หุ้นสื่อสารลูกผีลูกคน!!

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550148

โดย อินเด็กซ์ 51 17 ธ.ค. 2558 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 16 ธ.ค.58 ปิดที่ 1,299.12 จุด ลดลง 1.39 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 48,662.37 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 550.79 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด AMATAV ปิด 8.70 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท, ADVANC ปิด 203 บาท ลบ 12 บาท, PTT ปิด 240 บาท บวก 6 บาท, TKN ปิด 8.95 บาท ลบ 0.60 บาท และ JAS ปิด 4.98 บาท ลบ 0.07 บาท

นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมประมูล 4 จี หลังพบการประมูลคลื่น 900 รอบนี้ร้อนแรง ราคายังคงทะยานขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะใกล้เคียงหรือสูงกว่าราคาประมูลคลื่น 1800 ในครั้งก่อน

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า มีมุมมองเชิง “ลบ” มากขึ้นต่อกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจาก 2 ปัจจัยลบ คือ 1.กรณีราคาประมูลเกิน 40,000 ล้านบาทต่อใบอนุญาต และ 2.JAS เป็น 1 ในผู้ชนะการประมูลครั้งนี้ โดยคงน้ำหนักลงทุน Neutral แนะนำ Selective buy สำหรับกลุ่มมือถือ เลือก ADVANC เป็น Top pick

โดยคงมุมมอง Conservative ต่อราคาประมูลครั้งนี้คาดว่าจะจบที่ราคาใกล้เคียงกับคลื่น 1800 MHz ที่ 40,000 ล้านบาท ให้น้ำหนัก ADVANC และ DTAC จะชนะการประมูล เนื่องจากมีความจำเป็นในการครอบครองคลื่น 900 MHz มากสุด

ประเมินราคาเป้าหมายปี 16F ใหม่ของ ADVANC ที่ 295 บาท และ DTAC ที่ 62 บาท ขณะที่ TRUE และ JAS จะมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น กรณีไม่ชนะการประมูล เนื่องจาก TRUE จะคลายความกังวลต่อการเพิ่มทุนในอนาคต ส่วน JAS มีโอกาสจ่ายเงินปันผลพิเศษราว 0.60-0.70 บาทต่อหุ้น

ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ราคาประมูลสูงเกิน 3.5-4 หมื่นล้านบาท หุ้นกลุ่มสื่อสารอาจกลับมาสร้างความกังวลให้ตลาดอีกครั้งและมีโอกาสเห็นแรงขาย อย่างไรก็ตาม ยังชอบ ADVANC มากที่สุด ให้ราคาเป้าหมาย 270 บาท

บล.เอเชียเวลท์ ชี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 วันทำการยังเป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานให้ปรับตัวขึ้น ส่วนประเด็น ครม. เห็นชอบการเปิดตัวกองทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ (กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) เป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อหุ้นรับเหมา และวัสดุก่อสร้าง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาพตลาดโดยรวมจะปรับขึ้นแต่ไม่ได้การันตีว่า ตลาดจะเดินหน้าต่อได้ แนะกลยุทธ์การลงทุน เลือกหุ้น เกี่ยวกับรับเหมาก่อสร้าง-วัสดุก่อสร้าง-ธนาคารพาณิชย์-ท่องเที่ยว ด้านเทคนิคให้แนวรับที่ 1,265 จุดและแนวต้านที่ 1,336 จุด!!

อินเด็กซ์ 51

 

เอาแน่รถไฟรางคู่ 14 เส้นทางเกิดปีหน้า “ร.ฟ.ท.” ชี้ลงทุนโครงการกว่า 3 แสนล้าน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550151

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2558 05:01

 

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยแผนการลงทุนรถไฟทางคู่ในปี 59 ว่า กำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตร เฟสแรกและเฟสสองรวม 14 เส้นทาง ให้มีการก่อสร้างและประกวดราคาได้ในปี 59 ทั้งหมด โดยเฟสแรก 7 เส้นทาง เปิดประมูลเสร็จแล้ว 2 เส้นทาง คือ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย 106 กม. วงเงิน 11,000 ล้านบาท และจิระ-ขอนแก่น 185 กม. วงเงิน 23,444 ล้านบาท ซึ่งจะทำสัญญาและเริ่มก่อสร้างได้ต้นปีหน้า

ส่วนอีก 5 เส้นทางที่เหลือ ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 167 กม.วงเงิน 17,290 ล้านบาท จะเสนอ ครม.และเปิดประมูลได้เดือน ม.ค.59 ขณะที่มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 132 กม. วงเงิน 29,853 ล้านบาท นครปฐม-หัวหิน 165 กม. วงเงิน 20,036 ล้านบาท ลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม.วงเงิน 24,842 ล้านบาท และหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม.วงเงิน 9,437 ล้านบาท อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดจะเสร็จและทยอยเปิดประมูลได้ทั้งหมดไตรมาสแรกปี 59 จากนั้นจะเริ่มลงมือก่อสร้างได้ทั้งหมดในเดือน พ.ค.ของปีเดียวกัน

“ในปี 59 จะเป็นปีที่มีการพัฒนาระบบรางครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งนอกจากโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 7 เส้นทางแล้ว ทางคู่ระยะสองอีก 7 เส้นทางก็จะเริ่มประมูลได้ปลายปีเหมือนกัน โดยตามแผนทุกเส้นทางต้องเปิดใช้ได้ภายในปี 64 ซึ่งมั่นใจจะช่วยเพิ่มความเร็วขบวนรถขนส่งสินค้าจาก 40 กม.ต่อชั่วโมง เป็น 60 กม. และรถไฟสำหรับขนส่งผู้โดยสารเพิ่มจาก 60 กม.ต่อชั่วโมง เป็น 100 กม.ได้ ช่วยลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้”

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อนำมูลค่าทั้งสองเฟสจะทำให้มีเม็ดเงินทยอยลงทุนพัฒนารถไฟทางคู่ในปี 59 มากกว่า 300,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทางคู่ระยะแรก 7 เส้นทาง วงเงินกว่า 130,000-140,000 ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ระยะสอง ซึ่งมีการประเมินราคาไว้ปี 56 จำนวน 7 เส้นทาง อีก 161,000 ล้านบาท.

 

วางศิลาฤกษ์ 19 ธ.ค. ที่สถานีเชียงรากน้อย เริ่มรถไฟไทย-จีน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550079

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 20:47

 

สัมมนารถไฟไทย-จีน ขับเคลื่อนพัฒนาระบบราง เชื่อมต่อเพื่อนบ้าน หวังเป็นฮับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต ขณะ รมว.คมนาคม เผย 19 ธ.ค. นี้ มีพิธีเริ่มต้นโครงการ ที่สถานีเชียงรากน้อย อยุธยา

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 58 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเพื่อสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ครั้งที่ 1 โครงการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการพัฒนาโครงการก่อสร้างรถไฟขนาดรางมาตรฐาน โดยมี นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย Mr.Huang Min, Deputy General Manager of China Railway Corporation ผู้แทนหน่วยงานภาคราชการ/รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ นักวิชาการ นักศึกษา ภาคเอกชน นักธุรกิจ และสื่อมวลชน ประมาณ 300 คน เข้าร่วมกันสัมมนา ณ โรงแรม อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ

นายออมสิน กล่าวว่า ประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางการเดินทางและขนส่งของภูมิภาค รัฐบาลจึงได้มียุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะระบบราง ซึ่งเป็นรูปแบบการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูง ขนส่งสินค้าและผู้โดยสารได้ในปริมาณมาก ด้วยราคาต่อหน่วยที่ถูกกว่าการขนส่งทางถนนมาก กระทรวงคมนาคม ได้จัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางของประเทศให้เดินหน้า โดยเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายระบบรางทุกระบบ ทั้งการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร การพัฒนาทางรถไฟสายใหม่ และการพัฒนาเส้นทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เพื่อการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกล่าวปิดการสัมมนา กล่าวว่า โครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร เป็นโครงการความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่าย ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 57 ซึ่งโครงการดังกล่าว มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ฝ่ายจีนได้จัดส่งทีมสำรวจลงพื้นที่ร่วมกับฝ่ายไทย เพื่อการศึกษา สำรวจ ออกแบบและก่อสร้าง กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบผลการศึกษาดังกล่าว ให้เกิดความเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด

นอกจากนั้น ทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีการประชุมร่วมกันมา 9 ครั้ง ซึ่งได้กำหนดแผนงานการก่อสร้างโครงการออกเป็น 4 ช่วงงาน คือ ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-แก่งคอย ช่วงที่ 2 แก่งคอย-มาบตาพุด ช่วงที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา ช่วงที่ 4 นครราชสีมา-หนองคาย โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้างช่วงที่ 1 และช่วงที่ 3 ได้ประมาณกลางปี 59 สำหรับการสัมมนาจะจัดอีกจำนวน 5 ครั้ง ในจังหวัดที่สำคัญๆ ที่เส้นทางรถไฟผ่าน และในวันที่ 19 ธ.ค. 58 จะมีพิธีเริ่มต้นโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้างศูนย์ควบคุมการเดินรถกลาง (OCC) สถานีรถไฟเชียงรากน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา.

 

รถไฟฟ้า MRT ร่วมฉลองปีใหม่ 31 ธ.ค.นี้ วิ่งยาวถึงตี 2

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550019

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 18:41

 

บริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ร่วมฉลองปีใหม่ เปิดให้บริการผู้โดยสารในวันส่งท้ายปีเก่า 31 ธ.ค. นี้จนถึงตีสอง แนะซื้อตั๋ว Day Pass 120 บาท นั่งได้ตั้งแต่เช้ายันดึก…

วันที่ 16 ธ.ค. 58 ทางบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ได้แจ้งว่า ขอร่วมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยขยายเวลาการเปิดให้บริการ จากเวลา 24.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ไปถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2559 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการที่เดินทางไปร่วมงานเฉลิมฉลองในสถานที่ต่างๆ และส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้บริการที่มีแผนการเดินทางหลายเที่ยวให้ใช้บัตรโดยสารประเภท 1 Day Pass ราคา 120 บาท ที่สามารถเดินทางไปฉลองปีใหม่ได้จนถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2559 แบบไม่จำกัดเที่ยวโดยสารเพื่อความคุ้มค่ากว่า

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.0-2624-5200 หรือ http://www.bangkokmetro.co.th

 

ประมูลคลื่น 900 วันที่ 2 ดุเดือด ยอดรวมล่าสุด พุ่งทะลุ 8 หมื่นล้านบาท

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550031

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 18:28

 

ภาพจาก : เว็บ กสทช.

กสทช. ชี้ว่าคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่แข่งขันดุเดือดในลอตที่สอง และมีการช่วงชิงกันมากกว่าลอตแรก เพราะในทางเทคนิค เป็นช่วงคลื่นที่เหมาะสมกับการลงทุน ไม่มีสัญญาณรบกวนทำให้ไม่ต้องลงทุนติดตัวกรองสัญญาณเพิ่ม…

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2558 ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ยังคงเกาะติดการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 4 จี อย่างต่อเนื่อง สำหรับการแข่งขันในลอตที่ 1 ที่มีรายเดียว เคาะราคาต่อเนื่องยาวนาน มีเพียงรอบเดียวที่มีผู้เข้าไปแข่งขัน จึงมีการวิเคราะห์ โดยนักวิเคราะห์ต่างระบุว่า มีโอกาสสูงว่า รายที่เคาะราคาเพียงรายเดียวอาจจะเป็น “ดีแทค” เนื่องจากย่านความถี่ 895-905 เมกะเฮิรตซ์ และ 940-950 เมกะเฮิรตซ์ เป็นช่วงคลื่นความถี่ที่ติดกับของดีแทค หากรายอื่นชนะการประมูลไป อาจจะมีปัญหาเรื่องคลื่นรบกวน ต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. กล่าวว่า ช่วงคลื่นความถี่ในลอตที่สอง เป็นช่วงที่ไม่มีสัญญาณรบกวน เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจสำหรับทุกรายจึงมีการแข่งขันสูง ส่วนการแข่งขันที่ยังดุเดือดจนประเมินว่า ผู้ชนะการประมูลช่วงความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ รอบที่ผ่านมา ไม่ยอมให้ใครได้ราคาที่ต่ำกว่ารอบที่แล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่พยายามดันราคาให้สูงขึ้น และเชื่อว่าไม่กระทบกับการลงทุนในระยะยาว 15 ปี เพราะคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มีความสำคัญต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม แม้ราคาเฉลี่ยต่อเมกะเฮิรตซ์ จะสูงถึง 7,500 ล้านบาท

มีรายงานว่า การเสนอราคารอบที่ 79 ได้สิ้นสุดลงในเวลา 17.15 น. โดยใบอนุญาตแรกมีผู้เสนอราคา 1 ราย ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ทำให้ราคาไลเซนส์เท่ากันอยู่ที่ 39,912 ล้านบาทต่อใบอนุญาต หรือเท่ากับ 248% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 79,824 ล้านบาท

กระทั่งในเวลา 17.55 น. ได้สิ้นสุดรอบที่ 80 ในเวลา 17.35 น. ใบอนุญาตแรกมีผู้เสนอราคา 1 ราย ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ราคาไลเซนส์เท่ากันอยู่ที่ 40,234 ล้านบาทต่อใบอนุญาต หรือเท่ากับ 248% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 80,468 ล้านบาท

ก่อนที่จะสิ้นสุดรอบที่ 81 ในเวลา 17.55 น. ใบอนุญาตแรกมีผู้เสนอราคา 1 ราย ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ราคาไลเซนส์เท่ากันอยู่ที่ 40,556 ล้านบาท รวม 81,112 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า ราคาประมูลคลื่น 1800 MHz ที่ประมูลไปเมื่อ 11 พ.ย. 2558 ซึ่งมีราคารวม 2 ใบอนุญาตอยู่ที่ 80,778 ล้านบาท

เมื่อเวลา 18.24 น. การเคาะราคารอบที่ 82 ใบอนุญาตช่องที่ 1 มีผู้ยื่น 1 ราย ที่ราคา 40,878 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ช่องที่ 2 มีผู้ยื่น 2 ราย ที่ราคา 40,878 ล้านบาท ยอดรวมอยู่ที่ 81,756 ล้านบาท

ขณะที่รอบที่ 83 สิ้นสุดเวลา 18.35 น. ใบอนุญาตแรกมีผู้เสนอราคา 1 ราย ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ทำให้ราคาไลเซนส์ขณะนี้เท่ากันอยู่ที่ 41,200 ล้านบาทต่อใบอนุญาต หรือเท่ากับ 256% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 82,400 ล้านบาท

จนมาเข้าสู่รอบที่ 84 เวลา 18.55 น. ปรากฏว่า ใบอนุญาตแรกไม่มีใครเสนอราคาเพิ่ม ทำให้ราคาใบอนุญาตคงอยู่ที่ 41,200 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 41,522 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 82,722 ล้านบาท

ผู้เข้าประมูลยังสู้กันดุเดือด ไม่ยอมกัน เข้าสู่รอบที่ 85 ในเวลา 19.15 น. ปรากฏว่า ใบอนุญาตแรก ยังคงไม่มีผู้เสนอราคาเพิ่ม ทำให้ราคาใบอนุญาตคงอยู่ที่ 41,200 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 41,844 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 83,044 ล้านบาท

จนเวลา 19.35 น. รอบที่ 85 ใบอนุญาตแรก ยังคงไม่มีผู้เสนอราคาเพิ่มรอบที่ 3 ราคาใบอนุญาตคงอยู่ที่ 41,200 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 42,166 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 83,366 ล้านบาท

ต่อมาเวลา 19.55 น. สิ้นสุดรอบที่ 87 ใบอนุญาตแรกยังคงไม่มีผู้เสนอราคาเพิ่มเป็นรอบที่ 4 ทำให้ราคาคงอยู่ที่ 41,200 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 42,488 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 83,688 ล้านบาท

เวลา 20.15 น. รอบที่ 88 ใบอนุญาตแรกยังคงนิ่ง ไม่มีผู้เสนอราคาเพิ่มเป็นรอบที่ 5 ราคายังคงอยู่ที่ 41,200 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 ราย ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 42,810 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 84,010 ล้านบาท

ทั้งนี้ การประมูลคลื่น 1800 MHz ที่ผ่านมา จบการประมูลที่รอบ 86 โดยการสิ้นสุดการประมูลเมื่อไม่มีผู้เสนอราคาเพิ่มทั้ง 2 ใบอนุญาต และไม่มีผู้เข้าประมูลรายใดยังมีสิทธิ Waiver ไม่เสนอราคาเพิ่ม ถือว่าสิ้นสุดการประมูล

สถิติโลกประมูลสูงสุด 68,099 ล้าน

สำหรับราคาประมูลที่ทำสถิติโลก จากข้อมูลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู บันทึกเอาไว้สูงสุดอยู่ที่ 68,099 ล้านบาท หากราคาประมูลของไทยต่อใบอนุญาต สูงถึงขนาดนั้น โดยเฉลี่ย 15 ปี ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายปีละ 4,539 ล้านบาท

ส่วนวงเงินราว 4 หมื่นถึง 6 หมื่นล้านบาท จะใช้ทำอะไรได้บ้างนั้น อันดับแรกเงิน 4 หมื่น 5 พันล้าน สามารถสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่ประมาณ 1 แสนตารางเมตร เช่น สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ และเมกาบางนา ได้ประมาณ 5 แห่ง ส่วนเงิน 6 หมื่นล้านบาท สามารถสร้างรถไฟรางคู่ ได้ 130 กิโลเมตร คำนวณจากการก่อสร้างโครงการรถไฟรางคู่ไทย-จีน ระยะทาง 873 กิโลเมตร คิดเป็น 460 ล้านบาทต่อกิโลเมตร ซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ 6 ลำ ราคาเฉลี่ยต่อลำ 12,250 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังสร้างแนวทางด่วนมอเตอร์เวย์ ได้ประมาณ 30 กิโลเมตร คำนวณจากโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 16.7 กิโลเมตร คิดเป็น 1,965 ล้านบาทต่อกิโลเมตร จากมูลค่าโครงการทั้งหมด 32,816 ล้านบาท

จากนั้นเวลา 20.35 น. รอบที่ 89 สิ้นสุด โดยครั้งนี้ ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 41,522 ล้านบาท  ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 ราย ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 43,132  ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐแล้ว 84,654 ล้านบาท ก่อนเข้าสู่ รอบที่ 90 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 41,844 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเช่นกัน ราคาอยู่ที่ 43,454 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 85,298 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามกฎการประมูลของ กสทช. หากการประมูลยังไม่สิ้นสุด จะมีการพักการประมูลชั่วคราวหลังการประมูลรอบที่ 90 ระหว่างเวลา 21.00–24.00 น. ก่อนจะเริ่มประมูลรอบที่ 91 ในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 17 ธ.ค.

 

ไม่พลิก!! กนง.นัดสุดท้ายของปี คงดอกเบี้ย 1.5% เก็บกระสุนใช้ยามจำเป็น

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550020

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 17:49

 

ตามคาด!! กนง.คงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50% รักษาเสถียรภาพทางการเงิน เก็บกระสุนใช้ในยามจำเป็น มองศก.ไทยไตรมาส 3 ค่อยๆ ฟื้น จากใช้จ่ายภาครัฐ-บริโภคโต นักท่องเที่ยวพุ่ง ยังติดตามปัจจัยเสี่ยง จากศก.โลกชะลอตัว…

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ กนง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.50% โดยประเมินว่าภาวะการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนยังเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังต้องดูแลเสถียรภาพการเงิน และโอกาสที่ตลาดการเงินจะมีความผันผวนสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และภาวะตลาดการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และพร้อมที่จะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/58 และเดือน ต.ค.58 ฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จากแรงสนับสนุนการใช้จ่ายภาครัฐที่ทำได้ดีต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวจากการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าจำเป็น และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้นจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญ

ขณะที่การส่งออกสินค้ายังคงหดตัวต่อเนื่อง และในระยะต่อไปยังเผชิญความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย รวมทั้งแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ประกอบกับผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจปี 58 ในภาพรวมมีแนวโน้มปรับดีขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้เล็กน้อย และแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 59 ใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้

ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อปรับลดลงเล็กน้อยจากการประชุมครั้งก่อน ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบในปัจจุบันยังมีแนวโน้มที่จะทยอยปรับสูงขึ้นและ กลับเป็นบวกในช่วงครึ่งแรกของปี 59 ตามผลของฐานราคาน้ำมันสูงที่จะหมดไป นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืดมีจำกัด เนื่องจากอุปสงค์ยังขยายตัว และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ซึ่งสะท้อนว่าราคาสินค้านอกกลุ่มพลังงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับสูงขึ้น สอดคล้องกับการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลางของสาธารณชน

พร้อมระบุ การที่ กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และอีกส่วนเป็นการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น โดยหากในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยไม่เติบโตไปตามที่คาดการณ์ไว้ กนง.พร้อมที่จะพิจารณาดำเนินนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นเร็วตามที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับมาเป็นบวกได้ภายในครึ่งแรกของปี 59 จากเดิมที่เคยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาสแรก ของปี 59

“ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงมีผลทั้งด้านบวกและด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย โดยในด้านบวกพบว่าช่วยกระตุ้นปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศให้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบด้านลบที่มีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมบางรายการที่ไทยส่งออกมีราคาลดลง เช่น ผลิตภัณฑ์ยางพารา และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี แต่ในภาพรวมแล้วมองว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะส่งผลในเชิงบวกมากกว่า”

ส่วนกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินของแต่ละประเทศย่อมไม่เท่ากัน เนื่องจากขึ้นอยู่กับพื้นฐานเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเอง แต่ในส่วนของประเทศไทยนั้น พื้นฐานเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่งโดยเฉพาะเสถียรภาพด้านต่างประเทศ โดยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง หนี้ต่างประเทศระยะสั้นไม่สูงมาก และหนี้ภาคเอกชนก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงเช่นกัน จึงเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก

“แนวโน้มการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป น้อยคนที่จะคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแบบเร็วและรุนแรง เพราะสหรัฐฯ อยู่ในโลก และไม่สามารถจะโตไปคนเดียวได้ หากขึ้นดอกเบี้ยแบบเร็วและรุนแรง จะมีผลกระทบต่อตลาดโลก และในที่สุดก็จะย้อนกลับมาที่สหรัฐฯ ด้วย รวมทั้งค่าเงินดอลลาร์เอง ก็เป็นปัจจัยที่สหรัฐฯ ต้องคำนึงถึงด้วย”

 

ไม่แปลก!! ผลจากเลิกขายหวย ธุรกิจเดือนพ.ย.เจ๊งเพิ่ม 31%

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549994

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 17:46

 

พาณิชย์ เผยธุรกิจเจ๊งเดือน พ.ย. 2,722 ราย พุ่ง 31% เหตุค้าสลากเลิกกิจการและช่วงปลายปีเร่งจดเลิก เพราะไม่ต้องส่งงบการเงินปีถัดไป มั่นใจปีนี้จดตั้งใหม่ได้ตามเป้า 60,000 ราย เตรียมเสนอ ครม. ผ่าน พ.ร.บ.จัดตั้งนิติบุคคลโดยคนเดียว

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 58 น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ย. 58 มีนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศ 2,722 ราย เพิ่มขึ้น 31% เทียบกับเดือน พ.ย.57 และเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับเดือน ต.ค.58 มีทุนจดทะเบียนเลิก 87,393 ล้านบาท ส่งผลให้การจดทะเบียนเลิกช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.58) มีจำนวน 16,771 ราย เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สาเหตุที่ทำให้เดือน พ.ย. มีการจดทะเบียนเลิกเพิ่มสูงขึ้นถึง 31% เป็นผลจากธุรกิจค้าสลากจดทะเบียนเลิกถึง 450 ราย หรือคิดเป็น 17% เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีมาตรการดูแลธุรกิจค้าสลากมากขึ้น ประกอบกับหากจดเลิกทันสิ้นปี 58 จะไม่ต้องส่งงบการเงินในปีถัดไป และหากดูค่าเฉลี่ยของการจดเลิกกิจการทั้งปี จะอยู่ที่ 1,525 ราย/เดือน ซึ่งถือเป็นระดับปกติ ไม่ได้น่ากังวล เพียงแต่ช่วงปลายปีจะเพิ่มสูงขึ้นมาก อย่างเดือน ธ.ค.57 มีการจดทะเบียนเลิกเพิ่มสูงกว่า 5,000 กว่าราย เป็นต้น

สำหรับยอดการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลทั่วประเทศเดือน พ.ย.58 มีจำนวน 4,520 ราย เพิ่มขึ้น 2% เทียบกับเดือน พ.ย.57 แต่ลดลง 14% เทียบกับเดือน ต.ค.58 มีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 15,724 ล้านบาท ส่งผลให้การจดทะเบียนจัดตั้งช่วง 11 เดือนปี 58 มีจำนวน 56,910 ราย เพิ่มขึ้น 1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งค่าเฉลี่ยต่อเดือนของการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่จะอยู่ที่ 5,174 ราย สำหรับประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป 659 ราย อสังหาริมทรัพย์ 231 ราย ภัตตาคาร/ร้านอาหาร 22 ราย ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ 94 ราย และขายส่งเครื่องจักร 90 ราย โดยมั่นใจว่าการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั้งปี 58 จะได้ตามเป้าหมาย 60,000 ราย

น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวว่า ในปี 59 พัฒนาธุรกิจการค้า ตั้งเป้ามีธุรกิจจัดตั้งใหม่ประมาณ 60,000 ราย เช่นกัน โดยเชื่อว่า พ.ร.บ.จัดตั้งนิติบุคคลโดยคนเดียว ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำลังเร่งผลักดัน และจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เร็วๆ นี้นั้น จะทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้ในปี 59 และจะเป็นปัจจัยเสริมทำให้มีการจัดตั้งนิติบุคคลเพิ่มมากขึ้น เพราะทำให้ภาคธุรกิจสามารถจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลได้ด้วยคนเพียงคนเดียว จากปัจจุบันต้องมีหุ้นส่วน 3 คน.

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 1.39 จุด มูลค่าซื้อขาย 4.8 หมื่นล้าน

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550015

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 17:20

 

หุ้นไทยวันที่ 16 ธ.ค.2558 ปิดตลาด ลดลง 1.39 จุด ที่ระดับ 1,299.12 จุด มูลค่าซื้อขาย 48,662.37 ล้านบาท…

วันที่ 16 ธ.ค. 58 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาด ลดลง 1.39 จุด ที่ระดับ 1,299.12 จุด หรือคิดเป็น 0.11% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 48,662.37 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน).

 

ส.กุ้งไทย ทวงแชมป์ส่งออก หวั่นมะกัน-อียู กดดันแรงงานทาส จี้รัฐ เร่งแก้

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549958

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 17:17

 

สมาคมกุ้งไทย หวั่นสหรัฐฯ-อียู กดดัน สั่งเฝ้าระวังประเด็นแรงงานทาส จี้รัฐ เร่งแก้ปัญหา มั่นใจปีหน้าทวงแชมป์ส่งออก หลังผลผลิตกุ้งโลกลดลง ผู้นำเข้าหันกลับมาซื้อ เพราะเชื่อมั่นคุณภาพกุ้งไทย….

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 58 ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า ขณะนี้ต้องติดตามและเฝ้าระวังในประเด็นแรงงาน และแรงงานทาส ที่จะถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญกดดันประเทศไทยจากประเทศสหรัฐฯ และอียู โดยตลอด 3 ปีที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญ ปัญหาโรค EMS แต่ผู้เลี้ยงไม่เคยถอดใจ และพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ จนปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาการผลิตได้ โดยมั่นใจปี 59 จะเป็นโอกาสพลิกฟื้น ของอุตสาหกรรมกุ้งไทย เพราะจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ จากปัจจัยหลักทั้งเรื่องคุณภาพลูกกุ้ง และการปรับวิธีการเลี้ยง ในขณะที่ประเทศคู่แข่งจะผลิตได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม ห้องเย็น และผู้เลี้ยง จะต้องมีการประสานข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน

“ผลผลิตกุ้งโลกมีแนวโน้มลดลง เช่น อินเดีย ที่ถือเป็นประเทศที่ผลิตกุ้งได้มากที่สุด 380,000 ตันในปี 58 ปีหน้าคาดว่าจะผลิตกุ้งลดลงมาก เนื่องจากประสบปัญหาโรคไมโครสปอริเดีย ที่อินเดียยังไม่รู้วิธีป้องกันจัดการ ขณะที่ไทยมีบริษัทที่มีความมั่นใจ ที่จะสามารถป้องกันแก้ไขปัญหานี้ได้ การที่ผลผลิตกุ้งของโลกลดลงนี้ ทำให้ราคากุ้งของโลกน่าจะสูงขึ้น ผู้นำเข้าจะหันกลับมาซื้อกุ้งจากไทย เพราะยอมรับเชื่อมั่นในคุณภาพกุ้งไทย มั่นใจปี 59 เป็นโอกาสทองทวงแชมป์ส่งออก”

ด้าน นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ผลผลิตกุ้งโลกมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นในปี 59 จึงเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมกุ้งไทย แต่ภาครัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกีดกันการค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน และแรงงานทาส เพราะจะเป็นประเด็นที่ถูกกดดันจากประเทศคู่ค้า

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งในภาคตะวันออกปีนี้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 10% มีการชะลอตัวบ้างในช่วงปลายปีเนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว อย่างไรก็ตามลูกกุ้งในปี 58 มีคุณภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งมีความมั่นใจลงกุ้งมากขึ้น และปีหน้าผลผลิตเพิ่มขึ้นเพราะเกษตรกรเตรียมลงกุ้งเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี และจะมีการเพิ่มการจัดการการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่ นายสมชาย ฤกษ์โภคี ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งประสบปัญหาโรค EMS มาเป็นเวลา 3 ปีเต็ม ได้มีการปรับปรุงและหาวิธีการเลี้ยง โดยปรับโครงสร้างฟาร์มและวิธีการจัดการ จนได้วิธีการเลี้ยงที่สามารถเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จ ทำให้มีผลผลิตถึงเดือนพฤศจิกายนประมาณ 80,700 ตัน คิดเป็นประมาณ 38% ของประเทศ และด้วยแนวทางการเลี้ยงรูปแบบใหม่นี้ จะทำให้ผลผลิตกุ้งในปี 59 เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ส่วน นายชัยพร เอ้งฉ้วน กรรมการบริหารสมาคมฯ กล่าวถึงสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ในฝั่งอันดามันว่า ปัญหา EMS ในภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีแนวโน้มดีขึ้น จาก 2 ปัจจัยคือ สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และเกษตรกรมีการปรับปรุงวิธีการเลี้ยง ทำให้ผลผลิตกุ้งภาคใต้ฝั่งอันดามันเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 15% โดยมีการผลิตทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ สำหรับพื้นที่อันดามันถือเป็นแหล่งผลิตกุ้งกุลาดำที่มีศักยภาพ แต่เนื่องจากตลาดหลักของกุ้งกุลาดำคือการส่งกุ้งมีชีวิตไปจีน ทำให้บางพื้นที่มีศักยภาพแต่ไม่สามารถเลี้ยงได้ เนื่องจากไม่สามารถส่งออกได้.

 

ลงทุนภาครัฐ หนุนศก.ปีหน้าสดใส กสิกร คาดจีดีพีโต 2.5-3.5%

Published ธันวาคม 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549905

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2558 16:21

 

กสิกรไทย มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าดีขึ้นจากลงทุนภาครัฐ คาดจีดีพีโต 2.5-3.5% ขณะที่ส่งออกจะขยายตัว 0.5-3.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8-1.8% และจากปัจจัยบวกการเมืองในประเทศไม่รุนแรง พร้อมจับตาเศรษฐกิจจีน-ราคาน้ำมันโลก…

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นางพิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 59 จะขยายตัวได้ในกรอบ 2.5-3.5% หรือเฉลี่ยที่ 3.0% โดยเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากการลงทุนภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญและเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับมีแรงหนุนจากการลงทุนของภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 7.9% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ 3.9%

พร้อมเชื่อว่าการส่งออกจะไม่ติดลบ เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มมีเสถียรภาพ โดยคาดว่าในปี 59 การส่งออกจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 2% หรืออยู่ในกรอบ 0.5-3.5% ขณะที่การนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 5.5% หรือในกรอบ 3.5-7.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะเฉลี่ยทั้งปีที่ 1.2% หรืออยู่ในกรอบ 0.8-1.8%

สำหรับสมมติฐานหลักที่ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 59 จะขยายตัวได้ 2.5-3.5% ซึ่งนอกจากจะมาจากการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน และการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัวแล้ว ยังมีปัจจัยจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ไม่มีเหตุรุนแรง และเป็นไปตามโรดแม็ปที่รัฐบาลวางไว้, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่เร่งจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย, เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งปัญหาภัยแล้งที่แม้จะยังคงกดดันภาคการเกษตรแต่ก็ไม่ลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคและกิจกรรมในภาคธุรกิจ

ส่วนโครงการลงทุนของภาครัฐที่จะมีการใช้จ่ายเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นได้จริงในปี 59 ภายใต้งบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่มีการผ่อนคลายวิธีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีความคล่องตัวมากขึ้น, โครงการเพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนนในระยะเร่งด่วน มูลค่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง หรืออีกราว 4 หมื่นล้านบาทต่อเนื่องจากในปีนี้

“การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องและเริ่มเปิดประมูลไปแล้วในปีนี้ เช่น รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีเขียว และรถไฟทางคู่ แต่โครงการที่จะมีการประมูลในปี 59 นั้น อาจจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงเกิดขึ้นยังไม่มากนัก”

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่สำคัญในปีหน้า เช่น การเร่งลงทุนตามมาตรการเพิ่มสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน, การลงทุนที่เกี่ยวเนื่องหรือตามมากับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมทั้งการลงทุนเพื่อรองรับระบบ 4G

ทั้งนี้ มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป เนื่องจากเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกยังคงฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ เพราะการฟื้นตัวของการส่งออกและราคาโภคภัณฑ์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การบริโภคยังมีแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ประกอบกับรายได้ครัวเรือนภาคเกษตรยังลดลงจากปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งตารางเวลาทางการเมืองเป็นช่วงเวลาสำคัญของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

พร้อมคาดว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจะมีความคืบหน้ามากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะโครงการที่เปิดประมูลในช่วงปลายปี 58 ถึงต้นปี 59 น่าจะเริ่มก่อสร้างได้มากขึ้น โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 59 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.8% และมาขยายตัวสูงในช่วงไตรมาส 4 ที่ 3.2% ซึ่งทำให้คาดว่าทั้งปีจะโตได้ราว 3%

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลักมากกว่า โดยเฉพาะเศรษฐกิจของจีนที่ต้องจับตาในภาคอสังหาริมทรัพย์ กำลังการผลิตส่วนเกิน และภาคการเงินที่ยังมีความเปราะบาง รวมทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่แม้จะใกล้ถึงจุดต่ำสุด และจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 59 แต่ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีหน้าจะอยู่ในกรอบ 40-55 ดอลลาร์/บาร์เรล.

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,718 other followers

%d bloggers like this: