูงานและทำความเข้าใจกระบวนการจัดการแบบญี่ปุ่น แต่ก็ยังไม่มีชาติไหนที่จะเลียนแบบได้เลย สาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของการจัดการขยะแบบญี่ปุ่นนั้นมาจากความมีวินัยของผู้คนเป็นสำคัญ

นักท่องเที่ยวหลายท่านที่ได้มีโอกาสไปเยือนญี่ปุ่น จะสังเกตเห็นว่า การหาถังขยะในที่สาธารณะนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมไปเยือนเป็นจำนวนมากๆ เขาก็จะมีถังขยะไว้บริการบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ถือได้ว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีถังขยะอยู่ในที่สาธารณะน้อยนั้น ก็เป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ของเขาเชื่อว่าขยะเป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของแต่ละคน ดังนั้นแต่ละคนก็ต้องรับผิดชอบเอากลับมาทิ้งที่บ้านของตัวเอง

แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยปัจจัยใดก็ตามที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีวินัยและรับผิดชอบตัวเองเรื่องขยะ ที่แน่ๆ คือปัจจัยทางด้านสังคมและเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้คนญี่ปุ่นปฏิบัติเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าหากเราจะมองในแง่เศรษฐศาสตร์แล้ว ลองบวกลบคูณหารดู ก็จะรู้ว่าค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะของประเทศที่เป็นเกาะ ซึ่งมีพื้นที่จำกัดแบบนี้ ถ้าทำไม่ดีก็จะเกิดเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว

 

หรือหากจะมองในแง่ของสังคม ก็เป็นปัจจัยที่น่าจะมีส่วนอย่างมากต่อกระบวนคิดของคนญี่ปุ่น เพราะแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาก็เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างลงตัวอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีการพัฒนาทางวัตถุไปมากเพียงใด แต่คนญี่ปุ่นก็ยังให้คุณค่ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เสื่อมคลาย ดังนั้น เขาจะไม่ปล่อยให้ขยะมาทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่งดงามของเขาเป็นเด็ดขาด

เมื่อเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองเกียวโต ก็ยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า คนญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญและจัดการกับขยะได้อย่างเป็นระบบมากเลยทีเดียว โดยขยะแต่ละชนิดก็ต้องแยกใส่ถุงต่างชนิดกัน แล้วก็ต้องนำไปวางรวมกันไว้ในจุดนัดรับขยะ ซึ่งก็จะมีตารางนัดหมายอยู่ว่าวันไหนจะรับขยะประเภทใด ดังนั้นถ้าใครทะเล่อทะล่า เอาขยะผิดชนิดไปวางไว้ผิดที่ ผิดวัน นอกจากจะมีโอกาสถูกปรับแล้ว ยังอาจจะโดนสังคมประณามอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราก็มักจะไม่เห็นขยะวางเกลื่อนกลาดอยู่ตามท้องถนนในประเทศญี่ปุ่น

นอกจากการจัดการกับขยะฝั่งต้นทางที่มีประสิทธิภาพแล้ว ญี่ปุ่นยังจัดการกับขยะได้ชนิดที่ว่าราบเรียบ แทบจะไม่เหลืออะไรเลย กล่าวง่ายๆ ก็คือว่า อันไหนเอาไปรีไซเคิลได้ ก็เอาไปรีไซเคิล ส่วนอันไหนเอาไปรียูสได้ ก็ส่งไปรียูส แม้แต่บางอย่างที่ดูเหมือนจะเอาไปสร้างมูลค่าไม่ได้แล้ว เขาก็ยังพยายามเอาไปสร้างประโยชน์อย่างอื่นอีก อย่างเช่น การนำขยะบางชนิดไปบีดอัดหรือแปรรูปให้เป็นวัสดุก่อสร้างเพื่อใช้ถมทะเล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาขยะแล้วยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้อีกต่างหาก

อันไหนที่เป็นขยะที่เผาทิ้งได้ เขาก็จะเอาไปเผา โดยกระบวนการเผาก็จะสร้างประโยชน์ได้อีกเช่นกัน เพราะความร้อนที่ได้จากเปลวไฟสามารถนำไปต้มน้ำเพื่อผลิตเป็นไอน้ำ ใช้ปั่นไฟฟ้าได้อีกต่างหาก ส่วนกากขี้เถ้าที่เหลือนิดหน่อยจากกระบวนการเผา ก็ยังเอาไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างหรือเอาไปใช้ถมที่ได้อีกต่างหาก

นั่นจึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีโรงเผาขยะอยู่แทบจะทุกเมือง ซึ่งหนึ่งในโรงเผาขยะที่เก๋ไก๋ที่สุดของประเทศ มีชื่อว่า Maishima incineration plant ตั้งอยู่ในเมืองโอซากาที่ว่าเก๋ไก๋มาก ก็เป็นเพราะว่ารูปร่างหน้าตาภายนอก แทบจะดูไม่ออกเลยว่า เป็นโรงเผาขยะ ด้วยสีสันสดใส ที่ตกแต่งด้วยวัสดุหลากสี และมีเส้นสายที่เน้นความโค้งมนไม่แข็งทื่อเหมือนโรงงานทั่วๆ ไป จึงทำให้โรงเผาขยะแห่งนี้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของโอซากาเลยก็ว่าได้

เจ้าโรงกำจัดขยะที่หน้าตาเหมือนสวนสนุกแห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่เกาะเล็กๆ ที่เกิดจากการถมทะเล ซึ่งห่างออกมาจากพื้นที่อยู่อาศัยอยู่สักหน่อย โดยสาเหตุส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากความกังวลของประชาชน โดยโรงกำจัดขยะแห่งนี้เริ่มมีการสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1997 และแล้วเสร็จใน ค.ศ. 2001 ด้วยงบประมาณก่อสร้างกว่า 6 หมื่นล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยร่วม 1.8 หมื่นล้านบาท และนอกจากนั้นแล้วก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอีกปีละประมาณ 1,000 ล้านเยน หรือประมาณ 300 ล้านบาทเลยทีเดียว

สาเหตุที่เทศบาลโอซากาต้องลงทุนมหาศาลขนาดนั้น ก็เพราะว่าจำนวนประชากรของโอซากาเพิ่มมากขึ้น สังคมเมืองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนักท่องเที่ยวก็มาที่โอซากามากขึ้นทุกวัน จำนวนโรงกำจัดขยะที่มีอยู่เดิม 5-6 โรง ก็เริ่มจะไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องสร้างเพิ่มอีกหนึ่งโรง

เจ้าโรงงานที่ดูสวยงามแปลกตาแห่งนี้ เป็นผลงานของศิลปินชื่อดังชาวออสเตรียที่มีชื่อว่า Friedenstreich Hundertwasser ผู้ซึ่งเป็นศิลปินระดับโลก ที่ผลงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ โดยอาศัยหลักการสอดผสานระหว่างเทคโนโลยี ระบบนิเวศ และศิลปะ จนทำให้โรงงานดูไม่เหมือนโรงงาน และทำให้โรงกำจัดขยะเป็นงานศิลป์ชิ้นใหญ่ที่ดูแล้วให้ความรู้สึกสดใสและเป็นมิตรกับสายตา

และด้วยความที่โรงกำจัดขยะแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น คนภายนอกก็มักจะให้ความสนใจอยากมาดูด้านใน ทางเทศบาลโอซากาก็เลยจัดที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องขยะควบคู่กันไปเสียเลย ทำให้ในแต่ละวันจะมีทั้งนักเรียน นักศึกษา  แล้วก็นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดขยะ ซึ่งพื้นที่ด้านในก็จะมีส่วนที่จัดแสดงแบบแอนิเมชั่น เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจง่าย และก็ยังมีบางส่วนที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เห็นของจริงแบบใกล้ๆ กันเลยทีเดียว

ทุกวันจะมีขยะจำนวนมากที่ถูกทยอยส่งมาที่โรงกำจัดขยะแห่งนี้ด้วยรถขนขยะของเทศบาล และของบริษัทเอกชนที่รับจ้างกำจัดขยะ ซึ่งขยะที่ถูกส่งมาที่นี่ได้ ก็จะต้องเป็นขยะที่สามารถเผาไฟติดเท่านั้น ถ้าขืนขนมาทิ้งแบบมั่วๆ ก็มีสิทธิจะโดนค่าปรับได้

โดยปกติแล้วเมื่อเผาขยะทิ้งจะเกิดเปลวไฟ และความร้อนที่ได้จากเปลวไฟนี่แหละที่เอาไปสร้างประโยชน์ต่อได้ โดยการเอาไปใช้ต้มน้ำ เพื่อให้เกิดเป็นไอน้ำ แล้วก็เอาไอน้ำมาหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่อไป ซึ่งแม้ว่าจะได้ไฟฟ้าในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยความร้อนให้เสียทิ้งไปเปล่าๆ

ปัจจุบันนี้ แนวคิดในการแปลงขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้า กำลังได้รับความนิยมในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเราเองก็มีการพูดถึงประเด็นนี้อยู่บ่อยครั้ง และก็อาจถึงขั้นที่ว่าจะรวบรวมเอาขยะทั้งประเทศมารวมกันแล้วตั้งเป็นโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะขนาดใหญ่กันไปเลย แต่พอคิดทบทวนอีกทีแล้ว ค่าขนส่งก็คงมากมายมหาศาล บางทีอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่มากกว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้ด้วยซ้ำไป ดังนั้นแนวคิดนี้จึงตกไป

อย่างไรก็ตาม แนวคิดในการแปลงขยะและของเสียให้เป็นพลังงานไฟฟ้านั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าส่งเสริมให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์โดยตรงกับชุมชน อย่างเช่น การหมักขยะให้เกิดก๊าซชีวภาพแล้วนำไปใช้กันเองในชุมชนย่อยๆ ก็น่าจะดีไม่น้อย ส่วนเรื่องที่จะให้รัฐบาลมาสนับสนุนกลุ่มนักลงทุนด้านพลังงานจากขยะนั้น อาจต้องทำในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีเพียงกลุ่มนายทุนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์โดยตรง

ดังนั้น เรื่องการแปลงขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยนั้น คงต้องพิจารณาให้รอบด้าน และที่สำคัญคือเราไม่ควรจะหลงประเด็น เพราะสิ่งที่เราควรทำคือช่วยกันลดขยะ มากกว่าสร้างขยะให้มากขึ้น เพื่อจะได้นำเอามาเผา แล้วคาดหวังพลังงานไฟฟ้า

 

พิมดาว พานิชสมัย

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2558 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/387708

พิมดาว พานิชสมัย

โดย… รอนแรม ภาพ… พิมดาว พานิชสมัย

นักร้อง นักแสดง และบทบาทใหม่กับการเป็นทหารสังกัดกรมดุริยางค์ทหารบกของ มัดหมี่-พิมดาว พานิชสมัย พิสูจน์แล้วว่าเธอมีความสามารถรอบด้านโดยเฉพาะความเป็นศิลปิน เธอศึกษาจบคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีผลงานในวงการบันเทิงเรื่อยมา โดยเธอใช้ การเดินทาง เป็นหนทางสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะในแกลเลอรี่ ผู้คนต่างเชื้อชาติ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งทุกสิ่งล้วนมีความหมายต่อชีวิตเธอ

มองหาศิลปะ

ไม่ว่างานจะยุ่งแค่ไหนหรือแม้จะเข้ารับราชการทำให้ไม่มีเวลาเที่ยวมากเท่าเดิมแล้ว แต่อย่างน้อยใน 1 ปี เธอและครอบครัวต้องไปเที่ยวด้วยกัน 1 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะไปประเทศอังกฤษ

เธอกล่าวว่า เวลาเที่ยวจะแยกกันไปตามความชอบของแต่ละคน “แม่กับน้องเป็นแนวสาวๆ รักสวยรักงามก็จะไปช็อปปิ้ง แต่มัดหมี่จะชอบไปแกลเลอรี่หรือปาร์ก” เธอกล่าว

 

แกลเลอรี่ที่มัดหมี่ยกให้เป็นเดอะ เบสต์ ในอังกฤษ คือ ซาทชิ แกลเลอรี่ (Saatchi Gallery) สถานที่แสดงงานศิลปะร่วมสมัยทั้งภาพถ่าย งานปั้น และนิทรรศการของศิลปินทั้งมีและไม่มีชื่อเสียง รวมถึงยังมีร้านขายของศิลปะที่เธอชอบมากเป็นพิเศษ ความโดดเด่นของแกลเลอรี่นี้คือ เป็นพื้นที่ให้ศิลปินแนวร่วมสมัยรุ่นใหม่มีโอกาสเข้ามาแสดงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา เพราะแกลเลอรี่แห่งนี้มีผู้เข้าชมราวๆ 6 แสนคน/ปี อีกทั้งยังเปิดให้เข้าฟรีและเดินทางสะดวกในบริเวณเขตเชลซี (Chelsea) ของลอนดอน

สำหรับประเทศไทย เธอชื่นชอบมิวเซียมสยาม สถานที่ให้ความรู้ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม เธอเล่าว่า ครั้งแรกที่ไปเพราะถ่ายรายการแล้วก็ชอบมาตั้งแต่ตอนนั้น ทั้งความเป็นไทยที่นำเสนอได้อย่างมีศิลปะ การเล่าเรื่องราวของประเทศตั้งแต่ประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบันได้อย่างไม่น่าเชย และคนรุ่นใหม่สามารถไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ได้โดยไม่รู้สึกเฉย เพราะการดีไซน์ที่ร่วมสมัย
และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำมาใช้“มัดหมี่มีความสนใจเรื่องศิลปะอยู่แล้ว เวลาไปไหนก็จะตามหาสิ่งเหล่านี้เป็นอันดับแรก” เธอกล่าวเพิ่มเติม

ครอบครัวพานิชสมัยมักวางแผนเที่ยวเองโดยมีน้องสาวเป็นคนหาข้อมูลจากไกด์บุ๊ก ซึ่งถ้าถามว่าในแต่ละปีเที่ยวกี่ครั้ง เธอก็ไม่เคยนับ ตอบได้เพียงว่า “บ่อยมาก”

แค่ออกจากบ้าน

“แค่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็ถือเป็นการเดินทางแล้ว” มัดหมี่กล่าวเช่นนั้น เพราะการเดินทางเหมือนกับการก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับเธอได้นิยามการเดินทางว่ามันคือ “การเก็บความทรงจำ”

“การเดินทางคือการเก็บเกี่ยวความรู้สึกทุกอย่างให้เข้าไปอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป และทุกครั้งที่ออกเดินทางมัดหมี่จะได้แรงบันดาลใจกลับมา เช่น แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากการได้เห็นชีวิตคนอื่น เห็นสภาพบ้านเมืองที่ต่างออกไป ได้กินอาหารแปลกๆ และการเรียนรู้วัฒนธรรมอื่น ความรู้สึกของเรามันไม่เคยซ้ำ เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เหมือนเราได้เปิดโลกทัศน์มากขึ้นทุกครั้งที่ไป” มัดหมี่ทิ้งท้าย
และเธอยังเชื่อด้วยว่าการเดินทางไม่มีวันซ้ำเดิม แม้ว่าจะกลับไปสถานที่เดิมก็ตาม

 

โลกของพิมดาว

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ มัดหมี่อยากให้โลกใบนั้น “เป็นโลกแห่งธรรมชาติที่ธรรมดา อยู่แล้วทำให้เรามีความสุขความสบายใจเท่านี้ก็พอแล้ว มัดหมี่ว่าคนเราไม่ต้องการอะไรมาก ขอแค่ให้มีความสุขก็พอ ความสุขมันครอบคลุมหมดแล้ว” เธอกล่าว

ส่วนนิยามความสุขของเธอคือ ความพอดี “ความพอดีมันสำคัญ เราต้องหาบาลานซ์ให้ได้ แต่สุดท้ายแล้วความสุขที่แท้จริงมันอยู่ที่ใจของเรา ถ้าใจเราคิดบวก ใจเราคิดดี เราก็จะมีความสุขไปตลอดกาล”

ก่อนจบบทสนทนาเธอไม่ลืมบอกข่าวดีว่า “มัดหมี่กำลังจะเป็นเจ้าสาวในเดือน พ.ย.” จึงขอแสดงความยินดีกับว่าที่เจ้าสาวคนนี้ล่วงหน้า และขอให้การเดินทางครั้งใหม่ในฐานะภรรยามีแต่ความสุขเหมือนกับโลกใบนั้นที่เธออยากให้เป็น

 

หนึ่งร้อนก่อนตาย ณ แดนอาหรับราตรี

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2558 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/386414

หนึ่งร้อนก่อนตาย ณ แดนอาหรับราตรี

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ชวลิต กรรมสาธก

สิ่งแรกที่เขาคิดออกเมื่อนึกถึงโอมาน คือตัวเลข “50” คุณหนุ่ม-ชวลิต กรรมสาธก เล่าว่ามันไม่ใช่อายุ ไม่ใช่ระยะทาง แต่มันคืออุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ที่เขายังจำได้ดี

18 ชม.จากประเทศไทย คนเมืองร้อนเดินทางจากบ้านเกิดไปสู่ประเทศร้อนกว่าอย่างโอมาน “โอมานไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว” คุณหนุ่มกล่าวแบบนั้นแต่ก็ยังเดินทางไป โดยที่ทราบว่าช่วงนั้นเป็นฤดูร้อนที่ขนาดคนโอมานเองยังหนีไปเที่ยวต่างประเทศ แต่เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างลงตัว เขาจึงไม่อยากพลาดโอกาส ซึ่งเขาพูดได้เต็มปากว่า “ครั้งเดียวพอ”

เมื่อถึงสนามบิน ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน คนไทยต้องไปขอวีซ่าประเภท Visa On Arrival และผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองโดยสามารถอยู่ได้ 30 วัน แต่คุณหนุ่มขอเที่ยวเป็นทริปสั้นๆ 3 วัน เพื่อสำรวจเมืองมัสกัต หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม “อาหรับราตรี”

 

โอมานอยู่ในทวีปเอเชีย มีชายแดนติดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย และเยเมน เป็นประเทศค้าน้ำมัน นับถือศาสนาอิสลาม ปกครองโดยสุลต่าน และประชากรไม่ต้องเสียภาษี ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวไม่ถูกส่งเสริม เพราะประเทศร่ำรวยจากการค้าน้ำมันแล้ว แต่ก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ (คนเอเชียแทบไม่มี) อยู่บ้างตามจุดสำคัญๆ ในเมืองมัสกัตอย่างที่คุณหนุ่มไปเยือนมาแล้ว

มัสยิดหลักของเมืองชื่อ Sultan Qaboos Grand Mosque หรือเรียกสั้นๆ ว่า แกรนด์ มอสค์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทัวร์เมือง เพราะเป็นแลนด์มาร์คของมัสกัต คุณหนุ่มให้ข้อมูลว่า มัสยิดจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียง 4 ชม.เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. ยกเว้นวันที่มีพิธีกรรมทางศาสนาจะไม่อนุญาตให้เข้าไปด้านใน ดังนั้นควรไถ่ถามกับคนท้องถิ่นก่อนและใส่ไว้ในโปรแกรมวันแรก ไม่เช่นนั้นอาจเจอเหตุการณ์เดียวกับคุณหนุ่มที่พอดีไปเจอพิธีกรรมและอยู่เป็นวันสุดท้ายพอดี

แกรนด์ มอสค์ เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโอมาน คุณหนุ่มพลาดชมพรมทอมือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีอยู่ภายใน แต่ยังดื่มด่ำกับความวิจิตรของสถาปัตยกรรมภายนอกที่แม้จะอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนอ้าวก็ยังดูอ่อนโยน เพราะศิลปกรรมตามผนังและสีน้ำตาลนวลที่ทำให้จิตใจร่มเย็นอย่างน่าประหลาด

 

สถานที่สำคัญอีกแห่งอยู่ที่ พระราชวังอัล อาลาม (Al Alam Palace) เป็นที่ประทับของสุลต่านคาบูส คุณหนุ่มเล่าให้ฟังว่า “พระราชวังตั้งตระหง่านที่ปากอ่าวทางทิศตะวันตกของประเทศ รายล้อมไปด้วยปราสาทและป้อมปราการ” ซึ่งตามข้อมูลพระราชวังอัล อาลาม มีป้อมปราการโบราณ สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ป้อมหนึ่งที่ชื่อว่า จาลาลี ถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม

จากนั้นคุณหนุ่มยังไปเดินสำรวจตลาด หรือที่เรียกว่า ซูค (Souk) เป็นตลาดขายของโบราณและสินค้ายอดนิยมอย่าง ผ้าซาราบั่น (ผ้าโพกหัว) ที่มีหลายเกรดให้เลือกตั้งแต่ราคา 200-1,000 บาท คุณหนุ่มเล่าให้ฟังว่า “ใจกลางกรุงมัสกัตมีตลาดซูคและห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของโอมานที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านแบรนด์เนมให้เลือกซื้อของ” โดยสินค้าเกือบทั้งหมดเป็นสินค้านำเข้า จึงทำให้สินค้ามีราคาสูงกว่าปกติ ถ้าเป็นประเภทผลิตผลทางการเกษตรน่าจะมีแต่อินทผลัมที่นับเป็นสินค้าท้องถิ่นได้

นอกจากซูคแล้ว ย่านที่มีการค้าขายคึกคักคือบริเวณท่าเรือริมทะเล ย่านนั้นจะมีบ้านเรือนแบบอาหรับเป็นจำนวนมาก รวมถึงโรงแรมก็มักเลือกทำเลแถวนั้นด้วย คุณหนุ่มแนะนำให้เหมาแท็กซี่แล้วนั่งมากินลมชมวิวบนถนนเลียบชายหาด โดยเฉพาะยามเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดิน แสงไฟจากบ้านเรือนจะเริ่มเปิดทำให้ย่านนั้นกลายเป็น อาหรับราตรี ของจริง

 

“การเดินทางภายในเมืองมัสกัตไม่มีรถโดยสารสาธารณะ แต่จะมีรถตู้เหมือนคิวรถตู้หน้าจตุจักร” เขาเปรียบ และรถแท็กซี่โอมานไม่มีมิเตอร์ แต่จะคิดราคาตามที่ตกลงกัน แต่โดยส่วนใหญ่ผู้คนโอมานจะมีรถส่วนตัวขับใช้เอง

ถามคุณหนุ่มว่ามีความประทับใจกับสถานที่แห่งใดมากที่สุด เขาคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจตอบ “ป้อมปราการ” เขาเจาะจงไปที่ป้อมปราการตรงปากอ่าวที่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปได้

“ก้าวขาขึ้นไปป้อมปราการในขณะที่อุณหภูมิประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส มันเหนื่อยมาก แต่เมื่อขึ้นไปแล้วมองลงมาด้านล่างเห็นเมืองมัสกัตทั้งหมด เห็นทะเล เห็นท่าเรือ เรากลับรู้สึกคุ้มค่ากับเหงื่อที่เราเสียไป” คุณหนุ่มกล่าว

 

ผู้ที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมน่าจะหลงใหลเมืองนี้เข้าอย่างจัง แต่สำหรับขาเที่ยวธรรมชาติ ต้องนั่งรถออกไปเที่ยวทะเลทรายที่อยู่ห่างออกไป 300 กม. เพราะหากอยู่แต่ในเมืองจะเห็นเพียงทิวเขาที่ไม่มีต้นไม้ คุณหนุ่มยังบอกด้วยว่า ต้นไม้ในโอมานถือเป็นทรัพยากรที่ถูกหวงแหน และจะเห็นต้นไม้ในย่านเศรษฐกิจดีๆ เท่านั้น

ฤดูร้อนที่โอมานยาวนาน 7 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ต.ค. จากนั้นเดือน พ.ย.-มี.ค.จะเป็นช่วงฤดูหนาวที่อุณหภูมิจะลดเหลือ 20-25 องศาเซลเซียส เขาแนะนำให้ไปช่วงปลายปีจะได้ไม่ต้องทรมานกับอากาศร้อนอ้าว และยังได้พบปะผู้คนตามท้องถนนในเวลากลางวันที่คุณหนุ่มการันตีว่า คนโอมานน่ารักและยิ้มแย้มแจ่มใสผิดกับหน้าตาที่แลดูเคร่งขรึม

สำหรับตัวคุณหนุ่ม ประสบการณ์โอมานครั้งแรกถือว่าเพียงพอแล้ว เขาเข็ดกับความร้อนระดับ 50 องศาเซลเซียส แต่กลับยังมีความทรงจำนานาที่ยังไม่ลืม โอมานไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ไม่มีโปรฯ จากสายการบิน ไม่ได้อยู่ใน Wish List ของคนทั่วไป แต่เพราะเช่นนี้เองทำให้โอมานยังเป็นดินแดนอาหรับราตรีที่น่าเย้ายวนใจให้ตามหาความงาม

 

รู้ไว้ก่อนไป 1. คนโอมานรับประทานอาหารกลางวันประมาณ 14.30 น. และอาหารเย็นประมาณ 21.00 น. 2. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ในที่สาธารณะถือว่าผิดกฎหมาย 3. การถือศีลอดในช่วงเดือนรอมฎอน ชาวมุสลิมจะอดอาหารตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงตก ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ไปช่วงนั้นควรเคารพกฎนี้อย่างการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ 4. ชาวโอมานจะสวมใส่ชุดประจำชาติโดยผู้หญิงจะใส่เสื้อผ้ารัดกุม ดังนั้นนักท่องเที่ยวก็ควรเคารพวัฒนธรรมโดยการแต่งกายมิดชิด และไม่ควรใส่กางเกงขาสั้นทั้งหญิงและชาย

 

 

 

 

 

%d bloggers like this: