กทค. เชื่อประมูล 4G มีแนวโน้มทะลุ 1 แสนล้าน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550213

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 07:26

 

การประมูลใบอนุญาต 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ พักการประมูลรอบที่ 4 เมื่อเวลา 06.00 น. โดยเป็นการเคาะราคารอบที่ 108 มีการเสนอราคา 2 ใบอนุญาตรวม 96,890 ล้านบาท เป็นการเสนอราคาใบอนุญาตที่ 1 ที่ 47,640 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 ที่ 49,250 ล้านบาท

วันที่ 17 ธันวาคม พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ประเมินว่า การเสนอราคามีแนวโน้มที่จะทะลุ 1 แสนล้านบาท โดยเป็นการแข่งขันราคาเพื่อกันไม่ให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งกันผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ในอันดับ 2 ออกจากตลาด หรือ มีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเข้าสู่จุดที่ยอมเสี่ยงว่าจะได้รับกำไรน้อยลง แต่หากคู่แข่งไม่ได้รับใบอนุญาตก็จะทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลดลง

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กทค. ระบุว่า ระดับการเสนอราคาขณะนี้ยังเป็นไปได้ในทางธุรกิจ เพราะได้แบ่งการชำระเงินออกเป็น 4 งวด โดยในงวดที่ 4 จะต้องชำระร้อยละ 68 ดังนั้น ผู้ที่ชนะการประมูลจึงมีเวลาในการสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้ราคาประมูลใบอนุญาตกระทบต่อกระแสเงินสด จึงทำให้เห็นการเสนอราคาอย่างไม่หยุดยั้ง และยังเห็นราคาประมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่า ระดับการเสนอราคาสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจของไทย และจำนวนประชากร ราคาใบอนุญาตไม่ควรเกินใบละ 68,000 ล้านบาท

 

หุ้นสหรัฐฯพุ่งเกิน 1% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550210

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:20

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และสัญญาว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆในอนาคต…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 16 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 224.18 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 17749.09 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 29.66 จุด หรือ 1.45% ปิดที่ 2073.07 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 75.77 จุด หรือ 1.52% ปิดที่ 5071.13 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นหลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจเพิ่มขอบเขตดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้น 0.25% เป็นระหว่าง 0.25% และ 0.50% หลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เสร็จสิ้นการประชุมเมื่อวันพุธ และจะประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจเพื่อทยอยขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

นักวิเคราะห์ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นเรื่องที่คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว แต่ตลาดพอใจกับคำว่าเพิ่มอย่างช้าๆของเฟด กอปรกับมีข่าวในด้านลบส่งผลให้ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

คลังเร่งเบิกงบ 8 หมื่นล้าน บัญชีกลางเชื่อมมหาดไทยกระตุ้นระยะสั้น

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550169

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

บัญชีกลาง ลงพื้นที่สำรวจโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น มั่นใจเม็ดเงิน 8 หมื่นล้านบาทกระจาย ไปต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง หลังจาก ครม.ขยายระยะเวลาโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดเดือน ธ.ค.นี้ เป็นสิ้นสุดเดือน มี.ค.ปีหน้า ขณะที่การเบิกจ่ายงบปี 59 เบิกจ่ายไปแล้ว 23.2%

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามนโยบายเร่งด่วน ซึ่งประกอบด้วย 1.มาตรการความเป็นอยู่ระดับตำบล วงเงินงบประมาณ 36,462 ล้านบาท (ตำบลละ 5 ล้านบาท) 2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนวงเงิน 3,194 ล้านบาท 3.โครงการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนโดยสนับสนุนจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร และ 4.มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ วงเงิน 40,918 ล้านบาท (โครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท) ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่กรมบัญชีกลาง และกระทรวงมหาดไทยได้เร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคไปเกือบหมดแล้ว

“ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงพบว่าปัญหาความล่าช้าเกิดจากการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้ รัฐบาลได้จัดสรรให้แก่อำเภอและตำบลโดยตรง ขณะที่โครงสร้างการทำงานในปัจจุบันงบประมาณส่วนใหญ่จะอยู่ในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การวางแผน งาน การจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้แก้ไขปัญหาภายในเสร็จสิ้นแล้ว โดยเสนอให้คนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยดำเนินโครงการให้แก่ตำบลที่อยู่ภายใต้การดูแลของอำเภออย่างชัดเจนแล้ว โครงการก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง”

นายมนัส กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ แต่เนื่องจากในช่วงต้นมีปัญหา จึงทำให้เกิดล่าช้า ซึ่งต่อมา ครม.ได้ขยายระยะเวลาโครงการตำบลละ 5 ล้านบาทออกไปสิ้นสุดโครงการในเดือน มี.ค. 2559 ส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการยังคงกำหนดเหมือนเดิมคือ จะต้องเบิกจ่ายทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้

สำหรับยอดการเบิกจ่ายงบประมาณทั้ง 4 โครงการ ณ วันที่ 11 ธ.ค.58 จากวงเงินทั้งหมด 80,828 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้ว 23,278 ล้านบาท หรือ 28.8% และในจำนวนนี้ เบิกจ่ายไปแล้ว 7,293 ล้านบาท หรือ 9% โดยแบ่งออกเป็น 1.มาตรการความเป็นอยู่ระดับตำบล วงเงิน 36,462 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้ว 2,267 ล้านบาท หรือ 6.2% เบิกจ่ายไปแล้ว 76 ล้านบาท หรือ 0.2%

2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรฯ วงเงิน 3,194 ล้านบาท มีการลงนาม ในสัญญาแล้ว 914 ล้านบาท หรือ 28.6% เบิกจ่ายไปแล้ว 292 ล้านบาท หรือ 9.1% 3.โครงการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการจัดหาเครื่องจักรกลฯ วงเงิน 254 ล้านบาท ลงนามในสัญญาแล้ว 25 ล้านบาท หรือ 9.8% เบิกจ่ายไปแล้ว 200,000 บาท หรือ 0.1% และ 4.มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาล หรือโครงการละไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงิน 40,918 ล้านบาท มีการทำสัญญาไปแล้ว 20,072 ล้านบาท หรือ 49.1% เบิกจ่ายไปแล้ว 6,925 ล้านบาทหรือ 16.9%

“ตัวเลขการเบิกจ่ายของโครงการดังกล่าว ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ ครม.กำหนด เพราะโครงการที่มีปัญหามากที่สุดคือ ตำบลละ 5 ล้านบาท ได้ขยายไปสิ้นสุดในเดือน มี.ค.59 เรียบร้อยแล้ว ทำให้ยังมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการอีก 3 เดือน ส่วนโครงการอื่นๆ เช่น โครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่จะปิดโครงการสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ แม้จะเบิกจ่ายได้ 6,000 ล้านบาท หรือ 16.9% แต่สัญญาส่วนใหญ่เกือบ 50% ได้ลงนามไปหมดแล้ว และที่สำคัญ โครงการเหล่านี้มีขนาดเล็ก เช่น ซ่อมบ้านพักข้าราชการ ทาสีอาคารสำนักงาน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อัตราการเบิกจ่ายเร่งเบิกจ่ายมีมากขึ้นในช่วงท้ายๆ ก่อนสิ้นปีนี้”

สำหรับผลการเบิกจ่ายงบปี 2559 วงเงิน 2.72 ล้านล้านบาทเบิกจ่ายไปแล้ว 630,003 ล้านบาท หรือ 23.2% แบ่งงบรายจ่ายประจำ 590,369 ล้านบาทหรือ 27.1% ขณะที่งบลงทุน เบิกจ่ายไปแล้ว 39,602 ล้านบาท หรือ 8.7%.

 

ถ้าคุณออมเงินได้ เราช่วยให้คุณเกษียณสุขได้

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549485

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

หากใครมีโอกาสไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ จะเห็นภาพผู้สูงวัยทำงานตามร้านอาหาร หรือแม้แต่เดินขายทิชชู ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า คนชราในสิงคโปร์ทำไมไม่อยู่บ้าน ช่วยลูกเลี้ยงหลาน

ผู้สูงวัยสิงคโปร์เหล่านี้ไม่ได้มาทำงานเพราะอยากทำ แต่ “จำเป็น” ต้องทำ เนื่องจากสิงคโปร์มีประชากรผู้สูงวัยในสัดส่วนที่สูง มีค่าครองชีพสูง คนสิงคโปร์ในวัยชราจำนวนมากจึงไม่สามารถเกษียณได้ ยังต้องทำงานหาเงิน เพราะถ้าหยุดทำงาน เขาก็จะอยู่ไม่ได้

หันกลับมามองประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ไล่ตามสิงคโปร์ กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ว่าการที่เรามีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5 แสนคน จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ในปี 2568 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า หมายถึงมีสัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปี แตะร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

แล้วประชากรวัยทำงานในวันนี้ ตระหนักหรือไม่ว่าเรากำลังจะกลายไปเป็นผู้สูงอายุเหล่านั้นในวันข้างหน้า เรามีการเตรียมตัวด้านเงินทองสะสมไว้รองรับบั้นปลายชีวิตหรือยัง

เงินในกระเป๋า

ปัจจุบันจำนวนผู้ชราที่ไม่มีเงินเหลือเก็บ หรือพอมีแต่ไม่พอกิน กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย และจะใหญ่ขึ้นๆ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเตี้ย ในขณะที่ของกินของใช้กลับมีราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ สำนักงานดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าราคาสินค้าอย่างข้าวสาร เนื้อหมู น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ในช่วงปี 2545-2556 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งแปลว่าสินค้าต้องกินต้องใช้เหล่านี้ แพงขึ้นปีละประมาณ 5%

หากเราเริ่มต้นทำงานเมื่ออายุ 20 ปี หรือเมื่อ 40 ปีก่อน เรากินก๋วยเตี๋ยว 1 ชามในราคา 5 บาท ปัจจุบันเราอายุ 60 ปี ก๋วยเตี๋ยวแบบเดิมมีราคาชามละ 35 บาทแล้ว ราคาก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่มขึ้น 7 เท่านี้มาจากของแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% มาตลอด 40 ปี หรือเรียกว่ามีอัตราเงินเฟ้อของก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ 5% ต่อปีนั่นเอง

ถ้าวันนี้เราอายุ 20 ปี เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ถ้าจะเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ราคาก๋วยเตี๋ยวจะเป็นเท่าไรละครับ ถ้าอัตราเงินเฟ้อเป็น 5% ต่อปี คำตอบคือ 245 บาทต่อชาม !!

คำถามคือคนวัยชราในอนาคตจะหาเงินมาจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวนี้จากไหน

เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนไปเป็นครอบครัวเดี่ยว หรืออยู่คนเดียว

หากวันนี้เด็กจบใหม่ใช้เงินวันละ 500 บาท หรือเดือนละ 15,000 บาท …. ในอีก 40 ปีข้างหน้า เมื่อเขามีอายุ 60 ปี ถ้าของแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% รู้กันไหมว่าเขาจะต้องมีเงินใช้เดือนละ 105,000 บาท ถึงจะกินใช้ได้เท่ากับเงิน 15,000 บาท ในวันนี้ !!

ถ้าคิดว่าไม่เป็นไร เราเป็นสังคมแบบไทยๆ ลูกหลานจะคอยเลี้ยงดูเรา ก็ขอเตือนว่าครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากครอบครัวใหญ่ก็กลายเป็นครอบครัวที่เล็กลง นี่ยังไม่นับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่เลี้ยงดูตัวเองในวันนี้ได้ และรักในอิสระเสรีจนไม่ต้องการแต่งงาน แล้วใครที่ไหนจะมาดูแลคนเหล่านี้ เพราะลูกหลานในอนาคตก็ต้องปากกัดตีนถีบ เลี้ยงดูตัวเองได้ยากลำบากขึ้น

วัยเกษียณก็ต้องใช้เงิน

หลายๆ คน อาจตั้งคำถามว่า “เกษียณแล้วจำเป็นต้องใช้เงินมากมายเหมือนช่วงวัยทำงานด้วยหรือ ในเมื่อไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเสื้อผ้า หรือค่าภาษีสังคมแล้ว”

หากเราแบ่งช่วงอายุในวัยเกษียณแบบคร่าวๆ โดยใช้ระยะเวลา และความสามารถในการใช้ชีวิตเป็นเครื่องกำหนดเบื้องต้นเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงเริ่มต้นเกษียณ อายุ 60-69 ปี ช่วงวัยเกษียณจริง อายุ 70-79 ปี และช่วงสุดท้ายวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป

ช่วงเริ่มต้นเกษียณ อายุ 60-69 ปี

ในช่วงวัยนี้ ส่วนใหญ่ยังคงมีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนช่วงก่อนเกษียณ เป็นวัยที่ยังคงมีพลัง เชื่อในความสามารถของตนเองในการทำสิ่งต่างๆ เหมือนก่อนเกษียณ แต่เวลาที่มากขึ้นจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตอย่างมาก ในวัยนี้จึงควรประเมินความพร้อมของตนเองในด้านต่างๆ ให้ดี โดยเฉพาะสถานะด้านการเงิน และการใช้ชีวิตก่อนตัดสินใจจะทำอะไร เช่น สิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำ แม้จะไม่มีประสบการณ์มาก่อน อย่างการไปลงทุนทำสวน โดยอาจลืมศึกษาความเป็นไปได้ จนอาจเกิดผลเสียหายด้านการเงินของตนเองสำหรับใช้ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

ช่วงวัยเกษียณจริง อายุ 70-79 ปี

ช่วงวัยนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความสามารถต่างๆ ในการใช้ชีวิตจะลดลง การทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับวัยนี้ควรลดระดับลง ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนเองให้มาก ควบคุมการบริโภค หากิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับตนเอง เช่น ใช้ชีวิตกับสังคมเพื่อนในหมู่บ้านเพื่อคลายเหงา เป็นต้น

ช่วงสุดท้ายของวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป

เป็นช่วงวัยชราภาพจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต การทำกิจกรรมต่างๆ จึงต้องอาศัยผู้อื่นช่วยเหลือเป็นส่วนใหญ่ ในวัยนี้การใช้จ่ายด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสุขภาพเกือบทั้งหมด สำหรับผู้ชราภาพมากๆ จำเป็นต้องมีผู้คอยดูแล การเตรียมพร้อมด้านการเงินช่วงสุดท้ายนี้ จึงจะต้องเตรียมไว้สำหรับเรื่องสุขภาพเป็นหลัก


คำถามก็คือ … เมื่อถึงวันที่ไม่มีรายได้เพิ่ม แต่ยังต้องใช้เงินทุกวัน ก็ต้องใช้เงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตมาจ่ายเพื่อดำรงชีพ… แล้วมันจะพอไหมล่ะ

ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินต่างๆ มากมาย ที่รัฐช่วยสนับสนุนให้การเก็บออมเงินเพื่อใช้วัยเกษียณทำได้ง่ายขึ้น เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนอาร์เอ็มเอฟ (Retirement Mutual Fund, RMF) ที่รัฐอนุญาตให้นำเงินลงทุนแต่ละปีไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้

กองทุน RMF มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ซึ่งผู้สนใจสามารถไปสอบถามข้อมูลได้ที่ ธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ขายหน่วยลงทุนของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (เรียกชื่อย่อบริษัทว่า กองทุนบัวหลวง) เพราะเขามีผลงานบริหารกองทุนระยะยาวได้โดดเด่นมากจนเป็นที่ยอมรับกันทั่ว

แต่ถ้าวันนี้เราเกษียณแล้ว … เราจะเก็บเงินอย่างไรดี

การจัดการเงินทองของผู้เกษียณแล้วมีเป้าหมายสำคัญ คือ “ต้องรักษาเงินส่วนใหญ่ให้อยู่ ไม่สูญหาย ไม่ขาดทุน โดยหาช่องทางให้เงินงอกเงยเพิ่มเติมได้ด้วย” ดังนั้น เงินออมส่วนใหญ่ควรฝากหรือลงทุนในหุ้นกู้ดีๆ หรือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ต้องรู้จักลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเอาไว้บ้าง ประมาณ 10-30% ของเงินที่มีทั้งหมด เพราะถ้าฝากเงินอย่างเดียว อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับมันจะน้อยไป

แต่ถ้าไม่ใช่นักลงทุน ไม่มีเวลาแบ่งเงินเอง หรือไม่เข้าใจ ก็ยังมีกองทุนรวมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่เกษียณแล้วโดยเฉพาะกองทุนรวมที่ว่านี้ คือ กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ

กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ (B-SENIOR) เขานำเงินส่วนใหญ่ไปฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้บริษัทเอกชนคุณภาพดีๆ และแสวงหาโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากหุ้น ทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมให้คุณ ทำให้คุณหมดภาระในการจัดการเองได้ ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ ผู้ลงทุนใน กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ ยังสามารถกำหนดการถอนเงินออกมาใช้ในแต่ละครั้งไว้ล่วงหน้าได้… เรียกว่าเป็นกองทุนรวมกองทุนแรกที่ช่วยให้ผู้เกษียณไม่ต้องแบกภาระในการจัดการเงินไปได้ไม่น้อย

ผู้สนใจทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF และ กองทุนบีซีเนียร์เพื่อวัยเกษียณ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ สาขาธนาคารกรุงเทพ โทร. 1333 www.bangkokbank.com หรือ กองทุนบัวหลวง 0-2674-6488 กด 8

การลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และคู่มือภาษีของ RMF/LTF ก่อนการตัดสินใจลงทุน

 

คลิปจุดประกายฝัน! ที่จะทำให้คุณเข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550026

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

หลายๆ คนคงมีเป้าหมายของชีวิตที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน บางคนอาจจะอยากมีชีวิตคู่ที่ดีหรือบางคนอาจจะอยากทำตามความฝันให้สำเร็จ แต่อาจจะมีหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้เป้าหมายของชีวิตเหล่านี้สำเร็จได้ยากหรือไม่สำเร็จตามที่หวัง สร้างความท้อแท้ให้ชีวิตจนเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “รางวัลที่แท้จริงของชีวิต…คืออะไร?” #Advertorial

จากคลิปวิดีโอนี้ ได้ให้คำตอบเรื่อง “รางวัลที่แท้จริงของชีวิต” ผ่านเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่สอบไม่ติดหมอ ทำให้ความฝันที่อยากเป็นหมอตั้งแต่วัยเด็กเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นไม่เป็นดังหวัง จนรู้สึกท้อแท้ แต่แล้วเขาก็ได้รู้จักข้าวฮางงอกจากคุณยาย ซึ่งเป็นข้าวเพาะงอกจากข้าวเปลือกที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นั่นคือสิ่งที่มาจุดประกายความคิดว่าเขาสามารถช่วยชีวิตคนอื่นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ และโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” ได้ยื่นโอกาสให้เด็กคนนี้ เข้ามาพัฒนาชุมชนหนองบัวสร้าง ชุมชนที่ผลิตข้าวฮางงอกจนทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น แม้เด็กคนนี้จะไม่ได้เป็นหมอตามความฝันของเค้า แต่การได้ทำโครงการนี้ก็เหมือนได้ช่วยเหลือคนอีกทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้ก็ถือเป็นรางวัลที่แท้จริงของชีวิตเขาแล้ว

จะเห็นว่า “รางวัลของชีวิต” ไม่จำเป็นต้องเป็นความสำเร็จตามที่หวังไว้เสมอไป เพราะคุณค่าของชีวิตที่แท้จริง คือการได้ทำประโยชน์ต่อสังคมที่ตัวเองอยู่ และรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำ เหมือนกับที่ธนาคารกรุงไทยได้จัดทำโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” โครงการที่ให้โอกาสนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าประกวดการดำเนินธุรกิจตาม “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพียงแค่นี้ก็สามารถสร้าง “รางวัลที่แท้จริงของชีวิต” ในแบบของคุณเองได้แล้ว

 

ศึกนี้ถึงเลือดสาด! ทะลุกว่า 9.5 หมื่นล้าน ประมูล 900 MHz ยังไม่จบ

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550136

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 05:48

 

ทะลุ กว่า 9.5 หมื่นล้านแล้ว ประมูล 4 จี 900 เมกะเฮิรตซ์ สู้กันถึงขั้นเลือดสาด! ศึกนี้จบยาก กสทช.จ่อสั่งพักประมูลตามกฎเมื่อเวลา06.00น. และจะเริ่มประมูลต่อเวลา09.00น.วันนี้ หากไม่จบ คาด ราคารวมอาจทะลุแสนล้าน!!

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2558 ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ยังคงเกาะติดการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 4 จี อย่างต่อเนื่อง

โดยเมื่อเวลา 00.00 น. 17 ธ.ค. เริ่มรอบการประมูลช่วงที่4 ในรอบ 91 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 42,166 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเช่นกัน ราคาอยู่ที่43,776 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว85,942 ล้านบาท

ขณะที่ รอบ 92 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 42,488 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเช่นกัน ราคาอยู่ที่ 44,098 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว86,586 ล้านบาท

ส่วนรอบ 93 ราคายังวิ่งไม่หยุด ไลเซ่นส์ที่1 ราคา 42,810 ล้านบาท ขณะที่ ไลเซ่นส์ที่2 ราคา 44,420 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว87,230 ล้านบาท

ต่อด้วย รอบ 94 ใบอนุญาตแรก เคาะราคาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 43,132 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2  เคาะราคาเพิ่มอยู่ที่ 44,742 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 87,874 ล้านบาท

ก็มาถึงการประมูล คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ รอบ 95 ใบอนุญาตแรก เคาะราคาอยู่ที่ 43,454 ล้านบาท คิดเป็น 270% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2  เคาะราคาเพิ่มอยู่ที่ 45,064 ล้านบาท คิดเป็น 280% ของมูลค่าคลื่น ทำให้ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 88,518 ล้านบาท

รอบที่96 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคามาอยู่ที่ 43,776 ล้านบาท คิดเป็น 272% ของมูลค่าคลื่น ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 45,386 ล้านบาท คิดเป็น 282% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐ 89,162 ล้านบาท

ต่อมา การประมูลรอบที่ 97 เมื่อเวลา 02.15 น.วันที่ 17 ธ.ค. ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาขึ้นอยู่ที่ 44,098 ล้านบาท คิดเป็น 274% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 45,708 ล้านบาท คิดเป็น 284% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต 89,806 ล้านบาท

ต่อด้วย รอบ 98 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาไปอยู่ที่ 44,420 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 3ราย 46,030 รวม 2 ใบอนุญาต อยู่ที่ 90,450ล้านบาท

รอบ 99 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 44,742 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่46,352 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 91,094 ล้านบาท

ครบรอบที่ 100 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,054 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,674 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 91,738 ล้านบาท

รอบที่ 101ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,386 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,996 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 92,382ล้านบาท

ขณะที่ การเคาะราคารอบ102 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,708 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,318 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 93,026 ล้านบาท

รอบ 103 ใบอนุญาตแรก ก็ยังมีผู้เสนอราคาเพิ่มอยู่ที่ 1 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,030 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย สู้กันอยู่เช่นเดิม แบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,640 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 93,670 ล้านบาท

รอบที่104 ใบอนุญาตแรก ก็ยังมีผู้เสนอราคาเพิ่มอยู่ที่ 1 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,352  ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย สู้กันอยู่เช่นเดิม แบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,962 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 94,314 ล้านบาท เฉลี่ย 4,715.70 ล้าน/MHz

ผ่านมา 44 ชั่วโมง! เคาะราคารอบที่ 105 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 46,674 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,284 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 94,958 ล้านบาท

รอบ 106 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 46,996 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,606 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 95,602 ล้านบาท

มาถึง รอบ 107 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 47,318  ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,928 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 96,246 ล้านบาท คิดเป็น 299%  ของมูลค่าคลื่น

รอบที่ 108 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่47,640 ลบ. ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม เหลือ1 ราย ราคาอยู่ที่ 49,250 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต ราคาอยู่ที่ 96,890 ล้านบาท

ตามกฎการประมูลของ กสทช. หากการประมูลยังไม่สิ้นสุด จะมีการพักการประมูลชั่วคราวหลังการประมูลรอบที่ 108 เวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มประมูลรอบที่ 109 ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 18 ธ.ค. 2558

เมื่อเวลา 09.55 น.เข้าสู่การเคาะราคารอบที่ 111 ใบอนุญาตที่ 1 มีผู้ยื่น 1 ราย ที่ราคา 48,606 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้ยื่น 2 ราย ที่ราคา 50,216 ล้านบาท ยอดรวม 98,822 ล้านบาท.

 

สแกนนายจ้างยุคข้าวยากหมากแพง 50% ไม่เชื่อเศรษฐกิจจะดี แรงงานจบใหม่หางานยาก

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550167

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 05:45

 

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเห็นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม การค้า บริการ โดยนำผลที่ได้มา จัดทำรายงานความเชื่อมั่นการจ้างงานและแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจปี 2559 พบว่า นายจ้างภาคเอกชนส่วนใหญ่ 50% ไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นไปกว่าปีนี้ ขณะที่ 20% ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจจะทรงตัวและ 30% มั่นใจว่า สภาพเศรษฐกิจของไทยจะดีกว่าปีนี้ สำหรับปัจจัยที่ทำให้เอกชนมีความกังวลคือภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศและปัญหาการเมือง

“ทิศทางเศรษฐกิจปี 2558 นายจ้างมองว่าอัตราการเติบโต อ่อนแอมากกว่าที่ประเมินกันไว้ เพราะตัวเลขการส่งออกถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนปี 2559 แนวโน้มที่เศรษฐกิจของไทยจะเติบโตได้หรือไม่ หรืออาจอยู่ในภาวะทรงตัวเหมือนตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในทุกแนวทาง แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีสัญญาณทางบวก และการลงทุนของรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่เข้าถึงภาคธุรกิจที่แท้จริง”

ทั้งนี้ ในส่วนภาคอุตสาหกรรมยังพบว่า กำลังการผลิตไม่เต็มศักยภาพหรือไม่เต็มกะ หรือเต็มจำนวนเวลาในการทำงาน เพราะกำลังการผลิตยังคงเหลืออยู่อีก 30-35% จึงสามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างน้อย 2 ปี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มั่นใจว่าจะฟื้นตัว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นการจ้างงานปี 2559 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังรักษาสถานะการจ้างงานเท่าเดิม แต่จะชะลอการรับแรงงาน โดย 75% ยังคงจ้างงานเท่าเดิม มีเพียง 12% ที่จะจ้างงานเพิ่มขึ้น และ 13% อาจมีการลดการจ้างงาน

นายธนิต กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงแรงงานใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ อาจหางานทำได้ลำบากมากขึ้น โดยแรงงานที่จบการศึกษาใหม่และแรงงาน ที่จะเข้าสู่ระบบการจ้างงานใหม่ในปี 2559 มีจำนวนประมาณ 583,712 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 10% หรือ 59,270 คน โดยคาดว่าปี 2559 อัตราว่างงานอาจเป็น 1% หรืออัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นทุก 0.1% มีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 30,000-32,000 คน “แนวโน้มการปรับค่าจ้างปี 2559 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณ 70% ยังมีการปรับค่าจ้างเฉลี่ย 5% เพื่อรักษาแรงงานรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนอีก 20% ไม่มีนโยบายการจ่ายค่าจ้างเพิ่ม เพราะทางธุรกิจไม่อำนวย และ 10% ยังไม่ตัดสินใจว่าจะปรับค่าจ้างหรือไม่”.

 

5 ข้อคิด จุดไฟนวัตกรรมให้ติดในธุรกิจ SME

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548747

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 17 ธ.ค. 2558 05:30

 

ช่วงปลายเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน “สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ” ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งนับเป็นการประชุมหอการค้า ทั่วประเทศครั้งที่ 33 แล้ว ในปีนี้ประเด็นการประชุมหลักของงานคือเรื่องของนวัตกรรม ภายใต้หัวข้อ “Innovate to Excellence: นวัตกรรมนําไทย สู่ความสําเร็จ” โดยมีนักธุรกิจชั้นนําของไทยร่วมอภิปรายใน workshop เพื่อให้มุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กร

หลังจากได้เข้าร่วม workshop แล้วทําให้ผมมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ผู้ประกอบการไทยจํานวนมากยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องนวัตกรรม เท่าไร และยังยึดติดกับความรู้สึกหรือแนวคิดที่ปิดกั้นต่อความเป็นไปได้ของการสร้างนวัตกรรมในองค์กร

ผมขอเสนอข้อคิด 5 ประการที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ตรงที่ได้เป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อให้เห็นภาพ ว่าการสร้างนวัตกรรมใน SME นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ

“นวัตกรรมหมายถึงการสร้างอะไรที่แปลกใหม่”

เวลาที่เราพูดถึงนวัตกรรมนั้นเรามักวาดภาพถึงการสร้างอะไรที่แปลกใหม่ ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาด แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ความใหม่” นั้นเป็นเพียงคุณลักษณะอย่างหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่นวัตกรรมนั้นในความหมายที่แท้ คือการสร้างความแปลกใหม่ทางด้านคุณค่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงการผลิตสินค้าใหม่เสมอไป แต่รวมถึงวิธีการหาคุณค่าใหม่จากสิ่งเดิมที่ มีอยู่ บ่อยครั้งที่สินค้าหรือบริการของเราไม่อาจตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ แต่อาจตรงเป้าประสงค์ของอีกกลุ่มหนึ่งได้ ทั้งนี้ ทั้งนั้นสิ่งสําคัญคือ การเก็บข้อคิดเห็นหรือ feedback จากลูกค้า สังเกตการใช้งานและสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าหรือบริการของเรา

“ไอเดียดีๆ นั้นหายาก”

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์นั้นเริ่มจากการหา “ไอเดียดีๆ” หรือสินค้าก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วไอเดีย อย่างเดียวนั้นไม่ใช่คําตอบและไม่อาจก่อให้เกิดมูลค่าใดๆ ได้ สิ่งที่สําคัญกว่าไอเดียคือการหา “ตลาด” ที่มีช่องว่างและธุรกิจของเรา สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ ธุรกิจที่ประสบความสําเร็จและสามารถนําเสนอสินค้าที่เป็นนวัตกรรมได้นั้นไม่ได้เริ่มจากไอเดีย ดีๆ แต่เริ่มจากการได้อยู่ในตลาดที่เหมาะสม

“นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องลงทุนสูง”

เชื่อไหมครับว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยจํานวนมากสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้ในทุกวัน แต่ในขณะเดียวกันข่าวสารที่เรา ได้รับจากสื่อต่างๆ นั้นล้วนพุ่งเป้าประเด็นไปที่การเปิดตัวสินค้า หรือธุรกิจที่ประสบความสําเร็จและมีมูลค่าสูงๆ เท่านั้น ถ้าเรามี ความเข้าใจว่านวัตกรรมไม่จําเป็นต้องสื่อถึงสินค้าใหม่เสมอ และตลาดที่เปิดกว้างนั้นสําคัญกว่าการนําเสนอไอเดียใหม่ เราจะเห็นได้ ว่าการสร้างนวัตกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดแต่เป็นการสร้างคุณค่าใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป (incremental change)

“นวัตกรรมนั้นมาจากการคิดนอกกรอบ”

เราคงได้ยินเรื่องของการ “คิดนอกกรอบ” หรือ Think outside the box กันบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อนวัตกรรมถูกนําไปเชื่อมโยงกับ ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และการสร้างสิ่งใหม่ ทําให้คนส่วนใหญ่คิดถึงนวัตกรรมในแง่ของการคิดต่างจากแนวทางเดิมที่เป็นอยู่ ซึ่งมันก็มีเค้าความจริงอยู่ แต่เพียงแค่ส่วนเดียวครับ

เมื่อมีโอกาสได้สอนหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมและการคิดนอกกรอบนั้น ผมมักเน้นย้ำถึงการสร้างความเข้าใจก่อนว่า “กรอบ นั้นอยู่ตรงไหน” ความคิดของเราไม่อาจกระโดดออกนอกกรอบได้ถ้าเรายังไม่เข้าใจว่ากรอบที่มีนั้นคืออะไร ข้อจํากัดคืออะไร กรอบนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วการ “คิดนอกกรอบ” นั้นน่าจะดูเหมือนการ “ค่อยๆ เลาะกรอบไปแล้วค่อยหา ทางก้าวข้าม” กรอบนั้นมากกว่า

“นวัตกรรมนํามาซึ่งสิ่งที่ดีเสมอ”

ในขณะที่เราพูดถึงนวัตกรรมในแง่ของการสร้างคุณค่าขึ้นในสังคม ผมอยากให้มองอีกมุมหนึ่งของนวัตกรรมครับ กับความจริงที่ว่า เมื่อมีสิ่งใหม่ขึ้นมา สิ่งที่มีอยู่เดิมก็ต้องถูกทดแทนเสมอ เช่นการสร้างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเครื่องจักร ก็หมายถึงการจ้างงานที่ลดลง หรือการสร้างนวัตกรรมด้านการสื่อสารอย่างสื่อสังคมออนไลน์ ก็อาจหมายถึงโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่ถูกบิดเบือนไป

สิ่งที่เราทําล้วนมีผลกระทบข้างเคียงที่ตามมาเสมอ ดีหรือไม่ ควรหรือไม่ควร อยู่ที่มุมมองและจุดยืนของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการควรหยุดพัฒนา แต่ควรให้ความสําคัญกับคุณค่าเชิงบวกที่ธุรกิจของเราสร้างให้กับสังคมให้มากกว่า เดิมครับ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
ผู้อํานวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยี เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

กบร.ยันไม่กำหนดเพดานขั้นต่ำตั๋วโลว์คอสต์ ปล่อยผีแข่งขันกันเองชาวบ้านได้ประโยชน์

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550158

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 05:30

 

นายจุฬา สุขมานพ เลขานุการคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติไม่ให้มีการกำหนดราคาเพดานค่าโดยสารขั้นต่ำของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) เพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการเลือกใช้บริการเครื่องบินมากกว่า ที่สำคัญเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า การกำหนดตั๋วโดยสารราคาถูก 500-800 บาท เป็นเพียงการทำโปรโมชั่นการตลาดบางที่นั่งเท่านั้นไม่ใช้ทำทุกที่นั่ง จึงเห็นว่าการกำหนดราคาค่าตั๋วสายการบินควรปล่อยให้มีการแข่งขันไปตามกลไกตลาดมากกว่า

“กบร.เห็นว่า หากไม่มีกำหนดราคาต่ำ จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในการแข่งขันมากกว่า ที่สำคัญราคาที่ลดลงมาต่ำก็ไม่ได้ขายต่ำกว่าทุนทุกที่นั่ง จึงไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่จะพยายามเข้าไปดูในเรื่องมาตรฐานของที่นั่งราคาโปรโมชั่นให้มีความปลอดภัย และบริการที่ดีเทียบเท่ากับที่นั่งที่จ่ายในราคาทั่วไป แต่หากพบว่ามีสายการบินไหนเข้าข่ายการขายตั๋วต่ำกว่าทุนราคาเดียวทั้งเที่ยวบิน (ดัมพ์ราคา) จะต้องอ้างอิงกฎหมายกรมการค้าภายในบังคับใช้”

นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติให้จัดทำเพดานของค่าโดยสารเครื่องบินขั้นสูงสุด โดยแบ่งเป็นเพดาน 2 ประเภทคือ เพดานขั้นสูงของสายการบินต้นทุนต่ำ และสายการบินที่มีบริการเต็มรูปแบบ จากเดิมที่มีกำหนดเพดานขั้นสูงรวมกัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค และป้องกันไม่ให้สายการบินโลว์คอสต์ฉวยโอกาสขึ้นค่าโดยสารแพงเกินจริงจนเท่ากับสายการบินที่มีบริการเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่ได้สรุปรายละเอียด.

 

“ไทยแลนด์สมาร์ทมันนี่”จัดหนัก

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550157

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 05:15

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ย จัดงาน “ไทยแลนด์ สมาร์ทมันนี่ ปีที่ 6” ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้น 3 ห้องสกายฮอลล์ วันที่ 18-20 ธ.ค.2558 นี้ โดยยกทัพสถาบันการเงิน การลงทุน Bank-Nonbank ชั้นนำของเมืองไทยนำผลิตภัณฑ์ชั้นนำมาให้บริการทางการเงิน การลงทุน และการสร้างหลักประกันความมั่นคงชีวิตแบบครบวงจร ครบเครื่องถึงใจทั้งฝาก-กู้-ลงทุน บริหารภาษี ซื้อบ้าน/คอนโดฯ มือสอง-ที่ดินทำเลงาม พร้อมด้วยโปรโมชั่นและกิจกรรมพิเศษสุดๆ ภายใต้แนวคิด “Smart Forward…ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง” ก่อนก้าวสู่ศักราชใหม่ 2559 พร้อมทั้งกิจกรรมทั้งสาระและบันเทิง คลินิกโหร คลินิกหุ้นครบถ้วน

นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ ประธานเครือหนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ ในฐานะประธานจัดงาน ไทยแลนด์ สมาร์ท มันนี่ เปิดเผยว่า ในห้วงเวลาโค้งสุดท้ายปี 2558 มีความสำคัญมากสำหรับทุกคน ในการวางแผนทางการเงินเพื่อการสร้างหลักประกันความมั่นคงชีวิตด้วยการฝาก การลงทุนในรูปแบบต่างๆ หรือการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย/ประกอบธุรกิจ การลดหย่อนภาษี เพื่อก้าวสู่ปี 2559 อย่างมั่นคง ซึ่งการมางานไทยแลนด์สมาร์ทมันนี่ จะสามารถช่วยให้ได้ประโยชน์อย่างมาก งานนี้ประชาชนจะมีแต่ได้กับได้จากผู้จัดงานและจากสถาบันการเงินผู้ร่วมออกบูธตลอด 3 วันของงานไทยแลนด์สมาร์ทมันนี่ ซึ่งเป็นอีเวนต์การเงิน/ลงทุนใจกลางเมืองที่ยิ่งใหญ่อลังการสุดๆของปี จึงไม่อยากให้พลาดเพราะ 1 ปีมีครั้งเดียว.

 

%d bloggers like this: