สุขภาพ

All posts in the สุขภาพ category

สลัดผักคลุกน้ำมันสกัด เมนูสุขภาพช่วยย่อยคลายอึดอัด

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/060813/77400

6 August 2556 – 00:00

“จริงๆ แล้วต่ายมีเมนูที่ชอบหลากหลายเมนู แต่ที่รับประทานบ่อยสุดๆ นั้นคงจะเป็นเมนูสลัดผักที่ทานคู่กับน้ำมันสกัด TRBO ค่ะ ซึ่งความพิเศษของเมนูจานนี้อยู่ที่การมิกซ์แอนด์แมตช์ผักผลไม้ที่ประโยชน์หลายชนิด ลงไปคลุกเคล้ากับน้ำมันสกัดที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผลอะโวคาโด แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือเทศเชอรี่ และปูอัดค่ะ คุณประโยชน์ของเมนูสลัดนี้ไม่ต้องพูดถึงค่ะ เพราะอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ผักและผลไม้มีทั้งวิตามินและเกลือแร่ และที่สำคัญการรับประทานผักผลไม้เยอะไม่เพียงช่วยย่อยอาหาร แต่ผักบางชนิดอย่างแตงกวาญี่ปุ่นยังช่วยบำรุงผิวพรรณของต่ายอีกด้วย และยิ่งช่วงไหนที่ต่ายรู้สึกว่าน้ำหนักขึ้นหรือเริ่มอึดอัดก็เป็นต้องทำเมนูนี้รับประทานค่ะ”

เป่าเค้กวันเกิด..ข้อห้ามชาวออสซี่

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/180213/69728

18 February 2556 – 00:00

ต่อไปเด็กๆ ชาวออสเตรเลียคงไม่ได้สนุกกับการเป่าเทียนเค้กวันเกิดอีกแล้ว เพราะคุณผู้ใหญ่ใจดีกลัวว่าเชื้อโรคจากปากเด็กๆ จะเป็นไอซิ่งแต่งแต้มหน้าเค้ก กระจายเชื้อโรคเผื่อแผ่กันไปใหญ่ แต่กระนั้นยังมีเสียงแย้งจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเด็ก ว่าปกป้องกันเกินเหตุ
ข้อห้ามนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎเข้มงวดด้านการรักษาอนามัย ที่คณะกรรมการวิจัยสุขภาพและการแพทย์แห่งออสเตรเลีย (NHMRC) ระบุในคำแนะแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยนอกจากจะห้ามเด็กๆ เป่าเทียนที่ปักบนเค้กวันเกิดชิ้นโต ที่จะต้องนำมาตัดแบ่งกันแล้ว NHMRC ยังมีคำแนะนำให้สถานรับเลี้ยงเด็กยืนกรานห้ามผู้ปกครองนำเด็กป่วยมาฝากเลี้ยง ถึงแม้จะมีใบรับรองแพทย์ก็ตาม และขอให้ล้างของเล่น, ลูกบิดประตู, พื้นและที่หุ้มกันกระแทกเป็นประจำทุกวัน
แนวปฏิบัติใหม่แนะว่า หากเด็กอยากเป่าเค้กวันเกิด ก็ควรให้ผู้ปกครองจัดคัพเค้กชิ้นเล็กๆ มาปักเทียนให้เด็กเป่าต่างหาก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปทั่วเค้กที่จะต้องแบ่งให้เพื่อนๆ
“เด็กๆ มักชอบเป่าเทียนเวลาเพื่อนๆ ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ ฉะนั้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค เมื่อเด็กจะเป่าเทียนวันเกิด ผู้ปกครองควรจะจัดคัพเค้กมาให้ต่างหากชิ้นหนึ่ง พร้อมปักเทียนไว้สักเล่มสำหรับเจ้าของวันเกิด และจัดคัพเค้กมาให้เพียงพอกับเด็กคนอื่นๆ ด้วย หรือไม่ก็ใช้เค้กก้อนโตที่สามารถตัดแบ่งกันได้” เอกสารแนะนำไว้
นอกจากจะห่วงเชื้อโรคจากปากของเด็กๆ แล้ว คณะกรรมการชุดนี้ยังห่วงว่าเด็กจะติดเชื้อโรคจากบ่อทรายที่เล่นร่วมกัน โดยแนะให้เด็กต้องล้างมือด้วยยาฆ่าเชื้อผสมแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังการเล่น
ความห่วงใยที่ดูเหมือนจะมากไปนี้ ทำให้แพทย์จากสมาคมแพทย์ออสเตรเลียออกมาทักท้วงว่า กฎระเบียบรักษาสะอาดที่พิลึกพิลั่นนี้เหมือนการจับเด็กใส่ไว้ในฟองสบู่ สตีฟ แฮมเบิลตัน ประธานสมาคมกล่าวว่า ถ้าเป็นเขา หากมีใครจามใส่เค้ก เขาก็คงไม่กินเค้กชิ้นนั้น แต่นี่เป็นเพียงการเป่าเทียน จะมีสิ่งมีชีวิตแพร่ลงมาในเค้กมากมายสักเท่าไหร่เชียว
นายแพทย์ท่านนี้ยังกล่าวถึงกฎการล้างมือก่อนและหลังเล่นทรายด้วยเช่นกันว่า ง่ายๆ ก็แค่ให้เด็กล้างมือก่อนทานอาหารก็เป็นพอ “หากคุณอาศัยอยู่ในฟองพลาสติก คุณก็จะติดเชื้อโรคที่ไม่สามารถรับมือได้ต่อไปในภายภาคหน้า” แฮมเบิลตันกล่าวเตือนสติ
กรณีการเป่าเทียนวันเกิดยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็ก เช่น คริสตี สตรอง จากศูนย์รับเลี้ยงเด็กแคร์-อะ-ลอต คัดค้านอีกเสียงว่า กฎนี้ “น่าละอาย” จะเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเด็ก ทำให้หมดความสนุกตื่นเต้นในงานวันเกิดไปเลย
กระนั้นนโยบายดังกล่าวก็มีคนนำมาปฏิบัติแล้วเช่นกัน อย่างศูนย์ดูแลเด็กมิดสันโรดที่เมืองเอปปิง กล่าวว่า ที่นี่พวกตนไม่ให้เด็กเป่าเทียนบนเค้กวันเกิดกันอยู่แล้ว.

 

ลดเจ็บด้วยนวัตกรรม “SAM”ช่วยภาวะหัวไหล่ติดดีขึ้นใน 2 สัปดาห์

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/180213/69741

18 February 2556 – 00:00

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนทำงานในปัจจุบัน ไม่ว่าเป็นนั่งพิมพ์คอมพ์นานๆ สะพายกระเป๋า โหนรถไฟฟ้า ขับรถในสภาวะรถติด หรือแม้แต่การเล่นกีฬาที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวของหัวไหล่ เช่น แบดมินตัน เทนนิส และอื่นๆ อีกมากมาย เหล่านี้ถ้ายังปฏิบัติสะสมไปนานๆ พอวัยเริ่มขึ้นต้นเลข 4 อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพสะสมที่เรียกว่า “ภาวะหัวไหล่ติด” ได้ไม่ยาก
แพทย์อายุรเวท วิภาพร สายศรี ศูนย์รักษาไมเกรนและโรคปวดกล้ามเนื้อ ดอกเตอร์แคร์ กล่าวว่า ภาวะหัวไหล่ติด เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อหุ้มข้อไหล่ ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณหัวไหล่ ซึ่งอาจมีอาการเจ็บอยู่หลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน เมื่ออาการปวดทุเลาลงแขนข้างที่ปวดจะไม่สามารถยกแขนได้เหมือนเดิม และเมื่อไม่เคลื่อนไหวข้อไหล่ในช่วงระยะหนึ่ง ก็จะเกิดเยื่อพังผืดและหินปูนแทรกในข้อและเนื้อเยื่อรอบหัวไหล่ ถ้าเคลื่อนไหวข้อไหล่จะปวดมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณไหล่อ่อนแรงและลีบลง ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะไหล่ติดได้อย่างชัดเจน
พญ.วิภาพร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดีอาการของภาวะไหล่ติดอาจใช้เวลาสะสมอาการนานถึง 2-3 ปี แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะปวด ประมาณ 1-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อไหล่โดยเฉพาะเวลากลางคืน บางคนปวดมากจนสะดุ้งตื่นกลางดึกจากการนอนกดทับข้างที่ปวดเป็นเวลานาน
2.ระยะข้อไหล่ติด ประมาณ 16 เดือน อาการเจ็บลดลง แต่หัวไหล่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ โดยจะมีอาการปวดแบบเฉียบพลัน เช่น เวลาเหยียดแขนขึ้นไปหยิบของเหนือศีรษะ, เอื้อมมือไปหยิบของที่เบาะหลังรถ, เมื่อหมุนพวงมาลัยรถ, เมื่อสระผมหรือถูหลังตัวเองเวลาอาบน้ำ, เมื่อสวมหรือถอดเสื้อยืดเข้าออกทางศีรษะ ฯลฯ ระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่สามารถขยับหัวไหล่ได้ตามปกติ ทำให้ผู้ป่วยบางคนกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ลีบผิดรูปได้
และ 3.ระยะฟื้นตัวประมาณ 1-2 ปี อาการเจ็บลดลงเรื่อยๆ แขนข้างที่เจ็บเคลื่อนไหวได้มากขึ้นอย่างช้าๆ
“กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะหัวไหล่ติด คือ กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป  ส่วนใหญ่พบเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อน อย่าง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่ามีโอกาสเกิดภาวะไหล่ติดสูงกว่าคนปกติ 2-4 เท่า” คุณหมอ ย้ำ
สำหรับวิธีรักษาภาวะไหล่ติดในปัจจุบัน ข้อมูลทางวิชาการระบุไว้ว่า มีวิธีการรักษาภาวะไหล่ติดที่นิยมใช้กันอยู่ 4 วิธี ได้แก่ 1.การทำกายภาพบำบัด นักกายภาพจะพยายามยืดไหล่และหมุนขยับส่วนที่ติด ซึ่งกระบวนการบำบัดจะเจ็บมาก 90% ของผู้ป่วยจะเลิกรักษาเนื่องจากไม่สามารถทนต่ออาการเจ็บระหว่างบำบัด 2.การบริหารบริเวณหัวไหล่ เช่น ท่าไต่กำแพง มักไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากเมื่อผู้ป่วยทำด้วยตัวเองจนถึงตำแหน่งที่หัวไหล่ติด ผู้ป่วยจะไม่ทำต่อเนื่องจากเจ็บมาก 3.การฉีดยาสเตียรอยด์ที่ข้อไหล่และการรับประทานยาเป็นการบรรเทาปวด และ 4.การผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งมีค่ารักษาค่อนข้างสูง
แพทย์อายุรเวทคนเดิม อธิบายต่อว่า แต่ที่ศูนย์รักษาไมเกรนและโรคปวดกล้ามเนื้อ ดอกเตอร์แคร์ มีวิธีการรักษาภาวะไหล่ติดที่เรียกว่า SAM ต่างจากที่อื่น โดยประกอบด้วยการรักษา 3 ขั้นตอนหลัก คือ Stretching การยืดกล้ามเนื้อเพื่อเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของข้อต่อหัวไหล่ และ Acupresssure การกดจุด Trigger Point เพื่อสลายพังผืดยืดหยุ่นเส้นเอ็นบริเวณหัวไหล่ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการรักษาในขั้นตอนที่ 3 ต่อ คือ Manipulation การปรับองศาข้อไหล่ ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Goniometer ในการวัดองศา หลังจากผ่านขั้นตอนที่ 1 และ 2 แล้ว แพทย์อายุรเวทจะเริ่มการปรับองศาการยกหัวไหล่ทั้งแนวระนาบและแนวดิ่ง เพื่อทำให้การทำงานของหัวไหล่เป็นไปได้ตามปกติ
“การผสมผสานเทคนิคดังกล่าว ทำให้การรักษาภาวะไหล่ติดเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในระยะเวลารักษาที่สั้น หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าว แพทย์จะทำการตรวจดูการเคลื่อนไหวของข้อไหล่อีกครั้ง ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บน้อยมาก พร้อมสังเกตได้ว่าอาการดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใน 2 สัปดาห์ จากเดิมที่ต้องทรมานจากความเจ็บปวดบริเวณหัวไหล่ และไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติมานานเป็นปี”.

อย่ามองข้ามดูแลรักษาหัวใจมีรัก Cath Lab อีกทางเลือกเพื่อสุขภาพ

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/140213/69539

14 February 2556 – 00:00

 วันแห่งความรัก 14 กุมภา. ที่หัวใจหลายๆ ดวงระบายด้วยสีชมพู หากมีกุหลาบ ช็อกโกแลต หรือของขวัญกิ๊บเก๋ ก็จะทำให้หัวใจพองโตได้ แต่หัวใจของคนเรานั้น จะปล่อยให้จี๊ดจ๊าดเฉพาะวันวาเลนไทน์ไม่ได้ เพราะหัวใจที่แข็งแรงจะคู่มากับความรักและสุขภาพที่แข็งแกร่งตลอดไปนั่นเอง
นพ.จีระศักดิ์ สิริธัญญานนท์ แพทย์หัวหน้าศูนย์หัวใจ พญาไท 3 เปิดเผยว่า การดูแลหัวใจมีวิธีการต่างๆ มากมาย และในปัจจุบันวิธีที่เรียกว่า cath lab หรือการตรวจสวนหัวใจก็เป็นวิธีที่ดี ให้ผลที่แม่นยำ ทั้งนี้คุณหมออธิบายถึงอาการโรคหัวใจสามารถสังเกตได้ว่า เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก เจ็บนานมากกว่า 5 นาที เหนื่อยง่าย เหงื่อแตก ใจสั่น ปวดร้าวไปกราม แขน วูบเหมือนจะเป็นลม หัวใจเต้นผิดจังหวะ เมื่อนำตัวพบแพทย์ก็จะมีการตรวจเบื้องต้นถึงโอกาสเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบตันจากอาการเจ็บหน้าอกใช่หรือไม่ มีความรุนแรงเพียงใด และตรวจเพิ่มเติมด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์, การทำกราฟหัวใจ, การตรวจสารต่างๆ ในเลือด, การวิ่งสายพานและอัลตราซาวด์หัวใจ เมื่อประมวลผลแล้วมีข้อบ่งชี้ของหลอดเลือดหัวใจตีบตัน จึงวินิจฉัยขั้นสุดท้ายด้วยการตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจ เพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไป เนื่องจากอัตราของผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจ มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจในอนาคตและโอกาสเสียชีวิตฉับพลันสูง ต้องรับการรักษาที่ตรงจุด เพื่อป้องกันโอกาสการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ หรือป้องกันโรคหัวใจวายที่อาจเกิดขึ้นได้
เมื่อตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจและฉีดสีแล้ว หากพบรอยโรคหัวใจมีการตีบ ตัน และแสดงผลว่าสามารถทำบอลลูนใส่ขดลวด แพทย์สามารถสวนรักษาควบคู่ได้ในคราวเดียวกัน โดยการฉีดยาชาเฉพาะจุด โดยการเจาะใส่สายนำทางผ่านทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ ข้อแขน ข้อพับจุดใดจุดหนึ่ง และใช้เข็มขนาด 1.5-2 มิลลิเมตร เจาะใส่ลวดนำทางวางสายนำทางในหลอดเลือด เพื่อนำสายสวนไปยังหลอดเลือดหัวใจทำการวินิจฉัย ซึ่งจะทราบผลทันทีหลังการตรวจ
คุณหมอชี้ว่า จุดเด่นของการสวนหัวใจ สามารถรักษาควบคู่กับการตรวจวินิจฉัย ไม่ต้องทำผ่าตัดใหญ่ คนไข้ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ มีความเสี่ยงน้อยกว่าการผ่าตัดใหญ่ ขนาดแผลเล็ก เจ็บตัวน้อย นอนโรงพยาบาลระยะสั้น อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดของการตรวจสวนหัวใจ คือ กรณีหลอดเลือดหัวใจมีความตีบตันมาก อุดตันเรื้อรัง ปริมาณหินปูนเกาะจำนวนมากและเส้นเลือดคดเคี้ยวมาก บางรายอาจไม่สามารถทำได้ หรือผลของการรักษาอาจไม่ดีเท่าที่ควร
หลายคนมีคำถามบ่อยๆ ว่า ผู้สูงอายุตรวจสวนหัวใจได้หรือไม่ คุณหมอเล่าว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีคนไข้วัย 81 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการเหนื่อย น้ำท่วมปอดจากหลอดเลือดหัวใจตีบและมีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย หลังจากที่เคยเข้ารับการสวนหัวใจไปแล้ว 1 เส้น ซึ่งผลการตรวจสวนหัวใจนั้นมีรอยตีบหลายตำแหน่งและค่อนข้างยาว พบได้มากในผู้หญิงสูงอายุ เป็นเบาหวาน แนวทางในการรักษาครั้งนี้เพื่อลดโอกาสการเข้าโรงพยาบาลซ้ำจากอาการน้ำท่วมปอด สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งได้ให้ข้อมูลแนวทางการรักษา 3 ทางกับญาติ คือ การกินยา การสวนหัวใจ และการผ่าตัด โดยญาติเลือกการรักษาด้วยการสวนหัวใจเส้นที่ 2 ซึ่งแพทย์สวนหัวใจใส่ขดลวดแบบเคลือบยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ผลการรักษาสร้างความพึงพอใจแก่ญาติและแพทย์เป็นอย่างมาก.

“เลย์”หนุนน้ำมันรำข้าวเพื่อสุขภาพ

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/130213/69477

13 February 2556 – 00:00

ขณะที่เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง น้ำมันรำข้าวก็กำลังโด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้ใส่ใจดูแลสุขภาพ เนื่องจากมีงานวิจัยจำนวนมากกล่าวถึงคุณค่าทางโภชนาการ และคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันรำข้าว แม้แต่ขนมขบเคี้ยวยอดฮิตอย่าง เลย์ เพราะด้วยความใส่ใจต่อสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทย จึงเปลี่ยนจากการทอดมันฝรั่งด้วยน้ำมันปาล์ม มาเป็นน้ำมันรำข้าวบริสุทธิ์ เพราะทำให้ลดปริมาณไขมันอิ่มตัวลง 50% เมื่อเทียบกับมันฝรั่งทอดสูตรปกติ มาตั้งแต่ปี 2553
น้ำมันรำข้าว สกัดมาจากเยื่อน้ำตาลที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าวที่ได้จากกระบวนการสีข้าว เรียกว่า “รำข้าว” ซึ่งเป็นส่วนประกอบเพียง 7-8% ของข้าว แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เพราะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด สารสำคัญที่สุดคือ โอรีซานอล เป็นสารธรรมชาติที่พบเฉพาะในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า และช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
“น้ำมันรำข้าว ยังมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องการทนต่อความร้อนสูง จึงใช้ทอดได้ดี เพราะเป็นน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง (High Smoke Point) ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษากลิ่นรสของอาหาร แต่ยังช่วยลดการเกิดควันน้ำมันในการประกอบอาหารอันอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ จุดเกิดควัน (Smoke Point) คือ อุณหภูมิที่น้ำมันเริ่มกลายเป็นควัน และเสื่อมสลายคุณค่าทางโภชนาการและกลิ่นรส น้ำมันรำข้าว จึงเป็นที่นิยมในการใช้ประกอบอาหาร เพราะไม่มีกลิ่น ไม่มีรส และดีต่อสุขภาพ”
นางอัลพานา ติตัส ผู้บริหารบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “เลย์ ตระหนักดีถึงสุขภาพของผู้บริโภค จึงเลือกทอดมันฝรั่งด้วยน้ำมันรำข้าวบริสุทธิ์ ลดไขมันอิ่มตัวลง 50% เมื่อเทียบกับมันฝรั่งทอดสูตรปกติ เนื่องจากน้ำมันรำข้าวมีไขมันอิ่มตัวน้อยเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น มีสารอาหารและวิตามินหลายชนิด เช่น โอรีซานอล และกรดโอเลอิก หรือโอเมกา-9 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ลดไตรกลีเซอไรด์ มีวิตามินอีสูง มีปริมาณไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าน้ำมันชนิดอื่น ช่วยคงระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีอีกด้วย”.

กอด…ลดความดันแต่เพิ่มความจำ

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/120213/69415

12 February 2556 – 00:00

การกอดคนที่คุณรักไม่เพียงเป็นวิธีการสร้างความผูกพันที่ดี แต่ผลวิจัยใหม่ยังชี้ว่ามันมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยช่วยลดความดันเลือดและเพิ่มพูนความจำได้อีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ฮอร์โมนออกซิโตซินจะหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดเมื่อคุณกอดเพื่อนเอาไว้แน่นๆ ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ช่วยลดความดันโลหิต ลดความเครียดและความกังวล รวมถึงช่วยพัฒนาความสามารถในการจำ
อย่างไรก็ตาม ตามผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเวียนนา คุณก็ควรเลือกคนที่คุณจะกอดสักนิด เพราะการกอดคนที่คุณไม่ได้รู้จักดีตามมารยาทอาจก่อให้เกิดผลตรงกันข้ามได้
ออกซิโตซิน คือ ฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมพิทูอิทารี และเป็นที่รู้จักในฐานะฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มความผูกพัน พฤติกรรมทางสังคม และความใกล้ชิดระหว่างพ่อ แม่ ลูก และคู่รัก ระดับฮอร์โมนออกซิโตซินที่เพิ่มสูงขึ้นสามารถพบได้ในความสัมพันธ์ที่เป็นจริง สำหรับผู้หญิง ฮอร์โมนจะถูกผลิตระหว่างการคลอดบุตรและให้นมอีกด้วย เพื่อเสริมสร้างความผูกพันระหว่างแม่และเด็ก
นอกจากนี้ การกอดยังช่วยทำให้บุคลิกภาพของคุณอ่อนโยนขึ้น นักวิจัยกล่าวว่า คนที่กอดคนที่พวกเขารักบ่อยๆ จะมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
นักประสาทสรีรวิทยา ยูร์เกิน ซันด์คูห์เลอร์ กล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นหากคนคู่นั้นไว้ใจซึ่งกันและกัน มีความรู้สึกถึงความสัมพันธ์เกิดขึ้นร่วมกัน และสัญญาณถูกส่งออกมาอย่างสอดคล้อง แต่หากพวกเขาไม่รู้จักกัน หรือพวกเขาไม่ได้อยากกอดกันจริงๆ ก็จะไม่เกิดผลดีแบบนั้นขึ้นมา”
เมื่อเราได้รับการกอดที่ไม่พึงปรารถนาจากคนแปลกหน้า หรือแม้กระทั่งคนที่เรารู้จัก ฮอร์โมนจะไม่ถูกหลั่งออกมา และระดับความกังวลจะพุ่งสูงขึ้น
ซันด์คูห์เลอร์กล่าวว่า “สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ความเครียดอย่างแท้จริง เนื่องจากพฤติกรรมรักษาระยะห่างตามปกติของเราถูกเพิกเฉย ในสถานการณ์เหล่านี้เราจะหลั่งฮอร์โมคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนของความเครียดออกมา การกอดเป็นเรื่องดี แต่ไม่ว่าจะนานหรือบ่อยแค่ไหน ความเชื่อใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ดังนั้น ซันด์คูห์เลอร์จึงออกปากเตือนถึงโครงการที่แพร่หลายไปทั่วโลกอย่างการกอดฟรี (free hugs) ซึ่งคนคนหนึ่งจะออกมาให้คนแปลกหน้าตามที่สาธารณะกอด โดยกล่าวว่า ผู้คนจะได้รับประโยชน์ก็ต่อเมื่อทุกๆ คนที่เข้าร่วมเข้าใจตรงกันว่านี่คือความสนุกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีพิษภัย มิฉะนั้นมันอาจจะกลายเป็นภาระทางอารมณ์และความเครียดแทน
เขากล่าวว่า “ทุกคนคุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนั้นจากการใช้ชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น หากมีคนที่เราไม่รู้จักเข้าใกล้เราเกินไปโดยไม่ทราบสาเหตุ การล่วงละเมิด พฤติกรรมรักษาระยะห่างดังกล่าวย่อมถูกมองว่าน่ากระอักกระอ่วน หรือแม้กระทั่งเป็นการคุกคามอีกด้วย”.

 

วาเลนไทน์…หนุ่มใหญ่ริมีกิ๊ก เสี่ยงสารพัดโรค!

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/120213/69420

12 February 2556 – 00:00

นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป ประจำโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 แนะนำให้หนุ่มใหญ่หันมาใส่ใจความเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพ เนื่องในวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง ว่า “การคบกิ๊กอาจเป็นเรื่องสนุกตื่นเต้นเพียงช่วงระยะสั้นๆ แต่ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมในระยะยาว และอาจก่อให้เกิดโรคได้ โดยเฉพาะในหนุ่มใหญ่วัย 40 ขึ้นไปที่หน้าที่การงานและความรับผิดชอบสูงขึ้น อาจเริ่มมีปัญหาสุขภาพเนื่องจากฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) เริ่มลดลง ทำให้อวัยวะที่มีส่วนสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายเริ่มทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม ทำให้เริ่มเกิดความเสื่อมในอวัยวะต่างๆ เช่น หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นลดลง เริ่มมีคราบไขมันมาเกาะตามผนังหลอดเลือด ขนาดของกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ไม่ค่อยมีแรงเหมือนสมัยหนุ่มๆ ส่งผลให้เริ่มมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรค อ้วน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หัวใจขาดเลือด โรคเกาต์ โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ
“การมีกิ๊กทำให้อารมณ์เหวี่ยงไปมาในระดับที่ส่งผลต่อร่างกาย” เช่น อารมณ์โกรธ (ที่ภรรยาจับได้และไม่ให้ออกจากบ้าน) ดีใจ (ที่หลบภรรยามาได้และได้มาเจอกิ๊ก) ตื่นเต้น (ตอนกลับบ้านดึกแล้วไม่แน่ใจว่าภรรยาตื่นรอคอยหาเรื่องทะเลาะอยู่หรือไม่) กลัว (ภรรยาจะจับได้, กลัวลูกรู้, กลัวบ้านแตก) ฯลฯ อารมณ์ต่างๆ ที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดการหลั่งสารความเครียด (อะดรีนาลีน) ซึ่งจะหลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตเป็นจำนวน มากจนทำให้ร่างกายเกิดการเกร็ง ตื่นตัว ยิ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ และทุกๆ วันซ้ำไปซ้ำมา ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยในสมองหดตัวเป็นประจำ และความดันในสมองเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดความเครียดอาการที่พบเป็นประจำคือนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ไมเกรน มึนงง เบื่ออาหาร สมาธิสั้น ความคิดสร้างสรรค์ลดลง ขี้ลืมในระดับที่ส่งผลต่อการทำงาน และปวดกล้ามเนื้อ การเครียดเป็นประจำส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ เพราะหัวใจต้องทำงานหนัก เกิดการอุดตันของหลอดเลือดง่ายขึ้น เนื่องจากไขมันในเลือดเพิ่มขึ้นทำให้เลือดมีความหนืดขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น และยังอาจส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย
นอกจากนี้ พบว่าผู้ชายที่มีความเครียดสูงส่งผลต่อสมอง โดยจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และเกิดปัญหาโรคหลอดเลือดสมองที่อาจตีบ แตก หรือตันมากกว่าคนปกติ ด้านร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานลดต่ำลงเนื่องจากเม็ดเลือดขาวน้อยกว่าคนทั่วไป จึงเป็นหวัดได้ง่ายหรือติดเชื้ออื่นๆ ได้ง่าย, ความเครียดทำให้คนเรากินมากเกินไปหรือน้อยเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำหนักเกิน ลงพุงหรือเกิดอาการเบื่ออาหาร ส่งผลต่อโรคเบาหวานเนื่องจากความเครียด ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อาจเกิดปัญหาเรื่องความต้องการทางเพศลดลง รวมไปถึงปัญหาที่หนุ่มใหญ่หลายคนกลัว คือ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวดีเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากหลอดเลือดตีบลง อาจทำให้มีปัญหาในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ทางด้านจิตใจ เมื่อมีความเครียดสะสมเรื้อรัง และไม่ดีขึ้นอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า ส่งผลต่อครอบครัว หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว”
คุณหมออิทธิชัยทิ้งท้ายถึงคุณผู้ชายทั้งหลายว่า “ความสัมพันธ์กับกิ๊กเป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ชายมีเพื่อความสนุก โอ้อวด หรือเติมเต็มส่วนที่ยังขาด แต่ก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ สนุกเพียงช่วงแรกๆ นานไปย่อมเกิดความเครียด กดดัน ส่งผลกระทบกับครอบครัว สุขภาพอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ดังนั้นหนุ่มๆ ทั้งหลายที่กำลังมีกิ๊ก หรือกำลังมองหากิ๊ก ควรเริ่มต้นเปลี่ยนความคิด และปฏิบัติตัวใหม่รับวันวาเลนไทน์วันแห่งความรักด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่งจะดีกับสุขภาพมากกว่าครับ”.

 

หนังสือ“รวมความรู้เรื่องแพ้นมวัว”เพื่อสภากาชาด

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/070213/69193

7 February 2556 – 00:00

หลายคนอาจคิดว่าโรคแพ้นมวัวนั้นพบได้น้อย และไม่น่าจะมีอาการรุนแรงมากนัก แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันโรคแพ้นมวัวพบได้บ่อย และมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีอาการแสดงหลายรูปแบบมาก ทำให้ยากแก่การวินิจฉัย และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ทำให้เด็กเจริญเติบโตช้าหรือ มีอาการป่วยเรื้อรัง บางรายอาจมีอาการแพ้แบบซ้อนเร้นไม่แสดงออกโดยตรง ซึ่งหากมีอาการเฉียบพลันอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และอาการอื่นๆ อีกมากมาย ฝ่ายกุมาร-เวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง “รวมความรู้เรื่องแพ้นมวัว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำมารดาที่มีบุตรแพ้นมวัวอยู่ในปัจจุบัน และป้องกันการแพ้นมวัวในเด็กทารกที่กำลังเกิดขึ้นมา นอกจากนี้ยังนำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทย
    รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้และอิมมูนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ รวมความรู้เรื่องแพ้นมวัว เปิดเผยว่า “หมอได้พบหลายครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่มักคิดว่าลูกมีปัญหาการแพ้อากาศเหมือนตนเอง ทำให้การรักษาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หรือกว่าจะมาพบแพทย์ก็ลุกลามกลายเป็นปัญหาภูมิแพ้อื่นๆ อีกมากมาย และบางครั้งได้รับคำบอกเล่าที่ไม่ถูกต้องในการเลี้ยงดู รวมทั้งมีความสับสนในการเลือกสูตรนมที่ใช้รักษา เพราะหัวใจสำคัญของการเลี้ยงดูคือ การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค การแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ และการเลือกอาหารชนิดทดแทนที่เหมาะสม ซึ่งต้องคำนึงถึงโภชนาการที่เด็กจะได้รับด้วย โดยพิจารณาอาหารทดแทนหรือแนะนำการรับประทานอาหารให้สมดุล เพราะไม่เช่นนั้นเด็กอาจขาดสารอาหารได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันสำหรับลูกคนต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่มีหนังสือที่ให้ความรู้อย่างถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลและทุกข์ใจในการดูแลลูก โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรงและเรื้อรัง หมอจึงได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการรับมือโรคแพ้นมวัวในเด็กเล่มนี้ขึ้นมา โดยอาศัยประสบการณ์ที่มีมากกว่า 30 ปี บวกกับองค์ความรู้ใหม่ๆ มาประกอบให้สมบูรณ์และเกิดประโยชน์มากที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ และผู้ที่ต้องดูแลเด็กทุกท่าน”
    ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ลูกแพ้นมวัวตั้งแต่อยู่ในท้อง…ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงขอเชิญชวนคุณพ่อ คุณแม่อ่านหนังสือ “รวมความรู้เรื่องแพ้นมวัว” โดย รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ หนังสือที่จะไขทุกคำถามและวิธีสังเกต สาเหตุ อาการ หรือแม้กระทั่งอาหารทดแทนการดื่มนมของลูกน้อย โดยจำหน่ายในราคาเล่มละ 250 บาท ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือได้ที่ ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สอบถามรายละเอียด โทร. 0-2256-4951, 0-2256-4971 หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4440, 0-2255-9911, 0-2251-1218 ต่อ 124 รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายหนังสือสนับสนุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทย.

“นมแม่” พลังเปลี่ยนแปลงสุขภาพ “เด็กป่วย”

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/060213/69148

6 February 2556 – 00:00

จากการสำรวจสถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของกรมอนามัยในปี 2552 พบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเพิ่มขึ้นจากร้อยและ 16.3 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 29.6 ในปี 2552 ซึ่งเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายของประเทศไทย เพราะยังมีแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สำคัญคือแม่ที่มีลูกป่วย เพราะในแต่ละปีประเทศไทยมีเด็กทารกแรกเกิดที่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวนมาก ทั้งทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทารกที่ป่วยต้องอยู่ในหออภิบาลทารก (NICU) ทารกที่ได้รับการผ่าตัด หรือเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสถูกแยกแม่-ลูก หรือถูกสั่งให้งดนมแม่ด้วยเหตุผลต่างๆ ทำให้ขาดโอกาสที่จะได้รับอาหารที่มีคุณค่าและมีความสำคัญที่สุดในชีวิต
มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย จึงร่วมกับสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ และสภาการพยาบาล โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดประชุมวิชาการ “Breast Feeding Sick Babies” เพื่อให้ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนของไทย และจากประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม กว่า 300 คน เพื่อให้ทารกที่ป่วยได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่อย่างถูกต้องทัดเทียมกับเด็กปกติ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา Prof. Dr. Diane L. Spatz มาถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ เทคนิคและทักษะในการทำให้เด็กป่วยได้รับนมแม่
ในเวทีการประชุมดังกล่าว Prof. Dr. Diane L. Spatz ได้นำเสนอองค์ความรู้ “บันได 10 ขั้นในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเด็กป่วย” และแนวคิดและทัศนคติในขับเคลื่อนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเด็กป่วย โดย Dr. Diane ได้เน้นย้ำว่ามีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงพลังของนมแม่ ที่บ่งชี้ว่าน้ำนมแม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าต่อสุขภาพของทารกที่ป่วยอย่างดียิ่ง นมแม่เปรียบเสมือนการรักษา มีความสำคัญเหมือนกับเป็นเครื่องช่วยหายใจ มีความสามารถที่จะปกป้องเด็กทารกได้เมื่ออยู่ในห้อง NICU และจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์และพยาบาลจะต้องให้เด็กที่ป่วยได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำนมแม่ เพราะนมแม่สามารถลดการติดเชื้อในเด็กป่วย นมแม่เป็นทั้งยาและภูมิคุ้มกันที่นมผงไม่สามารถทดแทนได้ นมแม่ยังมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาการด้านสมอง รวมไประบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเด็กที่ป่วยหรือคลอดก่อนกำหนด และนมแม่ยังจะทำให้เด็กที่ป่วยออกจากโรงพยาบาลได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการเลี้ยงด้วยนมแม่
สำหรับ “บันได 10 ขั้นในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเด็กป่วย” ประกอบไปด้วย Step 1: Informed Decision หรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับนมแม่อย่างละเอียดกับพ่อแม่และครอบครัวของเด็กว่า นมแม่นั้นมีประโยชน์อย่างไร และมีความจำเป็นมากแค่ไหนที่แม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ Step 2: Establishment and Maintenance of Milk Supply เป็นความรู้และวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำนมแม่สำหรับให้กับเด็กป่วยในกรณีต่างๆ Step 3: Human Milk Management วิธีการเก็บและใช้น้ำนมแม่ในการเลี้ยงดูเด็กป่วยที่ถูกต้องและเหมาะสม Step 4: Oral Care เป็นขั้นตอนและวิธีการต่างๆ ในการให้นมแม่กับเด็กที่ป่วย Step 5: Skin to Skin Care เป็นการกระตุ้นให้แม่พร้อมที่จะมีน้ำนมและทำให้ลูกพร้อมที่จะรับนมแม่ด้วยการสัมผัสเนื้อแนบเนื้อ ตลอดระยะเวลาจากห้องคลอดถึงหออภิบาลทารก
Step 6: Nonnutritive Sucking at the Breast เป็นการกระตุ้นให้เด็กทารกมีความคุ้นเคยกับเต้านมแม่ เพราะจะทำให้สามารถปรับให้กินนมจากเต้าได้ในภายหลังออกจากห้องอภิบาลทารก Step 7: Transition to Breast and Technology to Support Breastfeeding เป็นเทคนิคและวิธีการที่จะปรับให้เด็กทารกให้สามารถดูดนมจากเต้าได้ Step 8: Measuring Milk Transfer เป็นวิธีการประเมินว่าเด็กป่วยได้รับน้ำนมแม่เพียงพอหรือไม่ Step 9: Preparation for Discharge หรือการเตรียมพร้อมสำหรับแม่และเด็กป่วยก่อนกลับบ้าน และ Step 10: Appropriate Follow-up ซึ่งจะต้องมีการให้คำแนะนำช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องเมื่อแม่และลูกกลับไปที่บ้าน เพื่อให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ประสบความสำเร็จ
พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า ในแต่ละปี ประเทศไทยมีเด็กทารกและเด็กแรกเกิดที่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวนมาก เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสถูกแยกแม่-ลูก หรือถูกสั่งให้งดนมแม่ด้วยเหตุผลต่างๆ ทำให้ขาดโอกาสที่จะได้รับน้ำนมแม่ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่า และมีความสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็กทารก
“การดูแลส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับเด็กป่วยและเด็กคลอดก่อนกำหนด จะทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด และเมื่อแม่จะต้องพาลูกกลับบ้าน ก็จะช่วยให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ต่อเนื่องตามเป้าหมาย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับน้ำนมแม่ทัดเทียมกับเด็กปกติ เพื่อให้เด็กทุกคนได้เติบโตขึ้นเป็นเด็กไทยที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติดียกกำลังสาม ตามแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุข และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ภาคีเครือข่ายนมแม่จะต้องร่วมกันสนับสนุน ผลักดัน และขับเคลื่อนให้องค์ความรู้และแนวทางการปฏิบัติในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเด็กป่วย ไปสู่การเป็นนโยบายทางด้านสาธารณสุขของประเทศ จะทำให้การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งในเด็กที่ป่วยและไม่ป่วยของไทยประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น” พญ.ศิราภรณ์สรุป.

 

บริโภค”มะม่วง”ได้ประโยชน์ล้นเหลือ

Published สิงหาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/x-cite/050213/69088

5 February 2556 – 00:00

เข้าใกล้ฤดู “มะม่วง” ผลไม้ประจำหน้าร้อนของไทย ที่หลายคนอดใจไม่ไหวกับนวลเนื้อเหลืองฉ่ำรสหวานล้ำเข้าไปทุกที วันนี้จึงมีประโยชน์ของมะม่วงมาบอก และเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกมะม่วงให้ได้รสชาติดีถูกใจ ก่อนที่จะออกไปจ่ายตลาดซื้อหามารับประทานกันค่ะ
หลังจากเยี่ยมชมการทำงานของสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด นำโดย ศักดิ์ดา ขันติพะโล ประธานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จ.ฉะเชิงเทรา ก็ทำให้ทราบว่าคุณค่าทางโภชนาการของมะม่วงนั้นมีไม่น้อยเลย โดยมะม่วงเกรดดีเฉลี่ย 1 ผล จะให้พลังงาน 65 แคลอรี มีใยอาหาร 1.8 กรัม อุดมด้วยน้ำตาล 14 กรัม นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม 40 มิลลิกรัม เหล็ก 0.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 3,897 หน่วยสากล วิตามินซี 28 มิลลิกรัม และกรดโฟลิก 14 ไมโครกรัม
ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ระบุไว้ว่า มะม่วงยังประกอบไปด้วยโปรตีน 0.5 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 15.7 กรัม ฟอสฟอรัส 2 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 37 ไมโครกรัม (มะม่วงสุก) วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม และไนอะซีน 0.2 มิลลิกรัม
ดังนั้น มะม่วงที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส จะช่วยบำรุงกระดูกและฟันไม่ให้เปราะหักง่าย วิตามินซีที่มีอยู่ในปริมาณมากก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคหวัด และแม้ว่ามีวิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 จะมีอยู่น้อย แต่ก็มีส่วนช่วยป้องกันโรคเหน็บชาและโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ส่วนสารเบต้าแคโรทีนหรือสารตั้งต้นของวิตามินเอที่มีในมะม่วงสุก มีคุณสมบัติโดดเด่นช่วยบำรุงสายตา และยังมีสถานะเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งด้วย
“เราพยายามสนับสนุนให้คนไทยหันมารับประทานมะม่วงมากขึ้น เพราะเป็นผลไม้ประจำฤดูกาล ราคาไม่แพง รสชาติดี ไม่มีเสี้ยนมากเหมือนมะม่วงจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่สำคัญตอนนี้คนไทยสามารถทานมะม่วงเกรดพรีเมียมส่งออกนอกประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีได้แล้วเกือบทุกฤดูกาลด้วยซ้ำ” ศักดิ์ดา กล่าว พร้อมแจงด้วยว่า ขณะนี้มะม่วงของสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงพัฒนาอีกขั้น ด้วยการติดคิวอาร์โค้ดที่แสดงว่ามะม่วงนี้มีที่มาอย่างไร ปลูกที่สวนไหน ใครเป็นเจ้าของพร้อมรูปประกอบ บอกกระทั่งช่วงเวลาของการใช้สารเคมี จวบถึงระยะเวลาปลอดภัยเก็บกินได้โดยไร้สารเคมีตกค้าง สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเป็นเจ้าแรก
อย่างไรก็ดี หากใครอยากทานมะม่วงเกรดพรีเมียมติดคิวอาร์โค้ดของสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จ.ฉะเชิงเทรา สามารถสั่งได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ไทยทุกแห่ง แต่ถ้าไม่อยากรอหรือยุ่งยากกับการเดินทาง โฮม เฟรช มาร์ท เดอะมอลล์ กรุ๊ป และสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จ.ฉะเชิงเทรา เชิญชม ชิม ช็อป “เทศกาลมะม่วงและของดีทั่วไทย” ที่จะจัดขึ้นบริเวณอีเวนต์ฮอลล์ ชั้น G เดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ ระหว่างวันที่ 28 ม.ค.-4 ก.พ.นี้
ศุรดา สุวรรณกิจจาการ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสบริหารสินค้าตลาดสด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ป สนับสนุนสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จ.ฉะเชิงเทราอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยเล็งเห็นความสำคัญของการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ ที่มีความโดดเด่นในเรื่องคุณภาพและผลผลิตของมะม่วงหลากสายพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐาน สร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดีให้กับมะม่วงไทย และยังช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวแปดริ้ว ยิ่งไปกว่านั้นเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีความตั้งใจคัดสรรและรวบรวมมะม่วงสายพันธุ์ดีรสชาติอร่อย เปี่ยมด้วยคุณภาพ ให้ลูกค้าได้ซื้อไปบริโภคหรือฝากให้กับคนพิเศษ ภายใต้แบรนด์ “ทองแปดริ้ว” และ “กูร์เมต์ ซีเล็คเท็ต”
ท้ายนี้ ประธานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จ.ฉะเชิงเทรา บอกเคล็ดลับเลือกมะม่วงอย่างไรให้ถูกใจ อร่อยปาก ไม่เสียดายเงินไว้ด้วยว่า สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ให้ถามผู้ขายว่ารับประทานได้วันที่เท่าไร ถ้าต้องการรับประทานทันที ให้เลือกผลนิ่มมือและมีสีผิวเปลือกเป็นเหลืองส้ม ถ้าจะให้ดีต้องมีผิวมันปูเป็นจุดนูนสีดำขนาดเล็กทั่วผล แต่ถ้าต้องการเป็นของฝากให้เลือกผิวสีเหลืองนวลแทน นอกจากนี้หากซื้อจำนวนมากให้ทดสอบว่ามะม่วงนั้นแก่หรืออ่อนโดยการเทสต์ในน้ำ หากจมคือมะม่วงแก่ ถ้าลอยคือมะม่วงอ่อนไม่ควรซื้อ อย่างไรก็ดีให้ดูลักษณะรูปร่าง ถ้าทรงกลมป่องก็ถือว่าอร่อย แต่ถ้าจะให้อร่อยสุดๆ ต้องมีค่าความหวานประมาณ 18-21 องศาบริกซ์.
%d bloggers like this: