บสย.เปิดค้ำประกันเงินกู้ SME แสนล้าน ปลดล็อกเข้าถึงแหล่งทุน

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525671

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 15:20

 

หลายหน่วยพร้อมช่วย SME คาดชัดเจนสัปดาห์นี้ บสย.ปรับเกณฑ์ปลดล็อกผู้มีประวัติการเงิน เข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น ออกคำ้ประกันสินเชื่อ วงเงิน 1 แสนล้าน ด้านแบงก์พาณิชย์มั่นใจ รอรับขอสินเชื่อ คาดดันปล่อยกู้เพิ่มเป็นเดือนละหมื่นล้าน ใช้เวลา 10-12 เดือน…

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้มีหน่วยงานภาครัฐหลายภาคส่วนมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเริ่มขับเคลื่อนให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ทุกหน่วยงานจะประกาศความพร้อมและเริ่มขับเคลื่อนอย่างเต็มที่

ล่าสุด บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ประกาศความพร้อมในการดำเนินมาตรการค้ำประกันสินเชื่อแบบ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 5 (PGS5) ปรับปรุงใหม่ ตามมติ ครม. 8 ก.ย.58 ในวงเงินค้ำประกัน 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถได้รับสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยคาดว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ราย และก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินประมาณ 170,000 ล้านบาท

ด้านนายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. พร้อมให้บริการค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 ตามมติ ครม.8 ก.ย.58 ซึ่งจะเอื้อประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากได้ปรับเกณฑ์การค้ำประกันให้ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น โดยช่วยปลดล็อกเปิดโอกาสผู้ที่เคยมีประวัติด้านการเงิน แต่มีศักยภาพในการชำระหนี้ ขณะเดียวกันภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ จะทำให้ธนาคารมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีศักยภาพน้อยกว่า เกณฑ์ปกติได้มากขึ้น และเร็วขึ้นตามเจตนารมณ์ของภาครัฐ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ SMEs โดยเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการ SMEs ต่อเนื่อง 4 ปี โดยปีที่ 1 รัฐบาลจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% (ฟรีค่าธรรมเนียม) ส่วนปีที่ 2-4 รัฐบาลจ่ายค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการ SMEs ในอัตรา 1.25%, 0.75% และ 0.25% ตามลำดับ รวมคิดเป็นเงินชดเชยที่รัฐบาลจ่ายแทนผู้ประกอบการ SMEs ตลอด 4 ปี คิดเป็นเม็ดเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือภาระค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการ SMEs ที่สูงกว่าทุกครั้งที่ บสย.เคยดำเนินโครงการ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ SMEs

ส่วนการปรับเงื่อนไขการค้ำประกันใหม่ในครั้งนี้ บสย.จะรับภาระจ่ายค่าประกันชดเชยกรณีที่เป็นหนี้ NPGs ทั้งโครงการรวมทั้งสิ้นไม่เกินร้อยละ 30 ของภาระค้ำประกัน โดยแบ่งการจ่ายค่าประกันชดเชยเป็นสัดส่วนร้อยละ 100 ของผู้ประกอบการ SMEs แต่ละราย ในหนี้ NPGs 15% แรก ส่วนหนี้ NPGs ที่เกินกว่า 15% แต่ไม่เกิน 30% บสย.จ่ายค่าประกันชดเชยร้อยละ 50 ของการค้ำประกันแต่ละราย ทำให้การจ่ายค่าประกันชดเชยของโครงการดังกล่าวสูงสุดไม่เกินร้อยละ 22.5 ตลอดระยะเวลาโครงการ

ทั้งนี้ มั่นใจว่าภายใต้โครงการค้ำประกันใหม่นี้ จะทำให้ บสย.สามารถช่วยผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น โดยคาดว่า บสย.จะอนุมัติการค้ำประกันได้เฉลี่ยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เดือนละ 8,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 60% จากยอดการค้ำประกันปกติที่อนุมัติเพียงประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 8,000 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนสุดท้ายที่เหลือของปีนี้

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า โครงการค้ำประกันดังกล่าว จะช่วยทำให้สถาบันการเงินต่างๆ มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และลดความกังวลในปริมาณ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ ผู้ประกอบการ SMEs ที่เพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก เนื่องจาก บสย. มาเป็นกลไกในการบริหารความเสี่ยงให้ โดยขณะนี้ธนาคารต่างๆ มีความพร้อมในการรับคำขอสินเชื่อจากผู้ประกอบการ SMEs ที่จะใช้บริการค้ำประกันของ บสย. โดยมั่นใจว่ามาตรการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินในระบบ เพื่อจะผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้

พร้อมย้ำ ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมในการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการค้ำประกันของ บสย.วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเสริมสภาพคล่องในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยคาดว่าจากการเพิ่มการค้ำประกันของ บสย.จากเดิม 18% เป็น 30% นั้น จะส่งผลให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ 6 พันล้านบาท และคาดว่าจะใช้เวลาในการปล่อยสินเชื่อหมดภายใน 10-12 เดือน ส่วนอัตราดอกเบี้ยคงขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันในด้านอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมากขึ้น

สำหรับ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทั้งระบบของ SMEs ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ไม่ต่ำกว่าระดับในปัจจุบันที่ 3.5% อย่างแน่นอน เนื่องจากแนวโน้ม NPL ของระบบ SMEs ช่วงที่เหลือของปี 2558 ยังมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น แต่อยู่ในอัตราที่ชะลอตัวลงบ้าง จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ ประกอบการในช่วงที่ผ่านมา.

 

Advertisements

คอหวยคึกคัก! ลงทะเบียนสลากฯ เสรีวันที่สอง คนทะลัก 4.5 หมื่นราย

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525655

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 14:26

 

ประชาชนแห่ลงทะเบียน สั่งซื้อ-สั่งจองสลากฯ เสรีคึกคัก ยอดพุ่ง 4.5 หมื่นราย แบงก์กรุงไทยเตือน สลากมีเวลาตายตัว อย่ารับสลากฯ โดยไม่รู้จะไปขายที่ไหน…

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ถึงยอดลงทะเบียนสั่งซื้อและจองสลากล่วงหน้าสองวันแรก เพื่อแก้ไขปัญหาค้าสลากฯ เกินราคา ล่าสุด (16 ก.ย. เวลา 09.35 น.) มีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวน 45,669 ราย แบ่งออกเป็นผู้สมัครตามช่องทางต่างๆ ประมาณ 35,000 ราย อินเทอร์เน็ต ประมาณ 10,000 ราย

ขณะที่ ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ลงทะเบียน เนื่องจากเดิมทีแล้วผู้ลงทะเบียนส่วนใหญ่มีบัญชีธนาคารกับทางธนาคารกรุงไทยมาก่อนแล้ว

โดยพบว่า สาขาที่มีผู้จำหน่ายสลากฯ จำนวนมาก หรือเป็นพื้นที่ค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นอีกหนึ่งสาขาที่มียอดผู้ค้าสลากฯ และประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก โดยธนาคารกรุงไทยได้วิเคราะห์เบื้องต้นว่า สาขาใดที่มีผู้สนใจลงทะเบียนจำนวนมาก ก็จะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ไปรับลงทะเบียน เพื่อรองรับประชาชน ซึ่งอาจจะมีปัญหาติดขัดในบางเรื่อง อาทิ การติดต่อหรือการดำเนินการล่าช้าไปบ้าง แต่ทางธนาคารกรุงไทยจะพยายามจัดบุคลากรเข้าไปให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุด

ทั้งนี้ ทางธนาคารกรุงไทยได้เตรียมแผนการช่วยเหลือผู้ค้าในลำดับต่อไป คือ การให้ความช่วยเหลือผู้ค้าที่ขาดเงินทุน แต่ในช่วงนี้ทางธนาคารจะมุ่งเน้นในเรื่องของการชำระเงินและสั่งซื้อให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งทางธนาคารไม่อยากสนับสนุนการเก็งกำไรในเรื่องของการขายมากจนเกินไป เนื่องจากถ้าขายไม่หมด จะเกิดอัตราการขายเกินจริง

ดังนั้น ผู้ค้าและประชาชนควรรับทราบข้อมูล 3 มิติ ก่อนสั่งซื้อสั่งจองสลากฯ ดังต่อไปนี้ 1. เตรียมตัว การลงทะเบียนหรือนำเงินเข้าฝาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเอาเงินไปฝากไว้ตลอดเวลา แต่ในตอนที่เราจะซื้อ เราต้องมั่นใจว่า เรามีเงินเพียงพอกับจำนวนที่เราต้องการหักซื้อหรือสั่งจอง 2. ช่องทางในการใช้บริการ มีทั้งหมด 3 ช่องทาง คือ เคาน์เตอร์ของธนาคารกรุงไทยกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ ผ่านระบบตู้ ATM และระบบ NET BANK (อินเทอร์เน็ต)

ธนาคารกรุงไทย สาขาวัฒนานคร

และ 3. การสั่งซื้อสลาก จะมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เคยขายกับกลุ่มที่ไม่เคยขาย ซึ่งกลุ่มที่เคยขายอยู่แล้วจะรู้ว่าจะต้องขายที่ไหน ขายเท่าไร ซึ่งไม่น่าห่วงเท่ากับกลุ่มที่ขายใหม่ เนื่องจากสลากฯ จะมีกำหนดอายุ หากรับไปแล้วขายไม่หมดในงวด มูลค่าของสลากฯ จะไม่เหลือเลย และทำให้มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ที่ขายใหม่ขอให้ประเมินกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ให้ดีเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม นายทรงพล ได้กล่าวเตือนผู้สั่งซื้อสั่งจองสลากว่า อย่ารับสลากฯ ไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหน เพราะในปัจจุบันจำนวนสลากนั้น มีกลุ่มผู้ซื้ออยู่กลุ่มหนึ่ง ถ้าทุกคนขายสลากกันหมด คนซื้อก็เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

รฟท.ลุยรถไฟทางคู่สุราษฎร์ฯ-สงขลา เตรียมเปิดรับฟังความเห็น

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525599

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 13:25

 

ร.ฟ.ท. เดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 323 กม. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 1 วันที่ 23 ก.ย.นี้…

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2558 นายวรรณนพ ไพศาลพงศ์ รองวิศวกรใหญ่ด้านก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รักษาราชการแทนวิศวกรใหญ่โครงการพิเศษและก่อสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา 6 บริษัท ดำเนินงานโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา โดยทั้งนี้ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ใช้ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. สิ้นสุดวันที่ 27 ก.ค. 2559 มีระยะทางรวม 323 กิโลเมตร มีสถานี/ป้ายหยุดรถไฟ 60 แห่ง ผ่านพื้นที่ทั้งหมด 4 จังหวัด คือ  สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 67 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 4 อำเภอ 11 ตำบล จำนวนสถานี/ป้ายหยุดรถไฟ 13 แห่ง จ.นครศรีธรรมราช ระยะทาง 119 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 7 อำเภอ 30 ตำบล จำนวนสถานี/ป้ายหยุดรถไฟ 23 แห่ง จ.พัทลุง ระยะทาง 77 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 6 อำเภอ 23 ตำบล จำนวนสถานี/ป้ายหยุดรถไฟ 18 แห่ง และ จ.สงขลา ระยะทาง 60 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 5 อำเภอ 16 ตำบล จำนวนสถานี/ป้ายหยุดรถไฟ 6 แห่ง

ขณะที่ การออกแบบทางรถไฟเบื้องต้น คือ ก่อสร้างทางรถไฟใหม่ 1 ทาง ในเขตทางเดิม กำหนดความเร็วในการออกแบบไว้ที่ 160 กม./ชม. ก่อสร้างรั้ว 2 ข้างทางรถไฟ เพื่อป้องกันอันตรายตลอดแนวทางรถไฟ ออกแบบจุดตัดทางรถไฟตลอดแนวเส้นทางโครงการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากทางลักผ่าน และปรับปรุงสถานีให้เหมาะแก่การใช้งานและมีความทันสมัย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟจะมีการออกแบบให้เลือกหลายรูปแบบตามความสำคัญของพื้นที่และประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น สะพานรถไฟข้ามถนน /สะพานรถยนต์ข้ามทางรถไฟ/ สะพานกลับรถรูปตัวยู (U) และตัวเอช (H) /ทางลอดทางรถไฟ และทางบริการข้างทางรถไฟ เป็นต้น โดยจะไม่มีการเวนคืนพื้นที่เพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่จะสร้างในเขตทางรถไฟทั้งหมด ส่วนที่สถานีช่องเขา อ.ทุ่งสง จะมีการเจาะอุโมงค์ระยะทาง 235.9 เมตร.

 

หุ้นเช้าปิดบวก 2.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.6 หมื่นล้าน

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525638

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 12:47

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า ปรับเพิ่ม 2.86 จุด ที่ระดับ 1,373.51 จุด ค่าซื้อขาย 16,621.20 ล้าน…

วันที่ 16 ก.ย. 58 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า ปรับเพิ่ม 2.86 จุด ที่ระดับ 1,373.51 จุด หรือคิดเป็น 0.21% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 16,621.20 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

‘ปุ้มปุ้ย’ เจอพิษศก.ยอดขายร่วง แต่กำไรครึ่งปีแรกพุ่ง 200%

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525605

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 12:38

 

ปุ้มปุ้ย แจ้ง ผลประกอบการครึ่งปี 58 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 208.66% ที่ 23.20 ล้าน รายได้รวม 617.62 ล้าน เผย มีการจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ ยอดขายลดลงเล็กน้อยจากภาวะศก.ชะลอตัว-ภัยแล้ง ระบุแนวโน้ม ศก.ครึ่งปีหลัง ปรับตัวดีขึ้น …

วันที่ 16 ก.ย. 58 นายไกรสิน โตทับเที่ยง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) เผยว่า ผลประกอบการของ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) หรือ “ปุ้มปุ้ย” ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 277% ที่ 15.59 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 324.54 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการในรอบครึ่งปีแรกของปี 2558 (มกราคม-มิถุนายน 2558) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 208.66% ที่ 23.20 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 617.62 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำไรที่เพิ่มขึ้นมากนั้น เป็นผลมาจากการที่บริษัทสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบรรลุข้อตกลง ในการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัท ในขณะที่ ยอดขายลดลงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว ประกอบกับปัญหาภัยแล้งในภาคต่างๆ ที่ต้องเผชิญตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรจึงไม่ได้ผลผลิตเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากแรงขับเคลื่อนหลักที่มาจากการลงทุนภาครัฐ รวมทั้งปัญหาภัยแล้งที่ลดลง เนื่องจากปริมาณฝนที่เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของบริษัทฯ เอง มีแคมเปญส่งเสริมการขาย ภายใต้ชื่อ “ปุ้มปุ้ย ยิ้มรับโชค” คาดว่า จะกระตุ้นยอดขายในไตรมาสที่ 3 ได้เพิ่มขึ้น

สำหรับความคืบหน้าในการนำบริษัทฯ กลับเข้าไปซื้อขายในกระดานหุ้นตลาดหลักทรัพย์นั้น ปัจจุบัน นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนของบริษัท เพื่อรองรับการแปลงหนี้เป็นทุนของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ของบริษัท ตามมติที่ประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 50,048,999 หุ้น ไว้เรียบร้อยแล้ว

 

ทองนิวยอร์กร่วง ราคาทองไทยคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,250

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525573

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 09:54

 

ราคาทองคงที่ ทองแท่งรับซื้อ บาทละ 18,750 บาท ขายออก 18,850 บาท รูปพรรณรับซื้อ บาทละ 18,480.04 บาท ขายออก 19,250 บาท …

วันที่ 16 ก.ย. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองคำ ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อ บาทละ 18,750.00 บาท ขายออก บาทละ 18,850.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ บาทละ 18,480.04 บาท ขายออก บาทละ 19,250.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) จากแรงกดดันการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 0.35% ทำให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุน รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ยังส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 16-17 ก.ย. นี้ อย่างใกล้ชิด มีการคาดการณ์ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอล่าสุดของสหรัฐฯ อาจทำให้เฟดใช้เป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้

ทั้งนี้ ได้ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือน ธ.ค.ลดลง 5.1 ดอลลาร์ หรือ 0.46% ปิดที่ระดับ 1,102.60 ดอลลาร์/ออนซ์

 

“บิ๊กตู่” เรียกถก “แล้งปี 59” สศก.ประเมินนาข้าวทั้งปีเสียหายแสนล้าน

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525528

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 06:15

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกกระทรวงเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเรื่องการรับมือสถานการณ์น้ำแล้ง หลังสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักของประเทศมีปริมาณน้ำเหลือใช้น้อยจนไม่สามารถจัดสรรน้ำเพื่อทำการเกษตร ไปจนถึง พ.ค.2559 ซึ่งเดิมจะต้องหารือเรื่องนี้ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำแล้งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุด จึงเรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำและการรับมือภัยพิบัติแล้ง ในวันที่ 16 ก.ย.2558 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอยากลงรายละเอียดมาตรการรับมือภัยแล้งในพื้นที่ที่มีน้ำปริมาณน้อย ไม่พอเพียงเพื่อจัดสรรทำการเกษตรและกิจกรรมต่างๆของประชาชน ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

ด้านนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำยังคงแล้งและไม่เพียงพอให้เกษตรกรดำเนินการกิจกรรมทางด้านการเกษตรทุกด้าน ทั้งเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในเขตชลประทาน 22 จังหวัด เขตลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ทำให้เราต้องประสบภัยแล้งติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดย สศก.ประเมินผลกระทบจากการงดกิจกรรมด้านการเกษตรทั้งปีสร้างความเสียหายให้ชาวนาประมาณ 108,954 ล้านบาท แบ่งเป็นนาปรังปีการผลิต 2558 เสียหาย 33,558 ล้านบาท นาปีปี 2558/59 เสียหาย 29,838 ล้านบาท และนาปรังปี 2559 สูญเสียรายได้ 45,558 ล้านบาท โดยความสูญเสียเบื้องต้น 1 แสนกว่าล้านบาท เพียงเฉพาะที่กระทบกับผลผลิตข้าว ยังไม่รวมผลกระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตรตัวอื่นๆ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ตามยอดค้าปลีก ก่อนเฟดประชุมนโยบาย

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525544

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 06:15

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร หลังจากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ประจำ ส.ค.เพิ่มขึ้น ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มการประชุมนโยบายในวันพุธ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 ก.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 228.89 จุด หรือ 1.40% ปิดที่ 16599.85 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.06 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 1978.09 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 54.76 จุด หรือ 1.14% ปิดที่ 4860.52 จุด

ตลาดได้ปัจจัยเสริมจากข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ประจำเดือน ส.ค. ที่เพิ่มขึ้น 0.2% ปัจจัยอีกอย่างคือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมเพิ่มตามไปด้วย เช่น เชฟรอน (+1.9%), ทรานส์โอเชียน (+5.2%) และ โคโนโคฟิลลิปส์ (+1.1%)

ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประชุมนโยบายในวันพุธ และจะสรุปผลการประชุมในวันพฤหัสบดี ว่าพวกเขาจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนเตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่จะตามมาแล้ว

 

เศรษฐกิจส่งสัญญาณยากลำบาก “สมคิด” วอนทุกกระทรวงแสดงฝีมือแก้ไขด่วน!

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525525

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 06:01

 

“สมคิด” ขอความร่วมมือทุกกระทรวงช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชี้ไม่ได้เลวร้ายแค่เพิ่งมีสัญญาณของความยากลำบากแต่แก้ไขได้ แนะหน่วยงานรัฐชี้แจงสังคมและประชาชนอย่าปล่อยให้เป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ด้านสำนักงบฯโวงบปี 59 จ่ายคล่องแน่นอน ไม่ฝืดเหมือนปีนี้

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยขอให้ทุกกระทรวง ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์ ของประเทศไทยไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่เริ่มจะมีสัญญาณของความยากลำบาก ยังสามารถจัดการ แก้ไขได้ แต่คงไม่ใช่โดยรัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะมาร่วมกันประคับประคองความรู้สึกของสังคมและประชาชนให้ได้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาและทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น โดยดูจากการดำเนินการต่างๆ การจัดโครงการต่างๆ รวมถึงแอ็กชั่นของรัฐบาลที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการวางรากฐาน ที่กำลังเดินหน้าต่อ

ดังนั้น หากมีสิ่งที่ทำให้สังคมไม่สบายใจหรือ อ่อนไหวทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้การเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลสะดุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจง ต้องอธิบายให้ชัดเจน เพื่อให้สังคมสบายใจ ขณะเดียวกัน ต้องชี้แจงด้วยว่ารัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร เช่นกรณีที่ค่าเงินบาทอ่อน หรือภัยแล้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจง ต้องอธิบายเพื่อให้สังคมสบายใจ อย่าอ่อนไหวตามเหตุการณ์หรือข่าวที่เกิดขึ้น

“รองนายกฯสมคิดชี้แจงด้วยว่า เวลานี้เปรียบเหมือนกับการก่อไฟในเตา หากไม่โบก หรือโบกเร็วไปก็ดับ เพราะฉะนั้น ต้องค่อยๆโบก ค่อยๆพัด เหมือนกับการประคับประคองให้ทุกอย่างเป็นตามแนวทางที่วางแผนไว้”

ขณะที่นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงบประมาณได้เตรียมความพร้อมที่จะเร่งรัดการเบิกงบประมาณปี 2559 ตามแผนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายโดยจะเน้น 2 เรื่องที่สำคัญ คือ 1.กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายทั้งงบประจำและงบลงทุน 2.การเร่งรัดทำสัญญาผูกพันของหน่วยงานต่างๆ ตามที่บรรจุไว้ในงบประมาณ ปี 2559

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้ประเมินแผนการจัดเร่งการเบิกจ่ายออกเป็นรายไตรมาส โดยคาดว่า ตลอดทั้งปีงบประมาณ 2559 ส่วนราชการจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ประมาณ 96% จากงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด 2.72 ล้านล้านบาท ส่วนรายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายอยู่ที่ 87% จากงบลงทุนทั้งหมด 543,000 ล้านบาท เป็นอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2558 ที่คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 70% หรือวงเงิน 314,000 ล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมด 449,000 ล้านบาท

โดยคาดว่า ไตรมาสแรกของปีงบประมาณปี 2559 จะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ประมาณ 30% ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายมีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นมากที่สุด ขณะที่ไตรมาสของงบประมาณปี 2559 จะอยู่ที่ 22% ไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 21% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 23% โดยคาดว่า ไตรมาสแรกของปีงบประมาณปี 2559 จะมีลงทุนที่ไหลเข้าสู่ระบบสูงถึง 226,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคือ 1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล 72,000 ล้านบาท ผ่านโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท 7,000 แห่ง และการลงทุนขนาดเล็กในแต่ละท้องถิ่นไม่เกินโครงการละ 1 ล้าน บาท 2.งบกันจ่ายเหลื่อมปี 2558 ที่เบิกจ่ายไม่ทันและต้องเบิกจ่ายให้ได้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2559 จำนวน 68,000 ล้านบาท และ 3.งบลงทุนของงบประมาณปี 2559 อีก 86,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายว่า เม็ดเงินก้อนที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปี 2558 เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ของจีดีพี

“ในปีงบประมาณ 2559 เราวางแผนมาดี เพราะนอกจากจะจัดทำการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นรายไตรมาสแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่สำนักงบประมาณแยกย่อยงบลงทุนออกเป็น 10 กลุ่ม เริ่มตั้งแต่ 1.กลุ่มที่มีรายจ่ายงบลงทุนต่ำกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็นเม็ดเงิน 16,978 ล้านบาท 2.กลุ่มที่มีงบลงทุน 1-2 ล้านบาท คิดเป็น 15,499 ล้านบาท 3.กลุ่มที่มีงบลงทุน 2-5 ล้านบาท วงเงิน 46,322 ล้านบาท 4.กลุ่มที่มีขนาดงบลงทุน 5-10 ล้านบาท วงเงิน 55,132 ล้านบาท 5.กลุ่มที่มีงบลงทุน 10-50 ล้านบาท วงเงิน 122,725 ล้านบาท 6.กลุ่มที่มีงบลงทุน 50-100 ล้านบาท วงเงิน 41,653 ล้านบาท 7.กลุ่มที่มีงบลงทุน 100-500 ล้านบาท วงเงิน 85,867 ล้านบาท 8.กลุ่มที่มีงบลงทุน 500-1,000 ล้านบาท วงเงิน 25,595 ล้านบาท และ 10.คือกลุ่มที่มีงบลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นวงเงิน 42,517 ล้านบาท กลุ่มที่สำนักงบประมาณคาดหวังมากที่สุดคือ กลุ่มที่มีงบลงทุน 10-50 ล้านบาท เพราะมีวงเงินรวมกันสูงถึง 122,725 ล้านบาท และจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2559”.

 

ไฟเขียวคมนาคมสู้คดีโทลล์เวย์! โดนฟ้องออกมติ ครม.โดยมิชอบ ให้เอกชนขึ้นค่าผ่านทางสูงลิ่ว

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525524

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 05:45

 

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่พิพากษาให้เพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 เม.ย.49 และวันที่ 10 เม.ย.50 เรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวงในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง-ดอนเมือง หรือโทลล์เวย์ ภายในวันที่ 17 ก.ย.นี้ โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ยืนยันว่า ล่าสุดกระทรวงได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว สามารถที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ตามกำหนด

“เรื่องนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนๆ ที่อาจอยากให้มีคะแนนเสียงก่อนเลือกตั้ง เลยไปบอกให้เอกชนลดค่าผ่านทางลง เพื่อหวังคะแนนเสียง และเมื่อเลือกตั้งเสร็จ เป็นรัฐบาลก็เลยออกมติ ครม.ให้เก็บค่าผ่านทางสูงขึ้น เพื่อเป็นการชดเชยให้เอกชน ทำให้มีผู้เสียประโยชน์ เลยไปฟ้องคดี ผลปรากฏว่าครั้งแรกศาลยกฟ้อง แต่ก็มีอีกคณะที่ไปฟ้องเรื่องนี้อีก ซึ่งศาลก็ตัดสินว่า ครม.ตอนนั้นมีมติไม่ชอบด้วยกฎหมายไปทำในลักษณะหวังผลประโยชน์อย่างอื่น โดยเรื่องนี้สำนักงานอัยการสูงสุดทำหนังสือแจ้งมาว่า ให้รับตามนี้โดยไม่ต้องอุทธรณ์ แต่กระทรวงบอกว่าเป็นแบบนั้นไม่ได้ เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้เกิดการรวนไปทั้งระบบ จึงต้องขออุทธรณ์สู้คดี เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของรัฐแม้จะมีเวลาเพียง 2 วัน แต่ก็ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว”

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวในที่ประชุม ครม.ด้วยว่า ขอฝากกรณีที่เกิดขึ้นไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับการดำเนินงานของทุกกระทรวง ว่า จะละเลยเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ได้ และการจะทำอะไรสักอย่าง ก็ขอให้ทำเพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ และเพื่อประชาชน เพราะเงินที่ใช้ทุกบาททุกสตางค์ ถือเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามที่ประชุม ครม.ยังได้ให้กระทรวงการคลัง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เข้าร่วมเป็นพยาน หรือให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป.

 

%d bloggers like this: