ศึกนี้ไม่มีถอย ประมูล 4จี เคาะราคามาราธอน ยอดรวมทะลุแสนล้านแล้ว

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550310

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 10:45

 

ขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ กสทช.

การเคาะราคาประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ 900 MHz ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าประมูลยังคงกดราคาแบบไม่ยอมกันจนทำให้ยอดรวมของใบอนุญาตทั้ง 2 ใบพุ่งเข้าใกล้ 1 แสนล้านบาทแล้ว….

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2558 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประมูล 4G คลื่น 900 MHz ที่ราคา 2 ใบอนุญาตแตะแสนล้านบาท ว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ภาคเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการสู้ราคากัน ในระดับสูงเช่นนี้ เพราะจะทำให้รัฐบาลมีเงินงบประมาณสำหรับใช้ในการพัฒนาประเทศเพิ่มมาก และทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะจะได้นำมาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้

ขณะที่ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ยังคงเกาะติดการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของ กสทช.เพื่อให้บริการ 4 จี อย่างต่อเนื่อง หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 50 ชั่วโมง โดยเมื่อเวลา 10.17 น. การเคาะราคาประมูลมาถึงในรอบที่ 112 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 48,928 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 2 ราย ราคาอยู่ที่ 50,538 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 99,466 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.40น.การเคาะราคาประมูลมาถึงในรอบที่ 113 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 49,250 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 2 ราย ราคาอยู่ที่ 50,860 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 100,110 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.41 น. การเคาะราคารอบที่ 116 รอบที่ 116 ใบอนุญาตแรก ราคา 50,216 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 ราคา 51,826 ล้านบาท ราคารวม 102,042 ล้านบาท

มูลค่าการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz เพื่อให้บริการ 4จี กำลังจะทำลายสถิติโลก

ในช่วงบ่ายประมาณ 14.00-15.00 น. ทางไทยรัฐทีวีจะมีการถ่ายทอดสด เกาะติดการประมูลคลื่น 4G โดยตั้งประเด็นว่า “ร่วมลุ้นการประมูลคลื่นความถี่ที่ทำลายสถิติโลก” เนื่องจากที่ผ่านมา สถิติราคาการประมูลคลื่นความถี่ สถิติสูงสุดอยู่ที่ 68,099 ล้านบาท แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มคาดว่าจะทำลายสถิติเก่าแน่นอน

เมื่อเวลา 12.05 น.การประมูลยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น เข้าสู่การเคาะราคารอบที่ 117 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ราคา 50,538 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 2 ราย ราคาอยู่ที่ 52,148 ล้านบาท มูลค่ารวม 102,686 ล้านบาท

เมื่อเวลา 12.17 น.การเคาะราคารอบที่ 118 ราคาใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 50,860 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 ราคา 52,470 ล้านบาท มูลค่ารวม 103,330 ล้านบาท

เมื่อเวลา 12.35 น. รอบที่ 119 สิ้นสุด ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 51,182 ล้านบาท คิดเป็น 318% ของมูลค่าคลื่น ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 52,792 ล้านบาท คิดเป็น 328% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 103,974 ล้านบาท

เมื่อเวลา 12.57 น.เคาะราคารอบที่ 120 ใบอนุญาตคลื่น 1 มีผู้เสนอราคาเพิ่มเป็น 51,504 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตคลื่น 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่มเป็น 53,114 ล้านบาท รวมทั้งหมด 104,618 ล้านบาท

รอบที่ 121  สิ้นสุดเมื่อเวลา 13.15 น. ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่  51,826 ล้านบาท คิดเป็น 322% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 53,436 ล้านบาท คิดเป็น 332% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 105,262 ล้านบาท

เมื่อเวลา 13.44 น.การเคาะราคารอบที่ 122 ใบอนุญาตคลื่น 1 ไม่มีผู้เสนอราคาคงที่ 51,826 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตคลื่น 2 มีผู้เสนอราคา 2 รายเพิ่มเป็น 53,758 ล้านบาท รวมทั้งหมด 105,584 ล้านบาท

จากนั้นเวลา 13.35 น. รอบที่ 123 ได้สิ้นสุดลง โดยใบอนุญาตแรกมีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 52,148 ล้านบาท คิดเป็น 324% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 54,080 ล้านบาท คิดเป็น 336% ของมูลค่าคลื่น  รวมทั้งหมด 106,228 ล้านบาท

จากนั้นเวลา 14.15 น. รอบที่ 124 ได้สิ้นสุดลง โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาขยับขึ้นอยู่ที่  52,470ล้านบาท คิดเป็น 324% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 54,402 ล้านบาท คิดเป็น 338% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 106,872 ล้านบาท

ก่อนเข้าสู่รอบที่ 125 สิ้นสุดเมื่อเวลา 14.35 น. ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาขึ้นอยู่ที่  52,792 ล้านบาท คิดเป็น 326% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 54,724 ล้านบาท คิดเป็น 340% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งสิ้น 107,516 ล้านบาท

ผู้แข่งขันประมูล ยังมีทีท่าไม่ยอมกัน แม้ใกล้สู่ช่วงเย็น วันที่ 3 ของการประมูล โดยเมื่อเวลา 14.55 น. รอบที่ 126 สิ้นสุดลง โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 53,114 ล้านบาท คิดเป็น 3330% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 55,046 ล้านบาท คิดเป็น 342% ของมูลค่าคลื่น รวมทั้งหมด 108,160 ล้านบาท

เมื่อ 15.21 น.เคาะราคารอบที่ 127 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 53,436 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 55,368 ล้านบาท รวมทั้งหมด 108,804 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.40 น.เคาะราคารอบที่ 128 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาขยับขึ้นอยู่ที่ 53,758 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 55,690 ล้านบาท รวมทั้งหมด 108,160 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.57 เคาะราคารอบที่ 129 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,080 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,012 ล้านบาท รวมทั้งหมด 109,770 ล้านบาท

เมื่อเวลา 16.17 น. เคาะราคารอบที่ 130 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,080 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,334 ล้านบาท ยอดรวม 110,414 ล้านบาท

เมื่อเวลา 16.41 น.เคาะราคารอบที่ 131 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,402 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,656 ล้านบาท ยอดรวม 111,058 ล้านบาท

เมื่อเวลา 16.57 น.เคาะราคารอบที่ 132 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 54,724 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 56,978 ล้านบาท ยอดรวม 111,702ล้านบาท

เมื่อเวลา 17.19 น.เคาะราคารอบที่ 133 โดยใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1ราย ราคาเพิ่มเป็น 55,046 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ 57,300 ล้านบาท ยอดรวม 112,346 ล้านบาท.

 

5 การเรียนรู้ที่สร้างชีวิตดีๆ ได้โดยไม่ต้องไปเทกคอร์ส

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550255

โดย Nuttaputch 17 ธ.ค. 2558 10:34

 

การเรียนรู้เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เรายอมรับกันมาแต่ไหนแต่ไรว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จไม่ว่าจะในเรื่องหน้าที่การงานหรือการใช้ชีวิตนั้น เราก็ต้องรู้จักที่จะเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

แต่ทีนี้หลายๆ คนก็มักจะคิดว่าการเรียนรู้คือการต้องไปเทกคอร์สอบรม บ้างก็คิดว่าคือการเรียนแบบที่ต้องมีห้องเรียน การบรรยายซึ่งจริงๆ นั้นไม่ใช่เลย เพราะรอบๆ ตัวเราก็มีอะไรมากมายให้เราได้เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร บทความวันนี้ผมเลยลองหยิบการ “เรียนรู้” ที่เราสามารถเริ่มได้จากสิ่งที่เรามีอยู่ ซึ่งถ้าเริ่มเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ได้ เผลอๆ อาจจะได้อะไรมากกว่าการไปเรียนรู้จากคลาสบรรยายต่างๆ เสียอีกนะครับ

1. เรียนรู้จากความผิดพลาด

ผมมักบอกเสมอว่าบทเรียนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการพบกับความผิดพลาด เพราะมันสอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับเราและอันที่จริงนั้น เรื่องราวจากความล้มเหลวนี่เองที่ทำให้หลายๆ คนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องทำเมื่อเกิดความผิดหวัง ความล้มเหลว ไม่ใช่การพยายามลืมมันหรือเสียใจจนไม่ได้มองเห็นอะไร หากแต่เป็นการตั้งสติและพิจารณาให้เห็นว่าความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นจากอะไร สาเหตุสำคัญคืออะไร เราสามารถเรียนรู้อะไรจากมันเพื่อเอาไปปรับใช้ในอนาคตได้ และแม้ว่าบทเรียนเหล่านี้จะราคาแพงบ้างในหลายๆ ครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักเอามันมาใช้แล้วล่ะก็ มันก็จะสร้างกำไรชีวิตให้กับเราได้ในอนาคตนั่นแหละ

2. เรียนรู้จากคนเก่งที่อยู่รอบตัวเรา

ผมเชื่อว่าเราเองก็มีคนรู้จักไม่น้อยและหลายๆ คนก็เป็นคนเก่งหรือเป็นเอกในเรื่องต่างๆ อย่าให้การที่เราได้เจอคนเก่งๆ แล้วอยู่ด้วยความรู้สึกอิจฉาหรือแค่ชื่นชมเฉยๆ แต่เราควรมองให้เห็นว่าพวกเขาเก่งและมีความสามารถได้อย่างไร แน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้เก่งขึ้นแบบทันทีทันใดหรือเสกกันมา แต่มันต้องมีเบื้องหลังและปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน ลองมองให้เห็นว่าวิธีคิดของเขาคืออะไร ทัศนคติของเขาเป็นอย่างไร และลองถามตัวเองดูว่าสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาใช้หรือประยุกต์กับเราได้หรือไม่

3. เรียนรู้จากเรื่องราวต่างๆ

นอกจากคนรอบตัวเราแล้ว ผมก็เชื่อว่าเรามีเรื่องราวของคนดัง คนเก่ง ตลอดไปจนบริษัทหรือกิจการที่ทั้งล้มเหลวและสำเร็จ แน่นอนว่าเรื่องราวหลายอย่างที่เรารับรู้มานั้นจะเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นกับตัวเราแต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากมันได้ ถ้าเราศึกษาและหาข้อมูลในเรื่องราวเหล่านี้เราก็จะเห็นอะไรหลายๆ อย่างที่สามารถหยิบนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทางความคิดได้อีกมากมาย ผมเองซึ่งเป็นนักการตลาดก็มักหยิบเคสกรณีของแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศมาศึกษาและนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งยิ่งเรามีวัตถุดิบทางความคิดมาก เราก็จะสามารถพลิกแพลงและเลือกใช้ได้มากขึ้นตามสถานการณ์นั่นเอง

4. เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากงานที่กำลังรับผิดชอบ

หลายๆ คนมักพูดว่าเราต้องเรียนรู้จากการทำงานซึ่งนั่นก็คงเป็นพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในชีวิตปกติของคนทำงาน แต่สิ่งที่ผมมักจะแนะนำหลายๆ คนคือการมองให้กว้างกว่างานที่ทำอยู่ เพราะเอาจริงๆ ชีวิตการทำงานของเรานั้นจะได้ปฏิสัมพันธ์กับคนมากมาย ได้มีโอกาสเห็นเรื่องราวอีกเยอะซึ่งจะเกิดขึ้นในทุกๆ วันของการทำงาน ถ้าเราสนใจแต่งานที่เราทำเพียงอย่างเดียว เราก็จะมองเห็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นจากงาน แต่ถ้าเราขยายภาพให้กว้างขึ้น มองเห็นรายละเอียดบางอย่างจากงานของคนอื่นด้วยแล้ว เราก็จะได้ความรู้อะไรอีกมากมายเลยทีเดียว

5. เรียนรู้จากความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน

ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนอยากมีความสุข และความสุขจริงๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน เช่นมาทำงานแล้วรถไม่ติด ได้กินอาหารอร่อยๆ งานที่ทำอยู่เสร็จโดยไม่มีปัญหา ฯลฯ ความสุขและความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ อาจจะดูไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ขนาดเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา แต่ถ้ามองดีๆ เราก็สามารถจะเรียนรู้ที่จะมองสิ่งเหล่านี้ให้ชีวิตเราดูสดใสได้อยู่เสมอ และนั่นเป็นกำลังใจชั้นดีให้กับเราเลยล่ะครับ

Nuttaputch

 

เปิดตลาดทองปรับเพิ่ม 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 18,650

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550291

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 09:46

 

ราคาทองเปิดตลาด ราคาเพิ่ม 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,150 ขายออกบาทละ 18,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 17,888.80 ขายออกบาทละ 18,650 บาท …

วันที่ 17 ธ.ค. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,150 บาท ขายออกบาทละ 18,250 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 17,888.80 บาท ขายออกบาทละ 18,650 บาท

 

กทค. เชื่อประมูล 4G มีแนวโน้มทะลุ 1 แสนล้าน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550213

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 07:26

 

การประมูลใบอนุญาต 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ พักการประมูลรอบที่ 4 เมื่อเวลา 06.00 น. โดยเป็นการเคาะราคารอบที่ 108 มีการเสนอราคา 2 ใบอนุญาตรวม 96,890 ล้านบาท เป็นการเสนอราคาใบอนุญาตที่ 1 ที่ 47,640 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 ที่ 49,250 ล้านบาท

วันที่ 17 ธันวาคม พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ประเมินว่า การเสนอราคามีแนวโน้มที่จะทะลุ 1 แสนล้านบาท โดยเป็นการแข่งขันราคาเพื่อกันไม่ให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งกันผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ในอันดับ 2 ออกจากตลาด หรือ มีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเข้าสู่จุดที่ยอมเสี่ยงว่าจะได้รับกำไรน้อยลง แต่หากคู่แข่งไม่ได้รับใบอนุญาตก็จะทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลดลง

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กทค. ระบุว่า ระดับการเสนอราคาขณะนี้ยังเป็นไปได้ในทางธุรกิจ เพราะได้แบ่งการชำระเงินออกเป็น 4 งวด โดยในงวดที่ 4 จะต้องชำระร้อยละ 68 ดังนั้น ผู้ที่ชนะการประมูลจึงมีเวลาในการสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้ราคาประมูลใบอนุญาตกระทบต่อกระแสเงินสด จึงทำให้เห็นการเสนอราคาอย่างไม่หยุดยั้ง และยังเห็นราคาประมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่า ระดับการเสนอราคาสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจของไทย และจำนวนประชากร ราคาใบอนุญาตไม่ควรเกินใบละ 68,000 ล้านบาท

 

หุ้นสหรัฐฯพุ่งเกิน 1% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550210

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:20

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และสัญญาว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆในอนาคต…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 16 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 224.18 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 17749.09 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 29.66 จุด หรือ 1.45% ปิดที่ 2073.07 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 75.77 จุด หรือ 1.52% ปิดที่ 5071.13 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นหลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจเพิ่มขอบเขตดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้น 0.25% เป็นระหว่าง 0.25% และ 0.50% หลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เสร็จสิ้นการประชุมเมื่อวันพุธ และจะประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจเพื่อทยอยขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

นักวิเคราะห์ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นเรื่องที่คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว แต่ตลาดพอใจกับคำว่าเพิ่มอย่างช้าๆของเฟด กอปรกับมีข่าวในด้านลบส่งผลให้ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

คลังเร่งเบิกงบ 8 หมื่นล้าน บัญชีกลางเชื่อมมหาดไทยกระตุ้นระยะสั้น

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550169

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

บัญชีกลาง ลงพื้นที่สำรวจโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น มั่นใจเม็ดเงิน 8 หมื่นล้านบาทกระจาย ไปต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง หลังจาก ครม.ขยายระยะเวลาโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดเดือน ธ.ค.นี้ เป็นสิ้นสุดเดือน มี.ค.ปีหน้า ขณะที่การเบิกจ่ายงบปี 59 เบิกจ่ายไปแล้ว 23.2%

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามนโยบายเร่งด่วน ซึ่งประกอบด้วย 1.มาตรการความเป็นอยู่ระดับตำบล วงเงินงบประมาณ 36,462 ล้านบาท (ตำบลละ 5 ล้านบาท) 2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนวงเงิน 3,194 ล้านบาท 3.โครงการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนโดยสนับสนุนจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร และ 4.มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ วงเงิน 40,918 ล้านบาท (โครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท) ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่กรมบัญชีกลาง และกระทรวงมหาดไทยได้เร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคไปเกือบหมดแล้ว

“ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงพบว่าปัญหาความล่าช้าเกิดจากการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้ รัฐบาลได้จัดสรรให้แก่อำเภอและตำบลโดยตรง ขณะที่โครงสร้างการทำงานในปัจจุบันงบประมาณส่วนใหญ่จะอยู่ในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การวางแผน งาน การจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้เกิดความล่าช้าในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้แก้ไขปัญหาภายในเสร็จสิ้นแล้ว โดยเสนอให้คนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยดำเนินโครงการให้แก่ตำบลที่อยู่ภายใต้การดูแลของอำเภออย่างชัดเจนแล้ว โครงการก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง”

นายมนัส กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ แต่เนื่องจากในช่วงต้นมีปัญหา จึงทำให้เกิดล่าช้า ซึ่งต่อมา ครม.ได้ขยายระยะเวลาโครงการตำบลละ 5 ล้านบาทออกไปสิ้นสุดโครงการในเดือน มี.ค. 2559 ส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการยังคงกำหนดเหมือนเดิมคือ จะต้องเบิกจ่ายทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้

สำหรับยอดการเบิกจ่ายงบประมาณทั้ง 4 โครงการ ณ วันที่ 11 ธ.ค.58 จากวงเงินทั้งหมด 80,828 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้ว 23,278 ล้านบาท หรือ 28.8% และในจำนวนนี้ เบิกจ่ายไปแล้ว 7,293 ล้านบาท หรือ 9% โดยแบ่งออกเป็น 1.มาตรการความเป็นอยู่ระดับตำบล วงเงิน 36,462 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้ว 2,267 ล้านบาท หรือ 6.2% เบิกจ่ายไปแล้ว 76 ล้านบาท หรือ 0.2%

2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรฯ วงเงิน 3,194 ล้านบาท มีการลงนาม ในสัญญาแล้ว 914 ล้านบาท หรือ 28.6% เบิกจ่ายไปแล้ว 292 ล้านบาท หรือ 9.1% 3.โครงการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการจัดหาเครื่องจักรกลฯ วงเงิน 254 ล้านบาท ลงนามในสัญญาแล้ว 25 ล้านบาท หรือ 9.8% เบิกจ่ายไปแล้ว 200,000 บาท หรือ 0.1% และ 4.มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาล หรือโครงการละไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงิน 40,918 ล้านบาท มีการทำสัญญาไปแล้ว 20,072 ล้านบาท หรือ 49.1% เบิกจ่ายไปแล้ว 6,925 ล้านบาทหรือ 16.9%

“ตัวเลขการเบิกจ่ายของโครงการดังกล่าว ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ ครม.กำหนด เพราะโครงการที่มีปัญหามากที่สุดคือ ตำบลละ 5 ล้านบาท ได้ขยายไปสิ้นสุดในเดือน มี.ค.59 เรียบร้อยแล้ว ทำให้ยังมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการอีก 3 เดือน ส่วนโครงการอื่นๆ เช่น โครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่จะปิดโครงการสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ แม้จะเบิกจ่ายได้ 6,000 ล้านบาท หรือ 16.9% แต่สัญญาส่วนใหญ่เกือบ 50% ได้ลงนามไปหมดแล้ว และที่สำคัญ โครงการเหล่านี้มีขนาดเล็ก เช่น ซ่อมบ้านพักข้าราชการ ทาสีอาคารสำนักงาน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อัตราการเบิกจ่ายเร่งเบิกจ่ายมีมากขึ้นในช่วงท้ายๆ ก่อนสิ้นปีนี้”

สำหรับผลการเบิกจ่ายงบปี 2559 วงเงิน 2.72 ล้านล้านบาทเบิกจ่ายไปแล้ว 630,003 ล้านบาท หรือ 23.2% แบ่งงบรายจ่ายประจำ 590,369 ล้านบาทหรือ 27.1% ขณะที่งบลงทุน เบิกจ่ายไปแล้ว 39,602 ล้านบาท หรือ 8.7%.

 

ถ้าคุณออมเงินได้ เราช่วยให้คุณเกษียณสุขได้

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549485

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

หากใครมีโอกาสไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ จะเห็นภาพผู้สูงวัยทำงานตามร้านอาหาร หรือแม้แต่เดินขายทิชชู ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า คนชราในสิงคโปร์ทำไมไม่อยู่บ้าน ช่วยลูกเลี้ยงหลาน

ผู้สูงวัยสิงคโปร์เหล่านี้ไม่ได้มาทำงานเพราะอยากทำ แต่ “จำเป็น” ต้องทำ เนื่องจากสิงคโปร์มีประชากรผู้สูงวัยในสัดส่วนที่สูง มีค่าครองชีพสูง คนสิงคโปร์ในวัยชราจำนวนมากจึงไม่สามารถเกษียณได้ ยังต้องทำงานหาเงิน เพราะถ้าหยุดทำงาน เขาก็จะอยู่ไม่ได้

หันกลับมามองประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ไล่ตามสิงคโปร์ กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ว่าการที่เรามีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5 แสนคน จะทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ในปี 2568 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า หมายถึงมีสัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปี แตะร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

แล้วประชากรวัยทำงานในวันนี้ ตระหนักหรือไม่ว่าเรากำลังจะกลายไปเป็นผู้สูงอายุเหล่านั้นในวันข้างหน้า เรามีการเตรียมตัวด้านเงินทองสะสมไว้รองรับบั้นปลายชีวิตหรือยัง

เงินในกระเป๋า

ปัจจุบันจำนวนผู้ชราที่ไม่มีเงินเหลือเก็บ หรือพอมีแต่ไม่พอกิน กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย และจะใหญ่ขึ้นๆ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเตี้ย ในขณะที่ของกินของใช้กลับมีราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ สำนักงานดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าราคาสินค้าอย่างข้าวสาร เนื้อหมู น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ในช่วงปี 2545-2556 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งแปลว่าสินค้าต้องกินต้องใช้เหล่านี้ แพงขึ้นปีละประมาณ 5%

หากเราเริ่มต้นทำงานเมื่ออายุ 20 ปี หรือเมื่อ 40 ปีก่อน เรากินก๋วยเตี๋ยว 1 ชามในราคา 5 บาท ปัจจุบันเราอายุ 60 ปี ก๋วยเตี๋ยวแบบเดิมมีราคาชามละ 35 บาทแล้ว ราคาก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่มขึ้น 7 เท่านี้มาจากของแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% มาตลอด 40 ปี หรือเรียกว่ามีอัตราเงินเฟ้อของก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่ 5% ต่อปีนั่นเอง

ถ้าวันนี้เราอายุ 20 ปี เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ถ้าจะเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ราคาก๋วยเตี๋ยวจะเป็นเท่าไรละครับ ถ้าอัตราเงินเฟ้อเป็น 5% ต่อปี คำตอบคือ 245 บาทต่อชาม !!

คำถามคือคนวัยชราในอนาคตจะหาเงินมาจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวนี้จากไหน

เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนไปเป็นครอบครัวเดี่ยว หรืออยู่คนเดียว

หากวันนี้เด็กจบใหม่ใช้เงินวันละ 500 บาท หรือเดือนละ 15,000 บาท …. ในอีก 40 ปีข้างหน้า เมื่อเขามีอายุ 60 ปี ถ้าของแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% รู้กันไหมว่าเขาจะต้องมีเงินใช้เดือนละ 105,000 บาท ถึงจะกินใช้ได้เท่ากับเงิน 15,000 บาท ในวันนี้ !!

ถ้าคิดว่าไม่เป็นไร เราเป็นสังคมแบบไทยๆ ลูกหลานจะคอยเลี้ยงดูเรา ก็ขอเตือนว่าครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากครอบครัวใหญ่ก็กลายเป็นครอบครัวที่เล็กลง นี่ยังไม่นับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่เลี้ยงดูตัวเองในวันนี้ได้ และรักในอิสระเสรีจนไม่ต้องการแต่งงาน แล้วใครที่ไหนจะมาดูแลคนเหล่านี้ เพราะลูกหลานในอนาคตก็ต้องปากกัดตีนถีบ เลี้ยงดูตัวเองได้ยากลำบากขึ้น

วัยเกษียณก็ต้องใช้เงิน

หลายๆ คน อาจตั้งคำถามว่า “เกษียณแล้วจำเป็นต้องใช้เงินมากมายเหมือนช่วงวัยทำงานด้วยหรือ ในเมื่อไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเสื้อผ้า หรือค่าภาษีสังคมแล้ว”

หากเราแบ่งช่วงอายุในวัยเกษียณแบบคร่าวๆ โดยใช้ระยะเวลา และความสามารถในการใช้ชีวิตเป็นเครื่องกำหนดเบื้องต้นเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงเริ่มต้นเกษียณ อายุ 60-69 ปี ช่วงวัยเกษียณจริง อายุ 70-79 ปี และช่วงสุดท้ายวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป

ช่วงเริ่มต้นเกษียณ อายุ 60-69 ปี

ในช่วงวัยนี้ ส่วนใหญ่ยังคงมีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนช่วงก่อนเกษียณ เป็นวัยที่ยังคงมีพลัง เชื่อในความสามารถของตนเองในการทำสิ่งต่างๆ เหมือนก่อนเกษียณ แต่เวลาที่มากขึ้นจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตอย่างมาก ในวัยนี้จึงควรประเมินความพร้อมของตนเองในด้านต่างๆ ให้ดี โดยเฉพาะสถานะด้านการเงิน และการใช้ชีวิตก่อนตัดสินใจจะทำอะไร เช่น สิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำ แม้จะไม่มีประสบการณ์มาก่อน อย่างการไปลงทุนทำสวน โดยอาจลืมศึกษาความเป็นไปได้ จนอาจเกิดผลเสียหายด้านการเงินของตนเองสำหรับใช้ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

ช่วงวัยเกษียณจริง อายุ 70-79 ปี

ช่วงวัยนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความสามารถต่างๆ ในการใช้ชีวิตจะลดลง การทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับวัยนี้ควรลดระดับลง ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนเองให้มาก ควบคุมการบริโภค หากิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับตนเอง เช่น ใช้ชีวิตกับสังคมเพื่อนในหมู่บ้านเพื่อคลายเหงา เป็นต้น

ช่วงสุดท้ายของวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป

เป็นช่วงวัยชราภาพจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต การทำกิจกรรมต่างๆ จึงต้องอาศัยผู้อื่นช่วยเหลือเป็นส่วนใหญ่ ในวัยนี้การใช้จ่ายด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสุขภาพเกือบทั้งหมด สำหรับผู้ชราภาพมากๆ จำเป็นต้องมีผู้คอยดูแล การเตรียมพร้อมด้านการเงินช่วงสุดท้ายนี้ จึงจะต้องเตรียมไว้สำหรับเรื่องสุขภาพเป็นหลัก


คำถามก็คือ … เมื่อถึงวันที่ไม่มีรายได้เพิ่ม แต่ยังต้องใช้เงินทุกวัน ก็ต้องใช้เงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิตมาจ่ายเพื่อดำรงชีพ… แล้วมันจะพอไหมล่ะ

ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินต่างๆ มากมาย ที่รัฐช่วยสนับสนุนให้การเก็บออมเงินเพื่อใช้วัยเกษียณทำได้ง่ายขึ้น เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนอาร์เอ็มเอฟ (Retirement Mutual Fund, RMF) ที่รัฐอนุญาตให้นำเงินลงทุนแต่ละปีไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้

กองทุน RMF มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ซึ่งผู้สนใจสามารถไปสอบถามข้อมูลได้ที่ ธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ขายหน่วยลงทุนของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (เรียกชื่อย่อบริษัทว่า กองทุนบัวหลวง) เพราะเขามีผลงานบริหารกองทุนระยะยาวได้โดดเด่นมากจนเป็นที่ยอมรับกันทั่ว

แต่ถ้าวันนี้เราเกษียณแล้ว … เราจะเก็บเงินอย่างไรดี

การจัดการเงินทองของผู้เกษียณแล้วมีเป้าหมายสำคัญ คือ “ต้องรักษาเงินส่วนใหญ่ให้อยู่ ไม่สูญหาย ไม่ขาดทุน โดยหาช่องทางให้เงินงอกเงยเพิ่มเติมได้ด้วย” ดังนั้น เงินออมส่วนใหญ่ควรฝากหรือลงทุนในหุ้นกู้ดีๆ หรือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ต้องรู้จักลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเอาไว้บ้าง ประมาณ 10-30% ของเงินที่มีทั้งหมด เพราะถ้าฝากเงินอย่างเดียว อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับมันจะน้อยไป

แต่ถ้าไม่ใช่นักลงทุน ไม่มีเวลาแบ่งเงินเอง หรือไม่เข้าใจ ก็ยังมีกองทุนรวมที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่เกษียณแล้วโดยเฉพาะกองทุนรวมที่ว่านี้ คือ กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ

กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ (B-SENIOR) เขานำเงินส่วนใหญ่ไปฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้บริษัทเอกชนคุณภาพดีๆ และแสวงหาโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากหุ้น ทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสมให้คุณ ทำให้คุณหมดภาระในการจัดการเองได้ ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ ผู้ลงทุนใน กองทุนบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ ยังสามารถกำหนดการถอนเงินออกมาใช้ในแต่ละครั้งไว้ล่วงหน้าได้… เรียกว่าเป็นกองทุนรวมกองทุนแรกที่ช่วยให้ผู้เกษียณไม่ต้องแบกภาระในการจัดการเงินไปได้ไม่น้อย

ผู้สนใจทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF และ กองทุนบีซีเนียร์เพื่อวัยเกษียณ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ สาขาธนาคารกรุงเทพ โทร. 1333 www.bangkokbank.com หรือ กองทุนบัวหลวง 0-2674-6488 กด 8

การลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และคู่มือภาษีของ RMF/LTF ก่อนการตัดสินใจลงทุน

 

คลิปจุดประกายฝัน! ที่จะทำให้คุณเข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550026

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 06:01

 

หลายๆ คนคงมีเป้าหมายของชีวิตที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน บางคนอาจจะอยากมีชีวิตคู่ที่ดีหรือบางคนอาจจะอยากทำตามความฝันให้สำเร็จ แต่อาจจะมีหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้เป้าหมายของชีวิตเหล่านี้สำเร็จได้ยากหรือไม่สำเร็จตามที่หวัง สร้างความท้อแท้ให้ชีวิตจนเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “รางวัลที่แท้จริงของชีวิต…คืออะไร?” #Advertorial

จากคลิปวิดีโอนี้ ได้ให้คำตอบเรื่อง “รางวัลที่แท้จริงของชีวิต” ผ่านเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่สอบไม่ติดหมอ ทำให้ความฝันที่อยากเป็นหมอตั้งแต่วัยเด็กเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นไม่เป็นดังหวัง จนรู้สึกท้อแท้ แต่แล้วเขาก็ได้รู้จักข้าวฮางงอกจากคุณยาย ซึ่งเป็นข้าวเพาะงอกจากข้าวเปลือกที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นั่นคือสิ่งที่มาจุดประกายความคิดว่าเขาสามารถช่วยชีวิตคนอื่นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ และโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” ได้ยื่นโอกาสให้เด็กคนนี้ เข้ามาพัฒนาชุมชนหนองบัวสร้าง ชุมชนที่ผลิตข้าวฮางงอกจนทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น แม้เด็กคนนี้จะไม่ได้เป็นหมอตามความฝันของเค้า แต่การได้ทำโครงการนี้ก็เหมือนได้ช่วยเหลือคนอีกทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้ก็ถือเป็นรางวัลที่แท้จริงของชีวิตเขาแล้ว

จะเห็นว่า “รางวัลของชีวิต” ไม่จำเป็นต้องเป็นความสำเร็จตามที่หวังไว้เสมอไป เพราะคุณค่าของชีวิตที่แท้จริง คือการได้ทำประโยชน์ต่อสังคมที่ตัวเองอยู่ และรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำ เหมือนกับที่ธนาคารกรุงไทยได้จัดทำโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” โครงการที่ให้โอกาสนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าประกวดการดำเนินธุรกิจตาม “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพียงแค่นี้ก็สามารถสร้าง “รางวัลที่แท้จริงของชีวิต” ในแบบของคุณเองได้แล้ว

 

ศึกนี้ถึงเลือดสาด! ทะลุกว่า 9.5 หมื่นล้าน ประมูล 900 MHz ยังไม่จบ

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550136

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2558 05:48

 

ทะลุ กว่า 9.5 หมื่นล้านแล้ว ประมูล 4 จี 900 เมกะเฮิรตซ์ สู้กันถึงขั้นเลือดสาด! ศึกนี้จบยาก กสทช.จ่อสั่งพักประมูลตามกฎเมื่อเวลา06.00น. และจะเริ่มประมูลต่อเวลา09.00น.วันนี้ หากไม่จบ คาด ราคารวมอาจทะลุแสนล้าน!!

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2558 ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ยังคงเกาะติดการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 4 จี อย่างต่อเนื่อง

โดยเมื่อเวลา 00.00 น. 17 ธ.ค. เริ่มรอบการประมูลช่วงที่4 ในรอบ 91 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 42,166 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเช่นกัน ราคาอยู่ที่43,776 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว85,942 ล้านบาท

ขณะที่ รอบ 92 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 42,488 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเช่นกัน ราคาอยู่ที่ 44,098 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว86,586 ล้านบาท

ส่วนรอบ 93 ราคายังวิ่งไม่หยุด ไลเซ่นส์ที่1 ราคา 42,810 ล้านบาท ขณะที่ ไลเซ่นส์ที่2 ราคา 44,420 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว87,230 ล้านบาท

ต่อด้วย รอบ 94 ใบอนุญาตแรก เคาะราคาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 43,132 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2  เคาะราคาเพิ่มอยู่ที่ 44,742 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 87,874 ล้านบาท

ก็มาถึงการประมูล คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ รอบ 95 ใบอนุญาตแรก เคาะราคาอยู่ที่ 43,454 ล้านบาท คิดเป็น 270% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2  เคาะราคาเพิ่มอยู่ที่ 45,064 ล้านบาท คิดเป็น 280% ของมูลค่าคลื่น ทำให้ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 88,518 ล้านบาท

รอบที่96 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคามาอยู่ที่ 43,776 ล้านบาท คิดเป็น 272% ของมูลค่าคลื่น ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 45,386 ล้านบาท คิดเป็น 282% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐ 89,162 ล้านบาท

ต่อมา การประมูลรอบที่ 97 เมื่อเวลา 02.15 น.วันที่ 17 ธ.ค. ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาขึ้นอยู่ที่ 44,098 ล้านบาท คิดเป็น 274% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 45,708 ล้านบาท คิดเป็น 284% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต 89,806 ล้านบาท

ต่อด้วย รอบ 98 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาไปอยู่ที่ 44,420 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 3ราย 46,030 รวม 2 ใบอนุญาต อยู่ที่ 90,450ล้านบาท

รอบ 99 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 44,742 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่46,352 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 91,094 ล้านบาท

ครบรอบที่ 100 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,054 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,674 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 91,738 ล้านบาท

รอบที่ 101ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,386 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,996 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 92,382ล้านบาท

ขณะที่ การเคาะราคารอบ102 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,708 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,318 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 93,026 ล้านบาท

รอบ 103 ใบอนุญาตแรก ก็ยังมีผู้เสนอราคาเพิ่มอยู่ที่ 1 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,030 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย สู้กันอยู่เช่นเดิม แบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,640 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 93,670 ล้านบาท

รอบที่104 ใบอนุญาตแรก ก็ยังมีผู้เสนอราคาเพิ่มอยู่ที่ 1 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,352  ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย สู้กันอยู่เช่นเดิม แบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,962 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 94,314 ล้านบาท เฉลี่ย 4,715.70 ล้าน/MHz

ผ่านมา 44 ชั่วโมง! เคาะราคารอบที่ 105 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 46,674 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,284 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 94,958 ล้านบาท

รอบ 106 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 46,996 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,606 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 95,602 ล้านบาท

มาถึง รอบ 107 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 47,318  ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,928 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 96,246 ล้านบาท คิดเป็น 299%  ของมูลค่าคลื่น

รอบที่ 108 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่47,640 ลบ. ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม เหลือ1 ราย ราคาอยู่ที่ 49,250 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต ราคาอยู่ที่ 96,890 ล้านบาท

ตามกฎการประมูลของ กสทช. หากการประมูลยังไม่สิ้นสุด จะมีการพักการประมูลชั่วคราวหลังการประมูลรอบที่ 108 เวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มประมูลรอบที่ 109 ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 18 ธ.ค. 2558

เมื่อเวลา 09.55 น.เข้าสู่การเคาะราคารอบที่ 111 ใบอนุญาตที่ 1 มีผู้ยื่น 1 ราย ที่ราคา 48,606 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้ยื่น 2 ราย ที่ราคา 50,216 ล้านบาท ยอดรวม 98,822 ล้านบาท.

 

สแกนนายจ้างยุคข้าวยากหมากแพง 50% ไม่เชื่อเศรษฐกิจจะดี แรงงานจบใหม่หางานยาก

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550167

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 05:45

 

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเห็นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม การค้า บริการ โดยนำผลที่ได้มา จัดทำรายงานความเชื่อมั่นการจ้างงานและแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจปี 2559 พบว่า นายจ้างภาคเอกชนส่วนใหญ่ 50% ไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นไปกว่าปีนี้ ขณะที่ 20% ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจจะทรงตัวและ 30% มั่นใจว่า สภาพเศรษฐกิจของไทยจะดีกว่าปีนี้ สำหรับปัจจัยที่ทำให้เอกชนมีความกังวลคือภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศและปัญหาการเมือง

“ทิศทางเศรษฐกิจปี 2558 นายจ้างมองว่าอัตราการเติบโต อ่อนแอมากกว่าที่ประเมินกันไว้ เพราะตัวเลขการส่งออกถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนปี 2559 แนวโน้มที่เศรษฐกิจของไทยจะเติบโตได้หรือไม่ หรืออาจอยู่ในภาวะทรงตัวเหมือนตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในทุกแนวทาง แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีสัญญาณทางบวก และการลงทุนของรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่เข้าถึงภาคธุรกิจที่แท้จริง”

ทั้งนี้ ในส่วนภาคอุตสาหกรรมยังพบว่า กำลังการผลิตไม่เต็มศักยภาพหรือไม่เต็มกะ หรือเต็มจำนวนเวลาในการทำงาน เพราะกำลังการผลิตยังคงเหลืออยู่อีก 30-35% จึงสามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างน้อย 2 ปี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มั่นใจว่าจะฟื้นตัว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นการจ้างงานปี 2559 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังรักษาสถานะการจ้างงานเท่าเดิม แต่จะชะลอการรับแรงงาน โดย 75% ยังคงจ้างงานเท่าเดิม มีเพียง 12% ที่จะจ้างงานเพิ่มขึ้น และ 13% อาจมีการลดการจ้างงาน

นายธนิต กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงแรงงานใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ อาจหางานทำได้ลำบากมากขึ้น โดยแรงงานที่จบการศึกษาใหม่และแรงงาน ที่จะเข้าสู่ระบบการจ้างงานใหม่ในปี 2559 มีจำนวนประมาณ 583,712 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 10% หรือ 59,270 คน โดยคาดว่าปี 2559 อัตราว่างงานอาจเป็น 1% หรืออัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นทุก 0.1% มีจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 30,000-32,000 คน “แนวโน้มการปรับค่าจ้างปี 2559 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณ 70% ยังมีการปรับค่าจ้างเฉลี่ย 5% เพื่อรักษาแรงงานรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนอีก 20% ไม่มีนโยบายการจ่ายค่าจ้างเพิ่ม เพราะทางธุรกิจไม่อำนวย และ 10% ยังไม่ตัดสินใจว่าจะปรับค่าจ้างหรือไม่”.

 

%d bloggers like this: