เห็นพ้อง เฟดมาถูกทางขึ้นดอกเบี้ย ธปท. ชี้กระทบศก.ประเทศเกิดใหม่

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550412

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 14:06

 

ไม่น่าประหลาดใจ เฟดขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เห็นพ้องมาถูกทาง แบงก์ชาติ ชี้ผลกระทบย้ายเงินทุนยังไม่ชัด แนะภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยง ด้านคลัง เตรียมมาตรการรองรับ หลังถกแบงก์ชาติมา 2 ปีแล้ว แต่กังวลศก.โลก จะกระทบส่งออกไทย

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 10 ปี ว่า ตลาดรับข่าวเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะช่วงที่ผ่านมาเฟดได้อธิบายกับตลาดอย่างต่อเนื่อง และหลายส่วนคาดการณ์มาก่อนแล้วถึงการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และยังเชื่อว่าเฟดจะคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น วิธีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ในส่วนผลกระทบโดยเฉพาะเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนกับไทยนั้น อาจยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ยอมรับว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศสำคัญยังส่งสัญญาณการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบและคงใช้มาตรการการเงินแบบผ่อนคลาย ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น จีน ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษเอง ได้ส่งสัญญาณออกมาแล้วว่าจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ จะมีผลในแง่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยของตลาดพันธบัตร ซึ่งในส่วนนี้จะกระทบกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ดังนั้นภาคธุรกิจควรมีการบริหารความเสี่ยงและปิดความเสี่ยงด้วย

ขณะที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามคาดการณ์ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ อีกทั้งเป็นการปรับขึ้นตามอัตราที่คาดไว้คือ 0.25% หากปรับเพิ่มมากกว่านี้อาจทำให้คนตกใจบ้าง โดยประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว ในส่วนกระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาก่อน เกือบ 2 ปีแล้ว ดังนั้น เมื่อเกิดเหตการณ์ขึ้นจริงและไม่ได้เหนือความคาดหมาย จึงเชื่อว่า ธปท.จะมีมาตรการที่เตรียมพร้อมรองรับผลกระทบในด้านต่างๆ ไว้แล้ว โดยเฉพาะการดูแลความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่กังวลว่าอาจจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น

“เฟดเดินมาถูกทางที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ตลาดได้มีเวลาปรับตัว ขณะที่ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจโลกน่ากังวลมากกว่า เพราะขณะนี้ยังมีความเปราะบาง รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวอาจจะมีผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการไว้รองรับไว้แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถสรุปและเสนอรมว.คลังพิจารณาในเร็วๆ นี้”

 

Advertisements

หุ้นเช้าปิดบวก 7.77 จุด มูลค่าซื้อขาย 2.1 หมื่นล้าน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550392

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 13:15

 

หุ้นไทยวันที่ 17 ธ.ค.2558 ปิดตลาดภาคเช้า เพิ่มขึ้น 7.77 จุด ที่ระดับ 1,306.89 จุด มูลค่าซื้อขาย 21,412.05 หมื่นล้านบาท…

วันที่ 17 ธ.ค. 58 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า เพิ่มขึ้น 7.77 จุด ที่ระดับ 1,306.89 จุด หรือคิดเป็น 0.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 21,412.05 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

รักษ์นะ สายน้ำ… เทศกาลวัฒนธรรมร่วมสมัย บนโค้งน้ำที่ยาวที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550362

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 11:51

 

ผ่านไปแล้วอย่างสวยงามกับการต่อยอดความสำเร็จการจัดงาน River Festival 2015 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม ในวันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ใน 7 พื้นที่จัดงานหลัก ประกอบไปด้วย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ท่ามหาราช ยอดพิมานริเวอร์วอล์ค และเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนท์ พบกิจกรรมและไฮไลต์ของแต่ละวันจัดเต็มตลอด 5 วัน 5 คืน

โดยนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สานต่อความสำเร็จแนวคิด “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบวิถีไทย” ถือได้ว่าเป็นแคมเปญที่บอกเล่าความเป็นไทย ให้ทั่วโลกรับรู้ถึงการร่วมอนุรักษ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่แสดงถึงวิถีชีวิตคนไทย กับเทศกาลวัฒนธรรมร่วมสมัย และมหกรรมลอยกระทงบนโค้งน้ำที่ยาวที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยาจากสะพานพระราม 8 ไปจนถึงเอเชียทีค พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้โดดเด่นในด้านศิลปวัฒนธรรม และในปีนี้ ไทยเบฟฯ ยังคงสานต่อแนวคิดดังกล่าวด้วยการผนึกกำลังร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และยังร่วมด้วยพันธมิตรอีกหลายภาคส่วนมากกว่า 70 หน่วยงานอีกด้วย ขอขอบพระคุณทุกท่าน ทุกฝ่ายที่สนับสนุนและช่วยผลักดันให้งานนี้ประสบความสำเร็จ หากมีความผิดพลาดประการใด ทางทีมงานต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะครับ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้าขอบคุณครับ

Social media : https://www.facebook.com/riverfestivalthailand/

Webstie : http://www.riverfestivalthailand.com/

 

ศึกนี้ไม่มีถอย ประมูล 4จี เคาะราคามาราธอน ยอดรวมทะลุแสนล้านแล้ว

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550310

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 10:45

 

ขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ กสทช.

การเคาะราคาประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ 900 MHz ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าประมูลยังคงกดราคาแบบไม่ยอมกันจนทำให้ยอดรวมของใบอนุญาตทั้ง 2 ใบพุ่งเข้าใกล้ 1 แสนล้านบาทแล้ว….

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2558 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประมูล 4G คลื่น 900 MHz ที่ราคา 2 ใบอนุญาตแตะแสนล้านบาท ว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ภาคเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการสู้ราคากัน ในระดับสูงเช่นนี้ เพราะจะทำให้รัฐบาลมีเงินงบประมาณสำหรับใช้ในการพัฒนาประเทศเพิ่มมาก และทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะจะได้นำมาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้

ขณะที่ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ยังคงเกาะติดการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของ กสทช.เพื่อให้บริการ 4 จี อย่างต่อเนื่อง หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 50 ชั่วโมง โดยเมื่อเวลา 10.17 น. การเคาะราคาประมูลมาถึงในรอบที่ 112 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 48,928 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 2 ราย ราคาอยู่ที่ 50,538 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 99,466 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.40น.การเคาะราคาประมูลมาถึงในรอบที่ 113 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 49,250 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 2 ราย ราคาอยู่ที่ 50,860 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 100,110 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.41 น. การเคาะราคารอบที่ 116 รอบที่ 116 ใบอนุญาตแรก ราคา 50,216 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 ราคา 51,826 ล้านบาท ราคารวม 102,042 ล้านบาท

มูลค่าการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz เพื่อให้บริการ 4จี กำลังจะทำลายสถิติโลก

ในช่วงบ่ายประมาณ 14.00-15.00 น. ทางไทยรัฐทีวีจะมีการถ่ายทอดสด เกาะติดการประมูลคลื่น 4G โดยตั้งประเด็นว่า “ร่วมลุ้นการประมูลคลื่นความถี่ที่ทำลายสถิติโลก” เนื่องจากที่ผ่านมา สถิติราคาการประมูลคลื่นความถี่ สถิติสูงสุดอยู่ที่ 68,099 ล้านบาท แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มคาดว่าจะทำลายสถิติเก่าแน่นอน

เมื่อเวลา 12.05 น.การประมูลยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น เข้าสู่การเคาะราคารอบที่ 117 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ราคา 50,538 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 2 ราย ราคาอยู่ที่ 52,148 ล้านบาท มูลค่ารวม 102,686 ล้านบาท

เมื่อเวลา 12.17 น.การเคาะราคารอบที่ 118 ราคาใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 50,860 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 ราคา 52,470 ล้านบาท มูลค่ารวม 103,330 ล้านบาท

เมื่อเวลา 12.35 น. รอบที่ 119 สิ้นสุด ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 51,182 ล้านบาท คิดเป็น 318% ของมูลค่าคลื่น ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 52,792 ล้านบาท คิดเป็น 328% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 103,974 ล้านบาท

เมื่อเวลา 12.57 น.เคาะราคารอบที่ 120 ใบอนุญาตคลื่น 1 มีผู้เสนอราคาเพิ่มเป็น 51,504 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตคลื่น 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่มเป็น 53,114 ล้านบาท รวมทั้งหมด 104,618 ล้านบาท

รอบที่ 121  สิ้นสุดเมื่อเวลา 13.15 น. ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่  51,826 ล้านบาท คิดเป็น 322% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 53,436 ล้านบาท คิดเป็น 332% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 105,262 ล้านบาท

เมื่อเวลา 13.44 น.การเคาะราคารอบที่ 122 ใบอนุญาตคลื่น 1 ไม่มีผู้เสนอราคาคงที่ 51,826 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตคลื่น 2 มีผู้เสนอราคา 2 รายเพิ่มเป็น 53,758 ล้านบาท รวมทั้งหมด 105,584 ล้านบาท

จากนั้นเวลา 13.35 น. รอบที่ 123 ได้สิ้นสุดลง โดยใบอนุญาตแรกมีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 52,148 ล้านบาท คิดเป็น 324% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 54,080 ล้านบาท คิดเป็น 336% ของมูลค่าคลื่น  รวมทั้งหมด 106,228 ล้านบาท

จากนั้นเวลา 14.15 น. รอบที่ 124 ได้สิ้นสุดลง โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาขยับขึ้นอยู่ที่  52,470ล้านบาท คิดเป็น 324% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 54,402 ล้านบาท คิดเป็น 338% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 106,872 ล้านบาท

ก่อนเข้าสู่รอบที่ 125 สิ้นสุดเมื่อเวลา 14.35 น. ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาขึ้นอยู่ที่  52,792 ล้านบาท คิดเป็น 326% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 54,724 ล้านบาท คิดเป็น 340% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งสิ้น 107,516 ล้านบาท

ผู้แข่งขันประมูล ยังมีทีท่าไม่ยอมกัน แม้ใกล้สู่ช่วงเย็น วันที่ 3 ของการประมูล โดยเมื่อเวลา 14.55 น. รอบที่ 126 สิ้นสุดลง โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 53,114 ล้านบาท คิดเป็น 3330% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 55,046 ล้านบาท คิดเป็น 342% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 108,160 ล้านบาท

เมื่อ 15.21 น.เคาะราคารอบที่ 127 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 53,436 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 55,368 ล้านบาท รวมทั้งหมด 108,804 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.40 น.เคาะราคารอบที่ 128 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 53,758 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 55,690 ล้านบาท รวมทั้งหมด 108,160 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.57 เคาะราคารอบที่ 129 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,080 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,012 ล้านบาท รวมทั้งหมด 109,770 ล้านบาท

เมื่อเวลา 16.17 น. เคาะราคารอบที่ 130 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,080 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,334 ล้านบาท ยอดรวม 110,414 ล้านบาท

เมื่อเวลา 16.41 น.เคาะราคารอบที่ 131 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,402 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,656 ล้านบาท ยอดรวม 111,058 ล้านบาท

เมื่อเวลา 16.57 น.เคาะราคารอบที่ 132 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,724 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,978 ล้านบาท ยอดรวม 111,702ล้านบาท

เมื่อเวลา 17.19 น.เคาะราคารอบที่ 133 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 55,046 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 57,300 ล้านบาท ยอดรวม 112,346 ล้านบาท.

 

5 การเรียนรู้ที่สร้างชีวิตดีๆ ได้โดยไม่ต้องไปเทกคอร์ส

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550255

โดย Nuttaputch 17 ธ.ค. 2558 10:34

 

การเรียนรู้เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เรายอมรับกันมาแต่ไหนแต่ไรว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จไม่ว่าจะในเรื่องหน้าที่การงานหรือการใช้ชีวิตนั้น เราก็ต้องรู้จักที่จะเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

แต่ทีนี้หลายๆ คนก็มักจะคิดว่าการเรียนรู้คือการต้องไปเทกคอร์สอบรม บ้างก็คิดว่าคือการเรียนแบบที่ต้องมีห้องเรียน การบรรยายซึ่งจริงๆ นั้นไม่ใช่เลย เพราะรอบๆ ตัวเราก็มีอะไรมากมายให้เราได้เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร บทความวันนี้ผมเลยลองหยิบการ “เรียนรู้” ที่เราสามารถเริ่มได้จากสิ่งที่เรามีอยู่ ซึ่งถ้าเริ่มเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ได้ เผลอๆ อาจจะได้อะไรมากกว่าการไปเรียนรู้จากคลาสบรรยายต่างๆ เสียอีกนะครับ

1. เรียนรู้จากความผิดพลาด

ผมมักบอกเสมอว่าบทเรียนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการพบกับความผิดพลาด เพราะมันสอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับเราและอันที่จริงนั้น เรื่องราวจากความล้มเหลวนี่เองที่ทำให้หลายๆ คนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องทำเมื่อเกิดความผิดหวัง ความล้มเหลว ไม่ใช่การพยายามลืมมันหรือเสียใจจนไม่ได้มองเห็นอะไร หากแต่เป็นการตั้งสติและพิจารณาให้เห็นว่าความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นจากอะไร สาเหตุสำคัญคืออะไร เราสามารถเรียนรู้อะไรจากมันเพื่อเอาไปปรับใช้ในอนาคตได้ และแม้ว่าบทเรียนเหล่านี้จะราคาแพงบ้างในหลายๆ ครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักเอามันมาใช้แล้วล่ะก็ มันก็จะสร้างกำไรชีวิตให้กับเราได้ในอนาคตนั่นแหละ

2. เรียนรู้จากคนเก่งที่อยู่รอบตัวเรา

ผมเชื่อว่าเราเองก็มีคนรู้จักไม่น้อยและหลายๆ คนก็เป็นคนเก่งหรือเป็นเอกในเรื่องต่างๆ อย่าให้การที่เราได้เจอคนเก่งๆ แล้วอยู่ด้วยความรู้สึกอิจฉาหรือแค่ชื่นชมเฉยๆ แต่เราควรมองให้เห็นว่าพวกเขาเก่งและมีความสามารถได้อย่างไร แน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้เก่งขึ้นแบบทันทีทันใดหรือเสกกันมา แต่มันต้องมีเบื้องหลังและปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน ลองมองให้เห็นว่าวิธีคิดของเขาคืออะไร ทัศนคติของเขาเป็นอย่างไร และลองถามตัวเองดูว่าสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาใช้หรือประยุกต์กับเราได้หรือไม่

3. เรียนรู้จากเรื่องราวต่างๆ

นอกจากคนรอบตัวเราแล้ว ผมก็เชื่อว่าเรามีเรื่องราวของคนดัง คนเก่ง ตลอดไปจนบริษัทหรือกิจการที่ทั้งล้มเหลวและสำเร็จ แน่นอนว่าเรื่องราวหลายอย่างที่เรารับรู้มานั้นจะเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นกับตัวเราแต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากมันได้ ถ้าเราศึกษาและหาข้อมูลในเรื่องราวเหล่านี้เราก็จะเห็นอะไรหลายๆ อย่างที่สามารถหยิบนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทางความคิดได้อีกมากมาย ผมเองซึ่งเป็นนักการตลาดก็มักหยิบเคสกรณีของแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศมาศึกษาและนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งยิ่งเรามีวัตถุดิบทางความคิดมาก เราก็จะสามารถพลิกแพลงและเลือกใช้ได้มากขึ้นตามสถานการณ์นั่นเอง

4. เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากงานที่กำลังรับผิดชอบ

หลายๆ คนมักพูดว่าเราต้องเรียนรู้จากการทำงานซึ่งนั่นก็คงเป็นพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในชีวิตปกติของคนทำงาน แต่สิ่งที่ผมมักจะแนะนำหลายๆ คนคือการมองให้กว้างกว่างานที่ทำอยู่ เพราะเอาจริงๆ ชีวิตการทำงานของเรานั้นจะได้ปฏิสัมพันธ์กับคนมากมาย ได้มีโอกาสเห็นเรื่องราวอีกเยอะซึ่งจะเกิดขึ้นในทุกๆ วันของการทำงาน ถ้าเราสนใจแต่งานที่เราทำเพียงอย่างเดียว เราก็จะมองเห็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นจากงาน แต่ถ้าเราขยายภาพให้กว้างขึ้น มองเห็นรายละเอียดบางอย่างจากงานของคนอื่นด้วยแล้ว เราก็จะได้ความรู้อะไรอีกมากมายเลยทีเดียว

5. เรียนรู้จากความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน

ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนอยากมีความสุข และความสุขจริงๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน เช่นมาทำงานแล้วรถไม่ติด ได้กินอาหารอร่อยๆ งานที่ทำอยู่เสร็จโดยไม่มีปัญหา ฯลฯ ความสุขและความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ อาจจะดูไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ขนาดเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา แต่ถ้ามองดีๆ เราก็สามารถจะเรียนรู้ที่จะมองสิ่งเหล่านี้ให้ชีวิตเราดูสดใสได้อยู่เสมอ และนั่นเป็นกำลังใจชั้นดีให้กับเราเลยล่ะครับ

Nuttaputch

 

เปิดตลาดทองปรับเพิ่ม 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 18,650

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550291

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 09:46

 

ราคาทองเปิดตลาด ราคาเพิ่ม 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,150 ขายออกบาทละ 18,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 17,888.80 ขายออกบาทละ 18,650 บาท …

วันที่ 17 ธ.ค. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,150 บาท ขายออกบาทละ 18,250 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 17,888.80 บาท ขายออกบาทละ 18,650 บาท

 

กทค. เชื่อประมูล 4G มีแนวโน้มทะลุ 1 แสนล้าน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550213

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 07:26

 

การประมูลใบอนุญาต 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ พักการประมูลรอบที่ 4 เมื่อเวลา 06.00 น. โดยเป็นการเคาะราคารอบที่ 108 มีการเสนอราคา 2 ใบอนุญาตรวม 96,890 ล้านบาท เป็นการเสนอราคาใบอนุญาตที่ 1 ที่ 47,640 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 ที่ 49,250 ล้านบาท

วันที่ 17 ธันวาคม พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ประเมินว่า การเสนอราคามีแนวโน้มที่จะทะลุ 1 แสนล้านบาท โดยเป็นการแข่งขันราคาเพื่อกันไม่ให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งกันผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ในอันดับ 2 ออกจากตลาด หรือ มีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเข้าสู่จุดที่ยอมเสี่ยงว่าจะได้รับกำไรน้อยลง แต่หากคู่แข่งไม่ได้รับใบอนุญาตก็จะทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลดลง

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กทค. ระบุว่า ระดับการเสนอราคาขณะนี้ยังเป็นไปได้ในทางธุรกิจ เพราะได้แบ่งการชำระเงินออกเป็น 4 งวด โดยในงวดที่ 4 จะต้องชำระร้อยละ 68 ดังนั้น ผู้ที่ชนะการประมูลจึงมีเวลาในการสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้ราคาประมูลใบอนุญาตกระทบต่อกระแสเงินสด จึงทำให้เห็นการเสนอราคาอย่างไม่หยุดยั้ง และยังเห็นราคาประมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่า ระดับการเสนอราคาสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจของไทย และจำนวนประชากร ราคาใบอนุญาตไม่ควรเกินใบละ 68,000 ล้านบาท

 

หุ้นสหรัฐฯพุ่งเกิน 1% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550210

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:20

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และสัญญาว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆในอนาคต…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 16 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 224.18 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 17749.09 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 29.66 จุด หรือ 1.45% ปิดที่ 2073.07 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 75.77 จุด หรือ 1.52% ปิดที่ 5071.13 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นหลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจเพิ่มขอบเขตดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้น 0.25% เป็นระหว่าง 0.25% และ 0.50% หลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เสร็จสิ้นการประชุมเมื่อวันพุธ และจะประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจเพื่อทยอยขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

นักวิเคราะห์ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นเรื่องที่คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว แต่ตลาดพอใจกับคำว่าเพิ่มอย่างช้าๆของเฟด กอปรกับมีข่าวในด้านลบส่งผลให้ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

คลังเร่งเบิกงบ 8 หมื่นล้าน บัญชีกลางเชื่อมมหาดไทยกระตุ้นระยะสั้น

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550169

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

บัญชีกลาง ลงพื้นที่สำรวจโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น มั่นใจเม็ดเงิน 8 หมื่นล้านบาทกระจาย ไปต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง หลังจาก ครม.ขยายระยะเวลาโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดเดือน ธ.ค.นี้ เป็นสิ้นสุดเดือน มี.ค.ปีหน้า ขณะที่การเบิกจ่ายงบปี 59 เบิกจ่ายไปแล้ว 23.2%

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามนโยบายเร่งด่วน ซึ่งประกอบด้วย 1.มาตรการความเป็นอยู่ระดับตำบล วงเงินงบประมาณ 36,462 ล้านบาท (ตำบลละ 5 ล้านบาท) 2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนวงเงิน 3,194 ล้านบาท 3.โครงการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนโดยสนับสนุนจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร และ 4.มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ วงเงิน 40,918 ล้านบาท (โครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท) ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่กรมบัญชีกลาง และกระทรวงมหาดไทยได้เร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคไปเกือบหมดแล้ว

“ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงพบว่าปัญหาความล่าช้าเกิดจากการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้ รัฐบาลได้จัดสรรให้แก่อำเภอและตำบลโดยตรง ขณะที่โครงสร้างการทำงานในปัจจุบันงบประมาณส่วนใหญ่จะอยู่ในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การวางแผน งาน การจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้แก้ไขปัญหาภายในเสร็จสิ้นแล้ว โดยเสนอให้คนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยดำเนินโครงการให้แก่ตำบลที่อยู่ภายใต้การดูแลของอำเภออย่างชัดเจนแล้ว โครงการก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง”

นายมนัส กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ แต่เนื่องจากในช่วงต้นมีปัญหา จึงทำให้เกิดล่าช้า ซึ่งต่อมา ครม.ได้ขยายระยะเวลาโครงการตำบลละ 5 ล้านบาทออกไปสิ้นสุดโครงการในเดือน มี.ค. 2559 ส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการยังคงกำหนดเหมือนเดิมคือ จะต้องเบิกจ่ายทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้

สำหรับยอดการเบิกจ่ายงบประมาณทั้ง 4 โครงการ ณ วันที่ 11 ธ.ค.58 จากวงเงินทั้งหมด 80,828 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้ว 23,278 ล้านบาท หรือ 28.8% และในจำนวนนี้ เบิกจ่ายไปแล้ว 7,293 ล้านบาท หรือ 9% โดยแบ่งออกเป็น 1.มาตรการความเป็นอยู่ระดับตำบล วงเงิน 36,462 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้ว 2,267 ล้านบาท หรือ 6.2% เบิกจ่ายไปแล้ว 76 ล้านบาท หรือ 0.2%

2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรฯ วงเงิน 3,194 ล้านบาท มีการลงนาม ในสัญญาแล้ว 914 ล้านบาท หรือ 28.6% เบิกจ่ายไปแล้ว 292 ล้านบาท หรือ 9.1% 3.โครงการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการจัดหาเครื่องจักรกลฯ วงเงิน 254 ล้านบาท ลงนามในสัญญาแล้ว 25 ล้านบาท หรือ 9.8% เบิกจ่ายไปแล้ว 200,000 บาท หรือ 0.1% และ 4.มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาล หรือโครงการละไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงิน 40,918 ล้านบาท มีการทำสัญญาไปแล้ว 20,072 ล้านบาท หรือ 49.1% เบิกจ่ายไปแล้ว 6,925 ล้านบาทหรือ 16.9%

“ตัวเลขการเบิกจ่ายของโครงการดังกล่าว ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ ครม.กำหนด เพราะโครงการที่มีปัญหามากที่สุดคือ ตำบลละ 5 ล้านบาท ได้ขยายไปสิ้นสุดในเดือน มี.ค.59 เรียบร้อยแล้ว ทำให้ยังมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการอีก 3 เดือน ส่วนโครงการอื่นๆ เช่น โครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่จะปิดโครงการสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ แม้จะเบิกจ่ายได้ 6,000 ล้านบาท หรือ 16.9% แต่สัญญาส่วนใหญ่เกือบ 50% ได้ลงนามไปหมดแล้ว และที่สำคัญ โครงการเหล่านี้มีขนาดเล็ก เช่น ซ่อมบ้านพักข้าราชการ ทาสีอาคารสำนักงาน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อัตราการเบิกจ่ายเร่งเบิกจ่ายมีมากขึ้นในช่วงท้ายๆ ก่อนสิ้นปีนี้”

สำหรับผลการเบิกจ่ายงบปี 2559 วงเงิน 2.72 ล้านล้านบาทเบิกจ่ายไปแล้ว 630,003 ล้านบาท หรือ 23.2% แบ่งงบรายจ่ายประจำ 590,369 ล้านบาทหรือ 27.1% ขณะที่งบลงทุน เบิกจ่ายไปแล้ว 39,602 ล้านบาท หรือ 8.7%.

 

ถ้าคุณออมเงินได้ เราช่วยให้คุณเกษียณสุขได้

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549485

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

หากใครมีโอกาสไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ จะเห็นภาพผู้สูงวัยทำงานตามร้านอาหาร หรือแม้แต่เดินขายทิชชู ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า คนชราในสิงคโปร์ทำไมไม่อยู่บ้าน ช่วยลูกเลี้ยงหลาน

ผู้สูงวัยสิงคโปร์เหล่านี้ไม่ได้มาทำงานเพราะอยากทำ แต่ “จำเป็น” ต้องทำ เนื่องจากสิงคโปร์มีประชากรผู้สูงวัยในสัดส่วนที่สูง มีค่าครองชีพสูง คนสิงคโปร์ในวัยชราจำนวนมากจึงไม่สามารถเกษียณได้ ยังต้องทำงานหาเงิน เพราะถ้าหยุดทำงาน เขาก็จะอยู่ไม่ได้

หันกลับมามองประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ไล่ตามสิงคโปร์ กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ว่าการที่เรามีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5 แสนคน จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ในปี 2568 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า หมายถึงมีสัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปี แตะร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

แล้วประชากรวัยทำงานในวันนี้ ตระหนักหรือไม่ว่าเรากำลังจะกลายไปเป็นผู้สูงอายุเหล่านั้นในวันข้างหน้า เรามีการเตรียมตัวด้านเงินทองสะสมไว้รองรับบั้นปลายชีวิตหรือยัง

เงินในกระเป๋า

ปัจจุบันจำนวนผู้ชราที่ไม่มีเงินเหลือเก็บ หรือพอมีแต่ไม่พอกิน กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย และจะใหญ่ขึ้นๆ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเตี้ย ในขณะที่ของกินของใช้กลับมีราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ สำนักงานดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าราคาสินค้าอย่างข้าวสาร เนื้อหมู น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ในช่วงปี 2545-2556 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งแปลว่าสินค้าต้องกินต้องใช้เหล่านี้ แพงขึ้นปีละประมาณ 5%

หากเราเริ่มต้นทำงานเมื่ออายุ 20 ปี หรือเมื่อ 40 ปีก่อน เรากินก๋วยเตี๋ยว 1 ชามในราคา 5 บาท ปัจจุบันเราอายุ 60 ปี ก๋วยเตี๋ยวแบบเดิมมีราคาชามละ 35 บาทแล้ว ราคาก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่มขึ้น 7 เท่านี้มาจากของแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% มาตลอด 40 ปี หรือเรียกว่ามีอัตราเงินเฟ้อของก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ 5% ต่อปีนั่นเอง

ถ้าวันนี้เราอายุ 20 ปี เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ถ้าจะเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ราคาก๋วยเตี๋ยวจะเป็นเท่าไรละครับ ถ้าอัตราเงินเฟ้อเป็น 5% ต่อปี คำตอบคือ 245 บาทต่อชาม !!

คำถามคือคนวัยชราในอนาคตจะหาเงินมาจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวนี้จากไหน

เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนไปเป็นครอบครัวเดี่ยว หรืออยู่คนเดียว

หากวันนี้เด็กจบใหม่ใช้เงินวันละ 500 บาท หรือเดือนละ 15,000 บาท …. ในอีก 40 ปีข้างหน้า เมื่อเขามีอายุ 60 ปี ถ้าของแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% รู้กันไหมว่าเขาจะต้องมีเงินใช้เดือนละ 105,000 บาท ถึงจะกินใช้ได้เท่ากับเงิน 15,000 บาท ในวันนี้ !!

ถ้าคิดว่าไม่เป็นไร เราเป็นสังคมแบบไทยๆ ลูกหลานจะคอยเลี้ยงดูเรา ก็ขอเตือนว่าครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากครอบครัวใหญ่ก็กลายเป็นครอบครัวที่เล็กลง นี่ยังไม่นับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่เลี้ยงดูตัวเองในวันนี้ได้ และรักในอิสระเสรีจนไม่ต้องการแต่งงาน แล้วใครที่ไหนจะมาดูแลคนเหล่านี้ เพราะลูกหลานในอนาคตก็ต้องปากกัดตีนถีบ เลี้ยงดูตัวเองได้ยากลำบากขึ้น

วัยเกษียณก็ต้องใช้เงิน

หลายๆ คน อาจตั้งคำถามว่า “เกษียณแล้วจำเป็นต้องใช้เงินมากมายเหมือนช่วงวัยทำงานด้วยหรือ ในเมื่อไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเสื้อผ้า หรือค่าภาษีสังคมแล้ว”

หากเราแบ่งช่วงอายุในวัยเกษียณแบบคร่าวๆ โดยใช้ระยะเวลา และความสามารถในการใช้ชีวิตเป็นเครื่องกำหนดเบื้องต้นเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงเริ่มต้นเกษียณ อายุ 60-69 ปี ช่วงวัยเกษียณจริง อายุ 70-79 ปี และช่วงสุดท้ายวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป

ช่วงเริ่มต้นเกษียณ อายุ 60-69 ปี

ในช่วงวัยนี้ ส่วนใหญ่ยังคงมีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนช่วงก่อนเกษียณ เป็นวัยที่ยังคงมีพลัง เชื่อในความสามารถของตนเองในการทำสิ่งต่างๆ เหมือนก่อนเกษียณ แต่เวลาที่มากขึ้นจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตอย่างมาก ในวัยนี้จึงควรประเมินความพร้อมของตนเองในด้านต่างๆ ให้ดี โดยเฉพาะสถานะด้านการเงิน และการใช้ชีวิตก่อนตัดสินใจจะทำอะไร เช่น สิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำ แม้จะไม่มีประสบการณ์มาก่อน อย่างการไปลงทุนทำสวน โดยอาจลืมศึกษาความเป็นไปได้ จนอาจเกิดผลเสียหายด้านการเงินของตนเองสำหรับใช้ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

ช่วงวัยเกษียณจริง อายุ 70-79 ปี

ช่วงวัยนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความสามารถต่างๆ ในการใช้ชีวิตจะลดลง การทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับวัยนี้ควรลดระดับลง ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนเองให้มาก ควบคุมการบริโภค หากิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับตนเอง เช่น ใช้ชีวิตกับสังคมเพื่อนในหมู่บ้านเพื่อคลายเหงา เป็นต้น

ช่วงสุดท้ายของวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป

เป็นช่วงวัยชราภาพจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต การทำกิจกรรมต่างๆ จึงต้องอาศัยผู้อื่นช่วยเหลือเป็นส่วนใหญ่ ในวัยนี้การใช้จ่ายด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสุขภาพเกือบทั้งหมด สำหรับผู้ชราภาพมากๆ จำเป็นต้องมีผู้คอยดูแล การเตรียมพร้อมด้านการเงินช่วงสุดท้ายนี้ จึงจะต้องเตรียมไว้สำหรับเรื่องสุขภาพเป็นหลัก


คำถามก็คือ … เมื่อถึงวันที่ไม่มีรายได้เพิ่ม แต่ยังต้องใช้เงินทุกวัน ก็ต้องใช้เงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตมาจ่ายเพื่อดำรงชีพ… แล้วมันจะพอไหมล่ะ

ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินต่างๆ มากมาย ที่รัฐช่วยสนับสนุนให้การเก็บออมเงินเพื่อใช้วัยเกษียณทำได้ง่ายขึ้น เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนอาร์เอ็มเอฟ (Retirement Mutual Fund, RMF) ที่รัฐอนุญาตให้นำเงินลงทุนแต่ละปีไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้

กองทุน RMF มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ซึ่งผู้สนใจสามารถไปสอบถามข้อมูลได้ที่ ธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ขายหน่วยลงทุนของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (เรียกชื่อย่อบริษัทว่า กองทุนบัวหลวง) เพราะเขามีผลงานบริหารกองทุนระยะยาวได้โดดเด่นมากจนเป็นที่ยอมรับกันทั่ว

แต่ถ้าวันนี้เราเกษียณแล้ว … เราจะเก็บเงินอย่างไรดี

การจัดการเงินทองของผู้เกษียณแล้วมีเป้าหมายสำคัญ คือ “ต้องรักษาเงินส่วนใหญ่ให้อยู่ ไม่สูญหาย ไม่ขาดทุน โดยหาช่องทางให้เงินงอกเงยเพิ่มเติมได้ด้วย” ดังนั้น เงินออมส่วนใหญ่ควรฝากหรือลงทุนในหุ้นกู้ดีๆ หรือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ต้องรู้จักลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเอาไว้บ้าง ประมาณ 10-30% ของเงินที่มีทั้งหมด เพราะถ้าฝากเงินอย่างเดียว อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับมันจะน้อยไป

แต่ถ้าไม่ใช่นักลงทุน ไม่มีเวลาแบ่งเงินเอง หรือไม่เข้าใจ ก็ยังมีกองทุนรวมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่เกษียณแล้วโดยเฉพาะกองทุนรวมที่ว่านี้ คือ กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ

กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ (B-SENIOR) เขานำเงินส่วนใหญ่ไปฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้บริษัทเอกชนคุณภาพดีๆ และแสวงหาโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากหุ้น ทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมให้คุณ ทำให้คุณหมดภาระในการจัดการเองได้ ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ ผู้ลงทุนใน กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ ยังสามารถกำหนดการถอนเงินออกมาใช้ในแต่ละครั้งไว้ล่วงหน้าได้… เรียกว่าเป็นกองทุนรวมกองทุนแรกที่ช่วยให้ผู้เกษียณไม่ต้องแบกภาระในการจัดการเงินไปได้ไม่น้อย

ผู้สนใจทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF และ กองทุนบีซีเนียร์เพื่อวัยเกษียณ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ สาขาธนาคารกรุงเทพ โทร. 1333 www.bangkokbank.com หรือ กองทุนบัวหลวง 0-2674-6488 กด 8

การลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และคู่มือภาษีของ RMF/LTF ก่อนการตัดสินใจลงทุน

 

%d bloggers like this: