ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ศ.เบญจมาศ ศิลาย้อย ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “กล้วย” นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2548 กรกฎาคม 27, 2011

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:23 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/apr49/agri/banana.htm.

      กล้วยเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมาก ใบกล้วยใช้ห่อของได้ ต้นกล้วยใช้เป็นผักและใช้เป็นอาหาร หัวปลีใช้เป็นอาหารที่ช่วยบำรุงน้ำนมในสตรีที่คลอดบุตรใหม่ ๆ ผลกล้วยดิบมีรสฝาดประกอบด้วยแป้ง แทนนิน และเพ็กติน ช่วยรักษาอาการท้องเดิน หากรับประทานกล้วยน้ำว้าห่าม ๆ ครั้งละครึ่งผลถึงหนึ่งผล หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นบาง ๆ ตากแห้ง บดเป็นผงใชชงน้ำดื่มครั้งละประมาณครึ่งผลถึงหนึ่งผล จะช่วยลดอาการท้องเดินได้ ผลกล้วยสุกเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารครบถ้วนทั้งโปรตีน ไวตามิน แป้ง เกลือแร่ โดยเฉพาะแคลเซียมและโปแตสเซียม อีกทั้งมีกากใยช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย

ศาสตราจารย์เบญจมาศ ศิลาย้อย

      ศาสตราจารย์เบญจมาศ ศิลาย้อย อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี 2548 จากสภาวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้ที่ทำการรวบรวมพันธุ์ ศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วย ตลอดจนอนุรักษ์พันธุ์กล้วย ไม่ให้สูญหายไปจากเมืองไทย ได้เริ่มทำการวิจัยในเรื่องไซโตโลยีของพืชสวน โดยทำการศึกษาโครโมโซมของส้มและกล้วย เมื่อ พ.ศ. 2512 และในปี 2523 ได้รับทุนวิจัยจาก IBPGR/FAO เพื่อรวบรวมกล้วยในประเทศไทยตามแนวเกษตรเศรษฐกิจ accessions และนำมาปลูกไว้ที่สถานีวิจัยปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อทำการจำแนกพันธุ์โดยศึกษาลักษณะต่าง ๆ ของกล้วย เริ่มตั้งแต่สีของลำต้นเทียม ใบ ก้านใบ ดอก และผล ด้วยวิธีของ simmonds and Shepherd (1995) และของ IBPGR ปรากฏว่า จากกล้วย 323 accessions จำแนกออกได้ 59 พันธุ์ ซึ่งได้ปลูกไว้ที่แปลงรวบรวมพันธุ์ สถานีวิจัยปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และพันธุ์กล้วยส่วนหนึ่งได้นำมาเก็บรวบรวมไว้ในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอีกชุดหนึ่งได้เก็บรวบรวมพันธุ์ปลูกไว้ในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในสภาพของต้นอ่อนในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอีกชุดหนึ่งได้เก็บรวบรวมพันธุ์ปลูกไว้ที่วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

กล้วยไข่เกษตรศาสตร์ 2

      นอกจากนี้บางพันธุ์ได้มีการนำไปรวบรวมไว้ที่ประเทศฟิลิปปินส์ บราซิล ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม ทั้งนี้เพื่อป้งอกันการสูญหายของสายพันธุ์ ขณะนี้สถานีวิจัยปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ยังคงรักษาแปลงรวบรวมพันธุ์อยู่ และการรวบรวมพันธุ์ยังคงทำต่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน โดยมีกล้วยป่าและกล้วยปลูก ซึ่งปลูกอยู่รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 93 พันธุ์

แปลงปลูกกล้วยไข่ทดลอง
ณ สถานีวิจัยปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

      ศาสตราจารย์เบญจมาศ ยังได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกับกล้วยหลายชนิด ทั้งการใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อร่วมกับการปรับปรุงพันธุ์กล้วย ในการปรับปรุงพันธุ์ โดยใช้สารเคมีและรังสีแกมมากับต้นอ่อนของกล้วยในสภาพการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยหอมทอง กล้วยไข่ ซึ่งทำการวิจัยจนได้กล้วยประดับชื่อ “เบพ” และการศึกษาทดลองกล้วยโดยวิธีการต่าง ๆ จนได้พันธุ์กล้วยไข่เกษตรศาสตร์ 1, 2, 3, 4 และ 5

หัวปลีกล้วยเทพนม (ถิ่นกำเนิดประเทศฟิลิปปินส์)

      นอกจากนี้ยังได้ทำการผลิตต้นอ่อนของกล้วยพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้เกษตรกร และผู้สนใจในการปลูกกล้วยประมาณปีละ 50,000 ต้น ดังนั้นจึงมีการปลูกกล้วยกันมากขึ้น มีทั้งปลูกเป็นการค้า และปลูกตามสวนหลังบ้านด้วยใจรัก ทำให้มีการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยของไทยเรามิให้สูญหายอีกหนทางหนึ่ง

      ต่อมาในปี พ.ศ. 2542-2545 ศาสตราจารย์เบญจมาศ ศิลาย้อย ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์กล้วยบัวสีส้ม ซึ่งเป็นกล้วยประดับ ด้วยการใช้รังสีแกมมากับต้นอ่อนที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยวิธีการช่นเดียวกับกล้วยไข่ ทำให้ได้กล้วยบัวสีส้มที่มีกลีบประดับหนาขึ้น และมีสีที่สดใสขึ้นกว่าเดิม เหมาะในการตัดมาปักแจกัน หรือถ้าปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกสามารถบานอยู่บนต้นได้นานถึง 2 เดือน และในช่วงปี พ.ศ. 2544-2547 ได้ทดลองฉายรังสีแกมมากับกล้วยรัตกัทลี ซึ่งมีสีแดง ทำให้ได้ต้นที่ดอกมีสีเหลืองอมส้ม และสีส้ม

      ปัจจุบันกำลังทำการวิจัยในการเพาะเลี้ยงเอ็มบริโอกล้วย และการตรวจหาสายพันธุ์แม่และสายพันธุ์พ่อของกล้วยกลุ่ม AAB โดยใช้เทคนิค Specific-PCR, RAPD และ RFLP ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตกล้วยหอมส่งครัวการบินไทย การเป็นนักวิจัยของศาสตราจารย์เบญจมาศ ไม่หยุดอยู่เพียงแค่ได้รับรางวัล แต่ท่านยังจะคงทำการปรับปรุงพันธุ์กล้วยปลูก หรือกล้วยกินได้ ยังคงดำเนินการต่อไปโดยใช้การกลายพันธุ์

กล้วยไข่เกษตรศาสตร์ 2

      ทั้งนี้เพราะกล้วยเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีเมล็ด ผลของกล้วยสามารถเกิดได้โดยไม่ต้องมีการผสมพันธุ์ และทำการวิจัยทางด้านโมเลกุล ตรวจสอบดีเอ็นเอ เพื่อตรวจสอบการวิวัฒนาการของกล้วย ทำให้ทราบกำเนิดของกล้วยบางชนิด

      ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “กล้วย” ยังมีความตั้งใจที่จะวิจัยเกี่ยวกับการสร้างกระบวนการหลักประกันคุณภาพและอุปทานผลไม้ ประเภทที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ Branding Project Thai Produce and Grain : กรณีกล้วยไข่ โดยพยายามให้มีการปลูกกล้วยไข่เกษตรศาสตร์ 2 เพื่อการส่งออก และมีการสร้าง Brand ของกล้วยไข่เกษตรศาสตร์ในตลาดโลกด้วย

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 เมษายน 2549
 

มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “ห้วยบง 60” ให้ผลผลิตหัวสด ปริมาณแห้งสูง

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:20 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/apr49/agri/potato.htm.

      ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนามันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “ห้วยบง 60” ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรค สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปีละหลายร้อยล้านบาท

      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ หัวหน้าโครงการวิจัยและทีมนักวิจัยจากภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ทีมงานได้ทำการพัฒนามันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ “ห้วยบง 60″ ให้ทั้งผลผลิตหัวสด-หัวแห้ง ปริมาณแป้ง ในหัวสูงและต้านทานโรคใบจุด แป้งมีความหนืดเหมาะกับอุตสาหกรรม โดยได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้นดีเยี่ยมประจำปี 2549 สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจากสภาวิจัยแห่งชาติ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ

      มันสำปะหลังพันธุ์ “ห้วยบง 60” เป็นพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตหัวสดและปริมาณแป้งสูง แป้งมีความเหนียวสูง เหมาะกับอุตสาหกรรม มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง และการเจริญเติบโตดี ลำต้นสูงใหญ่ เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของนักวิชาการของภาควิชาพืชไร่นา และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เดิมชื่อพันธุ์ MKUC 34-114-206 ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ระยอง 5 กับพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ผ่านการคัดเลือกและทดสอบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535-2544 ในท้องที่ 10 จังหวัดคือ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาญจนบุรี ขอนแก่น สระแก้ว ปราจีนบุรี และระยอง จำนวน 30 การทดลอง ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่า “ห้วยบง 60”

มันสำปะหลัง “ห้วยบง 60”

      “ห้วยบง” เป็นชื่อตำบล ซึ่งเป็นที่ตั้งและเป็นสถานที่หลักในการพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังของศูนย์วิจัยมันสำปะหลัง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ของมูลนิธิสถาบันมันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับ 60 คือปีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สถาปนาครบรอบปีที่ 60

มันสำปะหลัง “ห้วยบง 60”

      ดร.วิจารณ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า มันสำปะหลังพันธุ์ “ห้วยบง 60” ได้ขยายและส่งเสริมแจกจ่ายให้เกษตรกรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2547 ไปประมาณ 10,000 ราย จำนวน 135 ล้านต้น ปลูกได้ประมาณ 50,000 ไร่ และสามารถเพิ่มผลผลิตเป็นมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี สำหรับในปี พ.ศ. 2548 มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ประมาณ 200,000 ไร่ และจากการที่พันธุ์นี้ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นไร่ละ 369 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 550 บาทต่อไร่ คิดเป็นเงินรวมประมาณ 100 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2550-2551 คาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกพันธุ์ห้วยบง 60 ประมาณ 1,625 ล้านไร่ เพิ่มเงินเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรประมาณ 890-1,000 ล้านบาทต่อปี

มันสำปะหลัง “ห้วยบง 60”

      สำหรับมันสำปะหลังพันธุ์ “ห้วยบง 60” ได้ผลผลิตหัวสดสูงกว่าพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 และพันธุ์อื่น ๆ ที่นิยมปลูกอยู่ 350-750 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ประกอบกับหัวมีปริมาณแป้งสูงขึ้น ทำให้วัตถุดิบมีคุณภาพดี สามารถเปลี่ยนเป็นแป้ง และเอทานอลได้สูงขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร หากราคามันสำปะหลังสดเฉลี่ยที่ 1.20 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 จะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณไร่ละ 420-900 บาท หากครัวเรือนหนึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 20 ไร่ จะมีรายได้เพิ่มครัวเรือนละ 8,400-18,000 บาท ทั้งประเทศประมาณ 6.5 ล้านไร่ จะทำรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 2,730-5,850 ล้านบาท

      นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแป้งและเอทานอล เนื่องจากพันธุ์ห้วยบง 60 มีแป้งในหัวเฉลี่ย 2.5-4 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พันธุ์อื่น ๆ ที่เกษตรกรปลูกกันมีแป้งในหัวเฉลี่ย 23-25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้หัวของพันธุ์ห้วยบง 60 เป็นวัตถุดิบ มีแป้งหรือเอทานอลได้สูงขึ้น นี่เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยสูงขึ้นด้วย

ต้นพันธุ์ “ห้วยบง 60”

       ปัจจุบันมันสำปะหลังยังเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดการนำเข้าน้ำมัน เนื่องจากวันที่ 1 มกราคม 2550 ทางรัฐบาลจะยกเลิกการใช้น้ำมันเบนซิน 95 ซึ่งการใช้เอทานอลทดแทนน้ำมันเบนซินในอัตรา 10% ทำให้มีความต้องการใช้เอทานอลวันละ 3 ล้านลิตร ซึ่งต้องใช้ผลผลิตมันสำปะหลังวันละ 18,000 ตัน หรือปีละประมาณ 5.4 ล้านตัน จึงจะเห็นได้ว่าราคาหัวมันสำปะหลังมีเสถียรภาพมากขึ้นและยังประหยัดเงินตราต่างประเทศและเป็นการสร้างงานในประเทศอีกด้วย

      มันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 เป็นพันธุ์สำหรับเกษตรกรปลูกเพื่อส่งเข้าโรงงานมันเส้น หรือโรงงานแป้ง สำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่างๆ (ที่ใช้แป้ง) และในอนาคตสามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอล และนำไปใช้ในกิจการอุตสาหกรรมและพลังงานทดแทน นี่เป็นสิ่งที่ทีมนักวิจัยได้ใช้ความพยายามในการพัฒนาพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตทั้งปริมาณหัว และแป้งให้ได้มากขึ้น และเป็นการสร้างและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้ประกอบอาชีพอย่างมั่นคงต่อไป

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 เมษายน 2549
 

การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อน ตอน 2

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:16 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/apr49/agri/corn.htm.

การปลูก

      1. การปลูกแบบทั่วไป

         ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ให้ระยะระหว่างหลุมห่างกัน 50 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถวห่างกัน 50 เซนติเมตรเช่นกัน รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ถ้าพื้นที่เป็นดินกรด และยังไม่ได้ใส่ปูนขาว ก็ให้ใส่ปูนขาวลงไปด้วย จากนั้นคลุกเคล้าปุ๋ยคอก ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และปูนขาวให้เข้ากัน กลบด้วยดินปากหลุมลงไปครึ่งหลุม (หนาประมาณ 3 เซนติเมตร) แล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ 3 เมล็ดต่อหลุม โดยวางเมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม ให้แต่ละเมล็ดห่างกันพอประมาณ แล้วใช้ดินที่เหลือกลบเมล็ด (หนาประมาณ 4 เซนติเมตร) เมื่อปลูกเสร็จให้รีบรดน้ำ หรือให้น้ำทันที

         สำหรับสูตรและอัตราส่วนของปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้รองก้นหลุมแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ดังนี้

         1.1 ในเขตภาคกลางตอนบน ในบริเวณแถบจังหวัดชัยนาท อยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง ถ้าเป็นที่นาที่เคยใส่ปุ๋ยมาก่อน ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 50-70 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะต่อหลุม ถ้าเป็นที่ซึ่งไม่เคยใส่ปุ๋ยนามาก่อน ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 40-50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะต่อหลุม

         1.2 ในเขตภาคกลางตอนล่าง ในบริเวณแถบจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 45-0-0 หรือ 21-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อหลุม

         1.3 ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 20-10-10 อัตรา 75-100 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะต่อหลุม

         ข้อควรระวัง อย่าให้ปุ๋ยเคมีกับเมล็ดพันธุ์สัมผัสกันโดยตรง เพราะขณะที่ปุ๋ยละลายจะคายความร้อน ทำให้เมล็ดพันธุ์เน่าเสียได้

      2. การปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ด

         เนื่องจากการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนโดยใช้วิธีแรกนั้น ต้องใช้แรงงานมาก และเสียเวลา เกษตรกรบางรายจึงหันมาใช้เครื่องหยอดเมล็ด ซึ่งเกษตรกรนิยมเรียกันว่า “แจ๊ค” หรือ “แจ๊บ” โดยหลังจากที่เตรียมดิน และเตรียมเมล็ดพันธุ์แล้ว เกษตรกรจะต้องปรับลิ้นในช่องหยอดเมล็ด เพื่อบังคับให้เครื่องหยอดเมล็ดข้าวโพดได้ครั้งละ 2-3 เมล็ดตามต้องการ จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ใส่ในช่องใส่เมล็ดพันธุ์ นำเครื่องหยอดเมล็ดกดลงในดินตามระยะที่กำหนด เมื่อปลูกเสร็จแล้ว รีบให้น้ำทันที สำหรับปุ๋ยรองพื้นจะเปลี่ยนมาเป็นโรยข้างแถวปลูก หลังจากปลูกแล้ว 10-20 วัน

การดูแลรักษา

      1. การถอนแยกและการใส่ปุ๋ย

         เมื่อต้นข้าวโพดมีอายุได้ 15 วัน หรือต้นมีความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ให้ถอนแยกต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก เหลือหลุมละ 2 ต้น แล้วพรวนดินเพื่อกำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ย โดยโรยข้างแถวปลูกห่างจากโคนต้นประมาณ 1 คืบ หลังจากนั้นจึงกลบปุ๋ยด้วยดิน และพูนโคนต้นในคราวเดียวกัน สำหรับสูตรและอัตราส่วนปุ๋ยที่ใช้โรยข้างแถวปลูกจะแตกต่างกันดังนี้

         1.1 ในเขตภาคกลางตอนบน ใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อต้น

         1.2 ในเขตภาคกลางตอนล่าง ใช้ปุ๋ยสูตร 45-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 1 ช้อนโต๊ะต่อต้น หรือปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 2 ช้อนโต๊ะต่อต้น

         1.3 ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้ปุ๋ยสูตร 45-0-0 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 1 ช้อนโต๊ะต่อต้น หรือปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 50-75 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 2-3 ช้อนโต๊ะต่อต้น

สูตรและอัตราปุ๋ยที่ใช้รองก้นหลุมและโรยข้างแถวตามสภาพพื้นที่

      2. การให้น้ำ

         ถ้าปลูกในที่สวนผัก ควรให้น้ำวันละครั้ง (ยกเว้นวันที่ฝนตกหนัก) โดยวิธีการใช้แครงสาด หรือใช้เครื่องพ่นน้ำ ซึ่งมีท่อพ่นน้ำออก 2 ข้าง ส่วนในพื้นที่ที่เป็นที่ไร่ ควรให้น้ำทุกวันเช่นกัน ถ้าทำไม่ได้ควรให้ 2 วันต่อครั้ง โดยใช้วิธีให้น้ำตามร่อง การให้น้ำควรให้อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวหมดแปลง

      3. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

         3.1 การป้องกันกำจัดวัชพืช นอกจากวิธีการใช้แรงคนถากถาง ในขณะที่ทำการถอนแยก และใส่ปุ๋ยเมื่อต้นข้าวโพดมีอายุ 15 วันแล้วอาจใช้สารเคมี เช่น อาทราซีน หรืออะลาคลอร์ อัตรา 1 ลิตรต่อไร่ ฉีดคลุมแปลงหลังปลูกข้าวโพด ในขณะที่ดินยังเปียก และก่อนวัชพืชจะงอก แต่เกษตรกรควรงดใช้สารเคมีประเภทนี้ เพราะต้นข้าวโพดโตเร็ว และวัชพืชไม่มีผลต่อผลผลิตข้าวโพดมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นตลาดในต่างประเทศ กำลังเพ่งเล็งเรื่องสารพิษตกค้างประเภทนี้อยู่

         ข้อควรระวัง ในการใช้สารเคมี อาจมีพิษตกค้างที่จะตาามาสำหรับพืชฤดูต่อไป เช่น ถ้าปลูกผัก หรือพืชตระกูลถั่วต่อจากข้าวโพดฝักอ่อน ก็ไม่ควรใช้อาทราซีน เป็นต้น

         3.2 การป้องกันกำจัดหนู ในบางพื้นที่อาจพบหนูมากัดกินเมล็ดพันธุ์ก่อนที่จะงอก และหลังงอก จนกระทั่งเก็บเกี่ยวก็จะพบหนูมาทำความเสียหายเช่นกัน ในการป้งอกันกำจัดอาจใช้ซิงค์ฟอสไฟด์ หรือราคูมิน ทำเป็นเหยื่อล่อให้หนูมากินแล้วตาย

หนอนกระทู้ข้าวโพด

         3.3 การป้องกันกำจัดแมลง เนื่องจากข้าวโพดฝักอ่อนมีอายุตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงวันเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 45-60 วัน จึงมีแมลงศัตรูรบกวนน้อย ทำให้ไม่ต้องระวังโรคแมลงมากนัก แต่ถ้าพบแมลงศัตรูระบาดมาก ควรใช้วิธีกล เช่น ใช้แสงไฟล่อแมลง หรือใช้สารชีวภาพ เช่น ในระยะที่ข้าวโพดยังเป็นต้นกล้า หากเกิดภาวะฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง มักจะมีเพลี้ยไฟระบาดทำความเสียหาย ควรให้น้ำ หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิด และวงจรชีวิตของแมลง มีพิษตกค้างระยะสั้น และน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

หนอนกระทู้หอม

         3.4 การป้องกันกำจัดโรค พบว่าโรคที่สำคัญและทำความเสียหายแก่ข้าวโพดฝักอ่อนมากที่สุดคือ โรคราน้ำค้าง แต่ก็สามารถป้องกันได้ โดยการใช้ข้าวโพดพันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์สุวรรณ 2 พันธุ์เชียงใหม่ 90 และพันธุ์รังสิต 1 เป็นต้น แต่ถ้าใช้พันธุ์ข้าวโพดหวาน ควรใช้สารเคมีเอพรอน 75 คลุกเมล็ดก่อนปลูก ส่วนข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมของบริษัท มักคลุกเมล็ดมาให้แล้ว

         ข้อควรระวัง ควรใช้สารเคมีตามอัตรา และวิธีการที่กำหนดไว้ตามฉลากข้างภาชนะบรรจุอย่างเคร่งครัด และด้วยความระมัดระวัง

โรคราน้ำค้าง

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 เมษายน 2549
 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ตอน 3

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:12 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/apr49/agri/spear.htm.

การเพาะกล้าหน่อไม้ฝรั่ง

1. เมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์ที่ดีควรจะมีอัตราความงอกสูง (โดยดูจากฉลากที่ติดมากับกระป๋อง) มีความบริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ที่กำหนดไว้ เมล็ดพันธุ์ที่บรรจุกระป๋องจำหน่ายในปัจจุบันหนัก 1 ปอนด์ (453.6 กรัม) จะมีเมล็ดประมาณ 13,000-23,000 เมล็ด แล้วแต่พันธุ์ ซึ่งสามารถเพาะเมล็ดแล้วให้ต้นกล้าสำหรับย้ายปลูกได้ 2-4 ไร่ โดยจะใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 500-600 ตารางเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราความงอกของเมล็ด ตลอดจนเทคนิคและวิธีการเพาะกล้าของผู้ปลูก

2. การเตรียมแปลงเพาะกล้า

         แปลงเพาะกล้าควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสม ลักษณะแปลงเพาะกล้าที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

2.1 ควรเป็นที่โล่งแจ้ง ไม่มีร่มเงาของต้นไม้ อาคาร หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ

2.2 เป็นที่ที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง เมื่อให้น้ำหรือมีฝนตก

2.3 มีสภาพความเป็นกรดหรือด่างเหมาะสม ควรเป็นกลางหรือกรดเล็กน้อย (พีเอช 6.0-6.8)

2.4 ไม่เป็นที่สะสมของโรค เช่น โรคแอนแทรคโนส โรคลำต้นไหม้ โรครากเน่า โคนเน่า

2.5 ไม่เป็นที่สะสมของแมลง เช่น หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก เพลี้ยไฟ

2.6 ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

2.7 ดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือปรับปรุงให้ร่วนซุยโดยการใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักสมบูรณ์แล้ว

2.8 ควรเป็นที่ที่ปราศจากวัชพืช เช่น แห้วหมู หญ้าแพรก หญ้าปล้อง ฯลฯ หรือได้กำจัดวัชพืชจนหมดแล้ว

3. วัสดุปรับปรุงดิน

          มีหลายชนิดขึ้นอยู่กับสภาพของดินที่ใช้ในการเพาะกล้า ปกติมักจะเลือกใช้ดังนี้

3.1 ปุ๋ยหมัก ควรเป็นปุ๋ยหมักเก่า (เมื่อเอามือซุกเข้าไปในกองปุ๋ยจะไม่รู้สึกร้อน)

3.2 ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 หรือ 21-0-0

3.3 ปูนขาว

3.4 สาร เคมี ป้อง กัน กำจัด โรค รา ได้ แก่

– แคปแทน เช่น ออร์โธ ไซด์ แคปแทน 50 แคปตา ไซด์ 50 ฯลฯ

– แมน โคเซ็บ เช่น ไดเทนเอ็ม 45 เชลล์เทนเอ็ม 45 เทนเอ็ม 45 ฯล ฯ

3.5 สาร เคมี ป้อง กัน กำจัด แมลง ได้ แก่

– คาร์โบ ฟู แรน เช่น ฟู รา ดาน (ใช้ พร้อมกับการ หยด เมล็ด เท่า นั้น)

– โมโน โครโตฟอส เช่น อโซด ริน นูวาครอน คาร์วิน 56 ฯล ฯ – คาร์บา ริล เช่น เซฟวิน เอส 85 เอสวิน 85 เซฟวิน เอฟ 3 เซฟวิน 85 ฯล ฯ – ไพรี ทอยด์ เช่น แอมบุช พี รา ทอย ฯล ฯ

3.6 แกลบ ฟาง

3.7 บัวรดน้ำ

3.8 อุปกรณ์การเตรียมแปลง จอบ คราด ไม้ปาดแปลง ไม้ชักร่อง

วัสดุปรับปรุงดินที่ใช้ต่อพื้นที่เพาะกล้า 1 ตารางเมตรคือ

ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัม
ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 30 กรัม (10 ช้อน ชา)
ปูนขาว 10 กรัม (3-4 ช้อน ชา)

คลุกเคล้าวัสดุปรับปรุงดินยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 1.5 เมตร (รวมร่องน้ำ) เกลี่ยดินบนแปลงให้เรียบ ทำร่องในแนวขวางแปลงโดยใช้ไม้ชักร่องกดลง (ไม้ชักร่องหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร) ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ให้แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร

4. การหยอดเมล็ด

นำเมล็ดมาหยอดลงในร่องที่เตรียมไว้ หยอดเมล็ดเป็นจุด ๆ ละ 1 เมล็ดห่างกันจุดละ 10-15 เซนติเมตร โรยทับด้วยฟูราดานบาง ๆ ในร่อง จากนั้นกลบเมล็ด โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เขี่ยดินขอบร่องลงกลบในร่องบาง ๆ แล้วใช้ฟางคลุมทับบนแปลงหนาพอประมาณ ละลายยาป้องกันเชื้อรา เช่น แคปแทนหรือแมนโคเช็บ อัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 10 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วแปลง จากนั้นรดน้ำตามให้ชุ่ม

       5. การให้น้ำ 
ระยะแรก ๆ จะต้องรดน้ำให้บ่อยครั้ง อย่าปล่อยทิ้งให้แปลงแห้ง หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 10-15 วัน ต้นกล้าจะเริ่มงอก เปิดฟางออกบ้างให้เหลือฟางเพียงบาง ๆ เพื่อให้ต้นกล้างอกได้สะดวก หน่อไม้ฝรั่งต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอในการเจริญเติบโต วิธีการให้น้ำที่เหมาะสมสำหรับในแปลงเพาะกล้าคือ ควรให้น้ำแบบพ่นฝอย หรือสปริงเกอร์ แต่วิธีนี้จะใช้เงินลงทุนสูงมาก เกษตรกรจึงนิยมให้น้ำแบบอื่น ๆ เช่น ปล่อยตามร่อง หรือใช้แบบปั๊มมีสายยางรด ซึ่งลงทุนต่ำกว่า อย่างไรก็ตามหลักการให้น้ำหน่อไม้ฝรั่ง คือ ต้องให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่แฉะ หรือแห้งจนเกินไป และอย่าให้น้ำฉีดถูกต้นอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย

       6. การให้ปุ๋ย 

การให้ปุ๋ยในระยะแรก ๆ จะให้ในรูปของปุ๋ยละลายน้ำ โดยใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 10 กรัม (3-4 ช้อนชา) ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้สลับกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราที่เท่ากัน ละลายปุ๋ยใส่บัวรดน้ำราดบนแปลงแล้วรดน้ำตามให้ชุ่มประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง ให้ประมาณ 3-4 ครั้ง จากนั้นเริ่มให้ปุ๋ยเม็ด สำหรับปุ๋ยเม็ดให้ใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 15-20 กรัม (5-7 ช้อนชา) ต่อพื้นที่ปลูกประมาณ 1 ตารางเมตร ใส่ปุ๋ยเม็ดเดือนละครั้ง ประมาณ 2-3 ครั้ง ใส่พร้อมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 200-300 กรัม ถ้าไม่มีแรงงานพอในการให้ปุ๋ยแบบละลายน้ำรด

ในเดือนแรกให้ใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 10-15 กรัมต่อพื้นที่ปลูก 1 ตารางเมตร

ในเดือนที่ 2 ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 15-20 กรัมต่อ 1 ตารางเมตร

ถ้าต้นแสดงอาการขาดไนโตรเจนคือมีอาการปลายยอดเหลือง จะต้องเพิ่มการให้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ในอัตราเท่ากับเดือนแรก หลังจากนั้นให้ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราเท่ากันทุกเดือน โดยใส่ระหว่างร่องปลูก

ข้อควรระวังในการให้ปุ๋ย : หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรให้น้ำตามอย่างพอเหมาะ เพื่อที่น้ำจะได้ไปละลายปุ๋ยให้เป็นประโยชน์ต่อหน่อไม้ฝรั่ง การให้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ควรใส่แบบฝังปุ๋ยลงในดินใกล้บริเวณรากหน่อไม้ฝรั่ง ไม่ควรใส่ปุ๋ยให้ติดรากหน่อไม้ฝรั่งเพราะอาจจะทำให้ต้นเหี่ยวได้

7. การกำจัดวัชพืช 

หลังจากกล้าหน่อไม้ฝรั่งงอกแล้ว ควรมีการกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ การกำจัดวัชพืชในช่วงเดือนแรกของการเพาะกล้า ควรทำอย่างระมัดระวัง เพราะกล้าหน่อไม้ฝรั่งยังอ่อนแออยู่ หากกระทบกระเทือนอาจทำให้ต้นกล้าตายได้ การใช้มือถอนจะดีที่สุด การกำจัดวัชพืชบนแปลงกล้า ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช แต่ถ้าเป็นรอบ ๆ บริเวณแปลงเพาะกล้า หรือบริเวณทางเดิน สามารถใช้สารเคมีได้โดยไม่เกิดปัญหาใด ๆ
8. การตัดแต่งต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่ง 

การตัดแต่งต้นกล้า จะทำให้ต้นโปร่งขึ้น ไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง และสามารถพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้การตัดแต่งต้น จะทำให้มีการสะสมอาหารที่เหง้าและตามากขึ้น ทำให้เหง้าและตามีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นการตัดแต่งต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งและมักจะทำเมื่อต้นกล้า อายุประมาณ 2 1/2 – 3 เดือนขึ้นไป
9. การพูนโคนต้นกล้า

ถ้าต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งมีเหง้าลอยพ้นดิน มักมีสาเหตุมาจากการที่หยอดเมล็ดตื้น หรือให้น้ำแบบสายยางฉีดรด หรือให้น้ำตามร่องจนชะดินลงมา ดังนั้นควรมีการตรวจแปลงกล้าอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบว่าต้นกล้าที่แตกขึ้นมาใหม่มีขนาดเล็กและเป็นฝอย รากและเหง้าเล็กลง ทำให้ได้ต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ จึงควรทำการพรวนดินกลบเหง้า (พูนโคนต้น) ต้นกล้าด้วย

10. การป้องกันกำจัดโรคและแมลงในระยะต้นกล้า 

ในระยะนี้อาจมีโรคแมลงและหนอนต่าง ๆ เข้ามาทำลายบ้าง การป้องกันกำจัดก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นนับว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งทำได้โดยการฉีดสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงประมาณเดือนละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการระบาดของโรคและแมลง และฉีดพ่นป้องกันกำจัดตามความจำเป็นเท่านั้น โดยคำนึงถึงระยะของการออกฤทธิ์ของสารเคมีแต่ละชนิดเป็นสำคัญอีกทางหนึ่งด้วย

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 เมษายน 2549
 

นักวิจัย มก. คิดค้น “ฉลากแหนม” แถบวัดความเปรี้ยวด้วยสีที่เปลี่ยนไป : สนองตลาดบริโภคแหนม

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:07 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar49/agri/dye.htm.

      “ฉลากแหนม” Intelligent Packaging ผลงานการค้นคว้าวิจัยของนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อใช้เป็นเครื่องบอกระดับความเปรี้ยวของแหนม ช่วยให้ผู้บริโภคได้รสชาติที่พอดีกับความต้องการ “แหนม” เป็นผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของไทยที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภค ซึ่งผู้บริโภคก็มีรสนิยมการบริโภคที่แตกต่างกัน บางคนนิยมรสเปรี้ยวมาก ในขณะที่บางคนนิยมแหนมที่มีรสเปรี้ยวเพียงเล็กน้อย ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคใช้การคาดคะเนรสชาติของแหนม หรือสอบถามจากผู้ขาย ซึ่งหลายครั้งต้องพบกับรสเปรี้ยวที่ไม่พอดี

      ผศ.ดร.วาณี ชนเห็นชอบ หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมด้วยนางสาวฉันทิตา ภาสะประหาส นิสิตปริญญาโท ได้ตระหนักในความต้องการของผู้บริโภค จึงได้ศึกษาค้นคว้าวิธีการ หรือเครื่องหมายเพื่อบ่งบอกถึงความเปรี้ยวในระดับต่าง ๆ ของแหนม

      เนื่องจากแหนมเป็นผลิตภัณฑ์หมัก โดยใช้ Lactic acid bacteria กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัสของแหนม จะเปลี่ยนแปลงไปในระหว่างกระบวนการหมัก โดยทั่วไปแหนมจะหมักได้ที่เมื่อมี pH ประมาณ 4.2 และมีปริมาณกรดที่ไทเทรดได้ ซึ่งในที่นี้คือ Lactic acid ประมาณ 1% ซึ่งโดยหลักการแล้ว “ฉลากแหนม” หรือ Intelligent Packging เป็นสติ๊กเกอร์แถบสี Indicator (สีเหลือง) ที่มีส่วนผสมของ dye Solution พิมพ์ลงบนฟิล์ม nylon/PE

สีเหลืองจะเปรี้ยวน้อย สีส้มจะเปรี้ยวปานกลาง สีแดงจะเปรี้ยวมาก

      โดยนำฉลากแหนมไปติดบริเวณด้านนอกของฟิล์มพลาสติกบรรจุแหนม และฉลากแหนมจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีตามระดับความเปรี้ยวของแหนมได้ 3 ระดับ คือ สีเหลืองจะเปรี้ยวน้อย สีส้มจะเปรี้ยวปานกลาง และสีแดงจะเปรี้ยวมาก ซึ่งเมื่อฉลากแหนมเปลี่ยนเป็นสีที่ต้องการเมื่อใด ผู้บริโภคก็สามารถนำแหนมเข้าตู้เย็น เพื่อคงระดับความเปรี้ยวนั้นไว้ จนถึงเวลาที่ต้องการบริโภค แต่อย่างไรก็ตาม แถบวัดความเปรี้ยวยังมีข้อจำกัดคือ จะวัดได้เฉพาะแหนมที่ห่อด้วยพลาสติกเท่านั้น ไม่สามารถใช้วัดกับแหนมที่ห่อใบตองได้

      ขณะนี้ ทีมงานวิจัยฉลากแหนมกำลังพัฒนาฉลากแหนมเพื่อใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ โดยทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์กับการเปลี่ยนแปลงสีของ Indicator ให้เหมาะสม รวมถึงการเพิ่มคุณภาพทางการตลาดในสินค้าอาหารประเภทต่าง ๆ เพื่อสร้างมาตรฐาน และขยายโอกาสการส่งออกไปยังต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

      สนใจติดต่อได้ที่ ผศ.ดร.วาณี ชนเห็นชอบ ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2562-5052

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 มีนาคม 2549
 

ULEM : อุปกรณ์กระจายของเหลวฝอยพ่นสารชีวภาพ ช่วยเกษตรกรในพื้นที่แล้งน้ำ

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 12:02 pm

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar49/agri/ulem.htm.

      “ULEM” อุปกรณ์กระจายของเหลวฝอย สำหรับพ่นสารชีวภาพในพื้นที่แปลงข้าว ซึ่งเป็นผลงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะเกษตร มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้ร่วมกันับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ศึษาวิจัย ซึ่ง ULEM นี้ เป็นเครื่อมือเพื่อส่งเสริมการเกษตร โดยใช้ระบบให้อาหารและให้น้ำทางใบแก่ข้าวและพืชอื่น โดยใช้หลักการง่าย ๆ คือ เอาถังน้ำใส่น้ำ และใช้แบตเตอรี่ 12 โวลท์ และใช้มอเตอร์หมุนพ่นเป็นละอองน้ำ ใช้พ่นปุ๋ยน้ำ ยาฆ่าแมลง หรือสารสมุนไพร เช่น ใบตะไคร้บด ซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูกในพื้นที่แล้งน้ำ เพราะสามารถลดปริมาณการให้น้ำแก่พืชได้มากกว่าการให้น้ำแบบปกติ

      ULEM (Ultra Low Energy Mist) คิดค้นโดย รศ.ดร.ปองวิทย์ ศิริโพธิ์ หัวหน้าคณะวิจัยและคณะหน่วยวิจัยการประยุกต์การใช้ยานที่เบากว่าอากาศ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยในัจจุบันได้รัความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้ และเกษตรกรที่ทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่แล้งน้ำ ซึ่งขณะนี้พร้อมขยายผลสู่เกษตรกรแล้ว ที่สำคัญคือ ULEM นี้ เป็นเรื่องมือให้อาหารพืชที่ปลอดภัย เป็นมิตรกับระบบนิเวศ ซึ่งเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สนองพระราชดำริของระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

      จากผลสำเร็จของงานวิจัยชิ้นนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ธ.ก.ส. ผลิตหัวฉีด ULEM จำวน 1 ล้านชุด และจัดสร้างเรือเหาะ จำนวน 2 ลำ เพื่อรัฐบาลจะนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ โดยให้ ธ.ก.ส. บรรจุโครงการนี้ไว้ในโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งและความยากจน

      ล่าสุดในการลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของนายกรัฐมนตรี ในช่วงระหว่างวันที่ 16-20 มกราคม 2549 ที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด รศ.ดร.ปองวิทย์ ศิริโพธิ์ และคณะทีมวิจัย ได้มีโอกาสสาธิตการใช้หัวฉีด ULEM โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อธิบายถึงประโยชน์ของการทำการเกษตร โดยใช้ระบบ ULEM ว่า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เหมาะสมกับการเพาะปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะทูตานุทูตที่เข้าชมการสาธิเป็นอย่างมาก

      รศ.ดร.ปองวิทย์ ศิริโพธิ์ หัวหน้าคณะวิจัยการให้อาหารต้นข้าวทางอากาศกล่าวว่า “ผลงานวิจัยนี้ก่อให้เกิดกระแสตอบรับที่ดี จากกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จากต้นแบบที่คณะวิจัยคิดค้น เกษตรกรได้นำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของเกษตรรที่น่าทึ่งและคุ้มค่า มีการเข้ามาศึกษาดูงานในพื้นที่แปลงนาสาธิตอย่างต่อเนื่อง และเป็นแหล่งฝึกอบรมเกษตรรในการทำเกษตรอินทรีย์ด้วย”

      ทั้งนี้ ทีมผู้วิจัยมีแผนงานที่จะพัฒนางานต่อยอดเป็นเครื่องพ่นฝอย แบบสะพายหลังสิงหนาท ซึ่งได้มีการนำไปใช้แล้วบางส่วน และมีแผนที่จะนำ ULEM ไปพัฒนาใช้กับงานด้านปศุสัตว์ด้วยต่อไป

      สำหรับเกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยการประยุกต์การใช้ยานที่เบากว่าอากาศ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2930-5779, 0-1492-7387 จำหน่ายในราคาเครื่องละ 220 บาท

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 มีนาคม 2549
 

การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อน ตอน 1

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 11:58 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar49/agri/corn.htm.

ดินและการเตรียมดิน

      ดินที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ควรเป็นดินที่มีการระบายน้ำดีคือ ดินร่วนทรายถึงดินร่วนเหนียว มีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม ระหว่าง 6.5-7.5 หากที่ดินมีสภาพความเป็นกรดต่ำกว่า 5 ก่อนปลูกประมาณ 1 เดือน ควรหว่านปูนขาวให้ทั่วแปลง ในอัตรา 500-700 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกเคล้ากับดินโดยการไถพรวน หรือสับดิน แล้วรดน้ำให้ทั่วแปลง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความเป็นกรดของดินได้เร็วขึ้น

      1. การเตรียมดินไร่ หรือดินร่วน

         ไถบุกเบิกเพื่อพลิกหน้าดิน และทำลายหญ้าด้วยไถผาน 3 ให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร (1 คืบ หรือ 1 หน้าจอบ) แล้วทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อตากดิน และปราบวัชพืชไปในตัว จากนั้นจึงไถพรวนด้วยไถผาน 7 เพื่อย่อยดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การงอก และการเจริญเติบโตของต้นกล้า รวมทั้งทำลายวัชพืชที่กำลังงอกไปด้วย หลังจากนั้นจึงชักร่องปลูกให้มีระยะห่างระหว่างร่อง 50 เซนติเมตร และร่องมีความลึก 10 เซนติเมตร

      2. การเตรียมดินสวน หรือดินเหนียว

         ควรยกร่องให้มีสันแปลงกว้าง ประมาณ 3.5-4.5 เมตร เพื่อความสะดวกในการให้น้ำ และการระบายน้ำ เว้นที่ไว้สำหรับใช้เป็นทางเดินรอบ ๆ แปลง ประมาณ 0.5 เมตร สองข้างแปลงขุดเป็นร่องน้ำขนาดกว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร พลิกหน้าดินบริเวณสันแปลงให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน หลังจากนั้นจึงย่อยดินให้ร่วนซุยอีกครั้ง

      ในการเตรียมดินทั้ง 2 ประเภทนี้ หากเกษตรกรมีรถไถเดินตาม สามารถนำมาใช้ได้ โดยให้ดินมีความชื้นพอเหมาะเสียก่อน

การเตรียมเมล็ดพันธุ์

      ปัจจุบันมีเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนโดยเฉพาะ ซึ่งผลิตโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายแห่ง พันธุ์ลูกผสมของเอกชนมักมีราคาแพง แต่เป็นที่นิยมของเกษตรกร เนื่องจากอัตราการงอกสูง มีความสม่ำเสมอของต้น และอายุการเก็บเกี่ยว รวมทั้งฝักอ่อนมีมาตรฐานสูง เป็นที่ต้องการของตลาด และการส่งออก

      ในกรณีที่ต้องการลดต้นทุน อาจใช้พันธุ์ผสมเปิดของทางราชการ หรือใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไร่ เช่น พันธุ์สุวรรณ 2 พันธุ์เชียงใหม่ 90 หรือพันธุ์รังสิต 1 ก็ได้ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 9 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานธรรมดา หรือข้าวโพดหวานพิเศษ ก็จะใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 6 กิโลกรัมต่อไร่

      แต่ข้าวโพดหวานทั้ง 2 ชนิดนี้ มีข้อจำกัดคือ ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้าง จึงต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมีก่อนปลูก เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง โดยใช้สารเคมีเอพรอน 75 ในอัตรา 7 กรัม (1 ซอง) ต่อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวาน 1 กิโลกรัม

      วิธีคลุกยา

      ให้ใช้น้ำเปล่าประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (10 ซีซี) ราดลงบนเมล็ดก่อน แล้วจึงเทสารเคมีลงไป ใช้ไม้คนคลุกเคล้าให้ทั่ว น้ำจะช่วยทำให้สารเคมีเกาะติดเมล็ดได้ดีขึ้น

      อนึ่งในฤดูฝน เกษตรกรควรเลือกใช้พันธุ์ข้าวโพดไร่ ซึ่งต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดีกว่าพันธุ์ข้าวโพดหวาน ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาโรคราน้ำค้างที่ระบาดมากในฤดูฝน

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 มีนาคม 2549
 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ตอน 2

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 11:54 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/mar49/agri/spear.htm.

ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

เป็นดินที่มีเนื้อดินร่วนจนถึงดินเหนียวร่วน หน้าดินลึก และมีการระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลางขึ้นไป ส่วนดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีน้ำขัง มีชั้นดินดานข้างใต้ เป็นกรดและด่างจัด นับว่าเป็นดินที่ไม่เหมาะแก่การปลูกพืช ทั้งนี้เพราะดินดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ซึ่งขัดขวางการเจริญเติบโตของรากพืช เป็นสาเหตุให้พืชเจริญเติบโตช้า และให้ผลผลิตต่ำ ดังนั้นในการเลือกพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง จึงมีข้อควรพิจารณาดังนี้

1. ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกหน่อไม้ฝรั่งควรเป็นดินที่ไม่เป็นกรดจัดคือ มีพีเอช (pH) 6.0-6.8 ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาว หรือปูนเปลือกหอยเพื่อปรับปรุงดิน ในภาคกลางต้องใส่ปูนขาวประมาณ 150-200 กิโลกรัมต่อไร่

2. ความลึกของชั้นหน้าดิน ในการปลูกพืชล้มลุกนั้น ชั้นดินบนที่มีความลึกไม่เกิน 50 เซนติเมตร จะมีความสำคัญที่สุด แต่สำหรับหน่อไม้ฝรั่งควรมีชั้นของดินบนและดินล่าง ลึกตั้งแต่ 50 เซนติเมตร – 1 เมตร เนื่องจากรากสามารถเจริญเติบโตแผ่ขยายไปดูดน้ำ และธาตุอาหารจากดินล่างได้ด้วย ดังนั้นการเลือกพื้นที่สำหรับปลูกหน่อไม้ฝรั่ง จึงควรเลือกที่มีชั้นหน้าดินลึก มีการระบายน้ำ และมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับปานกลางเป็นอย่างน้อย

3. ระดับน้ำใต้ดิน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาเช่นกัน พื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกพืชชนิดนี้ ไม่ควรมีระดับน้ำใต้ดินสูงมากกว่า 1 เมตร แม้ในฤดูฝน เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตของรากไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีอายุย่างเข้าปีที่สอง พื้นที่ใดมีระดับน้ำใต้ดินสูง ส่วนของดินที่รากจะแผ่ขยายไปหาอาหารก็จะลดน้อยลงไป และหากเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมขังระบบรากได้ง่ายด้วยแล้ว อาจทำให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งตายได้ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งระบบร่องจีน ในฤดูฝนต้องสูบน้ำออกจากแปลงเพื่อปรับระดับน้ำใต้ดินให้พอเหมาะ หน่อไม้ฝรั่งจึงจะเจริญได้ดี

ในเรื่องลักษณะของดินสรุปได้ว่า

1. หน่อไม้ฝรั่งสามารถเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมแก่การปลูกควรมีหน้าดินลึก

2. ควรเป็นดินที่เก็บความชื้นได้ดีพอสมควร สามารถระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่ขัดขวางการเจริญเติบโตของหน่ออ่อน และการไชชอนของราก เช่น ดินทราย ดินร่วน หรือดินร่วนเหนียว

3. ดินทรายจัดและดินปนกรวด ไม่เหมาะแก่การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง เนื่องจากดินทรายจัดเก็บความชื้นได้น้อย ส่วนดินปนกรวดทำให้หน่อโค้งงอ

4. ดินเหนียวจัดไม่เหมาะแก่การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง เนื่องจากมีการระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศไม่ดี อาจมีน้ำขัง และทำให้การแทงหน่อไม่ค่อยดีนัก

ดังนั้นดินที่เหมาะสมต่อการปลูกหน่อไม้ฝัร่ง ควรเป็นดินร่วนปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสูง การปลูกเพื่อผลิตหน่อขาว จำเป็นต้องใส่อินทรีย์วัตถุและปุ๋ยหมักมากพอสมควร ในเขตพื้นที่ลุ่มของภาคกลาง เช่น ในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม จำเป็นต้องปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ในแปลงผักแบบยกร่อง ขนาดความกว้างของแปลงประมาณ 4-5 เมตร ความกว้างของร่องน้ำประมาณ 1 เมตร ซึ่งดินจะเป็นดินเหนียวหมักสีดำ แต่ก็สามารถปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อทำหน่อเขียวได้ โดยต้องใส่อินทรีย์วัตถุรอบ ๆ โคนต้น เพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหน่อไม้ฝรั่ง และต้องเติมอินทรีย์วัตถุทุก ๆ เดือนจึงจะดี

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 มีนาคม 2549
 

นักวิจัย มก. คิดค้นสมุนไพรกำจัดปลวก

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 11:50 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb49/agri/terminate.htm.

      รศ.ดร.สุรพล วิเศษสรรค์ อาจารย์ ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งที่ได้วิจัยโดยเอาสมุนไพร มาใช้ในการกำจัดประชากรปลวก และได้วิจัยสรรพคุณต่าง ๆ ของสมุนไพรคือ ขมิ้นชัน ซึ่งมีสรรพคุณในการหยุดการทำงาน ของเอนไซม์ ที่มีเชื้อราในมนุษย์ พืช และสัตว์ เมล็ดน้อยหน่า มีผลต่อการทำลาย เนื้อเยื่อของสัตว์ สะเดาอินเดีย มีสารในการลดการพัฒนาของแมลง ทำให้แมลงไม่กินพืชที่เราปลูก

      หางไหล มีสารส่งผลกระทบต่อการหายใจของแมลงจำพวกปากดูดและเจาะดูด หญ้าแห้วหมู มีสารยับยั้งการทำงานเอนไซม์ในปลวก และ เปลือกมังคุด มีผลต่อการทำลายระบบคุ้มกันในปลวก

      สมุนไพรเหล่านี้ปลวกไม่ชอบกิน หากจะนำมาใช้ในการทำลายปลวกได้ก็จะต้องมีตัวประสาน ที่เป็นอาหารที่ชอบของปลวกอย่างเช่น พวกไม้เนื้ออ่อน ก้ามปู โกงกาง และทองหลาง อะไรเทือกนั้น โดยนำเอาสมุนไพรในอัตรา 1% กับไม้ที่เป็นอาหารปลวก 99% ผสมกันแล้วนำมาล่อเหยื่อ 3 รูปแบบ ตามความเหมาะสมของปัญหา

      แบบที่ 1ให้ชื่อ ว่า Terminate เป็นไม้ เหยื่อล่อปลวกอัดแท่ง ผสมพืชสมุนไพรบรรจุ ในท่อพลาสติก ที่สามารถเสียบปักฝังดินได้ โดยฝังไปรอบๆบริเวณบ้านทุกระยะ 1.20 เมตร ปลวกจะกินเหยื่อและนำไปสู่รังของมัน ระหว่างดำเนินการนี้ ปลวกจะค่อยๆ น้อยลงไปทุกทีและเห็นผลภายใน 6 เดือนหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของรังปลวก วิธีการนี้เหมาะสำหรับป้องกันปลวกรุกล้ำเข้าบ้าน

      แบบที่ 2 เรียกว่า Terminus เป็นไม้เหยื่อล่อปลวกอัดแท่งเหมือนแบบแรกแต่ไม่ต้องฝังดิน เพียงเอาไปติดตั้งบริเวณทางเดินของปลวก เพื่อล่อให้ปลวกมากัดกินเหยื่อสมุนไพรในกล่อง Terminus และสามารถตรวจสังเกตได้ว่าหากปลวกได้รับเหยื่อสมุนไพรนี้ลำตัว จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มมากกว่าเดิม วิธีนี้เหมาะสำหรับบ้านที่เจอปัญหาปลวกบุกเข้าโจมตีกัดกินข้าวของในบ้านเรียบร้อยแล้ว

      แบบที่ 3 คือ Termina Oil เป็นน้ำสกัดสมุนไพรเข้มข้น เวลาเอาไปใช้งานต้องทำให้ เจือจางในน้ำ อัตราส่วน สมุนไพร 1 ลิตรต่อน้ำ 35 ลิตร แล้วฉีดพ่นอัดใส่ท่อ และวิธีการเจาะอัดแทนการใช้สารเคมี

      ซึ่งจะมีผลทำให้ปลวกค่อยๆ อ่อนแอลง ตัวที่แข็งแรงก็จะมากัดกินตัว ที่อ่อนแอ ทำให้สารแพร่กระจาย ในรังของมันโดยอัตโนมัติ ปริมาณประชากรปลวก จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนสูญพันธุ์ ไปในที่สุด

จากงานวิจัยนี้ รศ.ดร.สุรพล วิเศษสรรค์ พบว่าคุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่ง ของสมุนไพรกำจัดปลวกก็คือ ทำให้ราชินีปลวกวางไข่ได้น้อยลง เนื่องจากปลวกงานเอาสมุนไพรเหล่านี้ไปให้ราชินีกิน จากเดิมที่เคยไข่ได้นาทีละ 100 ฟองจะเหลือเพียง 4-5 ฟองเท่านั้น และจากนั้นประชากรของมันก็จะเบาบางลงเรื่อยๆจนหมดไป แต่ว่าสัตว์ชนิดอื่นที่อาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างปลอดภัย

ผลงานวิจัยนี้ พร้อมที่จะถ่ายทอดและให้นำไปใช้กันในครัวเรือน หรือทำเป็นการค้าได้ โดยติดต่อไปที่ รศ.ดร.สุรพล วิเศษสรรค์ ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2579-1022 ต่อ 221 หรือ 0-9980-4983

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 กุมภาพันธ์ 2549
 

“สุวรรณ 4452” ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ ให้ผลผลิตและต้านทานโรคสูง

Filed under: 2546-2550,การเกษตร,KU eMagazine — SoClaimon @ 11:46 am

http://www.ku.ac.th/e-magazine/feb49/agri/rice.htm.

    นักวิจัยศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จวิจัยและพัฒนาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว พันธุ์ “สุวรรณ 4452” ให้มีผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุวรรณ 3851 มีเสถียรภาพสูงในการให้ผลผลิตในแหล่งปลูกข้าวโพดต่างๆ

ดร.โชคชัย เอกทัศนาวรรณ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงการวิจัยและพัฒนาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว พันธุ์ “สุวรรณ 4452” ว่า พันธุ์ข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวมีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ และผลผลิตรวมของประเทศไทย เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอในการใช้ภายในประเทศและการส่งออก การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยวให้มีผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุวรรณ 3851 อย่างน้อย 10% และมีเสถียรภาพ (stability) สูงในการให้ผลผลิตในแหล่งปลูกข้าวโพดต่างๆ

ข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวพันธุ์สุวรรณ 4452 ได้จากการนำสายพันธุ์แท้ เกษตรศาสตร์ 47 ผสมกับสายพันธุ์แท้ Kei 0102 พันธุ์ร่วมทดสอบ ได้แก่ พันธุ์ลูกผสมของศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ และบริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ในการทดสอบพันธุ์ลูกผสมร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (21 พันธุ์) การทดสอบพันธุ์ลูกผสมที่ดีเด่นของ มก. (8 พันธุ์) และการทดสอบพันธุ์ลูกผสมกึ่งการค้า (20 พันธุ์) พันธุ์เปรียบเทียบ จำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ ลูกผสมเดี่ยวพันธุ์สุวรรณ 3851 ลูกผสมเดี่ยวพันธุ์การค้า CP-DK 888 ลูกผสมเดี่ยวพันธุ์นครสวรรค์ 72 และพันธุ์สุวรรณ 1 รอบคัดเลือกที่ 11,12 และ 13

ผลการทดสอบพันธุ์ในแหล่งปลูกข้าวโพดต่างๆ ในช่วง 4 ปี (พ.ศ. 2543-2546) พบว่า พันธุ์สุวรรณ 4452 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,151-1,430 กิโลกรัม ต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์สุวรรณ 3851 (21.7%) ลูกผสมเดี่ยวพันธุ์ CP-DK 888 (27.4%) ลูกผสมเดี่ยวพันธุ์นครสวรรค์ 72 (23.8%) และพันธุ์สุวรรณ 1 (รอบคัดเลือก 11, 12 และ 13), (38.4%) จากจำนวน 118 (4 ปี), 76 (4 ปี), 49 (3 ปี) และ 29 (3 ปี) การทดลอง ตามลำดับ

ผลการตรวจสอบค่าสัมประสิทธิ์รีเกรซชัน (regression coefficient, b) ของลักษณะผลผลิตในช่วง 2 ปี (พ.ศ. 2544-2545) พบว่า พันธุ์สุวรรณ 4452 ให้ค่า b อยู่ในช่วง 0.83-1.12 แสดงให้เห็นว่า พันธุ์นี้มีแนวโน้มสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เลวถึงดี พันธุ์สุวรรณ 4452 มีอายุวันสลัดละอองเกสร 50% 54 วัน วันออกไหม 50% 54 วัน ความสูงต้น 217 เซนติเมตร ความสูงฝัก 130 เซนติเมตร และให้ลักษณะทางเกษตรบางอย่างดีกว่าพันธุ์สุวรรณ 3851 ได้แก่ ต้านทานการหักล้ม ต้านทานโรคราน้ำค้าง โรคทางใบโดยเฉพาะโรคราสนิม เปลือกหุ้มฝักมิดชิด ลักษณะต้นและฝักดีกว่า ฝักเน่าน้อยกว่า จำนวนฝัก ต่อต้นสูงกว่า และมีเปอร์เซ็นต์กะเทาะเมล็ดสูงกว่าถึง 81.9% นอกจากนี้ พันธุ์สุวรรณ 4452 ยังมีเมล็ดสีส้มเหลืองหัวแข็ง

“จากการประเมินความทนทานความแล้งของข้าวโพดลูกผสม จำนวน 36 พันธุ์ โดยให้ขาดน้ำเมื่อข้าวโพดออกไหมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าพันธุ์สุวรรณ 4452 ให้ผลผลิตในสภาพแล้ง 765 กิโลกรัม ต่อไร่ และสภาพปกติ 1,511 กิโลกรัม ต่อไร่ ในขณะที่พันธุ์ CP-DK 888 และนครสวรรค์ 72 ให้ผลผลิตในสภาพแล้ง 366 และ 422 กิโลกรัม ต่อไร่ และในสภาพปกติ 1,322 และ 1,108 กิโลกรัม ต่อไร่ ตามลำดับ” ดร.โชคชัย กล่าว

ดร.โชคชัย กล่าวต่อไปว่า เมล็ดพันธุ์สุวรรณ 4452 ราคากิโลกรัมละ 70 บาท ซึ่งจะถูกกว่าเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ของเอกชนด้วย การปลูกจะปลูก 1 เมล็ด ต่อหลุม โดยระยะห่างระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระหว่างร่อง 20-25 เซนติเมตร เมล็ดพันธุ์นี้สามารถปลูกหนาแน่นได้และเป็นที่นิยมของเกษตรกร การปลูกนั้นจะใช้ประมาณ 2.5 กิโลกรัม ต่อไร่ เพราะฉะนั้นถ้าพื้นที่นั้นมีฝนตกสม่ำเสมอและการดูแลรักษาที่ดีพอสมควร พันธุ์นี้จะให้ผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือให้ผลผลิตสูงถึง 1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับการทดลองในการให้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์นั้นยังไม่ได้ทดลองโดยตรง แต่โดยทั่วไปข้าวโพดจะให้โปรตีน 7% และน้ำมัน 4-4.5% ในเกณฑ์เฉลี่ย

สำหรับการเก็บเกี่ยวนั้นจะใช้เวลา 110-120 วัน ถ้าเป็นการเก็บเมล็ดแห้ง แต่พันธุ์นั้นแนะนำให้ปลูกทำข้าวโพดหมัก คือถ้าปลูกไปแล้วก็จะไปตัดต้นเมื่อใบเริ่มแห้งแล้ว อายุประมาณ 85 วัน หลังจากการปลูก โดยจะเริ่มนับจากวันที่ให้น้ำเป็นวันที่ 1 ไปอีก 85 วัน จึงจะตัดต้น โดยจะตัดให้ชิดโคนต้น (ข้อแรกที่โผล่ขึ้นมา) ถ้าเป็นเกษตรกรรายใหญ่จะใช้รถตัด เช่น ฟาร์มโชคชัย จากนั้นจะมีตัวสับและพ่นเป็นฝอยมาลงในเทรเลอร์ แล้วเอาไปหมักในหลุมหมักใหญ่ จากนั้นเอาผ้าใบปิดและใช้รถเหยียบเพื่อไล่ออกซิเจนออก เมื่อให้พวกที่ไม่ใช้ออกซิเจนมาย่อยจะทำให้ได้ข้าวโพดหมักที่มีคุณภาพดี ใช้เวลาเพียง 1 เดือน คือ จะมีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้สูงและเปอร์เซ็นต์โปรตีนก็สูงเทียบกับพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ดังนั้น ข้าวโพดหมักเป็นอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงโคเนื้อและโคนมที่ดีมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้เกษตรกรต้องใช้ต้นทุนการผลิตที่สูง เพราะใช้อาหารข้น 70% แต่ถ้าใช้ข้าวโพดหมักก็จะช่วยลดสูตรตัวนี้ออกไปได้ และช่วยประหยัดได้มาก เพราะถ้ายังไม่มีการเปิดใช้ก็จะไม่เสียและโคจะชอบมาก เนื่องจากมีกลิ่นเปรี้ยวของอาหาร ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์มีการใช้ข้าวโพดหมักไปเลี้ยงโคนม

ขณะนี้ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาตได้ทำข้าวโพดหมักส่งออกอยู่ที่วังน้ำเขียว ซึ่งเป็นที่เดียวที่มีการส่งออกสายพันธุ์แท้ที่พัฒนามาจากพันธุ์สังเคราะห์ เกษตรศาสตร์ เบอร์ 6 สายพันธุ์พ่อจะต้านทานโรคดีมาก เช่น โรคราสนิม ความต้านทานต่อการหักล้มและใบเลี้ยงแคบ ในแปลงผลิตนั้นจะปลูกพันธุ์แม่ 4 แถว สลับกับพันธุ์พ่อ 1 แถว และจะไปถอดยอดตัวแม่ก่อนที่จะออกละอองเกสร และต้องปลอดละอองเกสรจากแปลงอื่น เพื่อให้ได้พันธุ์ที่บริสุทธิ์หรือต้องห่างจากพันธุ์อื่นประมาณ 300-400 เมตร หรือปลูกห่างวันกัน 3 อาทิตย์ จากนั้นเมื่อถอดยอดตัวแม่แล้วพันธุ์พ่อก็จะลงไปผสม ลูกที่ออกมาจะได้เป็นพันธุ์สุวรรณ 4452 ซึ่งจะมีลักษณะที่แข็งแรงกว่าพันธุ์พ่อแม่

หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะนำไปปั่นให้ซากข้าวโพดลงดินและพรวนกลบ เพราะซากต้นข้าวโพดจะมีธาตุ NPK อยู่ประมาณ 1% และที่สำคัญการปลูกข้าวโพดแต่ไม่มีการปรับปรุงดินก็จะทำให้ดินจืด รวมทั้งเกษตรกรควรมีการรื้อดินดาน เนื่องจากในแต่ละปีจะมีรถมาเหยียบย่ำทำให้ดินเริ่มแข็ง ซึ่งรากเจาะลงไปไม่ได้ ทำให้ข้าวโพดล้มเมื่อเจอลมแรง ดังนั้น จึงควรใช้รถระเบิดดินดานซึ่งจะมีตัวคล้ายลิ่มเจาะลงไปในดิน และจะไปรื้อดินดานที่แข็งออก ทำให้ข้าวโพดได้วางรากได้ลึกมากขึ้นและทำให้แข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น

“ถ้าต้องการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดก็คงจะปลูกต้นเดือนสิงหาคม จากนั้นเดือนกันยายน ก็จะออกต้นได้เต็มที่ พอถึงเดือนพฤศจิกายน ก็จะเริ่มออกดอก ซึ่งการสาธิตพืชคลุมดินนั้นได้นำถั่วแปบและโสนมาใช้ด้วย เพราะฉะนั้นพวกนี้จะหนัก 2-3 ตัน ต่อไร่ และจะมีการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ลงมาสร้างเป็นไนโตรเจนอยู่ในปมของรากของพืชตระกูลถั่ว ถ้าทำอย่างนี้ทุกปีจะช่วยลดการใส่ปุ๋ยได้มาก และจะทำให้อินทรียวัตถุในดินเพิ่มขึ้น ในประเทศไทยมีอินทรียวัตถุในดินประมาณ 1.5-2% และหากเกษตรกรต้องการจะเก็บข้าวโพดให้หว่านถั่วลงไปก่อน โดยเฉพาะถั่วเขียวจะไวมาก ประมาณ 1 เดือน ถ้าถั่วออกดอกก็ไถกลบลงไปเลย รอเวลาอีก 2 อาทิตย์ ก็ย่อยสลาย จากนั้นเริ่มเตรียมดินได้ เพราะฉะนั้นใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน ก็สามารถปลูกได้ และถ้าปลูกข้าวโพดหวานจะปลูกได้ถึง 3 รุ่น”

สำหรับศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติได้เผยแพร่พันธุ์สุวรรณ 4452 สู่เกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ซึ่งเกษตรกรมีโอกาสเลือกใช้พันธุ์ข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวที่ดี เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่และผลผลิตรวมของประเทศ เพื่อให้เพียงพอในการใช้ภายในประเทศและการส่งออก ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2545 มีปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม 99.12% ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งประเทศ 7.317 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 90% ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดลูกผสมทั้งหมด ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเป็นผลจากการใช้พันธุ์ลูกผสม โดยเฉพาะพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว และการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้นเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมให้มีการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เกษตรกรที่สนใจติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (044) 361-7704

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 28 กุมภาพันธ์ 2549
 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,326 other followers

%d bloggers like this: