“บิ๊กตู่” เรียกถก “แล้งปี 59” สศก.ประเมินนาข้าวทั้งปีเสียหายแสนล้าน

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525528

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 06:15

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกกระทรวงเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเรื่องการรับมือสถานการณ์น้ำแล้ง หลังสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักของประเทศมีปริมาณน้ำเหลือใช้น้อยจนไม่สามารถจัดสรรน้ำเพื่อทำการเกษตร ไปจนถึง พ.ค.2559 ซึ่งเดิมจะต้องหารือเรื่องนี้ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำแล้งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุด จึงเรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำและการรับมือภัยพิบัติแล้ง ในวันที่ 16 ก.ย.2558 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอยากลงรายละเอียดมาตรการรับมือภัยแล้งในพื้นที่ที่มีน้ำปริมาณน้อย ไม่พอเพียงเพื่อจัดสรรทำการเกษตรและกิจกรรมต่างๆของประชาชน ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

ด้านนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำยังคงแล้งและไม่เพียงพอให้เกษตรกรดำเนินการกิจกรรมทางด้านการเกษตรทุกด้าน ทั้งเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในเขตชลประทาน 22 จังหวัด เขตลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ทำให้เราต้องประสบภัยแล้งติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดย สศก.ประเมินผลกระทบจากการงดกิจกรรมด้านการเกษตรทั้งปีสร้างความเสียหายให้ชาวนาประมาณ 108,954 ล้านบาท แบ่งเป็นนาปรังปีการผลิต 2558 เสียหาย 33,558 ล้านบาท นาปีปี 2558/59 เสียหาย 29,838 ล้านบาท และนาปรังปี 2559 สูญเสียรายได้ 45,558 ล้านบาท โดยความสูญเสียเบื้องต้น 1 แสนกว่าล้านบาท เพียงเฉพาะที่กระทบกับผลผลิตข้าว ยังไม่รวมผลกระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตรตัวอื่นๆ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ตามยอดค้าปลีก ก่อนเฟดประชุมนโยบาย

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525544

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2558 06:15

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร หลังจากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ประจำ ส.ค.เพิ่มขึ้น ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มการประชุมนโยบายในวันพุธ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 ก.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 228.89 จุด หรือ 1.40% ปิดที่ 16599.85 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.06 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 1978.09 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 54.76 จุด หรือ 1.14% ปิดที่ 4860.52 จุด

ตลาดได้ปัจจัยเสริมจากข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ประจำเดือน ส.ค. ที่เพิ่มขึ้น 0.2% ปัจจัยอีกอย่างคือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมเพิ่มตามไปด้วย เช่น เชฟรอน (+1.9%), ทรานส์โอเชียน (+5.2%) และ โคโนโคฟิลลิปส์ (+1.1%)

ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประชุมนโยบายในวันพุธ และจะสรุปผลการประชุมในวันพฤหัสบดี ว่าพวกเขาจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนเตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่จะตามมาแล้ว

 

เศรษฐกิจส่งสัญญาณยากลำบาก “สมคิด” วอนทุกกระทรวงแสดงฝีมือแก้ไขด่วน!

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525525

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 06:01

 

“สมคิด” ขอความร่วมมือทุกกระทรวงช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชี้ไม่ได้เลวร้ายแค่เพิ่งมีสัญญาณของความยากลำบากแต่แก้ไขได้ แนะหน่วยงานรัฐชี้แจงสังคมและประชาชนอย่าปล่อยให้เป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ด้านสำนักงบฯโวงบปี 59 จ่ายคล่องแน่นอน ไม่ฝืดเหมือนปีนี้

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยขอให้ทุกกระทรวง ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์ ของประเทศไทยไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่เริ่มจะมีสัญญาณของความยากลำบาก ยังสามารถจัดการ แก้ไขได้ แต่คงไม่ใช่โดยรัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะมาร่วมกันประคับประคองความรู้สึกของสังคมและประชาชนให้ได้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาและทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น โดยดูจากการดำเนินการต่างๆ การจัดโครงการต่างๆ รวมถึงแอ็กชั่นของรัฐบาลที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการวางรากฐาน ที่กำลังเดินหน้าต่อ

ดังนั้น หากมีสิ่งที่ทำให้สังคมไม่สบายใจหรือ อ่อนไหวทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้การเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลสะดุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจง ต้องอธิบายให้ชัดเจน เพื่อให้สังคมสบายใจ ขณะเดียวกัน ต้องชี้แจงด้วยว่ารัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร เช่นกรณีที่ค่าเงินบาทอ่อน หรือภัยแล้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจง ต้องอธิบายเพื่อให้สังคมสบายใจ อย่าอ่อนไหวตามเหตุการณ์หรือข่าวที่เกิดขึ้น

“รองนายกฯสมคิดชี้แจงด้วยว่า เวลานี้เปรียบเหมือนกับการก่อไฟในเตา หากไม่โบก หรือโบกเร็วไปก็ดับ เพราะฉะนั้น ต้องค่อยๆโบก ค่อยๆพัด เหมือนกับการประคับประคองให้ทุกอย่างเป็นตามแนวทางที่วางแผนไว้”

ขณะที่นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงบประมาณได้เตรียมความพร้อมที่จะเร่งรัดการเบิกงบประมาณปี 2559 ตามแผนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายโดยจะเน้น 2 เรื่องที่สำคัญ คือ 1.กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายทั้งงบประจำและงบลงทุน 2.การเร่งรัดทำสัญญาผูกพันของหน่วยงานต่างๆ ตามที่บรรจุไว้ในงบประมาณ ปี 2559

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้ประเมินแผนการจัดเร่งการเบิกจ่ายออกเป็นรายไตรมาส โดยคาดว่า ตลอดทั้งปีงบประมาณ 2559 ส่วนราชการจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ประมาณ 96% จากงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด 2.72 ล้านล้านบาท ส่วนรายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายอยู่ที่ 87% จากงบลงทุนทั้งหมด 543,000 ล้านบาท เป็นอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2558 ที่คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 70% หรือวงเงิน 314,000 ล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมด 449,000 ล้านบาท

โดยคาดว่า ไตรมาสแรกของปีงบประมาณปี 2559 จะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ประมาณ 30% ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายมีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นมากที่สุด ขณะที่ไตรมาสของงบประมาณปี 2559 จะอยู่ที่ 22% ไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 21% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 23% โดยคาดว่า ไตรมาสแรกของปีงบประมาณปี 2559 จะมีลงทุนที่ไหลเข้าสู่ระบบสูงถึง 226,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคือ 1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล 72,000 ล้านบาท ผ่านโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท 7,000 แห่ง และการลงทุนขนาดเล็กในแต่ละท้องถิ่นไม่เกินโครงการละ 1 ล้าน บาท 2.งบกันจ่ายเหลื่อมปี 2558 ที่เบิกจ่ายไม่ทันและต้องเบิกจ่ายให้ได้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2559 จำนวน 68,000 ล้านบาท และ 3.งบลงทุนของงบประมาณปี 2559 อีก 86,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายว่า เม็ดเงินก้อนที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปี 2558 เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ของจีดีพี

“ในปีงบประมาณ 2559 เราวางแผนมาดี เพราะนอกจากจะจัดทำการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นรายไตรมาสแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่สำนักงบประมาณแยกย่อยงบลงทุนออกเป็น 10 กลุ่ม เริ่มตั้งแต่ 1.กลุ่มที่มีรายจ่ายงบลงทุนต่ำกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็นเม็ดเงิน 16,978 ล้านบาท 2.กลุ่มที่มีงบลงทุน 1-2 ล้านบาท คิดเป็น 15,499 ล้านบาท 3.กลุ่มที่มีงบลงทุน 2-5 ล้านบาท วงเงิน 46,322 ล้านบาท 4.กลุ่มที่มีขนาดงบลงทุน 5-10 ล้านบาท วงเงิน 55,132 ล้านบาท 5.กลุ่มที่มีงบลงทุน 10-50 ล้านบาท วงเงิน 122,725 ล้านบาท 6.กลุ่มที่มีงบลงทุน 50-100 ล้านบาท วงเงิน 41,653 ล้านบาท 7.กลุ่มที่มีงบลงทุน 100-500 ล้านบาท วงเงิน 85,867 ล้านบาท 8.กลุ่มที่มีงบลงทุน 500-1,000 ล้านบาท วงเงิน 25,595 ล้านบาท และ 10.คือกลุ่มที่มีงบลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นวงเงิน 42,517 ล้านบาท กลุ่มที่สำนักงบประมาณคาดหวังมากที่สุดคือ กลุ่มที่มีงบลงทุน 10-50 ล้านบาท เพราะมีวงเงินรวมกันสูงถึง 122,725 ล้านบาท และจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2559”.

 

ไฟเขียวคมนาคมสู้คดีโทลล์เวย์! โดนฟ้องออกมติ ครม.โดยมิชอบ ให้เอกชนขึ้นค่าผ่านทางสูงลิ่ว

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525524

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 05:45

 

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่พิพากษาให้เพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 เม.ย.49 และวันที่ 10 เม.ย.50 เรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวงในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง-ดอนเมือง หรือโทลล์เวย์ ภายในวันที่ 17 ก.ย.นี้ โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ยืนยันว่า ล่าสุดกระทรวงได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว สามารถที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ตามกำหนด

“เรื่องนี้เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนๆ ที่อาจอยากให้มีคะแนนเสียงก่อนเลือกตั้ง เลยไปบอกให้เอกชนลดค่าผ่านทางลง เพื่อหวังคะแนนเสียง และเมื่อเลือกตั้งเสร็จ เป็นรัฐบาลก็เลยออกมติ ครม.ให้เก็บค่าผ่านทางสูงขึ้น เพื่อเป็นการชดเชยให้เอกชน ทำให้มีผู้เสียประโยชน์ เลยไปฟ้องคดี ผลปรากฏว่าครั้งแรกศาลยกฟ้อง แต่ก็มีอีกคณะที่ไปฟ้องเรื่องนี้อีก ซึ่งศาลก็ตัดสินว่า ครม.ตอนนั้นมีมติไม่ชอบด้วยกฎหมายไปทำในลักษณะหวังผลประโยชน์อย่างอื่น โดยเรื่องนี้สำนักงานอัยการสูงสุดทำหนังสือแจ้งมาว่า ให้รับตามนี้โดยไม่ต้องอุทธรณ์ แต่กระทรวงบอกว่าเป็นแบบนั้นไม่ได้ เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้เกิดการรวนไปทั้งระบบ จึงต้องขออุทธรณ์สู้คดี เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของรัฐแม้จะมีเวลาเพียง 2 วัน แต่ก็ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว”

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวในที่ประชุม ครม.ด้วยว่า ขอฝากกรณีที่เกิดขึ้นไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับการดำเนินงานของทุกกระทรวง ว่า จะละเลยเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ได้ และการจะทำอะไรสักอย่าง ก็ขอให้ทำเพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ และเพื่อประชาชน เพราะเงินที่ใช้ทุกบาททุกสตางค์ ถือเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามที่ประชุม ครม.ยังได้ให้กระทรวงการคลัง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เข้าร่วมเป็นพยาน หรือให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป.

 

ผ่านร่าง พ.ร.บ.บีโอไอใหม่ เพิ่มสิทธิประโยชน์เพียบ-ลดภาษีนิติบุคคล

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525522

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 05:30

 

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับที่แก้ไขใหม่ มีสาระสำคัญที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเป็น 13 ปีจากเดิมที่ให้ 8 ปี และให้ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 90% เป็นเวลา 10 ปี จากเดิมลด 50% เป็นเวลา 5 ปี

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2520 ซึ่งได้ปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและจูงใจให้นักลงทุนได้มากนัก ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่มีสาระสำคัญ 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.การอำนวยความสะดวก เช่น คณะกรรมการหรือที่ปรึกษาของบีโอไอ ในกฎหมายฉบับใหม่ระบุว่า ถ้าปฏิบัติหน้าที่ครบวาระแล้วให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนมีชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่แทน แต่ไม่เกิน 120 วัน เพื่อไม่ให้ขาดตอน และ 2.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นการแก้ไขเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งต้องไม่ขัดกับเงื่อนไของค์กรการค้าโลก (WTO)

โดยการสร้างแรงจูงใจ เช่น การเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับนักลงทุนที่จะนำเข้าวัตถุดิบมาใช้ในการวิจัยพัฒนา การยกเว้นอากรขาเข้า หรือบางกรณีอาจต้องยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิ แต่ต้องไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นเพดานสูงสุด นอกจากนี้ ยังเพิ่มสิทธิประโยชน์อีกหลายกรณี เช่น ให้หักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2 เท่าของเงินที่ลงทุนไป หรือเงินที่ลงทุนไปแล้ว หรือกรณีที่บีโอไอเห็นสมควรให้สามารถนำมาหักออกจากกำไรสุทธิ แต่ต้องไม่เกิน 90% หรือการขยายระยะเวลาจ่ายเงินปันผลที่ผู้ประกอบการจ่ายไม่ทันก็ให้ขยายเวลาจ่ายเงินปันผลได้เพื่อไม่ต้องจ่ายภาษีได้.

 

เร่งดันลงทุน 4 แสนล้านเข้า ครม.

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525510

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 05:15

 

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กำลังเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำข้อมูลและรายละเอียดโครงการต่างๆที่จำเป็นต้องเสนอเข้า ครม.ภายใน ก.ย.นี้ ซึ่งจะมีโครงการลงทุน 6 โครงการ วงเงินทั้งสิ้น 425,612 ล้านบาท คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 131,004 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 110,116 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้า สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงิน 56,691 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 54,644 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ส่วนเชื่อมบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก วงเงิน 44,157 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ส่วนต่อขยายพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง วงเงิน 29,000 ล้านบาท นอกจากนี้ จะเร่งรัดงานที่ตกค้างเพื่อรายงานให้ ครม.ทราบอีก 5 โครงการ ได้แก่ 1. แผนการปฏิบัติงานการเปิดสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งกำหนดเปิด 1 มิ.ย.59 2.โครงการพัฒนาคลองแสนแสบตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 3. เส้นทางจักรยานทั่วประเทศ 4. ระบบตั๋วร่วม 5.แนวทางการถ่ายโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต.

 

เปิดน่านฟ้าการบินไทยชิงไหวชิงพริบ

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525330

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 05:01

 

ด้วยปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่ขยายตัว บวกกับปัจจัยด้านการค้า การลงทุน การติดต่อระหว่างกัน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทาง การบิน…เขตเศรษฐกิจภูมิภาคยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทชั้นนำ ประเทศต่างๆทั่วโลกสนใจเข้ามาลงทุนด้านการขนส่งทางอากาศในภูมิภาคนี้

ปัจจัยเหล่านี้…ส่งผลทางบวกให้กับ “อุตสาหกรรมการบินในไทย”

“ประเทศไทย”…มีศักยภาพและจุดเด่นเชิงภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ในปี 2557 มีสายการบินให้บริการมากกว่า 130 สายการบิน และมีจุดเชื่อมต่อปลายทางมากกว่า 160 เส้นทางบินทั่วโลก

ประเทศไทยจึงมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบินและขนส่งอันดับต้นๆของโลก แต่อย่างไรก็ตามโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอต่ออุปสงค์การเดินทาง จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานอย่างเร่งด่วน

เปิดข้อมูลแผนพัฒนา บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยาน 6 แห่ง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง…เชียงราย

เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จะมีการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองที่เน้นให้บริการสายการบินในประเทศและสายการบินต้นทุนต่ำ โดยปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 2 คาดว่า…จะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้ในปลายปีนี้ และปรับปรุงอาคารเทียบเครื่องบิน หมายเลข 5

เมื่อเปิดใช้อาคาร 2 แล้ว ทอท.มีแผนปรับปรุงอาคาร 1 ต่อไป เพื่อใช้รองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ…สนามบินดอนเมืองจะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 30 ล้านคนต่อปี จากเดิม 18.5 ล้านคนต่อปี

ถัดมา…การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาระยะ 2 แบ่งเป็น 3 กลุ่มงาน คือ (1) กลุ่มงานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (2) กลุ่มงานอาคารผู้โดยสาร (3) งานระบบสาธารณูปโภค ตามแผนงานกำหนดเริ่มก่อสร้างในเดือนมีนาคม 2559 และงานแล้วเสร็จ ทั้งโครงการในปี 2562

โครงการนี้จะเพิ่มศักยภาพให้สนามบินสุวรรณภูมิ รองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี จากเดิมอยู่ที่ 45 ล้านคนต่อปีเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 เนื่องจากปริมาณการจราจรทางอากาศ และบทบาทการให้บริการของสุวรรณภูมิและดอนเมือง รวมทั้งการเติบโตของธุรกิจสายการบินในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากแผนแม่บทเดิมที่ ทอท.ได้เคยศึกษาไว้…ทำให้ต้องมีการปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

เมื่อแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองแล้วเสร็จ จะมีการนำเสนอโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิหลังที่ 2 ตามลำดับขั้นตอนและขออนุมัติคณะรัฐมนตรีต่อไป

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า แม้แต่งานในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เราก็ให้ความสำคัญ เช่น ห้องน้ำ ห้องโถงอาคาร บริเวณโดยรอบมีสวนสีเขียว

เพื่อให้เกิดความสบายตา เป็นปอดขนาดใหญ่ให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีสนามปั่นจักรยาน เป็นมิตรกับชุมชน…สิ่งแวดล้อม

ส่วนการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารจากเดิม 6.5 ล้านคนต่อปี เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี งานก่อสร้างส่วนใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว คงเหลือ…งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ทั้งนี้ มีความคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 70 ซึ่งยังเร็วกว่าแผนงานที่วางไว้ คาดว่าจะเสร็จราวกุมภาพันธ์ปีหน้า

สำหรับท่าอากาศยานหาดใหญ่ เชียงใหม่ และแม่ฟ้าหลวงเชียงราย อยู่ระหว่างการปรับปรุงพัฒนาทั้งกายภาพ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการบริการ เช่น งานปรับปรุงลานจอดอากาศยาน งานติดตั้งสายพานเทียบเครื่องบินเพิ่มเติม งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในสนามบินหาดใหญ่ ส่วนสนามบินเชียงใหม่ก็จะปรับปรุงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคนต่อปี เป็น 15 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ พนักงานที่ให้บริการภายในสนามบิน ให้มีความเป็นมืออาชีพในธุรกิจท่าอากาศยาน รวมถึงการมีโครงการความร่วมมือกับท่าอากาศยานต่างประเทศ ภายใต้โครงการ Sister Airport ร่วมกับท่าอากาศยานต่างๆ มาแล้ว 10 แห่ง อาทิ ท่าอากาศยานมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ท่าอากาศยานอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี ท่าอากาศยานนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ

“เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในท่าอากาศยานได้แลกเปลี่ยนความรู้… ประสบการณ์ในการบริหารจัดการท่าอากาศยาน รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างท่าอากาศยานอีกด้วย”

การพัฒนาศักยภาพทั้งหมดเหล่านี้ก็เพื่อรองรับปริมาณการจราจรของโลกในอนาคต คาดกันว่า…ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีการเติบโตของการเดินทางทางอากาศในอัตราที่สูง นอกจากนี้การเปิดเสรีทางการบิน อาเซียน จะทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนความถี่เที่ยวบิน รวมทั้งขยายเส้นทางการบินมายังประเทศอาเซียนมากยิ่งขึ้น

ถ้าเราไม่ทำ…ไม่เริ่มพัฒนาทีละเล็กละน้อย เราก็จะเสียโอกาส ข้อมูลที่เปิดเผยวันนี้…ประเทศสิงคโปร์มีแผนพัฒนาอาคารจอดรถของอาคารผู้โดยสาร 1 (T1) ใหม่ ภายใต้โครงการ “Project Jewel” ปรับปรุงพื้นที่ T1 และพัฒนาอาคารผู้โดยสาร 4 (T4) คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2560 จะรองรับผู้โดยสารได้ 85 ล้านคนต่อปี

ประเทศอินโดนีเซียวางแผนที่จะสร้างท่าอากาศยานใหม่เพิ่ม 62 ท่าอากาศยาน ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทำให้ประเทศอินโดนีเซียมีจำนวนท่าอากาศยานทั้งสิ้น 299 ท่าอากาศยาน และมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โนฮัตตา กรุงจาการ์ตา โดยวางแผนที่จะสร้างรันเวย์ที่ 3 ขึ้นในปี 2559 รองรับจำนวนเครื่องบินเพิ่มขึ้นอีก 100 ลำต่อชั่วโมง…ขยายอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 (T3) เพื่อที่จะรองรับผู้โดยสารจำนวน 25 ล้านคนต่อปี คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2558

รวมทั้งสนามบินของมาเลเซียมีการสร้างอาคารผู้โดยสารเพื่อรองรับเที่ยวบินของสายการบินโลว์คอสต์โดยเฉพาะ และสนามบินกัวลาลัมเปอร์วางแผนพัฒนาสร้างอาคารใหม่ทั้งหมด 4 หลัง แต่ละหลังสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 25 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 100 ล้านคน พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบรถไฟจากอาคารผู้โดยสารหลัก

ประเทศเวียดนามอยู่ในช่วงพัฒนาโครงข่าย…เครือข่ายการคมนาคมของประเทศ น่าสนใจว่าเวียดนามมีภูมิศาสตร์ไม่ต่างจากไทยมากนักในแง่การเดินทางทางอากาศ มีแผนก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ใกล้นครโฮจิมินห์ มูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่ารองรับผู้โดยสารได้ 100 ล้านคนต่อปีและสินค้า 5 ล้านตันต่อปี ในปี 2593

ประเทศพม่าก็กำลังพัฒนาและขยายท่าอากาศยานนานาชาติมัณฑะเลย์ เพื่อรองรับผู้โดยสารให้ได้ปีละ 15 ล้านคน และมีโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติหันธาวดีใหม่ ซึ่งจะเป็นท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่ 4 โดยมีขนาดใหญ่กว่าท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งถึง 9 เท่า สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 12 ล้านคนต่อปีคาดว่าสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2561 และในอนาคตจะกลายเป็นประตูหลักสู่ประเทศพม่า

“ธุรกิจสนามบิน”…หนีไม่พ้นต้องขยายตัวรองรับการเติบโตทางการบินและจำนวนผู้โดยสารที่มากขึ้น ประเทศไทย…ภาครัฐและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องประสานความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่น เดินหน้าพัฒนาระบบขนส่งของประเทศให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน… เพื่อรองรับโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคต.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 16/09/58

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525506

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 05:01

 

 

แกว่งแคบ!!

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525508

โดย อินเด็กซ์ 51 16 ก.ย. 2558 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 14 ก.ย.58 ปิดที่ 1,377.15 จุด ลดลง 4.57 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 32,556.05 ล้านบาท

บล.โนมูระ พัฒนสิน มองตลาดแกว่งตัวในกรอบจำกัด เพราะเข้าใกล้การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะรู้ผลเช้าวันที่ 18 ก.ย.นี้ (ตามเวลาไทย) โดยจะเป็นตัวกำหนดถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯว่าจะมีการปรับขึ้นในรอบนี้หรือไม่

ดังนั้น ระยะสั้นตลาดจะให้น้ำหนักต่อดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯค่อนข้างมาก ล่าสุด การรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ส.ค. พบว่าทรงตัวจากเดือนก่อน รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือน ก.ย. ก็ปรับตัวลง ทำจุดต่ำสุดในรอบปี

บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ได้ส่งสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนนัก ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนมีแรงเก็งกลับในสินทรัพย์เสี่ยง สอดคล้องกับมุมมองของโนมูระ ที่ให้น้ำหนักขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯในเดือน ธ.ค.58

แต่อย่างไรก็ตาม Bloomberg consensus 53.1% คาดขึ้น ดอกเบี้ยรอบนี้อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดปรับตัวขึ้นจำกัด ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ พบว่าราคาน้ำมันดิบ ยังคงปรับลดลงอีก 1.5-2.3%

ส่วนปัจจัยในประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาครัฐฯ ยังเป็น Sentiment บวก โดยเม็ดเงินกองทุนหมู่บ้านจะมีการเบิกจ่าย 15 ก.ย. นี้ ช่วยผู้ที่มีรายได้น้อย และมาตรการช่วยกลุ่ม SMEs จะหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และช่วงถัดไปรัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ 1-2 โครงการอย่างน้อยภายในปีนี้ เพื่อหนุนเศรษฐกิจระยะยาว น่าจะทำให้ดัชนีหุ้นไทย อยู่ในช่วงฟื้นตัวต่อเนื่อง!!

แนะจัดพอร์ตการลงทุน Asset allocation ลงทุนในหุ้น 85% ทองคำ 2.5% ตลาดบอนด์ 5% และถือเงินสด 7.5% สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น เน้น Domestic Plays ที่อิงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เบิกจ่ายเงินกองทุนหมู่บ้านหนุน หุ้นเด่น GLOBAL, HMPRO, CPALL, ROBINS มาตรการกระตุ้น SME เป็นตัวหนุนหุ้น KBANK, TMB, BBL, KTB และกลุ่ม ICT หุ้น ADVANC, INTUCH เด่น รวมทั้งกลุ่ม ลิสซิ่ง GCAP, TK, GL, SAWAD, MTLS ส่วนนโยบายเร่งงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เชียร์หุ้น ITD, CK, STEC, SCC, PYLON

ผสานหุ้น Mid-Small Caps ที่มีปัจจัยเด่น หุ้น BRR ได้ผลดีจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกทำ High รอบ 2 เดือน, รวมทั้งหุ้นเด่น อื่นๆ KAMART, TVT และ DEMCO

ส่วนนักลงทุนระยะกลางทยอยสะสมหุ้น Top picks ITD, CK, HMPRO, GLOBAL, TVT, KAMART สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว มากกว่า 3 เดือน แนะลงทุนหุ้นท่องเที่ยว AOT, ERW, MINT, CENTEL และ CPN!!

อินเด็กซ์ 51

 

สารพัดปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรุมกระหน่ำ ยอดขายนิคมอุตสาหกรรมปีนี้ดิ่ง 40-50%

Published กันยายน 19, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525509

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2558 05:01

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร ว่า ยอดการขายนิคมอุตสาหกรรมในภาพรวมของภาคเอกชนปี 2558 คาดว่าจะลดลงจากปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 40-50% หรือเฉลี่ยไม่เกิน 2,500 ไร่ จากปีที่แล้วที่ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 ไร่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ล่าสุด ยังมีปัญหาเรื่องสงครามค่าเงิน ทำให้การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศสำหรับโครงการใหม่ๆแทบไม่เกิดขึ้นเลย ทั้งนี้ การลงทุนในนิคมฯส่วนใหญ่เป็นการขยายกิจการตามแผนที่วางไว้เดิม กิจการใหม่ๆที่จะหันมาซื้อที่ดินหลายรายก็ชะลอที่จะตัดสินใจออกไปเพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการที่พัฒนาที่ดิน เป็นนิคมฯในส่วนของนิคมฯเอกชน ก็หวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยทำให้ยอดขายนิคมฯฟื้นตัวขึ้นมาได้ในปีหน้า

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า ต้องจับตาภาวะอัตราแลกเปลี่ยนของโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและคาดเดาค่อนข้างยาก ซึ่งทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในโครงการใหม่ๆออกไป จนกว่าจะมั่นใจในทิศทางของภาวะเศรษฐกิจโลก และการลงทุนของเอกชนที่จะเดินไปได้คงต้องสอดรับกับโครงการลงทุนของภาครัฐมากกว่า นอกจากนี้ ปัจจัยความผันผวนค่าเงินบาทที่อ่อนค่า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องติดตามคือ การนำเข้าสินค้าหลายอย่างจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เหล็ก.

 

%d bloggers like this: