เดอะ แน็ค มาร์เก็ต ฮิปปี้สุดแฮปปี้

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2558 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/382346

เดอะ แน็ค มาร์เก็ต ฮิปปี้สุดแฮปปี้

โดย…สมแขก

ถ้าพูดถึงคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่ฝั่งธนบุรี เดอะ แจม แฟคตอรี่ ที่ตั้งบนเนื้อที่ 4 ไร่ ย่านคลองสาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ เชื่อมโยง อดีต ปัจจุบัน อนาคต และชุมชนไว้ด้วยกัน เป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ที่หลายคน
นึกถึงและเลือกมาใช้เวลาวันหยุดที่นี่ เพราะนอกจากจะมีร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ และแกลเลอรี่ ที่สนามหญ้ากลางแจ้ง ยังจัดสรรพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรี ฉายหนังกลางแปลง ต่อเนื่องไปถึงเป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมที่สร้างสีสันและเพิ่มความคึกคักให้กับคอมมูนิตี้แห่งนี้

ล่าสุดกับการเปิดตลาด เดอะ แน็ค มาร์เก็ต (The Knack Market) จัดขึ้นทุกวันเสาร์-อาทิตย์สิ้นเดือน เริ่มเปิดตลาดนัดแรกอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 25-26 ก.ค.ที่ผ่านมา คอนเซ็ปต์ของเดอะ แน็ค คือเป็นแหล่งรวมสินค้าที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับของตกแต่งบ้านงานออกแบบประเภทต่างๆ

 

ดวงฤทธิ์ บุนนาค ผู้ก่อตั้งเดอะ แจม แฟคตอรี่ เผยแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์เดอะ แน็ค มาร์เก็ต ว่า “ตั้งใจอยากสร้างพื้นที่ที่จะเป็นแหล่งชุมนุมเล็กๆ โดยจำลองบรรยากาศยุค 70’s เพื่อให้เหล่าฮิปปี้ที่รักอิสระได้ออกมาสูดอากาศบนสนามหญ้าสีเขียวใต้ต้นไม้ใหญ่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่หรือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้มีพื้นที่แสดงออก หรืออยากทำธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง โดยหวังให้พื้นที่แห่งนี้ได้สร้างชุมชนที่ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งเป็นที่รวมของผู้ที่สนใจงานด้านอาร์ต ดีไซน์ งานฝีมือ และสตรีทฟู้ด ดังนั้น เดอะ แน็ค มาร์เก็ต จึงไม่ใช่เพียงตลาดขายของ แต่เป็นตลาดที่มีเรื่องราวของความรักและการดำเนินชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วย”

เดอะ แน็ค มาร์เก็ต ประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยลูกค้าของตลาดซึ่งจะผลัดเปลี่ยนกันไปแต่ละสัปดาห์ และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น การแสดงดนตรีของศิลปิน การละเล่นต่างๆ และการเรียนโยคะ เป็นต้น นอกจากนี้ร้านค้าไอเดียเก๋และสินค้าสุดสร้างสรรค์ที่มาร่วมออกร้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวนด้วยต้นไม้จิ๋ว ตลอดจนร้านที่รวบรวมสินค้าแฟชั่นแนววินเทจทั้งรองเท้า แว่นตา กางเกง กระดุมทหารสหรัฐ กล่องเหล็ก กล่องไม้ของทหารสหรัฐ ทรงแปลกๆ แนวหายาก หรืออาจจะเป็นร้านกระเป๋าหนังทำมือ งานไม้ รองเท้าแฮนด์เมดสไตล์อีโค ดีไซน์จากยังรถจักรยานยนต์ที่ใช้แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีอาหารออร์แกนิกที่ปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภค เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ผู้ผลิตสามารถพบพูดคุยกับผู้ซื้อโดยตรง เช่น ร้านขายซุปและน้ำสลัดแบบโฮมเมด คนทำขนมปัง โยเกิร์ตโฮมเมด พืชผักและอีกมากมาย

ในอดีตพื้นที่ย่านนี้อาจคึกคักด้วยร้านรวงอาหารริมถนนเจริญนคร แต่วันนี้โกดังเก่าที่ถูกทิ้งร้างได้รับการปรับปรุงให้ร่วมสมัย จนกลายเป็นแหล่งชุมนุมของคนที่รักงานศิลปะอีกแห่งหนึ่ง และเดอะ แน็ค มาร์เก็ต ที่จัดทุกวันหยุดสุดท้ายของเดือนเป็นความหวังของผู้ก่อตั้งว่าจะเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในวันหยุดของคนรุ่นใหม่ได้ดี

สนใจร่วมกิจกรรม หรือประสงค์จะร่วมออกร้าน ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก : Facebook.com/TheKnackMarket หรือส่งรายละเอียดของร้านค้าตนเองมาได้ทางอีเมล tim.thejamfactory@gmail.com หรือโทร. 02-861-0950

 

Advertisements

สวรรค์แดนเล พาราไดซ์ เกาะยาว

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2558 เวลา 13:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/382139

สวรรค์แดนเล พาราไดซ์ เกาะยาว

โดย…นิทรา ราตรี

อยู่ที่นี่แล้วไม่อยากตื่นสาย เพราะไม่อยากพลาดชมความลับของเกาะยาวน้อย ชายหาดด้านทิศตะวันออกทางเหนือสุดของเกาะเป็นที่ตั้งของรีสอร์ท พาราไดซ์ เกาะยาว (Paradise Koh Yao) รีสอร์ทโดดเดี่ยวที่ถูกล้อมรอบด้วยสองป่า ทั้งป่าเขาลำเนาไพรและป่าเกาะกลางอันดามัน องค์ประกอบที่ทำให้พาราไดซ์ เกาะยาว กลายเป็นสวรรค์ที่มีอยู่จริง

พาราไดซ์ เกาะยาว เพิ่งรีแบรนด์และปรับปรุงทั้งหมดเมื่อ ต.ค. 2557 ทั้งการตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์ บรรยากาศโดยรวม เหลือเพียงโครงสร้างเท่านั้นที่ยังเหมือนเดิม รีสอร์ทมีห้องพัก 72 ห้อง แบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ สุพีเรียร์ สตูดิโอ ห้องพักมาตรฐานมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ จากุชชี่ สตูดิโอ ในห้องน้ำมีอ่างจากุชชี่ พังก์พูล ดีลักซ์ เพิ่มอ่างแช่ตัวที่ชานนอกห้อง พูลวิลล่า ด้านหน้าห้องมีสระว่ายน้ำ พื้นที่นั่งเล่นอยู่ติดหาด และฮิลล์ท็อป พูลวิลล่า ขนาด 2 ห้องนอนตั้งอยู่บนสุด ทำให้เห็นวิวทะเลและพระอาทิตย์ขึ้นจากห้องนอน

 

ทุกเช้าช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจะมีนกแก๊กออกจากป่ามาหากิน พวกมันมีมากและพบได้ง่าย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า และรีสอร์ทก็กลมกลืนธรรมชาติจึงอยู่ร่วมกับพวกมันได้ นกแก๊กคือความลับหนึ่งอย่างที่คนมาเกาะยาวน้อยต้องหาให้เจอ ส่วนความลับอย่างที่ 2 คือ ดวงตะวัน เพราะองค์ประกอบภาพไม่มีแค่พระอาทิตย์ ท้องฟ้า ทะเล แต่ยังมีเรือประมงแล่นออกหาปลาและกลุ่มนกกาออกหากิน

ผู้เข้าพักไม่จำเป็นต้องออกไปไหน เพราะทางรีสอร์ทมีให้ครบทั้งห้องอาหารซีฟู้ด เทอเรส เปิดให้บริการตลอดวัน อัล เฟรสโก (Al Fresco) ห้องอาหารเย็นแบบอิตาเลียน พูลบาร์ริมสระน้ำ และซันดาวน์เนอร์สบาร์ (Sundowners Bar) บาร์ริมทะเลที่มีเมนูค็อกเทลให้ดื่มมากมาย

 

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นอภินันทนาการอย่างคลาสเรียนโยคะตอนเช้าและเย็น บริการพาไปเกาะผักเบี้ยเพื่อดำน้ำดูปะการังและอาบแดด หรือจะเช่าเรือคายักพายออกไปเกาะกูดูที่เงียบสงบเสมือนเกาะส่วนตัว

สิ้นปี 2559 พาราไดซ์ เกาะยาว จะมีที่พักโซนใหม่ชื่อ ทรีท็อป วิลล่า จำนวน 31 หลัง เป็นวิลล่า 2 ชั้นสุดหรู แต่ยังคงกลิ่นอายจังเกิ้ลที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่อันแสนสุขบนสวรรค์แห่งนี้

 

Price : สุพีเรียร์ 6,500 บ. พูลวิลล่า 19,000 บ.

Place : รีสอร์ทมีบริการรับ-ส่งจากสนามบินภูเก็ต ถึงรีสอร์ทบนเกาะยาวน้อย ราคา 2,400 บ./คน/เที่ยว โทร. 076-584-450 เว็บไซต์ www.paradise-kohyao.com

Promotion : ราคาพิเศษสำหรับคนไทย ห้องสุพีเรียร์ ลดเหลือ 2,199 บ. ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค. 2558

 

ความลับหน้าฝน ภูหลวง

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2558 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/382138

ความลับหน้าฝน ภูหลวง

โดย…กาญจน์ อายุ

“ตามขี้ช้างไปจะเจอดอกไม้ป่า” เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง กล่าวไว้

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย มีจุดบริการนักท่องเที่ยวอยู่ที่ที่ทำการหน่วยโคกนกกระบา นักท่องเที่ยวต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเข้า “อยากไปเส้นไหน” เจ้าหน้าที่ถาม ฉันแหงนหน้ามองแผนที่บนกระดานไม้หน้าที่ทำการฯ สายตาพยายามหาคำตอบ แต่ปากกลับถาม “ไปเส้นไหนดี” และการเดินทางก็เริ่มขึ้น

เส้นไหนดี

จากที่ทำการหน่วยโคกนกกระบาเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 3 เส้นหลัก ทั้งแบบระยะสั้น ไกลน้อย และไกลมาก ซึ่งทุกเส้นล้วน “ดี” ไปคนละแบบ

ส้มซ่าของกินเล่นระหว่างทาง

 

เริ่มจากระยะสั้น คือ เส้นทางวงกลมรอบลานสุริยัน ระยะทางประมาณ 1,800 ม. เดิน 1 ชม. ก็ครบรอบ เป็นลานหินเดินง่าย สภาพเป็นป่าดิบแคระมีไม้พุ่มขึ้นชุก เช่น ต้นส้มซ่าที่ผลสามารถรับประทานช่วยลดกระหายระหว่างเดินป่า หรือส้มแปะ ก่อดำ ก่อหนู และที่สำคัญคือ ต้นกุหลาบขาว ที่มีขึ้นหนาแน่นบนลานสุริยัน มันจะออกดอกช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. ซึ่งภูหลวงจะเปิดเป็นเทศกาลชมดอกกุหลาบขาวอย่างเป็นทางการ

กุหลาบขาวบนภูหลวงเกิดขึ้นตามธรรมชาติจำนวนหลายหมื่นต้น มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กุหลาบพันปีลักษณะไม่เหมือนกุหลาบทั่วไป กลีบจะคล้ายดอกชบาและไม่มีกลิ่นหอม บนภูหลวงจะพบสองสี คือ กุหลาบขาวและแดง ซึ่งสีแดงจะมีขึ้นแซมบ้างและออกดอกในเดือน ก.พ. ก่อนสีขาว 1 เดือน

นอกจากนี้ ในฤดูเดียวกันยังมีกล้วยไม้ให้พบเห็น เช่น เอื้องตาเหินสีขาว เอื้องครั่งแสดสีส้ม เอื้องม่อนไข่พวงย้อย และกล้วยไม้ตระกูลสิงโตที่มีให้เห็นเพ่นพ่านอยู่บ้าง

ป่าสนสองใบ

 

เส้นทางที่สอง ไกลน้อย เป็นทางที่น่าสนใจเพราะมีจุดหมายอยู่ที่ รอยเท้าไดโนเสาร์ ระยะทางประมาณ 14 กม. โดยต้องเดินผ่านลานสุริยัน ผาเสด็จ ผาเตลิ่น และไปสิ้นสุดที่รอยเท้ากระปอมยักษ์ จากผาเสด็จมองออกไปจะเห็นวิวเทือกเขาทอดยาวและดงดอกกุหลาบพันปีสีแดง จากนั้นเดินต่อไปกิโลกว่าจะถึงผาเตลิ่น เป็นจุดชมวิวที่มีเอกลักษณ์ตรงชะง่อนหินให้ถ่ายรูปเช็กอินเหมือนภูชี้ฟ้า และระยะสุดท้ายอีก 700 ม. จากผาเตลิ่นจะพบกับเป้าหมายรอยเท้าไดโนเสาร์ มีทั้งหมด 15รอย อายุประมาณ 100-140 ล้านปี ลักษณะมี 3 นิ้วคล้ายนก ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์กินเนื้อพันธุ์คาร์โนซอร์ เส้นทางนี้ได้รับความนิยม เพราะได้เห็นองค์ประกอบของภูหลวงและเดินไม่ยาก แต่ถ้าใครอยากพิสูจน์กำลังขาต้องไปต่อให้ถึงแปกดำ

เส้นทางที่สาม แปกดำ อยู่ห่างจากที่ทำการ 6.5 กม. บริเวณนั้นเป็นป่าสน ซึ่งช่วงหน้าฝนจะเป็นเวลาของดอกเปราะภู กลีบดอกสีชมพูที่พบได้เฉพาะถิ่นภูหลวงเท่านั้น ปกติเปราะภูจะออกดอกเดือน ก.ค. แต่ในเวลาที่ฝนทิ้งฟ้าแบบนี้ทำให้มันมาช้ากว่ากำหนด จึงพบล่วงเลยถึง ส.ค. เส้นทางแปกดำน่าตั้งแคมป์ค้างแรม 1 คืน เพื่อตื่นเช้ามาดูหมอกเรี่ยดินที่หลายคนเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าราวกับป่ากำลังร่ายมนต์ และสำหรับขาลุยที่มีแรงเหลือให้หอบสัมภาระเดินต่อไปให้ถึงโหล่นแต้ ที่นั่นมีความลับจากป่าเป็นทุ่งหญ้าข้าวก่ำผลิดอกสีม่วงกลางไอหมอกหยอกลม บรรยากาศน่านอนตากลมค้างคืนรอนับดาว

กล้วยไม้ป่าพบที่ภูหลวง

 

ฤดูไหนดี

เมื่อเจ้าหน้าที่อธิบายเส้นทางจบ สมองก็ขบคิดอย่างหนักตระหนักถึงสภาพร่างกายและสอบถามใจว่า อยากไปเส้นไหนดี ทว่าก็เกิดอีกคำถาม “ฤดูฝนทางไหนสวย”

หลายคนอาจหาว่าบ้า “ทำไมเดินป่าหน้าฝน” แต่ช่วงนี้แหละนาทีทองที่จะเห็นจิตวิญญาณแห่งผืนป่าอย่างแท้จริง แม้จะมีอุปสรรคทางธรรมชาติ เช่น ทาก สัตว์ดูดเลือดที่ทำให้แขยงจนทำให้ป่าสยอง ฝน บ้างบอกไม่กลัวฝนแต่เบื่อหน่ายความเฉอะแฉะ และน้ำป่า อุปสรรคใหญ่ที่ไม่มีใครอยากเจอ

กล้วยไม้ป่าพบที่ภูหลวง

 

สำหรับบางคนเลือกเดินป่าหน้าฝน เพราะป่าเขียวอุดมและดอกไม้สวยงาม ภูหลวงมีฝนยาวนานถึง 6 เดือน ทำให้ผืนดินชุ่มน้ำชุบชีวิตพืชคลุมดินให้ฟื้นคืน เช่น ข้าวตอกฤๅษีที่เป็นตัวชี้วัดความบริสุทธิ์ของพื้นที่ มอส เฟิร์น ฟองหิน และกล้วยไม้ป่าประจำฤดูอย่างเอื้องแซะภูและสิงโตปากนกแก้ว นอกจากนี้ไอหมอกก็เป็นอีกเรื่องราวที่ทำให้คนกล่าวขาน เพราะทิวสนกับสายหมอกเป็นคู่พระนางแสดงร่วมกันเป็นมหรสพหน้าฝน

เปรียบเทียบระหว่างอุปสรรคกับแรงจูงใจอาจทำให้ตัดสินใจยาก แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าแต่ละฤดูกาลมีมนต์ของมัน ดังนั้นไม่ใช่แค่ฤดูฝนที่ห้ามพลาด แต่ฤดูหนาวและร้อนก็เช่นกัน ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่าฤดูกาลใดสวยงามที่สุด แม้ว่าจะอยู่ภูหลวงมาหลายปีแต่ก็ไม่มีสักปีที่เหมือนเดิม

กล้วยไม้ป่าพบที่ภูหลวง

 

อย่างไรดี

ตัดสินใจบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะไปแปกดำภายใต้เงื่อนไขแบบไปเช้าเย็นกลับ เจ้าหน้าที่ตกลงนำทางอย่างช่ำชอง แบกปืนคนละกระบอก และห่อข้าวเหนียวหมูไว้กินกลางทาง เส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางราบ ลานหิน และกล้วยไม้ดินอย่างที่เจ้าหน้าที่เกริ่นไว้

วันนั้นแมลงบินว่อนเป็นลางบอกว่าฝนจะมา ปัดซ้ายปัดขวาน่ารำคาญ แต่ไฉนพวกมันไม่ตอมเจ้าหน้าที่ หรือว่ามันไม่คุ้นกลิ่นคนเมือง จึงหันไปถามเคล็ดลับการเดินป่าว่าทำอย่างไรให้เนียนธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ไม่เอ่ยตอบแต่ หยิบของขลังขึ้นมา ปัดโธ่ สเปรย์กันยุงธรรมดาๆ นี่เอง เขาบอกฉีดมาเกือบหมดขวด เพราะรู้ว่าช่วงนี้แมลงชุม คงมีแต่คนต่างถิ่นเท่านั้นที่เข้าป่าพร้อมกลิ่นโคโลญ

กุหลาบพันปีสีขาวพบเห็นบ้างในฤดูฝน

 

ทางที่เดินเป็นดินผสมขี้ช้าง เพราะตลอดทางเห็นกองเล็กกองใหญ่ไม่เว้นก้าว เจ้าหน้าที่บอก “ทางเดินนี้คือทางช้าง” หลักฐานเห็นอยู่ตำตา เขากระชับปืนในมือก่อนเล่าต่อ “ผมลาดตระเวนมาไม่รู้กี่ครั้ง เห็นช้างจนผวา” คนฟังพลันตื่นเต้นอยากเห็นช้างกับตา ผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ภาวนาว่าอย่าเจอ จึงถามเขาต่อ “เจอช้างต้องทำอย่างไร” เขาตอบอย่างไม่ต้องคิด “วิ่งอย่างเดียว!” ฉันมองปืนแล้วอดยิ้มไม่ได้ ดีแล้วที่เขาไม่ตอบว่า ยิงอย่างเดียว

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงมีสัตว์ป่าอาศัยชุกชุมสมกับเป็นเขตอนุรักษ์ อย่างช้างป่ามีอาศัยอยู่ 80-100 ตัวในพื้นที่ป่าสมบูรณ์กว่า 5.6 แสนไร่ หากใครประสงค์ดูช้างสามารถสร้างซุ้มบังไพรแล้วอาศัยซุ่มดู

สีสันในลานสุริยัน

 

เจ้าหน้าที่พักกินกลางวันริมธารน้ำ เราเดินทางมาได้ครึ่งทาง น้ำที่พกมาเหลือแค่ก้นขวด แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีน้ำกิน เพราะเหล่ามวลเมฆทมิฬกำลังคล้อยต่ำลง ดังนั้นก่อนออกเดินทางอีกครึ่งทางเจ้าหน้าที่จึงหันมาถาม “จะเดินหรือกลับ”

ไม่มีคำตอบใดๆ แต่เท้ากำลังหันหลังให้แปกดำ คราวนี้สายฝนชนะ เพราะข้ออ้าง “ไม่ได้เตรียมตัว” ทั้งเสื้อกันฝน รองเท้ากันทาก ถุงกันน้ำใส่อุปกรณ์ราคาแพง หากดั้นด้นเดินต่ออาจได้ไม่คุ้มเสีย ทำให้ขากลับหนทางดูใกล้กว่าขามา เพราะจิตใจกำลังจดจ่อกับการตอบคำถามตัวเอง

เจ้าหน้าที่นำทางสู่แปกดำ

 

หากกลับมาครั้งหน้าฉันจะทำสำเร็จโดยปราศจากข้ออ้าง กลับมาตักตวงความงามของหน้าฝนที่มีเพียงครั้งเดียว และกลับมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากคนภูหลวง ภูที่จะไม่หยุดเพียงครั้งเดียว

การขอใช้สถานที่และบ้านพักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันทำการ ยื่นได้ที่ฝ่ายบ้านพักสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ตู้ ปณ.52 ปทจ.เลย อ.เมือง จ.เลย 42000 หรือ โทร. 042-801-955 ดูรายละเอียดที่ http://phuluang.net

เจ้าหน้าที่พกปืนระหว่างนำทาง

 

 

เห็ดขี้ช้าง

 

นครวัดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในวัดพระแก้ว

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2558 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/380997

 

โดย…ส.สต

ปราสาทนครวัดในวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง ด้านหลังปราสาทพระเทพบิดร บนลานพระมณฑป ใกล้กับพระศรีรัตนเจดีย์ เยื้องกับหอมณเฑียรธรรม จำลองแบบจากของจริงโดยขุนนางไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 ผลงานนี้เป็นความอัศจรรย์ในความสามารถของขุนนางไทยที่ถ่ายทอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกได้เสมือนจริง

ทั้งนี้ เหตุเกิดหลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่มีพระราชดำริมหัศจรรย์ให้ย้ายปราสาทหินจากเสียมราฐมาตั้งให้คนไทยในสยามได้ดู

ความเป็นมาของปราสาทนครวัดที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว มีมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เพราะในช่วงนั้นเมืองเสียมราฐอันเป็นที่ตั้งของปราสาทนครวัดขึ้นอยู่กับสยามประเทศ รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชประสงค์จะให้ช่างไปรื้อปราสาทหินแห่งใดแห่งหนึ่งมาสร้างใหม่ที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ราษฎรไทยได้ชม เพราะทรงเห็นว่าที่เมืองพระนครมีปราสาทหินมากมายถึง 72 แห่ง และเป็นของแปลก แต่เมื่อขุนนางไทยไปถึงเมืองเสียมราฐ กลับพบว่าปราสาทหินแต่ละแห่งนั้นมีขนาดใหญ่โตมหึมา เกินกำลังที่จะย้ายเข้ามาสร้างในเมืองไทยได้

ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระองค์จึงโปรดฯ ให้พระยาสามภพพ่าย ออกไปถ่ายแบบปราสาทนครวัดมาสร้างจำลองไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อให้คนทั่วไปได้เห็น

พระยาสามภพพ่ายใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ถ่ายรูปแบบ พร้อมทั้งเขียนรูปแบบขององค์ปราสาทและพระระเบียง นำเข้ามาถวายให้ทอดพระเนตร เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2410 แบบที่พระยาสามภพพ่ายนำมาถวายนั้นมีความละเอียดลออมาก เพราะได้กล่าวถึงแทบทุกจุดของปราสาท ซึ่งในสมัยนั้นวิวัฒนาการของการถ่ายแบบเขียนภาพยังไม่ทันสมัย การที่พระยาสามภพพ่ายได้บรรยายออกมา นับว่าเป็นเรื่องที่ใช้ความสามารถยิ่ง ความปรากฏในพระราชพงศาวดารฯ หน้า 237 ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้จำลองตามแบบที่ถ่ายเข้ามา ตั้งขึ้นในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การก่อสร้างเริ่มในรัชกาลที่ 4 นั่นเอง โดยใช้ปูนซีเมนต์ทั้งหมด แล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2425 ทันเสร็จพอดีในการเฉลิมฉลองพระนครครบ 100 ปี

นายช่างผู้ที่จำลองแบบ คือ ม.จ.ประวิช ชุมสาย พระโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ทรงรับราชการในกรมช่างศิลาและกรมช่างสิบหมู่

ปราสาทนครวัดจำลองได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2525

อย่างไรก็ดี ใน พ.ศ. 2449 ประเทศไทยได้สูญเสียพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับการได้ จ.ตราด ซึ่งฝรั่งเศสยึดครองไว้กลับคืนมาเป็นของไทยและการยอมให้คนเอเชียในบังคับฝรั่งเศสขึ้นศาลไทย ยังผลให้ปราสาทนครวัดซึ่งอยู่ในเสียมราฐตกไปเป็นของฝรั่งเศสด้วย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพระปรีชาญาณที่เห็นการณ์ไกลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเห็นว่าสถานการณ์ในโลกเปลี่ยนไป สักวันหนึ่งชาติตะวันตกอาจเข้ามามีอิทธิพลในไทย ดังนั้น การที่ทรงให้จำลองนครวัดไว้ อาจไม่ใช่เพียงเพื่อ “จะให้คนทั้งหลายเห็นว่าเป็นของอัศจรรย์ทำด้วยศิลาทั้งสิ้นไม่มีสิ่งไรปน” เท่านั้น แต่อาจจะทรงให้เป็นประจักษ์พยานสำคัญแสดงว่าปราสาทนครวัดแห่งนี้มีความงดงามสมบูรณ์แบบน่าศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่ง

นครวัดเป็นปราสาทหินขอมที่ใหญ่ที่สุด และได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่เดิมทีเดียวปราสาทหินแห่งนี้มีชื่อว่าปราสาทวัษณุเทพ ต่อมาเมื่อเมืองพระนคร นครหลวงของขอมโบราณอันยิ่งใหญ่มาหลายสมัยต้องร้างลงเช่นเดียวกับเมืองสุโขทัยปัจจุบัน ได้มีพระภิกษุสงฆ์เข้ามาจำพรรษาเป็นจำนวนมาก จึงเรียกติดปากกันต่อมาว่า นครวัด หรืออังกอร์วัด ตามภาษาเขมร ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต

ผู้สร้างปราสาทนครวัด คือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1656 เพื่อเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู อุทิศแด่วิษณุเทพ ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 37 ปี

แต่การที่ปราสาทนครวัดหันหน้าไปทิศตะวันตก จึงสันนิษฐานว่า ได้สร้างเพื่อเป็นที่ฝังพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

ส่วนชื่อ นครวัด มาปรากฏหลังจากทิ้งร้างไปนาน เมื่อพระภิกษุสงฆ์เข้าไปอยู่ ยกย่องเป็นวัดในพระพุทธศาสนา มีที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในนิกายเถรวาท จึงเป็นนครวัดนับแต่นั้นมา

(ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปกิณกคดีประวัติศาสตร์ไทย เล่มที่ 4 เรื่องนครวัดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดย อาทิพร ผาจันดา)

นกตางาม

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2558 เวลา 15:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/380987

นกตางาม

โดย…ปริญญา ผดุงถิ่น

ในวงการนก เรามีการตั้งฉายาให้นกหลายๆ ชนิดที่มีเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ หนึ่งในฉายานกที่ผมชอบมากก็คือ “นิโกรตาฝรั่ง” ของนกกาแวน (Racket-tailed Treepie) ได้ยินหนแรกในตอนเป็นมือใหม่หัดส่องก็ปิ๊งทันที

เมื่อได้ส่องเจอตัวเป็นๆ ได้เห็นที่มาของฉายา ยิ่งต้องทึ่งกับความพิเรนทร์ของธรรมชาติ อะไรจะขนาดนั้น นกตัวดำปี๋ แต่ม่านตาดันเป็นสีฟ้า ราวกับโดน ดร.แฟรงเกนสไตน์จับผ่าตัดวิตถาร ควักลูกตาฝรั่งผมบลอนด์ไปใส่ให้กับคนดำ

กวาดตามองไปทั่วแผ่นดินนก ไม่เห็นตัวไหนมีสีตาแหวกแนวขนาดนี้ มีแต่สีเบสิก พวกสีดำ น้ำตาล แดงเข้ม แดงแจ๋ เหลือง หรือขาว ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีนกไทยตัวไหนที่มีสีตาเป็นสีฟ้าแบบนกกาแวน

จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ (คนเดียว) ว่านกกาแวนเป็นนกที่มีสีสันนัยน์ตางดงามที่สุด!

นกกาแวนเป็นเครือญาติของอีกา นกพวกนี้มีจุดสังเกตอย่างหนึ่งคือมักจะมีจะงอยปากหนา ส่วนปลายหางที่บานๆ ออกมา นั่นเป็นที่มาของชื่ออังกฤษ Racket-tailed โดยทั่วไปจะพบตามป่าหลายประเภท แต่หนักไปทางป่าโปร่งๆ หรือตามละเมาะไม้ชายป่า

เนื่องจากมีนิสัยชอบลงอาบน้ำ พอชาวบ้านแถวแก่งกระจานประดิษฐ์ “บ่อนก” ไว้เก็บเงินค่าเข้าส่องจากพวกนักดูนก ช่างภาพนก นกกาแวนชายป่าทั้งหลายเลยได้รับอานิสงส์เต็มๆ แห่มาลงอาบน้ำไม่เว้นแต่ละวัน นิสัยเหมือนกับญาติอีกาแสนสวย คือนกสาลิกาเขียว (Green Magpie) นกตัวโปรดตลอดกาลของผม ยังไงยังงั้น

กวาดตามองทั่วแผ่นดินนก (อีกหน) ถามตัวเองว่าเคยมีนกตัวไหนที่สร้างปัญหาให้ผมจนแทบเอาชีวิตไม่รอด? คำตอบคือมีตัวเดียว ไอ้นิโกรตาฝรั่งนี่แหละ

นานมาแล้ว สมัยนั้นยังใช้รถกระบะ 4 ประตู ขับสอง เป็นพาหนะคู่ใจตะลุยป่า ผมขับรถขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ในอุทยานฯ แก่งกระจาน มีเพื่อนนั่งมาด้วยอีกคน

จังหวะรถไต่ทางชัน ดันเหลือบไปเห็นรังนกเตี้ยๆ ข้างทาง มีนกตัวดำๆ นั่งจุ้มปุ๊กคารังอยู่ ผมเหยียบเบรกตามสัญชาตญาณ คว้ากล้องไบน็อกมาส่องดู เผื่อเป็นนกกะลิงเขียดหางหนาม (Ratchet-tailed Treepie) คู่แฝดของนกกาแวน ผู้มีศักดิ์ศรีบารมีเป็นถึง “นกสัญลักษณ์” แห่งป่าแก่งกระจานละก็ ได้มีเฮกันล่ะ

แต่พอส่องเห็นลูกตาสีฟ้าวาววามปะหลับปะเหลือกอยู่ ก็ยัดเกียร์เดินหน้าได้เลย แต่ผมกลับเจอปัญหาผิวถนนร่วนซุยกระจายว่อน ล้อหลังเอาแต่หมุนฟรี ท้ายรถปัดไปมา ค่อยๆ ไถลไปหาปากเหวข้างทาง ทีละนิดละนิด โชคดีเพื่อนเปิดประตูรถวิ่งลงไปหาหินก้อนโตขัดล้อได้ทันเวลา

เกือบไม่มี “สิงสาราสัตว์” ในวันนี้ซะแล้ว เฉียดฉิวจริง

 

สีสันบนผืนน้ำ

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 12:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389159

สีสันบนผืนน้ำ

โดย…วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความงามบนผืนน้ำยามค่ำคืน ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านแสง สี และเสียง บนทะเลสาบซีหู สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการแสดงโชว์ Hangzhou Impression West Lake ตำนานความรักในเทพนิยาย “นางพญางูขาว”  ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเสียงและการแสดงสุดอลังการ พร้อมนักแสดงนับร้อยคนที่ร่ายรำบนผืนน้ำ  สร้างความตื่นตาตื่นใจไปกับทุกฉากที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น เป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดชม ที่ครั้งหนึ่งเราได้ไปเยือนทะเลสาบแห่งนี้

 

 

 

 

Travel Update

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 12:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389158

Travel Update

โดย…กาญจนา

เวียตเจ็ท… ซื้อก่อน ถูกกว่า

เวียตเจ็ท เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “ซื้อก่อน ถูกกว่า” เพื่อรองรับเทศกาลวันปีใหม่(เต็ด) ของชาวเวียดนามในช่วงต้นปี 2559 ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และเมียนมา โดยเปิดให้สำรองที่นั่งผ่านทางออนไลน์ทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) พร้อมกันนี้เวียตเจ็ทจะเปิดเส้นทางบินใหม่ภายในประเทศระหว่างเมืองฮานอย/โฮจิมินห์ซิตี้-เมืองเพลย์กุ ซึ่งทั้งสองเส้นทางจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ www.vietjetair.com หรือโทร. 02-277-7111

 

นกแอร์บินไปฮานอย 1 ธ.ค.นี้

สายการบินนกแอร์เปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศล่าสุดจากสนามบินดอนเมืองสู่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม เริ่มให้บริการบินตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2558 เป็นต้นไป สัปดาห์ละ4 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800 ฟรีน้ำหนักกระเป๋า 30 กก. พร้อมอาหารว่างบนเครื่อง และเพื่อฉลองเที่ยวบินใหม่ ราคาเริ่มต้น999 บาท/เที่ยว เมื่อสำรองที่นั่งตั้งแต่วันนี้-20 ก.ย. 2558 ผ่านเว็บไซต์www.nokair.com หรือโทร. 1318

 

ชิงแพ็กเกจเที่ยวฟรีกับสกายสแกนเนอร์

สกายสแกนเนอร์ (Skyscanner) เสิร์ชเอนจิ้นหรือบริการค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก และรถเช่าออนไลน์ เปิดกิจกรรมการแข่งขันออนไลน์โดยมีกติกาคือ อธิบายเหตุผล (ไม่เกิน 150 คำ) ว่าทำไมถึงต้องการเดินทางไปยัง 1 ใน 3 สถานที่ท่องเที่ยว ดังนี้ บาหลี ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ โดยสกายสแกนเนอร์จะคัดเลือกจากเหตุผลที่เป็นเหตุผลในเชิงสร้างสรรค์ รางวัลเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางที่เลือกไว้ พร้อมตั๋วเครื่องบินและที่พักสำหรับ 2 ท่าน กิจกรรมมีระหว่างวันนี้-27 ก.ย. 2558 ทางwww.skyscanner.co.th ประกาศผลวันที่ 12 ต.ค. 2558

 

อีสติน อีซี่ สยามพิมาน กรุงเทพฯ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

โรงแรมอีสติน อีซี่ สยามพิมาน กรุงเทพฯ อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ 15 นาที พร้อมบริการรถรับ-ส่ง โรงแรมประกอบด้วยห้องพักขนาดกว้างขวาง สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย บริการนวด และห้องอาหาร โดยห้องดีลักซ์ราคาคืนละ 1,371 บาท รวมอาหารเช้า ซึ่งสามารถจองก่อนจ่ายทีหลังได้ สำรองห้องพักโทร. 02-917-5212 เว็บไซต์ www.eastineasysiampiman.com

 

สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศมอบเครดิตคืน 1,000 บาท

สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ กรุงเทพฯ มอบข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองห้องพักในราคาปกติรับส่วนลด 20% พร้อมฟรีอัพเกรดห้องพัก และฟรีเครดิตเงิน 1,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในโรงแรม จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-31ต.ค. 2558 ผ่านเว็บไซต์ www.swissotel.com/bangkok-nailertpark สอบถามโทร. 02-253-0123

 

ททท.เรียกความเชื่อมั่นผ่านกิจกรรม Walking Bangkok

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “กรุงเทพฯเดินเที่ยว : Walking Bangkok”ซึ่งหมายถึง การเดินเที่ยวกรุงเทพฯ และอีกความหมายหนึ่งคือ กรุงเทพฯต้องเดินต่อ เชิญชวนให้คนกรุงเทพฯ ถ่ายภาพกรุงเทพฯ ในมุมที่สวยงามมีชีวิตชีวา สุขสงบ และมีมนต์เสน่ห์ลงในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และโซเชียลมีเดียอื่นๆ พร้อมติด#walkingbkk หรือ #walkingbangkokเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ www.tatnewsthai.org www.facebook.com/thaitourismnews และ www.facebook.com/tatbkk

 

แกร็บคาร์ เปิดบริการที่ภูเก็ต

แกร็บแท็กซี่ แอพพลิเคชั่นทางมือถือเปิดบริการใหม่ “แกร็บคาร์” (GrabCar) ที่ จ.ภูเก็ต แกร็บคาร์คือบริการเรียกรถส่วนบุคคลพร้อมคนขับแค่กดจองผ่านสมาร์ทโฟน โดยค่าโดยสารจะคิดตามอัตราที่กำหนด คำนวณตามระยะทางสถานที่ เวลา ซึ่งจะไม่มีการต่อรองหรือคิดแบบเหมาจ่าย อีกทั้งผู้โดยสารสามารถดูประวัติคนขับได้ในแอพพลิเคชั่น ฉลองการเปิดตัวด้วยโปรโมชั่นราคาเดียว 250 บาทเพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวในภูเก็ต เมื่อใส่รหัสโปรโมชั่น HELLOGC เฉพาะการบริการเที่ยวแรกตั้งแต่วันนี้-7 ต.ค. 2558

 

แป้งโกะ จินตนัดดา

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 12:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389157

แป้งโกะ จินตนัดดา

โดย…รอนแรม ภาพ… จินตนัดดา ลัมะกานนท์

ใครได้ติดตามภาพถ่ายของเธอในอินสตาแกรมก็ต้องหลงรักกันทั้งนั้น เพราะภาพของ แป้งโกะ-จินตนัดดา ลัมะกานนท์ ช่างนุ่มนวลชวนฝันและมีมุมมองของนักครีเอทีฟผสมเข้าไป ทำให้สาวเสียงดีคนนี้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ทั้งในวงการเพลง วงการละครโทรทัศน์ และวงการโซเชียลมีเดียอย่างยูทูบที่จุดประกายเธอขึ้นมา รวมถึงอินสตาแกรมที่มีคนติดตามมากถึง 5.3 แสนคน

ภาพเหล่านั้นช่วยบอกเล่าไลฟ์สไตล์ส่วนตัวว่าเธอชื่นชอบเดินทางและเก็บเกี่ยวความทรงจำผ่านภาพถ่ายมากมายขนาดไหน ถึงขนาดเขียนโปรไฟล์ตัวเองว่า Singer/Traveller from Thailand จึงไม่น่าแปลกใจที่การเดินทางจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเธอ

ติดนิสัยชอบเที่ยว

ปกติแป้งโกะและครอบครัวจะมีทริปประจำปีอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยมีคุณพ่อเป็นโต้โผจัดการการเดินทางทั้งหมด “ที่บ้านจะไม่เที่ยวทัวร์อยู่แล้ว เพราะคุณพ่อจะเป็นคนพาเที่ยว ชอบวางแผนด้วยตัวเอง ยกเว้นบางอย่างที่ต้องพึ่งทัวร์ เช่น ตอนไปอเมริกาแล้วอยากไปเที่ยวน้ำตกไนแองการาก็จะซื้อทัวร์ท้องถิ่นที่นั่น พอแป้งโตขึ้นมาก็ติดมาว่าจะต้องเที่ยวเอง”

 

การเดินทางไกลครั้งแรกคือช่วงมัธยมปลาย แป้งโกะต้องไปเรียนที่นิวซีแลนด์คนเดียว ซึ่งเธอเล่าว่า ตอนอยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนนัก เพราะแม่จะค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่พออยู่เมืองนอกบ้านเมือง เขาปลอดภัยมาก นักเรียนก็จะนั่งรถประจำทางไปเรียนเองเป็นปกติ ทำให้เธอเห็นโลกกว้างมากขึ้น “ตอนอยู่นิวซีแลนด์แป้งได้พึ่งพาตัวเองเต็มที่เป็นครั้งแรก มันก็ไม่เชิงเปิดโลกหรอก แต่มันได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นมากกว่า” เธอกล่าว

จนกระทั่งตอนนี้เธอกลายเป็นนักร้องและนักแสดงตารางแน่นจนคิดว่าจะไม่มีเวลาเที่ยว แต่จริงๆ แล้วเธอกลับเที่ยวบ่อยกว่าตอนเรียนเสียอีก เพราะเธอสามารถวางแผนเที่ยวเอง ใช้เงินตัวเอง อีกทั้งยังจัดการเวลาเองได้

ฝันไปรอบโลก

ความฝันวัยเด็กของแป้งโกะ คือ อยากเดินทางรอบโลก ซึ่งในตอนนี้เธอก็ยังฝันอยู่ “ตอนนี้แป้งพยายามเที่ยวให้ได้ปีละหลายๆ หน เพื่อเก็บประเทศให้ได้เยอะ อย่างยุโรปเคยไปกับพ่อแม่ตอนอายุ 10 กว่าขวบ แต่ก็ยังอยากกลับไปอีก เพราะความรู้สึกของเราตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน อย่างเมื่อก่อนแป้งจะชอบเที่ยวเมือง ชอบเห็นแสงแต่ตอนนี้อยากไปดูแสงออโรร่า ไปดูธารน้ำแข็ง หรือดูท้องทุ่งมากกว่า เหมือนกับว่าเราโตขึ้น สิ่งที่เราอยากเห็นมันก็เปลี่ยนไป ถึงแม้จะไปประเทศซ้ำๆ แต่สถานที่แห่งนั้นมันไม่เหมือนเดิม ตัวเราเองก็ไม่เหมือนเดิมด้วย”

 

แป้งโกะเคยไปเยือนออสเตรีย เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์มาแล้ว อย่างประเทศล่าสุด คือ ออสเตรีย ที่ความทรงจำของเธอยังสดใหม่ สิ่งที่ประทับใจที่สุด คือ เมืองเซนต์กิลเกน (St.Gilgen) เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ริมทะเลสาบเซนต์วูล์ฟกัง ที่เมื่อปี 2548 การท่องเที่ยวออสเตรียยกฐานะให้เป็นหมู่บ้านโมสาร์ท (Mozart Village) เพราะแม่ของโมสาร์ทเกิดที่นี่ “จากที่ตอนแรกเป็นจุดหมายที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปมาก แต่พอไปถึงแล้วกลับเป็นที่ที่ประทับใจที่สุดในทริป” เธอกล่าว

ทริปหน้าแป้งโกะยังอยากไปโซนยุโรปอยู่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้การเดินทางง่ายขึ้น ทุกประเทศในยุโรปใช้เงินยูโรเหมือนกัน และยังสามารถใช้วีซ่าเชงเกน (Schengen Visa) เที่ยวประเทศต่างๆ ในโซนยุโรปได้ด้วย สำหรับประเทศไทยแป้งโกะก็ยังชอบไปเที่ยวอยู่ โดยจะเน้นไปตามสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

“ทุกคนจะแปลกใจมากที่รู้ว่าแป้งไม่เคยไปปาย เพราะด้วยความที่เป็นที่ที่คนรู้จักมาก คนไปเที่ยวเยอะ แต่แป้งเป็นคนไม่ชอบคนเยอะ ก็ยังไม่ได้ไปสักที เดี๋ยวนี้เลยหันไปเที่ยวชมธรรมชาติมากขึ้น สงสัยจะแก่แล้วมั้ง (หัวเราะ)”

 

ถ่ายภาพบันทึกความทรงจำ

ไม่ว่าไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม เธอมักจะหาร้านคาเฟ่นั่งดื่มกาแฟ (เธอดื่มกาแฟดำ) และมองดูผู้คนในเมืองนั้นผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่เธอจะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพเหล่านั้น “แป้งเป็นคนชอบถ่ายรูปการไปเที่ยวจึงได้ทั้งเที่ยวและทำในสิ่งที่เราชอบ และได้เห็นอะไรใหม่ๆ” นอกจากนี้ใครที่ติดตามอินสตาแกรมของเธอจะทราบว่าภาพของเธอมีเอกลักษณ์ ทั้งโทนสี อารมณ์ของภาพ รวมถึงความสร้างสรรค์ที่สมกับชื่อของเธอ Wondering Pango

ภาพทุกภาพบันทึกการเดินทางในแต่ละวัน ซึ่งแป้งโกะกล่าวถึงเสน่ห์ของการเดินทางว่า “การเดินทางมันทำให้เราเห็นตัวเองในอีกแง่มุมหนึ่ง ได้เจออะไรบางอย่างที่เซอร์ไพรส์ อย่างบางสิ่งที่คิดว่าเราไม่ชอบแต่กลายเป็นว่าชอบ แป้งชอบไปนอนโฮสเทล ได้เจอคนหลากหลาย และได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่นๆ ซึ่งมันสร้างแรงบันดาลใจให้เยอะเลย บางทีสิ่งที่เราได้กลับมามันอาจจะจับต้องไม่ได้สักทีเดียว แต่เราจะได้อารมณ์ บรรยากาศใหม่ๆ ซึ่งมันมีผลต่อเรานะ หรืออย่างการไปเที่ยวคนเดียว เราก็จะได้คุยกับตัวเองมากขึ้นมากกว่าตอนที่อยู่ในเมืองไทย แป้งคิดว่าคนเราน่าจะเห็นสิ่งที่แปลกจากเดิมบ้างในชีวิต เพราะเวลาเราเห็นสิ่งสวยๆ งามๆ ก็จะ
มีความสุขอยู่แล้ว”

ถ้ามีโอกาสและจังหวะที่เหมาะสม แป้งโกะมีความคิดอยากจัดนิทรรศการภาพถ่าย และอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นของตัวเองสักครั้ง

 

โลกของแป้งโกะ

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ แป้งโกะอยากให้โลกใบนั้นมีพื้นที่เท่าเทียมกันทุกอย่าง ทั้งภูเขา ทะเล บ้านเมือง “แป้งคิดว่าเมื่อเราไปเที่ยวธรรมชาติ เราก็จะโหยหาความสบายก็เลยมองว่าทุกอย่างบนโลกมันน่าจะสมดุลกัน เช่น กรุงเทพฯ มันวุ่นวายจังเลย ในขณะที่ต่างจังหวัดสงบ ดังนั้นถ้าทุกอย่างมันมีเท่าๆ กัน เวลาเราอยู่ในที่ที่วุ่นวายก็สามารถไปหามุมสงบได้ โลกของแป้งใบนั้นจึงอยากมีทุกอย่างที่บาลานซ์ และอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน”

ติดตามการเดินทางผ่านภาพสวยๆ ของเธอได้ในอินสตาแกรม @wonderingpango หรือชมบทบาทการแสดงในละครเรื่องตะวันตัดบูรพา ทางช่อง One วันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. และซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดที่เธอบอกได้แค่ว่า จะได้ฟังปลายเดือน ต.ค.นี้แน่นอน ติดตามได้ทางยูทูบWhatTheDuck

 

เดอะ เกรท โอเชียน โรด เลิศล้ำสมคำร่ำลือ

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389144

เดอะ เกรท โอเชียน โรด เลิศล้ำสมคำร่ำลือ

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ Froggie

ได้ชื่อว่าเป็นถนนสายที่สวยที่สุดในโลก สำหรับ เดอะ เกรท โอเชียน โรด (The Great Ocean Road) ในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย (ใกล้เมืองเมลเบิร์น) เมื่อมีโอกาสไปเยือนก็สมคำร่ำลือจริงๆ สวยเกินคำบรรยาย นี่ขนาดที่ว่าตอนไปอากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หนาวและมีฝนตก สีสันของ 12 อะโพสเซิลส์ (ที่ตอนนี้เหลือเพียง 8 เสา) และหน้าผาหินยังเด่นเด้งซะขนาดนี้

 

 

 

 

 

 

 

หมื่นพันก้าวในเนปาล พบตัวเองจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/389119

หมื่นพันก้าวในเนปาล พบตัวเองจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เศรษแสงสี และพัชรา คงสุผล

จุดเริ่มต้นของการเดิน 10 วัน ในเนปาลของ กวาง-พัชรา คงสุผล และเพื่อนร่วมคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 6 ชีวิต เกิดจากการได้ดูรูปถ่ายของเพื่อนที่ไปเดินก่อนหน้านี้ โปสต์การ์ดหนึ่งใบคือแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเดินไปให้ถึง อันนาปุรณะ เบสแคมป์ หรือ ABC-Annapurna Base Camp

ถามว่าทำไมถึงอยากไป “เราก็เห็นเพื่อนไปเขาเอารูปมาให้ดู มันสวยมาก เราก็อยากไปบ้าง จริงๆ ไม่เคยเดินเขา เคยแต่เดินป่าวันสองวัน แต่ก็เป็นป่าในเมืองไทย ไม่ได้ไปไกลๆ ขนาดนี้ และก่อนที่จะไปก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเดินทั้งวัน เดินอย่างเดียว เหมือนเพื่อนเอารูปมาอวด เขาก็กระตุ้นเราว่าสวยนะ ไปสิ ไม่เหนื่อยหรอก เราก็ค้นพบว่ามันหลอกเรา (หัวเราะ) เขาก็คงหวังดีอยากให้เราไป ราคาไม่แพงมากไป เนปาลสิบกว่าวันเหมือนไปญี่ปุ่นสี่ห้าวัน”

กวาง บอกว่า เส้นทางการเดินไปสู่อันนาปุรณะมีหลายเส้นทาง แต่เส้นทางที่กลุ่มของกวางเลือกเดิน คือเดินไปถึงพูนฮิลล์ (Poon Hill) ก่อนจะเดินต่อไปยัง ABC “เราเดินจะอ้อมหน่อย เพื่อนที่เคยไปเขาไปอันนาปุรณะอย่างเดียว ก่อนเดินทางเพื่อนๆ ก็ช่วยกันหาเส้นทาง แล้วเราก็พบว่าเส้นทางของพูนฮิลล์ก็สวย แล้วก็คุยกันว่าจำนวนวันที่จะเดินพอไหม เราก็เลยตัดสินใจว่าจะเดินไปที่พูนฮิลล์ด้วย”

 

ตลอดการเดินมักจะได้ยินไกด์บอกความสูงของยอดเขาที่เดินผ่านตลอดทาง และมักจะเน้นย้ำทุกครั้งว่า อันนาปุรณะ เบสแคมป์ มีความสูง 4,130 เมตร จากระดับน้ำทะเล เพราะดูจะเป็นความภาคภูมิใจของเขา นี่คือคำบอกเล่าของกวาง

หญิงสาวตัวเล็กแสนเนิร์ดในกลุ่ม เล่าว่า ทริปนี้ใช้เวลา 14 วัน ใช้เวลาเดินทางรวมบินภายในและเที่ยวในเมือง รวม 4 วัน ออกเดินในวันที่สี่ “พวกเราเดินทางไปกาฐมาณฑุ พักที่นั่นหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็บินภายในไปโพคารา ค้างหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเที่ยวโพคารา เช้าวันต่อมาก็นั่งรถไปยังจุดที่จะเริ่มเดิน ออกเดิน 10 วัน และกลับมาเที่ยวกาฐมาณฑุวันสุดท้ายของทริป”

หากดูจากแผนที่เส้นทางการเดินของกลุ่มนี้จะเดินอ้อมเป็นวงกลมเพื่อกลับมายังจุดเดิม “ตลอดทางจะเป็นการเดินขึ้นๆ ลงๆ เราจะรู้สึกเลยว่าเรากำลังขึ้นเขาอยู่ นี่คือจุดสูงสุดของเทือกเขาลูกนี้ มองลงไปเห็นลำธาร เห็นว่าเราผ่านมาเท่าไหร่แล้ว ซึ่งทุกๆ วันตอนเช้าไกด์ก็จะบอกว่าวันนี้ทางเป็นยังไง เช่น ทางราบก่อนจะขึ้นเขาสองครั้ง เป็นทางลงเขาแบบไหน แบบชันคือค่อยๆ ขึ้น เพื่อให้พวกเราเตรียมตัว”

 

เดินตลอด 10 วัน บนเทือกเขาจะมีที่พักตลอดทาง สำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างกันสัก 2-3 ชั่วโมง ให้คนเดินเท้ากะเวลาสำหรับเดินและจุดพักกินข้าว ส่วนใหญ่ที่พักจะเรียกว่า ลอดจ์ คือมีที่สำหรับนอนพักด้วยและกินข้าวด้วย โดยที่พักโลคัลไกด์ชื่อ Nest (Nepal Explore Summit Treks) จะจัดการจองไว้ให้ “บางที่เราแค่ไปพักเที่ยงกินข้าวแล้วเดินต่อ ตลอดทางก็จะเจอคนอื่นๆ ที่มาเดินเหมือนกัน มาคนเดียวก็มี มาเป็นกลุ่มก็มี กวางไปเจอผู้ชายจีนมาคนเดียว เขาเดินแซงเราไป ก่อนที่จะไปเจอกันในที่พัก แล้วได้คุยกันเขาบอกว่าเดินสองเดือน เขาบอกว่าเขาเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีแผน เรียกว่ามีทางให้เดินก็เดิน กวางว่าบางคนก็ออกเดินเพื่อหาคำตอบอะไรสักอย่าง”

กวางให้ภาพของภูมิประเทศเส้นทางเดินในเนปาลเพื่อไปถึง ABC ของเธอและกลุ่มเพื่อนว่า “ส่วนใหญ่เป็นภูเขา แต่เขาและลูกหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน บางที่มีทุ่งหญ้า ผ่านไปอีกก็เป็นต้นไม้ เป็นหิน ไม้พุ่ม น้ำตก ลำธาร เรียกว่ามีทุกแบบ ทุกๆ วันที่เราเดินไปจะเจอวิวที่ไม่เหมือนกันเลย เราค่อยๆ ได้เรียนรู้ว่าควรเดินยังไง เช่น ต้องหลบขี้ลา หญ้ากับหินต้องเหยียบหญ้า เพราะหินมันจะลื่นในที่เปียก ไม่มีใครบอก ต้องรู้เอง คนอื่นมาช่วยระวังเราไม่ได้ ทุกคนต้องระวังตัวเอง ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เวลาเดินนอกจากจะมองเท้าแล้ว ต้องมองทางข้างหน้าด้วย ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะพลาดไม่ได้เห็นความสวยงามของสุดยอดวิวที่สวยมากๆ น่าเสียดาย”

“เสน่ห์ของการเดินเท้าในเนปาลทำให้กวางรู้สึกว่าเราตัวเล็กมาก เพราะธรรมชาติมันยิ่งใหญ่ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่เคยเห็นในโลกนี้ จริงๆ แล้วการเดินวันแรกสำหรับกวางมันเหนื่อยที่สุด เพราะเราไม่ได้เตรียมใจมาว่าจะเดินเยอะขนาดนี้ และรู้สึกว่าอีก 9 วัน เราจะทำยังไงเพราะแค่วันแรกก็จะตายแล้ว แต่สุดท้ายการเดินของเราจะค่อยๆ เร็วขึ้น เพราะว่าเราได้เรียนรู้ว่าเราต้องเดินยังไง แล้วหลังจากกลับมาก็ทำให้เราชอบการเดินไปเลย เราเดินไปไหนมาไหนเยอะขึ้น เพราะรู้สึกว่าเขาเป็นลูกๆ ก็ข้ามมาแล้ว แค่นี้จะกลัวอะไร เหมือนกับการชนะใจตัวเองได้ ว่าเออ!! ขาเราสั้นๆ ก็เดินได้นี่หว่า (หัวเราะ) เดินไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ท้อเดี๋ยวก็ถึง”

 

เมื่อถามถึงการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง กวางบอกว่า “ต้องทำร่างกายให้แข็งแรงที่สุด ดูพยากรณ์อากาศ รู้ว่าช่วงที่เราเดินทางเป็นฤดูอะไร จะได้เตรียมเสื้อผ้าไปถูก กวางเดินทางช่วง ต.ค. ซึ่งเป็นไฮซีซั่น อากาศดีมาก แต่ถึงอย่างนั้นข้างบน ABC ก็หนาวมาก ต้องเตรียมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่น ถ้าจะซื้อรองเท้าใหม่แล้วไปเดินเลยไม่แนะนำ เพราะมันอาจจะไม่เป็นมิตรกับเราระหว่างทาง ควรเลือกรองเท้าที่สนิทกันมาระยะหนึ่ง และควรเตรียมไปสองคู่เผื่อคู่หนึ่ง เรื่องยาก็สำคัญ เพราะจะมีอาการที่จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูง บางคนจะมีอาการหายใจไม่ออก ปวดหัว ก็ต้องเตรียมยาไปพอสมควร ยาคลายกล้ามเนื้อ ยากิน ยาทา แก้หวัด แก้ไข้ ถ้าซ้อมเดินประมาณหนึ่ง บางคนซ้อมวิ่งไป”

ตอนที่นั่งเครื่องบินภายใน ไม่นับความประทับใจเรื่องความสั่นของเครื่องบินลำเล็กแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้กวางลืมความสั่นระทึกไปก็คือ การได้เห็นยอดของภูเขาที่โผล่พ้นก้อนเมฆขึ้นมา สีขาวของหิมะที่ปกคลุมยอดแหลมๆ นั้น ชวนตื่นตาตื่นใจมาก “ถึงตอนนี้จะมีอะไรพังไปบ้างจากเหตุแผ่นดินไหว แต่ส่วนที่เราไปเดินมันกว้างใหญ่ และยังมีให้ชมอีกเยอะ ในฐานะคนที่ไปมาก่อนก็อยากกลับไปอีก และอยากบอกให้คนที่ลังเลตอนนี้ว่าไปเถอะ สำหรับกวางแม้ว่าจะมีหลายที่ที่เราบรรลุแล้ว เช่น ABC หรือว่าพูนฮิลล์ แต่ก็ยังมีอีกหลายที่ที่ให้ไป ถ้ามีโอกาสก็น่าจะไปอีก”

ก่อนไปเดินที่เนปาล กวางวาดภาพไว้ว่าต้องสวย เมื่อไปเห็นก็สวยจริงๆ แต่เสน่ห์ที่มากไปกว่านั้นก็คือความตรงไปตรงมาของคนที่นั่น เธอบอกแบบนั้น…

 

 

 

 

 

%d bloggers like this: